1. พวกเราเชื่อว่า การพิพากษาหน้ามหาพระบัลลังก์สีขาวอ้างถึง โต๊ะตัวใหญ่ที่พระเจ้าทรงตั้งขึ้นในสวรรค์ ซึ่งบุคคลแต่ละคนคุกเข่าอยู่บนพื้นเพื่อสารภาพบาปที่พวกเขาได้กระทำมาตลอดชีวิตของพวกเขา ซึ่งหลังจากนั้นพระเจ้าก็ทรงกำหนดพิจารณาว่าจะให้พวกเขาเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์หรือลงไปสู่นรก  ในขณะเดียวกัน พวกคุณก็ให้คำพยานว่า พระเจ้าได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกในเนื้อหนัง และว่าพระองค์กำลังทรงแสดงความจริงและกำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของยุคสุดท้าย   ทำไมนี่จึงต่างไปจากความเข้าใจของพวกเราเอง?  การพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าทั้งหมดแล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกันแน่?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า” (1 เปโตร 4:17)

เราไม่พิพากษาคนที่ได้ยินถ้อยคำของเราและไม่ทำตาม เพราะว่าเราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด  ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:47-48)

เพราะว่าพระบิดาไม่ทรงพิพากษาใคร แต่ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร” (ยอห์น 5:22)

และทรงให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะทำการพิพากษาเพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์” (ยอห์น 5:27)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

ในการพิพากษาซึ่งเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้าซึ่งถูกกล่าวถึงหลายครั้งในอดีตกาล “การพิพากษา” ของถ้อยคำเหล่านี้เกี่ยวกับการพิพากษาที่ในวันนี้พระเจ้าทรงแสดงการตัดสินบรรดาผู้ที่มาอยู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระองค์ในยุคสุดท้าย บางทีอาจมีพวกคนที่เชื่อในจินตนาการเหนือธรรมชาติเช่นนั้น เมื่อยุคสุดท้ายมาถึง พระเจ้าจะทรงตั้งโต๊ะขนาดใหญ่ขึ้นในสวรรค์ซึ่งบนนั้นมีผ้าปูโต๊ะสีขาวคลี่คลุมไว้ และจากนั้น พระองค์ซึ่งประทับอยู่บนพระมหาบัลลังก์โดยมีมนุษย์ทุกคนคุกเข่าอยู่ที่พื้น จะทรงเปิดเผยบาปทั้งหลายของแต่ละคน แล้วจึงกำหนดพิจารณาว่าพวกเขาจะขึ้นสู่สวรรค์หรือถูกส่งลงไปในบึงไฟและกำมะถัน ไม่ว่ามนุษย์จะจินตนาการอะไร มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของพระราชกิจของพระเจ้าได้ จินตนาการทั้งหลายของมนุษย์ไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากสิ่งที่สร้างจากความคิดของมนุษย์ พวกมันมาจากสมองของมนุษย์ ถูกสรุปย่อและปะติดปะต่อเข้าด้วยกันจากสิ่งที่มนุษย์ได้เห็นและได้ยินมา ดังนั้นเราจึงบอกว่า ไม่ว่าภาพที่คิดฝันขึ้นนั้นจะโชติช่วงเพียงใด พวกมันก็เป็นเพียงการนำเสนอด้วยภาพและไม่สามารถทดแทนแผนการแห่งพระราชกิจของพระเจ้าได้  จะว่าไปแล้ว มนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไป ดังนั้นจะให้เขาสามารถหยั่งลึกถึงพระดำรินานาของพระเจ้าได้เช่นไรกัน?  มนุษย์คิดฝันว่าพระราชกิจของพระเจ้าในการพิพากษาเป็นบางสิ่งที่อลังการเลิศหรู เขาเชื่อว่าเนื่องจากพระเจ้าเป็นผู้ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยพระองค์เอง เช่นนั้นแล้วพระราชกิจนี้จึงต้องมีขนาดมหึมาที่สุดและปุถุชนธรรมดาไม่มีทางจับใจความได้และต้องดังกึกก้องไปทั่วฟ้าสวรรค์และสั่นสะเทือนแผ่นดินโลก หากไม่เป็นเช่นนั้น มันจะสามารถเป็นพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยพระเจ้าได้อย่างไรกัน?  เขาเชื่อว่าเพราะนี่คือพระราชกิจแห่งการพิพากษา เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะต้องทรงภูมิฐานและสง่างามน่าเกรงขามเป็นพิเศษในขณะที่พระองค์ทรงพระราชกิจ และพวกผู้ที่กำลังถูกพิพากษาจะต้องร้องโหยหวนด้วยน้ำตาและคุกเข่าวิงวอนขอความเมตตา ฉากเหตุการณ์เช่นนี้คงดูน่าตื่นเต้นและเร้าใจลึกล้ำอย่างแน่นอน…ทุกคนจินตนาการว่าพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าจะต้องน่าอัศจรรย์ อย่างไรก็ตาม เจ้ารู้หรือไม่ว่าในขณะที่พระเจ้าได้ทรงเริ่มพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์นานมาแล้ว เจ้ายังคงซุกตัวอยู่ในภวังค์อันเงียบสงบ?  ว่าในขณะที่เจ้าคิดว่าพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะแล้ว พระเจ้าจะได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นมาใหม่แล้วหรือไม่?  ในเวลานั้น บางทีเจ้าอาจจะเพิ่งได้เข้าใจความหมายของชีวิตเท่านั้น แต่พระราชกิจแห่งการลงโทษอันไร้ปราณีของพระเจ้าจะนำพาเจ้าที่ยังคงอยู่ในอาการหลับลึกลงสู่นรก เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจะตระหนักในฉับพลันว่าพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าได้สิ้นสุดลงแล้ว

ตัดตอนมาจาก “พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

บางคนเชื่อว่าพระเจ้าอาจจะเสด็จมายังแผ่นดินโลกและทรงปรากฏต่อมนุษย์ในบางเวลาที่ไม่มีใครรู้ ซึ่งหลังจากนั้นพระองค์จะทรงพิพากษามวลมนุษย์ทั้งหมดโดยพระองค์เอง โดยทรงทดสอบพวกเขาทีละคนโดยไม่มีผู้ใดถูกปล่อยไว้เลย  บรรดาผู้ที่คิดในหนทางนี้ไม่รู้จักพระราชกิจแห่งการจุติมาเป็นมนุษย์ในช่วงระยะนี้  พระเจ้าไม่ทรงพิพากษามนุษย์ทีละคน และพระองค์ไม่ทรงทดสอบมนุษย์ทีละคน การทำดังนั้นคงจะไม่ใช่พระราชกิจแห่งการพิพากษา  ความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ทั้งหมดไม่เหมือนกันหรอกหรือ? เนื้อแท้ของมวลมนุษย์ทั้งหมดไม่เหมือนกันหรอกหรือ? สิ่งที่ได้รับการพิพากษาคือเนื้อแท้ที่เสื่อมทรามของมวลมนุษย์ เนื้อแท้ของมนุษย์ที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และบาปต่างๆ  ทั้งหมดของมนุษย์  พระเจ้าไม่ทรงพิพากษาความผิดหยุมหยิมและไม่มีนัยสำคัญของมนุษย์  พระราชกิจแห่งการพิพากษาคือตัวแทน และมิใช่ดำเนินการเพื่อบุคคลเฉพาะคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ  ตรงกันข้าม มันคือพระราชกิจที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งได้รับการพิพากษาเพื่อเป็นสิ่งแทนการพิพากษามวลมนุษย์ทั้งปวง  พระเจ้าในเนื้อหนังทรงใช้พระราชกิจของพระองค์เพื่อเป็นสิ่งแทนพระราชกิจแห่งมวลมนุษย์ทั้งหมดโดยการทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์กับผู้คนกลุ่มหนึ่งโดยพระองค์เอง ซึ่งหลังจากนั้นมันจะค่อยๆ  แผ่ออกไปทีละน้อย  นี่คือลักษณะของพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยเช่นกัน  พระเจ้ามิได้ทรงพิพากษาบุคคลเฉพาะประเภทใดประเภทหนึ่งหรือผู้คนเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่แทนที่จะเป็นนั้น ทรงพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมวลมนุษย์ทั้งหมดแทน—ตัวอย่างเช่น การต่อต้านพระเจ้าของมนุษย์ หรือการไม่เคารพต่อพระองค์ของมนุษย์ หรือการรบกวนพระราชกิจของพระเจ้าของมนุษย์ เป็นต้น  สิ่งที่ได้รับการพิพากษาคือเนื้อแท้แห่งการต่อต้านพระเจ้าของมวลมนุษย์ และพระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในยุคสุดท้าย  พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ที่มนุษย์ได้เป็นประจักษ์พยานคือพระราชกิจแห่งการพิพากษาต่อหน้าพระบัลลังก์ใหญ่สีขาวในระหว่างยุคสุดท้าย ซึ่งมนุษย์ได้คิดฝันในระหว่างอดีตกาล  พระราชกิจที่พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์กำลังทรงกระทำอยู่ปัจจุบันนี้คือการพิพากษาต่อหน้าพระบัลลังก์ใหญ่สีขาวอย่างแน่นอน  พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ในวันนี้คือพระเจ้าผู้ซึ่งทรงพิพากษามวลมนุษย์ทั้งหมดในระหว่างยุคสุดท้าย  เนื้อหนังนี้และพระราชกิจของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ และพระอุปนิสัยของพระองค์คือความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระองค์  ถึงแม้ว่าขอบเขตของพระราชกิจของพระองค์จะถูกจำกัด และมิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับจักรวาลทั้งหมดทั้งมวล แต่เนื้อแท้ของพระราชกิจแห่งการพิพากษาคือการพิพากษามวลมนุษย์ทั้งหมดโดยตรง—มิใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของประชากรที่ได้รับการเลือกสรรของประเทศจีน อีกทั้งมิใช่เพื่อประโยชน์ของผู้คนจำนวนน้อยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น  ในระหว่างพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังนี้ ถึงแม้ว่าขอบเขตของพระราชกิจนี้มิได้เกี่ยวข้องกับจักรวาลทั้งหมดทั้งมวล แต่มันเป็นสิ่งแทนพระราชกิจแห่งจักรวาลทั้งหมดทั้งมวล และหลังจากพระองค์ทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจภายในขอบเขตของพระราชกิจแห่งเนื้อหนังของพระองค์ พระองค์จะทรงขยายพระราชกิจนี้ไปถึงจักรวาลทั้งหมดทั้งมวลโดยทันที ในหนทางเดียวกันกับที่ข่าวประเสริฐของพระเยซูได้ถูกเผยแผ่ไปตลอดทั่วทั้งจักรวาลหลังจากการคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระองค์  ไม่ว่ามันจะเป็นพระราชกิจของพระวิญญาณหรือพระราชกิจของเนื้อหนังหรือไม่ก็ตาม มันคือพระราชกิจที่ดำเนินการอยู่ภายในขอบเขตที่จำกัด แต่เป็นพระราชกิจซึ่งเป็นสิ่งแทนพระราชกิจทั้งหมดทั้งมวล  ในระหว่างยุคสุดท้ายนั้น พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์โดยการทรงปรากฏในพระอัตลักษณ์ซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระองค์ และพระเจ้าในเนื้อหนังคือพระเจ้าผู้ทรงพิพากษามนุษย์ต่อหน้าบัลลังใหญ่สีขาว  ไม่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณหรือเนื้อหนังหรือไม่ก็ตาม พระองค์ผู้ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาก็ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพิพากษามวลมนุษย์ในระหว่างยุคสุดท้าย  การนี้ถูกกำหนดโดยขึ้นอยู่กับพระราชกิจของพระองค์ และมันมิได้ถูกกำหนดไปตามการทรงปรากฏภายนอกของพระองค์หรือปัจจัยอื่นๆ  ที่หลากหลาย  ถึงแม้มนุษย์จะเก็บงำมโนคติอันหลงผิดทั้งหลายเกี่ยวกับพระวจนะเหล่านี้ไว้  แต่ไม่มีสักคนที่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพิพากษาและการพิชิตชัยมวลมนุษย์ทั้งปวงของพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ได้  ไม่ว่ามนุษย์จะคิดถึงมันอย่างไร แต่ในที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงทั้งหลายก็คือข้อเท็จจริง  ไม่มีสักคนที่สามารถกล่าวได้ว่า “พระราชกิจนั้นดำเนินการโดยพระเจ้า แต่เนื้อหนังนั้นไม่ใช่พระเจ้า”  การนี้เป็นเรื่องไร้เหตุผล เพราะพระราชกิจนี้ไม่มีใครสักคนสามารถกระทำได้เว้นแต่พระเจ้าในเนื้อหนัง  ในเมื่อพระราชกิจนี้ได้ครบบริบูรณ์ไปแล้ว ภายหลังจากพระราชกิจนี้ก็จะไม่ปรากฏพระราชกิจแห่งการพิพากษามนุษย์ของพระเจ้าเป็นครั้งที่สอง พระเจ้าในการจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระองค์ได้ทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจทั้งหมดแห่งการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลไปแล้ว และจะไม่มีช่วงระยะที่สี่ของพระราชกิจของพระเจ้า  เนื่องจากผู้ที่ได้รับการพิพากษาคือมนุษย์ มนุษย์ผู้ซึ่งมีเนื้อหนังและถูกทำให้เสื่อมทรามไป และมันไม่ใช่วิญญาณของซาตานที่ได้รับการพิพากษาโดยตรง เพราะฉะนั้นพระราชกิจแห่งการพิพากษาจึงมิได้ดำเนินการในโลกฝ่ายวิญญาณ แต่ดำเนินการท่ามกลางมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์มากกว่า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในยุคสุดท้ายนั้น พระคริสต์ทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปรีชาญาณและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะซึ่งตีแผ่ให้เห็นว่ามนุษย์เหยียดหยันพระเจ้าอย่างไรนั้น ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตานและกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้า ในการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการ และตัดแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการ และการตัดแต่งเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ แต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ได้สูญเสียไปจนหมดสิ้น เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจให้ยอมหมอบราบต่อพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในน้ำพระทัยของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในบรรดาความล้ำลึกที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อผู้คนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ

ตัดตอนมาจาก “พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยในวันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าบทอวสานของมนุษย์จะเป็นอะไร  เหตุใดเราถึงพูดว่าการตีสอนและการพิพากษาในวันนี้คือการตัดสินต่อหน้ามหาบัลลังก์ใหญ่สีขาวในยุคสุดท้าย?  เจ้ามองไม่เห็นการนี้หรือ?  เหตุใดพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยจึงเป็นพระราชกิจช่วงระยะสุดท้าย?  พระราชกิจนี้ไม่ใช่เพื่อสำแดงว่ามนุษย์แต่ละประเภทจะพบกับบทอวสานรูปแบบใดหรอกหรือ?  พระราชกิจนี้ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนได้รับการตีสอนและการพิพากษาในระหว่างช่วงเวลาที่พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยดำเนินไป เพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา แล้วจากนั้นก็ได้รับการจำแนกตามประเภทของพวกเขาหรือ?  แทนที่จะกล่าวว่านี่เป็นการพิชิตมวลมนุษย์ อาจจะเป็นการดีกว่าที่จะกล่าวว่านี่กำลังแสดงให้เห็นว่าบุคคลแต่ละประเภทจะมีบทอวสานแบบใด  นี่เป็นเรื่องของการพิพากษาบาปของผู้คน และจากนั้นจึงเปิดเผยประเภทต่างๆ ของผู้คน ดังนั้นจึงเป็นการตัดสินว่าพวกเขาชั่วร้ายหรือชอบธรรม  หลังจากพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย พระราชกิจแห่งการประทานรางวัลสำหรับความดีและการลงโทษสำหรับความชั่วก็จะมาถึง  ผู้คนที่เชื่อฟังอย่างครบบริบูรณ์—ซึ่งหมายถึงผู้ที่ถูกพิชิตอย่างถ้วนทั่ว—จะได้รับการจัดให้อยู่ในขั้นตอนถัดไปในการเผยแพร่พระราชกิจของพระเจ้าไปยังทั่วทั้งจักรวาล ผู้ที่ไม่ถูกพิชิตจะถูกจัดให้อยู่ในความมืดและจะพบกับหายนะ  ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงจะได้รับการจำแนกตามประเภท พวกคนทำชั่วจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มความชั่วร้าย จะอยู่โดยไม่มีแสงอาทิตย์อีกเลย และผู้ชอบธรรมจะได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มความดี ได้รับความสว่างและใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างตลอดกาล

ตัดตอนมาจาก “ความจริงภายในเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระราชกิจแห่งการพิพากษาคือพระราชกิจของพระเจ้าเอง ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว พระเจ้าจึงต้องทรงพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เอง มนุษย์ไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้ เนื่องจากการพิพากษาคือการใช้ความจริงเพื่อครอบครองมนุษยชาติ จึงไม่มีคำถามเลยว่าพระเจ้าจะยังคงทรงปรากฏในภาพลักษณ์ที่เป็นมนุษย์เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจนี้ท่ามกลางมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในยุคสุดท้าย พระคริสต์จะทรงใช้ความจริงเพื่อสั่งสอนผู้คนทั่วโลกและทำให้ความจริงทั้งหมดเป็นที่รู้จักของพวกเขา นี่คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้า ผู้คนมากมายมีความรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับการทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้า เพราะผู้คนพบว่ามันยากที่จะเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงกลายเป็นเนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา อย่างไรก็ตาม เราต้องบอกเจ้าว่า บ่อยครั้งที่พระราชกิจของพระเจ้าไปไกลเกินความคาดหมายทั้งหลายของมนุษย์และเป็นเรื่องยากที่จิตใจของมนุษย์จะยอมรับ เพราะผู้คนเป็นเพียงหนอนแมลงบนแผ่นดิน ในขณะที่พระเจ้าทรงเป็นหนึ่งเดียวสูงสุดผู้เติมเต็มจักรวาล จิตใจของมนุษย์เปรียบเสมือนบ่อน้ำเน่าซึ่งแพร่พันธุ์หนอนแมลงเท่านั้น ในขณะที่แต่ละช่วงระยะของพระราชกิจซึ่งชี้นำโดยพระดำริของพระเจ้าคือสิ่งซึ่งกลั่นกรองจากพระปรีชาญาณของพระเจ้า ผู้คนพยายามชิงดีชิงเด่นกับพระเจ้าตลอดเวลา ซึ่งเราบอกเลยว่ามันชัดเจนอยู่ในตัวเองว่า ใครจะพลาดท่าเสียทีไปในที่สุด เราขอเตือนพวกเจ้าทุกคนว่า อย่าคิดว่าตนเองมีค่ายิ่งกว่าทองคำ หากคนอื่นๆ สามารถยอมรับการพิพากษาของพระเจ้า เหตุใดกันเจ้าถึงไม่สามารถ?  เจ้ายืนสูงกว่าคนอื่นๆ มากแค่ไหน?  หากคนอื่นๆ สามารถยอมศิโรราบต่อความจริง เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถเช่นกัน?  พระราชกิจของพระเจ้ามีแรงเหวี่ยงที่หยุดไม่ได้ พระองค์จะไม่ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาซ้ำอีกครั้งเพียงเพราะเจ้าได้ทรงทำ “ส่วนของเจ้า” และเจ้าจะถูกพิชิตด้วยความสลดใจที่ปล่อยให้โอกาสดีเช่นนี้หลุดลอยไป หากเจ้าไม่เชื่อถ้อยคำของเรา เช่นนั้นแล้ว จงแค่รอให้มหาบัลลังก์สีขาวบนท้องฟ้าแสดงการพิพากษาต่อเจ้าเถิด!  เจ้าต้องรู้ว่าคนอิสราเอลทั้งหมดผลักไสและปฏิเสธพระเยซู แต่กระนั้น ข้อเท็จจริงเรื่องการไถ่บาปมวลมนุษย์ของพระเยซูยังคงแพร่กระจายสู่ทุกปลายขอบของจักรวาล นี่ไม่ใช่ความเป็นจริงที่พระเจ้าทรงสร้างไว้เมื่อนานมาแล้วหรอกหรือ?  หากเจ้ายังคงกำลังรอให้พระเยซูพาเจ้าขึ้นสู่สวรรค์ เช่นนั้นแล้วเราก็บอกได้เลยว่าเจ้าคือตอไม้ที่ตายแล้ว[ก] พระเยซูจะไม่ทรงยอมรับผู้เชื่อจอมปลอมเช่นเจ้า ผู้ที่ไม่จงรักภักดีต่อความจริงและแสวงหาเพียงพระพรเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม พระองค์จะทรงแสดงความไร้เมตตาในการโยนเจ้าลงไปในบึงไฟเพื่อถูกเผาไหม้เป็นเวลานับหมื่นๆ ปี

ตัดตอนมาจาก “พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. ตอไม้ที่ตายแล้ว: สำนวนจีน หมายถึง “เกินกว่าที่จะช่วยได้”

ก่อนหน้า: 8. พวกคุณให้คำพยานว่า พระเจ้าแห่งยุคสุดท้ายได้ทรงจุติเป็นมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่ง  พวกเราไม่สามารถยอมรับการนั้นได้  ในพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า พระเยซูได้ทรงเรียกขานพระเจ้าในสวรรค์ว่าพระบิดา และพระเจ้าในสวรรค์ทรงเรียกขานพระเยซูว่าบุตรที่รัก  บิดาและบุตรทั้งหลายไม่ใช่เพศชายหรอกหรือ?  พระคัมภีร์ยังกล่าวด้วยว่า “และชายเป็นศีรษะของหญิง” (1 โครินธ์ 11:3)  เพราะฉะนั้น ผู้หญิงจึงไม่มีสิทธิอำนาจ ดังนั้น ทำไมพวกคุณจึงพูดว่าพระเจ้าของยุคสุดท้ายได้ทรงจุติเป็นมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งเล่า?

ถัดไป: 2. พวกเราเชื่อว่า การพิพากษาหน้ามหาบัลลังก์สีขาวที่ได้รับการเผยพระวจนะในหนังสือวิวรณ์นั้นมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ผู้ไม่เชื่อทั้งหลายซึ่งเป็นของมารซาตาน  เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา บรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับการยกขึ้นไปสู่สวรรค์ ซึ่งหลังจากนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกระหน่ำพรมความวิบัติลงมาเพื่อทำลายผู้ไม่เชื่อทั้งหลาย  นี่คือการพิพากษาหน้ามหาบัลลังก์สีขาว แต่พวกคุณก็ยังให้คำพยานว่า การพิพากษาของพระเจ้าแห่งยุคสุดท้ายได้เริ่มต้นไปเรียบร้อยแล้ว  แล้วทำไมพวกเราจึงไม่ได้เห็นพระเจ้าทรงกระหน่ำพรมความวิบัติลงมาเพื่อทำลายผู้ไม่เชื่อทั้งหลายเล่า?  นี่จะสามารถเป็นการพิพากษาหน้ามหาบัลลังก์สีขาวได้อย่างไรกัน?

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

สารบัญ

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้