บทนำ
ในยุคราชอาณาจักร พระเจ้าทรงใช้พระวจนะมาเริ่มต้นยุคใหม่ เปลี่ยนวิถีทางแห่งการทรงพระราชกิจของพระองค์ และใช้ทรงพระราชกิจของทั้งยุค นี่คือหลักธรรมที่พระเจ้าใช้ทรงพระราชกิจในยุคพระวจนะ พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และตรัสจากมุมมองที่ต่างออกไป ทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ซึ่งก็คือพระวจนะที่ทรงปรากฏเป็นมนุษย์ และสามารถมองเห็นพระปัญญาและความมหัศจรรย์ของพระองค์ พระเจ้าทรงพระราชกิจในลักษณะนี้เพื่อให้สัมฤทธิ์เป้าหมายดีขึ้น ได้แก่ การพิชิตผู้คน การทำให้ผู้คนเพียบพร้อม และการกำจัดผู้คนออกไป ซึ่งก็คือความหมายที่แท้จริงของการใช้พระวจนะทรงพระราชกิจในยุคพระวจนะ เนื่องเพราะพระวจนะ ผู้คนจึงมารู้จักพระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า เนื้อแท้ของมนุษย์ และสิ่งที่มนุษย์ควรเข้าสู่ เนื่องเพราะพระวจนะ พระราชกิจทั้งปวงที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำในยุคพระวจนะจึงสำเร็จลุล่วง เนื่องเพราะพระวจนะ จึงมีการทดสอบ กำจัด และเผยตัวผู้คนออกมา ผู้คนได้เห็นพระวจนะเหล่านี้ ได้ฟังพระวจนะเหล่านี้ และตระหนักรู้การมีอยู่ของพระวจนะเหล่านี้แล้ว ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ในมหิทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า รวมทั้งพระทัยของพระเจ้าที่รักและช่วยมนุษย์ให้รอด คำว่า “วจนะ” อาจสามัญและธรรมดา แต่วจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมสั่นสะเทือนจักรวาล เปลี่ยนแปลงหัวใจของผู้คน เปลี่ยนมโนคติอันหลงผิดและอุปนิสัยดั้งเดิมของพวกเขา และเปลี่ยนแปลงลักษณะที่โลกทั้งใบเคยปรากฏ ตลอดยุคทั้งหลาย มีเพียงพระเจ้าของยุคนี้เท่านั้นที่ทรงพระราชกิจด้วยวิธีนี้ และมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ตรัสเช่นนี้และเสด็จมาช่วยมนุษย์ให้รอดเช่นนี้ ต่อแต่นี้ไป มนุษย์ย่อมดำรงชีวิตภายใต้การชี้นำแห่งพระวจนะของพระเจ้า ท่ามกลางการเลี้ยงดูและจัดหาโดยพระวจนะของพระองค์ ผู้คนใช้ชีวิตในโลกแห่งพระวจนะของพระเจ้า ท่ามกลางคำสาปแช่งและพรจากพระวจนะของพระเจ้า และผู้คนส่วนใหญ่ก็ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้การพิพากษาและการตีสอนโดยพระวจนะของพระองค์ พระวจนะเหล่านี้และพระราชกิจนี้ล้วนเป็นไปเพื่อความรอดของมนุษย์ เพื่อลุล่วงน้ำพระทัยของพระเจ้า และเพื่อเปลี่ยนแปลงภาพปรากฏดั้งเดิมของโลกแห่งการทรงสร้างเดิม พระเจ้าทรงสร้างโลกโดยใช้พระวจนะ พระองค์ทรงนำผู้คนทั้งปวงในจักรวาลโดยใช้พระวจนะ ทรงพิชิตและช่วยพวกเขาให้รอดโดยใช้พระวจนะ และท้ายที่สุดพระองค์ก็จะใช้พระวจนะนำโลกเดิมทั้งใบไปสู่บทอวสาน เมื่อเป็นเช่นนี้ แผนการบริหารจัดการทั้งปวงของพระองค์จึงสำเร็จบริบูรณ์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ยุคราชอาณาจักรคือยุคพระวจนะ
วจนะของเราคือความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล เราคือการจัดหาของชีวิตสำหรับมนุษย์และเป็นผู้นำทางเพียงคนเดียวเท่านั้นสำหรับมวลมนุษย์ คุณค่าและความหมายของวจนะของเราไม่ได้กำหนดพิจารณาจากการที่ว่า วจนะเหล่านั้นเป็นที่รับรองหรือยอมรับโดยมวลมนุษย์หรือไม่ แต่พิจารณาจากสาระสำคัญของวจนะเหล่านั้นเอง ต่อให้ไม่มีบุคคลสักคนเดียวบนแผ่นดินโลกนี้ที่สามารถยอมรับวจนะของเรา คุณค่าของวจนะของเราและความช่วยเหลือของวจนะเหล่านั้นต่อมวลมนุษย์ก็ไม่อาจประเมินค่าได้ไม่ว่าโดยมนุษย์คนใด ดังนั้น เมื่อเผชิญกับผู้คนจำนวนมากที่กบฏต่อ หักล้าง หรือเหยียดหยามวจนะของเราอย่างถึงที่สุด ท่าทีของเราเป็นเช่นนี้เท่านั้นคือ ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงทั้งหลายเป็นพยานให้เราและพิสูจน์ว่าวจนะของเราเป็นความจริง หนทาง และชีวิต ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงพิสูจน์ว่าทั้งหมดที่เราพูดไปนั้นถูก เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรมี และยิ่งไปกว่านั้นคือ เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรยอมรับ เราจะยอมให้ทุกคนที่ติดตามเรารู้ข้อเท็จจริงนี้ว่า พวกที่ไม่สามารถยอมรับวจนะของเราได้อย่างครบถ้วน พวกที่ไม่สามารถนำวจนะของเราไปฝึกฝนปฏิบัติได้ พวกที่ไม่สามารถค้นหาเป้าหมายในวจนะของเราได้ และพวกที่ไม่สามารถได้รับพระคุณแห่งความรอดเพราะวจนะของเรา คือพวกที่ถูกกล่าวโทษโดยวจนะของเรา ยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ได้สูญเสียพระคุณแห่งความรอดของเรา และไม้เรียวของเราจะไม่มีวันห่างจากพวกเขาเลย
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของพวกเจ้า
ไม่ว่าจากภายนอกแล้ว พระวจนะที่พระเจ้าตรัสจะดูเรียบง่ายหรือลุ่มลึกก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นความจริงอันจะขาดเสียไม่ได้สำหรับการเข้าสู่ชีวิตของมนุษย์ พระวจนะคือต้นธารของน้ำที่มีชีวิตซึ่งทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดทั้งทางวิญญาณและเนื้อหนัง พระวจนะเหล่านี้จัดเตรียมสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ เป็นหลักคิดและหลักความเชื่อให้เขาใช้ประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน เส้นทางที่เขาต้องใช้เพื่อไปสู่ความรอด ตลอดจนเป้าหมายและทิศทางเพื่อบรรลุความรอด ความจริงทุกอย่างที่เขาพึงมีในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และความจริงทุกอย่างเกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์จะนบนอบและนมัสการพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้เป็นเครื่องรับประกันที่ทำให้มั่นใจถึงการอยู่รอดของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้คือขนมปังประจำวันของมนุษย์ และยังเป็นหลักอันมั่นคงซึ่งทำให้มนุษย์แข็งแกร่งและยืนหยัดได้เช่นกัน พระวจนะเหล่านี้อุดมไปด้วยความเป็นจริงความจริงที่ทำให้มวลมนุษย์ทรงสร้างใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้ อุดมไปด้วยความจริงที่ทำให้มวลมนุษย์หลุดพ้นจากความเสื่อมทรามและหนีพ้นกับดักของซาตาน อุดมไปด้วยการตั้งใจสอนอย่างอดทน การเตือนสติ การหนุนใจ และการปลอบประโลม ซึ่งพระผู้สร้างประทานแก่มนุษยชาติที่ทรงสร้าง พระวจนะเหล่านี้คือดวงประทีปที่ชี้นำและให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์เพื่อให้เข้าใจทุกสิ่งที่เป็นบวก เป็นหลักประกันที่ทำให้มั่นใจได้ว่ามนุษย์จะมีชีวิตและมีสิ่งที่ยุติธรรม งดงาม และดีงามทั้งปวง เป็นเกณฑ์ที่ใช้วัดผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งยังเป็นเครื่องนำทางที่นำพามนุษย์ไปสู่ความรอดและเส้นทางแห่งความสว่างด้วยเช่นกัน
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ
ใน “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” พระเจ้าทรงแสดงพระวจนะของพระองค์จากมุมมองของพระวิญญาณ ลักษณะที่พระองค์ทรงใช้ในการตรัสนั้นไม่สามารถบรรลุได้โดยมวลมนุษย์ที่ทรงสร้าง ยิ่งไปกว่านั้น ศัพท์แสงและลีลาแห่งพระวจนะของพระองค์นั้นไพเราะและขับเคลื่อนอารมณ์ และไม่มีรูปแบบใดจากวรรณกรรมของมนุษย์ที่สามารถแทนที่สิ่งเหล่านั้นได้ พระวจนะที่พระเจ้าทรงใช้เปิดโปงมนุษย์นั้นเที่ยงตรง เป็นพระวจนะที่ไม่อาจหักล้างได้โดยปรัชญาใด และพระวจนะเหล่านั้นนำพาผู้คนทั้งปวงไปสู่การนบนอบ พระวจนะที่พระเจ้าทรงใช้พิพากษามนุษย์นั้นบาดตรงไปถึงส่วนลึกของจิตใจของผู้คนประหนึ่งดาบคม บาดลึกเสียจนราวกับจะไม่เหลือที่ใดไว้ให้พวกเขาซ่อนเร้นเลย พระวจนะที่พระองค์ทรงใช้ชูใจผู้คนพกพาเอาความปรานีและความรักมั่นคงมา พวกมันอบอุ่นเสมือนอ้อมกอดของมารดาที่มีความรัก และพวกมันทำให้ผู้คนรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน คุณลักษณะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประการเดียวของถ้อยดำรัสเหล่านี้ก็คือ ในระหว่างช่วงระยะนี้ พระเจ้าตรัสโดยไม่ใช้พระอัตลักษณ์ของพระยาห์เวห์หรือพระเยซูคริสต์ ทั้งยังไม่ใช้พระอัตลักษณ์ของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์กลับทรงสอนและตรัสต่อพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่ติดตามพระองค์และพวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดที่ยังไม่ติดตามพระองค์ โดยการใช้พระอัตลักษณ์ประจำพระองค์—พระผู้สร้าง—แทน สมควรแล้วที่จะกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การสร้างโลกที่พระเจ้าได้ทรงปราศรัยกับมวลมนุษย์ทั้งปวง ก่อนหน้านี้พระเจ้าไม่เคยตรัสต่อมวลมนุษย์ที่ทรงสร้างอย่างละเอียดและอย่างเป็นระบบยิ่งนักเช่นนี้เลย แน่นอนว่า นี่ยังเป็นครั้งแรกด้วยเช่นกันที่พระองค์ได้ตรัสอย่างมากมายยิ่งนักและยืดยาวยิ่งนักกับมวลมนุษย์ทั้งปวง นี่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนโดยสิ้นเชิง ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ถ้อยดำรัสเหล่านี้ก่อร่างขึ้นเป็นข้อมูลอักษรแรกที่พระเจ้าทรงแสดงออกท่ามกลางมวลมนุษย์ ซึ่งพระองค์ทรงเปิดโปงผู้คน ทรงนำพวกเขา พิพากษาพวกเขา และตรัสอย่างเปิดใจกับพวกเขาอยู่ในนั้น และดังนั้น ถ้อยดำรัสเหล่านี้ยังเป็นถ้อยดำรัสแรกที่พระเจ้าทรงยอมให้ผู้คนรู้จักย่างพระบาทของพระองค์ แห่งหนที่พระองค์ทรงอิงพระกาย พระอุปนิสัยของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น พระดำริของพระเจ้า และความห่วงใยของพระองค์ที่มีต่อมวลมนุษย์อยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน สามารถกล่าวได้ว่า เหล่านี้คือถ้อยดำรัสแรกที่พระเจ้าได้ตรัสต่อมวลมนุษย์จากสวรรค์ชั้นที่สามนับตั้งแต่การทรงสร้าง และเป็นครั้งแรกที่พระเจ้าได้ทรงใช้พระอัตลักษณ์ประจำพระองค์เพื่อทรงปรากฏและทรงแสดงพระสุรเสียงจากพระทัยของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ท่ามกลางพระวจนะทั้งหลาย
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทนำ
หนทางแห่งชีวิตไม่ใช่สิ่งที่บุคคลใดก็สามารถครอบครองได้ อีกทั้งไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนสามารถบรรลุได้อย่างง่ายดาย นี่เป็นเพราะชีวิตสามารถมาจากพระเจ้าได้เท่านั้น กล่าวคือ พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงครองแก่นแท้แห่งชีวิต และพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงมีหนทางแห่งชีวิต และดังนั้นพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตและน้ำพุของน้ำแห่งชีวิตที่ไหลอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่การสร้างโลก พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจอย่างมหาศาลที่มาพร้อมด้วยความมีชีวิตชีวาของชีวิต พระองค์ได้ทรงพระราชกิจมากมายที่นำพาชีวิตมาสู่มนุษย์ และพระองค์ได้ทรงจ่ายราคาอันยิ่งใหญ่เพื่อให้มนุษย์ได้รับชีวิต นี่เป็นเพราะพระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นชีวิตนิรันดร์ และพระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นหนทางที่มนุษย์สามารถได้รับการชุบชีวิต พระเจ้าไม่เคยทรงห่างหายไปจากหัวใจของมนุษย์ และพระองค์สถิตอยู่ท่ามกลางผู้คนตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นแรงขับเคลื่อนสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ รากฐานแห่งการอยู่รอดของมนุษย์ และแหล่งทรัพยากรอันอุดมสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ภายหลังการกำเนิด พระองค์ทรงทำให้ผู้คนสามารถเกิดใหม่ และทรงทำให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตอย่างมุ่งมั่นในบทบาทเฉพาะของตนเองได้ เมื่อพึ่งพาฤทธานุภาพของพระองค์และพลังชีวิตอันมิอาจดับมอดของพระองค์ มนุษย์จึงได้ดำรงชีวิตอยู่มารุ่นต่อรุ่น ในขณะที่พลังอำนาจแห่งพระชนม์ชีพของพระเจ้าได้จัดเตรียมการเกื้อหนุนในหมู่มนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง และพระเจ้าได้ทรงจ่ายราคาซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่เคยจ่ายมาก่อน พลังชีวิตของพระเจ้าสามารถมีชัยเหนือพลังอำนาจใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเหนือล้ำกว่าพลังอำนาจใดๆ ชีวิตของพระองค์เป็นนิรันดร์ ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นทรงพิเศษ และพลังชีวิตของพระองค์ก็ไม่อาจถูกสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดหรือกองกำลังศัตรูใดเอาชนะได้ พลังชีวิตของพระเจ้านั้นดำรงอยู่และแผ่รัศมีเฉิดฉายไม่ว่าที่ใดเวลาใด ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกอาจผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง แต่ชีวิตของพระเจ้าเป็นเช่นเดิมตลอดกาล สรรพสิ่งอาจล้มหายตายจาก แต่พระชนม์ชีพของพระเจ้าจะยังคงดำรงอยู่ นี่ก็เพราะพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งการอยู่รอดของสรรพสิ่ง และเป็นรากฐานที่สรรพสิ่งพึ่งพาเพื่อการอยู่รอด ชีวิตของมนุษย์มีจุดกำเนิดมาจากพระเจ้า สวรรค์มีอยู่ก็เพราะพระเจ้า และการอยู่รอดของแผ่นดินโลกก็มีต้นกำเนิดมาจากพลังอำนาจแห่งพระชนม์ชีพของพระเจ้าเช่นกัน ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอยู่เหนืออธิปไตยของพระเจ้า และไม่มีสิ่งที่มีพลังชีวิตใดสามารถรอดพ้นขอบเขตสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ เช่นนี้แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร ผู้คนทั้งปวงก็ต้องยอมจำนนต่ออำนาจครอบครองของพระเจ้า ผู้คนทั้งปวงต้องดำเนินชีวิตภายใต้การปกครองของพระเจ้า และไม่มีใครในพวกเขาสามารถหลบพ้นไปจากพระหัตถ์ของพระองค์ได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้
พระคริสต์ของยุคสุดท้ายทรงนำมาซึ่งชีวิต และนำมาซึ่งหนทางแห่งความจริงที่ถาวรและเป็นนิรันดร์ ความจริงนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ได้รับชีวิต และเป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะได้รู้จักพระเจ้าและได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า หากเจ้าไม่แสวงหาทางแห่งชีวิตที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงจัดเตรียมให้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีทางได้รับการเห็นชอบจากพระเยซู และจะไม่มีทางมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเข้าสู่ประตูของราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเจ้านั้นเป็นทั้งหุ่นเชิดและนักโทษของประวัติศาสตร์ พวกที่ถูกควบคุมโดยข้อบังคับทั้งหลาย โดยคำพูด และโดยโซ่ตรวนแห่งประวัติศาสตร์จะไม่มีทางสามารถได้รับชีวิตหรือได้รับหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์ นี่เป็นเพราะทั้งหมดที่พวกเขามีนั้นคือน้ำขุ่นซึ่งได้ถูกยึดถือไว้มาเป็นเวลาหลายพันปีแทนที่จะเป็นน้ำแห่งชีวิตซึ่งไหลมาจากพระบัลลังก์ ผู้ที่ไม่ได้รับการบำรุงเลี้ยงด้วยน้ำแห่งชีวิต จะยังคงเป็นซากศพ เป็นของเล่นของซาตาน และบุตรแห่งนรกไปตลอดกาล เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะเห็นพระเจ้าได้อย่างไร? เจ้าเอาแต่เสาะแสวงที่จะยึดติดกับอดีต ยืนนิ่ง และรักษาสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็น และไม่พยายามเปลี่ยนสถานะปัจจุบันและละทิ้งประวัติศาสตร์ไปเสีย ดังนั้นเจ้าจะไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าตลอดเวลาหรอกหรือ? ขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่และทรงฤทธานุภาพ ดั่งคลื่นที่ถาโถมและฟ้าที่ร้องคำรามอย่างต่อเนื่อง—กระนั้นเจ้าก็นั่งรอคอยการทำลายล้างอย่างนิ่งเฉย ยึดติดอยู่กับสิ่งเก่าๆ และรอคอยให้สิ่งต่างๆ ตกลงมาใส่ตักของเจ้าเอง อย่างนี้แล้ว เจ้าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นคนที่เดินตามรอยพระบาทของพระเมษโปดกได้อย่างไร? แล้วนี่จะแสดงให้เห็นได้อย่างไรว่า พระเจ้าที่เจ้ายึดถือนั้นเป็นพระเจ้าที่ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่เคยเก่าเลย? และคำพูดทั้งหลายจากบรรดาหนังสือที่เก่าจนเหลืองคร่ำคร่าของเจ้าจะสามารถหอบหิ้วเจ้าข้ามเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร? คำพูดเหล่านั้นจะสามารถนำทางเจ้าในการแสวงหาขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร? และคำพูดเหล่านั้นจะสามารถพาเจ้าขึ้นไปสู่สวรรค์ได้อย่างไร? สิ่งที่เจ้าถืออยู่ในมือของเจ้านั้นเป็นเพียงคำพูดที่สามารถให้ได้แต่เพียงการปลอบใจชั่วคราว ไม่ใช่ความจริงที่สามารถให้ชีวิตแก่เจ้าได้ คำพูดในบทคัมภีร์ทั้งหลายที่เจ้าอ่านทำให้ลิ้นของเจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยคำพูดได้เท่านั้น ไม่ใช่คำพูดแห่งปัญญาที่สามารถช่วยให้เจ้ารู้จักชีวิตมนุษย์ได้ และยิ่งไม่ใช่เส้นทางที่สามารถนำเจ้าไปสู่ความเพียบพร้อมได้ ความคลาดเคลื่อนนี้เป็นสาเหตุให้เจ้าไตร่ตรองไม่ใช่หรือ? นั่นไม่ทำให้เจ้ามีความเข้าใจเชิงลึกในความล้ำลึกต่างๆ ที่อยู่ในนั้นหรอกหรือ? เจ้าสามารถพาตัวเจ้าเองสู่สวรรค์เพื่อพบพระเจ้าด้วยตัวของเจ้าเองได้หรือ? หากปราศจากการเสด็จมาของพระเจ้า เจ้าจะสามารถพาตัวเจ้าเองเข้าสู่สวรรค์เพื่อชื่นชมความสุขในครอบครัวกับพระเจ้าได้หรือ? เจ้ายังคงฝันกลางวันอยู่ในขณะนี้หรือไม่? เช่นนั้นเราจึงเตือนสติเจ้าให้หยุดฝันและจงมองดูว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในเวลานี้ ดูว่าใครที่กำลังดำเนินงานในการช่วยมนุษย์ให้รอดระหว่างยุคสุดท้ายอยู่ในขณะนี้ หากเจ้าไม่ทำ เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับความจริง และจะไม่มีวันได้รับชีวิต
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้