ในวันที่สี่ ฤดูกาล วัน และปีของมวลมนุษย์มีขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 02 เดือน 10 ปี 2020

พระผู้สร้างได้ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อทำแผนของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วง และในหนทางนี้พระองค์ได้ทรงผ่านสามวันแรกแห่งแผนของพระองค์แล้ว ในระหว่างสามวันนี้ ไม่เห็นว่าพระเจ้าจะทรงติดพระราชกิจยุ่ง หรือทรงเหน็ดเหนื่อยพระองค์เอง ในทางตรงกันข้าม พระองค์ได้ทรงผ่านสามวันแรกที่น่าอัศจรรย์ของแผนของพระองค์ และได้สัมฤทธิ์หน้าที่การงานที่ยิ่งใหญ่แห่งการแปลงรูปครั้งใหญ่ของโลก โลกใบใหม่ได้ปรากฏขึ้นเฉพาะเบื้องพระเนตรของพระองค์ และภาพสวยงามที่เคยถูกปิดผนึกไว้ภายในพระดำริของพระองค์ ในที่สุดก็ได้รับการเผยออกมาในพระวจนะของพระเจ้าทีละชิ้น การปรากฏของสิ่งใหม่แต่ละสิ่งนั้นเหมือนการกำเนิดของทารกแรกเกิด และพระผู้สร้างได้ทรงรับเอาความยินดีในภาพที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในพระดำริของพระองค์ แต่เป็นภาพที่บัดนี้ได้รับการทำให้มีชีวิตขึ้นแล้ว ณ เวลานี้ พระทัยของพระองค์ได้รับเศษเสี้ยวหนึ่งของความพึงพอพระทัย แต่แผนของพระองค์เพิ่งได้เริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ในชั่วพริบตา วันใหม่ก็ได้มาถึง—และหน้าถัดไปในแผนของพระผู้สร้างเป็นเช่นไร? พระองค์ได้ตรัสสิ่งใดไว้? พระองค์ได้ทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์อย่างไร? ในขณะเดียวกัน สิ่งใหม่อันใดบ้างที่ได้มาสู่โลกใหม่ใบนี้? เมื่อติดตามการทรงนำของพระผู้สร้าง สายตาอันจับจ้องของพวกเราก็ได้มองเห็นวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง วันซึ่งยังไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าสำหรับพระผู้สร้างนั้น มันคือวันที่น่าอัศจรรย์อีกวันหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย และมันคืออีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับมวลมนุษย์ในปัจจุบันนี้ แน่นอนว่ามันคือวันที่มีคุณค่าอันมิอาจประเมินได้ มันน่าอัศจรรย์อย่างไร มันสำคัญถึงเพียงนั้นอย่างไร และมันมีค่าอันมิอาจประเมินได้อย่างไร? พวกเรามาฟังพระวจนะที่พระผู้สร้างได้ตรัสไว้กันก่อน…

“พระเจ้าตรัสว่า ‘จงมีดวงสว่างต่างๆ ของภาคพื้นฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้เป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี และให้เป็นดวงสว่างต่างๆ บนภาคพื้นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน’ ก็เป็นดังนั้น” (ปฐมกาล 1:14-15) นี่คือการใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้าอีกครั้งหนึ่งที่ได้ถูกแสดงออกไปให้เห็นโดยสิ่งทรงสร้างทั้งหลายภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงสร้างแผ่นดินแห้งและต้นไม้ทั้งหลายบนแผ่นดิน สำหรับพระเจ้าแล้ว การกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องง่ายเหมือนสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำไปแล้ว เพราะพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพเช่นนั้น พระเจ้าทรงดีงามดังเช่นพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง พระเจ้าได้ทรงสั่งให้ดวงสว่างปรากฏขึ้นบนพื้นฟ้า และดวงสว่างเหล่านี้ไม่ได้เพียงส่องสว่างในท้องฟ้าและบนแผนดินโลกเท่านั้น แต่ยังได้ทำหน้าที่เป็นหมายกำหนดกลางวันและกลางคืน กำหนดฤดู วัน และปีอีกด้วย ด้วยวิธีนี้เอง ขณะที่พระองค์ตรัสพระวจนะของพระองค์ ทุกกิจการที่พระเจ้าได้ทรงปรารถนาให้สัมฤทธิ์ผลก็ได้ลุล่วงไปตามความหมายของพระเจ้าและในลักษณะที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้

ดวงสว่างบนพื้นฟ้าคือวัตถุในท้องฟ้าที่สามารถแผ่ความสว่างได้ ดวงสว่างเหล่านั้นให้ความกระจ่างแก่ท้องฟ้าและแผ่นดินและทะเล พวกมันวิวัฒน์ไปตามจังหวะและความถี่ที่พระเจ้าทรงบัญชา และให้ความสว่างแก่ช่วงเวลาที่แตกต่างกันบนแผ่นดิน และด้วยวิธีนี้เอง วัฏจักรที่วิวัฒน์ไปของดวงสว่างทั้งหลายก็ทำกลางวันและกลางคืนก่อกำเนิดขึ้นในทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของแผ่นดิน และดวงสว่างเหล่านั้นมิใช่เป็นเพียงหมายกำหนดของกลางวันและกลางคืนเท่านั้น แต่พวกมันยังเป็นเครื่องหมายของการเฉลิมฉลองและวันพิเศษต่างๆ ของมวลมนุษย์ด้วยเช่นกันโดยผ่านทางวัฏจักรที่แตกต่างกันเหล่านี้ พวกมันเป็นเครื่องประกอบและเครื่องเคียงที่เพียบพร้อมให้แก่สี่ฤดูกาล—คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว—ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้มีขึ้น โดยพร้อมกันกับที่ดวงสว่างเหล่านั้นทำหน้าที่อย่างปรองดองกันเป็นเครื่องหมายที่ปกติและถูกต้องแม่นยำสำหรับช่วงเวลา วัน และปีทางจันทรคติแก่มวลมนุษย์ ถึงแม้ว่ามีเพียงหลังจากเกิดการทำเกษตรกรรมแล้วเท่านั้น มวลมนุษย์จึงจะได้เริ่มเข้าใจและเผชิญกับการแบ่งช่วงเวลา วัน และปีตามจันทรคติที่เกิดขึ้นโดยดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช่วงเวลา วัน และปีตามจันทรคติที่มนุษย์เข้าใจในปัจจุบันนี้ได้เริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วในวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า และดังนั้น วัฏจักรที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนานมาแล้วในวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าเช่นเดียวกัน ดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นนั้นทำให้มนุษย์สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกลางคืนและกลางวัน และนับวันเวลาได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างถูกต้องแม่นยำ และอย่างชัดเจน และติดตามรับรู้ระยะเวลาและปีทางจันทรคติได้อย่างชัดเจน (วันที่มีดวงจันทร์เต็มดวงคือวันที่ครบหนึ่งเดือนบริบูรณ์ และจากการนี้มนุษย์ได้รู้ว่าความกระจ่างของดวงสว่างเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ วันที่มีดวงจันทร์ครึ่งดวงคือวันครบครึ่งเดือนบริบูรณ์ ซึ่งบอกกับมนุษย์ว่าระยะเวลาทางจันทรคติรอบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งจากระยะเวลานี้ทำให้สามารถอนุมานได้ว่าในระยะเวลาทางจันทรคติรอบหนึ่งนั้นมีกี่วันและกี่คืน มีระยะเวลาทางจันทรคติกี่รอบในหนึ่งฤดู และมีกี่ฤดูในหนึ่งปี และทั้งหมดนี้ได้รับการเผยออกมาด้วยความสม่ำเสมอที่ยิ่งใหญ่) ดังนั้น มนุษย์สามารถติดตามรับรู้ระยะเวลา วัน และปีทางจันทรคติที่กำหนดเครื่องหมายด้วยการหมุนครบรอบของดวงสว่างได้อย่างง่ายดาย จากจุดนี้เป็นต้นไป มวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางการสับเปลี่ยนอย่างเป็นระเบียบของกลางวันและกลางคืน และการหมุนเวียนของฤดูกาลที่ก่อเกิดขึ้นโดยการหมุนครบรอบของดวงสว่างทั้งหลายอย่างไม่รู้ตัว นี่คือนัยสำคัญของการทรงสร้างดวงสว่างในวันที่สี่ของพระผู้สร้าง ในทำนองเดียวกันนั้น จุดมุ่งหมายและนัยสำคัญของการกระทำนี้ของพระผู้สร้างยังคงมิอาจแยกกันได้จากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ และดังนั้น ดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นและคุณค่าที่พวกมันจะนำมาให้แก่มนุษย์ในไม่ช้านั้น คือไม้เด็ดอีกอย่างหนึ่งในการใช้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ในโลกใหม่ใบนี้ ที่ซึ่งมวลมนุษย์ยังไม่ได้มีการปรากฏขึ้น พระผู้สร้างได้ทรงตระเตรียมเวลาเย็น เวลาเช้า ภาคพื้น แผ่นดินและทะเล หญ้า ธัญพืช และต้นไม้ประเภทต่างๆ และความสว่าง ฤดู วัน และปีสำหรับชีวิตใหม่ที่พระเจ้าจะทรงสร้างขึ้นในไม่ช้า สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างได้ถูกแสดงออกในสิ่งใหม่ๆ ที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นแต่ละสิ่ง และพระวจนะของพระองค์และความสำเร็จเกิดขึ้นโดยพร้อมเพียงกัน โดยไม่มีความคลาดเคลื่อนแม้แต่นิดเดียว และโดยไม่มีการเว้นช่วงแม้แต่นิดเดียว การปรากฏและการกำเนิดของสิ่งใหม่ๆ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง กล่าวคือ พระองค์ทรงดีงามเหมือนดังพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง และสิ่งที่พระองค์ทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นยาวนานตลอดไป ข้อเท็จจริงนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ มันเป็นเช่นไรในอดีต มันก็เป็นเช่นนั้นในวันนี้ และมันจะเป็นเช่นนั้นไปจนตลอดชั่วกัลปาวสาน เมื่อเจ้ามองดูพระวจนะจากคัมภีร์เหล่านี้อีกครั้ง พวกเจ้ารู้สึกว่าพวกมันสดใหม่หรือไม่? พวกเจ้าได้เห็นเนื้อหาใหม่ และได้มีการค้นพบใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้างหรือไม่? นั่นเป็นเพราะกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างได้กวนหัวใจของพวกเจ้า และได้ชี้นำทิศทางความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ และได้เปิดประตูให้แก่ความเข้าใจของพวกเจ้าเกี่ยวกับพระผู้สร้างแล้ว และกิจการทั้งหลายกับสิทธิอำนาจของพระองค์ก็ได้ประทานชีวิตให้กับพระวจนะเหล่านี้ ดังนั้น ในพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์จึงได้มองเห็นการแสดงออกที่จริงและแจ่มแจ้งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ได้เป็นประจักษ์พยานถึงมไหศวรรย์แห่งพระผู้สร้างอย่างแท้จริง และได้เห็นความเหนือธรรมดาของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง

สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ดึงดูดความสนใจของมนุษย์ และช่วยไม่ได้ที่มนุษย์จะเพียงแต่จ้องตะลึงงันมองกิจการที่น่าตื่นตะลึงทั้งหลายที่เกิดจากการใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ ฤทธานุภาพอันเป็นปรากฏการณ์ของพระองค์นำมาซึ่งความปีติยินดีครั้งแล้วครั้งเล่า และมนุษย์ถูกปล่อยให้ละลานตาและชื่นชมยินดี อ้าปากค้างด้วยความเลื่อมใส ประหม่าและชื่นใจ ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ตื้นตันใจอย่างมองเห็นได้และก่อเกิดเป็นความเคารพ ความนับถือ และความผูกพันขึ้นในตัวเขา สิทธิอำนาจและกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างมีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่และปฏิกิริยาการชำระให้สะอาดต่อจิตวิญญาณของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น และสิทธิอำนาจและกิจการเหล่านั้นทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์อิ่มเอิบ ทุกๆ พระดำริของพระองค์ ทุกๆ ถ้อยดำรัสของพระองค์ และทุกๆ การเปิดเผยสิทธิอำนาจของพระองค์คือผลงานชิ้นเอกท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และเป็นหน้าที่การงานอันยิ่งใหญ่ที่ทรงคุณค่ามากที่สุดต่อการทำความเข้าใจและความรู้ที่ลึกซึ้งของมวลมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อพวกเรานับสิ่งที่ทรงสร้างทุกอย่างที่กำเนิดขึ้นจากพระวจนะของพระผู้สร้าง จิตวิญญาณของพวกเราจะถูกดึงเข้าหาการอัศจรรย์แห่งฤทธานุภาพของพระเจ้า และพวกเราจะพบว่าพวกเราเองกำลังติดตามย่างพระบาทของพระผู้สร้างมาถึงวันต่อมา นั่นคือ วันที่ห้าแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า

พวกเรามาอ่านคัมภีร์กันต่อทีละบทตอนเถิด ขณะที่เรามองดูกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างมากยิ่งขึ้น

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ทุกสรรพสิ่งล้วนเพียบพร้อม

ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น รวมทั้งพวกที่สามารถเคลื่อนที่ได้และพวกที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่นนกและปลา เช่นต้นไม้และดอกไม้...

ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทรงสร้างใดที่สามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้

จากเมื่อครั้งที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นการสร้างทุกสรรพสิ่ง ฤทธานุภาพของพระเจ้าก็ได้เริ่มแสดงออกและเผยออกไป...

ในวันที่ห้า ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างและหลากหลายจัดแสดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในหนทางต่างๆ

คัมภีร์ระบุว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และให้นกบินไปมาในภาคพื้นฟ้าเหนือแผ่นดิน’ พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่...

ในวันที่สาม พระวจนะของพระเจ้าให้กำเนิดแผ่นดินโลกและทะเล และสิทธิอำนาจของพระเจ้าทำให้โลกเต็มเปี่ยมด้วยชีวิต

ต่อไป พวกเรามาอ่านประโยคแรกของปฐมกาล 1:9-10 กันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น’”...