45 เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งการผูกมัด

โดย Danchun, ประเทศจีน

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บัดนี้เป็นเวลาที่เรากำหนดพิจารณาบทอวสานสำหรับแต่ละบุคคล ไม่ใช่ช่วงระยะซึ่งเราเริ่มทำงานกับมนุษย์ เราจดบันทึกคำพูดและการกระทำทั้งหลายของแต่ละบุคคล เส้นทางซึ่งพวกเขาได้ติดตามเรามา คุณลักษณะเฉพาะโดยกำเนิดของพวกเขา และวิธีที่พวกเขาประพฤติตนในท้ายที่สุด ลงในสมุดบันทึกของเราทีละคน เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นบุคคลประเภทใด ย่อมไม่มีใครจะหลบพ้นมือของเรา และทุกคนจะรวมอยู่กับบุคคลประเภทเดียวกันตามที่เราจัดให้” (“ตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “ผลลัพธ์ของทุกคนถูกกำหนดไปตามแก่นแท้ที่มาจากความประพฤติของพวกเขา และมักจะถูกกำหนดอย่างถูกต้องเหมาะสมเสมอ ไม่มีใครสามารถแบกรับบาปของอีกคนหนึ่งได้ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครสามารถได้รับการลงโทษแทนอีกคนหนึ่งได้ เป็นเช่นนี้อย่างแน่นอน ความเอาใจใส่อย่างมากล้นของบิดามารดาต่อลูกๆ ของพวกเขาไม่ได้บ่งบอกว่าพวกเขาสามารถแสดงความประพฤติที่ชอบธรรมแทนลูกๆ ของพวกเขาได้ อีกทั้งความรักกตัญญูของลูกต่อบิดามารดาก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสามารถแสดงความประพฤติที่ชอบธรรมแทนบิดามารดาของพวกเขาได้ นี่คือความหมายที่แท้จริงของพระวจนะที่ว่า 'เวลานั้นชายสองคนอยู่ที่ทุ่งนา จะถูกรับไปคนหนึ่ง และถูกละทิ้งไว้คนหนึ่ง หญิงสองคนโม่แป้งอยู่ด้วยกัน จะถูกรับไปคนหนึ่ง ถูกละทิ้งไว้คนหนึ่ง' ผู้คนไม่สามารถนำลูกๆ ที่ทำชั่วของพวกตนเข้าสู่การหยุดพักบนพื้นฐานของความรักลึกซึ้งที่พวกตนมีต่อพวกเขาได้ และไม่มีผู้ใดสามารถนำภรรยา (หรือสามี) ของพวกเขาเข้าสู่การหยุดพักบนพื้นฐานของความประพฤติชอบธรรมของตัวพวกเขาเองได้ นี่คือกฎเกณฑ์บริหาร ซึ่งไม่สามารถมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ใดได้ ในที่สุด คนทำความชอบธรรมก็คือคนทำความชอบธรรม และคนทำชั่วก็คือคนทำชั่ว คนชอบธรรมจะได้รับอนุญาตให้รอดชีวิตในที่สุด ในขณะที่คนทำชั่วจะถูกทำลาย คนบริสุทธิ์นั้นบริสุทธิ์ พวกเขาไม่โสโครก คนโสโครกคือคนโสโครกและไม่มีสักส่วนหนึ่งของพวกเขาที่บริสุทธิ์ ผู้คนซึ่งจะถูกทำลายนั้นล้วนเป็นคนชั่ว และบรรดาผู้ซึ่งจะรอดชีวิตล้วนเป็นคนชอบธรรม—แม้ว่าลูกๆ ของบรรดาคนชั่วเหล่านั้นจะแสดงความประพฤติที่ชอบธรรมก็ตาม และแม้ว่าบิดามารดาของบรรดาคนที่ชอบธรรมจะกระทำความประพฤติที่ชั่วร้ายก็ตาม ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างสามีที่เชื่อกับภรรยาที่ไม่เชื่อ และไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างลูกๆ ที่เชื่อกับบิดามารดาที่ไม่เชื่อ กล่าวคือ ผู้คนสองประเภทนี้ไม่สามารถเข้ากันได้โดยสิ้นเชิง ก่อนที่จะเข้าสู่การหยุดพัก คนเรามีญาติพี่น้องทางกายภาพ แต่ทันทีที่คนผู้หนึ่งเข้าสู่การหยุดพัก เขาจะไม่มีญาติพี่น้องทางกายภาพให้พูดถึงอีกต่อไป” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าบอกเราว่า พระราชกิจของพระองค์ในยุคสุดท้าย คือการแยกผู้คนตามประเภทของพวกเขา พระองค์ทรงกำหนดผลลัพธ์และบั้นปลายของทุกคน ตามพฤติกรรมของพวกเขา และตามธรรมชาติและแก่นแท้ของพวกขา มันคือสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และมันก็ถูกกำหนดโดยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า พระเจ้าทรงเรียกร้องให้เราปฏิบัติต่อผู้อื่นให้สอดคล้องกับพระวจนะของพระองค์ และหลักแห่งความเป็นจริง เราไม่สามารถปกป้องหรือโปรดปราณใครสักคนตามอารมณ์ ไม่แม้กระทั่งคนที่เรารัก นั่นจะตรงข้ามกับความจริง และเป็นความขุ่นเคืองต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้า

ครั้งหนึ่ง เมื่อราว 3 ปีก่อน ระหว่างที่การชุมนุมกำลังจะจบลง หัวหน้าคนหนึ่งบอกฉันว่า “พ่อของคุณสร้างความขัดแย้งระหว่างพี่น้องชายหญิงทั้งหลายเสมอ รบกวนชีวิตในคริสตจักร เราสามัคคีธรรมกับเขา แจกแจงเรื่องนี้ และเตือนเขาแล้ว แต่เขาก็ไม่กลับใจ พี่น้องชายหญิงได้รายงานมา ว่าเขาทำแบบเดียวกันนี้ในหน้าที่ของเขา ในที่อื่นๆ มาก่อน เรากำลังรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำชั่วของเขา” หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะเมื่อได้ยินเรื่องนี้ และฉันสงสัยว่า “มันแย่ขนาดนั้นจริงๆ หรือ?” แต่จากนั้น ฉันก็คิดถึงว่า ในการชุมนุมต่างๆ กับพ่อของฉัน พ่อรบกวนชีวิตในคริสตจักรจริงๆ และจะไม่ยอมรับความจริง ในการชุมนุม พ่อจะไม่สามัคคีธรรมพระวจนะของพระเจ้า แต่จะพูดถึงสิ่งต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงเสมอ ก่อกวนผู้คนจนพวกเขาไม่สามารถไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้าอย่างสงบได้ ฉันเคยพูดเรื่องนี้กับพ่อค่ะ แต่พ่อก็ไม่ยอมฟังเลย มีแต่จะโยนข้ออ้างมากมายกลับมาใส่ฉัน ฉันได้เล่าสถานการณ์นี้ให้หัวหน้าคริสตจักรฟัง จากนั้นหัวหน้าก็สามัคคีธรรมกับพ่อของฉัน ช่วยพ่อหลายต่อหลายครั้ง และอธิบายถึงแก่นแท้ และผลที่จะตามมาของพฤติกรรมของพ่อ แต่พ่อของฉันก็ปฏิเสธที่จะยอมรับ พ่อเอาแต่หาข้ออ้างและเถียง พ่อไม่ได้กลับใจเลย มันคงเลวร้ายลงมาก จนทำให้เหล่าพี่น้องชายหญิงรายงานในตอนนี้ ฉันจำได้ว่า เคยมีคนสองสามคนในคริสตจักรที่ถือกันว่าชั่วร้าย และถูกไล่ออก เพราะพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติความจริง แต่รบกวนชีวิตในคริสตจักรอยู่เสมอ และไม่กลับใจ ถ้าพ่อของฉันเป็นแบบนั้นจริงๆ พ่อจะไม่ถูกขับไล่เหมือนกันหรือ? ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ เส้นทางแห่งความศรัทธาของพ่อก็จะจบลง พ่อยังจะมีโอกาสในความรอดอีกหรือ? ความตื่นตระหนกของฉันเพิ่มขึ้นเมื่อฉันคิดถึงมัน และฉันก็รู้สึกเหมือนหัวใจถูกมัดเป็นปม

คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมา คิดว่าคนอื่นๆ พูดถึงพ่อของฉันว่ายังไง ฉันรู้ว่าพวกเขาแค่พยายามปกป้องชีวิตในคริสตจักรจากการถูกรบกวน โดยคำนึงถึงการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง และมันก็สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันรู้พฤติกรรมของพ่อฉัน และสงสัยว่า ฉันควรจะบอกหัวหน้าเรื่องนั้นหรือไม่ ฉันคิดถึงว่า พ่อรักฉันมากแค่ไหนในตอนที่ฉันยังเด็ก เมื่อไรก็ตามที่ฉันกับพี่ชายทะเลาะกัน พ่อจะปกป้องฉัน ไม่ว่าฉันจะเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ เวลาที่อากาศหนาว และโรงเรียนของฉันก็ไม่มีเบาะอุ่นรองนั่ง พ่อจะขี่จักรยานไปไกลกว่า 60 ไมล์เพื่อเอาผ้าห่มไปให้ฉัน แม่ของฉันไม่ค่อยอยู่บ้านเพราะไปทำหน้าที่ของแม่เป็นส่วนมาก เพราะฉะนั้น พ่อเลยมักจะเป็นคนทำอาหารให้ฉัน และดูแลฉัน เมื่อฉันคิดถึงเรื่องพวกนี้ ฉันก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ ฉันคิดว่า “พ่อของฉันคือคนที่เลี้ยงฉันมา ถ้าฉันเปิดโปงพ่อ และพ่อรู้เรื่องเข้า พ่อจะไม่บอกว่าฉันไม่มีมโนธรรม ว่าฉันไร้หัวใจหรอกหรือ? ฉันจะเผชิญหน้ากับพ่อที่บ้านหลังจากนั้นได้ยังไง?” ฉันเริ่มเขียนถึงพฤติกรรมของพ่อฉันด้วยความลังเล แต่ฉันไม่สามารถเขียนต่อได้ ฉันกำลังคิดว่า “ถ้าฉันเขียนทุกอย่างที่ฉันรู้ แล้วพ่อถูกขับไล่ล่ะ? ช่างมันเถอะ ฉันไม่ควรเขียนเรื่องนี้” ฉันต้องการการหลับลึกสบายๆ ให้พาฉันไปจากความจริง แต่ฉันก็หลับไม่ได้เลย ฉันไม่สบายใจและรู้สึกผิด ช่วงหลังมานี้ พฤติกรรมของพ่อไม่ได้ดีเลยจริงๆ และฉันก็รู้เรื่องการกระทำในอดีตของพ่อนิดหน่อย ถ้าฉันเก็บมันเอาไว้กับตัวเอง จะไม่ใช่ว่าฉันกำลังซ่อนความจริงอยู่หรือ? มันเป็นความขัดแย้งภายในที่แท้จริงของฉัน ฉันจึงต้องมาอธิษฐานต่อหน้าพระเจ้า ฉันอธิษฐานว่า “โอ้ พระเจ้า ข้าพระองค์รู้ถึงเรื่องชั่วร้ายบางอย่างที่พ่อของข้าพระองค์ได้ทำ และลูกรู้ว่า ลูกต้องส่งเสริมงานของคริสตจักร และรักษาสัตย์กับสิ่งที่ลูกรู้ แต่ข้าพระองค์ไม่ต้องการจะทำอย่างนั้น เพราะข้าพระองค์กลัวว่าท่านจะถูกไล่ออก พระเจ้า ได้โปรดนำทางข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้สามารถปฏิบัติความจริง เป็นคนที่ซื่อสัตย์ และส่งเสริมงานของคริสตจักรด้วย” ฉันรู้สึกสงบลงนิดหน่อยหลังจากการอธิฐานนี้ ฉันจึงอ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าค่ะ “เจ้าทั้งปวงกล่าวว่าเจ้าคำนึงถึงพระภาระของพระเจ้า และจะปกป้องคำพยานของคริสตจักร แต่ใครในหมู่พวกเจ้าได้คำนึงถึงพระภาระของพระเจ้าจริงๆ? จงถามตัวเจ้าเองว่า เจ้าคือใครบางคนที่ได้แสดงการคำนึงถึงพระภาระของพระองค์ไหม? เจ้าสามารถปฏิบัติความชอบธรรมเพื่อพระองค์ไหม? เจ้าสามารถยืนขึ้นและพูดเพื่อเราไหม? เจ้าสามารถนำความจริงมาปฏิบัติอย่างแน่วแน่ไหม? เจ้ากล้าพอที่จะต่อสู้กับความประพฤติทั้งปวงของซาตานไหม? เจ้าจะสามารถปล่อยวางอารมณ์ของเจ้า และเปิดโปงซาตานเพื่อประโยชน์แห่งความจริงของเราไหม? เจ้าสามารถยอมให้เจตนารมณ์ของเราได้รับการทำให้ลุล่วงภายในตัวเจ้าไหม? เจ้าได้มอบถวายหัวใจของเจ้าในชั่วขณะที่สำคัญที่สุดไหม? เจ้าคือใครบางคนที่จะกระทำตามเจตจำนงของเราไหม? จงถามคำถามเหล่านี้กับตัวเจ้าเอง และคิดเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้บ่อยๆ” (“บทที่ 13” ของ พระดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “พวกเขาทั้งหมดมีชีวิตอยู่ภายในอารมณ์—และดังนั้นพระเจ้าจึงไม่ทรงหลีกเลี่ยงพวกเขาแม้เพียงคนเดียว และทรงเปิดโปงความลับที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของมวลมนุษย์ทั้งปวง เหตุใดมันจึงยากที่ผู้คนจะแยกตัวเองออกจากอารมณ์? การทำเช่นนั้นล้ำเลิศกว่ามาตรฐานทั้งหลายแห่งมโนธรรมหรือ? มโนธรรมสามารถทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงได้หรือ? อารมณ์สามารถช่วยให้ผู้คนผ่านความทุกข์ยากได้หรือ? ในสายพระเนตรของพระเจ้า อารมณ์เป็นศัตรูของพระองค์—นี่ไม่ได้ถูกแถลงไว้อย่างชัดเจนในพระวจนะของพระเจ้าหรอกหรือ?” (“บทที่ 28” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันไม่มีคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ในพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้ดีว่า พ่อของฉันไม่ได้ไล่ตามความจริง และว่าพ่อรบกวนการชุมนุม และการกินดื่มพระวจนะของพระเจ้าของคนอื่นๆ พ่อไม่ฟังการสามัคคีธรรมของใคร พ่ออคติต่อผู้อื่น ตัดสินผู้คนลับหลัง และสร้างความร้าวฉาน แต่เมื่อเต็มไปด้วยอารมณ์ ฉันก็พลาดที่จะใส่ใจว่า การเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงของฉันถูกรบกวนยังไง ฉันแค่ไม่อยากจะตรงไปตรงมากับหัวหน้า เพื่อปกป้องและคุ้มครองพ่อ ฉันไม่ได้ปฏิบัติตามความจริง หรือเอาใจใส่น้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันคิดถึงคนชั่วร้าย 2 คน ที่คริสตจักรเคยไล่ออกมาก่อน การเห็นว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะปฏิบัติความจริง และรบกวนชีวิตในคริสตจักร ทำให้ฉันเต็มไปด้วยความโกรธ และฉันก็เปิดโปงพวกเขาอย่างเป็นธรรมและรุนแรง แล้วทำไม่ฉันถึงไม่สามารถยึดในความจริง เมื่อถึงเวลาที่ต้องเขียนถึงพฤติกรรมของพ่อฉันได้ล่ะ? ฉันมองเห็นว่าฉันไม่ใช่คนที่ซื่อสัตย์ ว่าฉันขาดสำนึกในความยุติธรรม ฉันไม่สามารถปฏิบัติความจริง หรือส่งเสริมในงานของคริสตจักรในช่วงสำคัญนี้ได้ แทนที่จะทำอย่างนั้น แต่ฉันกลับใช้อารมณ์ปกป้องพ่อของฉัน ปกปิดความชั่วร้ายของพ่อ และสวนทางกับหลักการแห่งความจริง นั่นไม่ใช่การยืนอยู่ข้างซาตานและเป็นศัตรูกับพระเจ้าหรอกหรือ? เมื่อตระหนักสิ่งนี้ ฉันอธิษฐานและสำนึกผิดต่อพระเจ้า “ข้าพระองค์ไม่ต้องการทำตามอารมณ์ของตัวเองอีกแล้ว ข้าพระองค์ต้องการซื่อสัตย์เรื่องพ่อของข้าพระองค์”

หลังการอธิษฐานของฉัน ฉันคิดย้อนไปถึงการแสดงออกของความชั่วร้ายบางอย่างของพ่อ และเขียนมันออกมา ทีละอย่างๆ ระหว่างที่รับใช้ในฐานะของผู้ดูแลข่าวประเสริฐ พ่อได้กลายมามีอคติต่อคู่หูร่วมงานของเขา คือพี่จางค่ะ พ่อตัดสินและเลือกปฏิบัติกับเขาต่อหน้าพี่น้องชายหญิง ทำให้พี่จางเครียด และอยู่ในสถานะที่ไม่ดีนัก หัวหน้าตัดแต่งและจัดการกับพ่อของฉัน แต่พ่อก็ไม่ฟัง เมื่อพี่น้องชายหญิงชี้ถึงปัญหาต่างๆ ของพ่อ พ่อก็ไม่ยอมรับอะไรเลย พ่อจดจ่ออยู่แต่กับความผิดพลาดของคนอื่น และใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของพวกเขาเสมอ และก็พูดเสมอว่า “ฉันเป็นผู้เชื่อตลอดหลายปีมานี้ ฉันเข้าใจทุกอย่าง!” เมื่อพ่อเห็นฉันทุ่มเททำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง พ่อก็กระตุ้นให้ฉันหาเงินและสิ่งของทางโลก และมักพูดสิ่งแย่ๆ เพื่อให้ฉันหมดความกระตือรือร้นในหน้าที่ของฉัน ครั้งหนึ่ง หลังจากที่พ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ พี่หลินจากคริสตจักรก็ได้มาเยี่ยม และสามัคคีธรรมในความจริง บอกว่าพ่อต้องพิจารณาตัวเอง และเรียนรู้จากบทเรียนของพ่อ แต่พ่อไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น พ่อบิดเบือนข้อเท็จจริง และกระจายความลือไปว่า พี่หลินมาเหยียดหยามพ่อ นั่นทำให้เหล่าพี่น้องชายหญิงมีอคติต่อพี่หลิน การคิดถึงเรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ฉันได้สติ และโกรธขึ้นมาจริงๆ ฉันสงสัยว่า “นี่คือพ่อของฉันจริงๆ หรือ? นี่คือคนที่ชั่วร้ายไม่ใช่หรือ?” ฉันคิดว่า ตลอดช่วงเวลาหลายปีของความศรัทธาของพ่อ พ่อได้ทำหน้าที่ของพ่อในงานข่าวประเสริฐ พ่อสามารถทนทุกข์และยอมลำบากได้ ฉันได้เชื่อในท่าทางภายนอกของพ่อ คิดว่าพ่อคือผู้เชื่อที่แท้จริง ฉันไม่เคยพยายามแยะแยะพฤติกรรมของพ่อ ฉันช่างโง่เขลาและมืดบอด ตอนนี้ฉันรู้สึกตำหนิตัวเองที่ถูกอารมณ์ควบคุม ประคบประหงม และปกป้องพ่อ จากนั้น ฉันก็ได้อ่านพระวจนะนี้ของพระเจ้าค่ะ “บรรดาผู้ที่ระบายถึงการพูดคุยที่เป็นพิษและมุ่งร้ายของตนภายในคริสตจักร ผู้ซึ่งแพร่ข่าวลือ ยุแหย่ให้เกิดความไม่ลงรอยกัน และก่อการแบ่งพรรคแบ่งพวกในหมู่พี่น้องชายหญิง—พวกเขาควรจะได้ถูกขับไล่ออกจากคริสตจักร ถึงกระนั้นก็ดี เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคแห่งพระราชกิจของพระเจ้าที่ต่างกัน ผู้คนเหล่านี้จึงถูกหวงห้ามไว้ เพราะพวกเขาเผชิญกับการกำจัดที่แน่นอน ทุกคนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามล้วนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม บางคนไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ในขณะที่คนอื่นๆ แตกต่างออกไป นั่นคือ ไม่ใช่แค่อุปนิสัยของพวกเขาเท่านั้นที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม แต่ธรรมชาติของพวกเขายังมุ่งร้ายอย่างที่สุดอีกด้วย ไม่ใช่แค่คำพูดหรือการกระทำของพวกเขาเท่านั้นที่เปิดเผยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานอันเสื่อมทรามของพวกเขา แต่ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนเหล่านี้เป็นซาตานมารร้ายที่แท้จริง พฤติกรรมของพวกเขาขัดจังหวะและรบกวนพระราชกิจของพระเจ้า มันทำให้การเข้าสู่ชีวิตของบรรดาพี่น้องชายหญิงเสื่อมถอยลง และมันสร้างความเสียหายต่อชีวิตตามปกติของคริสตจักร ไม่ช้าก็เร็ว หมาป่าในคราบแกะเหล่านี้ต้องถูกลบล้างไป ท่าทีที่ไม่ผ่อนปรน ท่าทีแห่งการปฏิเสธ ควรจะถูกนำมาใช้กับสมุนของซาตานเหล่านี้ นี่เท่านั้นคือการยืนในฝ่ายของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ล้มเหลวในการทำเช่นนั้นกำลังเกลือกกลิ้งในโคลนตมกับซาตาน” (“คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) เมื่อยกพฤติกรรมของพ่อฉันขึ้นเทียบกับพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่า นี่ไม่ใช่เพียงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามธรรมดาๆ ที่พ่อกำลังแสดงออก แต่มันคือธรรมชาติที่มุ่งร้าย ดูเผินๆ พ่อกระตือรือร้น และสามารถทนทุกข์เพื่อหน้าที่ของตัวเองได้ และพ่อสามารถสานต่อการเผยแผ่ข่าวประเสริฐท่ามกลางการข่มเหงของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนได้ แต่พ่อไม่สามารถยอมรับความจริงได้ พ่อถึงกับเกลียดความจริง การกระทำต่างๆ ของพ่อเปิดเผยธรรมชาติที่ชั่วร้ายเจ้าเล่ห์ของพ่อออกมา พ่อคือชายผู้ชั่วร้ายโดยแก่นแท้ เป็นพวกของซาตาน และพ่อควรจะถูกไล่ออก ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นลูกสาวของพ่อ ฉันก็ไม่สามารถทำตามความรู้สึกของตัวเองได้ ฉันจำเป็นต้องยืนอยู่ข้างพระเจ้าในศรัทธาของฉัน และเปิดโปงและละทิ้งซาตาน ฉันคิดถึงพี่น้องชายหญิงในกลุ่มที่ฉันดูแลจัดการ ผู้ที่ไม่มีการพิจารณาแยกแยะเกี่ยวกับพ่อ ฉันต้องสามัคคีธรรมกับพวกเขา และเปิดโปงความชั่วร้ายของพ่อของฉัน เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ถูกพ่อหลอกอีกต่อไป แต่จากนั้นฉันก็เริ่มกังวล “พวกเขาบางคนถูกพ่อเขาพาเข้ามาสู่ความศรัทธา และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อ ถ้าฉันเปิดโปงพ่อ พวกเขาจะไม่บอกว่าฉันไม่มีมโนธรรม ว่าฉันไร้หัวใจหรือ? และถ้าพ่อถูกขับไล่ และเสียโอกาสในความรอด นั่นต้องเจ็บปวดสำหรับพ่อมากแน่” ความคิดนี้ทำให้ไม่สบอารมณ์จริงๆ และฉันก็สูญเสียความปรารถนาที่จะแบ่งปันการสามัคคีธรรมนั้น คืนนั้น ฉันนอนอยู่บนเตียงแต่ก็หลับไม่ลง คิดว่าถ้าฉันไม่เปิดโปงความชั่วร้ายของพ่อฉัน และพี่น้องชายหญิงถูกหลอก และยืนอยู่ข้างเดียวกับเขา ถ้าอย่างนั้น พวกเขาก็จะแบ่งปันความชั่วร้ายของพ่อด้วย ถ้าฉันเห็นพวกเขาถูกนำไปผิดทางแต่ไม่ได้สามัคคีธรรมกับพวกเขา ฉันจะไม่ใช่คนที่ทำร้ายพวกเขาหรอกหรือ? ความคิดนั้นทำให้ฉันรู้สึกตำหนิตัวเอง ฉันจึงเอ่ยคำอธิษฐานต่อพระเจ้า “โอ้ พระเจ้า ตอนนี้ข้าพระองค์มีความกังวลมากมายเหลือเกิน ขอพระองค์ประทานศรัทธาและความเข้มแข็งให้ข้าพระองค์ด้วย ขอทรงนำทางข้าพระองค์ และชี้นำข้าพระองค์ให้ปฏิบัติความจริง และเปิดโปงคนชั่วร้ายผู้นี้ด้วยเถิด”

หลังจากที่ฉันอธิษฐาน ฉันก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ค่ะ “ในพระวจนะของพระเจ้า หลักธรรมใดหรือที่ถูกพาดพิงถึง เมื่อคำนึงถึงวิธีที่ผู้คนควรปฏิบัติต่อกันและกัน? จงรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และเกลียดชังสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง นั่นคือ ผู้คนที่พระเจ้าทรงรัก ผู้ซึ่งไล่ตามเสาะหาความจริงและปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างแท้จริงนั้น คือบรรดาผู้ที่เจ้าควรรักจริงๆ พวกที่ไม่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ผู้ที่เกลียดชังพระเจ้า ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระองค์ และผู้ที่พระองค์ทรงเกลียดชัง คือพวกที่พวกเราควรดูหมิ่นและปฏิเสธด้วยเช่นกัน นี่คือสิ่งที่พระวจนะของพระเจ้าพึงประสงค์ […] ในช่วงระหว่างยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า 'ใครเป็นมารดาของเรา? ใครเป็นพี่น้องของเรา? […] เพราะว่าใครก็ตามที่ทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา' คติพจน์นี้มีอยู่แล้วย้อนหลังไปในยุคพระคุณ และบัดนี้ พระวจนะของพระเจ้าก็ยิ่งเหมาะสมมากขึ้นไปอีก กล่าวคือ ‘จงรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และเกลียดชังสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียดชัง’ พระวจนะเหล่านี้ตัดตรงเข้าจุด ทว่าบ่อยครั้งที่ผู้คนไร้ความสามารถที่จะซึ้งคุณค่าในความหมายที่แท้จริงของพระวจนะเหล่านั้น หากบุคคลหนึ่งถูกพระเจ้าทรงสาปแช่ง แต่ดูดีงามทีเดียวจากการปรากฏภายนอกทั้งหมด หรือเป็นบิดามารดา หรือญาติพี่น้องของเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็อาจจะพบว่าตัวเจ้านั้นไร้ความสามารถที่จะเกลียดชังบุคคลนั้นได้ และอาจจะถึงขั้นมีความสนิทสนมกันอย่างมากมายและมีสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดระหว่างพวกเจ้าทั้งสองเสียด้วยซ้ำ เมื่อเจ้าได้ยินพระวจนะดังกล่าวจากพระเจ้า เจ้าก็หัวเสีย และไร้ความสามารถที่จะทอดทิ้งหรือทำใจแข็งต่อบุคคลเช่นนั้น นี่ก็เป็นเพราะมีมโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมอยู่ตรงนี้ ที่กำลังผูกมัดเจ้า เจ้าคิดว่า หากเจ้าทำการนี้ เจ้าจะก่อให้เกิดพระพิโรธแห่งฟ้า ถูกฟ้าทรงลงโทษ และถึงขั้นถูกถูกสังคมปัดทิ้งและถูกกล่าวโทษในความคิดเห็นของสาธารณะ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาที่ยิ่งเป็นไปในทางปฏิบัติมากกว่าก็คือว่า มันจะเป็นความรู้สึกผิดหน่วงอยู่ในใจเจ้า มโนธรรมนี้มาจาก สิ่งที่บิดามารดาของเจ้าได้สอนเจ้าไว้ตั้งแต่วัยเด็ก หรือจากอิทธิพลและการติดเชื้อวัฒนธรรมทางสังคม ซึ่งไม่สิ่งใดก็สิ่งหนึ่งได้ปลูกเพาะรากเหง้าเช่นนั้นและวิถีของการคิดภายในเจ้า เพื่อให้เจ้าไม่สามารถฝึกฝนปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า และรักสิ่งที่พระองค์ทรงรัก และเกลียดชังสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียดชังได้ อย่างไรก็ตาม ลึกลงไปนั้น เจ้ารู้ว่าเจ้าควรเกลียดชังพวกเขาและปฏิเสธพวกเขา เพราะชีวิตเจ้านั้นมาจากพระเจ้า และมิได้ให้มาโดยบิดามารดาของเจ้า มนุษย์ควรที่จะนมัสการพระเจ้าและคืนตัวเขาให้กับพระองค์ แม้ว่าเจ้าทั้งพูดและคิดว่า เจ้าก็แค่ไม่สามารถเปลี่ยนใจยอมคล้อยตาม และก็แค่ไร้ความสามารถที่จะนำการนั้นมาปฏิบัติได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นตรงนี้? นั่นก็คือ สิ่งเหล่านี้ได้ผูกมัดเจ้าทั้งอย่างแน่นหนาและลุ่มลึก ซาตานใช้สิ่งเหล่านี้ผูกมัดความคิดของเจ้า จิตใจของเจ้า และหัวใจของเจ้า เพื่อที่เจ้าจะไม่สามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้าได้ สิ่งทั้งหลายดังกล่าวได้เติมเต็มเจ้าจนครบบริบูรณ์ จนถึงจุดที่พวกเจ้าไม่มีห้องว่างสำหรับพระวจนะของพระเจ้าเลย ที่มากกว่านั้นคือ หากเจ้าพยายามที่จะนำพระวจนะของพระองค์มาปฏิบัติ เช่นนั้นแล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะส่งผลภายในเจ้า และทำให้เจ้าขัดแย้งกับพระวจนะและข้อพึงประสงค์ของพระองค์ ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นการทำให้เจ้าไร้ความสามารถที่จะแกะตัวเจ้าเองออกจากปมเหล่านี้ และไร้ความสามารถที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ได้” (“เจ้าจะสามารถรู้จักตัวเองได้ด้วยการตระหนักรู้ทรรศนะที่หลงผิดของเจ้าเท่านั้น” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ฉันเข้าใจในตอนนั้นว่า หลักการที่พระเจ้าทรงเรียกร้องให้เรามีในการจัดการกับผู้อื่น ต้องเป็นการรักในสิ่งที่พระองค์ทรงรัก และเกลียดในสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด ผู้คนที่รักความจริง และสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ คือผู้ที่เราควรปฏิบัติด้วยความรัก ในขณะที่ผู้ชั่วร้ายที่เกลียดความจริง และต่อต้านพระเจ้า คือคนที่เราควรเกลียด การปฏิบัติแบบนี้เท่านั้นที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่ฉันก็ถูกจำกัดด้วยอารมณ์เสมอ เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อของฉัน ฉันปกป้อง และปกปิดเพื่อเขา ฉันไม่สามารถรักสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก และเกลียดสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียด มันเป็นเพราะมโนคติเก่าๆ ของซาตานที่ว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” และ “มนุษย์ไม่ใช่สิ่งของ เขาจะเป็นอิสระจากอารมณ์ได้อย่างไร?” ที่ยึดหัวใจของฉันเอาไว้ ฉันไม่สามารถแยกแยะความดีออกจากความชั่วร้าย คิดว่าการเปิดโปงพฤติกรรมชั่วร้ายของพ่อฉันเป็นสิ่งที่อุกอาจ และไร้มโนธรรม ฉันกลัวจะถูกผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์และประณาม เพื่อปกป้องความสัมพันธ์ของครอบครัวทางสายเลือด ฉันพลาดที่จะส่งเสริมความจริง และเปิดโปงคนชั่วร้าย สะเพร่าในงานของพระนิเวศของพระเจ้าและการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง นั่นคือความไม่ละอายในบาปอย่างแท้จริงและขาดความเป็นมนุษย์ ฉันได้เห็นว่ามโนคติแบบเก่าของซาตานเหล่านี้กำลังหยุดฉันจากการปฏิบัติความจริง ทำให้ฉันยืนอยู่ข้างเดียวกับซาตาน และต่อต้านพระเจ้า ทั้งๆ ที่ตัวฉันไม่ต้องการ ความจริงแล้ว พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าเราควรจะมีมโนธรรมในการจัดการปีศาจและคนชั่วร้าย และพระองค์ก็ไม่ได้ตรัสว่า การปฏิเสธคนที่เรารักที่เป็นของซาตานเป็นการผิดศีลธรรม ในยุคธรรมบัญญัติ ลูกๆ ที่ไม่เชื่อของโยบตายจากหายนะครั้งหนึ่ง แต่โยบก็ไม่ได้ร้องเรียนหรือพร่ำบ่นต่อพระเจ้าเรื่องลูกๆ ของเขาด้วยอารมณ์ ในทางตรงกันข้าม เขาสรรเสริญพระนามของพระเจ้า ในยุคพระคุณ พ่อแม่ของเปโตรยับยั้ง และยืนขวางทางแห่งความศรัทธาของเขา เขาจึงทอดทิ้งพ่อแม่และออกจากบ้านไป สละทุกอย่างเพื่อติดตามพระเจ้า ดังนั้นจึงได้รับการสรรเสริญจากพระเจ้า เมื่อคิดถึงประสบการณ์ของโยบและเปโตรแล้ว ฉันก็ได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของพระเจ้าในการรักสิ่งที่พระองค์ทรงรัก และเกลียดสิ่งที่พระองค์ทรงเกลียด

จากนั้น ฉันก็ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าเพิ่มเติมค่ะ “ใครคือซาตาน ใครคือปีศาจ และใครคือศัตรูของพระเจ้า หากไม่ใช่บรรดาผู้ต้านทานซึ่งไม่เชื่อในพระเจ้า? พวกเขามิใช่ผู้คนเหล่านั้นที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าหรอกหรือ? พวกเขามิใช่บรรดาผู้ที่อ้างว่ามีความเชื่อทว่ายังเป็นผู้ขาดความจริงหรอกหรือ? พวกเขาไม่ใช่บรรดาผู้ที่เพียงแค่พยายามให้ได้มาซึ่งพระพรในขณะที่ไม่สามารถเป็นพยานให้พระเจ้าได้หรอกหรือ? เจ้ายังคงอยู่ร่วมกันกับปีศาจเหล่านั้นวันนี้ และแบกรับจิตสำนึกและความรักต่อพวกมัน แต่ในกรณีนี้ เจ้ามิได้กำลังหยิบยื่นเจตนารมณ์ที่ดีต่อซาตานหรอกหรือ? เจ้ามิได้กำลังคบหาสมาคมกับปีศาจอยู่หรอกหรือ? […] หากเจ้าสามารถเข้ากันได้กับพวกเหล่านั้นที่เราชิงชังและกับพวกที่เราไม่เห็นด้วย และยังคงแบกรับความรักหรือความรู้สึกส่วนตัวต่อพวกเขาอยู่ เช่นนั้นแล้ว เจ้ามิได้ไม่เชื่อฟังหรอกหรือ? เจ้ามิได้กำลังต้านทานพระเจ้าโดยเจตนาหรอกหรือ? บุคคลเช่นนั้นถือครองความจริงกระนั้นหรือ? หากผู้คนแบกรับจิตสำนึกต่อเหล่าศัตรู มีความรักให้ปีศาจ และเมตตาต่อซาตาน เช่นนั้นแล้ว พวกเขามิได้กำลังขัดขวางพระราชกิจของพระเจ้าโดยเจตนาหรอกหรือ?” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) การอ่านบทตอนนี้ทำให้ฉันทรมานและรู้สึกผิด ฉันรู้ว่าพ่อของฉันเกลียดความจริง และก่อกวนชีวิตในคริสตจักรเสมอ และรู้ว่าธรรมชาติและแก่นแท้ของท่านนั้นชั่วร้าย แต่ฉันก็ยังคงมีมโนธรรม และมีความรักต่อพ่อ แม้กระทั่งปกปิดเพื่อพ่อ และปกป้องพ่อ นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงหมายถึงในถ้อยความที่ว่า “หยิบยื่นเจตนารมณ์ที่ดีต่อซาตาน” และ “คบหาสมาคมกับปีศาจ” หรอกหรือ? ไม่ใช่ว่าฉันคัดค้านพระเจ้าและรบกวนงานของคริสตจักรอย่างโจ่งแจ้งหรอกหรือ? ในพระนิเวศของพระเจ้า ความจริงและความถูกต้องปกครองควบคุม อำนาจที่ชั่วร้ายทั้งหมดของซาตาน รวมถึงผู้คนที่ชั่วร้ายทั้งหมดและศัตรูของพระคริสต์ ไม่สามารถคงอยู่ได้ พวกเขาต้องถูกเปิดโปงและกำจัดโดยพระเจ้า และถูกล้างออกไปจากคริสตจักร นี่คือสิ่งที่กำหนดโดยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า แต่ฉันได้ปกปิดเพื่อคนชั่วร้ายคนหนึ่ง พยายามให้เขาได้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ไม่ใช่ว่าฉันกำลังทนต่อการรบกวนชีวิตในคริสตจักรของคนชั่วร้ายหรอกหรือ? ไม่ใช่ว่าฉันกำลังช่วยศัตรูที่ชั่วร้าย และต่อต้านพระเจ้าหรอกหรือ? การทำอย่างนั้นต่อไปหมายถึงการถูกลงโทษโดยพระเจ้า เคียงข้างคนที่ชั่วร้าย การตระหนักได้แบบนั้นทำให้ฉันกลัวพอควรค่ะ ฉันเห็นว่าพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าไม่อดทนต่อการทำให้ขุ่นเคืองใดๆ และการปกปิดเพื่อคนที่ทำเรื่องชั่วร้ายด้วยความรู้สึกส่วนตัวนั้นอันตรายมาก! ฉันไม่สามารถพูดและกระทำตามอารมณ์ของฉันได้อีก แม้ว่าเขาจะเป็นพ่อของฉัน ฉันก็ต้องปฏิบัติตามความจริง รักในสิ่งที่พระเจ้าทรงรัก เกลียดในสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียด และส่งเสริมประโยชน์ของพระนิเวศของพระเจ้า

ภายหลังฉันได้ไปร่วมงานชุมนุมกับกลุ่มของฉัน และเปิดเผยความจริงทั้งหมดเรื่องพฤติกรรมและการกระทำที่ชั่วร้ายของพ่อของฉัน พี่น้องชายหญิงที่ถูกเขาพาไปผิดทางเริ่มแยกแยะแก่นแท้ของเขาได้ ภายหลัง คริสตจักรได้ประกาศแจ้งการขับไล่พ่อของฉัน ฉันกลับบ้าน อ่านให้พ่อฟัง และพูดคุยเรื่องพฤติกดรรมชั่วร้ายของพ่อ ฉันตกใจมากที่พ่อพูดอย่างเหยียดหยามว่า “ฉันรู้มาสักพักแล้วละว่าฉันจะถูกไล่ออกมา ฉันเชื่อในพระเจ้ามาตลอดหลายปีนี้ก็เพื่อรับพระพรเท่านั้น ไม่อย่างนั้นฉันคงเลิกเชื่อไปนานแล้ว” เมื่อเห็นพ่อไม่มีความตั้งใจที่จะกลับใจ ฉันรู้ได้อย่างชัดเจนในหัวใจของฉันว่า ธรรมชาติที่ชั่วร้ายของพ่อได้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเต็มที่แล้ว หลังจากที่พ่อของฉันถูกขับไล่ ก็ไม่มีคนชั่วมารบกวนสิ่งต่างๆ ในคริสตจักรอีก ในการชุมนุมต่างๆ พี่น้องชายหญิงสามารถอ่านพระวจนะของพระเจ้าและสามัคคีธรรมความจริงโดยปราศจากการรบกวน พวกเขาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างที่ควรทำ และชีวิตในคริสตจักรก็เริ่มออกผล ฉันเห็นว่าพระนิเวศของพระเจ้า ความจริง และความชอบธรรมปกครองควบคุม และเมื่อเราปฏิบัติความจริงตามพระวจนะของพระเจ้า เราได้เป็นพยานในการนำทางและรับพระพรของพระองค์ ส่วนเรื่องของพ่อฉัน ฉันได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากความรู้สึกส่วนตัวทีละน้อย และได้สามารถค่อยๆ ปฏิบัติความจริง และสนับสนุนงานของคริสตจักรในท้ายที่สุด สิ่งนี้สำเร็จได้ด้วยการพิพากษาและการตีสอนของพระวจนะของพระเจ้าค่ะ!

ก่อนหน้า: 44 คลายสัมพันธ์ที่พันผูก

ถัดไป: 46 การคุ้มครอง ของพระเจ้า

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

41 ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

21 หลังจากถูกเปลี่ยนตัว

โดย Li Jie, สหรัฐอเมริกา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าทรงพระราชกิจในบุคคลทุกๆ คน และไม่สำคัญว่าวิธีการของพระองค์คือสิ่งใด...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้