สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่ถูกจำกัดควบคุมโดยกาลเวลา พื้นที่ หรือภูมิประเทศ และสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างนั้นมิอาจคิดคำนวณได้

วันที่ 02 เดือน 10 ปี 2020

พวกเรามาดูปฐมกาล 22:17-18 กันเถิด นี่คืออีกบทตอนหนึ่งที่พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสไว้ ในบทตอนนี้พระองค์ตรัสกับอับราฮัมว่า “ดังนั้นเราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองแห่งศัตรูทั้งหลายของเขาเป็นกรรมสิทธิ์ ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าเจ้าเชื่อฟังเรา” พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงอวยพรอับราฮัมหลายครั้งว่าให้เชื้อสายของเขาเพิ่มทวีขึ้น ว่าแต่ว่าพวกเขาจะเพิ่มไปถึงขอบเขตใด? ถึงขอบเขตที่กล่าวไว้ในองค์พระคัมภีร์ว่า “ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล” นี่หมายความว่าพระเจ้าปรารถนาที่จะประทานหน่อเนื้อเชื้อไขแก่อับราฮัมเป็นจำนวนมากเหมือนดวงดาวในท้องฟ้า และเหลือเฟือเหมือนเม็ดทรายบนฝั่งทะเล พระเจ้าตรัสโดยใช้โวหารภาพพจน์ และจากโวหารภาพพจน์นี้ก็ไม่ยากที่จะมองเห็นว่าพระเจ้าจะไม่ประทานพงศ์พันธุ์ให้แก่อับราฮัมเพียงหนึ่ง สอง หรือเพียงหลายพันคน แต่เป็นจำนวนที่นับไม่ถ้วน มากพอที่พวกเขาจะกลายเป็นมวลชนแห่งประชาชาติ เพราะพระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมไว้ว่าเขาจะได้เป็นบิดาแห่งประชาชาติมากมาย ทั้งนี้ จำนวนนั้นตัดสินโดยมนุษย์ หรือว่าตัดสินโดยพระเจ้า? มนุษย์สามารถควบคุมได้หรือว่าเขาจะมีพงศ์พันธุ์เท่าใด? การนี้ขึ้นอยู่กับเขากระนั้นหรือ? นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ด้วยซ้ำว่าเขาจะมีพงศ์พันธุ์หลายคนหรือไม่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจำนวนที่มากมายดัง “ดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล” มีผู้ใดไม่ปรารถนาให้เชื้อสายของตนมีจำนวนมากมายเหมือนดวงดาว? น่าเสียดายที่มิใช่ว่าสิ่งทั้งหลายจะออกมาในหนทางที่เจ้าต้องการเสมอไป ไม่ว่ามนุษย์จะเปี่ยมด้วยทักษะหรือความสามารถเพียงใด การนี้ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขา ไม่มีผู้ใดสามารถยืนอยู่นอกสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้ได้ พระองค์ทรงอนุญาตให้เจ้ามากเพียงใด เจ้าก็จะมีมากเพียงเท่านั้น กล่าวคือ หากพระเจ้าประทานแก่เจ้าแต่น้อย เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีวันมีมาก และหากพระเจ้าประทานแก่เจ้ามากมาย ก็ย่อมไม่มีประโยชน์ที่จะไม่พอใจว่าเจ้ามีมาก นี่ไม่ใช่เช่นนี้หรอกหรือ? ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์! มนุษย์มีพระเจ้าปกครอง และไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้น!

เมื่อพระเจ้าตรัสว่า “เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น” นี่คือพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับอับราฮัม และมันก็จะสำเร็จลุล่วงไปจนชั่วกัลปาวสานดังเช่นพันธสัญญาแห่งรุ้ง และยังเป็นสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่อับราฮัมเช่นกัน มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติและมีความสามารถที่จะทำให้สัญญานี้เป็นจริงได้ ไม่ว่ามนุษย์จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่ามนุษย์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่ามนุษย์จะมีทรรศนะหรือคำนึงถึงมันอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะลุล่วงตามพระวจนะที่พระเจ้าตรัสอย่างไม่ผิดเพี้ยน พระวจนะของพระเจ้าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงในเจตจำนงหรือมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ และจะไม่มีการปรับเปลี่ยนเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งอันใด สรรพสิ่งอาจปลาสนาการไป แต่พระวจนะของพระเจ้าจะยังคงอยู่ตลอดกาล ในความเป็นจริงแล้ว วันที่ทุกสิ่งปลาสนาการไปนั้นย่อมเป็นวันที่พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงอย่างบริบูรณ์โดยแท้ เพราะพระองค์คือพระผู้สร้าง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และพระองค์ทรงควบคุมสรรพสิ่งและพลังชีวิตทั้งหมด พระองค์สามารถทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า หรือทำให้บางสิ่งบางอย่างกลายเป็นความว่างเปล่าได้ และพระองค์ทรงควบคุมการแปลงสภาพของทุกสิ่งตั้งแต่สิ่งที่มีชีวิตไปจนถึงสิ่งที่ตายแล้ว สำหรับพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดง่ายดายเท่าการเพิ่มทวีเมล็ดพันธุ์ของใครบางคน การนี้ฟังดูเพ้อฝันเหมือนเป็นเทพนิยายสำหรับมนุษย์ แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว สิ่งที่พระองค์ตัดสินพระทัยและสัญญาว่าจะทำนั้นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และไม่ใช่เทพนิยาย แต่กลับเป็นข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงมองเห็นแล้ว และย่อมจะต้องสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน พวกเจ้าซึ้งคุณค่าของการนี้หรือไม่? ข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นหรือไม่ว่าพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมมีจำนวนมากมาย? พวกเขามีจำนวนมากมายเพียงใด? พวกเขามีจำนวนมากมายดัง “ดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล” ตามที่พระเจ้าตรัสไว้หรือไม่? พวกเขาได้แพร่กระจายไปทั่วทุกประชาชาติและภูมิภาคทั้งปวง ไปยังทุกที่ในโลกหรือไม่? ข้อเท็จจริงนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยสิ่งใด? สำเร็จลุล่วงด้วยสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่? หลังจากที่มีการตรัสพระวจนะของพระเจ้ามานานหลายร้อยหรือหลายพันปีแล้ว พระวจนะของพระเจ้าก็ยังคงลุล่วงต่อไป และกลายเป็นข้อเท็จจริงอยู่เป็นนิจ นี่คืออิทธิฤทธิ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า และเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งในปฐมกาลนั้น พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” และความสว่างก็มีขึ้น การนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ลุล่วงไปในเวลาอันสั้นมาก และไม่มีความล่าช้าในการสำเร็จและลุล่วงของการนั้น ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้าเกิดขึ้นโดยพลัน ทั้งสองสิ่งคือการแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรอับราฮัม พระองค์ได้ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นแก่นแท้อีกด้านหนึ่งแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างมิอาจคิดคำนวณได้ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งขึ้นและวิจิตรยิ่งขึ้น

ทันทีที่มีการดำรัสพระวจนะของพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้าก็เข้าบัญชาพระราชกิจนี้ และข้อเท็จจริงที่พระโอษฐ์ของพระเจ้าให้สัญญาไว้ก็เริ่มค่อยๆ กลายเป็นจริง ผลลัพธ์ก็คือความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเริ่มปรากฏท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง เหมือนกันอย่างยิ่งกับที่ต้นหญ้ากลายเป็นสีเขียวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ดอกไม้ผลิบาน เกิดตาอ่อนตามต้นไม้ นกเริ่มขับขาน ห่านป่าหวนคืน และท้องทุ่งก็คับคั่งไปด้วยผู้คน… ทุกสิ่งฟื้นคืนกำลังขึ้นมาใหม่ด้วยการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ และนี่คือกิจการอันมหัศจรยย์ของพระผู้สร้าง เมื่อพระเจ้าทรงทำให้สัญญาของพระองค์สำเร็จลุล่วง ทุกสิ่งบนสวรรค์และแผ่นดินโลกก็เริ่มต้นใหม่และเปลี่ยนแปลงไปตามพระดำริของพระเจ้า—ไม่มีสิ่งใดได้รับการยกเว้น เมื่อคำมั่นหรือสัญญาถูกดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ทุกสิ่งย่อมทำหน้าที่เพื่อให้คำมั่นหรือสัญญานั้นลุล่วง และถูกยักย้ายถ่ายเทเพื่อทำให้การนั้นลุล่วง สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงถูกจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง แสดงบทบาทในส่วนของตน และปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของตน นี่คือการสำแดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง เจ้ามองเห็นสิ่งใดในการนี้? เจ้ารู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างไร? สิทธิอำนาจของพระเจ้ามีการแบ่งออกเป็นระดับหรือไม่? มีการจำกัดเวลาหรือไม่? สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้ามีความสูงเท่านี้หรือมีความยาวเท่านี้? สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่ามีขนาดหรือความแข็งแกร่งเท่านี้? สามารถวัดตามมิติทั้งหลายของมนุษย์ได้หรือไม่? สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่ได้กะพริบเปิดและปิด ไม่ได้มาแล้วก็ไป และไม่มีผู้ใดสามารถวัดได้ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรบุคคลหนึ่ง พรนี้จะดำเนินต่อเนื่องไป และความต่อเนื่องนี้จะเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจอันมิอาจประเมินได้ของพระเจ้า และจะเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ได้เห็นพลังชีวิตอันมิอาจดับสลายได้ของพระผู้สร้างปรากฏขึ้นอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า การแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระองค์ในแต่ละครั้งคือการแสดงพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ โดยแสดงให้ปรากฏแก่ทุกสรรพสิ่ง และมวลมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่สำเร็จลุล่วงโดยสิทธิอำนาจของพระองค์ล้วนวิจิตรเกินจะเปรียบปาน และไร้ตำหนิโดยสิ้นเชิง สามารถกล่าวได้ว่าพระดำริของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ และพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์สำเร็จลุล่วงล้วนเป็นภาพอันงดงามอย่างมิอาจหาใดเปรียบ และสำหรับสิ่งทรงสร้างทั้งหลาย ภาษาของมวลมนุษย์ไม่สามารถพรรณนานัยสำคัญและคุณค่าของสิทธิอำนาจได้ เมื่อพระเจ้าทรงทำสัญญากับบุคคลหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาย่อมเป็นที่คุ้นเคยของพระเจ้าดุจดังหลังพระหัตถ์ของพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ หรือสิ่งที่พวกเขาทำ ภูมิหลังของพวกเขาก่อนหรือหลังจากที่พวกเขาได้รับสัญญา หรือไม่ว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาพแวดล้อมที่พวกเขาดำรงชีวิตนั้นจะใหญ่หลวงเพียงใด ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปมากเพียงใดหลังจากที่มีการตรัสพระวจนะของพระเจ้า สำหรับพระองค์แล้ว นั่นเป็นราวกับว่าพระวจนะเหล่านั้นเพิ่งถูกดำรัส นี่หมายความว่าพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพและทรงมีสิทธิอำนาจชนิดที่พระองค์สามารถติดตามรับรู้ ควบคุม และลุล่วงสัญญาทุกข้อที่พระองค์ทรงทำกับมวลมนุษย์ได้ และไม่ว่าสัญญานั้นจะเป็นสิ่งใด ไม่ว่าต้องใช้เวลายาวนานเพียงใดในการทำให้ลุล่วงโดยบริบูรณ์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าการทำให้สัญญาสำเร็จลุล่วงจะเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ในขอบเขตกว้างขวางสักเพียงใด—ตัวอย่างเช่น กาลเวลา ภูมิประเทศ เชื้อชาติ และอื่นๆ—สัญญานี้ย่อมจะสำเร็จและลุล่วง นอกจากนี้การทำให้สัญญาสำเร็จและลุล่วงย่อมไม่ต้องใช้ความพยายามของพระองค์เลยแม้แต่น้อย การนี้พิสูจน์ให้เห็นสิ่งใด? นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้ากว้างใหญ่ไพศาลพอที่จะควบคุมทั้งจักรวาลและมวลมนุษย์ทั้งปวง พระเจ้าทรงสร้างความสว่าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงบริหารจัดการเฉพาะความสว่างเท่านั้น หรือพระองค์ทรงบริหารจัดการเพียงน้ำเพราะพระองค์ทรงสร้างน้ำขึ้นมาเท่านั้น และไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งนอกเหนือจากนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้า นี่มิใช่การเข้าใจผิดหรอกหรือ? ถึงแม้ว่าการที่พระเจ้าทรงอวยพรอับราฮัมค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของมนุษย์แล้วหลังเวลาผ่านไปหลายร้อยปี แต่สำหรับพระเจ้า สัญญานี้ยังคงอยู่เหมือนเดิม ยังคงอยู่ในกระบวนการแห่งการสำเร็จลุล่วง และไม่เคยหยุดเลย มนุษย์ไม่เคยรู้หรือไม่เคยได้ยินว่าพระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์อย่างไร ทุกสิ่งได้รับการจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการอย่างไร และมีเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นท่ามกลางสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าในกาลสมัยนี้มากมายเพียงใด แต่สิ่งอัศจรรย์ทุกอย่างที่แสดงถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า และการเผยให้เห็นกิจการทั้งหลายของพระองค์ ได้ถูกส่งต่อและเป็นที่ยกย่องท่ามกลางสรรพสิ่ง ทุกสิ่งแสดงและกล่าวถึงกิจการอันเปี่ยมปาฏิหาริย์ของพระผู้สร้าง และเรื่องราวแต่ละเรื่องที่เล่าขานกันไว้มากมายถึงอธิปไตยที่พระผู้สร้างทรงมีเหนือทุกสรรพสิ่ง ย่อมจะได้รับการกล่าวประกาศโดยทุกสรรพสิ่งไปชั่วกาลนาน สิทธิอำนาจที่พระเจ้าทรงใช้ปกครองสรรพสิ่ง และฤทธานุภาพของพระเจ้า แสดงให้ทุกสิ่งเห็นว่าพระเจ้าสถิตอยู่ทุกแห่งหนและตลอดเวลา เมื่อเจ้าประจักษ์ถึงการมีอยู่ในทุกหนแห่งของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะเห็นว่าพระเจ้าสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่งและตลอดเวลา สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่ถูกจำกัดควบคุมโดยกาลเวลา ภูมิประเทศ พื้นที่ หรือบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งอันใด ความกว้างขวางแห่งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าเลิศล้ำเกินจินตนาการของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจหยั่งถึงได้ มนุษย์ไม่อาจจินตนาการได้ และมนุษย์จะไม่มีวันรู้จักอย่างครบถ้วน

ผู้คนบางคนชอบที่จะอนุมานและจินตนาการ แต่จินตนาการของมนุษย์จะสามารถไปได้ไกลเพียงใด? สามารถไปได้ไกลพ้นโลกนี้หรือไม่? มนุษย์สามารถอนุมานและจินตนาการถึงความจริงแท้และความถูกต้องแม่นยำแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้หรือไม่? การอนุมานและจินตนาการของมนุษย์สามารถเปิดโอกาสให้เขาสัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้หรือไม่? ทั้งสองอย่างนี้ทำให้มนุษย์ซึ้งคุณค่าและนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแท้จริงได้หรือไม่? ข้อเท็จจริงทั้งหลายพิสูจน์ให้เห็นว่า การอนุมานและจินตนาการของมนุษย์เป็นเพียงผลผลิตแห่งเชาวน์ปัญญาของมนุษย์เท่านั้น และไม่ได้ช่วยหรือเป็นประโยชน์ต่อความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย หลังจากอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ บางคนสามารถจินตนาการถึงดวงจันทร์ หรือจินตนาการว่าดวงดาวทั้งหลายเป็นอย่างไร กระนั้นนี่ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์มีความเข้าใจอันใดในสิทธิอำนาจของพระเจ้า จินตนาการของมนุษย์ก็เป็นเพียงเท่านั้น—แค่จินตนาการ เขาไม่มีการจับความเข้าใจถึงข้อเท็จจริงของสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งหมายถึงจับความเข้าใจในความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเหล่านี้กับสิทธิอำนาจของพระเจ้า ต่อให้เจ้าเคยไปดวงจันทร์ การนี้จะสำคัญอย่างไร? การนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้ามีความเข้าใจหลากหลายมิติเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้ากระนั้นหรือ? แสดงให้เห็นว่าเจ้าสามารถจินตนาการถึงความกว้างขวางแห่งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าได้กระนั้นหรือ? ในเมื่อการอนุมานและจินตนาการของมนุษย์ไม่สามารถเปิดโอกาสให้เขารู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ แล้วมนุษย์ควรทำเช่นไร? ทางเลือกที่ทรงปัญญาที่สุดย่อมจะเป็นการไม่อนุมานหรือจินตนาการ กล่าวคือ มนุษย์ต้องไม่พึ่งพาจินตนาการและอาศัยการอนุมานโดยเด็ดขาดเมื่อเป็นเรื่องของการรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า สิ่งใดที่เราปรารถนาจะกล่าวกับพวกเจ้าในที่นี้? ความรู้ในเรื่องสิทธิอำนาจของพระเจ้า ฤทธานุภาพของพระเจ้า อัตลักษณ์ของพระเจ้าเอง และแก่นแท้ของพระเจ้า ไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยการพึ่งพาจินตนาการของเจ้า ในเมื่อเจ้าไม่สามารถพึ่งพาจินตนาการเพื่อที่จะรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์ความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ในหนทางใด? หนทางในการทำการนี้ก็คือโดยผ่านทางการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า ผ่านทางการสามัคคีธรรม และผ่านทางการมีประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เจ้าจึงจะมีประสบการณ์และมีการพิสูจน์ยืนยันความจริงแท้แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าทีละน้อย และเจ้าจะได้รับความเข้าใจและความรู้ในสิทธิอำนาจของพระเจ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่คือหนทางเดียวที่จะสัมฤทธิ์ความรู้ในสิทธิอำนาจของพระเจ้า ไม่มีทางลัด การขอให้พวกเจ้าไม่จินตนาการไม่ใช่การให้พวกเจ้านั่งนิ่งรอคอยการทำลายล้าง หรือหยุดยั้งพวกเจ้าจากการทำบางสิ่ง การที่พวกเจ้าไม่ใช้สมองคิดและจินตนาการหมายถึงการไม่ใช้ตรรกะเพื่ออนุมาน ไม่ใช้ความรู้เพื่อวิเคราะห์ และไม่ใช้วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน แต่กลับเป็นการซึ้งคุณค่า การพิสูจน์ และการยืนยันว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นมีสิทธิอำนาจ การยืนยันว่าพระองค์ทรงถือครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของเจ้า และว่าฤทธานุภาพของพระองค์พิสูจน์อยู่ตลอดเวลาว่า พระองค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า ผ่านทางความจริง ผ่านทางทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าเผชิญในชีวิตต่างหาก นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่ใครสักคนจะสามารถสัมฤทธิ์ความเข้าใจในพระเจ้า บางคนกล่าวว่าพวกเขาปรารถนาที่จะหาหนทางที่เรียบง่ายในการสัมฤทธิ์จุดมุ่งหมายนี้ แต่พวกเจ้าสามารถคิดหาหนทางเช่นนั้นได้หรือ? เรากล่าวกับเจ้าว่า ไม่มีความจำเป็นต้องคิด เพราะไม่มีหนทางอื่น! มีหนทางเดียวเท่านั้นคือการรู้จักและพิสูจน์ยืนยันอย่างมีมโนธรรมและอย่างหนักแน่นถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น โดยผ่านทางพระวจนะทุกคำที่พระองค์แสดงไว้และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำ นี่คือหนทางเดียวเท่านั้นที่จะรู้จักพระเจ้า เพราะสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น และทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระเจ้านั้นไม่ไร้แก่นสารและไม่ว่างเปล่า แต่สัมพันธ์กับชีวิตจริง

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างมิอาจเปลี่ยนแปลงได้และมิอาจล่วงเกินได้

พวกเจ้ามองเห็นสิ่งใดในสามส่วนนี้ขององค์พระคัมภีร์? พวกเจ้ามองเห็นว่ามีหลักธรรมในการที่พระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์หรือไม่?...

มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงมีอัตลักษณ์แห่งพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์

อัตลักษณ์พิเศษของซาตานทำให้ผู้คนมากมายแสดงความสนใจอย่างแรงกล้าในแง่มุมต่างๆ ที่มันสำแดงออกมา...

ซาตานไม่เคยกล้าฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และด้วยเหตุนี้ทุกสรรพสิ่งจึงดำรงชีวิตอยู่อย่างเป็นระเบียบ

โยบ 2:6 และพระยาห์เวห์ตรัสกับซาตานว่า “ดูเถิด เขาอยู่ในมือเจ้า จงไว้ชีวิตเขาเท่านั้น” นี่คือบทตัดตอนจากหนังสือโยบ และ “เขา”...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger