พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์ทำพันธสัญญากับมนุษย์

วันที่ 02 เดือน 10 ปี 2020

ปฐมกาล 9:11-13 “เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงโดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป” พระเจ้าตรัสว่า “นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราให้ไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และกับสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับพวกเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก”

หลังจากที่พระองค์ทรงสร้างสรรพสิ่ง สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างก็ได้รับการยืนยันและแสดงให้เห็นอีกครั้งในพันธสัญญาแห่งรุ้ง

มีการใช้และแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างท่ามกลางสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงอยู่เสมอ และพระองค์ไม่เพียงทรงปกครองชะตากรรมของทุกสรรพสิ่งเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงปกครองมวลมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งทรงสร้างพิเศษที่พระองค์สร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และเป็นสิ่งที่มีโครงสร้างชีวิตที่แตกต่างและดำรงอยู่ในรูปแบบชีวิตที่แตกต่างออกไปอีกด้วย หลังจากที่ทรงสร้างสรรพสิ่งแล้ว พระผู้สร้างไม่ได้ทรงหยุดแสดงออกถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ สำหรับพระองค์แล้ว สิทธิอำนาจที่พระองค์ทรงใช้ถือครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งหมดนั้นได้เริ่มต้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะเฉพาะเมื่อมวลมนุษย์ถือกำเนิดจากพระหัตถ์ของพระองค์อย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น พระองค์ตั้งพระทัยที่จะบริหารจัดการมวลมนุษย์และปกครองมวลมนุษย์ พระองค์ตั้งพระทัยที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและได้รับมวลมนุษย์เอาไว้อย่างแท้จริง ได้รับมวลมนุษย์ที่สามารถปกครองทุกสิ่งได้ พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำให้มวลมนุษย์ดังกล่าวดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์ รู้จักและนบนอบสิทธิอำนาจของพระองค์ ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงเริ่มแสดงสิทธิอำนาจของพระองค์อย่างเป็นกิจจะลักษณะท่ามกลางมนุษย์โดยใช้พระวจนะของพระองค์ และทรงเริ่มใช้สิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อทำให้พระวจนะทั้งหลายของพระองค์เป็นจริง แน่นอนว่าย่อมมีการแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าในทุกหนแห่งในระหว่างกระบวนการนี้ เราเพียงหยิบยกเอาตัวอย่างพิเศษที่รู้จักกันดีบางตัวอย่างเพื่อที่พวกเจ้าอาจเข้าใจและรู้จักเอกลักษณ์ของพระเจ้าและสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระองค์ได้จากตัวอย่างเหล่านี้

มีความคล้ายคลึงกันระหว่างบทตอนในปฐมกาล 9:11-13 กับบทตอนข้างต้นที่เกี่ยวกับบันทึกแห่งการสร้างโลกของพระเจ้า แต่กระนั้นก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่อย่างหนึ่งเช่นกัน สิ่งใดคือความคล้ายคลึงนั้น? มีความคล้ายคลึงอยู่ในการใช้พระวจนะของพระเจ้าเพื่อทำสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้ และมีความแตกต่างอยู่ตรงที่บทตอนที่อ้างถึงในที่นี้นั้นแสดงถึงการสนทนาที่พระเจ้าทรงมีกับมนุษย์ และในการสนทนานี้พระองค์ได้ทรงทำพันธสัญญาประการหนึ่งกับมนุษย์และตรัสบอกมนุษย์ถึงเนื้อความในพันธสัญญาดังกล่าว พระเจ้าทรงสัมฤทธิ์การใช้สิทธิอำนาจในครั้งนี้ระหว่างที่พระองค์ตรัสสนทนากับมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าก่อนการสร้างมวลมนุษย์ พระวจนะของพระเจ้าคือคำสอนและคำสั่งต่างๆ ที่ทรงมีแก่สิ่งทรงสร้างทั้งหลายที่พระองค์ตั้งพระทัยว่าจะสร้าง แต่บัดนี้มีใครบางคนได้ฟังพระวจนะของพระเจ้า และดังนั้นพระวจนะของพระองค์จึงเป็นทั้งบทสนทนากับมนุษย์ และการเตือนสติและการตักเตือนมนุษย์ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น พระวจนะของพระเจ้ายังเป็นพระบัญชาที่แสดงถึงสิทธิอำนาจของพระองค์ และประกาศไปยังทุกสรรพสิ่ง

บทตอนนี้บันทึกการกระทำใดของพระเจ้าเอาไว้? บทตอนนี้บันทึกพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับมนุษย์หลังจากที่พระองค์ทรงทำลายล้างโลกด้วยน้ำท่วม บทตอนนี้บอกมนุษย์ว่าพระเจ้าจะไม่ทรงบันดาลให้เกิดการทำลายล้างเช่นนั้นบนโลกอีก และว่าเพื่อให้บรรลุปลายทางเช่นนี้ พระเจ้าจึงทรงสร้างหมายสำคัญอย่างหนึ่ง สิ่งใดคือหมายสำคัญนี้? ในองค์พระคัมภีร์ระบุว่า “เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก” เหล่านี้คือพระวจนะดั้งเดิมที่พระผู้สร้างมีกับมวลมนุษย์ ขณะที่พระองค์ตรัสพระวจนะเหล่านี้ ก็มีรุ้งปรากฏขึ้นแก่สายตาของมนุษย์ และยังคงอยู่ตรงนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกคนเคยเห็นรุ้งดังกล่าว และเมื่อเจ้ามองเห็นรุ้ง เจ้ารู้หรือไม่ว่ารุ้งปรากฏขึ้นได้อย่างไร? วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์รุ้งหรือชี้ที่ตั้งของแหล่งกำเนิดของมัน หรือระบุตำแหน่งแห่งหนของรุ้งได้ นั่นเป็นเพราะรุ้งคือหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมนุษย์ มันไม่จำเป็นต้องใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น อีกทั้งมนุษย์ก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนมันได้ รุ้งคือการดำรงคงอยู่แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหลังจากที่พระองค์ตรัสพระวจนะของพระองค์ พระผู้สร้างทรงใช้วิธีการเฉพาะของพระองค์เองเพื่อที่จะทรงปฏิบัติตามสัญญาของพระองค์และพันธสัญญาที่พระองค์ทรงมีกับมนุษย์ และดังนั้นการที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำขึ้นนั้น จึงเป็นประกาศิตและธรรมบัญญัติจากสวรรค์ที่จะคงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของพระผู้สร้างหรือมวลมนุษย์ที่ทรงสร้าง ธรรมบัญญัติอันไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้นี้ ต้องกล่าวว่าเป็นการสำแดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงอีกครั้งหนึ่งหลังการสร้างสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง และต้องกล่าวว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างนั้นไร้ขีดจำกัด การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญคือการดำเนินสืบเนื่องและแผ่ขยายสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง นี่คือพฤติการณ์อีกอย่างหนึ่งที่พระเจ้าทรงกระทำโดยใช้พระวจนะของพระองค์ และเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับมนุษย์โดยใช้พระวจนะ พระองค์ตรัสบอกมนุษย์ถึงสิ่งที่พระองค์ตัดสินพระทัยแน่วแน่ว่าจะทำให้เกิดขึ้น และวิธีการที่จะทรงทำให้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ ในหนทางนี้ เรื่องราวจึงได้ลุล่วงไปตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองฤทธานุภาพเช่นนี้ และในวันนี้ หลายพันปีหลังจากที่พระองค์ตรัสพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์ยังคงสามารถมองดูรุ้งที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า เนื่องจากพระวจนะเหล่านั้นที่พระเจ้าดำรัสไว้ สิ่งนี้จึงคงอยู่มาโดยไม่ปรับเปลี่ยนและไม่เปลี่ยนแปลงจนถึงวันนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถทำให้รุ้งนี้หายไปได้ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติทั้งหลายของมันได้ และรุ้งย่อมดำรงอยู่ด้วยพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยแท้ “พระเจ้าทรงหมายความตามที่พระองค์ตรัส สิ่งที่พระองค์ตรัสย่อมจะเป็นไปตามนั้น และสิ่งที่พระองค์ทำย่อมจะยืนยงตลอดกาล” พระวจนะดังกล่าวสำแดงตนไว้ ณ ที่นี้อย่างชัดเจน และนี่คือหมายสำคัญและลักษณะเฉพาะแห่งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าอย่างชัดเจน หมายสำคัญหรือลักษณะเฉพาะเช่นนี้ไม่มีอยู่หรือไม่อาจพบเห็นในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ รวมทั้งไม่มีการพบเห็นในสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดๆ นี่เป็นของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์เท่านั้น และแยกอัตลักษณ์และแก่นแท้ที่มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครอง ออกจากอัตลักษณ์และแก่นแท้ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลาย ในขณะเดียวกัน นี่ยังเป็นหมายสำคัญและลักษณะเฉพาะที่นอกจากพระเจ้าพระองค์เองแล้ว ไม่มีวันที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่มิได้ทรงสร้างใดๆ จะสามารถทำให้เลิศล้ำกว่าได้

