51. ฉันได้เห็นความจริงของการเป็นคนชอบเอาใจผู้อื่นแล้ว

โดย หนู่ลี่ ประเทศจีน

ผมเคยทุ่มเทความพยายามมากให้กับการธำรงไว้ซึ่งสัมพันธภาพส่วนบุคคลในการมีปฏิสัมพันธ์ของผมกับเพื่อนๆ ครอบครัว และเพื่อนบ้าน ผมได้อดทนกับแทบจะทุกสิ่งและปล่อยให้ผู้คนมีหนทางของพวกเขา เพื่อให้ไม่มีผู้ใดเลยจะมีคำพูดแล้งน้ำใจที่จะพูดเกี่ยวกับผม ผมไม่ได้โต้เถียงกับใครๆ เลย แม้ในยามที่ผมสังเกตเห็นว่าใครบางคนมีปัญหา ผมก็ยังคงจะไม่พูดอะไรเลย เมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนได้มาคิดถึงผมว่าเป็นคนดี ผมยังได้นำปรัชญาในการดำรงชีวิตนี้ไปใช้อยู่ต่อไปในกิจการงานของผมและในการมีปฏิสัมพันธ์ของผมกับผู้อื่น แม้ภายหลังจากที่กลายเป็นผู้เชื่อแล้ว ผมจำได้ว่า ไม่นานนักหลังจากที่ผมได้รับความเชื่อ ผมก็สังเกตเห็นว่าพี่เถียน ผู้รับผิดชอบการชุมนุมของกลุ่มเรา เป็นคนที่พูดจาสุภาพเสมอ และการสามัคคีธรรมตามพระวจนะของพระเจ้าของเขาก็ให้ความรู้แจ้ง เมื่อใดก็ตามที่เกิดอะไรขึ้นกับผม หรือผมมีความลำบากยากเย็นบางอย่าง ผมชอบไปหาเขาให้ช่วยผมแก้ปัญหานั้น และเขาก็สามัคคีธรรมกับผมด้วยความอดทนอย่างมากเสมอ พวกเราเข้ากันได้ดีเยี่ยม พวกเราทั้งคู่ต่างได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้นำคริสตจักรในอีกไม่กี่ปีต่อมา และผมก็ดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้มีโอกาสทำหน้าที่เคียงคู่ไปกับเขา แต่ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็สังเกตเห็นว่าพี่เถียนไม่ได้แบกรับภาระในหน้าที่ของตัวเองเลย และเมื่อพี่น้องชายหญิงเกิดคิดลบและอ่อนแอ เขาก็แค่แบ่งปันสามัคคีธรรมแบบเรียบง่ายเกินไปอย่างขอไปทีเท่านั้น เขาไม่ได้สนใจเลยว่ามันจะได้ผลอะไรหรือไม่ ผมคิดว่า “เขากำลังไม่ใส่ใจหน้าที่ของตัวเองอยู่ไม่ใช่หรือ? แบบนี้จะทำให้การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงล่าช้าออกไปแน่ ผมจำเป็นต้องสามัคคีธรรมกับเขา แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า เขาทำหน้าที่นี้มานานกว่าผม และเขาก็พอมีประสบการณ์ในงานนี้อยู่บ้าง ผมเพิ่งได้เริ่มทำหน้าที่ผู้นำ เขาจะคิดอย่างไรถ้าผมไปบอกว่า เขาไม่แบกรับภาระในงานของตัวเองเลย?” อย่างที่เขาว่ากันว่า “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” ดังนั้น เพื่อรักษาสัมพันธภาพของพวกเราเอาไว้ ผมเลยแค่พูดกับเขาและให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาของเขาน้อยลง

ในการชุมนุมของพวกเราครั้งหนึ่ง พี่น้องชายหญิงบางคนได้พูดขึ้นมาถึงเรื่องความลำบากยากเย็นที่พวกเขาเผชิญในการแบ่งปันข่าวประเสริฐ โดยหวังว่าพวกเราจะสามารถช่วยจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้พวกเขาได้ ผมพูดกับพี่เถียนเรื่องที่พวกเราจะไปด้วยกัน แต่เขากลับอ้างว่าเขาไม่ถนัดเรื่องงานข่าวประเสริฐ เขาก็เลยไม่อยากไป ผมเลยสามัคคีธรรมกับเขา โดยพูดไปว่า พี่น้องชายหญิงของเรากำลังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในหน้าที่ พวกเราก็ควรทำทุกอย่างตามกำลังเพื่อช่วยพวกเขา และพวกเราทำหน้าที่ของตัวเองแค่ในสิ่งที่อยากทำไม่ได้ เขาไม่ตอบอะไรกลับมา ผมเลยคิดว่านั่นเป็นการตอบตกลงไปโดยปริยายของเขา แต่ผมก็ต้องประหลาดใจที่ในวันรุ่งขึ้นนั้น เขาไม่โผล่หน้ามาด้วยซ้ำ ผมรู้สึกผิดหวังในตัวเขานิดหน่อย—ในฐานะผู้นำคริสตจักร เขาไม่ได้ขาดความรับผิดชอบหรอกหรือ กับการที่ไม่ยอมยื่นมือมาช่วยแก้ปัญหาของพี่น้องชายหญิง? ผมรู้ว่าผมจำเป็นต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยกับเขา

ผมไปคุยกับพี่เถียนทันทีหลังเสร็จจากการชุมนุม และตลอดทางที่ไปหาเขา ผมก็คิดว่าจะสามัคคีธรรมกับเขายังไงดี แต่พอผมไปถึงบ้านเขา เขาก็อบอุ่นและเป็นมิตรกับผมมาก จนผมเริ่มรู้สึกสงบปากสงบคำลงนิดหน่อย ผมคิดว่า “พี่เถียนยิ้มตลอดเวลา แถมยังเอาชามาให้ฉันดื่มอีก ฉันจะพูดเรื่องนี้กับเขาได้ยังไง? ถ้าฉันพูดไปว่าเขาขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองและอยู่ในสภาวะที่อันตราย มันจะไม่เป็นเรื่องที่น่าอายมากสำหรับเขาหรือ? อย่างที่เขาว่ากันว่า ‘อย่าง้างมือใส่ผู้ที่ไม่ได้คิดจะสู้’ พวกเราเข้ากันได้ดีมากเสมอ พวกเราจะทำหน้าที่ด้วยกันต่อไปได้ยังไง ถ้าฉันทำให้สัมพันธภาพของพวกเราต้องพังลงไป? พวกเราสองคนเจอหน้ากันตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมันคงกระอักกระอ่วนมากแน่!” ผมเลยพูดกับเขาด้วยความสุภาพมากๆ ว่า “พวกเราต้องรู้สึกว่ามีภาระรับผิดชอบในหน้าที่ของพวกเรานะครับ พวกเราทำอะไรแค่จากความชอบส่วนตัวไม่ได้” พอเขาก้มหน้าลงและไม่ได้พูดอะไร ผมก็รู้สึกแย่ถ้าจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ ผมคิดถึงการที่ตัวเองเพิ่งจะได้มาเป็นผู้นำคริสตจักร และยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานของคริสตจักรดีนัก มีอีกหลายอย่างที่ผมต้องให้เขาช่วย และอย่างที่โบราณว่าไว้ “อย่าทุบหม้อข้าวตัวเอง” ผมรู้สึกว่าจะแข็งกับเขาเกินไปไม่ได้ ผมก็เลยไม่ได้พูดอะไรอีก

ต่อมา มีข้อความจากหัวหน้าของพวกเราบอกกล่าวเรื่องการชุมนุม พี่เถียนกับผมตัดสินใจว่า พวกเราจะแยกย้ายกันไปแจ้งให้พี่น้องชายหญิงบางคนทราบ พอพวกเราเจอกันในวันถัดมา ผมก็ถามเขาว่าได้ไปบอกหรือยัง แต่เขากลับตอบแบบไม่แยแสเลยว่า เขามัวยุ่งอยู่กับการทำนั่นทำนี่จนลืมไปเลย พอเห็นว่าเขาดูไม่สะทกสะท้านขนาดไหน ผมก็อดตำหนิเขาไม่ได้ ผมพูดไปว่า “การทำหน้าที่ในหนทางนี้มันคือการขาดความรับผิดชอบ และทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าได้นะครับ” ผมประหลาดใจที่เขาทำหน้าบูดบึ้ง คว้ากุญแจ แล้วออกไปเลย พอได้เห็นความไม่ชอบใจของเขา ผมก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก กลัวว่ามันจะทำลายสัมพันธภาพของพวกเราไปแบบไม่เหลือชิ้นดี

ผมได้เห็นว่าพี่เถียนไม่แบกรับภาระอะไรในหน้าที่เลย เห็นว่าเขาไม่ใส่ใจ เขาทำให้งานล่าช้าอยู่บ่อยๆ และเวลาเจอปัญหา เขาก็ขาดการรู้จักตัวเอง เวลาคนอื่นสามัคคีธรรมหรือชี้ชัดให้เขาเห็นประเด็นปัญหา เขาก็จะไม่ยอมรับ ประเด็นทั้งหมดนั้นไม่ได้ชี้ให้เห็นหรอกหรือว่า เขาเป็นผู้นำเทียมเท็จที่ไม่สามารถยอมรับความจริงหรือทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้? ถ้าเขายังเก็บตำแหน่งผู้นำไว้ต่อไป มันคงทำให้งานของคริสตจักรตกค้างล่าช้า—ผมรู้ว่าผมควรบอกให้บรรดาผู้นำรู้ถึงปัญหาของเขา แต่แล้วผมก็นึกไปว่า เหล่าผู้นำคงตัดแต่งและจัดการเขาอย่างแน่นอน หากพวกเขารู้เรื่องทั้งหมดนั่น และเป็นไปได้ว่า พี่เถียนจะต้องเสียตำแหน่งของตัวเองไป ถ้าพี่เถียนรู้เข้าว่าผมเป็นคนรายงาน เขาก็คงพูดว่าผมใจจืดใจดำ พูดว่าผมทรยศเพื่อนเก่า หลังจากนั้นผมจะสู้หน้าเขาได้อย่างไร? ความคิดนี้ทำให้ผมไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี หลังจากคิดเรื่องนี้อย่างหนัก ในที่สุดผมก็ตัดสินใจระงับเรื่องการรายงานเขาไว้ก่อน ผมจะแค่ตีแผ่ปัญหาของเขา—บางทีเขาอาจจะทบทวนตัวเอง เข้าใจปัญหา แล้วกลับใจก็ได้ เขาเป็นผู้เชื่อมาหลายปี และเมื่อก่อนนี้ เขาก็ค่อนข้างรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง ผมจึงตัดสินใจจับตาดูอีกสองสามวัน และถ้าเขายังไม่เปลี่ยนแปลง ผมค่อยรายงานเรื่องของเขาตอนนั้นก็ได้

หลังจากนั้น พวกเราได้มีผู้รับเชื่อคนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่มีศักยภาพ มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ดี และสนใจในการพิจารณาดูพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า แต่ว่าในอีกไม่กี่วัน เขาต้องออกไปทำงานที่นอกเมือง พวกเราจำเป็นต้องหาคนไปแบ่งปันข่าวประเสริฐกับเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเราหารือเรื่องนี้กัน และตัดสินใจให้พี่เถียนเป็นคนไป แต่แล้วก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น พี่เถียนเกิดสับสนเรื่องการจัดเวลา และไม่ได้ไปในวันที่ควรจะไป ตอนที่รู้เรื่องนี้ ผมโกรธมาก ผมเตือนเขาไปหลายรอบ แต่เขาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย และรอบนั้นเขาก็ทำพลาดในเรื่องที่สำคัญจริงๆ แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวผมนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจว่าพี่เถียนทำหน้าที่ของเขาแบบขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ มาสักพักแล้ว และรู้ว่าเขาไม่มีสำนึกของความรับผิดชอบเลย แต่ผมก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับสัมพันธภาพของพวกเรา ผมกลัวว่าจะทำให้เขาขุ่นเคือง ผมก็เลยไม่บอกเหล่าผู้นำเรื่องปัญหาของเขา สิ่งนั้นทำให้งานของคริสตจักรตกค้างล่าช้าครั้งแล้วครั้งเล่า ผมไม่ได้กำลังทำชั่วอยู่หรอกหรือ? พอคิดแบบนี้ ผมรู้สึกเสียใจและเต็มไปด้วยความรู้สึกตำหนิตัวเอง

เย็นวันนั้น ผมอธิษฐานต่อพระเจ้า วอนพระองค์ทรงนำให้ผมได้เข้าใจปัญหาของตัวเอง ผมได้อ่านบทตรงนี้ในพระวจนะของพระเจ้า ความว่า “ผู้คนส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง แต่โดยมากแล้วพวกเขาแค่มีปณิธานและความพึงปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาไม่ได้ครองชีวิตแห่งความจริงภายในตัวพวกเขา ผลก็คือ เมื่อพวกเขามาเจอกับกำลังบังคับที่ชั่วร้ายหรือเผชิญกับคนชั่วและไม่ดีที่ประกอบความประพฤติชั่ว หรือเหล่าผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ที่ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางที่ฝ่าฝืนหลักการ—ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการทำให้พระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้าทนทุกข์กับการสูญเสีย และเป็นอันตรายต่อบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—พวกเขาสูญเสียความกล้าที่จะยืนขึ้นและพูดออกมา นั่นหมายความว่าอย่างไรเมื่อเจ้าไม่มีความกล้า? นั่นหมายความว่าเจ้าใจเสาะหรือพูดไม่ออกใช่หรือไม่? หรือเป็นที่เจ้าไม่เข้าใจอย่างถี่ถ้วน และจึงไม่มีความมั่นใจที่จะพูดขึ้นมา? นั่นไม่ใช่อันใดจากการเหล่านี้เลย เป็นที่เจ้าถูกควบคุมโดยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามสารพัดประเภท หนึ่งในอุปนิสัยเหล่านี้ก็คือการฉลาดแกมโกง เจ้าคิดถึงตัวเจ้าเองเป็นอันดับแรก โดยคิดว่า ‘หากฉันพูดขึ้น มันจะมีประโยชน์ต่อฉันอย่างไร? หากฉันพูดขึ้นและทำให้ใครบางคนไม่พอใจ พวกเราจะเข้ากันได้อย่างไรในอนาคต?’ นี่คือความรู้สึกนึกคิดที่ฉลาดแกมโกง ถูกต้องหรือไม่? นี่ไม่ใช่ผลของอุปนิสัยที่ฉลาดแกมโกงหรอกหรือ? อีกหนึ่งนั้นคือ อุปนิสัยใจร้ายและเห็นแก่ตัว เจ้าคิดว่า ‘ความสูญเสียต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวอะไรกับฉันหรือ? ทำไมฉันถึงควรใส่ใจ? ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันสักนิด ต่อให้ฉันมองเห็นการนั้นและได้ยินว่าการนั้นเกิดขึ้น ฉันก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน—ฉันไม่ใช่ผู้นำนี่นา’ สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นอยู่ข้างในตัวเจ้า ราวกับสิ่งเหล่านั้นผลิออกมาจากจิตไร้สำนึกของเจ้า และราวกับว่า สิ่งเหล่านั้นเข้ายึดครองตำแหน่งอันถาวรทั้งหลายในหัวใจของเจ้า—สิ่งเหล่านั้นคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของมนุษย์ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ควบคุมความคิดของพวกเจ้าและพันธนาการมือและเท้าของพวกเจ้า และอุปนิสัยเหล่านั้นควบคุมปากของเจ้า เมื่อเจ้าต้องการกล่าวอะไรบางอย่าง คำพูดทั้งหลายมาถึงริมฝีปากเจ้าแต่เจ้ากลับไม่กล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมา หรือ หากเจ้าพูดออกมาจริงๆ คำพูดของเจ้าก็วกวน อันเป็นการทิ้งช่องว่างให้เจ้ามีโอกาสเปลี่ยนคำ—เจ้าไม่พูดอย่างชัดเจนเลย ผู้อื่นไม่รู้สึกอะไรเลยหลังจากที่ได้ยินเจ้า และสิ่งที่เจ้าได้พูดไปนั้นจึงไม่ได้แก้ไขปัญหานั้นแต่อย่างใดเลย เจ้าคิดกับตัวเองว่า ‘เอาเถอะ ฉันได้พูดไปแล้ว มโนธรรมของฉันผ่อนคลาย ฉันได้ลุล่วงความรับผิดชอบของฉันแล้ว’ ในความจริงนั้น เจ้ารู้อยู่ในหัวใจว่า เจ้าไม่ได้กล่าวทั้งหมดที่เจ้าควรกล่าว รู้ว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวไปแล้วนั้นไม่มีผลเลย และรู้ว่า อันตรายเสียหายต่องานในพระนิเวศของพระเจ้าก็ยังคงอยู่ เจ้ายังไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า ทว่าเจ้ากลับกล่าวอย่างชัดแจ้งว่า เจ้าได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าแล้ว หรือกล่าวว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นไม่ชัดเจนต่อเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าไม่ใช่อยู่ภายใต้การควบคุมของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเจ้าอย่างครบบริบูรณ์หรอกหรือ?” (“มีเพียงบรรดาผู้ที่ปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่ยำเกรงพระเจ้า” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) พระวจนะทุกคำของพระเจ้ากระหน่ำใส่ผมราวกับสายฟ้าฟาด ราวกับผมได้เผชิญหน้ากับพระองค์แบบตัวต่อตัวในขณะที่พระองค์พิพากษาและตีแผ่ผม ผมรู้สึกผิดมาก ผมได้เห็นอย่างชัดเจนว่า พี่เถียนไม่ได้แบกรับภาระใดในหน้าที่ของตัวเองเลย และมันทำให้งานของคริสตจักรตกค้างล่าช้า แต่ผมก็แค่เล่นบทเป็นคนดี เพื่อจะได้ปกป้องสัมพันธภาพของผมกับเขาไว้ โดยทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสีย ผมเคยระดมความกล้าที่จะชี้ปัญหาให้เขาทราบ แต่แล้วผมก็ยั้งเอาไว้ ไม่กล้าพูดเกี่ยวกับแก่นแท้และผลพวงที่เป็นอันตรายของการกระทำของเขา และผมก็หลอกตัวเองด้วยการคิดว่า ผมเอาความจริงมาปฏิบัติแล้ว ผมได้เห็นถึงอันตรายที่ผู้นำเทียมเท็จสามารถทำกับงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้ แต่เพื่อเห็นแก่การถนอมตัวเองเอาไว้ ผมจึงไม่ได้ตีแผ่และรายงานเรื่องเขาไป ผมเต็มใจที่จะล่วงเกินพระเจ้า มากกว่าที่จะทำให้บุคคลหนึ่งขุ่นเคือง การปฏิบัติตนในหนทางนั้นทำให้ผมกลายเป็นลูกสมุนของซาตานซึ่งยืนอยู่ในฝั่งของผู้นำเทียมเท็จ เกลือกกลั้วอยู่ในโคลนตมกับเขา ทำให้งานของคริสตจักรตกค้างล่าช้า นี่คือสิ่งที่น่าเกลียดน่าชังและน่าขยะแขยงสำหรับพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงยกระดับผม ทรงเปิดโอกาสให้ผมได้ทำหน้าที่ผู้นำคริสตจักร ด้วยทรงหวังว่าผมจะสามัคคีธรรมตามความจริง จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องชายหญิง รวมถึงค้ำจุนงานของคริสตจักรได้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ผมกลับเอาแต่ปกป้องสัมพันธภาพส่วนตัว และพะเน้าพะนอผู้นำเทียมเท็จในขณะที่เขาทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก ผมได้เห็นว่าตัวเองไร้ซึ่งการอุทิศในหน้าที่โดยสิ้นเชิง ผมไม่ใช่แค่ล้มเหลวในการปฏิบัติความจริง แต่ผมยังกระทำการฝ่าฝืนอีกด้วย ผมทำให้พระมานะอุตสาหะของพระเจ้าเป็นการเสียแรงเปล่า ในที่สุดผมก็ได้เห็นว่า คนที่ชอบเอาใจผู้อื่นนั้น อันที่จริงแล้วไม่ใช่คนดี แต่พวกเขาเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและเจ้าเล่ห์ การตระหนักเรื่องนี้ได้ทำให้ผมเสียความรู้สึกมาก และผมก็รู้สึกแย่กับตัวเอง ผมรู้ว่าผมไม่สามารถเป็นคนชอบเอาใจผู้อื่นได้อีกต่อไป แต่ผมต้องนำความจริงมาปฏิบัติและเปิดโปงพี่เถียนที่ไม่ทำงานซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริง ผมจำเป็นต้องบอกความจริงกับเหล่าผู้นำเกี่ยวกับปัญหาของเขาและเลิกปิดบังเพื่อเขาเสียที

คืนเดียวกันนั้น ผมเขียนจดหมายถึงผู้นำเรื่องการทำงานของพี่เถียน หลังเขียนจดหมายเสร็จ ผมรู้สึกสบายใจและสงบสุขมาก และผมก็รู้สึกเหมือนว่า ในที่สุดผมก็เริ่มมีสำนึกแห่งความยุติธรรม รวมถึงผมไม่ได้ต่ำช้าและน่าดูหมิ่นอย่างที่เคยเป็นเมื่อก่อนแล้ว ไม่ผิดจากที่พระเจ้าตรัสว่า “หากเจ้าสามารถลุล่วงความรับผิดชอบทั้งหลายของเจ้า ปฏิบัติภาระผูกพันและหน้าที่ของเจ้า พักวางความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของเจ้าไว้ก่อน พักวางความตั้งใจและสิ่งจูงใจทั้งหลายของตัวเจ้าเองไว้ก่อน คำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า และวางผลประโยชน์ของพระเจ้าและพระนิเวศของพระองค์ไว้เป็นอันดับแรก แล้วหลังจากผ่านประสบการณ์กับการนี้ไปสักพัก เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือหนทางที่ดีงามในการดำรงชีวิต มันเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ปราศจากการเป็นบุคคลต่ำช้า หรือไม่มีอะไรดีสักอย่าง และเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างยุติธรรมและมีเกียรติ มากกว่าการเป็นคนใจแคบหรือใจร้าย เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือวิธีที่บุคคลหนึ่งควรดำรงชีวิตและปฏิบัติตน ความพึงปรารถนาภายในหัวใจของเจ้าที่จะสนองผลประโยชน์ของเจ้าเองจะลดลงทีละน้อยๆ” (“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) วันรุ่งขึ้น พอผมเจอพี่เถียน ผมก็สามัคคีธรรมกับเขา ชำแหละประเด็นปัญหาในหน้าที่ของเขา และได้พูดถึงธรรมชาติกับผลพวงจากการไม่ใส่ใจและทำงานแบบสุกเอาเผากิน หลังฟังผมพูดจนจบ เขาก็ยอมรับรู้ว่าตัวเองมีปัญหา ต่อมา เหล่าผู้นำของพวกเราก็ได้กำหนดพิจารณาโดยผ่านทางผลการปฏิบัติงานโดยรวมของเขาว่า เขาไม่ได้ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เขาเป็นผู้นำเทียมเท็จ และเขาก็ถูกปลดออก แม้ว่าเขาจะเสียตำแหน่งของเขาไปแล้ว แต่ผมก็ยังต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เขาทำกับงานของคริสตจักรอย่างปฏิเสธไม่ได้ ผมสาบานกับตัวเองว่า ผมจะไม่มีวันเป็นคนชอบเอาใจผู้อื่นอีก ว่าผมจะไม่ยืนขวางทางงานของคริสตจักรอีกต่อไป

หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็เริ่มทำหน้าที่กับน้องลี่ ผู้ได้กลายมาเป็นผู้นำคริสตจักร พวกเราแบ่งปันสามัคคีธรรมและหารือถึงความลำบากยากเย็นที่พวกเราเผชิญในงาน เวลาผมตกอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ เขาก็ช่วยผมโดยผ่านทางการสามัคคีธรรม พวกเราเข้ากันได้ดีมาก แต่พอผ่านไปสักพัก ก็เป็นที่ชัดเจนว่า น้องลี่ไม่ได้ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในหน้าที่ของเขา เขาสามัคคีธรรมเพียงแค่ขอไปที แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาความลำบากยากเย็นในชีวิตจริงของพี่น้องชายหญิง ผมนึกขึ้นได้ว่า น้องลี่ไร้ความรับผิดชอบอย่างมาก และผมควรสามัคคีธรรมกับเขา หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ยกเรื่องนี้มาคุยกับเขา รวมถึงตีแผ่ธรรมชาติและผลที่ตามมาของการที่เขาทำหน้าที่ในหนทางนั้น

ผมสังเกตเห็นว่า แม้จะผ่านไปสักพักแล้ว น้องลี่ก็ยังไม่ปรับปรุงท่าทีที่มีต่อหน้าที่ของตัวเอง และยิ่งกว่านั้น เขามักจะไล่ตามเสาะหาชื่อเสียงและสถานะอยู่เสมอ เวลาที่เขาทำอะไรไม่สำเร็จในงาน และไม่สามารถได้รับการเคารพนับถือจากคนอื่น เขาก็จะกลายเป็นคนคิดลบ และไม่สนใจงานของคริสตจักรเลย ผมไปสามัคคีธรรมกับเขาอีกครั้ง และขอให้เขาทบทวนตัวเองและพยายามทำความเข้าใจเหตุจูงใจในหน้าที่ของตัวเอง ในตอนนั้น เขายอมรับรู้ว่า มุมมองของเขาที่มีต่อการไล่ตามเสาะหานั้นถูกนำไปในทางที่ผิด แต่หลังจากนั้น สภาวะของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ผมตระหนักได้ว่า ถ้าเขายังทำหน้าที่แบบนั้นต่อไป มันคงจะเป็นอันตรายต่องานของคริสตจักร ผมจึงตัดสินใจบอกให้เหล่าผู้นำทราบ แต่ทันทีที่ผมหยิบปากกาขึ้นมาและเตรียมพร้อมจะเขียนจดหมาย ผมก็คิดว่า “ถ้าเหล่าผู้นำรู้เรื่องพฤติกรรมของน้องลี่ พวกเขาจะต้องทำตามหลักธรรมและปลดเขาออกแน่นอน น้องลี่ให้ค่ากับภาพพจน์ของตัวเองสูงมาก—ถ้าเขาถูกปลดออก เขาจะไม่แค้นเคืองผมเอาหรือ? ตอนที่ผมเริ่มทำหน้าที่ของตัวเอง เขาก็คอยแบ่งปันสามัคคีธรรมและช่วยเหลือผมเสมอ ดังนั้น ถ้าผมรายงานเรื่องปัญหาของเขาไปตอนนี้ เขาจะไม่คิดว่าผมใจจืดใจดำหรอกหรือ? หลังจากนั้นแล้ว ผมจะสู้หน้าเขาได้อย่างไร?” แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ผมกำลังจะกลายเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้อื่นอีกแล้ว และผมไม่ได้กำลังค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ผมค่อนข้างรู้สึกผิดกับเรื่องนี้ ก็เลยรีบกล่าวคำอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ได้เห็นประเด็นปัญหาของน้องลี่ และต้องการรายงานเรื่องปัญหาพวกนั้น แต่ข้าพระองค์ก็กลัวว่าจะทำให้เขาไม่พอใจ ข้าพระองค์ตระหนักถึงความจริงเป็นอย่างดีแต่ก็นำมาปฏิบัติไม่ได้ นั่นไม่ใช่การค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเลย โอ้พระเจ้า ได้โปรดนำให้ข้าพระองค์ได้รู้จักตัวเอง เพื่อให้ข้าพระองค์ได้กลับใจและเปลี่ยนแปลงด้วยเถิด”

หลังจากอธิษฐาน ผมอ่านตรงนี้ในพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามโดยผ่านทางการศึกษาและอิทธิพลของพวกรัฐบาลแห่งชาติกับของผู้มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่ คำพูดฝ่ายผีปีศาจของพวกเขาได้กลายเป็นธรรมชาติชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว ‘ทุกคนทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’ เป็นหนึ่งคติพจน์เยี่ยงซาตานอันเป็นที่รู้จักกันดีที่ได้ถูกปลูกฝังเข้าไปในทุกคนและที่ได้กลายเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว ยังมีคำพูดอื่นๆ ของปรัชญาทั้งหลายสำหรับการดำรงชีวิตที่เป็นเหมือนคติพจน์นี้อยู่อีก ซาตานใช้วัฒนธรรมตามประเพณีอันประณีตของแต่ละชนชาติในการให้การศึกษาผู้คน เป็นเหตุให้มวลมนุษย์ตกลงไปและถูกกลืนกินโดยนรกขุมลึกแห่งการทำลายล้างซึ่งไร้พรมแดน และในตอนสุดท้ายแล้ว ผู้คนก็ถูกพระเจ้าทรงทำลายเพราะพวกเขารับใช้ซาตานและต้านทานพระเจ้า…ยังคงมีพิษซาตานอีกมากมายในชีวิตของผู้คน ในการประพฤติปฏิบัติและพฤติกรรมของพวกเขา พวกเขาแทบจะไม่ครองความจริงแต่อย่างใดเลย ตัวอย่างเช่น ปรัชญาทั้งหลายของพวกเขาสำหรับการดำรงชีวิต หนทางของพวกเขาในการทำสิ่งทั้งหลาย และคำคมสารพันล้วนเต็มไปด้วยสารพัดพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และพวกมันทั้งหมดล้วนมาจากซาตาน ด้วยเหตุนั้น ทุกสรรพสิ่งซึ่งไหลเวียนผ่านกระดูกและเลือดของผู้คนเป็นสรรพสิ่งของซาตาน…มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึก น้ำพิษของซาตานไหลเวียนผ่านเลือดของทุกบุคคล และสามารถเห็นได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ชั่ว และเป็นปฏิกิริยานิยม เต็มอิ่มและชุ่มแช่อยู่ในปรัชญาทั้งหลายของซาตาน—ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันนั้น มันคือธรรมชาติหนึ่งซึ่งทรยศพระเจ้า นี่คือเหตุผลที่ผู้คนต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดอยู่ในการต่อต้านพระเจ้า” (“วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)

โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า ผมจึงสามารถเข้าใจว่า การทำตัวเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้อื่นของผมนั้น มีรากเหง้ามาจากการเป็นคนเห็นแก่ตัว น่าดูหมิ่น คดในข้องอในกระดูก และฉลาดแกมโกงเกินไป ผมมักจะวางผลประโยชน์ส่วนตัวไว้เหนือทุกสิ่ง ผมใช้ชีวิตโดยกฎเยี่ยงซาตานเพื่อความอยู่รอด และมุมมองอย่าง “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” “คิดก่อนพูดแล้วพูดอย่างสงวนท่าที” และ “จงอย่าชกผู้คนใต้เข็มขัด” ผมปิดปากเงียบต่อปัญหาของคนอื่น ไม่สำคัญว่าผมกำลังจัดการกับใครอยู่ก็ตาม โดยคิดว่า นั่นคงทำให้ผมเป็นที่รักของคนอื่น พวกเขาคงจะชอบผม ผมปกป้องสัมพันธภาพระหว่างบุคคลในทุกที่ทุกเวลา ผมปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาผู้อื่น ทุกอย่างที่ผมทำผสมผเสไปด้วยเหตุจูงใจและสิ่งเจือปนราวกับเป็นกลอุบายฉลาดแกมโกงของซาตานก็ไม่ปาน ผมรู้ว่า พี่เถียนไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดชอบอันใดในหน้าที่ของเขา และเขาได้ทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักและตกค้างล่าช้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ผมก็ยังคงไม่พูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นปัญหาของเขา หรือรายงานให้ผู้นำทราบ ด้วยกลัวว่ามันจะทำให้เขาขุ่นเคือง และหวังจะถนอมภาพลักษณ์ในสายตาเขา สิ่งนี้สร้างความเสียหายให้งานของคริสตจักร และล่าสุด ผมเห็นว่าน้องลี่เอาแต่จดจ่ออยู่กับการไล่ตามเสาะหาชื่อเสียงและสถานะในหน้าที่ และเขาก็ไม่รับผิดชอบต่องานของคริสตจักรเลย ผมยังรู้ด้วยว่า เขาไม่มีความเข้าใจจริงอันใดเกี่ยวกับตัวเองเลย รู้ว่าเขาไม่เหมาะกับตำแหน่งนั้น และผมควรบอกเหล่าผู้นำทันที เพื่ออารักขางานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ผมกังวลว่าเขาจะโกรธเคืองผม และผลประโยชน์กับภาพพจน์ของผมจะตกอยู่ในอันตราย ดังนั้น ผมจึงต้องการรับบทบาทเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้อื่นอีกครั้ง ผมตระหนักได้ว่า ผมกำลังใช้ชีวิตอยู่โดยปรัชญาชีวิตเยี่ยงซาตานในทุกที่ทุกเวลา วางผลประโยชน์ส่วนตัวและภาพลักษณ์เอาไว้เหนือทุกสิ่ง โดยไม่พิจารณาถึงงานของคริสตจักรเลย ผมเห็นแก่ตัวและน่าดูหมิ่นจริงๆ ผมมองเห็นว่าเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก็เพราะผมกำลังดำรงชีวิตอยู่อย่างคนที่ชอบเอาใจผู้อื่นตามปรัชญาชีวิตเยี่ยงซาตาน

ผมเคยคิดว่า การเข้ากันได้อย่างกลมกลืนกับทุกคน และไม่ทำร้ายความรู้สึกคนอื่นอย่างเด็ดขาดนั้น ทำให้ผมเป็นคนดี แต่ความเป็นจริงแสดงให้ผมเห็นว่า แม้คนชอบเอาใจผู้อื่นไม่เคยปรากฏให้เห็นว่าทำร้ายคนอื่น แต่เวลาที่พวกเขาเห็นใครใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยอันเสื่อมทราม ถูกซาตานทำอันตราย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักร เรื่องเดียวที่พวกเขาใส่ใจก็คือ การปกป้องผลประโยชน์และสัมพันธภาพส่วนตัวของตัวเอง พวกเขาไม่สามารถยืนอยู่ฝั่งเดียวกับความจริงเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนพี่น้องชายหญิง รวมถึงค้ำจุนงานของคริสตจักรได้ คนที่ชอบเอาใจผู้อื่นอาจปรากฏให้เห็นว่าเป็นคนดีที่เป็นธรรมและเข้าใจผู้อื่น แต่ทั้งหมดก็เป็นแค่หน้าฉาก ลึกลงไปในหัวใจนั้น พวกเขาคิดถึงแค่ผลประโยชน์ส่วนตัว พวกเขาถึงขนาดมองตรงไปข้างหน้าต่อไปโดยไม่เปลี่ยนใจ ในขณะที่งานของคริสตจักรถูกทำให้เสียหาย และความก้าวหน้าของชีวิตของพี่น้องชายหญิงชะลอล่าช้าไป พวกเขาแสวงหาผลตอบแทนส่วนตัวบนความเสียหายของผู้อื่น สภาวะความเป็นมนุษย์ในการทำแบบนั้นอยู่ที่ไหนกัน? มันชัดเจนมากเลยว่า พวกเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคดที่ปลิ้นปล้อน เต็มไปด้วยเล่ห์ลวง แฝงการร้าย และน่าดูหมิ่น ผมรู้สึกละอายใจมากตอนตระหนักเรื่องนี้ได้ ผมได้ชื่นชมยินดีกับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า แต่พอเผชิญหน้ากับปัญหา ผมกลับยืนอยู่ฝั่งซาตานในฐานะคนที่ชอบเอาใจผู้อื่น นั่นเป็นการทำหน้าที่ของผมได้อย่างไรกัน? ผมเอาใจศัตรูและแว้งกัดมือคนที่ให้อาหารผม ผมเป็นหนึ่งในลูกไล่ของซาตานที่ทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงัก ทำความชั่ว และต้านทานพระเจ้า!

ความตระหนักนี้เป็นสิ่งที่น่าหวาดผวามากสำหรับผม ผมจึงมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานทันที “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทำชั่วมามากมายนัก ข้าพระองค์สมควรถูกพระองค์ทรงลงโทษตั้งนานแล้ว แต่พระองค์ก็ยังทรงมอบโอกาสให้ข้าพระองค์ได้ทำหน้าที่ ข้าพระองค์สำนึกบุญคุณในพระกรุณาของพระองค์เหลือเกิน โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะกลับใจ ได้โปรดทรงนำและนำทางให้ข้าพระองค์ได้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติด้วยเถิด”

ต่อมา ผมได้อ่านสิ่งนี้ในพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “เมื่อความจริงมีอิทธิพลในหัวใจของเจ้า และได้กลายเป็นชีวิตของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้ามองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเชิงบวก เชิงลบ หรือชั่วร้ายเกิดขึ้น ปฏิกิริยาในหัวใจของเจ้าก็แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ประการแรก เจ้ารู้สึกถึงการตำหนิและสำนึกรับรู้ถึงความไม่สบายใจ ตามมาทันทีด้วยความรู้สึกนี้ ที่ว่า ‘ฉันไม่สามารถแค่อยู่นิ่งเฉยและทำเป็นมองไม่เห็น ฉันต้องยืนหยัดขึ้นและพูด ฉันต้องยืนหยัดขึ้นและรับหน้าที่ความรับผิดชอบ’ เช่นนั้นแล้ว เจ้าจึงจะสามารถยืนหยัดขึ้นและหยุดความประพฤติชั่วเหล่านี้ เปิดโปงสิ่งเหล่านั้น เพียรพยายามที่จะคุ้มภัยผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและปกป้องพระราชกิจของพระเจ้าจากการถูกรบกวนได้ ไม่เพียงแค่เจ้าจะมีความกล้าหาญและการตัดสินใจแน่วแน่นี้ และเจ้าจะสามารถเข้าใจเรื่องนั้นอย่างครบบริบูรณ์เท่านั้น แต่เจ้ายังจะลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบที่เจ้าควรทำเพื่อพระราชกิจของพระเจ้าและเพื่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระองค์ด้วย และหน้าที่ของเจ้าก็จะได้รับการทำให้ลุล่วงด้วยเหตุนั้น การนั้นจะได้รับการทำให้ลุล่วงอย่างไร? การนั้นจะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยผ่านทางการที่ความจริงใช้ผลกระทบของมันต่อเจ้าและกลายเป็นชีวิตของเจ้า” (“มีเพียงบรรดาผู้ที่ปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่ยำเกรงพระเจ้า” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) “ในคริสตจักร จงตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าที่มีต่อเรา ค้ำจุนความจริง ถูกคือถูก ผิดคือผิด จงอย่าสับสนระหว่างขาวกับดำ เจ้าจะทำสงครามกับซาตาน และต้องกำราบมันให้สิ้นซาก เพื่อที่มันจะไม่มีวันผงาดขึ้นมาอีก พวกเจ้าต้องมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามี เพื่อปกป้องคำพยานแห่งเรา นี่จะเป็นเป้าหมายแห่งการกระทำของพวกเจ้า—จงอย่าลืมการนี้เสีย” (“บทที่ 41” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) การอ่านพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ผมเข้าใจว่า ในหน้าที่นั้น ผมต้องคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าและวางผลประโยชน์ของคริสตจักรมาเป็นอันดับแรกเสมอ ถ้าผมค้นพบอะไรบางอย่างที่ละเมิดหลักธรรมแห่งความจริง ผมก็ไม่สามารถปกป้องสัมพันธภาพด้วยอารมณ์ความรู้สึก รวมถึงคุ้มภัยให้กับผลประโยชน์ส่วนตัวได้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ผมต้องกล้าเอาเรื่องที่เป็นลบมาพูด ทำสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปในแนวเดียวกับหลักธรรม และค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า นี่คือหนทางเดียวที่จะทำหน้าที่และความรับผิดชอบของผมให้ลุล่วงได้ น้องลี่เป็นผู้นำคริสตจักร ดังนั้น ถ้าผมมองเห็นปัญหาในวิธีทำหน้าที่ของเขาแต่ไม่ยกมาพูด นั่นจะไม่ใช่แค่ทำอันตรายต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อตัวน้องลี่ด้วย ผมรู้ว่า หลังจากนั้นไปแล้ว ไม่ว่าเขาอาจจะคิดกับผมหรือปฏิบัติกับผมอย่างไร ผมก็ต้องค้ำจุนความจริงและรายงานประเด็นปัญหาของเขา ขณะที่ผมกำลังตั้งท่าที่จะเขียนจดหมายนั่นเอง ผู้นำก็จัดการเตรียมการชุมนุมให้พวกเรา ในการชุมนุม ผมได้แบ่งปันทุกสิ่งเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของน้องลี่ หลังจากที่บรรดาผู้นำตรวจสอบความถูกต้องของทุกอย่างในวันถัดมา และยืนยันว่าน้องลี่ไม่สามารถทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ เขาก็ถูกถอดจากหน้าที่ การทำแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกสบายใจและสงบสุขมากจริงๆ

เมื่อก่อนนั้น ผมไม่เคยรู้จักตัวเองเลย ผมชอบเอาใจผู้อื่นเสมอ เป็นผู้ซึ่งใช้ชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตานในทุกสิ่ง ผมปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง กลัวว่าจะเพลี่ยงพล้ำและทำลายสัมพันธภาพของตัวเองกับคนอื่น ผมปิดปากเงียบแม้แต่ตอนที่รู้ว่าผู้อื่นปฏิบัติตนในทางที่ผิด ผมไม่สามารถค้ำจุนหลักธรรมแห่งความจริงได้ และผมก็ไม่ได้อารักขาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ผมดำรงชีวิตอยู่ตลอดมาโดยปราศจากศักดิ์ศรีหรือความสัตย์สุจริต โดยการปล่อยมือจากความอยากได้อยากมีเห็นแก่ตัวของตัวเอง การมีหัวใจที่เคารพพระเจ้าในหน้าที่ และการค้ำจุนหลักธรรม รวมถึงอารักขางานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ตอนนี้ผมจึงรู้สึกสงบสุขอย่างที่สุด ผมรู้สึกว่า นี่คือหนทางเดียวที่จะดำรงชีวิตอยู่ด้วยสภาพเสมือนมนุษย์ ผมรู้สึกสำนึกบุญคุณสำหรับความรอดของพระเจ้ายิ่งนัก!

ก่อนหน้า: 50. อะไรอยู่เบื้องหลังคำว่า “ภาพลักษณ์ที่ดี”

ถัดไป: 52. ลาก่อน จอมตามใจ!

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย เสี่ยวเว่ย ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger