2. พวกคุณให้คำพยานว่า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว ว่าพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงปรากฏเป็นมนุษย์ ผู้ซึ่งกำลังแสดงความจริงทั้งมวลที่สามารถชำระมวลมนุษย์ให้สะอาดและช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้ และว่าพระองค์กำลังทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาซึ่งเริ่มต้นจากพระนิเวศของพระเจ้า ดังนั้นแล้ว พวกเราควรระลึกรู้พระสุรเสียงแห่งพระเจ้าอย่างไร และพวกเราสามารถแน่ใจได้อย่างไรว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า?
ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง
“พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา’” (ยอห์น 14:6)
“เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะว่าพระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง แต่พระองค์จะตรัสสิ่งใดก็ตาม ที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:12-13)
“พระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ และคมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ แทงทะลุกระทั่งแยกจิตและวิญญาณ ทั้งข้อกระดูกและไขในกระดูก และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย” (ฮีบรู 4:12)
พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง
พระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมจะทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ย่อมจะทรงมีการแสดงออกของพระเจ้า ในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงก่อเกิดพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำ และในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และจะสามารถนำความจริงมาสู่มนุษย์ ประทานชีวิตให้เขาและชี้ทางให้เขา เนื้อหนังที่ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่ใช่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย หากมนุษย์ตั้งใจจะสืบค้นลงไปว่านั่นคือเนื้อหนังจากการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเขาต้องยืนยันเรื่องนี้จากพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงออกและพระวจนะที่พระองค์ตรัส ซึ่งหมายความว่า การยืนยันว่าเป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าใช้ประสูติเป็นมนุษย์หรือไม่ และใช่หนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น คนเราต้องแยกแยะโดยดูที่แก่นแท้ของพระองค์ และดังนั้น ในการกำหนดว่านั่นเป็นเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์หรือไม่ กุญแจอยู่ในแก่นแท้ของพระองค์ (พระราชกิจของพระองค์ ถ้อยดำรัสของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์และแง่มุมอื่นๆ มากมาย) แทนที่จะอยู่ในรูปปรากฏภายนอก หากมนุษย์พินิจพิเคราะห์เพียงแค่รูปปรากฏภายนอกของพระองค์ และส่งผลให้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่ก็แสดงว่า มนุษย์มืดบอดและไม่รู้ความ
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ
พระวจนะของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เปิดฉากยุคใหม่ นำทางมวลมนุษย์ทั้งปวง เผยความล้ำลึกทั้งหลาย และแสดงทิศทางที่มนุษย์ต้องก้าวไปในยุคใหม่ ความรู้แจ้งที่มนุษย์ได้รับนั้นเป็นเพียงการปฏิบัติหรือความรู้ง่ายๆ เท่านั้น ไม่สามารถนำมนุษย์ทั้งมวลเข้าสู่ยุคใหม่หรือเผยความล้ำลึกของพระเจ้าพระองค์เองได้ เมื่อพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าและมนุษย์ก็คือมนุษย์ พระเจ้าทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้าและมนุษย์มีแก่นแท้ของมนุษย์ หากมนุษย์มองพระวจนะที่พระเจ้าตรัสว่าเป็นความรู้แจ้งง่ายๆ จากพระวิญญาณบริสุทธิ์และถือเอาคำพูดของบรรดาอัครทูตและผู้เผยพระวจนะว่าเป็นพระวจนะที่พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง นั่นย่อมจะเป็นความผิดพลาดของมนุษย์
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ
ความจริงคือคำพังเพยชีวิตที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่สุด และสูงส่งที่สุดในบรรดาพังเพยชีวิตทั้งหมดท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง เพราะเป็นข้อพึงประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ และเป็นพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำด้วยพระองค์เอง ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกกันว่า “พังเพยแห่งชีวิต” ความจริงไม่ใช่พังเพยที่สรุปย่อจากบางสิ่ง และไม่ใช่อัญพจน์อันโด่งดังจากบุคคลสำคัญ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความจริงกลับเป็นถ้อยดำรัสถึงมวลมนุษย์จากองค์อธิปัตย์แห่งฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง นี่ไม่ใช่คำพูดบางคำที่มนุษย์สรุปขึ้นมา แต่เป็นพระชนม์ชีพประจำองค์พระเจ้า และดังนั้นจึงถูกเรียกว่า “ที่สุดแห่งพังเพยชีวิตทั้งปวง”
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้
ไม่ว่าจากภายนอกแล้ว พระวจนะที่พระเจ้าตรัสจะดูเรียบง่ายหรือลุ่มลึกก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นความจริงอันจะขาดเสียไม่ได้สำหรับการเข้าสู่ชีวิตของมนุษย์ พระวจนะคือต้นธารของน้ำที่มีชีวิตซึ่งทำให้มนุษย์สามารถอยู่รอดทั้งทางวิญญาณและเนื้อหนัง พระวจนะเหล่านี้จัดเตรียมสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องมีเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ เป็นหลักคิดและหลักความเชื่อให้เขาใช้ประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน เส้นทางที่เขาต้องใช้เพื่อไปสู่ความรอด ตลอดจนเป้าหมายและทิศทางเพื่อบรรลุความรอด ความจริงทุกอย่างที่เขาพึงมีในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และความจริงทุกอย่างเกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์จะนบนอบและนมัสการพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้เป็นเครื่องรับประกันที่ทำให้มั่นใจถึงการอยู่รอดของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้คือขนมปังประจำวันของมนุษย์ และยังเป็นหลักอันมั่นคงซึ่งทำให้มนุษย์แข็งแกร่งและยืนหยัดได้เช่นกัน พระวจนะเหล่านี้อุดมไปด้วยความเป็นจริงความจริงที่ทำให้มวลมนุษย์ทรงสร้างใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติได้ อุดมไปด้วยความจริงที่ทำให้มวลมนุษย์หลุดพ้นจากความเสื่อมทรามและหนีพ้นกับดักของซาตาน อุดมไปด้วยการตั้งใจสอนอย่างอดทน การเตือนสติ การหนุนใจ และการปลอบประโลม ซึ่งพระผู้สร้างประทานแก่มนุษยชาติที่ทรงสร้าง พระวจนะเหล่านี้คือดวงประทีปที่ชี้นำและให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์เพื่อให้เข้าใจทุกสิ่งที่เป็นบวก เป็นหลักประกันที่ทำให้มั่นใจได้ว่ามนุษย์จะมีชีวิตและมีสิ่งที่ยุติธรรม งดงาม และดีงามทั้งปวง เป็นเกณฑ์ที่ใช้วัดผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งยังเป็นเครื่องนำทางที่นำพามนุษย์ไปสู่ความรอดและเส้นทางแห่งความสว่างด้วยเช่นกัน
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, คำนำ
การรู้จักพระเจ้าต้องทำด้วยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ปฏิบัติและผ่านประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า รวมทั้งผ่านประสบการณ์กับบททดสอบ การถลุง และการตัดแต่งมากมาย เมื่อนั้นเท่านั้นที่การมีความรู้อย่างแท้จริงเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าและพระอุปนิสัยของพระเจ้าจึงจะเป็นไปได้ บางคนกล่าวว่า “ฉันยังไม่ได้เห็นพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เลย แล้วฉันควรจะมารู้จักพระเจ้าอย่างไรเล่า?” ในข้อเท็จจริงนั้น พระวจนะของพระเจ้าก็คือการแสดงออกอย่างหนึ่งของพระอุปนิสัยของพระองค์ จากพระวจนะของพระเจ้า เจ้าสามารถมองเห็นความรักและความรอดของพระองค์ที่มีต่อพวกมนุษย์ ตลอดจนวิธีการของพระองค์ในการช่วยพวกเขาให้รอด…นี่เป็นเพราะพระวจนะของพระองค์ถูกแสดงออกมาโดยพระเจ้าพระองค์เอง ไม่ใช่ถูกเขียนขึ้นโดยพวกมนุษย์ พระเจ้าได้ทรงแสดงพระวจนะเหล่านั้นออกมาด้วยพระองค์เอง พระเจ้าพระองค์เองกำลังทรงแสดงพระวจนะของพระองค์เองและเสียงในพระทัยของพระองค์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพระวจนะจากพระทัยของพระองค์ เหตุใดจึงเรียกว่าพระวจนะจากพระทัยของพระองค์? นั่นก็เป็นเพราะพระวจนะเหล่านี้ออกมาจากส่วนลึกลงไป และแสดงพระอุปนิสัยของพระองค์ เจตนารมณ์ของพระองค์ แนวพระดำริและพระดำริของพระองค์ ความรักของพระองค์ที่มีต่อมวลมนุษย์ ความรอดของพระองค์สำหรับมวลมนุษย์ และความคาดหวังของพระองค์ที่มีต่อมวลมนุษย์…ถ้อยดำรัสของพระเจ้ารวมไปด้วยพระวจนะอันกร้าวกระด้าง และพระวจนะอันอ่อนโยนและมีความคำนึงห่วงใย ตลอดจนพระวจนะในเชิงเปิดเผยซึ่งไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้คน หากเจ้ามองเพียงพระวจนะในเชิงเปิดเผยเท่านั้น เจ้าก็อาจรู้สึกว่า พระเจ้าทรงค่อนข้างเข้มงวดทีเดียว หากเจ้ามองเพียงพระวจนะอันอ่อนโยน เจ้าก็อาจรู้สึกว่า พระเจ้าไม่ทรงสิทธิอำนาจมากเท่าใดนัก เพราะฉะนั้น เจ้าจึงไม่ควรมองพระวจนะเหล่านี้ออกนอกบริบท ในทางกลับกันให้มองพระวจนะเหล่านี้จากทุกมุม บางคราวพระเจ้าตรัสจากมุมมองอันเปี่ยมกรุณา และเช่นนั้นแล้ว ผู้คนจึงมองเห็นความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์ บางคราวพระองค์ก็ตรัสจากมุมมองที่เคร่งครัดมาก และแล้วผู้คนก็จะมองเห็นว่าพระอุปนิสัยของพระองค์ไม่ยอมผ่อนปรนต่อการล่วงเกิน ว่ามนุษย์นั้นโสมมอย่างหนัก และไม่มีค่าคู่ควรที่จะมองเห็นพระพักตร์ของพระเจ้าหรือมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ และว่าการที่บัดนี้พวกเขาได้รับอนุญาตให้มาเฉพาะพระพักตร์พระองค์นั้นก็เพราะพระคุณของพระองค์ทั้งสิ้น พระปัญญาของพระเจ้าสามารถมองเห็นได้จากหนทางที่พระองค์ทรงพระราชกิจและในนัยสำคัญแห่งพระราชกิจของพระองค์ ผู้คนยังคงสามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ในพระวจนะของพระเจ้า ต่อให้ปราศจากการติดต่อสัมพันธ์โดยตรงกับพระองค์ก็ตาม
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
เวลานี้ พระเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจไม่ใช่ในกายจิตวิญญาณ แต่ในกายที่ธรรมดาสามัญมาก ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นพระกายในการประสูติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้า และยังเป็นพระกายที่พระเจ้าทรงใช้กลับคืนสู่เนื้อหนังด้วยเช่นกัน เป็นเนื้อหนังซึ่งธรรมดาสามัญมาก เมื่อมองดูพระองค์ เจ้าไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดที่ทำให้พระองค์โดดเด่นออกมาจากผู้อื่น แต่เจ้าสามารถได้รับความจริงซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนจากพระองค์ เนื้อหนังซึ่งธรรมดาสามัญนี้เองคือรูปธรรมของพระวจนะแห่งความจริงทั้งหมดจากพระเจ้า เป็นผู้แบกรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย และเป็นการแสดงออกซึ่งพระอุปนิสัยทั้งหมดของพระเจ้าให้มนุษย์เข้าใจ เจ้าไม่ปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะได้เห็นพระเจ้าในสวรรค์หรอกหรือ? เจ้าไม่ปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะเข้าใจพระเจ้าในสวรรค์หรอกหรือ? เจ้าไม่ปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะมองเห็นบั้นปลายของมวลมนุษย์หรอกหรือ? พระองค์จะทรงบอกความลับทั้งหมดนี้แก่เจ้า—ความลับที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดสามารถบอกเจ้าได้—และพระองค์จะตรัสบอกความจริงที่เจ้าไม่เข้าใจกับเจ้าด้วยเช่นกัน พระองค์ทรงเป็นประตูให้เจ้าไปสู่ราชอาณาจักร และเป็นผู้นำเจ้าเข้าไปสู่ยุคใหม่ เนื้อหนังที่ธรรมดาสามัญนี้ถือครองความล้ำลึกมากมายซึ่งมนุษย์มิอาจหยั่งถึง กิจการของพระองค์มิอาจพินิจพิเคราะห์ได้สำหรับเจ้า แต่เป้าหมายทั้งหมดของพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำนั้นเพียงพอที่จะทำให้เจ้ามองเห็นว่าพระองค์มิใช่เนื้อหนังธรรมดาอย่างที่ผู้คนเชื่อ เพราะพระองค์เป็นตัวแทนเจตนารมณ์ของพระเจ้าในยุคสุดท้ายและความใส่พระทัยที่พระเจ้าทรงแสดงต่อมวลมนุษย์ในยุคสุดท้าย แม้เจ้าจะไม่สามารถได้ยินพระวจนะของพระองค์ที่ดูเหมือนจะสั่นสะเทือนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก แม้เจ้าจะไม่สามารถมองเห็นพระเนตรของพระองค์ดังเช่นเปลวเพลิง และแม้เจ้าจะไม่สามารถได้รับการบ่มวินัยจากคทาเหล็กของพระองค์ แต่กระนั้น เจ้าก็สามารถได้ยินจากพระวจนะของพระองค์ว่าพระเจ้ากำลังทรงพิโรธ และรู้ว่าพระเจ้ากำลังทรงแสดงพระกรุณาต่อมวลมนุษย์ และมองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าและพระปัญญาของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น ซาบซึ้งถึงความกังวลห่วงใยที่พระเจ้าทรงมีให้กับมวลมนุษย์ทั้งปวง พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายคือ การเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นพระเจ้าในสวรรค์ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกมนุษย์บนแผ่นดินโลก และทำให้มนุษย์สามารถรู้จัก นบนอบ ยำเกรง และรักพระเจ้า นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดพระองค์จึงได้ทรงกลับคืนสู่เนื้อหนังเป็นครั้งที่สอง
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?
เมื่อพระเจ้าเสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ มนุษย์ทั้งหมดมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหลายที่เหนือธรรมชาติ สิ่งที่พวกเขามองเห็นด้วยตาของพวกเขาและสิ่งที่พวกเขาได้ยินด้วยหูของพวกเขานั้นล้วนเหนือธรรมชาติ เพราะพระราชกิจของพระองค์และพระวจนะของพระองค์ไม่อาจจับใจความได้และไม่อาจบรรลุถึงได้สำหรับพวกเขา หากบางสิ่งบางอย่างจากสวรรค์ถูกนำพามายังแผ่นดินโลก มันจะเป็นสิ่งใดได้อย่างไรนอกจากเหนือธรรมชาติ? เมื่อความล้ำลึกทั้งหลายของราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ถูกนำพามายังแผ่นดินโลก ความล้ำลึกทั้งหลายที่ไม่อาจจับใจความได้และหยั่งถึงไม่ได้เลยสำหรับมนุษย์ ที่น่าอัศจรรย์และมีปัญญาเกินไป—สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เหนือธรรมชาติทั้งหมดหรอกหรือ?… จงพิจารณาพระราชกิจที่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ทรงกระทำในปัจจุบันนี้เถิดว่า แง่มุมใดของพระราชกิจนี้หรือที่ไม่เหนือธรรมชาติ? พระวจนะของพระองค์ไม่อาจจับใจความได้และไม่อาจบรรลุได้สำหรับเจ้า และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำได้ มนุษย์ไม่มีหนทางที่จะเข้าใจสิ่งที่พระองค์เข้าพระทัย และสำหรับความรู้ของพระองค์นั้น มนุษย์ไม่รู้ว่าความรู้นั้นมาจากที่ใด มีบางคนกล่าวว่า “ฉันก็เป็นคนปกติในแบบเดียวกับที่ท่านเป็น แต่เป็นไปได้อย่างไรที่ฉันไม่รู้สิ่งที่ท่านรู้? ฉันแก่กว่าและมั่งคั่งกว่าในด้านประสบการณ์ แต่ทว่าท่านสามารถรู้ในสิ่งที่ฉันไม่รู้ได้อย่างไร?” เท่าที่มนุษย์คิดเห็นนั้น ทั้งหมดนี้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์ไม่มีทางที่จะบรรลุได้ แล้วก็มีพวกที่กล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดรู้เกี่ยวกับงานที่ได้ดำเนินการในอิสราเอล และแม้กระทั่งบรรดาผู้อธิบายความพระคัมภีร์ก็ไม่สามารถให้คำอธิบายใดอันได้ ท่านมารู้ได้อย่างไร?” เหล่านี้ทั้งหมดไม่เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติหรอกหรือ? พระองค์ไม่ทรงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการอัศจรรย์ แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ทรงรู้ทั้งหมด พระองค์ตรัสและทรงแสดงออกถึงความจริงด้วยความง่ายดายที่สุด นี่ไม่เหนือธรรมชาติหรอกหรือ? พระราชกิจของพระองค์อยู่เหนืองานที่เนื้อหนังสามารถบรรลุไปถึงได้ มันไม่อาจบรรลุได้สำหรับความคิดของมนุษย์คนใดที่มีร่างแห่งเนื้อหนัง และไม่อาจมโนภาพได้โดยสิ้นเชิงต่อการใช้เหตุผลในจิตใจของมนุษย์ ถึงแม้พระองค์ไม่เคยได้ทรงอ่านพระคัมภีร์ แต่พระองค์ก็เข้าพระทัยพระราชกิจของพระเจ้าในอิสราเอล และถึงแม้พระองค์ประทับยืนบนแผ่นดินโลกขณะที่พระองค์ตรัส แต่พระองค์ก็ตรัสถึงความล้ำลึกทั้งหลายของสวรรค์ชั้นที่สาม เมื่อมนุษย์อ่านพระวจนะเหล่านี้ เขาจะท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกนี้ที่ว่า “นี่ไม่ใช่ภาษาของสวรรค์ชั้นที่สามหรอกหรือ?” เหล่านี้ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกินกว่าสิ่งที่มนุษย์ปกติจะมีความสามารถสัมฤทธิ์ได้ไม่ใช่หรือ?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความล้ำลึกแห่งการประสูติเป็นมนุษย์ (1)
มีองค์ประกอบของประสบการณ์ของมนุษย์มากมายในงานของเขา สิ่งที่มนุษย์แสดงออกคือสิ่งที่เขาเป็น พระราชกิจของพระเจ้าเองก็แสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่พระองค์ทรงเป็นก็แตกต่างจากสิ่งที่มนุษย์เป็น สิ่งที่มนุษย์เป็นนั้นเป็นตัวแทนประสบการณ์และชีวิตของมนุษย์ (สิ่งที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์หรือเผชิญในชีวิตของพวกเขา หรือปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกที่เขามี) และผู้คนที่ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างก็แสดงออกถึงการเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าเจ้ามีประสบการณ์ของสังคมหรือไม่และไม่ว่าเจ้าใช้ชีวิตจริงๆ ในครอบครัวของเจ้าและได้รับประสบการณ์ภายในนั้นอย่างไร สามารถมองเห็นได้ในสิ่งที่เจ้าแสดงออก ในขณะที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นว่าพระองค์ทรงมีประสบการณ์ทางสังคมหรือไม่ในพระราชกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงตระหนักรู้เป็นอย่างดีถึงแก่นแท้ของมนุษย์ และสามารถเปิดเผยการปฏิบัติประเภทต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวกับผู้คนทุกประเภท พระองค์ทรงพระปรีชายิ่งกว่านั้นในการเปิดเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามทั้งหลายและพฤติกรรมที่เป็นกบฏของพวกมนุษย์ พระองค์ไม่ดำรงพระชนม์ชีพท่ามกลางผู้คนทางโลก แต่พระองค์ทรงตระหนักรู้ถึงธรรมชาติของมนุษย์ธรรมดาและความเสื่อมทรามทั้งหมดของผู้คนทางโลก นี่คือสิ่งทรงเป็นของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระองค์ไม่ทรงจัดการกับโลก พระองค์ทรงรู้กฎการจัดการโลก เพราะพระองค์เข้าพระทัยธรรมชาติของมนุษย์อย่างครบถ้วน พระองค์ทรงรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระวิญญาณที่ตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นและหูของมนุษย์ไม่สามารถได้ยิน ทั้งในวันนี้และในอดีต นี่รวมถึงสติปัญญาที่ไม่ใช่ปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกและการอัศจรรย์ที่ผู้คนหยั่งลึกได้ยาก นี่คือสิ่งทรงเป็นของพระองค์ ซึ่งเปิดกว้างต่อผู้คนและซ่อนเร้นจากผู้คนด้วยเช่นกัน สิ่งที่พระองค์ทรงแสดงออกไม่ใช่สิ่งที่บุคคลเหนือปกติเป็น แต่เป็นพระลักษณะโดยธรรมชาติของพระวิญญาณและสิ่งที่พระวิญญาณทรงเป็น พระองค์ไม่ได้ทรงพระดำเนินทั่วโลก แต่ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับโลก พระองค์ทรงสัมผัสกับ “พวกลิงคล้ายคน” ที่ไม่มีความรู้หรือความรู้ความเข้าใจเชิงลึก แต่พระองค์ทรงแสดงพระวจนะที่สูงกว่าความรู้และสูงกว่าบรรดาเหล่ามนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพภายในกลุ่มผู้คนที่ทึ่มและด้านชา ผู้ที่ปราศจากสภาวะความเป็นมนุษย์และผู้ที่ไม่เข้าใจธรรมเนียมและชีวิตของมนุษยชาติ แต่พระองค์สามารถขอให้มวลมนุษย์ใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และในขณะเดียวกันก็ทรงเปิดเผยพื้นฐานและสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ต่ำต้อยของมวลมนุษย์ ทั้งหมดนี้คือสิ่งทรงเป็นของพระองค์ ซึ่งสูงส่งกว่าสิ่งที่บุคคลที่มีเลือดเนื้อคนใดเป็น สำหรับพระองค์แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับประสบการณ์กับชีวิตทางสังคมที่ซับซ้อน ยุ่งยาก และสกปรกเพื่อที่จะทรงพระราชกิจที่พระองค์ต้องทรงทำและเปิดเผยถึงแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างถ้วนทั่ว ชีวิตทางสังคมที่สกปรกไม่เสริมสร้างเนื้อหนังของพระองค์ พระราชกิจและพระวจนะของพระองค์เพียงเปิดเผยถึงความเป็นกบฏของมนุษย์เท่านั้น และไม่ได้จัดเตรียมประสบการณ์และบทเรียนเพื่อการจัดการโลกให้กับมนุษย์ พระองค์ไม่ทรงจำเป็นต้องเจาะลึกด้านสังคมหรือครอบครัวของมนุษย์เมื่อพระองค์ทรงจัดหาชีวิตให้กับมนุษย์ การตีแผ่และการพิพากษามนุษย์ไม่ใช่การแสดงออกถึงประสบการณ์ของเนื้อหนังของพระองค์ นั่นคือการเปิดเผยของพระองค์ถึงความไม่ชอบธรรมของมนุษย์หลังจากที่ทรงได้รู้ถึงความเป็นกบฏของมนุษย์มาเป็นเวลานานและทรงชิงชังความเสื่อมทรามของมนุษย์ พระราชกิจที่พระองค์ทรงทำทั้งหมดมีความหมายเพื่อเปิดเผยพระอุปนิสัยของพระองค์ต่อมนุษย์ และเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น มีเพียงพระองค์ที่สามารถปฏิบัติพระราชกิจนี้ได้ พระราชกิจนี้ไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่บุคคลที่มีเลือดเนื้อสามารถสัมฤทธิ์ได้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและงานของมนุษย์
ครั้งหนึ่งเราเคยได้รับการเรียกขานในนามพระยาห์เวห์ ครั้งหนึ่งผู้คนยังรู้จักเราในนามพระเมสสิยาห์เช่นกัน และครั้งหนึ่งผู้คนเรียกเราว่าพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดด้วยความรักและความเคารพนับถือ ณ วันนี้ เราไม่ใช่พระยาห์เวห์หรือพระเยซูซึ่งผู้คนได้รู้จักในช่วงเวลาที่ผ่านมาอีกต่อไป แต่เราคือพระเจ้าผู้ที่ได้กลับมาในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ที่จะนำพายุคนี้ไปสู่บทอวสาน เราคือพระเจ้าพระองค์เองซึ่งลุกขึ้นมาจากสุดปลายแผ่นดินโลก สมบูรณ์พร้อมด้วยอุปนิสัยทั้งมวลของเรา และเต็มเปี่ยมไปด้วยสิทธิอำนาจ เกียรติ และสง่าราศี ผู้คนไม่เคยติดต่อสัมพันธ์กับเรา พวกเขาไม่เคยได้รู้จักเรา และตลอดมานั้น พวกเขาไม่รู้เรื่องรู้ราวในอุปนิสัยของเรา นับแต่การสร้างโลกจนกระทั่งวันนี้ ไม่มีบุคคลสักคนเดียวที่เคยเห็นเรา นี่คือพระเจ้าผู้ที่ทรงปรากฏต่อผู้คนในยุคสุดท้ายแต่ได้ทรงถูกซ่อนไว้ท่ามกลางพวกเขา พระองค์ทรงอาศัยอยู่ท่ามกลางผู้คน ทรงเที่ยงแท้และเป็นจริง ดุจดวงตะวันอันแผดเผาและเปลวเพลิงอันลุกโชน ทรงเปี่ยมด้วยฤทธานุภาพและปริ่มล้นด้วยสิทธิอำนาจ ไม่มีแม้แต่คนเดียวหรือสิ่งเดียวที่จะไม่ถูกพิพากษาโดยวจนะของเรา และไม่มีแม้แต่คนเดียวหรือสิ่งเดียวที่จะไม่ถูกชำระให้บริสุทธิ์ผ่านทางการแผดเผาของไฟ ในท้ายที่สุดแล้ว ประเทศมากมายจะได้รับการอวยพรเพราะวจนะของเรา และจะถูกทุบจนแหลกเป็นชิ้นๆ เพราะวจนะของเราเช่นกัน ด้วยวิธีนี้ ผู้คนทั้งหมดในยุคสุดท้ายจะเห็นว่าเราคือพระผู้ช่วยให้รอดที่ได้กลับมา และเห็นว่าเราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ซึ่งพิชิตมวลมนุษย์ทั้งปวง และทุกคนจะเห็นว่าครั้งหนึ่งเราคือเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมนุษย์ แต่ว่าในยุคสุดท้ายเราได้กลายเป็นเปลวเพลิงแห่งดวงตะวันอันร้อนแรงซึ่งเผาผลาญสรรพสิ่งเช่นเดียวกับองค์ตะวันแห่งความชอบธรรมซึ่งเปิดเผยทุกสรรพสิ่งด้วย นี่คืองานของเราในยุคสุดท้าย เราใช้ชื่อนี้และพกพาอุปนิสัยนี้ไปกับเรา เพื่อที่ผู้คนทั้งหมดอาจได้เห็นว่าเราคือพระเจ้าที่ชอบธรรม ดวงตะวันอันแผดเผา เปลวเพลิงอันลุกโชน และเพื่อที่ทุกคนจะได้นมัสการเรา พระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว และเพื่อที่พวกเขาอาจได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเรา เราไม่ใช่แค่พระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้น และเราไม่ใช่เพียงพระผู้ไถ่ หากแต่เราคือพระเจ้าของสิ่งทรงสร้างทั้งมวลทั่วทั้งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและห้วงทะเล
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จกลับมาบน “เมฆขาว” แล้ว
พระเจ้าทรงเปล่งถ้อยดำรัสของพระองค์ต่อไป โดยใช้วิธีการอันหลากหลายและมุมมองมากมาย เพื่อเตือนสอนพวกเราเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเราควรทำ ในขณะเดียวกันก็ทรงแสดงความในพระทัยของพระองค์ออกมา พระวจนะของพระองค์มีพลังชีวิต มอบหนทางที่พวกเราควรเดิน และทำให้พวกเราสามารถเข้าใจว่าแท้จริงแล้วความจริงคืออะไร พวกเราเริ่มถูกดึงดูดด้วยพระวจนะของพระองค์ พวกเราเริ่มใส่ใจกับพระกระแสเสียงและลักษณะที่พระองค์ตรัส และพวกเราเริ่มให้ความสนใจในน้ำเสียงจากหัวใจของบุคคลที่แสนจะธรรมดาผู้นี้โดยไม่รู้ตัว พระองค์ทรงทุ่มสุดพระทัยเพื่อทรงพระราชกิจให้พวกเรา เสวยไม่ได้บรรทมไม่หลับเพื่อพวกเรา ทรงร่ำไห้เพื่อพวกเรา ทอดถอนพระทัยเพื่อพวกเรา และทรงคร่ำครวญในความป่วยไข้เพื่อพวกเรา ทรงสู้ทนกับความอัปยศอดสูเพื่อบั้นปลายและความรอดของพวกเรา ความด้านชาและความเป็นกบฏของพวกเรารินพระอัสสุชลและพระโลหิตจากพระหทัยของพระองค์ ไม่มีคนธรรมดาสามัญคนใดมีการเป็นอยู่เช่นนี้และการครอบครองเหล่านี้และไม่มีมนุษย์ผู้เสื่อมทรามคนใดสามารถมีหรือได้รับสิ่งเหล่านี้ พระองค์มีการผ่อนปรนและความอดทนที่ไม่มีบุคคลธรรมดาสามัญคนใดจะมีได้ และความรักของพระองค์ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ มี ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่จะสามารถรู้ความคิดทั้งหมดของพวกเรา หรือรู้ธรรมชาติและแก่นแท้ของพวกเราดีเหมือนรู้จักหลังมือของตนเอง หรือพิพากษาความเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ หรือตรัสกับพวกเราและทรงพระราชกิจกับพวกเราเช่นนี้ในนามของพระเจ้าในสวรรค์ ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่ทรงครองสิทธิอำนาจ พระปัญญา และพระเกียรติภูมิของพระเจ้า อุปนิสัยของพระเจ้ากับสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นล้วนปรากฏในพระองค์โดยบริบูรณ์ ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่สามารถชี้หนทางให้พวกเราและนำพาแสงสว่างมาให้พวกเรา ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่สามารถเปิดเผยความล้ำลึกทั้งหลายที่พระเจ้าไม่เคยทรงเปิดเผยตั้งแต่การทรงสร้างจวบจนวันนี้ ไม่มีใครนอกจากพระองค์ที่สามารถช่วยพวกเราให้รอดจากพันธนาการของซาตานและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวพวกเราเอง พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้า พระองค์ทรงแสดงความในพระทัยของพระเจ้า คำเตือนสติของพระเจ้า และพระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง พระองค์ได้ทรงเริ่มยุคใหม่ ยุคสมัยใหม่ และทรงนำมาซึ่งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกแห่งใหม่และพระราชกิจใหม่ พระองค์ได้ทรงนำพาความหวังมาให้พวกเรา ยุติชีวิตที่พวกเราได้ดำเนินอยู่ในภาวะคลุมเครือ และทรงทำให้ตัวตนทั้งหมดของพวกเราสามารถมองเห็นเส้นทางสู่ความรอดอย่างครบถ้วน พระองค์ได้ทรงพิชิตความเป็นตัวตนทั้งหมดของพวกเราและทรงได้หัวใจของพวกเราไป นับแต่ชั่วขณะนั้นเป็นต้นมาหัวใจของพวกเราก็ได้รับการตระหนักรู้ และวิญญาณของพวกเราก็ดูเหมือนจะฟื้นคืนมา คนธรรมดาที่ไร้ความสำคัญผู้นี้ คนที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเราและถูกพวกเราปฏิเสธมาเนิ่นนาน—นี่คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ที่อยู่ในความคิดของพวกเราตลอดเวลา ทั้งในยามตื่นหรือยามฝัน และคือผู้ที่พวกเราถวิลหาทั้งกลางคืนและกลางวันไม่ใช่หรือ? เป็นพระองค์! เป็นพระองค์จริงๆ! พระองค์คือพระเจ้าของพวกเรา! พระองค์คือความจริง คือหนทาง และคือชีวิต!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 4: มองดูการทรงปรากฏของพระเจ้าในการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์