การที่พระเจ้าทรงทำพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์เป็นพฤติการณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะใช้สื่อสารข้อเท็จจริงกับมนุษย์และบอกมนุษย์ถึงเจตนารมณ์ของพระองค์ เพื่อการนี้ พระองค์จึงทรงใช้วิธีการที่มีเอกลักษณ์ โดยใช้หมายสำคัญพิเศษเพื่อทำพันธสัญญากับมนุษย์ หมายสำคัญซึ่งเป็นสัญญาถึงพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำไว้กับมนุษย์ ดังนั้นการทำพันธสัญญานี้เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่หรือไม่? แล้วยิ่งใหญ่อย่างไร? แน่นอนว่าสิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับพันธสัญญามีดังนี้คือ ไม่ใช่พันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างมนุษย์คนหนึ่งกับมนุษย์อีกคน หรือคนกลุ่มหนึ่งกับอีกกลุ่มหนึ่ง หรือประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นพันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ทั้งปวง และจะยังคงมีผลไปจนถึงวันที่พระผู้สร้างทรงล้มล้างทุกสิ่ง ผู้ที่สร้างพันธสัญญานี้คือพระผู้สร้าง และผู้ธำรงรักษาพันธสัญญาไว้ก็คือพระผู้สร้างเช่นกัน กล่าวสั้นๆ คือ ทั้งหมดของพันธสัญญาแห่งรุ้งที่ทำไว้กับมวลมนุษย์นี้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ตามบทสนทนาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลายจะสามารถทำสิ่งอื่นใดได้อีก นอกจากนบนอบ เชื่อฟัง เชื่อ ซึ้งคุณค่า เป็นประจักษ์พยาน และสรรเสริญสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง? เพราะไม่มีผู้ใดนอกจากพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์ที่มีฤทธานุภาพในการทำพันธสัญญาเช่นนั้น การปรากฏของรุ้งครั้งแล้วครั้งเล่าคือการป่าวประกาศแก่มวลมนุษย์และร้องเรียกให้เขาหันมาสนใจพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ ในการปรากฏตัวอย่างต่อเนื่องของพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์นี้ สิ่งที่แสดงให้มวลมนุษย์ดูไม่ใช่รุ้งหรือตัวพันธสัญญาเอง แต่เป็นสิทธิอำนาจอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ของพระผู้สร้าง การปรากฏของรุ้งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ แสดงให้เห็นกิจการที่เป็นปาฏิหาริย์และยิ่งใหญ่ไพศาลของพระผู้สร้างในสถานที่อันซ่อนเร้นทั้งหลาย และในขณะเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญยิ่งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่จะไม่มีวันจางหายไป และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นี่มิใช่การแสดงให้เห็นสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอีกแง่มุมหนึ่งหรอกหรือ?

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่ถูกจำกัดควบคุมโดยกาลเวลา พื้นที่ หรือภูมิประเทศ และสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างนั้นมิอาจคิดคำนวณได้

พวกเรามาดูปฐมกาล 22:17-18 กันเถิด นี่คืออีกบทตอนหนึ่งที่พระยาห์เวห์พระเจ้าตรัสไว้ ในบทตอนนี้พระองค์ตรัสกับอับราฮัมว่า...

แม้มวลมนุษย์จะถูกทำให้เสื่อมทราม แต่เขาก็ยังคงดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามมาหลายพันปีแล้ว มันทำความชั่วมานับไม่ถ้วน ชักพาให้ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าหลงผิด...

สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างมิอาจเปลี่ยนแปลงได้และมิอาจล่วงเกินได้

พวกเจ้ามองเห็นสิ่งใดในสามส่วนนี้ขององค์พระคัมภีร์? พวกเจ้ามองเห็นว่ามีหลักธรรมในการที่พระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจของพระองค์หรือไม่?...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger