51. ฉันได้เห็นความจริงของการเป็นคนชอบเอาใจผู้อื่นแล้ว

โดย Nuli, ประเทศจีน

ผมจำได้ว่า หลังจากมาเชื่อได้ไม่นาน ผมก็สังเกตเห็นว่าบราเดอร์เถียน ผู้รับผิดชอบการชุมนุมของกลุ่มเรา มักพูดจาสุภาพและการสามัคคีธรรมตามพระวจนะของพระเจ้าของเขาก็ให้ความรู้แจ้งเสมอ เมื่อไหร่ที่มีเรื่องเกิดขึ้นกับผม หรือผมมีความยากลำบากบางอย่าง ผมก็ชอบไปหาเขาให้ช่วยผมแก้ปัญหานั้น และเขาก็มักสามัคคีธรรมกับผมด้วยความอดทนมากๆ เสมอ เราเข้ากันได้ดีมากครับ เราทั้งคู่ต่างได้รับเลือกให้เป็นผู้นำคริสตจักร ในอีกไม่กี่ปีต่อมา และผมก็ตื่นเต้นมากที่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ร่วมกับเขา แต่ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็สังเกตเห็น ว่าบราเดอร์เถียนไม่แบกรับภาระในหน้าที่ของตัวเองเลย และเมื่อพี่น้องชายหญิงเกิดคิดลบและอ่อนแอ เขาก็แค่แบ่งปันสามัคคีธรรมที่แสนธรรมดาไปแบบแกนๆ เท่านั้น เขาไม่ได้สนใจเลยว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า ผมคิดว่า “เขากำลังไม่ใส่ใจหน้าที่ของตัวเองอยู่ไม่ใช่เหรอ แบบนี้จะทำให้การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงล่าช้าออกไปแน่ๆ ผมต้องสามัคคีธรรมกับเขาซะแล้ว แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ ว่าเขาทำหน้าที่นี้มานานกว่าผม และเขาก็พอมีประสบการณ์ในงานนี้อยู่บ้าง ผมเพิ่งได้เริ่มทำหน้าที่ผู้นำ เขาจะคิดยังไง ถ้าผมไปบอกว่าเขาไม่แบกรับภาระในงานของตัวเองเลย” อย่างที่เขาว่า “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีงามและยาวนาน” ดังนั้น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ของเราเอาไว้ ผมเลยแค่พูดกับเขาและให้ความสำคัญกับปัญหาน้อยลง

ในการชุมนุมของเราครั้งหนึ่ง พี่น้องชายหญิงบางคนได้พูดเรื่องความยากลำบากที่พวกเขาเผชิญในการแบ่งปันข่าวประเสริฐขึ้นมา หวังว่าพวกเราจะช่วยจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ ผมพูดกับบราเดอร์เถียนเรื่องเราจะไปด้วยกัน แต่เขากลับอ้างว่าเขาไม่ถนัดเรื่องงานข่าวประเสริฐ เขาเลยไม่อยากไป ผมเลยสามัคคีธรรมกับเขา บอกว่า พี่น้องชายหญิงของเรากำลังมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในหน้าที่ เราก็ควรทำทุกอย่างตามกำลังเพื่อช่วยพวกเขา และเราทำหน้าที่ของตัวเองแค่ในสิ่งที่อยากทำไม่ได้ เขาไม่ตอบอะไรกลับมา ผมเลยคิดว่านั่นเป็นการตกลงไปโดยปริยายของเขา แต่ผมก็ต้องประหลาดใจที่วันรุ่งขึ้นเขาไม่โผล่หน้ามาด้วยซ้ำ ผมรู้สึกผิดหวังในตัวเขานิดหน่อย—ในฐานะผู้นำคริสตจักร เขาไม่ได้ขาดความรับผิดชอบ ที่ไม่ยอมยื่นมือมาช่วยแก้ปัญหาของพี่น้องชายหญิงเหรอครับ ผมรู้ว่าผมต้องเอาเรื่องนี้ไปคุยกับเขา

ผมไปคุยกับบราเดอร์เถียนทันทีหลังเสร็จจากการชุมนุม และตลอดทางที่ไปหาเขา ผมก็คิดว่าจะสามัคคีธรรมกับเขายังไงดี แต่พอผมไปถึงบ้านเขา เขาก็อบอุ่นและเป็นมิตรกับผมมาก จนผมเริ่มรู้สึกสงบปากสงบคำนิดหน่อย ผมคิดว่า “บราเดอร์เถียนยิ้มตลอดเวลา แถมยังเอาชามาให้ฉันดื่มอีก ฉันจะพูดเรื่องนี้กับเขายังไง ถ้าฉันพูดไปว่าเขาขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองและอยู่ในสภาวะที่อันตราย มันจะไม่เป็นเรื่องที่น่าอายมากๆ สำหรับเขาเหรอ อย่างที่เขาว่ากันว่า ‘อย่ายกมือสวนหน้ายิ้ม’ เรามักจะเข้ากันได้ดีมากๆ เสมอ เราจะทำหน้าที่ด้วยกันต่อไปได้ยังไง ถ้าฉันทำลายความสัมพันธ์ของเราทิ้ง เราสองคนเจอหน้ากันตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมันคงกระอักกระอ่วนมากแน่!” ผมเลยพูดกับเขาด้วยความสุภาพมากๆ ว่า “เราต้องรู้สึกว่ามีภาระรับผิดชอบในหน้าที่ของเรานะครับ เราทำอะไรแค่จากความชอบส่วนตัวไม่ได้” ตอนที่เขาก้มหน้าลงและไม่ได้พูดอะไร ผมก็รู้สึกแย่ถ้าจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ ผมคิดถึงการที่ตัวเองเพิ่งจะได้มาเป็นผู้นำคริสตจักร และยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานของคริสตจักรดีนัก มีอีกหลายที่ผมต้องให้เขาช่วย และอย่างที่โบราณว่าไว้ “อย่าเผาสะพานทิ้ง” ผมรู้สึกว่าจะแข็งกร้าวกับเขาเกินไปไม่ได้ ผมก็เลยไม่ได้พูดอะไรอีก

ต่อมา มีข้อความจากหัวหน้าของเราแจ้งเตือนเรื่องการชุมนุม “บราเดอร์เถียนและผมตัดสินใจว่าเราจะแยกกันไปแจ้งให้พี่น้องชายหญิง บางคนทราบ” พอเราเจอกันในวันถัดมา ผมก็ถามเขาว่าได้ไปบอกหรือยัง แต่เขากลับตอบแบบไม่แยแสเลยว่า เขามัวยุ่งอยู่กับการทำนั่นทำนี่จนลืมไปเลย พอเห็นว่าเขาดูไม่สะทกสะท้านขนาดไหน ผมก็อดตำหนิเขาไม่ได้ ผมบอกไปว่า “การทำหน้าที่แบบนี้มันคือการขาดความรับผิดชอบ และทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าได้นะครับ” ผมประหลาดใจ ที่เขาทำหน้าบูดบึ้ง คว้ากุญแจ แล้วออกไปเลย พอได้เห็นความไม่ชอบใจของเขา ผมก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก กลัวว่ามันจะทำลายความสัมพันธ์ของเราไปแบบไม่เหลือชิ้นดี

ผมได้เห็นว่าบราเดอร์เถียนไม่แบกรับภาระอะไรในหน้าที่เลย เห็นว่าเขาไม่ใส่ใจ เขาทำให้งานล่าช้าอยู่บ่อยๆ และเวลาเจอปัญหาเขาก็ไร้ซึ่งการรู้จักตัวเอง เวลาคนอื่นสามัคคีธรรมหรือชี้เขาเห็นถึงปัญหา เขาก็จะไม่ยอมรับ ทั้งหมดนั้นไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าเขาเป็นผู้นำเท็จ ไม่สามารถยอมรับความจริงหรือทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้เหรอครับ ถ้าเขายังเป็นผู้นำต่อไป มันคงทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า—ผมรู้ว่าผมควรบอกให้ผู้นำรู้ถึงปัญหานี้ แต่แล้วผมก็นึกขึ้นว่าผู้นำคงตัดแต่งและจัดการเขาแน่นอน หากพวกเขารู้เรื่องทั้งหมดนั่น และบราเดอร์เถียนก็จะเสียตำแหน่งของตัวเองไป ถ้าเขารู้ว่าผมเป็นคนรายงาน เขาก็คงบอกว่าผมใจจืดใจดำ บอกว่าผมทรยศเพื่อนเก่าแก่ หลังจากนั้นผมจะสู้หน้าเขาได้ยังไง ความคิดนี้ทำให้ผมไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงดี หลังจากคิดเรื่องนี้อย่างหนัก ในที่สุดผมก็ตัดสินระงับเรื่องการรายงานเขาไว้ก่อน ผมแค่ตีแผ่ปัญหาของเขา—บางทีเขาอาจจะทบทวนตัวเอง เข้าใจปัญหา แล้วกลับใจก็ได้ เขาเป็นผู้เชื่อมาหลายปี และเมื่อก่อนเขาก็ค่อนข้างรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง ผมเลยตัดสินใจจับตาดูอีกสองสามวัน และถ้าเขายังไม่เปลี่ยนแปลง ผมค่อยรายงานเรื่องของเขา

หลังจากนั้น เราได้มีผู้กลับใจมาเชื่อซึ่งเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ มีความเป็นมนุษย์ที่ดี และสนใจในการตรวจสอบพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า แต่ในอีกไม่กี่วัน เขาต้องออกไปทำงานที่นอกเมือง เราต้องหาคนมาแบ่งปันข่าวประเสริฐกับเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราหารือกันเรื่องนี้ และตัดสินใจให้บราเดอร์เถียนเป็นคนไป แต่แล้วก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เขาเกิดสับสนเรื่องเวลา และไม่ได้ไปในวันที่ควรจะไป ตอนที่รู้เรื่องนี้ผมโกรธมาก ผมเตือนเขาไปหลายรอบ แต่เขาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย และรอบนั้นเขาก็ทำพลาดในเรื่องที่สำคัญจริงๆ แล้วผมก็นึกขึ้นได้ ว่าผมเองรู้ดี ว่าบราเดอร์เถียนทำหน้าที่ของเขาวุ่นวายมาสักพักแล้ว และรู้ว่าเขาไม่มีความรับผิดชอบ แต่ผมก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับความสัมพันธ์ของเรา ผมกลัวว่าจะทำให้เขาขุ่นเคือง ผมก็เลยไม่บอกเหล่าผู้นำเรื่องปัญหาของเขา สิ่งนั้นทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าครั้งแล้วครั้งเล่า ผมไม่ได้กำลังทำชั่วอยู่เหรอครับ พอคิดแบบนี้ ผมรู้สึกเสียใจและเต็มไปด้วยความรู้สึกตำหนิตัวเอง

เย็นวันนั้น ผมอธิษฐานต่อพระเจ้า วอนพระองค์ทรงนำให้ผมได้เข้าใจปัญหาของตัวเอง ฉันอ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “ผู้คนส่วนใหญ่ปรารถนาที่จะไล่ตามเสาะหาและปฏิบัติความจริง แต่โดยมากแล้วพวกเขาแค่มีปณิธานและความพึงปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาไม่ได้ครองชีวิตแห่งความจริงภายในตัวพวกเขา  ผลก็คือ เมื่อพวกเขามาเจอกับกำลังบังคับที่ชั่วร้ายหรือเผชิญกับคนชั่วและไม่ดีที่ประกอบความประพฤติชั่ว หรือเหล่าผู้นำเทียมเท็จและศัตรูของพระคริสต์ที่ทำสิ่งทั้งหลายในหนทางที่ฝ่าฝืนหลักการ—ด้วยเหตุนี้จึงเป็นทำให้พระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้าทนทุกข์กับการสูญเสีย และเป็นอันตรายต่อบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—พวกเขาสูญเสียความกล้าที่จะยืนขึ้นและพูดออกมา  นั่นหมายความว่าอย่างไรเมื่อเจ้าไม่มีความกล้า?  นั่นหมายความว่าเจ้าใจเสาะหรือพูดไม่ออกใช่หรือไม่?  หรือเป็นที่เจ้าไม่เข้าใจอย่างถี่ถ้วน และจึงไม่มีความมั่นใจที่จะพูดขึ้นมา?  นั่นไม่ใช่อันใดจากการเหล่านี้เลย เป็นที่เจ้าถูกควบคุมโดยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามสารพัดประเภท  หนึ่งในอุปนิสัยเหล่านี้ก็คือการฉลาดแกมโกง  เจ้าคิดถึงตัวเจ้าเองเป็นอันดับแรก โดยคิดว่า ‘หากฉันพูดขึ้น มันจะมีประโยชน์ต่อฉันอย่างไร?  หากฉันพูดขึ้นและทำให้ใครบางคนไม่พอใจ พวกเราจะเข้ากันได้อย่างไรในอนาคต?’  นี่คือความรู้สึกนึกคิดที่ฉลาดแกมโกง ถูกต้องหรือไม่?  นี่ไม่ใช่ผลของอุปนิสัยที่ฉลาดแกมโกงหรอกหรือ?  อีกหนึ่งนั้นคือ อุปนิสัยใจร้ายและเห็นแก่ตัว  เจ้าคิดว่า ‘ความสูญเสียต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกี่ยวอะไรกับฉันหรือ?  ทำไมฉันถึงควรใส่ใจ?  ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันสักนิด  ต่อให้ฉันมองเห็นการนั้นและได้ยินว่าการนั้นเกิดขึ้น ฉันก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย  นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน—ฉันไม่ใช่ผู้นำนี่นา’  สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นอยู่ข้างในตัวเจ้า ราวกับสิ่งเหล่านั้นผลิออกมาจากจิตไร้สำนึกของเจ้า และราวกับว่า สิ่งเหล่านั้นเข้ายึดครองตำแหน่งอันถาวรทั้งหลายในหัวใจของเจ้า—สิ่งเหล่านั้นคืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของมนุษย์  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเหล่านี้ควบคุมความคิดของพวกเจ้าและพันธนาการมือและเท้าของพวกเจ้า และอุปนิสัยเหล่านั้นควบคุมปากของเจ้า  เมื่อเจ้าต้องการกล่าวอะไรบางอย่าง คำพูดทั้งหลายมาถึงริมฝีปากเจ้าแต่เจ้ากลับไม่กล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมา หรือ หากเจ้าพูดออกมาจริงๆ คำพูดของเจ้าก็วกวน อันเป็นการทิ้งช่องว่างให้เจ้ามีโอกาสเปลี่ยนคำ—เจ้าไม่พูดอย่างชัดเจนเลย  ผู้อื่นไม่รู้สึกอะไรเลยหลังจากที่ได้ยินเจ้า และสิ่งที่เจ้าได้พูดไปนั้นจึงไม่ได้แก้ไขปัญหานั้นแต่อย่างใดเลย  เจ้าคิดกับตัวเองว่า ‘เอาเถอะ ฉันได้พูดไปแล้ว  มโนธรรมของฉันผ่อนคลาย  ฉันได้ลุล่วงความรับผิดชอบของฉันแล้ว’  ในความจริงนั้น เจ้ารู้อยู่ในหัวใจว่า เจ้าไม่ได้กล่าวทั้งหมดที่เจ้าควรกล่าว รู้ว่าสิ่งที่เจ้ากล่าวไปแล้วนั้นไม่มีผลเลย และรู้ว่า อันตรายเสียหายต่องานในพระนิเวศของพระเจ้าก็ยังคงอยู่  เจ้ายังไม่ได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้า ทว่าเจ้ากลับกล่าวอย่างชัดแจ้งว่า เจ้าได้ลุล่วงความรับผิดชอบของเจ้าแล้ว หรือกล่าวว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นไม่ชัดเจนต่อเจ้า  เช่นนั้นแล้ว เจ้าไม่ใช่อยู่ภายใต้การควบคุมของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเจ้าอย่างครบบริบูรณ์หรอกหรือ?” (“มีเพียงบรรดาผู้ที่ปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่ยำเกรงพระเจ้า” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ทุกถ้อยคำในพระวจนะของพระเจ้า ฟาดลงมาที่ผมราวกับสายฟ้า ราวกับผมได้เผชิญหน้ากับพระองค์ตัวต่อตัวตอนที่พระองค์พิพากษาและตีแผ่ผม ผมรู้สึกผิดมาก ผมได้เห็นอย่างชัดเจนว่าบราเดอร์เถียนไม่ได้แบกรับภาระใดๆ หน้าที่ของตัวเองเลย และมันทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า แต่ผมก็แค่ทำตัวเป็นคนดี เพื่อจะได้ปกป้องความสัมพันธ์ของผมกับเขาไว้ ทำเป็นปิดหูปิดตาไปซะ ผมเคยรวบรวมความกล้าที่จะชี้ปัญหาให้เขาทราบ แต่แล้วผมก็ยั้งเอาไว้ ไม่กล้าพูดเรื่องแก่นแท้กับผลอันตรายที่ตามมาของการกระทำของเขา และผมก็หลอกตัวเองด้วยการคิดว่าผมเอาความจริงมาปฏิบัติแล้ว ผมได้เห็นถึงอันตรายที่ผู้นำเท็จทำต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้ แต่เพื่อรักษาตัวเองเอาไว้ ผมจึงไม่ได้ตีแผ่และรายงานเรื่องเขาไป ผมยินดีที่จะทำให้พระเจ้าทรงขุ่นเคือง มากกว่าจะทำให้คนขุ่นเคือง การทำตัวแบบนั้นทำให้ผมกลายเป็นลูกสมุนของซาตาน การยืนอยู่ข้างผู้นำเท็จ เกลือกกลั้วอยู่ในโคลนตมกับเขา ทำให้งานของคริสตจักรล่าช้า นี่คือสิ่งที่น่ารังเกียจและน่าขยะแขยงสำหรับพระเจ้า พระเจ้าทรงยกระดับผม ทรงอนุญาตให้ผมได้ทำหน้าที่ผู้นำคริสตจักร ด้วยทรงหวังว่าผมจะสามัคคีธรรมตามความจริง จะแก้ไขปัญหาของพี่น้องชายหญิง รวมถึงค้ำจุนงานของคริสตจักรได้ แต่ผมกลับเอาแต่ปกป้องความสัมพันธ์ส่วนตัว และพะเน้าพะนอผู้นำเท็จขณะที่เขาก่อกวนงานของคริสตจักร ผมได้เห็นว่าตัวเองไร้ซึ่งการพลีอุทิศในหน้าที่โดยสิ้นเชิง ผมไม่ใช่แค่ล้มเหลวในการปฏิบัติความจริง แต่ผมยังทำการฝ่าฝืนอีกด้วย ผมทำให้พระมานะอุตสาหะของพระเจ้าด้อยค่าลง ในที่สุดผมก็ได้เห็นว่า คนที่ชอบเอาใจผู้อื่น จริงๆ แล้วไม่ใช่คนดี แต่พวกเขาเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและเจ้าเล่ห์ การตระหนักเรื่องนี้ได้ทำให้ผมผิดหวังมาก และผมก็รู้สึกแย่กับตัวเอง ผมรู้ว่าผมไม่สามารถเป็นคนชอบเอาใจผู้อื่นได้อีกต่อไป แต่ผมต้องนำความจริงมาปฏิบัติและตีแผ่บราเดอร์เถียนที่ไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ผมต้องบอกความจริงกับเหล่าผู้นำ เรื่องปัญหาของเขาและเลิกปิดบังเพื่อเขา

คืนเดียวกันนั้น ผมเขียนจดหมายถึงผู้นำเรื่องการทำงานของบราเดอร์เถียน หลังเขียนจดหมายเสร็จ ผมรู้สึกสบายใจและสงบสุขมาก และผมก็รู้สึกเหมือนว่า ในที่สุดผมก็เริ่มมีความยุติธรรม รวมถึงผมไม่ได้ต่ำช้าและน่ารังเกียจอย่างที่เคยเป็นเมื่อก่อนแล้ว อย่างที่พระเจ้าตรัสว่า “หากเจ้าสามารถลุล่วงความรับผิดชอบทั้งหลายของเจ้า ปฏิบัติภาระผูกพันและหน้าที่ของเจ้า พักวางความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของเจ้าไว้ก่อน พักวางความตั้งใจและสิ่งจูงใจทั้งหลายของตัวเจ้าเองไว้ก่อน คำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า และวางผลประโยชน์ของพระเจ้าและพระนิเวศของพระองค์ไว้เป็นอันดับแรก แล้วหลังจากผ่านประสบการณ์กับการนี้ไปสักพัก เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือหนทางที่ดีงามในการดำรงชีวิต  มันเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ ปราศจากการเป็นบุคคลต่ำช้า หรือไม่มีอะไรดีสักอย่าง และเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างยุติธรรมและมีเกียรติ มากกว่าการเป็นคนใจแคบหรือใจร้าย  เจ้าจะรู้สึกว่านี่คือวิธีที่บุคคลหนึ่งควรดำรงชีวิตและปฏิบัติตน  ความพึงปรารถนาภายในหัวใจของเจ้าที่จะสนองผลประโยชน์ของเจ้าเองจะลดลงทีละน้อยๆ” (“จงมอบหัวใจอันแท้จริงของเจ้าแด่พระเจ้า และเจ้าจึงจะสามารถได้มาซึ่งความจริง” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  วันรุ่งขึ้นพอผมเจอบราเดอร์เถียน ผมก็สามัคคีธรรมกับเขา ชำแหละปัญหาในหน้าที่ของเขา และได้พูดถึงธรรมชาติกับผลที่ตามมาจากการไม่ใส่ใจและทำงานแบบลวกๆ หลังฟังผมพูดจนจบ เขาก็ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ต่อมา ผ่านการทำงานโดยทั่วไปของเขา ผู้นำของเราก็ได้ตัดสินใจ ว่าเขาไม่ได้ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง เขาเป็นผู้นำเท็จ และเขาถูกปลดออก แม้ว่าเขาจะเสียตำแหน่งของตัวเองไป ผมก็ยังต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เขาทำกับงานของคริสตจักรอย่างปฏิเสธไม่ได้ ผมสาบานกับตัวเอง ว่าผมจะไม่มีวันเป็นคนชอบเอาใจผู้อื่นอีก ว่าผมจะไม่ขัดขวางงานของคริสตจักรอีกต่อไป

หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็เริ่มทำหน้าที่กับบราเดอร์ลี่ ผู้ได้มาเป็นผู้นำคริสตจักร เราแบ่งปันสามัคคีธรรมและหารือถึงความยากลำบากที่เราเผชิญในงาน เวลาผมตกอยู่ในสภาวะที่ย่ำแย่ เขาก็ช่วยผมผ่านการสามัคคีธรรม เราเข้ากันได้ดีมากครับ แต่ผ่านไปสักพัก ก็ชัดเจนว่าบราเดอร์ลี่ไม่ได้ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงในหน้าที่ของเขา เขาสามัคคีธรรมแค่เพียงผ่านๆ แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาความยากลำบากในชีวิตจริงของพี่น้องชายหญิง ผมนึกขึ้นได้ว่าบราเดอร์ลี่ไร้ความรับผิดชอบมากๆ และผมควรสามัคคีธรรมกับเขา หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ยกเรื่องนี้มาคุยกับเขา รวมถึงตีแผ่ธรรมชาติและผลที่ตามมาของการที่เขาทำหน้าที่ในทางนั้น

ผมสังเกตเห็นว่า แม้จะผ่านไปสักพักแล้ว บราเดอร์ลี่ก็ยังไม่ปรับปรุงทัศนคติที่มีต่อหน้าที่ของตัวเอง และยิ่งกว่านั้น เขามักจะไล่ตามชื่อเสียงและสถานะอยู่เสมอ เวลาที่เขาไม่ประสบความสำเร็จในงาน และไม่ได้รับการชื่นชมนับถือจากคนอื่น เขาก็จะหลายเป็นคนคิดลบ และไม่สนใจงานของคริสตจักรเลย ผมไปสามัคคีธรรมกับเขาอีกครั้ง และขอให้เขา ทบทวนตัวเองและพยายามเข้าใจแรงจูงใจในหน้าที่ของตัวเอง ในตอนนั้น เขายอมรับว่ามุมมองต่อการไล่ตามเสาะหาของเขานั้นผิด แต่หลังจากนั้น สภาวะของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ผมตระหนักได้ว่า ถ้าเขายังทำหน้าที่แบบนั้นต่อไป มันคงจะสร้างความเสียหายแก่งานของคริสตจักร ผมจึงตัดสินใจบอกให้ผู้นำทราบ แต่ทันทีที่ผมหยิบปากกาขึ้นมาและเตรียมพร้อมจะเขียนจดหมาย ผมก็คิดว่า “ถ้าเหล่าผู้นำรู้เรื่องพฤติกรรมของบราเดอร์ลี่ พวกเขาจะต้องทำตามหลักปฏิบัติและไล่เขาออกแน่นอน บราเดอร์ลี่ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตัวเองมาก ถ้าเขาถูกไล่ออก เขาจะไม่โกรธผมเอาเหรอ ตอนที่ผมเริ่มทำหน้าที่ของตัวเอง เขาก็มักจะแบ่งปันสามัคคีธรรมและช่วยเหลือผม ถ้าผมรายงานเรื่องปัญหาของเขาไปตอนนี้ เขาจะไม่คิดว่าผมใจจืดใจดำเหรอ หลังจากนั้นผมจะสู้หน้าเขาได้ยังไง” แล้วผมก็ตระหนักได้ว่า ผมกำลังจะกลายเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้อื่นอีกแล้ว และผมไม่ค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ผมค่อนข้างรู้สึกผิดกับเรื่องนี้ ก็เลยรีบกล่าวคำอธิษฐานว่า “พระเจ้า ข้าพระองค์ได้เห็นปัญหาของบราเดอร์ลี่ และอยากรายงานเรื่องปัญหาพวกนั้น แต่ข้าพระองค์ก็กลัวว่าจะทำให้เขาไม่พอใจ ข้าพระองค์ตระหนักถึงความจริงเป็นอย่างดีแต่ก็นำมาปฏิบัติไม่ได้ นั่นไม่ใช่การค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า โอ้พระเจ้า โปรดทรงนำให้ข้าพระองค์ได้รู้จักตัวเอง เพื่อให้ข้าพระองค์ได้กลับใจและเปลี่ยนแปลงด้วยเถิด”

หลังจากอธิษฐาน ฉันอ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามโดยผ่านทางการศึกษาและอิทธิพลของพวกรัฐบาลแห่งชาติกับของผู้มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่  คำพูดฝ่ายผีปีศาจของพวกเขาได้กลายเป็นธรรมชาติชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  ‘ทุกคนทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’ เป็นหนึ่งคติพจน์เยี่ยงซาตานอันเป็นที่รู้จักกันดีที่ได้ถูกปลูกฝังเข้าไปในทุกคนและที่ได้กลายเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  ยังมีคำพูดอื่นๆ ของปรัชญาทั้งหลายสำหรับการดำรงชีวิตที่เป็นเหมือนคติพจน์นี้อยู่อีก  ซาตานใช้วัฒนธรรมตามประเพณีอันประณีตของแต่ละชนชาติในการให้การศึกษาผู้คน เป็นเหตุให้มวลมนุษย์ตกลงไปและถูกกลืนกินโดยนรกขุมลึกแห่งการทำลายล้างซึ่งไร้พรมแดน และในตอนสุดท้ายแล้ว ผู้คนก็ถูกพระเจ้าทรงทำลายเพราะพวกเขารับใช้ซาตานและต้านทานพระเจ้า…ยังคงมีพิษซาตานอีกมากมายในชีวิตของผู้คน ในการประพฤติปฏิบัติและพฤติกรรมของพวกเขา พวกเขาแทบจะไม่ครองความจริงแต่อย่างใดเลย  ตัวอย่างเช่น ปรัชญาทั้งหลายของพวกเขาสำหรับการดำรงชีวิต หนทางของพวกเขาในการทำสิ่งทั้งหลาย และคำคมสารพันล้วนเต็มไปด้วยสารพัดพิษของพญานาคใหญ่สีแดง และพวกมันทั้งหมดล้วนมาจากซาตาน  ด้วยเหตุนั้น ทุกสรรพสิ่งซึ่งไหลเวียนผ่านกระดูกและเลือดของผู้คนเป็นสรรพสิ่งของซาตาน…มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึก  น้ำพิษของซาตานไหลเวียนผ่านเลือดของทุกบุคคล และสามารถเห็นได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเสื่อมทราม ชั่ว และเป็นปฏิกิริยานิยม เต็มอิ่มและชุ่มแช่อยู่ในปรัชญาทั้งหลายของซาตาน—ในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันนั้น มันคือธรรมชาติหนึ่งซึ่งทรยศพระเจ้า  นี่คือเหตุผลที่ผู้คนต้านทานพระเจ้าและยืนหยัดอยู่ในการต่อต้านพระเจ้า” (“วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)

ผ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ได้เข้าใจว่าการทำตัวเป็นคนที่ชอบเอาใจผู้อื่นของผม มีรากฐานมาจากการเป็นคนเห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ ทุจริต และเจ้าเล่ห์เกินไป ผมมักจะวางผลประโยชน์ส่วนตัวไว้เหนือทุกสิ่ง ผมใช้ชีวิตโดยกฎของซาตานเพื่อเอาตัวรอด และมุมมองอย่าง “มนุษย์ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม” “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีงามและยาวนาน” “คิดก่อนพูดแล้วพูดอย่างสงวนท่าที” และ “จงอย่าชกผู้คนใต้เข็มขัด” ผมปิดปากเงียบต่อปัญหาของคนอื่น ไม่ว่าผมจะจัดการกับใครอยู่ก็ตาม คิดว่านั่นคงทำให้ผมเป็นที่รักของคนอื่น พวกเขาคงจะชอบผม ผมปกป้องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทุกๆ ที่ ผมปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาคนอื่น ทุกอย่างที่ผมทำเจือปนไปด้วยแรงจูงใจและสิ่งแปดเปื้อน ราวกับเป็นแผนการเจ้าเล่ห์ของซาตาน ผมรู้ว่า บราเดอร์เถียนไม่ได้รู้สึกถึงความรับผิดชอบใดๆ ในหน้าที่ของเขา รวมถึงเขาก่อกวนและทำให้งานของคริสตจักรล่าช้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ผมก็ยังคงไม่พูดถึงรายละเอียดปัญหาของเขา หรือรายงานให้ผู้นำทราบ กลัวว่ามันจะทำให้เขาขุ่นเคือง และหวังจะรักษาภาพลักษณ์ในสายตาเขา สิ่งนี้สร้างความเสียหายให้งานของคริสตจักร และล่าสุด ผมเห็นว่าบราเดอร์ลี่เอาแต่จดจ่ออยู่กับการไล่ตามชื่อเสียงและสถานะในหน้าที่ และเขาก็ไม่รับผิดชอบต่องานของคริสตจักรเลย ผมยังรู้ด้วยว่า เขาไม่มีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับตัวเองเลย รู้ว่าเขาไม่เหมาะกับหน้าที่นั้น และผมควรบอกผู้นำทันที เพื่อปกป้องงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ยังไงก็ตาม ผมกังวลว่าเขาจะโกรธเคืองผม และผลประโยชน์กับชื่อเสียงของผมจะเสียหาย ผมจึงอยากรับบทคนที่ชอบเอาใจผู้อื่นอีกครั้ง ผมตระหนักได้ว่า ผมกำลังใช้ชีวิตอยู่โดยหลักปรัชญาชีวิตเยี่ยงซาตานในทุกหนแห่ง วางผลประโยชน์ส่วนตัวและชื่อเสียงเอาไว้เหนือทุกสิ่ง โดยไม่พิจารณาถึงงานของคริสตจักรเลย ผมเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจจริงๆ ครับ ผมมองดูเรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้น เพราะผมกำลังใช้ชีวิตแบบคนที่ชอบเอาใจผู้อื่นตามหลักปรัชญาชีวิตเยี่ยงซาตาน

ผมเคยคิดว่า การเข้ากันได้ดีกับทุกคน และไม่ทำร้ายความรู้สึกคนอื่นทำให้ผมเป็นคนดี แต่ความเป็นจริงแสดงให้ผม ว่าแม้คนชอบเอาใจผู้อื่นจะดูเหมือนไม่เคยทำร้ายคนอื่น แต่เวลาพวกเขาเห็นใครใช้ชีวิตอยู่ในอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ถูกซาตานทำให้เสียหาย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักร เรื่องเดียวที่พวกเขาใส่ใจคือ การปกป้องผลประโยชน์และความสัมพันธ์ส่วนตัวเอาไว้ พวกเขาไม่สามารถยืนอยู่ข้างความจริงเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนพี่น้องชายหญิง รวมถึงค้ำจุนงานของคริสตจักรได้ คนที่ชอบเอาใจผู้อื่นอาจดูเป็นคนดีที่ยุติธรรมและเข้าใจคนอื่น แต่ทั้งหมดก็เป็นแค่เปลือกนอก ลึกลงไปในหัวใจ พวกเขาคิดถึงแค่ผลประโยชน์ส่วนตัว พวกเขาถึงขนาดมองดูงานของคริสตจักรถูกทำให้เสียหาย และขั้นตอนการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงล่าช้าไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย พวกเขาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวแบบให้คนอื่นเป็นผู้เสียหายแทน ความเป็นมนุษย์ในการทำแบบนั้นอยู่ที่ไหน มันชัดเจนมากว่าพวกเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคดที่มีปลิ้นปล้อน หลอกลวง ร้ายกาจ และน่ารังเกียจ ผมรู้สึกละอายใจมากตอนตระหนักเรื่องนี้ได้ ผมได้เพลิดเพลินกับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า แต่พอเผชิญกับปัญหา ผมกลับยืนอยู่ข้างซาตานในฐานะคนที่ชอบเอาใจผู้อื่น แบบนั้นจะเป็นการทำหน้าที่ของผมได้ยังไง ผมเอาใจศัตรูและแว้งกัดคนที่ให้อาหารผม ผมเป็นหนึ่งในลูกไล่ของซาตานที่รบกวนงานของคริสตจักร ทำชั่วและต่อต้านพระเจ้า!

การตระหนักสิ่งนี้ได้เป็นสิ่งน่ากลัวมากสำหรับผม ผมมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่ออธิษฐานทันที “พระเจ้า ข้าพระองค์ทำชั่วมามากมายนัก ข้าพระองค์สมควรถูกพระองค์ทรงลงโทษตั้งนานแล้ว แต่พระองค์ก็ยังทรงมอบโอกาสให้ข้าพระองค์ได้ทำหน้าที่ ข้าพระองค์รู้สึกขอบคุณพระเมตตาของพระองค์เหลือเกิน โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์อยากกลับใจ ได้โปรดทรงชี้และนำให้ข้าพระองค์ได้พบเส้นทางแห่งการปฏิบัติด้วยเถิด”

ต่อมา ผมได้อ่านสิ่งนี้ในพระวจนะของพระเจ้า “เมื่อความจริงมีอิทธิพลในหัวใจของเจ้า และได้กลายเป็นชีวิตของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้ามองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเชิงบวก เชิงลบ หรือชั่วร้ายเกิดขึ้น  ปฏิกิริยาในหัวใจของเจ้าก็แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง  ประการแรก เจ้ารู้สึกถึงการตำหนิและสำนึกรับรู้ถึงความไม่สบายใจ ตามมาทันทีด้วยความรู้สึกนี้ ที่ว่า ‘ฉันไม่สามารถแค่อยู่นิ่งเฉยและทำเป็นมองไม่เห็น  ฉันต้องยืนหยัดขึ้นและพูด ฉันต้องยืนหยัดขึ้นและรับหน้าที่ความรับผิดชอบ’  เช่นนั้นแล้ว เจ้าจึงจะสามารถยืนหยัดขึ้นและหยุดความประพฤติชั่วเหล่านี้ เปิดโปงสิ่งเหล่านั้น เพียรพยายามที่จะคุ้มภัยผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าและปกป้องพระราชกิจของพระเจ้าจากการถูกรบกวนได้  ไม่เพียงแค่เจ้าจะมีความกล้าหาญและการตัดสินใจแน่วแน่นี้ และเจ้าจะสามารถเข้าใจเรื่องนั้นอย่างครบบริบูรณ์เท่านั้น แต่เจ้ายังจะลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบที่เจ้าควรทำเพื่อพระราชกิจของพระเจ้าและเพื่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระองค์ด้วย และหน้าที่ของเจ้าก็จะได้รับการทำให้ลุล่วงด้วยเหตุนั้น  การนั้นจะได้รับการทำให้ลุล่วงอย่างไร?  การนั้นจะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยผ่านทางการที่ความจริงใช้ผลกระทบของมันต่อเจ้าและกลายเป็นชีวิตของเจ้า” (“มีเพียงบรรดาผู้ที่ปฏิบัติความจริงเท่านั้นที่ยำเกรงพระเจ้า” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)  “ในคริสตจักร จงตั้งมั่นในคำพยานของเจ้าที่มีต่อเรา ค้ำจุนความจริง ถูกคือถูก ผิดคือผิด  จงอย่าสับสนระหว่างขาวกับดำ  เจ้าจะทำสงครามกับซาตานและต้องกำราบมันให้สิ้นซากเพื่อที่มันจะไม่มีวันผงาดขึ้นมาอีก  พวกเจ้าต้องมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ามีเพื่อปกป้องคำพยานแห่งเรา  นี่จะเป็นเป้าหมายแห่งการกระทำของพวกเจ้า—จงอย่าลืมการนี้เสีย” (“บทที่ 41” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  การอ่านพระวจนะของพระเจ้าช่วยให้ผมเข้าใจ ว่าในหน้าที่ ผมต้องใส่ใจน้ำพระทัยของพระเจ้าและเอาผลประโยชน์ของคริสตจักรมาเป็นอันดับแรกเสมอ ถ้าผมพบอะไรบางอย่างที่ละเมิดหลักปฏิบัติแห่งความจริง ผมก็ไม่สามารถปกป้องความสัมพันธ์ด้วยอารมณ์ความรู้สึก รวมถึงคุ้มครองผลประโยชน์ส่วนตัวได้ ผมต้องกล้าเอาเรื่องลบๆ มาพูด ทำสิ่งต่างๆ ให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติและค้ำจุนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า นี่คือหนทางเดียวที่จะทำหน้าที่และความรับผิดชอบของผมให้ลุล่วงได้ บราเดอร์ลี่เป็นผู้นำคริสตจักร ดังนั้น ถ้าผมพบปัญหาในวิธีทำหน้าที่ของเขาแต่ไม่เอามาพูด มันจะไม่ใช่แค่สร้างความเสียหายต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อตัวบราเดอร์ลี่ด้วย ผมรู้ว่า หลังจากนั้นไม่ว่าเขาจะคิดกับผมหรือปฏิบัติกับผมยังไง ผมก็ต้องค้ำจุนความจริงและรายงานปัญหาของเขาครับ ขณะที่ผมกำลังเตรียมพร้อมที่จะเขียนจดหมาย ผู้นำก็จัดการเตรียมการการชุมนุมให้เรา ในการชุมนุม ผมได้แบ่งปันทุกสิ่งเกี่ยวกับการทำงานของบราเดอร์ลี่ หลังจากผู้นำตรวจสอบทุกอย่างในวันถัดมา และยืนยันว่าบราเดอร์ลี่ไม่สามารถทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ เขาย่อหย่อนต่อหน้าที่ของตัวเอง การทำแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกสบายใจและสงบสุขมากครับ

เมื่อก่อน ผมไม่เคยรู้จักตัวเองเลย ผมมักเป็นคนชอบเอาใจผู้อื่นที่ใช้ชีวิตโดยหลักปรัชญาเยี่ยงซาตานในทุกสิ่ง ผมปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง กลัวว่าจะเพลี่ยงพล้ำและทำลายความสัมพันธ์ของตัวเองกับคนอื่น ผมปิดปากเงียบแม้แต่ตอนที่รู้ว่าคนอื่นทำผิด ผมไม่สามารถค้ำจุนหลักปฏิบัติแห่งความจริงได้ และผมไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า ผมใช้ชีวิตมาโดยไม่มีศักดิ์ศรีหรือความซื่อสัตย์เลยครับ ด้วยการปล่อยวางความปรารถนาที่เห็นแก่ตัวของตัวเอง ได้มีหัวใจที่เคารพยำเกรงพระเจ้าในหน้าที่ และค้ำจุนหลักปฏิบัติรวมถึงปกป้องงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้ ทำให้ตอนนี้ผมรู้สึกสงบสุขอย่างที่สุด ผมรู้สึกว่า นี่คือหนทางเดียวที่ใช้จะชีวิตด้วยความคล้ายมนุษย์ได้ ผมรู้สึกขอบคุณความรอดของพระเจ้ามากๆ ครับ!

ก่อนหน้า: 50. อะไรอยู่เบื้องหลังคำว่า “ภาพลักษณ์ที่ดี”

ถัดไป: 52. ลาก่อน จอมตามใจ!

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

75. การทดสอบนี้ของฉัน

โดย Zhongxin, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “กิจการของเรามีมากกว่าจำนวนของเม็ดทรายบนชายหาด...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้