ในวันที่สาม พระวจนะของพระเจ้าให้กำเนิดแผ่นดินโลกและทะเล และสิทธิอำนาจของพระเจ้าทำให้โลกเปี่ยมล้นไปด้วยชีวิต

วันที่ 02 เดือน 10 ปี 2020

อันดับต่อไป พวกเรามาอ่านประโยคแรกของปฐมกาล 1:9-11 กันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น’” มีความเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นหลังจากที่พระเจ้าตรัสเพียงว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น”? และมีสิ่งใดอยู่ในพื้นที่นี้นอกเหนือจากความสว่างและพื้นฟ้า? ในองค์พระคัมภีร์มีใจความว่า “พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” นี่หมายความว่าบัดนี้มีแผ่นดินและทะเลในพื้นที่ว่างนี้ และแผ่นดินกับทะเลก็ถูกแยกออกจากกัน การปรากฏของสิ่งใหม่เหล่านี้มีขึ้นหลังจากที่พระโอษฐ์ของพระเจ้าบัญชาว่า “และก็เป็นดังนั้น” องค์พระคัมภีร์พรรณนาหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเร่งรีบไปมาขณะที่พระองค์กำลังทรงทำการนี้? องค์พระคัมภีร์ พรรณนาหรือไม่ว่าพระองค์ทรงใช้แรงกาย? ดังนั้นพระเจ้าทรงทำการนี้อย่างไร? พระองค์ทรงทำให้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ก่อเกิดขึ้นมาอย่างไร? เห็นได้ชัดแจ้งในตัวอยู่แล้วว่าพระเจ้าใช้พระวจนะเพื่อสัมฤทธิ์การทั้งปวงนี้ เพื่อสร้างทั้งหมดทั้งมวลนี้

ในสามบทตอนข้างต้น พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุบัติการณ์ของสามเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ สามเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่นี้อุบัติและเกิดมีขึ้นมาโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า และเป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้านั่นเองที่เหตุการณ์เหล่านี้ปรากฏแก่สายพระเนตรของพระเจ้าทีละเหตุการณ์ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถเห็นได้ว่าพระวจนะที่ว่า “พระเจ้าตรัส และนั่นจะสำเร็จลุล่วง พระองค์ทรงบัญชา และนั่นจะยืนหยัดมั่นคง” หาได้ไร้แก่นสารไม่ ชั่วขณะที่พระดำริทั้งหลายของพระเจ้าเกิดขึ้น แก่นแท้ของพระองค์ก็ได้รับการยืนยัน และเมื่อพระเจ้าแย้มพระโอษฐ์เพื่อตรัส แก่นแท้ของพระองค์ก็ถูกสะท้อนให้เห็นอย่างเต็มเปี่ยม

พวกเรามาต่อกันที่ประโยคสุดท้ายของบทตอนนี้กันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ผลที่ออกผลตามชนิดของมัน และมีเมล็ดในผลบนแผ่นดิน’ และก็เป็นดังนั้น” ในขณะที่พระเจ้ากำลังตรัส สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็เริ่มมีขึ้นตามพระดำริของพระเจ้า และทันใดนั้นรูปแบบชีวิตเล็กๆ ที่ละเอียดอ่อนสารพัดจำพวกก็โผล่หัวที่โงนเงนของพวกมันผ่านดินขึ้นมา และโบกมือทักทายกันอย่างกระตือรือร้น พยักหน้าและยิ้มให้กับโลก ก่อนที่จะทันได้สะบัดเศษดินออกจากตัวของพวกมันเสียอีก พืชเหล่านี้ขอบคุณพระผู้สร้างสำหรับชีวิตที่พระองค์ประทานแก่พวกมัน และประกาศต่อโลกว่าพวกมันคือส่วนหนึ่งของสรรพสิ่ง และว่าพวกมันต่างก็จะอุทิศชีวิตของตนเพื่อแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ขณะที่พระเจ้าตรัสพระวจนะทั้งหลาย แผ่นดินก็กลายเป็นเขียวชอุ่ม ธัญพืชทุกชนิดที่มนุษย์สามารถชื่นชมได้ผุดและแทรกผ่านพื้นดินขึ้นมา และภูเขาและทุ่งราบทั้งหลายก็แออัดไปด้วยต้นไม้และผืนป่า…โลกเวิ้งว้างที่ยังไม่เคยมีร่องรอยชีวิตแห่งนี้จึงถูกหญ้า ธัญพืช และต้นไม้อันดกดื่นปกคลุมอย่างรวดเร็ว และดาษดื่นไปด้วยพฤกษชาติ…กลิ่นหอมของหญ้าและไอดินกำจายไปในอากาศ และพืชพรรณมากมายเริ่มหายใจตามจังหวะการไหลเวียนของอากาศ และเริ่มกระบวนการเจริญเติบโต ในขณะเดียวกัน เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้าและภายหลังพระดำริของพระเจ้า พฤกษาทั้งมวลจึงเริ่มต้นวัฏจักรชีวิตที่พวกมันพากันงอกงาม ผลิดอก ออกผล และเพิ่มจำนวนอย่างยั่งยืน พวกมันเริ่มดำรงชีวิตตามครรลองแห่งชนิดของตนอย่างเคร่งครัดและเริ่มมีบทบาทตามชนิดของตนท่ามกลางสรรพสิ่ง…พฤกษาทั้งหมดล้วนถือกำเนิดและดำรงชีวิตอยู่ก็เพราะพระวจนะของพระผู้สร้าง พวกมันจะได้รับการจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงจากพระผู้สร้างอย่างไม่หยุดหย่อน และจะยืนหยัดอยู่รอดในทุกมุมของแผ่นดินเสมอเพื่อแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และจะแสดงให้เห็นอยู่เสมอถึงพลังชีวิตที่พระผู้สร้างประทานแก่พวกมัน…

พระชนม์ชีพของพระผู้สร้างนั้นเหนือธรรมดา พระดำริของพระองค์เหนือธรรมดา และสิทธิอำนาจของพระองค์ก็เหนือธรรมดา และดังนั้นเมื่อพระวจนะของพระองค์เปล่งออกไป ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ “และก็เป็นดังนั้น” เห็นได้ชัดว่าในยามที่พระเจ้าทรงลงมือ พระองค์ไม่จำเป็นต้องใช้พระหัตถ์ของพระองค์ในการทรงพระราชกิจ พระองค์ใช้เพียงพระดำริของพระองค์เพื่อบัญชาและพระวจนะของพระองค์เพื่อสั่งการ และในหนทางนี้สิ่งทั้งหลายก็สัมฤทธิ์ ในวันนี้พระเจ้าได้ทรงรวมห้วงน้ำทั้งหลายไว้ในที่แห่งหนึ่ง และให้แผ่นดินแห้งปรากฏขึ้น หลังจากนั้นพระเจ้าก็ทรงทำให้ต้นหญ้างอกขึ้นมาจากผืนดิน และมีธัญพืชซึ่งให้เมล็ดและต้นไม้ที่ออกผลก็เจริญเติบโต และพระเจ้าทรงจำแนกพืชแต่ละต้นไปตามชนิด และทรงทำให้แต่ละชนิดมีเมล็ดของตนเอง ทั้งหมดนี้กลายเป็นจริงตามพระดำริของพระเจ้าและคำบัญชาแห่งพระวจนะของพระเจ้า และพืชแต่ละชนิดก็ปรากฏขึ้นในโลกใหม่นี้อย่างไม่ขาดสาย

เมื่อครั้งที่พระเจ้ายังมิได้เริ่มพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงมีภาพของสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะสัมฤทธิ์อยู่ในพระทัยของพระองค์ และเมื่อพระเจ้าทรงเตรียมที่จะสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ ซึ่งก็เป็นเวลาที่พระเจ้าแย้มพระโอษฐ์ของพระองค์เพื่อตรัสเนื้อหาของภาพนี้ด้วยนั้น ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายก็เริ่มเกิดขึ้นกับสรรพสิ่งเนื่องจากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำการนี้อย่างไร หรือพระองค์ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์อย่างไร ทั้งหมดนี้ล้วนสัมฤทธิ์ไปทีละขั้นตามแผนการของพระเจ้าและเพราะพระวจนะของพระเจ้า และความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นในระหว่างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกเนื่องจากพระวจนะและสิทธิอำนาจของพระเจ้าไปทีละขั้นทีละตอน ความเปลี่ยนแปลงและอุบัติการณ์ทั้งปวงนี้แสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และความเหนือธรรมดาและความยิ่งใหญ่แห่งฤทธานุภาพของพระชนม์ชีพของพระผู้สร้าง พระดำริของพระองค์หาใช่แนวคิดที่เรียบง่ายหรือภาพที่ว่างเปล่าไม่ แต่เป็นสิทธิอำนาจที่ทรงพลังชีวิตและมีพลังงานที่เหนือธรรมดา และเป็นฤทธานุภาพที่ทำให้สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ฟื้นตัว เริ่มต้นใหม่ และพินาศไป ด้วยเหตุนี้ สรรพสิ่งจึงทำหน้าที่เนื่องแต่พระดำริของพระองค์ และในขณะเดียวกันก็สัมฤทธิ์เนื่องแต่พระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์…

ก่อนที่ทุกสิ่งจะปรากฏ มีแผนการอันสมบูรณ์ก่อร่างขึ้นในพระดำริของพระเจ้าอยู่นานแล้ว และโลกใหม่จึงสัมฤทธิ์มานานแล้ว ถึงแม้ว่าในวันที่สามจะมีพฤกษาทุกจำพวกปรากฏขึ้นบนแผ่นดิน แต่พระเจ้าก็ไม่ทรงมีเหตุให้หยุดยั้งขั้นตอนทั้งหลายแห่งการสร้างโลกนี้ของพระองค์ พระองค์ตั้งพระทัยที่จะตรัสพระวจนะของพระองค์ต่อไป สัมฤทธิ์การสร้างทุกสิ่งที่ใหม่ต่อไป พระองค์จะตรัส จะมีพระบัญชาของพระองค์ และจะทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์และแสดงฤทธานุภาพของพระองค์ และพระองค์ทรงตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงวางแผนการว่าจะตระเตรียมให้แก่สรรพสิ่งและมวลมนุษย์ ซึ่งพระองค์ตั้งพระทัยที่จะสร้าง…

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ในวันที่หก พระผู้สร้างตรัส และสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในพระทัยของพระองค์ก็ปรากฏตัวทีละประเภท

โดยไม่ทันสังเกต พระราชกิจแห่งการทรงสร้างสรรพสิ่งของพระผู้สร้างก็ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลาห้าวันแล้ว ซึ่งทันทีหลังวันที่ห้า...

สรรพสิ่งล้วนเพียบพร้อมภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น ซึ่งรวมถึงพวกที่สามารถเคลื่อนที่ได้และพวกที่ไม่สามารถทำดังนั้น เช่นนกและปลา เช่นต้นไม้และดอกไม้...

ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดสามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้

จากครั้งที่พระองค์ทรงเริ่มสร้างสรรพสิ่ง ฤทธานุภาพของพระเจ้าก็เริ่มได้รับการเปิดเผยและแสดงออก เพราะพระเจ้าใช้พระวจนะสร้างทุกสรรพสิ่ง...

ในวันแรก กลางวันและกลางคืนของมวลมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นและยืนหยัดมั่นคงด้วยสิทธิอำนาจของพระเจ้า

พวกเรามาดูบทตอนแรกกันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘จงเกิดความสว่าง’ ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี...

ติดต่อเราผ่าน Messenger