10. เราต้องซื่อสัตย์เพื่อจะได้รับการช่วยให้รอด

โดย อ้ายกวง ฝรั่งเศส

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2021 ฉันมาที่คริสตจักรเพื่อให้น้ำผู้มาใหม่ที่พูดภาษาฝรั่งเศส  ผ่านไปสักพัก ฉันพบว่าผู้มาใหม่คนหนึ่งมีอุปนิสัยที่ค่อนข้างโอหัง มักจะยืนกรานตามแนวคิดของตัวเธอเอง และไม่อาจทำงานให้ดีได้กับพี่น้องชายหญิงของเธอ  เมื่อคนอื่นอธิบายปัญหาของเธอให้เธอฟัง เธอก็ปฏิเสธไม่ยอมรับ โต้เถียงในเรื่องอะไรถูกอะไรผิด อีกทั้งตัดสินและกล่าวโทษพวกเขาลับหลัง เป็นเหตุให้พวกเขารู้สึกอึดอัดเพราะเธอและเป็นการก่อความไม่สงบต่องานของคริสตจักร  ตามหลักธรรมทั้งหลายแล้ว เธอควรถูกปลดออก  อย่างไรก็ตาม ฉันมีความห่วงกังวลบางอย่างอยู่ เพราะฉันควรไปสามัคคีธรรมกับเธอ แต่ฉันไม่เคยเป็นผู้นำหรือคนทำงานมาก่อน ไม่เคยสามัคคีธรรมกับใครในหัวข้อนี้ และฉันไม่รู้ว่าจะสามัคคีธรรมอย่างไร  ฉันไม่ต้องการถามหัวหน้างาน เพราะฉันกลัวว่าเมื่อเธอรู้ว่าฉันไม่อาจรับมือกับปัญหานี้ได้ด้วยซ้ำ เธอจะคิดว่าฉันไม่มีความสามารถ และเธอจะเห็นข้อบกพร่องของฉันชัดเจน และจะไม่ให้ค่าหรือบ่มเพาะฉันอีกต่อไป  อีกอย่าง ฉันคิดว่าฉันพูดภาษาฝรั่งเศสได้ไม่ดีนัก ดังนั้นหากฉันไม่อาจอธิบายได้ถึงสิ่งที่ฉันต้องการสื่อความหมายตามที่พูด ผู้มาใหม่คนนี้จะกลายเป็นคิดลบและอ่อนแอ อีกทั้งถอนตัวจากความเชื่อของเธอ และฉันจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ  ฉันได้พินิจพิจารณา แล้วสุดท้ายก็ทิ้งเรื่องนี้ให้พี่น้องชายชื่อคลอดซึ่งเป็นผู้นำคริสตจักรเป็นผู้รับมือ  ฉันถึงกับหาเหตุผลให้ตนเอง ว่านี่เป็นการฝึกฝนสำหรับพี่น้องคลอด เพื่อสอนเขาถึงวิธีที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง  แต่ต่อมา เนื่องจากเขาไม่พูดให้ชัดเจนระหว่างการสามัคคีธรรม ผู้มาใหม่คนนั้นจึงเข้าใจผิดและคิดลบ จากนั้นก็ถอนตัวและเลิกเชื่อไป  พี่น้องคลอดสลดใจมากเพราะเรื่องนี้  เขาพูดว่าเขาโง่เขลาเกินกว่าจะสามัคคีธรรม  ฉันรู้ว่านี่เป็นความรับผิดชอบของฉัน แต่ฉันไม่เปิดใจกับเขาเพื่อวิเคราะห์ปัญหาของตนเอง  ฉันสามัคคีธรรมกับเขาอย่างใจเย็นและพูดถึงการเบี่ยงเบนของเขา  ฉันไม่เปิดเผยสถานการณ์แท้จริงของฉันและปล่อยให้เข้าใจผิดคิดว่าฉันสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้

สองสามวันต่อมา ผู้นำของเราชี้ให้เห็นสภาวะของฉันในการสามัคคีธรรมของเธอที่การชุมนุม  เธอพูดว่า “คนทำงานให้น้ำคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ของเธออย่างไม่มีความรับผิดชอบ  เธอไม่แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง แต่กลับขอให้ผู้นำที่เพิ่งมาใหม่ทำแทน ทิ้งให้ปัญหาทั้งหลายไม่ได้รับการแก้ไขและเป็นเหตุให้ผู้มาใหม่คนหนึ่งถอนตัวจากความเชื่อของเธอ”  เมื่อฉันได้ยินผู้นำชี้ให้เห็นปัญหาของฉันอย่างโผงผางมาก ฉันก็รู้สึกละอายใจในทันที เหมือนฉันได้เสียหน้าไปแล้ว ฉันคิดว่า “บรรดาหัวหน้างานและคนทำงานให้น้ำจากคริสตจักรหลายแห่งก็อยู่ที่นี่  ทีนี้ทุกคนจะคิดกับฉันอย่างไร?  พวกเขาล้วนต้องคิดว่าฉันพึ่งพาไม่ได้อย่างสิ้นเชิงแน่ๆ”  พอผู้นำคนนั้นพูดจบ เธอก็ให้ทุกคนพูด  ฉันคิดว่า “ผู้นำคนนี้พูดตรงไปตรงมามาก และฉันเป็นผู้ก่อกรรมทำผิด  หากฉันไม่สามัคคีธรรมเดี๋ยวนี้ นั่นจะไม่ทำให้ดูเหมือนว่าฉันไม่มีท่าทียอมรับการตัดแต่งและถูกจัดการหรอกหรือ?  นั่นจะทำให้ผู้นำของฉันมีความประทับใจที่ไม่ดีกับฉันแน่ๆ”  เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของฉัน ฉันจึงสามัคคีธรรมก่อน และฉันพูดปนโอดครวญเล็กน้อยว่า “ฉันรู้สึกสำนึกผิดมากที่ฉันปล่อยให้เกิดอะไรแบบนี้ขึ้น  ฉันเห็นแล้วว่าฉันเป็นคนที่ไร้ความรับผิดชอบมาก”  หลังจากแสดงให้เห็นถึง “ความรู้จัก” ตนเอง ฉันก็เริ่มอธิบายเกี่ยวกับตัวเอง โดยพูดว่า “ก่อนหน้านี้ ฉันได้รู้ความลำบากยากเย็นของผู้มาใหม่คนนี้ และฉันก็สามัคคีธรรมกับเธอถึงพระวจนะของพระเจ้า และฉันทุ่มเทความมานะพยายามมากเพื่อที่จะช่วยเหลือและเกื้อหนุนเธอ  แต่เนื่องจากกำแพงทางภาษา เมื่อเป็นเรื่องการปลดเธอ ฉันจึงขอให้พี่น้องคลอดเป็นคนจัดการ  ฉันไม่คำนึงถึงผลสืบเนื่องของการทำแบบนั้น ซึ่งทำให้ผู้มาใหม่คนนั้นถอนตัวจากความเชื่อของเธอ”  หลังจากพูดจบ พี่น้องหญิงคนหนึ่งก็ส่งข้อความมาให้ฉันและกล่าวอย่างเถรตรงว่า “คุณพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเกินไป  คำพูดของคุณฟังดูจงใจ  ให้ความรู้สึกอึดอัดใจ  ฟังดูเหมือนว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าคุณผิด และคุณต้องการให้พวกเราหยุดดุว่าคุณ”  เมื่อฉันอ่านข้อความนี้ ใบหน้าของฉันก็ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย  รู้สึกเหมือนถูกจับได้คาหนังคาเขา  ช่างน่าอับอายมาก  หลังจากนั้น คำพูดของพี่น้องหญิงคนนั้นก็อยู่ในหัวใจของฉันเสมอ  เธอชี้ให้เห็นปัญหาต่างๆ ของฉันอย่างตรงทื่อไม่อ้อมค้อม และน้ำพระทัยของพระเจ้าต้องอยู่เบื้องหลังการนี้แน่  ฉันควรทบทวนและพยายามเข้าใจตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสม  ในการทบทวนตนเอง ฉันตระหนักว่าเมื่อไรก็ตามที่ฉันถูกตัดแต่งและจัดการ ฉันก็จะยอมรับปัญหาของตนเองเสมอ จากนั้นก็แสดงความลำบากยากเย็นจริงๆ ของฉันด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดเพื่อให้ได้มาซึ่งความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจของผู้อื่น ทุกคนจะได้ยกโทษให้ฉันและไม่โยนความรับผิดชอบให้ฉันอีกต่อไป  ฉันยังต้องการให้คนอื่นรู้สึกว่าฉันสามารถยอมรับการตัดแต่งและการถูกจัดการได้ และมีความประทับใจที่ดีในตัวฉัน  ด้วยเรื่องนี้ ฉันจึงได้ตระหนักว่าคำพูดของฉันมีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย  หลังจากนั้น ฉันก็มองหาเพื่อกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าในส่วนที่กล่าวถึงประเด็นปัญหานี้

อยู่มาวันหนึ่ง ฉันนึกขึ้นได้ถึงบทสนทนาระหว่างพระเจ้าและซาตานในพระคัมภีร์  “พระยาห์เวห์ตรัสถามซาตานว่า ‘เจ้ามาจากไหน?’ ซาตานทูลตอบพระยาห์เวห์ว่า ‘จากไปๆ มาๆ บนแผ่นดินโลก และจากเดินไปเรื่อยๆ บนนั้น’” (โยบ 1:7)  พระเจ้าได้ทรงเปิดโปงและชำแหละวิธีที่ซาตานพูดว่า “คำพูดของซาตานมีลักษณะอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่ซาตานพูดทำให้เจ้าต้องเกาศีรษะ ไร้ความสามารถที่จะล่วงรู้ที่มาของคำพูดของมัน  บางครั้งซาตานมีเหตุจูงใจและพูดอย่างจงใจ และบางครั้งเมื่อถูกธรรมชาติของมันเองกำกับควบคุม คำพูดเหล่านี้ก็หลอมรวมกันไปเองและตรงออกมาจากปากของซาตาน  ซาตานไม่ได้ใช้เวลาชั่งน้ำหนักคำพูดเหล่านี้นานนัก แต่กลับกล่าวคำพูดเหล่านี้โดยไม่คิด  เมื่อพระเจ้าตรัสถามซาตานว่ามันมาจากไหน ซาตานจึงตอบด้วยคำพูดที่กำกวมไม่กี่คำ  เจ้ารู้สึกฉงนฉงายมาก ไม่มีวันรู้อย่างแน่ชัดว่าซาตานมาจากที่ใด  มีใครในหมู่พวกเจ้าพูดเยี่ยงนี้บ้างหรือไม่?  นี่เป็นวิธีพูดประเภทใดกัน?  (มันกำกวมและไม่ให้คำตอบที่แน่ชัด)  พวกเราควรใช้คำพูดประเภทใดเพื่อบรรยายวิธีพูดแบบนี้?  นี่เป็นวิธีพูดที่ทำให้ไขว้เขวและชักนำไปในทางที่ผิด  สมมุติว่าใครบางคนไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าพวกเขาทำสิ่งใดเมื่อวานนี้  เจ้าถามพวกเขาว่า ‘ฉันเห็นเธอเมื่อวานนี้ เธอกำลังไปไหนหรือ?’  พวกเขาไม่บอกเจ้าโดยตรงว่าพวกเขาไปที่ใด  ตรงกันข้าม พวกเขากล่าวว่า ‘เมื่อวานนี้เป็นวันอะไรก็ไม่รู้  ช่างน่าเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก!’  พวกเขาได้ตอบคำถามของเจ้าหรือไม่?  พวกเขาตอบ แต่พวกเขาไม่ได้ให้คำตอบที่เจ้าต้องการ  นี่คือ ‘อัจฉริยภาพ’ ที่อยู่ภายในชั้นเชิงแห่งวาทะของมนุษย์  เจ้าไม่มีวันสามารถค้นพบว่าพวกเขาหมายความถึงสิ่งใด อีกทั้งไม่สามารถล่วงรู้แหล่งที่มาหรือเจตนาของคำพูดของพวกเขา  เจ้าไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพยายามที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งใดเพราะพวกเขามีเรื่องราวของพวกเขาเองอยู่ในหัวใจของพวกเขา—นี่คือแฝงเล่ห์ร้าย  มีพวกเจ้าคนใดที่มักจะพูดในหนทางนี้ด้วยหรือไม่?  (ใช่)  เช่นนั้นแล้วจุดประสงค์ของพวกเจ้าคือสิ่งใด?  บางครั้งมันเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเจ้าเอง บางครั้งเพื่อรักษาความภาคภูมิใจ ตำแหน่ง และภาพลักษณ์ของพวกเจ้าเอง เพื่อปกป้องความลับในชีวิตส่วนตัวของพวกเจ้าเอาไว้ใช่หรือไม่?  ไม่ว่าจะเป็นจุดประสงค์อะไรก็ตาม มันไม่สามารถแยกจากผลประโยชน์ของพวกเจ้าได้ มันเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของพวกเจ้า  นี่ไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์หรอกหรือ?  ทุกคนที่มีธรรมชาติเยี่ยงนี้ หากไม่ใช่ครอบครัวของซาตาน ก็ย่อมสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมัน  พวกเราสามารถพูดเช่นนี้ได้ไม่ใช่หรือ?  กล่าวโดยทั่วไปแล้ว การสำแดงนี้น่ารังเกียจและและน่าชิงชัง(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4)  ในอดีต เมื่อฉันอ่านพบว่า พระเจ้าตรัสว่าซาตานพูดในลักษณะที่ทำให้ไขว้เขวและหลงผิด ฉันก็รู้สึกอยู่เสมอว่าคนที่สามารถใช้วิธีการเหล่านี้ต้องเป็นคนหลักแหลมและเจ้าอุบายแน่ๆ  แต่พอฉันอ่านอีกครั้ง ฉันตระหนักว่าฉันก็เปิดโปงและสำแดงสิ่งเหล่านี้เช่นกัน  เมื่อผู้นำเปิดโปงฉันต่อหน้าพี่น้องชายหญิง ภายนอกฉันยอมรับการนั้นและรับสารภาพว่าฉันไม่มีความรับผิดชอบ แต่ฉันไม่ได้ยอมรับมันจริงๆ และฉันถึงกับรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม  ฉันไม่ได้ทำหน้าที่นี้มานานนัก ดังนั้นฉันจึงคิดว่าปัญหาต่างๆ ของฉันนั้นพอให้อภัยได้  ทำไมเธอถึงเปิดโปงฉันอย่างโผงผางนักที่การชุมนุม ไม่เหลือศักดิ์ศรีให้ฉันเลยแม้แต่น้อย?  หลังจากนั้น ทุกคนต้องคิดแน่ๆ ว่าฉันไม่น่าไว้ใจและไม่รับผิดชอบ  เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของฉัน เพื่อให้พี่น้องชายหญิงคิดว่าฉันสามารถยอมรับการถูกตัดแต่งและจัดการได้ ฉันจึงยอมรับความผิดพลาดของฉัน และพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและจงใจโอดครวญ  เป้าหมายของฉันคือเพื่อให้ทุกคนรู้ว่าฉันรู้แล้วว่าฉันผิด ให้ทุกคนรู้ว่าฉันรู้สึกผิดและเศร้าใจ และรู้ว่าฉันหวังว่าพวกเขาจะไม่ตำหนิฉันอีกต่อไป  ฉันต้องการแสดงว่าฉันสามารถแก้ไขความผิดพลาดต่างๆ ของฉันและยอมรับความจริงได้  ภายนอกฉันดูเหมือนรู้จักตนเอง แต่ตามที่เป็นจริงนั้น ฉันใช้วิธีการนี้เพื่อปิดปากคนอื่นและกันไม่ให้พวกเขาพูดถึงปัญหาทั้งหลายของฉันหรือโยนความรับผิดชอบให้ฉันต่อไปอีก  นี่คือเจตนาจริงของฉัน  ขณะที่ฉันทบทวนเรื่องนี้ ฉันก็เห็นว่าธรรมชาติของตัวฉันเองนั้นร้ายกาจและฉลาดแกมโกงไม่ต่างกับซาตาน  คำพูดของฉันเต็มไปด้วยเพทุบายเพื่อหลอกลวงผู้คน  ฉันทำหน้าที่อย่างไร้ความรับผิดชอบและถูกผู้นำวิพากษ์วิจารณ์  ฉันไม่เพียงไม่กลับใจ แต่ยังแสร้งทำเป็นรู้จักตนเองต่อหน้าผู้อื่น เพื่อให้พวกเขาคิดว่าฉันเป็นใครคนหนึ่งซึ่งสามารถยอมรับความจริงได้  ฉันช่างฉลาดแกมโกงและเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงจริงๆ!  การพูดอย่างเปิดเผยและการรู้จักตนเองนั้นถูกหมายให้เป็นการสำแดงการปฏิบัติความจริง แต่การยอมรับและสารภาพของฉันบรรจุไปด้วยเล่ห์กล ฉันกำลังปกป้องตนเองและฉากหลบความรับผิดชอบ  ฉันช่างเคลือบแฝงอย่างแท้จริง!

หลังจากนั้น ฉันก็เห็นพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่เปิดเผยอุปนิสัยชั่วของผู้คน  พระเจ้าตรัสว่า “ความหลอกลวงสามารถมองเห็นได้จากภายนอกโดยปกติ กล่าวคือ เมื่อใครสักคนพูดจาอ้อมค้อมหรือพูดในลักษณะที่เฉลียวฉลาดและเจ้าเล่ห์เกินไป นั่นคือความหลอกลวง และลักษณะเฉพาะที่สำคัญของความเลวคืออะไร? ความเลวคือการที่สิ่งที่ผู้คนพูดฟังดูไพเราะเป็นพิเศษ เมื่อทุกอย่างดูเหมือนถูกต้องและไม่มีอะไรให้ติเตียน และดูดีไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ตาม แต่การกระทำของพวกเขากลับเลวร้ายเป็นพิเศษ ปกปิดอย่างยิ่ง และไม่ง่ายที่จะแยกแยะได้ พวกเขามักจะใช้คำพูดที่ถูกต้องและวลีที่ฟังดูดี และใช้คำสอน ข้ออ้าง และเทคนิคบางอย่างที่สอดคล้องกับความรู้สึกของผู้คนเพื่อตบตาพวกเขาสมรู้ร่วมคิด พวกเขาแสร้งทำเป็นไปทางหนึ่งแต่แท้จริงแล้วกลับไปอีกทางหนึ่งเพื่อสัมฤทธิ์จุดประสงค์ลับของตน นี่คือความเลว โดยปกติแล้ว ผู้คนเชื่อว่าพฤติกรรมเหล่านี้คือความหลอกลวง พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับความเลวน้อยกว่า และชำแหละมันน้อยกว่าเช่นกัน แท้จริงแล้ว ความเลวนั้นระบุได้ยากยิ่งกว่าความหลอกลวง เพราะมันซ่อนเร้นมากกว่า และวิธีการรวมถึงเทคนิคที่เกี่ยวข้องก็ซับซ้อนกว่า เมื่อคนคนหนึ่งมีอุปนิสัยหลอกลวงอยู่ภายในตนเอง โดยปกติแล้วจะใช้เวลาเพียงสองหรือสามวันก่อนที่ผู้อื่นจะเห็นว่าพวกเขาหลอกลวง หรือการกระทำและคำพูดของพวกเขาเผยให้เห็นอุปนิสัยหลอกลวง แต่เมื่อพูดถึงใครสักคนว่าเลวร้าย นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถแยกแยะได้ภายในเวลาไม่กี่วัน เพราะหากไม่มีเหตุการณ์สำคัญหรือสถานการณ์พิเศษเกิดขึ้นในระยะสั้น และหากเจ้าฟังเพียงคำพูดของพวกเขาอย่างเดียว เจ้าก็ยากที่จะบอกได้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรจริงๆ พวกเขามักจะพูดสิ่งที่ถูกต้องและทำสิ่งที่ถูกต้อง และสามารถพ่นคำสอนออกมาทีละข้ออย่างต่อเนื่อง หลังจากใช้เวลาสองสามวันกับคนเช่นนี้ เจ้าคิดว่าเขาเป็นคนดี เป็นคนที่สามารถสละสิ่งต่างๆ และสละตนได้ มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ มีหัวใจที่รักพระเจ้า และปฏิบัติตนด้วยมโนธรรมและสำนึก แต่เมื่อพวกเขาเริ่มทำสิ่งต่างๆ เจ้าจะพบว่ามีการเจือปนมากเกินไปในการกระทำของพวกเขา หรือพวกเขามีความคิดที่เลวทรามมากเกินไป เจ้าจะตระหนักว่าพวกเขาไม่ได้ซื่อสัตย์ แต่เป็นคนหลอกลวง และเป็นสิ่งเลวร้าย พวกเขามักจะเลือกใช้คำพูดที่ถูกต้อง คำพูดที่สอดคล้องกับความจริง ที่สอดคล้องกับความรู้สึกของผู้คน และฟังดูไพเราะในการสนทนากับผู้คน ในแง่หนึ่ง พวกเขาทำเช่นนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ตนเอง และในอีกแง่หนึ่ง เพื่อหลอกลวงผู้อื่น เพื่อให้พวกเขาได้รับสถานะและความมีเกียรติในหมู่ผู้คน บุคคลเช่นนี้จะหลอกลวงได้อย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้รับอำนาจและสถานะ และพวกเขาจะตบตาและทำร้ายผู้คนจำนวนมาก ผู้คนที่มีอุปนิสัยเลวร้ายนั้นอันตรายอย่างยิ่ง(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่ห้า: พวกเขาชักพาผู้คนให้หลงผิด ดึงผู้คนมาเข้าร่วม ข่มขู่ และควบคุมผู้คน)  พระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยว่าลักษณะนิสัยหลักของผู้คนที่มีอุปนิสัยชั่วก็คือพวกเขาปกปิดซ่อนเร้น  พวกเขาพูดคำที่ใช่ และนำเอาวิธีการที่สอดคล้องกับความรู้สึกมนุษย์และดูเหมือนเป็นไปในเดียวกันกับความจริงมาใช้เสมอ เพื่อซ่อนความตั้งใจของพวกเขาจากผู้อื่นและสัมฤทธิ์เหตุงจูงใจแอบแฝงของพวกเขา  ฉันคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ฉันทำและตระหนักว่ามันเป็นเล่ห์กลเดียวกัน กล่าวคือ ฉันไม่อาจรับมือกับปัญหาของผู้มาใหม่คนนั้นได้ ดังนั้นเพื่อซ่อนวุฒิภาวะที่แท้จริงของฉันจากหัวหน้างาน ฉันจึงส่งเรื่องต่อไปให้ผู้นำผู้มาใหม่  ฉันถึงกับหาข้อแก้ตัวที่ฟังดูสูงส่งที่ว่า นี่เป็นการฝึกฝนสำหรับพี่น้องคลอด เพื่อสอนเขาถึงวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง  สุดท้าย เขาก็รับมือกับปัญหานั้นได้ไม่ดี และฉันก็ช่วยเขาสรุปความเบี่ยงเบนของเขา  ไม่เพียงฉันล้มเหลวในการเปิดโปงสภาวะจริงของตนเอง แต่ฉันยังพยายามจัดสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน้าเขาเพื่อทำให้เขาคิดว่าฉันเก่งในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้  เมื่อผู้นำของฉันเปิดโปงฉัน ฉันยอมรับความผิดพลาดของฉันเพื่อหยุดปากคนอื่นๆ และถึงกับใช้น้ำเสียงโอดครวญเพื่อให้ทุกคนเห็นอกเห็นใจและเข้าใจ รวมทั้งทำให้พวกเขาคิดว่าฉันเป็นใครบางคนที่สามารถยอมรับความจริงได้ รู้จักตนเอง และมีท่าทีแห่งการกลับใจ  แบบนั้นพวกเขาก็จะไม่โยนความรับผิดชอบให้ฉันอีกต่อไป  หลังจากใช้พระวจนะของพระเจ้าทบทวนคำพูดและความประพฤติของตนเอง ฉันจึงได้เห็นว่าตัวฉันเลวร้ายอย่างแท้จริง  ฉันใช้คำพูดที่เป็นไปในแนวเดียวกับความรู้สึกของผู้คน และคำพูดที่ดูเหมือนอยู่ในแนวเดียวกับกับความจริงเพื่อปกปิดความตั้งใจอันน่าดูหมิ่นของตัวฉันเอง ด้วยเหตุนั้น จึงเป็นการหลอกลวง ทำให้ทุกคนสับสน และมึนงงอย่างที่สุด และในท้ายที่สุดฉันก็สถาปนาตัวเองขึ้นมา  จนเมื่อตระหนักในเรื่องนี้แล้วเท่านั้นเอง ฉันจึงได้เห็นว่าฉันเป็นคนที่ร้ายกาจ เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง และมีลับลมคมใน  ก่อนหน้านั้น ตอนที่ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดเผยอุปนิสัยชั่วของผู้คน ฉันไม่เคยนำพระวจนะเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง โดยคิดว่าฉันไม่ใช่บุคคลเช่นนั้น แต่เมื่อสภาพแวดล้อมของฉันเปิดเผยตัวฉัน และหลังจากการทบทวนบนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ได้รับความรู้ถึงอุปนิสัยชั่วของฉันขึ้นมาบ้างในท้ายที่สุด

ฉันได้ทบทวนต่อมาภายหลัง  ฉันก็ตระหนักว่าฉันได้เปิดโปงอุปนิสัยชั่วของตนเองไปในหลายๆ สิ่ง  ฉันจำได้ว่าไม่นานก่อนที่หัวหน้างานจะให้ฉันส่งมอบงานชิ้นหนึ่งให้พี่น้องหญิงหวัง และให้เธอรับงานต่อจากฉัน  ฉันผิดหวังเมื่อฉันได้ยินเรื่องการจัดการเตรียมการนี้  ฉันเป็นคนควบคุมดูแลงานนี้มาสองปีกว่า และฉันคิดว่าไม่ใครสามารถแทนที่ฉันในหน้าที่นี้ได้  ฉันไม่คิดว่างานนี้จะถูกมอบให้คนอื่น  ฉันต้องการถามหัวหน้างานว่าฉันสามารถรับผิดชอบงานนั้นต่อไปได้หรือไม่ แต่ฉันกลัวว่าหัวหน้างานจะคิดว่าฉันมักใหญ่ใฝ่สูงและไร้เหตุผลเกินไป ดังนั้นฉันจึงไม่พูดอะไร  โดยภายนอกนั้น ฉันเชื่อฟัง แต่เมื่อฉันส่งมอบงานนั้นไป ฉันใช้การที่มีหัวหน้างานและพี่น้องหวังอยู่ตรงนั้น เอ่ยถึงรายละเอียดสำคัญในงานนี้ไปอย่างจงใจ  ฉันต้องการให้พวกเขาเห็นว่าประสบการณ์ที่ฉันได้สั่งสมมาและหลักธรรมที่ฉันได้เรียนรู้ในการทำหน้าที่นี้ไม่อาจได้มาในเวลาแค่สองสามสัปดาห์ เพื่อที่หัวหน้างานอาจจะให้ฉันปฏิบัติหน้าที่นี้ต่อไป  แน่นอนว่าหลังจากการส่งมอบงาน หัวหน้างานถามฉันว่าฉันสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้พี่น้องหวังนานขึ้นอีกนิดได้หรือไม่ในการปฏิบัติของเธอ  ฉันดีใจมากเมื่อได้ยินอย่างนี้  แม้ว่าฉันจะไม่สามารถควบคุมดูแลงานนี้ต่อไปได้ แต่สิ่งที่ฉันพูดก็ได้บรรลุจุดประสงค์ของมันแล้ว  หลังจากนั้น เมื่อพี่น้องหวังมีปัญหาและความลำบากยากเย็นในหน้าที่ของเธอ เธอก็มาหาฉัน เพื่อให้ฉันประเมินและตัดสินสิ่งต่างๆ และยังขอให้ฉันตรวจทานงานทุกชิ้นด้วย  ฉันจึงดึงอำนาจกลับมาอยู่ในมือตนเองอย่างเงียบๆ ในหนทางนี้  เมื่อมองย้อนไปถึงพฤติกรรมของฉันในตอนนั้น เห็นชัดว่าฉันไม่ต้องการให้พี่น้องหวังมาแทนที่ฉัน แต่เพื่อป้องกันไม่ให้หัวหน้างานคิดว่าฉันโอหังและไร้เหตุผล ฉันจึงใช้โอกาสเหมาะตอนส่งมอบงานเพื่ออวดต้นทุนของฉัน และได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้างาน  ฉันได้รับอำนาจมากุมไว้โดยชอบ และปกปิดความตั้งใจของตัวเอง “อย่างชาญฉลาด”  ฉันมีทักษะมากเรื่องวิธีการและกลอุบาย!  ยิ่งฉันทบทวนพฤติกรรมของตนเองมากขึ้นเท่าไร ฉันก็ยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้นเท่านั้น  ฉันแทบไม่อาจเชื่อได้ว่าฉันเป็นคนแบบนั้น

ระหว่างการชุมนุมครั้งหนึ่ง ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าสองบทตอนซึ่งเปิดเผยอุปนิสัยชั่วของศัตรูของพระคริสต์ที่ทำให้ฉันรู้จักตนเองขึ้นมาบ้าง  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ความเลวในตัวศัตรูของพระคริสต์มีลักษณะที่ชัดเจนอยู่อย่างหนึ่ง เราจะบอกเคล็ดลับในการใช้วิจารณญาณดูเรื่องนี้แก่พวกเจ้า ซึ่งก็คือทั้งในวาจาและการกระทำของพวกเขา เจ้าไม่อาจหยั่งรู้ตื้นลึกหนาบาง หรือมองทะลุหัวใจของพวกเขาได้  เวลาพวกเขาพูดกับเจ้า ดวงตาของพวกเขาย่อมหลุกหลิกตลอดเวลา และเจ้าก็ไม่อาจบอกได้ว่าพวกเขากำลังวางอุบายชนิดใดอยู่  บางครั้งพวกเขาทำให้เจ้ารู้สึกว่าพวกเขาจงรักภักดีหรือจริงใจทีเดียว แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น—เจ้าจะไม่มีวันรู้ทันพวกเขาได้  เจ้ามีความรู้สึกบางอย่างอยู่ในหัวใจ เป็นความรู้สึกว่าความคิดของพวกเขามีอะไรบางอย่างอยู่ลึกๆ เป็นความลึกที่มิอาจหยั่งถึง และพวกเขาก็ตลบตะแลง(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เจ็ด: พวกเขาเลว ร้ายลึก และหลอกลวง (ภาคที่สอง))  “ในที่นี้ ‘มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล’ หมายถึง เคลือบแฝงและเจ้าเล่ห์ และหมายถึงพฤติกรรมที่ผิดปกติ  ความผิดปกตินี้หมายถึงการซ่อนเร้นอย่างลึกซึ้งและเกินความเข้าใจสำหรับคนทั่วไป ซึ่งไม่สามารถเห็นได้ว่าผู้คนเช่นนั้นกำลังคิดหรือทำอะไรอยู่  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วิธีการ แรงจูงใจ และจุดเริ่มต้นของการกระทำของคนประเภทนี้ยากที่จะหยั่งถึงเป็นพิเศษ และบางครั้งพฤติกรรมของพวกเขาก็ยังลับๆ ล่อๆ และมีลับลมคมในอีกด้วย  กล่าวสั้นๆ ก็คือ มีคำคำหนึ่งที่สามารถอธิบายการสำแดงและสภาวะที่แท้จริงของความมีเล่ห์เหลี่ยมพิกลของคนเราได้ นั่นก็คือ ‘การขาดความโปร่งใส’ ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นคนที่ผู้อื่นมิอาจหยั่งถึงและมิอาจเข้าใจได้  การกระทำของพวกศัตรูของพระคริสต์มีธรรมชาติเช่นนี้—กล่าวคือ เมื่อเจ้าตระหนักและสัมผัสได้ว่าเจตนาในการทำบางสิ่งบางอย่างของพวกเขาไม่ตรงไปตรงมา เจ้าย่อมพบว่าการนั้นน่าหวาดกลัวมาก ทว่าในช่วงเวลาสั้นๆ หรือด้วยเหตุผลบางอย่าง เจ้าก็ยังคงมองแรงจูงใจและเจตนาของพวกเขาไม่ออก และเจ้าเพียงรู้สึกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวว่าการกระทำของพวกเขามีเล่ห์เหลี่ยมพิกล  เหตุใดพวกเขาจึงทำให้เจ้ารู้สึกเช่นนี้?  ในแง่หนึ่ง นี่เป็นเพราะไม่มีใครสามารถจับทางสิ่งที่พวกเขาพูดหรือทำได้  อีกแง่หนึ่งก็คือ พวกเขามักจะพูดจาอ้อมค้อม ชักนำเจ้าไปในทางที่ผิด จนท้ายที่สุดก็ทำให้เจ้าไม่แน่ใจว่าคำกล่าวใดของพวกเขาจริงและคำกล่าวใดเท็จ และคำพูดของพวกเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่  เวลาที่พวกเขาโกหก เจ้ากลับคิดว่าเป็นความจริง เจ้าไม่รู้ว่าคำกล่าวใดจริงหรือเท็จ และเจ้ามักจะรู้สึกว่าถูกหลอกและถูกตบตา  เหตุใดจึงเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้น?  นี่เป็นเพราะผู้คนเช่นนี้ไม่เคยกระทำการอย่างโปร่งใส เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขากำลังทำอะไรหรือยุ่งอยู่กับอะไร จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เจ้าจะสงสัยพวกเขา  ในท้ายที่สุด เจ้าจะเห็นว่าอุปนิสัยของพวกเขานั้นหลอกลวง เคลือบแฝง และยังเลวร้ายอีกด้วย(พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่หก)  พระวจนะของพระเจ้าเปิดเผยว่าอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ชั่วจนสุดขีด  สิ่งที่พวกเขาพูดและทำนั้นมีเหตุจูงใจแอบแฝงเสมอ ซึ่งทำให้พวกเขาเข้าใจยาก  เพื่อสัมฤทธิ์จุดประสงค์ของพวกเขา พวกเขามักจะใช้ภาพมายาและวิธีการอันกลิ้งกลอกเพื่อหลอกลวงและทำให้ผู้คนสับสน  พวกเขาทำให้ทุกคนมึนงงอย่างถึงที่สุด เพื่อให้ไม่มีใครรู้ว่าคำพูดของพวกเขาจริงหรือเท็จกันแน่  ฉันเห็นว่าพฤติกรรมของฉันกลิ้งกลอกพอๆ กับศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่ง  ฉันมีความตั้งใจและเป้าหมายส่วนตัวเสมอในคำพูดและการกระทำของฉัน  เวลาที่ฉันมีความลำบากยากเย็นในหน้าที่ ฉันก็เค้นสมองเพื่อหาหนทางหลีกเลี่ยงความลำบากยากเย็นนั้น และยังป้องกันไม่ให้วุฒิภาวะที่แท้จริงของฉันถูกเปิดโปงต่อหัวหน้างานของฉันด้วย  เวลาผู้นำเปิดโปงปัญหาต่างๆ ในหน้าที่ของฉัน ทั้งหมดที่ฉันคำนึงถึงคือวิธีที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกว่าฉันเป็นคนที่ยอมรับความจริง และขณะเดียวกัน ฉันก็พยายามบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของฉัน  ในยามที่ฉันต้องการยึดอำนาจและรักษาตำแหน่งของฉัน ทั้งหมดที่ฉันคำนึงถึงคือวิธีที่จะไม่เปิดเผยความมักใหญ่ใฝ่สูงของฉัน และวิธีทำให้หัวหน้างานอนุญาตให้ฉันเก็บงานไว้และได้เป็นคนชี้ขาด  ฉันไม่เคยคาดคิดว่าสิ่งที่ฉันพูดและทำนั้นซ่อนเร้นความตั้งใจและเป้าหมายที่เอ่ยถึงไม่ได้มากมายเหลือเกิน!  เพื่อปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของฉัน ทั้งหมดที่ฉันคิดถึงก็คือวิธีที่จะปกปิดตนเองและหลอกลวงผู้อื่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าผู้นำและหัวหน้างานของฉัน ฉันคิดอย่างรอบคอบก่อนพูดทุกคำ ว่าคำไหนจะทั้งสัมฤทธิ์จุดประสงค์ของฉันและซ่อนความคิดจริงของฉันไว้  พระเจ้าตรัสว่าผู้คนที่ทำสิ่งกลิ้งกลอกเช่นนี้กำลังทำสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ทำไม่มีผิด!  ขณะที่ฉันทบทวนเรื่องนี้ ฉันกลัวอยู่ไม่น้อย  พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเราเป็นคนซื่อสัตย์และพูดสิ่งที่พวกเราคิดจริงๆ รวมถึงความเสื่อมทรามที่พวกเราเปิดเผย สิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจและสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้  แต่ทั้งหมดที่ฉันคิดถึงก็คือวิธีอำพรางตนเอง วิธีทำให้ผู้คนเคารพยกย่องฉัน และวิธีดำรงภาพลักษณ์ของตัวเองไว้  ทุกอย่างที่ฉันทำล้วนผ่านการคำนวณ เคลือบแฝง และกลิ้งกลอก และทั้งหมดที่ฉันเปิดโปงก็คืออุปนิสัยที่ชั่วและเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของซาตาน  ทันทีที่ฉันตระหนักเรื่องนี้ ภาพฉากต่างๆ ก็เริ่มสว่างวาบขึ้นต่อหน้าต่อตาฉัน  ฉันระลึกถึงวัยเด็กของตนเอง—แม่สอนฉันว่า “ม้าเร็วไม่ต้องการแส้ กลองดังไม่ต้องการไม้ตีหนักๆ”  ดังนั้นฉันจึงเพียรพยายามเสมอที่จะเป็น “ม้าเร็ว” และ “กลองดัง” และเด็กที่ประพฤติดีเชื่อฟัง  หากฉันทำอะไรผิด ฉันก็ยอมรับทันทีโดยไม่ต้องให้เตือน  พ่อแม่ของฉันแทบไม่เคยดุว่าหรือบ่มวินัยฉันในฐานะที่เป็นเด็กเลย ดังนั้นฉันจึงรู้สึกว่าฉันสามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์มากมายได้ด้วยการเป็นคนฉลาดและยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง  ตัวอย่างเช่น หากฉันสอบตก เพื่อให้พ่อแม่ไม่ตำหนิหรือลงโทษฉัน ก่อนที่พวกเขาจะได้พูด ฉันจะเริ่มร้องไห้ และพยายามแสดงบทว่าตนเองน่าสงสารและหมดหนทาง  พวกท่านทนไม่ได้เมื่อฉันร้องไห้  พวกท่านกลัวว่าฉันจะรับแรงกดดันมากกว่านั้นไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นพวกท่านจึงไม่ตำหนิฉันอีกต่อไป  แต่พวกท่านกลับปลอบใจฉันแทน  ดังนั้นฉันจึงหนีพ้นการว่ากล่าวของพ่อแม่ และยังคงความเคารพตนเองเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน  หลังจากเชื่อในพระเจ้า ฉันก็ยังคงเป็นแบบนี้  เวลาฉันทำหน้าที่ได้ไม่ดีและจำเป็นต้องรับผิดชอบ ฉันก็จะเล่นเล่ห์ แสร้งทำเป็นน่าเวทนา และแก้ตัวเพื่อปิดบังพฤติกรรมเลินเล่อและไม่รับผิดชอบในหน้าที่ของฉันเพื่อให้ไม่มีใครตัดแต่งหรือจัดการฉัน  การใช้ชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตานได้ทำให้ฉันฉลาดแกมโกงและเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงมากขึ้นทุกทีอย่างแท้จริง  ฉันเฝ้าดูทิศทางลมเสมอ ใช้เล่ห์กลเคลือบแฝงมากมาย และทำให้ตนเองเป็นซาตานที่มีชีวิต  สิ่งที่น่าพรั่นพรึงที่สุดก็คือเล่ห์กลและการโกงให้ความรู้สึกแทบเป็นปกติสำหรับฉัน  หากพี่น้องหญิงของฉันไม่ได้เตือนใจฉันและเปิดโปงฉัน ฉันก็คงไม่ตระหนักรู้หรือรู้สึกละอายใจเลยแม้แต่น้อย  ฉันนึกขึ้นได้ถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “พระเจ้าทรงช่วยผู้คนที่ซื่อสัตย์ให้รอด และผู้ที่พระองค์ต้องการที่จะได้ไว้ในราชอาณาจักรของพระองค์ก็คือผู้คนที่ซื่อสัตย์  หากเจ้าสามารถโกหกและหลอกลวงได้ เจ้าย่อมเป็นคนที่หลอกลวง คดโกง และมีลับลมคมใน เจ้าไม่ใช่คนซื่อสัตย์  หากเจ้าไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์ เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีทางที่พระเจ้าจะทรงช่วยเจ้าให้รอด และเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะสามารถได้รับการช่วยให้รอด(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การฝึกฝนปฏิบัติที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์)  “หากคำพูดของเจ้าพรุนไปด้วยข้อแก้ตัวกับเหตุผลข้ออ้างที่ไร้คุณค่า เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่ไม่เต็มใจนำความจริงมาปฏิบัติ  หากเจ้ามีเรื่องส่วนตัวมากมายซึ่งยากที่จะพูดถึง หากเจ้าไม่ชอบอย่างมากในการนำความลับของเจ้า—ความลำบากยากเย็นของเจ้า—มาตีแผ่ต่อหน้าผู้อื่นเพื่อแสวงหาหนทางแห่งความสว่าง เช่นนั้นแล้วเราพูดเลยว่า เจ้าคือใครบางคนที่จะประสบความลำบากยากเย็นใหญ่หลวงในการบรรลุความรอด และเป็นผู้ที่จะประสบความลำบากยากเย็นในการโผล่พ้นจากความมืดมิด(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตักเตือนสามประการ)  พวกเราสามารถเห็นได้จากพระวจนะของพระเจ้าว่าพระเจ้าทรงเกลียดและดูหมิ่นคนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง  ผู้คนที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงมีแง่มุมที่มืดมิดมากมายเกินไปในหัวใจของพวกเขา  คำพูดและการกระทำของพวกเขาหลอกลวงและทำให้สับสนเสมอ และพวกเขาไม่เคยปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าพวกเขาเชื่อในพระเจ้ามากี่ปี อุปนิสัยเสื่อมทรามของพวกเขาก็ไม่เปลี่ยน และพวกเขาไม่อาจสัมฤทธิ์ความรอดได้  ทันทีที่ฉันตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันก็รู้สึกว่าตัวฉันอยู่ในอันตรายของจริง!  ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อกล่าวว่าฉันปรารถนาที่จะกลับใจ และขอให้พระเจ้าทรงนำฉันและช่วยให้ฉันเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

อยู่มาวันหนึ่ง ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “จงเป็นคนซื่อสัตย์ จงอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อขจัดการหลอกลวงในหัวใจของเจ้า  จงชำระตัวเจ้าให้บริสุทธิ์ด้วยการอธิษฐานตลอดเวลา และได้รับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้าผ่านการอธิษฐาน  ในหนทางนี้ อุปนิสัยของเจ้าจะค่อยๆ เปลี่ยนไป(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ว่าด้วยการปฏิบัติการอธิษฐาน)  “ไม่ว่าจะเผชิญปัญหาใด เจ้าต้องแสวงหาความจริงมาแก้ปัญหาเหล่านั้น เจ้าต้องไม่อำพรางตนหรือนำเสนอภาพลักษณ์จอมปลอมแก่ผู้อื่นเป็นอันขาด  ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เจ้าขาดตก หรือบกพร่อง ข้อเสีย หรืออุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเจ้า เจ้าต้องเปิดใจสามัคคีธรรมถึงเรื่องทั้งหมดนี้  อย่าปิดบังเอาไว้  การเรียนรู้วิธีเปิดใจคือก้าวแรกสู่การเข้าสู่ชีวิต และเป็นด่านแรกซึ่งผ่านได้ยากที่สุด  เมื่อเจ้าผ่านด่านนี้ได้แล้ว การเข้าสู่ความจริงก็จะเป็นเรื่องง่าย  เมื่อเจ้าผ่านก้าวนี้ไปแล้ว ย่อมจะหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเจ้ากำลังเปิดใจ กำลังจะตีแผ่และเปิดใจถึงทุกส่วนที่เป็นเจ้า—ไม่ว่าจะดีหรือเลว เป็นบวกหรือเป็นลบ—พลางเปิดเผยทั้งหมดนั้นให้ผู้อื่นเห็นและให้พระเจ้าทอดพระเนตร ไม่ซ่อนเร้นหรือปิดบังสิ่งใดจากพระเจ้า ไม่ใช้การอำพราง การหลอกลวง หรือเล่ห์ลวงใดๆ กับพระเจ้า ทั้งยังตรงไปตรงมากับผู้อื่นเช่นกัน  เมื่อทำดังนี้ เจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ในความสว่าง ไม่เพียงพระเจ้าจะทรงพินิจพิเคราะห์เจ้าเท่านั้น แต่ผู้อื่นก็จะมองเห็นอีกด้วยว่าการกระทำของเจ้ามีหลักธรรมและโปร่งใส  เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใดๆ มาปกป้องความมีหน้ามีตา ภาพลักษณ์ และสถานะของเจ้า ไม่จำเป็นต้องปิดบังหรือกลบเกลื่อนความผิดพลาดของเจ้า  เจ้าไม่จำเป็นต้องพยายามทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์เหล่านี้  ถ้าเจ้าสามารถปล่อยมือจากสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของเจ้าก็จะผ่อนคลายลงมาก ไม่ถูกตีกรอบ ไร้ซึ่งความเจ็บปวด และเจ้าย่อมจะใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างโดยสมบูรณ์  การเรียนรู้ว่าจะเปิดใจสามัคคีธรรมอย่างไรคือก้าวแรกของการเข้าสู่ชีวิต  หลังจากนั้น เจ้าจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะชำแหละและทำความเข้าใจความคิดและการกระทำของเจ้า รีบทบทวน แก้ไขให้ถูกต้อง และหันหลังให้สิ่งที่ขัดกับความจริงและไม่เป็นที่ยินดีของพระเจ้า  อะไรคือจุดประสงค์ของการแก้ไขสิ่งเหล่านั้นให้ถูกต้อง?  นั่นคือการยอมรับและรับเอาความจริง ในขณะที่กำจัดสิ่งทั้งหลายภายในตัวเจ้าที่มีธรรมชาติของซาตานและแทนที่สิ่งเหล่านั้นด้วยความจริง  ก่อนหน้านี้เจ้าทำทุกสิ่งตามอุปนิสัยอันหลอกลวงของเจ้า ซึ่งคือการโกหกและหลอกลวง เจ้ารู้สึกว่าเจ้าไม่สามารถทำสิ่งใดได้สำเร็จหากไม่พูดปด  บัดนี้ที่เจ้าเข้าใจความจริงและเกลียดชังหนทางแห่งการทำสิ่งทั้งหลายของซาตาน เจ้าก็ไม่กระทำการในหนทางนั้นอีกต่อไป เจ้ากระทำการด้วยความรู้สึกนึกคิดที่ซื่อสัตย์ สะอาดบริสุทธิ์ และนบนอบ  หากเจ้าไม่ปิดบังอะไรเอาไว้ หากเจ้าไม่มีการปั้นหน้า การเสแสร้งแกล้งทำ หรือปกปิดสิ่งทั้งหลายไว้ หากเจ้าตีแผ่ตัวเองต่อเหล่าพี่น้องชายหญิง ไม่ซ่อนเร้นแนวคิดและความคิดในส่วนลึกที่สุดของเจ้าเอาไว้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เห็นท่าทีที่ซื่อสัตย์ของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ความจริงย่อมจะค่อยๆ หยั่งรากในตัวเจ้า ความจริงย่อมจะเบ่งบานและเกิดผล ความจริงย่อมจะให้ผลลัพธ์ทีละน้อย  หากหัวใจของเจ้าซื่อสัตย์มากขึ้นเรื่อยๆ และฝักใฝ่ต่อพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และหากเจ้ารู้จักการอารักขาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าในยามที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และมโนธรรมของเจ้าต้องเดือดร้อนในยามที่เจ้าล้มเหลวที่จะอารักขาผลประโยชน์เหล่านี้ เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ว่าความจริงได้มีผลในตัวเจ้าแล้ว และได้กลายเป็นชีวิตของเจ้าแล้ว(พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม)  พระวจนะของพระเจ้าจับใจฉัน  ที่จริงแล้วข้อพึงประสงค์ของพระเจ้านั้นเรียบง่ายมาก  ซึ่งก็คือให้พวกเราพูดและกระทำอย่างซื่อสัตย์และปราศจากราคีมัวหมอง ให้ในหัวใจพวกเราไม่มีเล่ห์ลวง และไม่มีการอำพรางหรือการฉ้อฉล ให้พวกเรามีหัวใจที่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า และให้พวกเราซื่อสัตย์กับคนอื่น  หากพวกเราได้ทำอะไรผิดไปหรือโกหก พวกเราก็จำเป็นต้องรับสารภาพและทบทวนตนเอง และยอมรับความจริงด้วยท่าทีที่จริงใจ  ด้วยหนทางนี้เท่านั้นที่อุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเราจะค่อยๆ ได้รับการแก้ไข  ยามที่พี่น้องชายหญิงบางคนถูกตัดแต่งหรือจัดการ แม้ว่าในเวลานั้นพวกเขาจะรู้สึกละอายใจ พวกเขาก็สามารถยอมรับและเชื่อฟังได้  หลังจากนั้น พวกเขาสามารถแสวงหาความจริง ทบทวนตนเอง และพบต้นเหตุแห่งความล้มเหลวของพวกเขาได้  เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ก้าวหน้ามากขึ้นทุกที ทำหน้าที่ของตนเองได้ดียิ่งขึ้นทุกที และพวกเขาก็มีการทรงนำและพระพรของพระเจ้า  แต่สำหรับฉันแล้ว เพื่อดำรงภาพลักษณ์และสถานะของตัวฉันเองไว้ ฉันจึงได้ใช้วิถีทางบางอย่างอยู่เสมอ เพื่อบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของฉันและหลีกเลี่ยงการพิพากษา การตัดแต่ง และการถูกจัดการ และฉันรู้สึกว่าฉันกำลังทำสิ่งต่างๆ ด้วยหนทางที่ฉลาดหลักแหลม  สุดท้ายแล้ว ฉันได้อะไรจากการทำแบบนั้น?  หลังจากหลายปีที่เชื่อในพระเจ้า อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย  ฉันก็ยังฉลาดแกมโกง เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง และชั่วอยู่ดี  ฉันทำหน้าที่โดยไม่เข้าใจหลักธรรมทั้งหลายและไม่รู้วิธีแก้ปัญหา  ในที่สุดฉันก็ตระหนักว่าด้วยการใช้เล่ห์กลครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อฉากหลบความรับผิดชอบ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการตัดแต่งและการถูกจัดการ ตามที่เป็นจริงนั้น ฉันกำลังปฏิเสธความรอดของพระเจ้าและทำลายโอกาสของตัวเองที่จะได้รับความจริง  และทุกครั้งที่ฉันใช้เล่ห์กลเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ ฉันต้องเค้นสมองเพื่อคิดว่าจะพูดอะไรและจะใช้ข้อแก้ตัวอะไร  ฉันอาจจะรอดพ้นไปได้ครั้งหนึ่ง แต่ครั้งต่อไปที่มีภัยคุกคามต่อความมีหน้ามีตาและภาพลักษณ์ของฉันเข้ามาร่วมด้วย ฉันก็ต้องคิดถึงวิธีการอื่นมาหลอกลวงผู้คน  การใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลวงและไม่ซื่อสัตย์นี้ทุกวันนั้นน่าเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก พระเจ้าทรงเกลียดและรังเกียจการใช้ชีวิตเช่นนี้ และสุดท้าย ฉันก็คงจะทำลายโอกาสของฉันที่จะได้รับความจริงและได้รับการช่วยให้รอด  ฉันฉลาดหลักแหลมกระนั้นหรือ?  นี่เป็นการไม่รู้เท่าทันและโง่เขลา  เมื่อฉันตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันก็กระหายร้อนรนต้องการที่จะแก้ไขอุปนิสัยที่ชั่วและเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของฉัน และกลายเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์คนหนึ่ง

ฉันนึกขึ้นได้ว่าพี่น้องคลอดยังไม่รู้เหตุจูงใจอันน่าดูหมิ่นของฉันที่ขอให้เขาสามัคคีธรรมกับผู้มาใหม่คนนั้น  หากฉันไม่เปิดใจกับเขา ไม่เพียงเขาจะไม่มีวิจารณญาณเกี่ยวกับฉันเท่านั้น แต่เขาจะยังเคารพยกย่องฉัน และยังอยู่ในสภาวะคิดลบและรู้สึกว่าเขาไม่อาจทำงานนั้นได้  ดังนั้น ฉันจึงไปหาพี่น้องคลอด เปิดใจกับเขาเกี่ยวกับเหตุจูงใจของฉันที่ส่งเขาไปสามัคคีธรรมกับผู้มาใหม่คนนั้น และบอกเขาถึงสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากเรื่องนี้  ฉันยังพูดด้วยว่าการถอนตัวของผู้มาใหม่คนนั้นเป็นความผิดของฉันเสียส่วนใหญ่ และฉันเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่น  ฉันหลอกลวงเขาและทำให้เขาเป็นคนรับผิดชอบเพียงเพื่อปกป้องหน้าตาและผลประโยชน์ของตัวฉันเอง  จากนั้น เขาก็เปิดใจกับฉันเกี่ยวกับการทบทวนตนเอง การรู้จักตนเอง และสิ่งที่เขาได้รับในเรื่องนี้  หลังจากสามัคคีธรรมกับเขา ฉันก็รู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง  ฉันได้รับประสบการณ์ว่าโดยการปฏิบัติความจริงและการเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์เท่านั้น ที่ทำให้พวกเราสามารถรู้สึกสงบสุขและปลอดภัยได้

หลังจากนั้น หัวหน้างานของฉันจัดให้มีการประชุมเพื่อตรวจตราความเบี่ยงเบนต่างๆ ในงานของพวกเรา  ประสิทธิผลของฉันลดลงอย่างมากในเดือนนั้น  ฉันต้องการหนีจากการประชุมงานครั้งนี้ แต่ฉันรู้ชัดเจนว่าพระเจ้าจะทรงตรวจสอบทุกคำพูดและความประพฤติของฉันเพื่อดูว่าฉันประพฤติตัวอย่างไร—เพื่อดูว่าฉันจะกลับไปหาเล่ห์กลและเล่ห์ลวงแบบเก่าเพื่อปกป้องภาพลักษณ์และสถานะของฉัน และปิดบังข้อบกพร่องและปัญหาทั้งหลายของฉันหรือไม่ หรือฉันจะเผชิญปัญหาของฉัน พูดจาอย่างเปิดเผย และเป็นคนซื่อสัตย์หรือไม่  ฉันบอกตัวเองให้ปฏิบัติความจริง ต่อให้มันทำให้ภาพลักษณ์ของฉันเสียหาย  ดังนั้น ฉันจึงเปิดใจเกี่ยวกับการที่ฉันจับแพะชนแกะและเล่นเล่ห์ในงานของฉันระหว่างช่วงเวลานั้น และพูดว่าฉันจะสรุปความเบี่ยงเบนและปัญหาทั้งหลายของฉัน เปลี่ยนท่าทีของฉันที่มีต่อหน้าที่ และพยายามมีประสิทธิผลให้มากขึ้น  หลังจากการสามัคคีธรรมนี้ ฉันก็รู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง และฉันก็มีเจตจำนงและแรงจูงใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ของฉันให้ดี  หลังจากที่ฉันพูดจบ พี่น้องชายหญิงไม่ได้ดูแคลนฉัน แต่พวกเขากลับหารือกับฉันถึงเส้นทางแห่งการปฏิบัติบางประการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา  ฉันได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวงจากการสามัคคีธรรมของพวกเขา และยังได้เรียนรู้หนทางมากขึ้นในการที่จะเปลี่ยนแปลงความเบี่ยงเบนของฉัน  หลังจากนั้น ฉันก็นำเส้นทางเหล่านี้มาปฏิบัติ และทำงานของฉันอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้นอย่างช้าๆ  ฉันสำนึกบุญคุณต่อพระเจ้าเป็นอย่างมาก

โดยผ่านทางประสบการณ์นี้ ฉันรู้สึกอย่างจริงแท้เลยว่า ไม่สำคัญว่าพวกเราทำความผิดพลาดหรือเปิดเผยความเสื่อมทรามอะไรในหน้าที่ของพวกเรา ตราบที่พวกเราสามารถเผชิญสิ่งต่างๆ ได้อย่างสงบ เปิดหัวใจของพวกเรา และแสวงหาความจริง ไม่เพียงจะไม่มีใครดูแคลนพวกเราเท่านั้น แต่พวกเรายังสามารถทบทวนตนเองและปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราให้ดีขึ้นได้อีกด้วย  ฉันยังรู้สึกด้วยว่ามีเพียงบรรดาผู้ที่ปฏิบัติความจริงและเป็นคนซื่อสัตย์เท่านั้นที่มีบุคลิกลักษณะและมีศักดิ์ศรี และพวกเขาเท่านั้นที่รู้สึกสบายใจและหลุดพ้น

ก่อนหน้า: 9. ในศาสนาแล้ว ไม่อาจได้รับความจริง

ถัดไป: 11. เราควรใช้ชีวิตตามคุณธรรมดั้งเดิมหรือไม่?

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger