ช. ว่าด้วยวิธีที่จะลุล่วงในหน้าที่ของคนเราอย่างเพียงพอ
404. ในฐานะสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และคริสตชนผู้เปี่ยมศรัทธา พวกเราทุกคนล้วนมีความรับผิดชอบและภาระผูกพัน ที่จะต้องถวายร่างกายและจิตใจเพื่อเติมเต็มพระบัญชาของพระเจ้าให้สำเร็จบริบูรณ์ ด้วยเหตุที่ตัวตนทั้งหมดของพวกเราล้วนมาจากพระเจ้า และดำรงอยู่ได้ก็ด้วยอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า หากพวกเรามิได้อุทิศร่างกายและจิตใจเพื่อพระบัญชาของพระเจ้าและสิ่งที่ชอบธรรมของมวลมนุษย์แล้วไซร้ ดวงจิตของพวกเราจะรู้สึกละอายเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนซึ่งได้พลีชีพเพื่อพระบัญชาของพระเจ้า และยิ่งจะละอายมากขึ้นเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ได้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่งไว้ให้พวกเรา
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ภาคผนวก 2: พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง
405. เรื่องที่ว่าเจ้าควรปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไรนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด นี่เป็นเรื่องที่จริงจังมาก หากเจ้าไม่สามารถทำสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำนั้นแล้วเสร็จได้ เช่นนั้นเจ้าก็ไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตอยู่ในการสถิตของพระองค์และเจ้าก็ควรยอมรับการลงโทษ เป็นเรื่องปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ที่มนุษย์จะทำสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยบัญชาให้ตนทำนั้นให้แล้วเสร็จ นี่คือความรับผิดชอบสูงสุดของมนุษย์ และมีความสำคัญเทียบเท่าชีวิตของเขาเองโดยแท้ หากเจ้าปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไม่จริงจัง นี่ย่อมเป็นการทรยศพระเจ้าอย่างร้ายแรงที่สุด ในเรื่องนี้ เจ้าน่าสังเวชยิ่งกว่ายูดาส และควรถูกสาปแช่ง ผู้คนต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าควรปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไร และอย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็ต้องเข้าใจว่า การที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายพระบัญชาแก่มนุษย์ก็คือการที่พระองค์ทรงยกชูมนุษย์ เป็นการแสดงพระคุณแก่มนุษย์เป็นพิเศษ และเป็นเกียรติแก่มนุษย์อย่างที่สุด และสิ่งอื่นล้วนสามารถละทิ้งได้—แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง—แต่พระบัญชาของพระเจ้าต้องเสร็จสมบูรณ์
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์
406. ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ระหว่างหน้าที่ของมนุษย์กับการที่เขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายหรือไม่ หน้าที่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำให้ลุล่วง เป็นงานของเขาที่สวรรค์ส่งมาให้ ซึ่งมนุษย์ควรปฏิบัติโดยไม่แสวงหาสิ่งตอบแทน ปราศจากเงื่อนไขหรือเหตุผล เมื่อนั้นเท่านั้นที่เขากำลังทำหน้าที่ของเขา การได้รับพรหมายถึงพรทั้งหลายที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่อพวกเขาได้รับการทำให้เพียบพร้อมหลังได้รับประสบการณ์กับการพิพากษา การประสบเคราะห์ร้ายหมายถึงการลงโทษที่คนคนหนึ่งได้รับเมื่ออุปนิสัยของพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่พวกเขาได้ก้าวผ่านการตีสอนและการพิพากษาแล้ว—นั่นคือ เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการทำให้เพียบพร้อม แต่ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือประสบเคราะห์ร้ายก็ตาม สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาให้ลุล่วง ทำสิ่งที่ควรจะทำ และทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่คือสิ่งที่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งไล่ตามเสาะหาพระเจ้า ควรทำเป็นอย่างน้อย เจ้าไม่ควรปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น และไม่ควรปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่ของตนเพราะกลัวว่าจะประสบเคราะห์ร้าย เราขอบอกสิ่งเดียวนี้กับพวกเจ้าว่า การปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์คือสิ่งที่เขาควรทำ และหากเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้ เช่นนั้นแล้วนี่ก็คือความเป็นกบฏของเขา โดยผ่านทางกระบวนการของการทำหน้าที่ของเขา มนุษย์ค่อยๆ เปลี่ยนไป และโดยผ่านทางกระบวนการนี้ เขาแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีของเขา ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเจ้าสามารถทำหน้าที่ของเจ้าได้มากเท่าใด เจ้าก็จะได้รับความจริงมากขึ้นเท่านั้น และการแสดงออกของเจ้าก็จะยิ่งกลายเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น พวกที่เพียงแต่เสแสร้งทำไปอย่างพอเป็นพิธีในการทำหน้าที่ของพวกเขาและไม่แสวงหาความจริงย่อมจะถูกกำจัดออกไปในท้ายที่สุด เพราะผู้คนเช่นนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเขาในการปฏิบัติความจริง และไม่ปฏิบัติความจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของตน พวกเขาคือพวกที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและจะประสบเคราะห์ร้าย ไม่เพียงแต่การแสดงออกของพวกเขาไม่บริสุทธิ์เท่านั้น แต่ทุกสิ่งที่พวกเขาแสดงออกยังชั่วอีกด้วย
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์
407. พระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อบริหารจัดการและช่วยมวลมนุษย์ให้รอด แน่นอนว่าพระเจ้าทรงมีข้อกำหนดต่อผู้คน และข้อกำหนดเหล่านี้คือหน้าที่ของพวกเขา เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าหน้าที่ของผู้คนเกิดจากพระราชกิจของพระเจ้าและข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์ ไม่ว่าคนเราปฏิบัติหน้าที่ใด นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ถูกที่ควรที่พวกเขาสามารถทำได้ เป็นสิ่งที่สวยงามและยุติธรรมที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์ ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผู้คนควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระผู้สร้าง สิ่งมีชีวิตทรงสร้างใช้ชีวิตภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง และพวกเขายอมรับทั้งหมดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงควรลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันทั้งหลายของตน นี่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ รวมทั้งถูกพระเจ้าลิขิตเอาไว้ จากการนี้จะเห็นได้ว่า การที่ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างย่อมยุติธรรม สวยงาม และสูงส่งกว่าสิ่งอื่นใดที่ทำกันระหว่างดำรงชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ ไม่มีสิ่งใดท่ามกลางมวลมนุษย์ที่เปี่ยมความหมายหรือควรค่ายิ่งกว่า และไม่มีสิ่งใดนำพาความหมายและคุณค่ามาสู่ชีวิตของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง บนแผ่นดินโลก มีเพียงกลุ่มคนที่ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างแท้จริงและจริงใจเท่านั้นที่เป็นบรรดาผู้ที่นบนอบพระผู้สร้าง กลุ่มนี้ไม่ทำตามกระแสนิยมทางโลก พวกเขานบนอบการความเป็นผู้นำและการทรงนำของพระเจ้า รับฟังพระวจนะของพระผู้สร้าง ยอมรับความจริงที่พระผู้สร้างทรงแสดง และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระผู้สร้างเท่านั้น นี่คือคำพยานที่แท้จริงที่สุดและก้องกังวานที่สุด และเป็นคำพยานที่ดีที่สุดแห่งการเชื่อในพระเจ้า การที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างสามารถลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สามารถทำให้พระผู้สร้างพึงพอพระทัย ย่อมเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่ไปในหมู่มนุษย์ในฐานะเรื่องเล่าขานที่พึงได้รับการสรรเสริญ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรยอมรับทุกสิ่งที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาทำอย่างไม่มีเงื่อนไข สำหรับมวลมนุษย์แล้ว นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทั้งความสุขและสิทธิประโยชน์ และสำหรับบรรดาคนที่ลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดสวยงามหรือควรค่าแก่การจดจำยิ่งไปกว่านี้แล้ว—นั่นเป็นบางสิ่งที่เป็นบวก และสำหรับเรื่องวิธีที่พระผู้สร้างทรงปฏิบัติต่อบรรดาผู้ที่สามารถลุล่วงหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญากับพวกเขา นี่เป็นเรื่องของพระผู้สร้าง ไม่ใช่กิจธุระของมวลมนุษย์ทรงสร้าง หากจะพูดให้ชัดเจนและง่ายยิ่งขึ้นอีกเล็กน้อย นี่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า และผู้คนไม่มีสิทธิ์ที่จะก้าวก่าย เจ้าจะได้สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าประทานให้เจ้า และหากพระองค์ไม่ประทานสิ่งใดให้เจ้าเลย เช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าสามารถพูดเกี่ยวกับการนั้นได้เลย เมื่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า และให้ความร่วมมือกับพระผู้สร้างในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่ย่อมไม่ใช่การแลกเปลี่ยนหรือการค้า ผู้คนไม่ควรพยายามที่จะแลกเปลี่ยนการแสดงออกถึงท่าทีหรือการกระทำและพฤติกรรมต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งพระสัญญาหรือพระพรอันใดจากพระเจ้า เมื่อพระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายพระราชกิจนี้ให้พวกเจ้า ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมที่พวกเจ้าจะยอมรับหน้าที่และพระบัญชานี้ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง มีสิ่งใดที่เป็นการแลกเปลี่ยนในการนี้หรือไม่? (ไม่มี) ในด้านของพระผู้สร้าง พระองค์เต็มพระทัยที่จะไว้วางพระทัยมอบหมายหน้าที่ที่ผู้คนควรที่จะปฏิบัติให้กับพวกเจ้าแต่ละคน และในด้านของมวลมนุษย์ทรงสร้าง ผู้คนควรยอมรับหน้าที่นี้อย่างเปรมปรีดิ์ โดยปฏิบัติต่อหน้าที่นี้ดุจเป็นภาระผูกพันของชีวิตตน เป็นคุณค่าซึ่งพวกเขาควรใช้ชีวิตอยู่ในชีวิตนี้ ในที่นี้ไม่มีการแลกเปลี่ยน นี่ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน นับประสาอะไรที่การนี้จะเกี่ยวข้องกับบำเหน็จหรือคำกล่าวอื่นๆ ที่ผู้คนคิดฝันเล่า นี่ไม่ใช่การค้าแต่อย่างใดเลย นี่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนราคาที่ผู้คนจ่ายไป หรือการทำงานหนักที่พวกเขาจัดเตรียมเมื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งอื่น พระเจ้าไม่เคยได้ตรัสเช่นนั้น และผู้คนไม่ควรเข้าใจในหนทางนี้ พระผู้สร้างประทานพระบัญชาให้มวลมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทรงสร้างก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนเมื่อได้รับพระบัญชาที่พระเจ้าประทานมาจากพระผู้สร้าง ในเรื่องนี้ ในกระบวนการนี้ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นการแลกเปลี่ยนเลย นี่เป็นสิ่งที่เรียบง่ายและถูกควรอย่างยิ่ง ดังเช่นบิดามารดาที่หลังจากให้กำเนิดบุตรชายหญิงแล้วก็เลี้ยงดูพวกเขาโดยปราศจากเงื่อนไขหรือการพร่ำบ่น ในเรื่องที่ว่าบุตรชายหญิงเติบโตขึ้นเป็นคนกตัญญูหรือไม่นั้น บิดามารดาของพวกเขาไม่มีข้อกำหนดดังกล่าวตั้งแต่วันที่พวกเขาคือกำเนิด ไม่มีบิดามารดาคนใดที่หลังจากให้กำเนิดบุตรแล้วกล่าวว่า “ฉันก็แค่เลี้ยงดูเขาเพื่อที่เขาจะได้รับใช้ฉันและเคารพนับถือฉันในอนาคต หากเขาจะไม่เคารพนับถือฉัน ฉันจะบีบคอเขาให้ตายไปเสียเดี๋ยวนี้เลย” ไม่มีบิดามารดาคนไหนที่เป็นเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อตัดสินจากวิธีที่บิดามารดาเลี้ยงดูบุตรชายหญิงของตน นี่เป็นภาระผูกพัน เป็นความรับผิดชอบใช่หรือไม่? (ใช่) บิดามารดาจะเลี้ยงดูบุตรชายหญิงของตนต่อไป ไม่สำคัญว่าบุตรชายหญิงของตนจะกตัญญูหรือไม่ และไม่ว่าจะยากลำบากอย่างไรก็ตาม พวกเขาจะเลี้ยงดูบุตรชายหญิงของตนจนกว่าบุตรชายหญิงของตนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และหวังให้บุตรชายหญิงของตนได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ไม่มีสิ่งใดที่เป็นเงื่อนไขหรือเป็นการแลกเปลี่ยนในความรับผิดชอบและภาระผูกพันนี้ที่บิดามารดามีต่อบุตรชายหญิงของตน บรรดาผู้ที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกันย่อมสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ บิดามารดาส่วนใหญ่ไม่มีมาตรฐานที่กำหนดว่าบุตรชายหญิงของตนจะต้องเป็นคนกตัญญูหรือไม่ หากบุตรชายหญิงของตนเป็นคนกตัญญู พวกเขาย่อมจะเบิกบานกว่าที่เคยเป็นเล็กน้อย และพวกเขาจะมีความสุขมากขึ้นอีกหน่อยในวัยชรา หากบุตรชายหญิงของพวกเขาไม่กตัญญู พวกเขาก็จะแค่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น บิดามารดาส่วนใหญ่ที่ค่อนข้างมีใจเปิดกว้างย่อมจะคิดอย่างนี้ โดยรวมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดาที่เลี้ยงดูบุตรชายหญิงของตนหรือบุตรชายหญิงที่จุนเจือบิดามารดาของตน เรื่องนี้เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ เป็นเรื่องของภาระผูกพัน และอยู่ภายในบทบาทที่คาดหวังของคนเรา แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่ในบรรดาเรื่องราวของโลกมนุษย์ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่งดงามและยุติธรรมกว่าเรื่องอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องพูดว่า เรื่องนี้ยังนำมาใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้มากขึ้นอีกด้วย ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เมื่อคนเรามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง พวกเขาควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน นี่คือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมที่จะทำยิ่งนัก และพวกเขาควรลุล่วงความรับผิดชอบนี้ บนเงื่อนไขที่ว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างปฏิบัติหน้าที่ของตน พระผู้สร้างได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นท่ามกลางมวลมนุษย์ พระองค์ได้ทรงพระราชกิจต่อผู้คนคืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง แล้วพระราชกิจนั้นคืออะไร? พระองค์ทรงจัดเตรียมความจริงไว้ให้มวลมนุษย์ โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับความจริงจากพระเจ้าในยามที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ มาสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต และในท้ายที่สุด ก็สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว บรรลุความรอดโดยบริบูรณ์ และไม่ตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ร้อนจากซาตานอีกต่อไป นี่คือผลที่พระเจ้าตั้งพระทัยว่าจะสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุดด้วยการให้มวลมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ดังนั้นในระหว่างขั้นตอนของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า พระเจ้าไม่เพียงแค่ทรงทำให้เจ้ามองเห็นสิ่งหนึ่งอย่างชัดเจนและเข้าใจความจริงเล็กน้อยเท่านั้น และพระองค์ก็ไม่เพียงแค่ทรงให้เจ้าชื่นชมพระคุณและพระพรที่เจ้าได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเท่านั้น แต่พระองค์ทรงอนุญาตให้เจ้าได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการช่วยให้รอด และในท้ายที่สุดก็มาใช้ชีวิตอยู่ในความสว่างแห่งพระพักตร์ของพระผู้สร้าง
—พระวจนะฯ เล่ม 4 การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์, ประการที่เก้า (ภาคที่เจ็ด)
408. เมื่อบุคคลผู้หนึ่งยอมรับสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้กับพวกเขา พระเจ้าก็ทรงมีมาตรฐานสำหรับการตัดสินว่าการกระทำของพวกเขาดีหรือแย่ และบุคคลผู้นั้นได้นบนอบหรือไม่ และบุคคลผู้นั้นได้สนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ และสิ่งที่พวกเขาทำนั้นได้มาตรฐานหรือไม่ สิ่งที่พระเจ้าใส่พระทัยคือหัวใจของบุคคล ไม่ใช่การกระทำเพียงภายนอกของพวกเขา มันไม่ใช่กรณีที่พระเจ้าควรทรงอวยพรใครสักคนตราบเท่าที่พวกเขาทำบางสิ่ง โดยไม่คำนึงถึงวิธีที่พวกเขาทำสิ่งนั้น นี่เป็นความเข้าใจผิดที่ผู้คนมีเกี่ยวกับพระเจ้า พระเจ้าไม่เพียงทอดพระเนตรที่ผลลัพธ์ท้ายสุดของสิ่งทั้งหลาย แต่ทรงให้การเน้นย้ำมากขึ้นกับการที่ว่าหัวใจของบุคคลเป็นอย่างไรและท่าทีของบุคคลเป็นอย่างไรในระหว่างการพัฒนาของสิ่งทั้งหลาย และพระองค์ทอดพระเนตรว่ามีการนบนอบ ความคำนึงถึงและความพึงปรารถนาที่จะทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยอยู่ในหัวใจของพวกเขาหรือไม่
—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 1
409. ไม่ว่าเจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ใดอยู่ เจ้าต้องแสวงหาหลักธรรมความจริง เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า รู้ว่าข้อพึงประสงค์ของพระองค์เกี่ยวกับหน้าที่ดังกล่าวคืออะไร และเข้าใจว่าเจ้าควรสัมฤทธิ์ผลลัพธ์ใดในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ด้วยการทำเช่นนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถปฏิบัติด้วยหลักธรรมได้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า แน่นอนที่สุดว่า เจ้าไม่สามารถทำไปตามการเลือกชอบส่วนตัวของเจ้า ทำสิ่งใดก็ตามที่เจ้าประสงค์จะทำ สิ่งใดก็ตามที่เจ้ามีความสุขที่จะทำ หรือสิ่งใดก็ตามที่คงจะทำให้เจ้าดูดี นี่คือการกระทำตามเจตจำนงของคนเราเอง หากเจ้าพึ่งพาความชอบส่วนตัวของเจ้าเองในการปฏิบัติหน้าที่ คิดไปว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ และว่านี่คือสิ่งที่จะทำให้พระเจ้าเบิกบาน และหากเจ้าบังคับให้พระเจ้าเลือกชอบตามความชอบส่วนตัวของเจ้าหรือปฏิบัติตามความชอบส่วนตนราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง ถือปฏิบัติตามความชอบส่วนตัวราวกับเป็นหลักธรรมความจริง เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นความผิดพลาดมิใช่หรือ? นี่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าในหนทางนี้จะไม่เป็นที่จดจำของพระเจ้า ผู้คนบางคนไม่เข้าใจความจริง และพวกเขาไม่รู้ว่าการทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วงไปด้วยดีนั้นหมายถึงสิ่งใด พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาได้ทุ่มเทความพยายามและทุ่มเทหัวใจให้กับการทำหน้าที่นั้น ขัดขืนเนื้อหนังของพวกเขาและทนทุกข์ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่เคยสามารถทำหน้าที่ของตนได้มาตรฐาน? เหตุใดพระเจ้าจึงไม่พึงพอพระทัยอยู่เสมอ? ผู้คนเหล่านี้ได้ทำผิดไปตรงไหนหรือ? ความผิดของพวกเขาก็คือการไม่แสวงหาให้พบข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระเจ้า และแทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับปฏิบัติตนไปตามแนวคิดของตนเอง—นี่คือเหตุผล พวกเขาปฏิบัติต่อความอยากได้อยากมี การเลือกชอบ และสิ่งจูงใจแบบเห็นแก่ตัวทั้งหลายของพวกเขาเองประหนึ่งเป็นความจริง และพวกเขาปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นราวกับว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงรัก ราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นมาตรฐานและข้อพึงประสงค์ของพระองค์ พวกเขามองสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ดีงาม และสวยงามว่าเป็นความจริง การนี้ผิด ในข้อเท็จจริงแล้ว แม้บางคราวผู้คนอาจจะคิดว่าบางสิ่งบางอย่างนั้นถูก และว่ามันสอดคล้องกับความจริง นั่นก็ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า มันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า ยิ่งผู้คนคิดว่าบางสิ่งถูกต้องมากเท่าไร พวกเขาก็ควรใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาควรแสวงหาความจริงมากขึ้นเท่านั้น เพื่อที่จะมองเห็นว่าสิ่งที่พวกเขากำลังคิดนั้นบรรจบกับข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระเจ้าหรือไม่ หากมันวิ่งสวนทางกับข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระองค์และสวนทางกับพระวจนะของพระองค์อย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้วนั่นก็ยอมรับไม่ได้ต่อให้เจ้าคิดว่ามันถูก มันก็เป็นแค่เพียงความคิดแบบมนุษย์ และมันจะไม่สอดคล้องกับความจริงโดยไม่สำคัญว่าเจ้าคิดว่ามันถูกต้องเพียงใดก็ตาม การที่บางสิ่งถูกและผิดนั้นต้องพิจารณาบนพื้นฐานของพระวจนะของพระเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้าคิดว่าบางสิ่งบางอย่างถูกต้องเพียงใดก็ตาม มันไม่ถูกต้องและเจ้าต้องทิ้งขว้างมันไป เว้นเสียแต่ว่ามีมูลฐานสำหรับมันอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า การนี้สามารถยอมรับได้เฉพาะเมื่อตรงตามความจริงเท่านั้น และมีเพียงการค้ำจุนหลักธรรมความจริงในหนทางนี้เท่านั้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าจึงจะได้มาตรฐาน หน้าที่คืออะไรกันแน่? คือพระบัญชาที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้ผู้คนทำ เป็นส่วนหนึ่งของงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและเป็นความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรทุกคนควรแบกรับ หน้าที่คืออาชีพของเจ้าใช่หรือไม่? เป็นเรื่องในครอบครัวของใครหรือไม่? เป็นธรรมหรือไม่ที่จะพูดว่า ทันทีที่เจ้าได้รับมอบหน้าที่แล้ว หน้าที่นี้ก็กลายเป็นกิจธุระส่วนบุคคลของเจ้า? ไม่ใช่เช่นนั้นอย่างแน่นอนที่สุด ดังนั้นแล้วเจ้าควรทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงอย่างไร? โดยการทำตามข้อพึงประสงค์ พระวจนะและมาตรฐานของพระเจ้า และโดยการประพฤติตนตามหลักธรรมความจริงมากกว่าความอยากได้อยากมีส่วนตัวของมนุษย์ ผู้คนบางคนพูดว่า “ทันทีที่ฉันได้รับมอบหน้าที่แล้ว หน้าที่นี้ไม่ใช่กิจธุระของฉันเองหรอกหรือ? หน้าที่ของฉันคือการควบคุมดูแลของฉัน แล้วสิ่งที่ฉันได้รับมอบหมายให้ควบคุมดูแลนั้นไม่ใช่กิจธุระของฉันเองหรอกหรือ? หากฉันจัดการรับมือกับหน้าที่ของฉันดังกิจธุระของตัวฉันเอง นั่นไม่หมายความว่าฉันจะทำหน้านั้นอย่างถูกต้องเหมาะสมหรอกหรือ? หากฉันไม่ได้ปฏิบัติต่อหน้าที่นั้นเสมือนเป็นกิจธุระของฉันเอง ฉันจะทำหน้าที่นั้นได้ดีกระนั้นหรือ?” คำพูดเหล่านี้ถูกต้องหรือผิด? คำพูดเหล่านี้ผิด คำพูดเหล่านี้ไม่ลงรอยกันกับความจริง หน้าที่ไม่ใช่กิจธุระส่วนตัวของเจ้า แต่เป็นกิจการของพระเจ้า หน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระเจ้า และเจ้าต้องทำตามที่พระเจ้าทรงเอ่ยขอ มีเพียงเมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจที่นบนอบพระเจ้าเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถทำได้ถึงมาตรฐาน หากเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้าเอง และตามความอยากทำของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมไม่มีวันทำได้ตามมาตรฐาน การทำหน้าที่ตามอำเภอใจของเจ้าเท่านั้นหาใช่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าไม่ เพราะสิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่นั้นไม่อยู่ในขอบเขตแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้า นั่นไม่ใช่งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า เจ้ากำลังดำเนินกิจการของเจ้าเองต่างหาก ดำเนินกิจของเจ้าเอง และนี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าจะทรงรำลึกถึง
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, โดยการแสวงหาหลักธรรมความจริงเท่านั้น คนเราจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดี
410. สำหรับผู้คนบางคน ไม่สำคัญว่า ประเด็นปัญหาใดที่พวกเขาเผชิญเมื่อกำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอยู่ พวกเขาไม่แสวงหาความจริง และพวกเขาปฏิบัติตนไปตามความคิด มโนคติอันหลงผิด จินตนาการ และความอยากได้อยากมีทั้งหลายของพวกเขาเสมอ ตั้งแต่ต้นจนจบ พวกเขากำลังสนองความอยากได้อยากมีของตัวพวกเขาเอง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขานั้นก็มีอำนาจควบคุมอยู่เหนือการกระทำของพวกเขา พวกเขาอาจดูเหมือนกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนเสมอมา แต่เนื่องจากพวกเขาไม่เคยยอมรับความจริง และไม่ได้ทำสิ่งทั้งหลายตามหลักธรรมความจริง ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาจึงไม่ได้รับความจริงและชีวิต และพวกเขากลายเป็นพวกคนลงแรงที่สมควรแก่ชื่อนั้น ดังนั้นอะไรเล่าคือสิ่งที่ผู้คนดังกล่าวพึ่งพาตอนที่พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา? พวกเขาไม่ได้กำลังพึ่งพาทั้งความจริงและพระเจ้า ความจริงน้อยนิดที่พวกเขาเข้าใจจริงๆ ไม่ได้เริ่มต้นอำนาจอธิปไตยในหัวใจของพวกเขา พวกเขากำลังพึ่งพาพรสวรรค์และความสามารถพิเศษของพวกเขาเอง พึ่งพาความรู้อันใดก็ตามที่พวกเขาหามาได้ ตลอดจนพลังใจ หรือเจตนาดีทั้งหลายของตัวพวกเขาเอง เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเขาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนในหนทางที่เป็นไปตามมาตรฐานได้หรือไม่? เมื่อผู้คนพึ่งพาความเป็นธรรมชาติ มโนคติอันหลงผิด ความคิดฝัน ความเชี่ยวชาญ และการเรียนรู้ของพวกเขาที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน แม้นี่อาจดูเหมือนว่าพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่และไม่ได้กำลังทำชั่ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้กำลังปฏิบัติความจริง และไม่ได้ทำสิ่งใดที่ยังความพอพระทัยแก่พระเจ้า ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกด้วย นั่นคือ ในช่วงระหว่างกระบวนการของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า หากมโนคติที่หลงผิด จินตนาการ และเจตจำนงของเจ้าเองไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยและไม่เคยได้รับการแทนที่ด้วยความจริง และหากการกระทำและความประพฤติของเจ้านั้นไม่เคยทำไปโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง เช่นนั้นแล้วบทอวสานสุดท้ายจะเป็นอย่างไร? เจ้าจะไม่มีการเข้าสู่ชีวิต เจ้าจะกลายเป็นคนลงแรงคนหนึ่ง อันเป็นการลุล่วงพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าที่ว่า “เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’ เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:22-23) เหตุใดเล่าพระเจ้าจึงทรงเรียกผู้คนเหล่านี้ผู้ทุ่มเทความพยายามและผู้ลงแรงว่าคนทำชั่ว? มีประเด็นหนึ่งที่พวกเราสามารถแน่ใจได้ และนั่นก็คือว่า ไม่สำคัญว่าผู้คนเหล่านี้ทำหน้าที่หรืองานอะไร แรงจูงใจ แรงกระตุ้น เจตนา และความคิดทั้งหลายของพวกเขาย่อมเกิดจากความอยากได้อยากมีของพวกเขาเองทั้งสิ้น และทั้งหมดนั้นก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์และจุดหมายปลายทางในอนาคตของพวกเขาเอง และก็เพื่อปกป้องหน้าตาและสถานะของพวกเขาเอง และเพื่อสนองความถือดีของพวกเขา การพิจารณาและการคิดคำนวณของพวกเขาล้วนมีศูนย์กลางอยู่รอบๆ สิ่งเหล่านี้ ไม่มีความจริงอยู่ในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงและนบนอบพระเจ้า นี่คือรากเหง้าของปัญหา ในวันนี้ อะไรคือหนทางสำคัญยิ่งยวดที่พวกเจ้าควรใช้ในการไล่ตามเสาะหา? พวกเจ้าต้องแสวงหาความจริงในทุกสิ่งทุกอย่าง และพวกเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องเหมาะสมตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงขอ หากเจ้าลงมือทำ เจ้าก็จะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าตามที่พระเจ้าทรงขอนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งใดเป็นการเฉพาะ? ในทุกสิ่งที่เจ้าทำ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะอธิษฐานถึงพระเจ้า เจ้าต้องทบทวนว่าเจ้ามีความตั้งใจใด เจ้ามีความคิดใด แล้วความตั้งใจและความคิดเหล่านี้สอดคล้องกับความจริงหรือไม่ หากไม่สอดคล้อง ก็ควรละวางเสีย หลังจากนั้นเจ้าควรกระทำการตามหลักธรรมความจริง และยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า นี่จะทำให้แน่ใจได้ว่าตัวเจ้านำความจริงไปปฏิบัติ หากเจ้ามีความตั้งใจและจุดมุ่งหมายของตนเอง และตระหนักรู้เป็นอย่างดีว่าสิ่งเหล่านั้นละเมิดความจริงและไม่ลงรอยกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า แต่ทว่ายังคงไม่อธิษฐานถึงพระเจ้าและไม่แสวงหาความจริงเพื่อหาหนทางแก้ไข เช่นนั้นแล้วนี่ก็อันตราย เป็นการง่ายที่เจ้าจะทำชั่วและทำสิ่งที่ต่อต้านพระเจ้า หากเจ้ากระทำความชั่วหนึ่งหรือสองครั้งและกลับใจ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ยังมีหวังที่จะได้รับความรอด หากเจ้าทำความชั่วไม่เลิก—เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คือคนทำความชั่วทุกลักษณะ หากเจ้ายังคงไม่สามารถกลับใจได้ ณ จุดนี้ เช่นนั้นเจ้าก็เดือดร้อนแล้ว กล่าวคือ พระเจ้าจะทรงโยนเจ้าไว้ข้างหนึ่งหรือทอดทิ้งเจ้า ซึ่งหมายความว่าเจ้ามีความเสี่ยงที่จะถูกกำจัดออกไป ผู้คนที่กระทำความประพฤติชั่วทุกรูปแบบย่อมจะถูกลงโทษและถูกกำจัดออกไปอย่างแน่นอน
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม
411. หน้าที่ใดก็ตามที่เจ้าปฏิบัติย่อมเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิต ไม่ว่าหน้าที่ของเจ้าจะค่อนข้างเป็นเวลาหรือเอาแน่เอานอนไม่ได้ จืดชืดน่าเบื่อหรือมีชีวิตชีวา เจ้าย่อมต้องบรรลุการเข้าสู่ชีวิตเสมอ หน้าที่ทั้งหลายที่ผู้คนบางคนปฏิบัตินั้นค่อนข้างจำเจ พวกเขาทำสิ่งเดิมทุกวัน อย่างไรก็ตาม ตอนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้นอยู่ สภาวะที่ผู้คนเหล่านี้เปิดเผยออกมานั้นไม่ได้เป็นลักษณะเดียวกันทั้งหมด บางคราว เมื่ออยู่ในอารมณ์ที่ดี ผู้คนขยันกว่าเล็กน้อยและทำงานได้ดีกว่า ส่วนในเวลาอื่นๆ เนื่องจากอิทธิพลบางอย่างที่ไม่มีใครรู้ อุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเขาก็ปลุกปั่นความประสงค์ร้ายภายในตัวพวกเขาขึ้นมา เป็นเหตุให้พวกเขามีทรรศนะที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมและอยู่ในสภาวะที่แย่และอารมณ์ที่ไม่ดี นี่ส่งผลลัพธ์ในตัวพวกเขาให้ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลายของพวกเขาไปในลักษณะสุกเอาเผากิน สภาวะภายในของผู้คนนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ สภาวะเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่สำคัญว่าสภาวะของเจ้าเปลี่ยนแปลงอย่างไร การปฏิบัติตนไปบนพื้นฐานของอารมณ์ของเจ้านั้นย่อมผิดเสมอ อย่างเช่น เจ้าทำได้ดีกว่าเล็กน้อยในยามที่เจ้าอยู่ในอารมณ์ที่ดี และแย่ลงเล็กน้อยเมื่อเจ้าอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดี—นี่เป็นหนทางที่มีหลักธรรมในการทำสิ่งทั้งหลายหรือ? นี่จะเปิดโอกาสให้เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของตนในลักษณะที่ได้มาตรฐานกระนั้นหรือ? ไม่ว่าอารมณ์ของพวกเขาจะเป็นเช่นไร ผู้คนต้องรู้จักอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและแสวงหาความจริง มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถหลีกเลี่ยงการถูกตีกรอบและแกว่งไกวไปมาด้วยอารมณ์ทั้งหลายของพวกเขา ตอนที่กำลังทำหน้าที่ของเจ้าให้ลุล่วง เจ้าควรตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอเพื่อที่จะมองเห็นว่าเจ้ากำลังทำสิ่งทั้งหลายไปตามหลักธรรมหรือเปล่า ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้านั้นได้มาตรฐานหรือเปล่า ว่าเจ้าแค่กำลังทำมันไปในลักษณะสุกเอาเผากินหรือไม่ ว่าเจ้าได้พยายามที่จะบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของเจ้าหรือไม่ และว่ามีปัญหาอันใดกับท่าทีของเจ้าและหนทางการคิดของเจ้าหรือไม่ ครั้นเจ้าได้มีการคิดทบทวนตัวเองแล้ว และสิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นชัดเจนต่อเจ้า เวลาที่เจ้ากำลังทำหน้าที่ให้ลุล่วงก็ย่อมจะง่ายดายขึ้น ไม่สำคัญว่าเจ้าเผชิญสิ่งใดในขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า—ความคิดลบ และความอ่อนแอ หรือการอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดีหลังถูกตัดแต่ง—เจ้าควรปฏิบัติต่อมันอย่างถูกต้องเหมาะสม และเจ้าต้องแสวงหาความจริงและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน โดยการทำสิ่งเหล่านี้ เจ้าก็จะมีเส้นทางไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติ หากเจ้าปรารถนาที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดี เช่นนั้นแล้วอารมณ์ของเจ้าต้องไม่มีผลต่อเจ้า ไม่สำคัญว่าเจ้ากำลังรู้สึกคิดลบและอ่อนแอเพียงใด เจ้าควรฝึกฝนปฏิบัติความจริงในทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ ด้วยความเคร่งครัดอย่างสมบูรณ์ และเกาะติดอยู่กับหลักธรรมทั้งหลาย หากเจ้าทำการนี้แล้วไซร้ ผู้คนอื่นๆ ไม่เพียงแต่จะเห็นชอบต่อตัวเจ้าเท่านั้น แต่พระเจ้าก็จะโปรดเจ้าด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะเป็นบุคคลหนึ่งที่รับผิดชอบและที่แบกรับภาระ เจ้าจะเป็นบุคคลที่ดีอย่างถ่องแท้ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ตามมาตรฐานจริงๆ และผู้ซึ่งใช้ชีวิตที่เป็นสภาพเสมือนของบุคคลจริงแท้คนหนึ่งอย่างครบถ้วน ผู้คนเช่นนั้นได้รับการทำให้บริสุทธิ์และสัมฤทธิ์การแปลงสภาพจริงเวลาปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และสามารถกล่าวได้ว่า พวกเขานั้นซื่อสัตย์ในสายพระเนตรของพระเจ้า เฉพาะผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถพากเพียรบากบั่นกับการฝึกฝนปฏิบัติความจริงและประสบความสำเร็จในการปฏิบัติตนตามหลักธรรม และสามารถปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้ตามมาตรฐาน ผู้คนที่กระทำการตามหลักธรรมย่อมปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาอย่างพิถีพิถันเมื่อพวกเขาอยู่ในอารมณ์ที่ดี พวกเขาไม่ได้ทำงานในลักษณะขอไปที พวกเขาไม่โอหัง และพวกเขาไม่อวดโอ้ตัวเองเพื่อทำให้ผู้อื่นนึกถึงตัวพวกเขาอย่างสูงส่ง เมื่อพวกเขาอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ดี พวกเขาก็สามารถทำกิจประจำวันของพวกเขาเสร็จสิ้นไปอย่างจริงจังตั้งใจและมีความรับผิดชอบไม่ต่างกัน และต่อให้พวกเขาเผชิญบางสิ่งบางอย่างที่เป็นอันตรายต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา หรือที่ทำให้เกิดแรงกดดันต่อพวกเขาเล็กน้อย หรือก่อให้เกิดการรบกวนระหว่างที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา พวกเขาก็ยังคงมีความสามารถที่จะทำหัวใจให้สงบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐาน โดยกล่าวว่า “ไม่สำคัญว่าปัญหาที่ข้าพระองค์เผชิญนั้นใหญ่แค่ไหน—ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา—ตราบเท่าที่ข้าพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ ข้าพระองค์มุ่งมั่นที่จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ข้าพระองค์ทำได้ในการลุล่วงหน้าที่ของข้าพระองค์ ทุกวันที่ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่คือหนึ่งวันที่ข้าพระองค์ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดี เพื่อให้ข้าพระองค์มีค่าคู่ควรต่อหน้าที่นี้ที่พระเจ้าประทานให้กับข้าพระองค์ รวมถึงลมหายใจนี้ที่พระองค์ทรงใส่เข้ามาในร่างกายของข้าพระองค์ โดยไม่คำนึงว่าข้าพระองค์อาจจะอยู่ในความลำบากยากเย็นมากเพียงใด ข้าพระองค์จะพักวางทั้งหมดลงไว้ก่อน เพราะการทำหน้าที่ของข้าพระองค์ให้ลุล่วงนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญสูงสุด!” บรรดาผู้ที่ไม่รู้สึกกระทบกระเทือนโดยบุคคลใด เหตุการณ์ใด สิ่งใด หรือสภาพแวดล้อมใด ไม่ถูกอารมณ์หรือสถานการณ์ภายนอกบีบคั้น และผู้ที่วางหน้าที่ทั้งหลายของพวกเขาและพระบัญชาทั้งหลายที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้แก่พวกเขาเป็นอันดับแรกสุดก่อนสิ่งอื่นใด—พวกเขาคือผู้คนที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าและผู้ที่นบนอบต่อพระองค์อย่างถ่องแท้ ผู้คนเช่นนี้ได้บรรลุการเข้าสู่ชีวิตและเข้าสู่ความเป็นจริงความจริงแล้ว นี่คือหนึ่งในการแสดงออกที่จริงแท้และสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่สุดของการใช้ชีวิตตามความจริง
—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, การเข้าสู่ชีวิตเริ่มต้นที่การปฏิบัติหน้าที่
412. ไม่ว่าพระเจ้าทรงขอสิ่งใดจากเจ้า เจ้าเพียงจำเป็นต้องทำด้วยพละกำลังทั้งหมดของเจ้าเท่านั้น และเราหวังว่าเจ้าจะสามารถลุล่วงความจงรักภักดีของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ในห้วงวันสุดท้ายนี้ ตราบเท่าที่เจ้าสามารถมองเห็นรอยแย้มพระโอษฐ์ด้วยความพอพระทัยของพระเจ้าขณะที่พระองค์ประทับบนพระบัลลังก์ของพระองค์ ต่อให้ชั่วขณะนี้เป็นเวลาที่กำหนดไว้สำหรับความตายของเจ้า เจ้าก็ควรจะสามารถหัวเราะและยิ้มได้เมื่อเจ้าหลับตาลง ระหว่างที่เจ้ามีชีวิตอยู่ เจ้าต้องทำหน้าที่สุดท้ายของเจ้าเพื่อพระเจ้า ในอดีต เปโตรถูกตรึงกางเขนโดยกลับศีรษะลงเพื่อพระเจ้า แต่เจ้าควรทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยในห้วงวันสุดท้าย และใช้พลังงานทั้งหมดของเจ้าให้หมดไปเพื่อพระองค์ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างสามารถทำสิ่งใดเพื่อพระเจ้าได้บ้าง? เพราะฉะนั้น เจ้าควรถวายตัวเองล่วงหน้าต่อพระเจ้า เพื่อให้พระองค์ทรงจัดวางเจ้าตามแต่พระทัยของพระองค์ ตราบเท่าที่การนั้นจะทำให้พระเจ้าทรงมีความสุขและพอพระทัย ก็จงปล่อยให้พระองค์ทรงทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์กับเจ้า พวกมนุษย์มีสิทธิ์อันใดที่จะกล่าวคำร้องทุกข์เล่า?
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่ง “พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล” บทที่ 41
413. วันนี้ สิ่งที่พวกเจ้าพึงต้องสัมฤทธิ์ผลไม่ใช่ข้อเรียกร้องเพิ่มเติม แต่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ และเป็นสิ่งที่ผู้คนทั้งหมดควรกระทำ หากพวกเจ้าไม่สามารถทำได้แม้กระทั่งหน้าที่ของพวกเจ้าหรือไม่สามารถทำมันได้ดี เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าไม่ได้กำลังนำความยากลำบากมาสู่ตัวพวกเจ้าเองหรอกหรือ? พวกเจ้าไม่ได้กำลังเสี่ยงกับความตายอยู่หรือ? พวกเจ้าจะยังคงสามารถคาดหวังที่จะมีอนาคตและความสำเร็จที่มองว่าน่าจะเป็นไปได้ได้อย่างไร? พระราชกิจของพระเจ้าได้รับการทรงกระทำเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ และความร่วมมือของมนุษย์ก็ได้รับการถวายเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของพระเจ้า หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงกระทำทุกสิ่งที่พระองค์ควรทรงกระทำแล้ว มนุษย์พึงต้องทุ่มเทในการปฏิบัติของเขาและร่วมมือกับพระเจ้า ในพระราชกิจของพระเจ้า มนุษย์ควรทุ่มเทจนสุดความพยายาม ควรมอบถวายความจงรักภักดีของเขา และไม่ควรปล่อยตัวปล่อยใจไปกับมโนคติที่หลงผิดมากมาย หรือนั่งนิ่งเฉยและรอความตาย พระเจ้าสามารถเสียสละพระองค์เองเพื่อมนุษย์ แล้วเหตุใดมนุษย์จึงไม่สามารถถวายความจงรักภักดีของเขาแด่พระเจ้าเล่า? พระเจ้าทรงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับมนุษย์ แล้วเหตุใดมนุษย์จึงไม่สามารถถวายความร่วมมือสักเล็กน้อยบ้างเล่า? พระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อมวลมนุษย์ แล้วเหตุใดมนุษย์จึงไม่สามารถทำหน้าที่บางอย่างของตนเพื่อประโยชน์แห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าเล่า? พระราชกิจของพระเจ้าได้มาไกลถึงขนาดนี้ แม้กระนั้น พวกเจ้าก็ยังเพียงมองเห็นแต่ไม่ลงมือทำ พวกเจ้าได้ยินแต่ไม่ขยับตัว ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่เป้าหมายของความพินาศหรอกหรือ? พระเจ้าได้ทรงอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์แก่มนุษย์ แล้วเหตุใดวันนี้มนุษย์จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างจริงจังจริงใจบ้าง? สำหรับพระเจ้า พระราชกิจของพระองค์คือลำดับความสำคัญแรกของพระองค์ และพระราชกิจในการบริหารจัดการของพระองค์ย่อมมีความสำคัญที่สุด สำหรับมนุษย์ การนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติและทำให้ข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าลุล่วงคือลำดับความสำคัญแรกของเขา พวกเจ้าทั้งหมดควรเข้าใจสิ่งนี้
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระราชกิจของพระเจ้าและการปฏิบัติของมนุษย์
414. อันที่จริง ผลการปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์เป็นความสำเร็จที่เกิดจากทุกสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในตัวมนุษย์ ซึ่งหมายถึงทั้งหมดที่เป็นไปได้สำหรับมนุษย์ เมื่อนั้นหน้าที่ของเขาย่อมลุล่วง ข้อบกพร่องต่างๆ ของมนุษย์ในระหว่างการปรนนิบัติของเขาจะค่อยๆ ลดลงผ่านประสบการณ์ที่ก้าวหน้าและกระบวนการแห่งการก้าวผ่านการพิพากษาของเขาข้อบกพร่องต่างๆ เหล่านี้ไม่ขัดขวางหรือส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของมนุษย์ พวกที่หยุดรับใช้หรือยอมแพ้และถอยกลับเพราะกลัวว่าอาจมีข้อบกพร่องในการรับใช้ของพวกเขานั้นขลาดที่สุดของคนทั้งหมด หากผู้คนไม่สามารถแสดงออกในสิ่งที่พวกเขาควรจะแสดงออกในระหว่างการปรนนิบัติหรือการสัมฤทธิ์สิ่งที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติสำหรับพวกเขา แต่กลับทำไปตามขั้นตอนเท่านั้น พวกเขาก็ได้สูญเสียภารกิจที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี ผู้คนเช่นนี้เป็นสิ่งที่รู้จักกันว่าเป็น “คนที่มีคุณภาพปานกลาง” พวกเขาเป็นขยะที่ไร้ประโยชน์ ผู้คนเช่นนี้จะสามารถถูกเรียกอย่างเหมาะสมว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร? พวกเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เสื่อมทรามซึ่งสุกใสที่ด้านนอกแต่เน่าเสียที่ด้านในหรอกหรือ? หากมนุษย์คนหนึ่งเรียกตัวเองว่าพระเจ้า แต่ไร้ความสามารถที่จะแสดงออกถึงการมีเทวสภาพ ทำงานของพระเจ้าพระองค์เอง หรือเป็นตัวแทนของพระเจ้า ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาไม่ใช่พระเจ้า เพราะเขาไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยธรรมชาติไม่ดำรงอยู่ในตัวเขา หากมนุษย์สูญเสียสิ่งที่เขาสามารถบรรลุได้โดยธรรมชาติ เขาก็จะไม่สามารถถูกพิจารณาว่าเป็นมนุษย์อีกต่อไป และเขาก็จะไม่มีค่าพอที่จะยืนหยัดเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและรับใช้พระองค์ ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่มีค่าพอที่จะรับพระคุณของพระเจ้าหรือรับการปกป้อง คุ้มครอง และทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า หลายคนที่ได้สูญเสียความไว้วางพระทัยของพระเจ้ายังคงสูญเสียพระคุณของพระเจ้าต่อไป พวกเขาไม่เพียงไม่เกลียดชังความประพฤติอันชั่วของตนเท่านั้น แต่พวกเขายังเผยแพร่แนวคิดที่ว่าหนทางของพระเจ้านั้นไม่ถูกต้องอย่างโจ่งแจ้ง และบรรดาผู้ที่เป็นกบฏถึงกับปฏิเสธการทรงดำรงอยู่ของพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้ที่มีความเป็นกบฏมากเช่นนี้จะสามารถมีสิทธิ์ได้ชื่นชมพระคุณของพระเจ้าได้อย่างไร? พวกที่ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วงนั้นเป็นกบฏอย่างยิ่งต่อพระเจ้าและเป็นหนี้พระองค์มากมาย แต่พวกเขาหันหลังกลับและวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าพระเจ้าผิด มนุษย์ชนิดนี้จะสามารถมีค่าพอที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้อย่างไร? นี่คือตัวบ่งชี้ว่าจะถูกกำจัดออกไปและถูกลงโทษมิใช่หรือ? ผู้คนที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของพวกเขาเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้านั้นมีความผิดอยู่แล้วต่ออาชญากรรมอันชั่วร้ายที่สุด ซึ่งแม้แต่ความตายก็เป็นการลงโทษที่ไม่เพียงพอ แต่พวกเขาก็ยังมีหน้ามาโต้เถียงกับพระเจ้าและเทียบตัวพวกเขากับพระองค์ อะไรคือคุณค่าของการทำให้ผู้คนเช่นนี้เพียบพร้อม? เมื่อผู้คนล้มเหลวในการทำให้หน้าที่ของพวกเขาลุล่วง พวกเขาควรรู้สึกผิดและเป็นหนี้ พวกเขาควรเกลียดชังความอ่อนแอและความไร้ประโยชน์ของตน การเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น ควรจะมอบชีวิตของพวกเขาให้กับพระเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่มีค่าพอที่จะได้ชื่นชมพรและสัญญาของพระเจ้า และได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ แล้วส่วนใหญ่ของพวกเจ้านั้นเล่า? พวกเจ้าจะปฏิบัติต่อพระเจ้าที่ทรงอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเจ้าอย่างไร? พวกเจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์อย่างไร? พวกเจ้าได้ทำทุกสิ่งที่เจ้าได้ถูกเรียกให้ทำโดยถึงกับต้องสละแม้แต่ชีวิตของเจ้าเองแล้วหรือยัง? พวกเจ้าได้พลีอุทิศอะไรไปบ้าง? พวกเจ้าไม่ได้รับมากมายจากเราแล้วหรอกหรือ? พวกเจ้าสามารถแยกแยะได้หรือไม่? พวกเจ้าจงรักภักดีต่อเราเพียงใด? พวกเจ้าได้รับใช้เราอย่างไร? แล้วทุกสิ่งที่เราได้มอบให้พวกเจ้าและได้ทำเพื่อพวกเจ้านั้นเล่า? พวกเจ้าได้ทำการประเมินทุกอย่างไว้แล้วหรือยัง? พวกเจ้าทั้งหมดได้ตัดสินและเปรียบเทียบการนี้กับมโนธรรมน้อยนิดที่พวกเจ้ามีอยู่ในตัวพวกเจ้าแล้วหรือยัง? ใครคือผู้ที่คำพูดและการกระทำของพวกเจ้าสามารถมีค่าพอสำหรับเขา? เป็นไปได้หรือไม่ว่าการพลีอุทิศเพียงน้อยนิดของพวกเจ้านั้นมีค่าพอสำหรับทุกสิ่งที่เราได้มอบให้พวกเจ้า? เราไม่มีทางเลือกอื่นใดและได้อุทิศตนอย่างสุดหัวใจให้พวกเจ้ามานานแล้ว แต่พวกเจ้ายังคงเก็บงำเจตนาชั่วร้ายไว้และมีความไม่เต็มใจต่อเรา นั่นคือขอบข่ายหน้าที่ของพวกเจ้า ภารกิจเพียงอย่างเดียวของพวกเจ้า มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกหรือ? พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเจ้าได้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง? พวกเจ้าจะสามารถถูกพิจารณาว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้อย่างไร? มันไม่ชัดเจนสำหรับพวกเจ้าหรอกหรือว่าพวกเจ้ากำลังแสดงออกและดำรงชีวิตตามอะไร? พวกเจ้าได้ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าให้ลุล่วง แต่พวกเจ้าพยายามที่จะได้รับความอดกลั้นและพระคุณอันไพบูลย์ของพระเจ้า พระคุณเช่นนี้ไม่ได้ถูกตระเตรียมไว้สำหรับคนที่ไร้ค่าและต่ำช้าเช่นพวกเจ้า แต่ถูกตระเตรียมไว้สำหรับพวกที่ไม่ขออะไรและพลีอุทิศด้วยความยินดี ผู้คนเช่นพวกเจ้า คนที่มีคุณภาพปานกลางเช่นนี้ ไม่มีค่าพออย่างที่สุดที่จะได้ชื่นชมพระคุณแห่งสวรรค์ มีแต่ความยากลำบากและการลงโทษที่ไม่มีที่สิ้นสุดเท่านั้นที่จะไปกับพวกเจ้าทุกวัน! หากพวกเจ้าไม่สามารถสัตย์ซื่อต่อเรา ชะตากรรมของพวกเจ้าก็จะเป็นชะตากรรมแห่งความทุกข์ หากเจ้าไม่สามารถรับผิดชอบต่อถ้อยคำของเราและงานของเรา บทอวสานของพวกเจ้าก็จะเป็นบทอวสานแห่งการลงโทษ พระคุณ พร และชีวิตอันวิเศษของอาณาจักรทั้งหมดนั้นจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกเจ้า นี่คือจุดจบที่พวกเจ้าสมควรได้พบและเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของพวกเจ้าเอง!
—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์