55. การหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ

โดย โจวหยวน ประเทศจีน

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บัดนี้เป็นเวลาที่เรากำหนดพิจารณาบทอวสานสำหรับแต่ละบุคคล ไม่ใช่ช่วงระยะซึ่งเราเริ่มทำงานกับมนุษย์  เราจดบันทึกคำพูดและการกระทำทั้งหลายของแต่ละบุคคล เส้นทางซึ่งพวกเขาได้ติดตามเรามา คุณลักษณะเฉพาะโดยกำเนิดของพวกเขา และวิธีที่พวกเขาประพฤติตนในท้ายที่สุด ลงในสมุดบันทึกของเราทีละคน  เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นบุคคลประเภทใด ย่อมไม่มีใครจะหลบพ้นมือของเรา และทุกคนจะรวมอยู่กับบุคคลประเภทเดียวกันตามที่เราจัดให้” (“ตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “บทอวสานของทุกคนถูกกำหนดไปตามแก่นแท้ที่มาจากความประพฤติของพวกเขา และมักจะถูกกำหนดอย่างถูกต้องเหมาะสมเสมอ ไม่มีใครสามารถแบกรับบาปของอีกคนหนึ่งได้ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครสามารถได้รับการลงโทษแทนอีกคนหนึ่งได้ เป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน ความเอาใจใส่อย่างมากล้นของบิดามารดาต่อลูกๆ ของพวกเขาไม่ได้บ่งบอกว่าพวกเขาสามารถแสดงความประพฤติที่ชอบธรรมแทนลูกๆ ของพวกเขาได้ อีกทั้งความรักกตัญญูของลูกต่อบิดามารดาก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสามารถแสดงความประพฤติที่ชอบธรรมแทนบิดามารดาของพวกเขาได้ นี่คือความหมายที่แท้จริงของพระวจนะที่ว่า ‘เวลานั้นชายสองคนอยู่ที่ทุ่งนา จะถูกรับไปคนหนึ่ง และถูกละทิ้งไว้คนหนึ่ง หญิงสองคนโม่แป้งอยู่ด้วยกัน จะถูกรับไปคนหนึ่ง ถูกละทิ้งไว้คนหนึ่ง’ ผู้คนไม่สามารถนำลูกๆ ที่ทำชั่วของพวกตนเข้าสู่การหยุดพักบนพื้นฐานของความรักลึกซึ้งที่พวกตนมีต่อพวกเขาได้ อีกทั้งไม่มีผู้ใดสามารถนำภรรยา (หรือสามี) ของพวกเขาเข้าสู่การหยุดพักบนพื้นฐานของความประพฤติชอบธรรมของตัวพวกเขาเองได้ นี่คือกฎเกณฑ์บริหาร ซึ่งไม่สามารถมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ใดได้ ในที่สุด คนทำความชอบธรรมก็คือคนทำความชอบธรรม และคนทำชั่วก็คือคนทำชั่ว คนชอบธรรมจะได้รับอนุญาตให้รอดชีวิตในที่สุด ในขณะที่คนทำชั่วจะถูกทำลาย คนบริสุทธิ์นั้นบริสุทธิ์ พวกเขาไม่โสโครก คนโสโครกคือคนโสโครกและไม่มีสักส่วนหนึ่งของพวกเขาที่บริสุทธิ์ ผู้คนซึ่งจะถูกทำลายนั้นล้วนเป็นคนชั่ว และบรรดาผู้ซึ่งจะรอดชีวิตล้วนเป็นคนชอบธรรม—แม้ว่าลูกๆ ของบรรดาคนชั่วเหล่านั้นจะแสดงความประพฤติที่ชอบธรรมก็ตาม และแม้ว่าบิดามารดาของบรรดาคนที่ชอบธรรมจะกระทำความประพฤติที่ชั่วร้ายก็ตาม ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างสามีที่เชื่อกับภรรยาที่ไม่เชื่อ และไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างลูกๆ ที่เชื่อกับบิดามารดาที่ไม่เชื่อ กล่าวคือ ผู้คนสองประเภทนี้ไม่สามารถเข้ากันได้โดยสิ้นเชิง ก่อนที่จะเข้าสู่การหยุดพัก คนเรามีญาติพี่น้องทางกายภาพ แต่ทันทีที่คนเราเข้าสู่การหยุดพัก เขาจะไม่มีญาติพี่น้องทางกายภาพให้พูดถึงอีกต่อไป” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าบอกพวกเราว่า พระราชกิจของพระองค์ในยุคสุดท้าย คือการแยกผู้คนไปตามประเภทของพวกเขา พระองค์ทรงกำหนดพิจารณาจุดจบและบั้นปลายของทุกบุคคล ตามพฤติกรรมของพวกเขา และตามธรรมชาติและแก่นแท้ของพวกขา มันคือสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และมันก็ถูกกำหนดพิจารณาโดยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเราปฏิบัติต่อผู้อื่นไปในแนวเดียวกับพระวจนะของพระองค์ และหลักธรรมแห่งความจริง พวกเราไม่สามารถปกป้องหรือโปรดปรานใครสักคนตามภาวะอารมณ์ ไม่แม้กระทั่งคนที่เรารัก นั่นจะตรงข้ามกับความจริง และเป็นการละเมิดพระอุปนิสัยของพระเจ้า

ครั้งหนึ่ง เมื่อราว 3 ปีก่อน ระหว่างที่การชุมนุมกำลังจะจบลง ผู้นำคนหนึ่งบอกฉันว่า “พ่อของคุณสร้างความขัดแย้งระหว่างพี่น้องชายหญิงทั้งหลายเสมอ ทำให้ชีวิตในคริสตจักรวุ่นวาย พวกเราสามัคคีธรรมกับเขา ชำแหละเรื่องนี้กันออกมา และเตือนเขาแล้ว แต่เขาก็ไม่กลับใจ พี่น้องชายหญิงได้รายงานมาว่า เขาทำแบบเดียวกันนี้ในหน้าที่ของเขาในที่อื่นๆ มาก่อน พวกเรากำลังรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความประพฤติชั่วของเขาอยู่นะ” หัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อได้ยินเรื่องนี้ และฉันสงสัยว่า “มันแย่ขนาดนั้นจริงๆ หรือ?” แต่จากนั้น ฉันก็คิดถึงการที่ ในการชุมนุมต่างๆ กับพ่อของฉัน พ่อก่อความวุ่นวายให้กับชีวิตในคริสตจักรจริงๆ และก็คงจะไม่ยอมรับความจริง ในการชุมนุมทั้งหลายนั้น พ่อจะไม่สามัคคีธรรมว่าด้วยพระวจนะของพระเจ้า แต่จะพูดถึงสิ่งต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงเสมอ ก่อกวนผู้คนจนพวกเขาไม่สามารถไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้าอย่างสงบได้ ฉันเคยเปรยเรื่องนี้กับพ่อ แต่พ่อก็จะไม่ยอมฟังเลย มีแต่จะโยนข้ออ้างมากมายกลับมาใส่ฉัน ฉันได้เล่าสถานการณ์นี้ให้ผู้นำคริสตจักรฟัง จากนั้นผู้นำก็สามัคคีธรรมกับพ่อของฉัน ช่วยพ่อหลายต่อหลายครั้ง และอธิบายถึงแก่นแท้ และผลพวงที่จะตามมาของพฤติกรรมของพ่อ แต่พ่อของฉันก็ปฏิเสธที่จะยอมรับ พ่อเอาแต่หาข้ออ้างและโต้เถียง พ่อไม่ได้กลับใจเลย มันคงเลวร้ายลงมาก จนเหล่าพี่น้องชายหญิงต้องมารายงานกันอยู่ในตอนนี้ ฉันจำได้ว่า เคยมีคนสองสามคนในคริสตจักรที่ถือว่าชั่ว และถูกไล่ออก เพราะพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติความจริง แต่ก่อความวุ่นวายให้กับชีวิตในคริสตจักรเสมอ และคงจะไม่กลับใจ ถ้าพ่อของฉันเป็นแบบนั้นจริงๆ พ่อจะไม่ถูกไล่ออกเหมือนกันหรือ? ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ เส้นทางแห่งความเชื่อของพ่อก็จะมาถึงปลายทาง พ่อยังจะมีโอกาสในความรอดอีกหรือ? ความตื่นตระหนกของฉันเพิ่มขึ้นเมื่อฉันคิดถึงมัน และฉันก็รู้สึกเหมือนหัวใจของฉันขมวดเป็นปม

คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมา คิดว่าคนอื่นๆ พูดถึงพ่อของฉันว่าอย่างไร ฉันรู้ว่าพวกเขาแค่พยายามอารักขาชีวิตคริสตจักรให้พ้นจากการถูกทำให้วุ่นวาย โดยคำนึงถึงการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง และมันก็อยู่ในแนวเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันรู้พฤติกรรมของพ่อฉัน และสงสัยว่า ฉันควรจะบอกผู้นำเรื่องนั้นหรือไม่ ฉันคิดถึงว่า พ่อรักฉันมากแค่ไหนในตอนที่ฉันยังเด็ก เมื่อใดก็ตามที่ฉันกับพี่ชายทะเลาะกัน พ่อจะปกป้องฉัน ไม่ว่าฉันจะเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ เวลาที่อากาศหนาว และโรงเรียนของฉันก็ไม่มีเบาะอุ่นรองนั่ง พ่อจะขี่จักรยานไปไกลกว่า 60 ไมล์เพื่อเอาผ้าห่มไปให้ฉัน แม่ของฉันไม่ค่อยอยู่บ้านเพราะไปทำหน้าที่ของแม่มากมาย ดังนั้น พ่อเลยมักจะเป็นคนทำอาหารให้ฉันและดูแลฉัน เมื่อฉันคิดถึงเรื่องพวกนี้ ฉันก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ ฉันคิดว่า “พ่อของฉันคือคนที่ฟูมฟักฉันมา ถ้าฉันเปิดโปงพ่อ และพ่อรู้เรื่องเข้า พ่อจะไม่ว่าฉันไม่มีมโนธรรม ว่าฉันไร้หัวใจหรอกหรือ? หลังจากนั้นแล้ว ฉันจะเผชิญหน้ากับพ่อที่บ้านได้อย่างไร?” ฉันเริ่มลงมือเขียนถึงพฤติกรรมของพ่อฉันอย่างอิดออดไม่เต็มใจนัก แต่ฉันก็ไม่สามารถเขียนต่อได้ ฉันกำลังคิดว่า “ถ้าฉันเขียนทุกอย่างที่ฉันรู้ แล้วพ่อถูกไล่ออกล่ะ? ลืมไปได้เลย ยังไงฉันก็ไม่ควรเขียนเรื่องนี้” ฉันต้องการหลับลึกสบายๆ เพื่อพาให้ฉันหลุดไปจากความเป็นจริง แต่ฉันก็หลับไม่ได้เลยแม้สักงีบ ฉันไม่สบายใจและรู้สึกผิด ช่วงหลังมานี้ พฤติกรรมของพ่อไม่ดีเลยจริงๆ และฉันก็รู้เรื่องการกระทำในอดีตของพ่ออยู่ไม่น้อย ถ้าฉันเก็บไว้กับตัวเอง จะไม่ใช่ว่าฉันกำลังซ่อนความจริงอยู่หรือ? มันเป็นความขัดแย้งภายในจริงๆ สำหรับฉัน ฉันจึงต้องมาอธิษฐานต่อหน้าพระเจ้า ฉันได้อธิษฐานไปว่า “โอ้ พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ถึงความชั่วบางอย่างที่พ่อของข้าพระองค์ได้ทำ และข้าพระองค์รู้ว่า ข้าพระองค์ต้องค้ำจุนงานของคริสตจักร และสัตย์ซื่อกับสิ่งที่ข้าพระองค์รู้ แต่ข้าพระองค์ไม่ต้องการจะทำอย่างนั้น เพราะข้าพระองค์กลัวว่าพ่อจะถูกขับไล่ออกไป ข้าแต่พระเจ้า ได้ได้โปรดนำข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์สามารถปฏิบัติความจริง เป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ และค้ำจุนงานของคริสตจักรได้ด้วยเถิด” ฉันรู้สึกสงบลงนิดหน่อยหลังจากการอธิษฐานนี้ แล้วฉันก็ได้อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าที่ว่า “เจ้าทั้งปวงกล่าวว่าเจ้าคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า และจะปกป้องคำพยานของคริสตจักร แต่ใครหรือในหมู่พวกเจ้าที่ได้คำนึงถึงพระภาระของพระเจ้าจริงๆ? จงถามตัวเจ้าเองว่า เจ้าเป็นใครคนหนึ่งซึ่งได้แสดงให้เห็นความคำนึงถึงพระภาระของพระองค์หรือไม่? เจ้าสามารถปฏิบัติความชอบธรรมเพื่อพระองค์หรือไม่? เจ้าสามารถยืนขึ้นและพูดเพื่อเราหรือไม่? เจ้าสามารถนำความจริงมาปฏิบัติอย่างหนักแน่นมั่นคงหรือไม่? เจ้ากล้าพอที่จะต่อสู้กับความประพฤติทั้งปวงของซาตานหรือไม่? เจ้าจะสามารถวางภาวะอารมณ์ทั้งหลายของเจ้าลง และเปิดโปงซาตานเพื่อเห็นแก่ประโยชน์แห่งความจริงของเราไหม? เจ้าสามารถยอมให้เจตนาของเราได้รับการทำให้ลุล่วงภายในตัวเจ้าไหม? เจ้าได้มอบถวายหัวใจของเจ้าในชั่วขณะที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดหรือไม่? เจ้าเป็นใครคนหนึ่งที่จะกระทำตามเจตจำนงของเราหรือไม่? จงถามคำถามเหล่านี้กับตัวเจ้าเอง และคิดเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ให้บ่อย” (“บทที่ 13” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ผู้คนทั้งหมดมีชีวิตอยู่ภายในภาวะอารมณ์—และดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงหลีกเลี่ยงพวกเขาแม้เพียงคนเดียว และทรงเปิดโปงความลับที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของมวลมนุษย์ทั้งปวง เหตุใดจึงยากที่ผู้คนจะแยกตัวเองออกจากอารมณ์? การทำเช่นนั้นล้ำเลิศกว่ามาตรฐานทั้งหลายแห่งมโนธรรมหรือ? มโนธรรมสามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงได้หรือ? อารมณ์สามารถช่วยให้ผู้คนผ่านความทุกข์ยากได้หรือ? ในสายพระเนตรของพระเจ้า อารมณ์เป็นศัตรูของพระองค์—นี่ไม่ได้ถูกแถลงไว้อย่างชัดเจนในพระวจนะของพระเจ้าหรอกหรือ?” (“บทที่ 28” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันไม่มีคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ในพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้ดีว่า พ่อของฉันไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริง และว่าพ่อทำให้การชุมนุมและการกินดื่มพระวจนะของพระเจ้าของคนอื่นๆ เกิดความวุ่นวาย พ่อไม่ฟังการสามัคคีธรรมของใคร พ่ออคติต่อผู้อื่น ตัดสินผู้คนลับหลัง และสร้างความร้าวฉาน แต่เมื่อถูกบีบอยู่ในภาวะอารมณ์ ฉันก็พลาดที่จะใส่ใจว่า การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงของฉันถูกทำให้หยุดชะงักอย่างไร ฉันก็แค่ไม่อยากพูดตรงๆ กับผู้นำ เพื่อปกป้องและเป็นที่กำบังให้กับพ่อ ฉันไม่ได้กำลังนำความจริงมาปฏิบัติ หรือคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันนึกถึงคนชั่ว 2 คน ที่คริสตจักรเคยขับไล่ออกไป การที่เห็นว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติความจริง และทำให้ชีวิตในคริสตจักรวุ่นวาย ทำให้ฉันเต็มไปด้วยความโมโห และฉันก็เปิดโปงพวกเขาอย่างเป็นธรรมและรุนแรง แล้วทำไมฉันถึงไม่สามารถสัตย์ซื่อ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเขียนถึงพฤติกรรมของพ่อฉัน? ฉันมองเห็นว่าฉันไม่ใช่บุคคลที่ซื่อสัตย์ ว่าฉันขาดสำนึกในความยุติธรรม ฉันไม่ได้กำลังปฏิบัติความจริง หรือกำลังค้ำจุนงานของคริสตจักรในช่วงวิกฤตินี้ แทนที่จะทำอย่างนั้น แต่ฉันกลับกำลังเป็นที่กำบังให้พ่อของฉันด้วยภาวะอารมณ์ โดยปิดบังความชั่วของพ่อ และสวนทางกับหลักธรรมทั้งหลายแห่งความจริง นั่นไม่ใช่การยืนอยู่ฝั่งซาตานและเป็นศัตรูกับพระเจ้าหรอกหรือ? เมื่อตระหนักในเรื่องนี้ ฉันจึงอธิษฐานและกลับใจต่อพระเจ้า “ข้าพระองค์ไม่ต้องการปฏิบัติตัวไปตามภาวะอารมณ์ของตัวเองอีกแล้ว ข้าพระองค์ต้องการซื่อสัตย์ในเรื่องพ่อของข้าพระองค์”

หลังการอธิษฐานของฉัน ฉันคิดย้อนไปถึงความประพฤติชั่วบางอย่างของพ่อ และไล่เรียงทั้งหมดออกมาทีละอย่าง ระหว่างที่รับใช้ในฐานะของมัคนายกฝ่ายข่าวประเสริฐ พ่อได้กลายมามีอคติต่อคู่หูที่ร่วมงานกัน ซึ่งก็คือพี่จาง พ่อตัดสินและเลือกปฏิบัติกับเขาต่อหน้าพี่น้องชายหญิง ทำให้พี่จางเครียด และอยู่ในสภาวะที่คิดลบ ผู้นำจึงได้ตัดแต่งและจัดการกับพ่อของฉัน แต่พ่อก็ไม่ฟัง เมื่อพี่น้องชายหญิงชี้ให้เห็นประเด็นปัญหาทั้งหลายของพ่อ พ่อก็จะไม่ยอมรับอะไรเลย พ่อจดจ่ออยู่แต่กับความล้มเหลวของคนอื่น และใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของพวกเขาเสมอ และก็พูดเสมอว่า “ฉันเป็นผู้เชื่อตลอดหลายปีมานี้ ฉันเข้าใจทุกอย่าง!” เมื่อพ่อเห็นฉันทำหน้าที่อย่างแข็งขัน พ่อก็รบเร้าให้ฉันแสวงหาเงินทองและสิ่งต่างๆ ทางโลก และมักพูดสิ่งที่เป็นลบเพื่อให้ฉันหมดความมีใจกระตือรือร้นในหน้าที่ของฉัน มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากที่พ่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ พี่หลินจากคริสตจักรก็ได้มาเยี่ยมดูอาการ และสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความจริง โดยเขาได้บอกว่าพ่อต้องทบทวนตัวเอง และเรียนรู้จากบทเรียนของพ่อ แต่พ่อไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น พ่อบิดเบือนข้อเท็จจริง และกระจายข่าวลือไปว่า พี่หลินมาเย้ยหยันพ่อ นั่นทำให้เหล่าพี่น้องชายหญิงมีอคติต่อพี่หลิน การคิดถึงเรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ฉันได้สติ และโมโหขึ้นมาจริงๆ ฉันแปลกใจว่า “นี่คือพ่อของฉันจริงๆ หรือ? นี่คือคนที่ชั่วคนหนึ่งไม่ใช่หรือ?” ฉันคิดเสมอว่า ตลอดช่วงเวลาหลายปีของความเชื่อของพ่อ พ่อได้ทำหน้าที่ของพ่อและเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ที่พ่อสามารถทนทุกข์และยอมลงทุนลำบากได้ ฉันได้หลงเชื่อในท่าทางภายนอกของพ่อ คิดว่าพ่อคือผู้เชื่อที่แท้จริง ฉันไม่เคยพยายามแยกแยะพฤติกรรมของพ่อ ฉันช่างโง่เขลาและมืดบอด ตอนนี้ฉันรู้สึกตำหนิตัวเองที่ถูกภาวะอารมณ์ควบคุม ให้การประคบประหงม และเป็นที่กำบังให้พ่อ จากนั้น ฉันก็ได้อ่านพระวจนะนี้ของพระเจ้าที่ว่า “บรรดาผู้ที่ระบายถึงการพูดคุยที่เป็นพิษและมุ่งร้ายของตนภายในคริสตจักร ผู้ซึ่งแพร่ข่าวลือ ยุแหย่ให้เกิดความไม่ลงรอยกัน และก่อการแบ่งพรรคแบ่งพวกในหมู่พี่น้องชายหญิง—พวกเขาควรจะได้ถูกขับไล่ออกจากคริสตจักร ถึงกระนั้นก็ดี เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคแห่งพระราชกิจของพระเจ้าที่ต่างกัน ผู้คนเหล่านี้จึงถูกหวงห้ามไว้ เพราะพวกเขาเผชิญกับการกำจัดที่แน่นอน ทุกคนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามล้วนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม บางคนไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ในขณะที่คนอื่นๆ แตกต่างออกไป นั่นคือ ไม่ใช่แค่พวกเขามีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเท่านั้น แต่ธรรมชาติของพวกเขายังมุ่งร้ายอย่างที่สุดอีกด้วย ไม่ใช่แค่คำพูดหรือการกระทำของพวกเขาเท่านั้นที่เปิดเผยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอันเสื่อมทรามของพวกเขา แต่ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนเหล่านี้เป็นซาตานมารร้ายที่แท้จริง พฤติกรรมของพวกเขาขัดจังหวะและรบกวนพระราชกิจของพระเจ้า มันทำให้การเข้าสู่ชีวิตของบรรดาพี่น้องชายหญิงเสื่อมถอยลง และมันสร้างความเสียหายต่อชีวิตตามปกติของคริสตจักร ไม่ช้าก็เร็ว หมาป่าในคราบแกะเหล่านี้ต้องถูกลบล้างไป ท่าทีที่ไม่ผ่อนปรน ท่าทีแห่งการปฏิเสธ ควรจะถูกนำมาใช้กับสมุนของซาตานเหล่านี้ นี่เท่านั้นคือการยืนในฝ่ายของพระเจ้า และพวกที่ล้มเหลวในการทำเช่นนั้นกำลังเกลือกกลิ้งในโคลนตมกับซาตาน” (“คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) เมื่อยกพฤติกรรมของพ่อฉันขึ้นเทียบกับพระวจนะของพระเจ้า ฉันก็ได้เห็นว่า นี่ไม่ใช่แค่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามอย่างหนึ่งที่พ่อกำลังแสดงออก แต่มันคือธรรมชาติที่มุ่งร้าย ดูผิวเผิน พ่อช่างมีใจกระตือรือร้น และสามารถทนทุกข์เพื่อหน้าที่ของตัวเองได้ และพ่อสามารถดำเนินการเผยแผ่ข่าวประเสริฐต่อไปได้ท่ามกลางการข่มเหงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่พ่อไม่สามารถยอมรับความจริงได้ พ่อถึงขั้นเกลียดความจริงด้วยซ้ำ การกระทำต่างๆ ของพ่อเปิดเผยธรรมชาติที่ชั่วร้ายฉลาดแกมโกงของพ่อออกมา โดยแก่นแท้แล้ว พ่อคือมนุษย์ชั่วคนหนึ่ง เป็นของซาตาน และพ่อควรจะถูกขับไล่ออกไป ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นลูกสาวของพ่อ แต่ฉันก็ไม่สามารถทำตามความรู้สึกของตัวเองได้ ฉันจำเป็นต้องยืนอยู่ทางฝั่งพระเจ้าในความเชื่อของฉัน และเปิดโปงและละทิ้งซาตาน ฉันคิดถึงพี่น้องชายหญิงในกลุ่มที่ฉันดูแลรับผิดชอบ ผู้ที่ไม่หยั่งรู้เกี่ยวกับพ่อ ฉันต้องสามัคคีธรรมกับพวกเขา และเปิดโปงความเลวของพ่อของฉัน เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ถูกพ่อหลอกอีกต่อไป แต่แล้วฉันก็เริ่มกังวลว่า “พวกเขาบางคนถูกพ่อเขาพาเข้ามาสู่ความความเชื่อ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อ ถ้าฉันเปิดโปงพ่อ พวกเขาจะไม่บอกว่าฉันไม่มีมโนธรรม ว่าฉันไร้หัวใจหรือ? และถ้าพ่อถูกไล่ออก และเสียโอกาสในความรอด นั่นต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ สำหรับพ่อ” ความคิดนี้ทำให้ว้าวุ่นจริงๆ และฉันก็หมดความอยากที่จะแบ่งปันการสามัคคีธรรมนั้น คืนนั้น ฉันนอนอยู่บนเตียงแต่ก็หลับไม่ลง พลางคิดว่าถ้าฉันไม่เปิดโปงความเลวของพ่อฉัน และพี่น้องชายหญิงถูกหลอก และยืนอยู่ฝั่งเดียวกับพ่อ ถ้าอย่างนั้น พวกเขาก็จะแบ่งปันความชั่วของพ่อไปด้วย ถ้าฉันเห็นพวกเขาถูกนำไปในทางที่ผิดแต่ไม่ได้สามัคคีธรรมกับพวกเขา ไม่ใช่ว่าฉันจะกำลังทำร้ายพวกเขาหรอกหรือ? ความคิดนั้นทำให้ฉันรู้สึกตำหนิตัวเอง ฉันจึงเอ่ยคำอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “โอ้ พระเจ้า ตอนนี้ข้าพระองค์มีความกังวลมากมายเหลือเกิน ขอพระองค์ทรงมอบความเชื่อและความเข้มแข็งให้กับข้าพระองค์ด้วย ขอทรงนำข้าพระองค์ และนำทางข้าพระองค์ให้ปฏิบัติความจริง และเปิดโปงคนชั่วคนนี้ด้วยเถิด”

หลังจากที่ฉันอธิษฐาน ฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ที่ว่า “ในพระวจนะของพระเจ้า หลักธรรมใดหรือที่ถูกพาดพิงถึง เมื่อคำนึงถึงวิธีที่ผู้คนควรปฏิบัติต่อกันและกัน? จงรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และเกลียดชังสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง นั่นคือ ผู้คนที่พระเจ้าทรงรัก ผู้ซึ่งไล่ตามเสาะหาความจริงและปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างแท้จริงนั้น คือบรรดาผู้ที่เจ้าควรรักจริงๆ พวกที่ไม่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ผู้ที่เกลียดชังพระเจ้า ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระองค์ และผู้ที่พระองค์ทรงเกลียดชังคือพวกที่พวกเราควรดูหมิ่นและปฏิเสธด้วยเช่นกัน นี่คือสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าพึงประสงค์ หากบิดามารดาของเจ้าไม่เชื่อในพระเจ้า เช่นนั้นแล้วพวกเขาย่อมเกลียดชังพระองค์ และหากพวกเขาเกลียดชังพระองค์ เช่นนั้นแล้วแน่นอนว่าพระเจ้าย่อมทรงเกลียดพวกเขา ดังนั้น หากเจ้าถูกบอกให้เกลียดชังบิดามารดาของเจ้า เจ้าจะสามารถทำสิ่งนั้นได้หรือไม่? หากพวกเขาต้านทานพระเจ้าและด่าว่าพระองค์ เช่นนั้นแล้วแน่นอนว่าพวกเขาย่อมเป็นผู้คนที่พระเจ้าทรงเกลียดชังและทรงสาปแช่ง ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมเช่นนั้น เจ้าควรปฏิบัติกับบิดามารดาของพวกเจ้าอย่างไร หากพวกเขาเป็นอุปสรรคต่อการที่เจ้าเชื่อในพระเจ้า หรือหากพวกเขาไม่เป็น อย่างใดอย่างหนึ่ง? ในช่วงระหว่างยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ‘ใครเป็นมารดาของเรา? ใครเป็นพี่น้องของเรา?…เพราะว่าใครก็ตามที่ทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา’ คติพจน์นี้มีอยู่แล้วย้อนหลังไปในยุคพระคุณ และบัดนี้ พระวจนะของพระเจ้าก็ยิ่งเหมาะสมมากขึ้นไปอีก กล่าวคือ ‘จงรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และเกลียดชังสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง’ พระวจนะเหล่านี้ตัดตรงเข้าจุด ทว่าบ่อยครั้งที่ผู้คนไร้ความสามารถที่จะซึ้งคุณค่าในความหมายที่แท้จริงของพระวจนะเหล่านั้น หากบุคคลหนึ่งถูกพระเจ้าทรงสาปแช่ง แต่ดูดีงามทีเดียวจากการปรากฏภายนอกทั้งหมด หรือเป็นบิดามารดา หรือญาติพี่น้องของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็อาจจะพบว่าตัวเจ้านั้นไร้ความสามารถที่จะเกลียดชังบุคคลนั้นได้ และอาจจะถึงขั้นมีความสนิทสนมกันอย่างมากมายและมีสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดระหว่างพวกเจ้าทั้งสองเสียด้วยซ้ำ เมื่อเจ้าได้ยินพระวจนะดังกล่าวจากพระเจ้า เจ้าก็หัวเสีย และไร้ความสามารถที่จะทอดทิ้งหรือทำใจแข็งต่อบุคคลเช่นนั้น นี่ก็เป็นเพราะมีมโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมอยู่ตรงนี้ ที่กำลังผูกมัดเจ้า เจ้าคิดว่า หากเจ้าทำการนี้ เจ้าจะก่อให้เกิดพระพิโรธแห่งฟ้า ถูกฟ้าทรงลงโทษ และถึงขั้นถูกสังคมปัดทิ้งและถูกกล่าวโทษในความคิดเห็นของสาธารณะ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาที่ยิ่งเป็นไปในทางปฏิบัติมากกว่าก็คือว่า มันจะเป็นความรู้สึกผิดหน่วงอยู่ในใจเจ้า มโนธรรมนี้มาจากสิ่งที่บิดามารดาของเจ้าได้สอนเจ้าไว้ตั้งแต่วัยเด็ก หรือจากอิทธิพลและการติดเชื้อวัฒนธรรมทางสังคม ซึ่งไม่สิ่งใดก็สิ่งหนึ่งได้ปลูกเพาะรากเหง้าเช่นนั้นและวิถีของการคิดภายในเจ้า เพื่อให้เจ้าไม่สามารถฝึกฝนปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า และรักสิ่งที่พระองค์ทรงรัก และเกลียดชังสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียดชังได้ อย่างไรก็ตาม ลึกลงไปนั้น เจ้ารู้ว่าเจ้าควรเกลียดชังพวกเขาและปฏิเสธพวกเขา เพราะชีวิตเจ้านั้นมาจากพระเจ้า และมิได้ให้มาโดยบิดามารดาของเจ้า มนุษย์ควรที่จะนมัสการพระเจ้าและคืนตัวเขาให้กับพระองค์ แม้ว่าเจ้าทั้งพูดและคิดว่า เจ้าก็แค่ไม่สามารถเปลี่ยนใจยอมคล้อยตาม และก็แค่ไร้ความสามารถที่จะนำการนั้นมาปฏิบัติได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นตรงนี้? นั่นก็คือ สิ่งเหล่านี้ได้ผูกมัดเจ้าทั้งอย่างแน่นหนาและลุ่มลึก ซาตานใช้สิ่งเหล่านี้ผูกมัดความคิดของเจ้า จิตใจของเจ้า และหัวใจของเจ้า เพื่อที่เจ้าจะไม่สามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้าได้ สิ่งทั้งหลายดังกล่าวได้เติมเต็มเจ้าจนครบบริบูรณ์ จนถึงจุดที่พวกเจ้าไม่มีห้องว่างสำหรับพระวจนะของพระเจ้าเลย ที่มากกว่านั้นคือ หากเจ้าพยายามที่จะนำพระวจนะของพระองค์มาปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะส่งผลภายในเจ้า และทำให้เจ้าขัดแย้งกับพระวจนะและข้อพึงประสงค์ของพระองค์ ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นการทำให้เจ้าไร้ความสามารถที่จะแกะตัวเจ้าเองออกจากปมเหล่านี้ได้ และไร้ความสามารถที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ได้ นั่นจะไร้หนทาง และหากปราศจากความแข็งแกร่งที่จะดิ้นรนต่อสู้ เจ้าจะล้มเลิกหลังจากผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง” (“เจ้าจะสามารถรู้จักตัวเองได้ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่หลงผิดของเจ้าเท่านั้น” ใน บันทึกการบรรยายของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) แล้วตอนนั้นเองที่ฉันได้เข้าใจว่า หลักธรรมที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเรามีในการจัดการกับผู้อื่นนั้น ต้องเป็นการรักในสิ่งที่พระองค์ทรงรัก และเกลียดในสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด ผู้คนที่รักความจริงและสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ คือผู้ที่พวกเราควรปฏิบัติด้วยความรัก ในขณะที่พวกคนชั่วที่เกลียดชังความจริงและต้านทานพระเจ้า คือคนที่พวกเราควรเกลียด การปฏิบัติแบบนี้เท่านั้นที่อยู่ในแนวเดียวกันกับน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่ฉันก็ถูกจำกัดควบคุมด้วยภาวะอารมณ์เสมอเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อของฉัน ฉันปกป้องและปิดบังเพื่อเขา ฉันไม่สามารถรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และเกลียดชังสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชังได้ มันเป็นเพราะมโนคติที่หลงผิดแบบเก่าเยี่ยงซาตานที่ว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” และ “มนุษย์มิใช่ไร้ชีวิตจิตใจ เขาจะสามารถเป็นอิสระจากภาวะอารมณ์ได้อย่างไรกัน?” ที่กุมหัวใจของฉันเอาไว้ ฉันไม่สามารถจำแนกความต่างของความดีออกจากความชั่ว โดยคิดว่าการเปิดโปงพฤติกรรมชั่วร้ายของพ่อฉันเป็นสิ่งที่อุกอาจและไร้มโนธรรม ฉันกลัวจะถูกผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์และกล่าวโทษ เพื่อปกป้องสัมพันธภาพทางครอบครัวของเนื้อหนัง ฉันพลาดที่จะค้ำจุนความจริงและเปิดโปงคนชั่ว ไม่ใส่ใจงานของพระนิเวศของพระเจ้าและการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง นั่นต่างหากคือความไม่มีมโนธรรมและขาดพร่องความเป็นมนุษย์โดยแท้จริง ฉันได้เห็นว่า มโนคติอันหลงผิดแบบเก่าเยี่ยงซาตานเหล่านี้กำลังหยุดยั้งฉันจากการปฏิบัติความจริง ทำให้ฉันยืนอยู่ข้างเดียวกับซาตาน และต้านทานพระเจ้า ทั้งๆ ที่ตัวฉันไม่ต้องการ โดยข้อเท็จจริงแล้ว พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าพวกเราควรจะมีมโนธรรมในการจัดการพวกปีศาจและพวกคนชั่ว และพระองค์ก็ไม่ได้ตรัสว่า การบอกปัดคนที่เรารักที่เป็นของซาตานเป็นการผิดศีลธรรม ในยุคธรรมบัญญัตินั้น ลูกๆ ผู้ไม่เชื่อของโยบตายในหายนะครั้งหนึ่ง แต่โยบก็ไม่ได้พร่ำบ่นร้องทุกข์ต่อพระเจ้าในเรื่องความตายของลูกๆ ของเขาด้วยภาวะอารมณ์ ในทางตรงกันข้าม เขากลับสรรเสริญพระนามของพระเจ้า ในยุคพระคุณ พ่อแม่ของเปโตรยับยั้งและยืนขวางหนทางแห่งความความเชื่อของเขา เขาจึงทอดทิ้งพ่อแม่และออกจากบ้านไป สละทุกอย่างเพื่อติดตามพระเจ้า ดังนั้นจึงได้รับการสรรเสริญจากพระเจ้า เมื่อคิดถึงประสบการณ์ของโยบและเปโตรแล้ว ฉันก็ได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าในการรักสิ่งที่พระองค์ทรงรัก และเกลียดสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด

จากนั้น ฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมว่า “ใครคือซาตาน ใครคือปีศาจ และใครคือศัตรูของพระเจ้าหากไม่ใช่บรรดาผู้ต้านทานซึ่งไม่เชื่อในพระเจ้า? พวกเขามิใช่ผู้คนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรอกหรือ? พวกเขามิใช่บรรดาผู้ที่อ้างว่ามีความเชื่อทว่ายังเป็นผู้ขาดพร่องความจริงหรอกหรือ? พวกเขาไม่ใช่บรรดาผู้ที่เพียงแค่พยายามให้ได้มาซึ่งพระพรในขณะที่ไร้ความสามารถที่จะเป็นพยานให้พระเจ้าได้หรอกหรือ? เจ้ายังคงอยู่ร่วมกันกับปีศาจเหล่านั้นวันนี้ และแบกรับจิตสำนึกและความรักต่อพวกมัน แต่ในกรณีนี้ เจ้ามิได้กำลังหยิบยื่นเจตนาที่ดีต่อซาตานหรอกหรือ? เจ้ามิได้กำลังคบหาสมาคมกับพวกปีศาจอยู่หรอกหรือ? หากผู้คนทุกวันนี้ยังไร้ความสามารถที่จะแยกแยะระหว่างความดีและความชั่วได้ และยังคงหลับหูหลับตารักและเมตตาต่อไปโดยไม่มีเจตนาใดๆ ที่จะแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า หรือไม่ว่าจะหนทางใดก็ไม่มีความสามารถที่จะรับเจตนารมณ์ของพระเจ้าไว้เสมือนเป็นของตนเองได้ เช่นนั้นแล้ว วาระสุดท้ายของพวกเขาจะล้วนน่าอนาถยิ่งขึ้นไปอีก…หากเจ้าสามารถเข้ากันได้กับพวกเหล่านั้นที่เรารังเกียจและกับพวกที่เราไม่เห็นด้วย และยังคงแบกรับความรักหรือความรู้สึกส่วนตัวต่อพวกเขาอยู่ เช่นนั้นแล้ว เจ้ามิได้ไม่เชื่อฟังหรอกหรือ? เจ้ามิได้กำลังต้านทานพระเจ้าโดยเจตนาหรอกหรือ? บุคคลเช่นนั้นถือครองความจริงกระนั้นหรือ? หากผู้คนแบกรับจิตสำนึกต่อเหล่าศัตรู มีความรักให้ปีศาจ และปรานีต่อซาตาน เช่นนั้นแล้ว พวกเขามิได้กำลังทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงักโดยเจตนาหรอกหรือ?” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) การอ่านบทตอนนี้ทำให้ฉันตรอมตรมและรู้สึกผิด ฉันรู้ว่าพ่อของฉันเกลียดความจริง และทำให้ชีวิตในคริสตจักรวุ่นวายอยู่เสมอ และรู้ว่าธรรมชาติและแก่นแท้ของท่านนั้นคือความชั่ว แต่ฉันก็ยังคงมีมโนธรรมและมีความรักต่อพ่อ ถึงขั้นปิดบังเพื่อพ่อ และเป็นที่กำบังให้พ่อ นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงหมายถึงใน “กำลังหยิบยื่นเจตนาที่ดีต่อซาตาน” และ “กำลังคบหาสมาคมกับพวกปีศาจ” หรอกหรือ? ไม่ใช่ว่าฉันต่อต้านพระเจ้าและทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักอย่างโจ่งแจ้งหรอกหรือ? ในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงและความถูกต้องปกครอง กำลังบังคับชั่วทั้งหมดของซาตาน รวมถึงพวกคนชั่วทั้งหมดและศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถคงอยู่ได้ พวกเขาต้องถูกพระเจ้าเปิดโปงและกำจัดทิ้ง และถูกชำระล้างออกไปจากคริสตจักร นี่คือสิ่งที่กำหนดพิจารณาโดยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า แต่ฉันได้ปิดบังเพื่อคนชั่วคนหนึ่ง พยายามปล่อยให้เขาได้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ใช่ว่าฉันกำลังทนยอมรับการรบกวนชีวิตในคริสตจักรของคนชั่วร้ายหรอกหรือ? ไม่ใช่ว่าฉันกำลังช่วยศัตรูที่ชั่วและต่อต้านพระเจ้าหรอกหรือ? การทำอย่างนั้นต่อไปย่อมจะหมายถึงการถูกพระเจ้าลงโทษเคียงคู่ไปกับมนุษย์ชั่ว การตระหนักได้นี้ทำให้ฉันตกใจกลัวมากพอดู ฉันดูออกว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้น ไม่ยอมทนต่อการละเมิดใดๆ และการปิดบังเพื่อคนทำชั่วด้วยความรู้สึกส่วนตัวนั้นย่อมอันตรายมาก! ฉันไม่สามารถพูดและปฏิบัติตัวไปตามอารมณ์ของฉันได้อีกแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นพ่อของฉัน ฉันก็จำเป็นต้องปฏิบัติความจริง รักในสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก เกลียดในสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียด และค้ำจุนผลประโยชน์ทั้งหลายแห่งพระนิเวศของพระเจ้า

ต่อมาฉันได้ไปร่วมงานชุมนุมกับกลุ่มของฉัน และได้เปิดเผยความจริงทั้งหมดเรื่องพฤติกรรมและความประพฤติชั่วของพ่อของฉัน พี่น้องชายหญิงที่ถูกเขาพาไปผิดทางเริ่มหยั่งรู้แก่นแท้ของเขา ต่อมา คริสตจักรได้ออกหนังสือบอกกล่าวเรื่องการขับไสพ่อของฉัน ฉันกลับบ้าน อ่านให้พ่อฟัง และพูดคุยเรื่องพฤติกรรมชั่วของพ่อ ฉันตกใจมากที่พ่อพูดอย่างดูถูกว่า “ฉันรู้มาสักพักแล้วละว่าฉันจะถูกไล่ออก ฉันเชื่อในพระเจ้ามาตลอดหลายปีนี้ก็แค่เพื่อพระพร ไม่อย่างนั้นฉันคงเลิกเชื่อไปนานแล้ว” เมื่อเห็นพ่อไม่มีความตั้งใจที่จะกลับใจ ฉันรู้ได้อย่างชัดเจนในหัวใจของฉันว่า แก่นแท้ที่ชั่วของพ่อได้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างหมดเปลือกแล้ว หลังจากที่พ่อของฉันถูกไล่ออก ก็ไม่มีพวกคนทำชั่วมาทำให้สิ่งต่างๆ ในคริสตจักรวุ่นวายอีก ในการชุมนุมต่างๆ พี่น้องชายหญิงสามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้าและสามัคคีธรรมความจริงโดยปราศจากการหยุดชะงัก พวกเขาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างที่ควรทำ และชีวิตในคริสตจักรก็เริ่มผลิดอกออกผล ฉันได้เห็นว่าในพระนิเวศของพระเจ้านั้น ความจริงและความชอบธรรมปกครอง และเมื่อพวกเราปฏิบัติความจริงตามพระวจนะของพระเจ้า พวกเราก็ได้เป็นพยานในการทรงนำและพระพรทั้งหลายของพระองค์ ส่วนเรื่องของพ่อนั้น ฉันได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากความรู้สึกส่วนตัวทีละน้อย และกลายเป็นสามารถที่จะค่อยๆ ปฏิบัติความจริง และสนับสนุนงานของคริสตจักรในท้ายที่สุด การนี้สำเร็จได้ด้วยการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระเจ้านี่เอง!

ก่อนหน้า: 54. สงครามจิตวิญญาณ

ถัดไป: 56. เราจะแก้ไขความเห็นแก่ตัวอย่างไร

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย หย่างมู่ ประเทศเกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger