30. การปล่อยวางสถานะไม่ใช่เรื่องง่าย

โดย Li Jun, ประเทศจีน

ผมเกิดมาในครอบครัวกสิกรรมครับ ผมสูญเสียพ่อแม่ไปตอนผมยังเล็ก ดังนั้นผมกับพี่ชายจึงต้องพึ่งพากันเอง เราจนมากและผู้คนก็ดูแคลนเรา ผมเคยคิดว่า “ฉันจะไปโรงเรียน แล้ววันหนึ่งฉันจะเชิดหน้าชูตาเหนือคนอื่น” โชคไม่ดีที่ผมต้องออกจากโรงเรียนในระหว่างที่ผมเรียนชั้นม. 5 เพราะเราไม่มีเงินครับ ความฝันของผมที่จะเชิดหน้าชูตาเหนือคนอื่นสลายไป และผมรู้สึกแหลกลาญโดยสิ้นเชิง

ผมมาเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าในปี 1990 ผู้ประกาศพูด ว่าด้วยการเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า เราไม่เพียงจะพบสันติสุขในชีวิตนี้เท่านั้น แต่เราจะมีชีวิตนิรันดร์ในชีวิตหน้าด้วย เขายังพูดด้วยว่า ยิ่งเราเผยแผ่ข่าวประเสริฐให้คนรับเชื่อได้มากเท่าไหร่ เราก็ยังได้รับพระพรมากขึ้นเท่านั้น และว่าเราจะได้รับรางวัลและมงกุฎของเรา และครองแผ่นดินเช่นกษัตริย์เคียงข้างพระเจ้าครับ ในช่วงนั้นเอง ผมได้อ่านบทตอนนี้ในพระคัมภีร์ “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ตั้งแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า” (2 ทิโมธี 4:7-8) ดังนั้นผมจึงตัดสินใจสละครอบครัวไปเผยแผ่ข่าวประเสริฐเพื่อพระเจ้า ตอนนั้นผมเต็มไปด้วยพลัง และในไม่ถึงหนึ่งปีผมทำให้คนรับเชื่อได้หลายร้อยคน ขณะที่จำนวนผู้รับเชื่อเพิ่มขึ้น พอถึงปี 1997 เราก็ได้ก่อตั้งคริสตจักรหลายร้อยแห่งพร้อมคนมากกว่า 30,000 คน ผมเป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่างที่เกี่ยวกับคริสตจักรเหล่านั้น และไม่ว่าคริสตจักรไหนที่ผมไปทำงาน พี่น้องชายหญิงที่นั่นก็จะทักทายผมด้วยความเคารพและขับรถพาผมไปทุกที่ที่ผมอยากไป พวกเขาจะจัดเตรียมอาหารรสเลิศให้กินและสถานที่อย่างดีให้พัก  และพวกเขาจะจ่ายค่าเดินทางให้ผมด้วย ผมเกิดความสำราญกับสิ่งเหล่านี้ครับ

วันหนึ่ง ผู้นำระดับสูงขึ้นไปคนหนึ่งให้เราเข้าร่วมการชุมนุมงานหนึ่ง และพูดว่าตอนนี้มีคณะนิกายหนึ่งชื่อฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ประกาศว่าองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้วในฐานะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และบอกเราว่าการเทศนาของพวกเขาสูงส่งมาก เธอพูดว่าสมาชิกที่ดีหลายคนของคริสตจักรทั้งหลายได้ถูกพวกนั้นขโมยไปแล้ว และว่าแม้แต่เพื่อนร่วมงานสองคนจากคริสตจักรของเรา บราเดอร์หวังและบราเดอร์อู่ก็ได้ยอมรับฟ้าแลบจากทิศตะวันออกแล้ว ผู้นำคนนั้นขอให้เราไม่ยอมรับพี่น้องชายสองคนนี้อย่างเด็ดขาด และพูดว่าถ้าเราพบใครอื่นที่ฟังการเทศนาของฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ก็ให้เราขับไล่พวกเขาทันที เรื่องทั้งหมดนี้ทำให้ผมประหลาดใจ ผมรู้จักพี่น้องชายสองคนนี้ดีทีเดียว พวกเขารู้ข้อพระคัมภีร์เป็นอย่างดี และเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงใจ ผมไม่เข้าใจเลยว่าพวกเขาไปยอมรับฟ้าแลบจากทิศตะวันออกได้ยังไง เมื่อปลายปีใกล้เข้ามา พี่น้องชายสองคนนี้มาเยี่ยมบ้านผมอย่างไม่คาดคิด ผมลังเลอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูให้พวกเขา กลัวว่าพวกเขาจะมาหลอกลวงผมครับ แต่แล้วผมก็คิดว่า “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ฉันก็เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า และฉันขับไล่พี่น้องชายสองคนนี้ไปเสียจากหน้าประตูไม่ได้” ดังนั้นผมจึงเชิญให้พวกเขาเข้าบ้าน พวกเขาพูดว่าเพื่อต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ผมต้องจดจ่ออยู่กับการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า และว่าผมไม่ควรบอกปัดการแสวงหาหรือพิจารณาหนทางที่แท้จริงเนื่องจากกลัวถูกหลอก แล้วพวกเขาก็ให้การสามัคคีธรรมอย่างละเอียดว่าจะเป็นหญิงพรหมจารีมีปัญญาที่ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าได้ยังไง และจะบอกความแตกต่างระหว่างหนทางที่แท้จริงและหนทางเทียมเท็จได้ยังไง ผมคิดว่าสิ่งที่พวกเขาพูดในวันนั้นทั้งทำให้มีชีวิตชีวิตและให้ความรู้แจ้ง ผมเห็นจริงอย่างที่สุด ตอนพวกเขากลับ พวกเขายื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้ผม บอกผมว่าในนั้นมีพระดำรัสของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และคะยั้นคะยอให้ผมอ่านหนังสือเล่มนั้น และไม่พลาดโอกาสของผมที่จะต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าครับ หลังจากพวกเขากลับไป ผมเริ่มวิตกกังวล ว่าผมกำลังถูกนำไปผิดทาง และว่าหากผู้นำระดับสูงขึ้นไปรู้เข้าว่าผมต้อนรับพี่น้องชายสองคนนี้เข้าบ้าน ผมก็จะถูกขับไล่ออกจากคริสตจักร แต่แล้วผมก็คิดว่า “ถ้าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูคริสต์ที่ทรงกลับมาจริง และผมไม่พิจารณาเพราะกลัวถูกขับไล่ งั้นนั่นจะไม่ทำให้ผมเป็นคนที่ปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้าหรอกเหรอ” ผมคิดแบบนี้ ผมก็ตัดสินใจตรงนั้นที่จะพิจารณาพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ครับ

หลังจากนั้น ผมก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทุกวัน ระหว่างนั้น พี่น้องชายทั้งสองคนก็สามัคคีธรรมกับผมเรื่องพระราชกิจสามระยะของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ความลึกลับของการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายของพระองค์เพื่อชำระมนุษย์ให้สะอาดและช่วยพวกเขาให้รอดยังไง พระเจ้าทรงนำแต่ละยุคไปสู่จุดจบยังไง ราชอาณาจักรของพระคริสต์เป็นจริงขึ้นบนแผ่นดินโลกยังไงและอื่นๆ ผมไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้ตลอดหลายปีที่ผมเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า และยิ่งผมได้ฟังมากเท่าไหร่ พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็ดูยิ่งมีสิทธิอำนาจและทรงฤทธานภาพสำหรับผมมากขึ้นเท่านั้น ผมรู้สึกมากขึ้นทุกทีว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อาจจะเป็นองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมาจริงๆ และว่าผมควรพิจารณาเรื่องนี้ แต่ผมรู้สึกขัดแย้งในใจอยู่ตลอด บรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสกล่าวโทษฟ้าแลบจากทิศตะวันออกมาหลายปี และผมเองก็ได้คล้อยตามพวกเขาในการปิดผนึกคริสตจักรให้แน่นที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ไม่อนุญาตให้ใครได้ติดต่อกับฟ้าแลบจากทิศตะวันออก และขับไล่ใครก็ตามที่ได้ยอมรับหนทางของพวกเขา หากผมยอมรับฟ้าแลบจากทิศตะวันออก แล้วบรรดาผู้เชื่อมากกว่า 30,000 คนภายใต้ผมในคริสตจักรจะคิดยังไงล่ะ หากพวกเขาทั้งหมดยอมรับฟ้าแลบจากทิศตะวันออกตามผมด้วย นั่นก็คงจะยอดเยี่ยม แต่ถ้าไม่ พวกเขาก็จะไม่ยอมรับผมแน่นอน ผมนึกถึงเรื่องที่ผมออกไปในทุกสภาพอากาศ เพื่อประกาศและทำงานทั้งวันทั้งคืน และเสี่ยงที่จะถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนไล่ล่า อีกทั้งก่อตั้งคริสตจักรทั้งหมดนี้ด้วยเลือด เหงือ และน้ำตาของผม ต้องทุ่มเทไปเยอะมากเพื่อมาถึงจุดที่ผมยืนอยู่ตอนนั้นและได้รับการยกย่องอย่างสูงโดยคนมากมาย ผมจะโยนทั้งหมดนั่นทิ้งไปอย่างง่ายดายได้ยังไง อีกอย่าง ถึงแม้ทุกคนภายใต้ผมในคริสตจักรยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมจะยังสามารถเป็นผู้นำของพวกเขาได้ไหม แต่แล้วผมก็คิดว่า “หากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมาจริง และฉันไม่ยอมรับพระองค์ ฉันจะไม่พลาดโอกาสต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าหรอกเหรอ” ผมคิดกลับไปกลับมาอยู่ในใจ ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำยังไง ตอนนั้นเอง ภรรยาของผมก็ทำให้ผมแปลกใจ ด้วยการปรี่เข้ามาอย่างตื่นเต้นหลังจากฟังพระวจนะของพระเจ้าและพูดว่า “ฉันฟังพระวจนะของพระเจ้าแล้วและเชื่อว่าเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้า หากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมาจริง เราก็ควรจะพิจารณาเรื่องนี้และยอมรับให้เร็วที่สุดนะ!” ผมตอบอย่างฉุนเฉียวว่า “ผมรู้น่า แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น บรรดาผู้นำและเพื่อนร่วมงานในคริสตจักรของเราได้ปิดผนึกคริสตจักรแล้ว เพื่อให้ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้พิจารณาฟ้าแลบจากทิศตะวันออก หากผมยอมรับหนทางของพวกนั้น พวกเขาก็จะไม่ยอมรับผมแน่นอน” แต่นี่แค่ทำให้ภรรยาของผมปั่นป่วน และเธอพูดว่า “เราเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ามาตลอดหลายปีนี้เพื่ออะไรล่ะ เราไม่ได้กำลังเฝ้ารอการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อที่เราจะถูกรับขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้หรอกเหรอ ตอนนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาแล้ว ถึงคุณจะไม่ใช่ผู้นำ คุณก็ยังต้องยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าและต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้านะ!” ผมพูดว่าผมเห็นด้วยกับเธอ แต่ในใจผมคิดว่า “คุณก็แค่อะไรง่ายๆ แบบผู้หญิงนั่นแหละ ผมมีคนมากกว่า 30,000 คนต้องคำนึงถึงนะ ผมต้องก้าวอย่างระมัดระวัง ผมต้องใคร่ครวญเรื่องนี้อีกสักหน่อย” หลายเดือนผ่านไปโดยที่ผมไม่ได้ยอมรับฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ระหว่างช่วงนี้ พี่น้องชายหญิงจากคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มาพบผมบ่อยๆ พวกเขาสามัคคีธรรมกับผมอย่างอดทน และที่จริงผมก็รู้สึกอย่างชัดเจนในหัวใจว่านี่คือพระราชกิจของพระเจ้าจริงๆ แต่เพราะผมละทิ้งตำแหน่งของตัวเองไม่ได้ ผมจึงยังยื้อไม่ยอมรับเรื่องนี้ หลังจากนั้นไม่นาน พี่น้องชายหญิงเหล่านั้นก็ตระหนักถึงสภาวะที่ผมเป็นอยู่ ครั้งหนึ่ง เมื่อผมกำลังชุมนุมกับบราเดอร์ไป๋และบราเดอร์ซ่ง บราเดอร์ซ่งสามัคคีธรรมประสบการณ์ของเขากับผม เขาพูดว่าเขาเคยเป็นผู้นำคริสตจักรมาก่อนเหมือนกัน รับผิดชอบคริสตจักรหลายสิบแห่ง หลังจากมีคนประกาศข่าวประเสริฐกับเขา ด้วยการอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เขาก็เกิดความแน่ใจว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมา แต่พอถึงเวลาต้องยอมรับขึ้นมาจริงๆ เขาก็เริ่มลังเลใจว่า “ถ้าฉันยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันจะยังเป็นผู้นำได้ไหม ฉันจะยังนำผู้คนมากมายได้ไหม” แล้วเขาก็จำได้ถึงคำอุปมาเรื่องชาวสวนที่ชั่วร้ายขององค์พระเยซูเจ้า ในมัทธิวบทที่ 21 ข้อ 33 ถึง 41 ที่ว่า “‘มีเจ้าของที่ดินคนหนึ่งทำสวนองุ่นไว้ เขาทำรั้วล้อมรอบ ขุดบ่อย่ำองุ่นในสวนนั้น และสร้างหอเฝ้า ให้พวกชาวสวนเช่า แล้วก็ไปต่างประเทศ เมื่อถึงฤดูเก็บพืชผล จึงใช้บรรดาทาสไปหาพวกคนเช่าสวน เพื่อจะรับพืชผลของเขา แต่คนเช่าสวนเหล่านั้นจับคนของเขาไปเฆี่ยนตีคนหนึ่ง ฆ่าเสียคนหนึ่ง เอาหินขว้างจนตายคนหนึ่ง เขาก็ใช้พวกทาสอื่นๆ ซึ่งมากกว่าครั้งก่อนไปอีก แต่พวกคนเช่าสวนก็ทำกับพวกเขาเช่นเดิม ภายหลังเขาก็ใช้บุตรของเขาไปหา กล่าวว่า “พวกเขาจะเคารพลูกของเรา” แต่เมื่อพวกคนเช่าสวนเห็นบุตรเจ้าของสวนมาก็พูดกันว่า “คนนี้แหละเป็นทายาท ฆ่าเขาเสีย แล้วเราก็จะได้มรดกของเขา” พวกเขาจึงพากันจับบุตรนั้นผลักออกไปนอกสวนแล้วฆ่า เพราะฉะนั้นเมื่อเจ้าของสวนมา ท่านจะทำอย่างไรกับพวกคนเช่าสวนนั้น?’ พวกเขาทูลตอบว่า ‘ท่านจะฆ่าคนร้ายเหล่านั้นให้ตายอย่างทุกข์ทรมาน และจะให้สวนนั้นแก่คนเช่าอื่นที่จะแบ่งพืชผลให้ตามฤดูกาล’” บราเดอร์ซ่งพูดว่าเขารู้สึกตำหนิตัวเองที่เฉียบคมยังไง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฝากฝูงแกะของพระองค์ไว้กับเขา และตอนนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงกลับมาแล้ว แทนที่จะนำพี่น้องชายหญิงให้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า เขากลับพยายามช่วงชิงฝูงแกะขององค์พระผู้เป็นเจ้าและไม่ยอมรับพระองค์ เขาพูดว่าเขาทำตัวเหมือนชาวสวนที่ชั่วร้ายพวกนั้นไม่มีผิด และว่าเขาเป็นผู้รับใช้ชั่วที่กำลังต่อต้านองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาถามตัวเองว่า “ฉันเชื่อในพระเจ้าเพื่อให้ตัวเองมาเป็นผู้นำได้หรือเปล่า ฉันทำแบบนี้เพื่อสถานะและความเป็นอยู่ของตัวเองหรือเปล่า ฉันเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าจริงๆ เหรอ” เขารู้สึกสำนึกผิดเมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเขาจึงสารภาพและกลับใจต่อพระเจ้า แล้วก็ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ครับ จากนั้นเขาก็เผยแผ่ข่าวประเสริฐแก่พี่น้องชายหญิงทุกคนภายใต้เขา พอผมได้ยินเขาสามัคคีธรรมแบบนี้ ผมก็รู้สึกละอายและเสียใจมาก เพื่อปกป้องสถานะของตัวผมเอง ผมละล้าละลังในการยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แม้ว่าผมจะรู้ว่านั่นเป็นพระราชกิจของพระเจ้าจริงๆ ผมไม่ยอมให้พี่น้องชายหญิงพิจารณาเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ผมกำลังไม่ยอมถวายแกะของพระเจ้าให้พระองค์ ผมเป็นผู้รับใช้ชั่ว และผมสมควรถูกสาปแช่งและลงโทษครับ!

สองสามวันต่อมา ในอีกการชุมนุมหนึ่งกับพี่น้องชายสองคนนั้น ผมบอกเรื่องที่ผมเป็นห่วงกับพวกเขา ตอนนั้นผมเป็นคนหลอกลวงมาก และผมก็ถามพวกเขาอ้อมๆ ว่า “ถ้าคนที่ผมนำก็เริ่มเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เหมือนกัน ใครจะนำพวกเขาครับ จะเป็นบรรดาผูนำและเพื่อนร่วมงานเดียวกับตอนนี้หรือเปล่า” ความหมายจริงๆ ของผมก็คือ “ผมยังต้องนำและบริหารจัดการพวกเขา” แต่บราเดอร์ไป๋ทำให้ผมแปลกใจด้วยการพูดว่า “หลังจากยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าพระองค์เองนั่นแหละจะทรงนำเรา ทรงรดน้ำเรา และทรงดูแลเรา ในคริสตจักรของเรา พระคริสต์และความจริงมีอำนาจเหนือ ผู้นำคริสจักรได้มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นใครก็ตามที่เข้าใจความจริงและครอบครองความเป็นจริง และใครก็ตามที่สามารถรดน้ำพี่น้องชายหญิงและแก้ไขปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพวกเขาได้ก็คือคนที่ได้รับเลือก” เขาพูดต่อไปว่า “หากคุณไล่ตามเสาะหาความจริง คุณก็สามารถได้รับเลือกเป็นผู้นำได้เช่นกัน มันหน้าที่ต่างๆ มากมายในคริสตจักร อย่างเช่น ผู้นำ ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ทุกคนมีงานของตัวเอง ไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นสถานะ ‘สำคัญ’ หรือ ‘ไม่สำคัญ’ หรือ ‘สูง’ หรือ ‘ต่ำ’ เมื่อเป็นเรื่องหน้าที่ นั่นเป็นเพราะทุกคนเท่ากันเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการทำงานในคณะนิกายต่างๆ ทางศาสนา” ยิ่งผมฟังบราเดอร์ไป๋มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกสลดมากขึ้นเท่านั้น จนสีหน้าของผมห่อเหี่ยว ผมคิดว่า “ฉันไม่คิดว่าฉันจะสามารถเป็นผู้นำให้คนมากมายได้อีกหลังจากนี้”

บราเดอร์ซ่งสังเกตเห็นว่าผมรู้สึกยังไง และสามัคคีธรรมกับผมถึงประสบการณ์ของกษัตริย์แห่งนีนะเวห์ เขาพูดว่า “กษัตริย์แห่งนีนะเวห์ทรงเป็นผู้ปกครองของประเทศหนึ่ง เมื่อพระองค์ได้ยินโยนาห์ประกาศพระวจนะของพระเจ้า กล่าวว่านีนะเวห์จะถูกทำลาย พระองค์ทรงก้าวลงจากบัลลังก์ และนำคนทั้งเมืองให้ห่อคลุมตัวเองด้วยผ้ากระสอบและขี้เถ้า และคุกเข่าลงสารภาพและกลับใจต่อพระเจ้า พระเจ้าทรงปรานีพวกเขา และเมืองนั้นก็ได้รับการละเว้น” เขาพูดต่อไปว่า “ในฐานะผู้นำคริสตจักร เมื่อเผชิญเหตุการณ์ยิ่งใหญ่อย่างการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าแบบนี้ คุณไม่ควรเอาอย่างกษัตริย์แห่งนีนะเวห์ และนำพี่น้องชายหญิงให้สารภาพและกลับใจต่อพระเจ้าหรอกเหรอ” สิ่งที่เขาพูดปลุกเร้าใจผมจริงๆ ครับ เขาพูดถูก กษัตริย์แห่งนีนะเวห์ทรงเป็นผู้ปกครองประเทศ เมื่อคนที่ตำแหน่งสูงขนาดนั้นสามารถถ่อมใจตัวเองลง อีกทั้งสารภาพและกลับใจต่อพระเจ้าได้ ทำไมผมถึงไม่สามารถสละสถานะของตัวเองและยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าได้ล่ะ บราเดอร์ซ่งพูดต่อไปว่า “เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ พวกฟาริสีต้องการปกป้องตำแหน่งและความเป็นอยู่ของตัวเอง และดังนั้นพวกเขาจึงทำทุกอย่างเพื่อต่อต้านและกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า เพื่อรักษาผู้เชื่อไว้ภายใต้การควบคุม องค์พระเยซูเจ้าทรงประณามพวกเขาว่า ‘วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด พวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์ เพราะพวกเจ้าเองไม่เข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ไม่ยอม’ (มัทธิว 23:13)” แล้วเขาก็พูดกับผมว่า “การที่พระเจ้าทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายเป็นข่าวประเสริฐเรื่องราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ที่กำลังมา ตอนแรก คุณเชื่อคำโกหกที่ได้ฟังและคล้อยตามพวกผู้นำศาสนาในการปิดผนึกคริสตจักร ขัดขวางไม่ให้พี่น้องชายหญิงยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ในการทำแบบนี้ คุณได้ท้าทายพระเจ้า ตอนนี้ คุณได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แล้ว และได้สรุปว่าพระองค์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมา ถ้าคุณยังคงไม่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าต่อไป หรือไม่ยอมบอกพี่น้องชายหญิงถึงข่าวการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ปิดกั้นพวกเขาออกไปจากราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ งั้นคุณก็จะทำผิดทั้งๆ ที่รู้ และทำความผิดพลาดอีกอย่างหนึ่งนะครับ” เขาพูดว่า “นี่จะเป็นความชั่วใหญ่หลวงต่อพระเจ้า! หากพี่น้องชายหญิงเสียโอกาสได้รับความรอดเพราะเราขัดขวางพวกเขา งั้นนี่ก็จะเป็นหนี้เลือด! เราจะไม่สามารถชดใช้หนี้นี้ได้ถึงแม้ว่าเราจะตายซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ตาม อย่างไรก็ตาม หากคุณนำพี่น้องชายหญิงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า พวกเขาก็จะไม่เพียงไม่เกลียดคุณเท่านั้น แต่พวกเขาจะขอบคุณคุณด้วย ที่แบ่งปันข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรสวรรค์และหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์กับพวกเขา”

แล้วบราเดอร์ไป๋ก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้เราฟังสองสามบทตอน “ครั้นพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และเสด็จมาทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์ ทุกคนมองเห็นพระองค์ และได้สดับรับฟังพระวจนะของพระองค์ และทั้งหมดมองเห็นกิจการที่พระเจ้าทรงพระราชกิจจากภายในพระวรกายมนุษย์ของพระองค์ ณ ขณะนั้นเอง มโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ทุกคนจึงปลาสนาการไป สำหรับผู้ที่เคยเห็นพระเจ้าซึ่งทรงปรากฏเป็นมนุษย์แล้วนั้น พวกเขาจะไม่ถูกกล่าวโทษหากพวกเขาเต็มใจเชื่อฟังพระองค์ ในขณะที่พวกซึ่งยืนต้านพระองค์อย่างมีจุดประสงค์จะถูกถือว่าเป็นผู้ต่อต้านพระเจ้า ผู้คนดังกล่าวคือศัตรูของพระคริสต์ เป็นศัตรูที่ตั้งใจยืนต้านพระเจ้า” (“ผู้คนทั้งหมดที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือผู้คนที่ต่อต้านพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “มีบรรดาผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ในคริสตจักรอันอลังการและสวดท่องพระคัมภีร์ตลอดทั้งวัน แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่เข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่สามารถรู้จักพระเจ้า นับประสาอะไรที่คนหนึ่งคนใดท่ามกลางพวกเขาจะสามารถปฏิบัติโดยสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาทั้งหมดเป็นคนถ่อยไร้ค่า และแต่ละคนยืนค้ำหัวสั่งสอนพระเจ้า พวกเขาตั้งใจต่อต้านพระเจ้าแม้ขณะที่พวกเขาถือธงประจำของพระองค์ พวกเขาอ้างความเชื่อในพระเจ้า แต่ยังคงกินเนื้อหนังและดื่มโลหิตของมนุษย์ ผู้คนเช่นนั้นทั้งหมดคือเหล่ามารที่กลืนกินดวงจิตของมนุษย์ เหล่าปีศาจผู้เป็นหัวหน้าที่จงใจขวางทางผู้ที่พยายามก้าวลงบนเส้นทางที่ถูกต้อง และคือเครื่องสะดุดทั้งหลายที่คอยขัดแข้งขัดขาผู้ที่แสวงหาพระเจ้า พวกเขาอาจดูมี ‘องค์ประกอบอันเพียบพร้อม’ แต่ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า คนเหล่านั้นมิใช่สิ่งอื่นใดนอกเสียจากศัตรูของพระคริสต์ที่นำผู้คนให้ยืนต้านพระเจ้า? ผู้ติดตามของพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่า พวกเขาคือมารที่มีชีวิตซึ่งทุ่มเทอุทิศเพื่อการกลืนกินดวงจิตของมนุษย์?” (“ผู้คนทั้งหมดที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือผู้คนที่ต่อต้านพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังจากเขาอ่านบทตอนเหล่านี้ ผมก็รู้สึกค่อนข้างเจ็บปวด ผมรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงจนหน้าผมแดงก่ำ ผมอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปซะ ผมรู้ดีอย่างที่สุดว่าองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว และว่าพระองค์กำลังทรงแสดงความจริงมากมายและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและชำระมนุษย์ให้สะอาด แต่เพื่อจะปกป้องตำแหน่งและความเป็นอยู่ของผม ผมได้ปฏิเสธที่จะยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า และได้ปิดผนึกคริสจักรเพื่อที่แกะของพระเจ้าจะไม่สามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์และหันไปหาพระองค์ ผมแตกต่างจากพวกฟาริสีที่ต่อต้านองค์พระเยซูเจ้าตลอดเมื่อหลายปีก่อนตรงไหน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงแกะของเรา และตอนนี้พระองค์ได้ทรงกลับมาเพื่อทรงเรียกแกะของพระองค์กลับไป ผมต้องถวายแกะของพระเจ้าคืนให้พระองค์ แล้วผมจะยังพยายามปกป้องตำแหน่งของตัวเองได้ยังไง ผมจะรอจนการลงโทษของพระเจ้ามาถึงผมเหรอ ผมตัดสินใจว่าผมไม่สามารถท้าทายพระเจ้าต่อไปได้ ถึงแม้ผมจะไม่ใช่ผู้นำอีกต่อไป และทุกคนไม่ยอมรับผม ผมก็ยังต้องยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า นำพี่น้องชายหญิงมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และคืนฝูงแกะของพระเจ้าให้พระองค์ครับ พอผมคิดแบบนี้ ผมก็ตัดสินใจ ยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และเริ่มประกาศข่าวประเสริฐแก่บรรดาคนที่ผมนำ

เวลาต่อมา ด้วยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มากกว่า 10,000 คนในคริสตจักรของผมยอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า ในที่สุดผมก็ได้นำฝูงแกะของพระเจ้ามาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และผมรู้สึกถึงสันติสุขและสบายใจมาก

หกเดือนต่อมา คนในบริเวณกว้างได้เข้าร่วมคริสตจักรนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นคริสตจักรทั้งหลายจึงต้องแบ่งออกไปตามภูมิภาคและเลือกบรรดาผู้นำและคนงานขึ้นมา ผมช่างโอหังมากแต่กระนั้นก็คิดว่า “ไม่ว่าจะแบ่งคริสตจักรออกมายังไง ฉันก็จะยังเป็นผู้นำ เนื่องจากความสามารถและประสบการณ์ทำงานของฉัน ฉันบริหารจัดการคริสตจักรหลายแห่งได้สบาย” แต่ทว่าอีกสองสามวันต่อไป ผมอยู่ในการชุมนุมกับพี่น้องชายสองคนตอนที่ผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งเข้ามาและพูดว่า “ตอนนี้เป็นเวลาเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร เราต้องการพี่น้องชายหญิงเก่งๆ ซึ่งรู้จักพระคัมภีร์เป็นอย่างดี เพื่อไปเผยแผ่ข่าวประเสริฐในพื้นที่อื่นๆ นี่เป็นงานที่สำคัญมากเป็นพิเศษ พวกคุณสามคนอยากจะไปไหม” พี่น้องชายสองคนนั้นตอบรับด้วยความยินดี แต่ผมไม่ค่อยอยากจะไป ผมคิดกับตัวเองว่า “ฉันนำคริสตจักรหลายแห่งในคณะนิกายเดิมของฉันเป็นปีๆ บริหารจัดการคนหลายพันคน ตอนนี้กลับต้องมาประกาศข่าวประเสริฐอีก ในขณะที่เพื่อนร่วมงานใต้บังคับบัญชาฉันบางคนได้กลายเป็นผู้นำ แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ ช่างน่าอัปยศอดสูนัก!” ผมนึกถึงช่วงปีทั้งหมดที่ผมได้รับใช้ในฐานะผู้นำ ได้รับการยกย่องและชื่นชูในทุกที่ที่ผมไป ได้รับการปรนนิบัติตามทุกอย่างที่ผมต้องการ ตอนนี้ผมไม่เหลืออะไรเลย และผมต้องไปเป็นทุกข์กับการประกาศข่าวประเสริฐอีกแล้ว ผมรับไม่ได้จริงๆ ครับ แต่มันก็คงน่าอายเกินไปที่จะบอกปัดต่อหน้าคนอื่น ผมก็เลยตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้ ผมคิดกับตัวเองว่า “ฉันต้องประกาศข่าวประเสริฐให้ดี ตราบใดที่ฉันสามารถเปลี่ยนความเชื่อคนได้จำนวนมาก พี่น้องชายหญิงก็จะยังยกย่องฉัน” แล้วพอผมได้ทำ ผมก็สามารถประกาศข่าวประเสริฐได้ดีจริงๆ เพียงไม่นาน มากกว่า 400 คนก็ได้ยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า ผมรู้สึกในตอนนั้นว่า ไม่ว่าผมจะไปไหน พี่น้องชายหญิงก็ทักทายผมอย่างกระตือรือร้นและยกย่องผม ผมใช้ชีวิตอยู่ในความสำราญที่ตำแหน่งของผมนำมาให้อีกครั้ง และความสนุกของผมในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐก็มีแต่เพิ่มขึ้น

ในเดือนสิงหาคม ปี 2000 ผมเดินทางออกนอกเมืองกับบราเดอร์หลิวเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ บราเดอร์หลิวเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มานานกว่าผม และสามัคคีธรรมถึงความจริงอย่างชัดเจน ผมก็ยินดีด้วย คิดว่ามันดีแค่ไหนที่ผมสามารถใช้จุดแข็งของเขามาชดเชยข้อด้อยของผมได้ ครั้งหนึ่ง ผมกับเขาไปประกาศข่าวประเสริฐให้กลุ่มคนซึ่งเป็นของศาสนนิกายหนึ่ง พวกเขาร่ายยาวมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา และผมอยากให้การสามัคคีธรรมแก่พวกเขา แต่เพราะผมยังขาดความเข้าใจความจริง ผมจึงร้อนใจที่จะช่วยแต่ทำไม่ได้ สุดท้าย บราเดอร์หลิวสามัคคีธรรมกับพวกเขาอย่างใจเย็นเพื่อหลักล้างมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา โดยพูดอย่างเป็นข้อเท็จจริงและมีเหตุผล บรรดาคนที่เรากำลังสามัคคีธรรมด้วย ไม่ยอมรับในตอนแรก แต่พอพวกเขาฟังต่อไป พวกเขาก็เริ่มแน่ใจว่าสิ่งที่บราเดอร์หลิวกำลังพูดเป็นความจริง จนในที่สุดพวกเขาก็พยักหน้าเห็นด้วย พอเห็นเหตุการณ์เป็นแบบนั้น ผมรู้สึกทั้งอิจฉาและชื่นชมบราเดอร์หลิว ผมคิดว่า “บราเดอร์หลิวสามัคคีธรรมอย่างชัดเจนมาก ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป บทบาทเดียวของฉันจะเป็นการทำให้เขาดูดี และคนอื่นๆ ก็จะพูดว่าเขาดีกว่าฉัน ไม่ได้การแล้ว!  ฉันต้องติดอาวุธความจริงให้ตัวเอง และพยายามทำให้ดีกว่าบราเดอร์หลิว” หลังจากผมกลับมาบ้าน ผมก็เริ่มอ่านพระวจนะของพระเจ้าทั้งแต่รุ่งเช้าจนฟ้ามืด ติดอาวุธความจริงแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐให้ตัวเอง แม้แต่ระหว่างเวลาอาหาร ผมจะคิดว่าบราเดอร์หลิวให้การสามัคคีธรรมยังไง ผมจะได้รู้ว่าจะสามัคคีธรรมยังไงกับเป้าหมายของข่าวประเสริฐในครั้งต่อไป เพื่อที่อย่างน้อยผมจะได้ดูดีพอๆ กับบราเดอร์หลิว

แต่ทว่าผมต้องแปลกใจ ครั้งต่อมาที่เราไปประกาศข่าวประเสริฐแก่คนเหล่านั้น พวกเขาก็มีคำถามใหม่ๆ ขึ้นมา และผมก็ไม่สามารถให้การสามัคคีธรรมที่กระจ่างได้อีกครั้ง การเห็นว่าพวกเขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าผมกำลังพูดอะไรอยู่ ทำให้ผมรู้สึกอับอายมาก ตอนนั้นเอง บราเดอร์หลิวก็รีบเข้ามาแทน พวกนั้นฟังเขาอย่างตั้งใจ พยักหน้าเป็นครั้งคราว และสุดท้ายพวกเขาก็เข้าใจทุกอย่างดีมาก แต่ทว่าผมทำสำเร็จแค่การทำให้ตัวเองอับอาย และอยากให้ธรณีสูบผมลงไป ผมคิดว่า “ฉันมากับบราเดอร์หลิว แต่ฉันไม่สามารถสามัคคีธรรมได้ชัดเจน และไม่มีประโยชน์อะไรเลย พวกเขายังจำเป็นต้องให้เขาก้าวเข้ามาช่วยระบุปัญหาของพวกเขา ช่างน่าขายหน้าอะไรอย่างนี้!” เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมาบ้าง ผมจำได้ว่าใช้ประโยชน์ ตอนที่บราเดอร์หลิวเว้นช่วงการสามัคคีธรรม เพื่อพูดอะไรเล็กน้อย หนึ่งวันต่อมา พวกเขาทุกคนยอมรับข่าวประเสริฐ นี่ทำให้ผมมีความสุขมาก แต่ในใจผมรู้สึกสลดเล็กน้อย ผมรู้สึกเหมือนการที่พวกเขายอมรับข่าวประเสริฐไม่ได้เป็นเพราะผม และผมไม่ได้แสดงตัวเองดีพอ หลังจากเรารับประทานอาหารด้วยกัน ผู้เชื่อใหม่เหล่านั้นขอให้พวกเราพูดถึงประสบการณ์ของเรา ผมคิดว่า “ปกติบราเดอร์หลิวคือคนที่โดดเด่น แต่คราวนี้ฉันต้องใช้โอกาสนี้เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่คิดว่าผมเป็นคนไม่มีความสำคัญ” ผมจึงเริ่มพูดไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับงานที่ผมเคยทำ ความทุกข์ที่ผมได้ทนมา และการที่ผมได้นำคนมากกว่า 10,000 คนกลับมาให้พระเจ้า ผมกล่าวเกินจริงไปมากครับ พี่น้องชายหญิงเหล่านั้นบางคน พากันทึ่ง บางคนมองผมด้วยความชื่นชม ในขณะที่คนอื่นๆ แค่ฟังอย่างตั้งใจ ผมปลาบปลื้มมากครับ ผมยืดอกพูดด้วยความมั่นใจ

พอผมกลับถึงบ้านวันนั้นก็คิดว่า “ฉันขาดความจริงเยอะเลยเมื่อเป็นเรื่องการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ ฉันควรแสวงหากับบราเดอร์หลิวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม” แต่แล้วผมก็คิดว่า “ถ้าฉันแสวงหาเรื่องนี้กับบราเดอร์หลิว นั่นไม่แสดงว่าเขาดีกว่าฉันหรอกเหรอ ลืมได้เลย ฉันจะแค่ติดอาวุธความจริงให้ตัวเองอย่างลับๆ ต่อไป ฉันจะไม่ถามเขาหรอก” ต่อมา เมื่อเราทั้งคู่ไปประกาศข่าวประเสริฐอีกครั้ง พี่น้องชายหญิงเหล่านั้นทักทายบราเดอร์หลิวอย่างอบอุ่นมาก พวกเขาล้อมรอบเขา ถามเขาเรื่องนั้นเรื่องนี้ นี่ทำให้ผมเสียใจจริงๆ ครับ ผมได้แต่ก้มหน้ายืนอยู่ข้างๆ พลางคิดว่า “ฉันจะมาที่นี่ทำไมในเมื่อบราเดอร์หลิวให้การสามัคคีธรรมที่ดีมาก ฉันไม่ได้เป็นแค่ส่วนเกินในสายตาคนอื่นหรอกเหรอ เขาเป็นคนที่โดดเด่นเสมอ และถ้าเป็นอย่างนั้นต่อไปจะไม่มีใครยกย่องฉันเลย” ทันใดนั้นความคิดกบฏก็ผุดขึ้นในใจผม ว่าผมไม่อยากทำหน้าที่ของตัวเองกับบราเดอร์หลิวอีกต่อไปจริงๆ หลังจากที่ผมมีความคิดนี้ เมื่อไรก็ตามที่บราเดอร์หลิวกับผมกำลังจะไปประกาศข่าวประเสริฐ ผมก็เริ่มหาข้ออ้าง พูดว่าผมไม่ค่อยสบายและอยากจะหยุดพัก บางครั้ง แม้ว่าผมจะไปกับเขา ผมก็ไม่ให้การสามัคคีธรรม และ เวลามีใครถามคำถามผมเท่านั้นที่ผมจะสามัคคีธรรมไม่กี่คำอย่างไม่เต็มใจ ผมไม่อยากทำงานกับเขาโดยแท้จริง เราลงเอยด้วยการทำงานร่วมกันประมาณสองเดือน ด้วยการที่ผมแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและดิ้นรนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของผมเองตลอดเวลา สภาวะของผมมืดมนลงเรื่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ แต่ผมกลับไม่เคยมีเรื่องการกลับใจอยู่ในหัวเลย เป็นตอนนี้เองที่พระเจ้าทรงตีสอนและบ่มวินัยผม

วันหนึ่ง ผมถูกบอกว่า ให้ไปยังจีนตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐที่นั่น เมื่อผมได้ยินเรื่องนี้ ผมคิดด้วยความปลื้มปีติว่า “ในที่สุด ฉันก็ไม่ต้องทำงานกับบราเดอร์หลิวอีกต่อไปแล้ว นี่เป็นเวลาให้ฉันเจิดจรัส และเมื่อฉันเปลี่ยนความเชื่อผู้คนด้วยการประกาศข่าวประเสริฐแก่พวกเขา ผมก็จะได้รับความดีความชอบไปเต็มๆ พี่น้องชายหญิงจะยกย่องผมแน่นอน” สิ่งที่ผมไม่สามารถรู้ได้เลยก็คือ ระหว่างทางที่ผมไปที่นั่น ตำรวจเห็นว่าผมไม่ได้พกบัตรประชาชนไปด้วย และจับกุมผม คิดว่าผมเป็นพวกฆาตกรหลบหนี ไม่ว่าผมจะพยายามอธิบายสักแค่ไหน พวกเขาก็ไม่ยอมฟัง และพวกเขาทรมานผมนานสามวันสามคืน ผมไม่ได้รับอนุญาตให้กิน หรือนอน หรือแม้แต่ดื่มน้ำสักอึกหนึ่ง พวกเขาซ้อมผมจนเลือดกลบปากกลบจมูก และตาของผมก็บวมจนเปิดไม่ได้ ผมถูกทุบตีจนเละครับ ผมจำได้ว่าหมดสติไปหลายครั้ง ตายไปเสียคงจะพ้นทุกข์ ผมรู้สึกเศร้าโศกในหัวใจ และผมเกลียดมารร้ายพวกนี้ที่ชั่วร้ายเหลือเกิน พวกเขาไม่ได้ตรวจสอบอย่างรอบคอบและไม่มีหลักฐานสักนิด แต่ก็ยังสอบสวนอย่างป่าเถื่อน ตอนนั้น ผมแค่เฝ้าอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงปกป้องและทรงนำผม ผมตระหนักว่าพระเจ้าทรงกำลังอนุญาตให้สิ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับผม และว่าผมต้องแสวงหาความจริงและเรียนรู้จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แล้วผมก็เริ่มทบทวนตัวเองว่า “ทำไมเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นกับฉันนะ” ตอนนั้นเอง พระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจว่า “ยิ่งเจ้าแสวงหาในหนทางนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งจะเก็บเกี่ยวได้น้อยลงเท่านั้น ยิ่งความอยากได้สถานะของบุคคลหนึ่งมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งจะต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจังมากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งจะต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุงที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น ผู้คนเช่นนั้นไร้ค่า! พวกเขาต้องได้รับการจัดการและได้รับการพิพากษาอย่างพอเพียงเพื่อที่พวกเขาจะได้ปล่อยวางสิ่งเหล่านี้อย่างถ้วนทั่ว หากพวกเจ้าไล่ตามเสาะหาหนทางนี้จนกระทั่งถึงที่สุด พวกเจ้าจะไม่ได้เก็บเกี่ยวสิ่งใดเลย” (“เหตุใดเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ขณะที่ผมใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ผมตระหนักว่าความปรารถนาสถานะของผมมากมายแค่ไหน ผมคิดไปถึงช่วงเวลาที่ผมใช้เผยแผ่ข่าวประเสริฐกับบราเดอร์หลิว เมื่อผมเห็นเขาให้การสามัคคีธรรมที่ดี และทุกคนก็มองเขาอย่างชื่นชม ผมก็เกิดความอิจฉาและอยากแข่งขันกับเขา เพื่อดูว่าใครดีกว่า ผมพูดเรื่องประสบการณ์ของผมเองต่อหน้าบรรดาผู้เชื่อใหม่เพื่อยกย่องตัวเองและโอ้อวด เพื่อให้พวกเขายกย่องผมและชื่นชูผม เมื่อผมไม่ได้รับความชื่นชมจากพี่น้องชายหญิง ผมก็คิดลบและต่อต้าน และไม่อยากทำงานกับบราเดอร์หลิวอีกต่อไป และผมก็เพียงทำหน้าที่ของตัวเองไปแกนๆ เท่านั้น ผมเห็นว่าผมไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองเพื่อเป็นคำพยานต่อพระเจ้า แต่กำลังใช้หน้าที่นั้นเพื่อให้ได้ชื่อเสียงและสถานะตอบแทน ผมช่างน่ารังเกียจนัก! ผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากไล่ตามชื่อเสียงและผลประโยชน์ส่วนตัวของผมเอง และไม่มีคิดเรื่องการกลับใจ แม้ว่าจะได้ร่วงหล่นลงสุ่ความืดมิดลึกมากก็ตาม ผมช่างกบฏจริงๆ! ยิ่งผมคิดเรื่องนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเกลียดตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ผมจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า ผมพูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เคยไล่ตามเสาะหาสถานะในหน้าที่ของตัวเองและแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์เสมอ อย่างที่พระองค์ต้องทรงเกลียดชังแน่! ตอนนี้พระองค์กำลังทรงตีสอนและบ่มวินัยข้าพระองค์ และข้าพระองค์ต้องการทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง และเชื่อฟังการจัดการเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ หากข้าพระองค์รอดไปได้ ข้าพระองค์ขอปล่อยวางสถานะของตัวเองและไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างเอาจริงเอาจัง” แล้วผมก็ต้องแปลกใจ เมื่อผมนบนอบและเรียนรู้บทเรียนบางอย่าง พระเจ้าก็ทรงปรานีผม ตำรวจเจอบัตรประชาชนของผมในระบบของพวกเขา และตระหนักว่าผมไม่ใช่ฆาตกร พวกเขาปล่อยผมครับ

เมื่อผมกลับถึงบ้าน ผมก็ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ขาขวาของผมหัก รวมถึงซี่โครงซี่หนึ่งของผมด้วย ตลอดสองสามเดือนต่อมา ผมกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าและทบทวนตัวเองในขณะที่กำลังฟื้นตัวที่บ้าน ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ “ในการแสวงหาของพวกเจ้านั้น พวกเจ้ามีมโนคติที่หลงผิด ความหวัง และอนาคตของแต่ละคนมากเกินไป  พระราชกิจปัจจุบันเป็นไปเพื่อที่จะจัดการกับความอยากของพวกเจ้าที่มีต่อสถานะและความอยากอันฟุ้งเฟ้อของพวกเจ้า  ความหวัง สถานะ และมโนคติที่หลงผิดทั้งหมดเป็นตัวแทนชั้นเยี่ยมของอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน  เหตุผลที่สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในหัวใจของผู้คนนั้นเป็นเพราะพิษของซาตานที่คอยกัดกร่อนความคิดของผู้คนอยู่ตลอดเวลาโดยทั้งสิ้น และผู้คนมักจะไร้ความสามารถที่จะสลัดการทดลองเหล่านี้ของซาตานอยู่ตลอดเวลา  พวกเขากำลังใช้ชีวิตในท่ามกลางบาปแต่กระนั้นก็ยังไม่เชื่อว่ามันเป็นบาป และพวกเขายังคงคิดว่า  ‘พวกเราเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นพระองค์ทรงต้องประทานพระพรกับพวกเราและทรงจัดการเตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับพวกเราอย่างเหมาะสม พวกเราเชื่อในพระเจ้า ดังนั้นพวกเราต้องเหนือกว่าคนอื่น และพวกเราต้องมีสถานะที่มากกว่าและอนาคตที่มากกว่าใครอื่น  เนื่องจากพวกเราเชื่อในพระเจ้า พระองค์ทรงต้องมอบพระพรอันไร้ขีดจำกัดแก่พวกเรา  มิฉะนั้นแล้ว มันก็คงจะไม่ได้เรียกว่าการเชื่อในพระเจ้า’  เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ความคิดที่ผู้คนได้พึ่งพาเพื่อการอยู่รอดของพวกเขาได้กัดกร่อนหัวใจของพวกเขาเรื่อยมาจนถึงจุดที่ว่า พวกเขาได้กลายเป็นทรยศ ขี้ขลาด และน่ารังเกียจ  ไม่เพียงแค่พวกเขาขาดพร่องพลังจิตและความแน่วแน่เท่านั้น แต่พวกเขายังได้กลายเป็นโลภมาก โอหัง และเอาแต่ใจตัวเองด้วยเช่นกัน  พวกเขาขาดพร่องความแน่วแน่ใดๆ ซึ่งอยู่เหนือตนเองโดยสิ้นเชิง และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่มีความกล้าหาญแม้แต่น้อยที่จะสลัดการควบคุมของอิทธิพลมืดเหล่านี้  ความคิดและชีวิตของผู้คนนั้นเน่าเปื่อยมากจนกระทั่งมุมมองของพวกเขาต่อการเชื่อในพระเจ้ายังคงน่าขยะแขยงอย่างไม่สามารถทนได้ และแม้กระทั่งเมื่อผู้คนพูดถึงมุมมองของพวกเขาต่อการเชื่อในพระเจ้า ก็ไม่สามารถทนฟังได้อย่างแน่นอน  ผู้คนทั้งหมดล้วนขี้ขลาด ไร้ความสามารถ น่ารังเกียจ และบอบบาง  พวกเขาไม่รู้สึกถึงความขยะแขยงที่มีต่อกองกำลังของความมืด และพวกเขาไม่รู้สึกถึงความรักที่มีต่อความสว่างและความจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับทำอย่างสุดความสามารถที่จะขับไล่สิ่งเหล่านั้น  ความคิดและมุมมองปัจจุบันของพวกเจ้าไม่ได้เป็นเช่นนี้หรอกหรือ?  ‘ในเมื่อข้าพระองค์เชื่อในพระเจ้า ข้าพระองค์ก็แค่ควรได้รับการหลั่งพระพรและควรจะได้รับการทำให้มั่นใจว่าสถานะของข้าพระองค์จะไม่มีวันหลุดไป และว่ามันจะยังคงสูงกว่าสถานะของบรรดาผู้ปราศจากความเชื่อ’  เจ้าไม่ได้เก็บงำมุมมองประเภทนั้นภายในตัวพวกเจ้ามาเป็นเวลาแค่หนึ่งหรือสองปีเท่านั้น แต่เป็นเวลาหลายปี  วิธีการคิดแบบแลกเปลี่ยนกันของพวกเจ้านั้นได้พัฒนามากเกินไป  ถึงแม้ว่าพวกเจ้าได้มาถึงขั้นตอนนี้ในวันนี้ พวกเจ้ายังคงไม่ได้ปล่อยวางสถานะแต่ดิ้นรนต่อสู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อสอบถามถึงมัน และสังเกตการณ์มันในแต่ละวัน ด้วยความเกรงกลัวลึกๆ ว่าวันหนึ่งสถานะของพวกเจ้าจะสูญหายไปและชื่อของพวกเจ้าจะย่อยยับ  ผู้คนไม่เคยได้วางความอยากมีความสะดวกสบายของพวกเขาลงไว้ก่อน…มันยากที่พวกเจ้าจะวางความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้และลิขิตชีวิตของพวกเจ้าลงไว้ก่อน  บัดนี้พวกเจ้าเป็นผู้ติดตาม และพวกเจ้าได้รับความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับช่วงระยะนี้ของพระราชกิจ  อย่างไรก็ตาม พวกเจ้ายังคงไม่ได้วางความอยากได้สถานะของพวกเจ้าลงไว้ก่อน  เมื่อสถานะของเจ้าสูงเจ้าแสวงหาอย่างดี แต่เมื่อสถานะของเจ้าต่ำต้อยเจ้าไม่แสวงหาอีกต่อไป  พระพรแห่งสถานะอยู่ในจิตใจของเจ้าเสมอ  เหตุใดจึงเป็นว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเอาตัวพวกเขาเองออกจากการคิดลบได้?  คำตอบนั้นไม่ใช่เป็นเพราะความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้อันสิ้นหวังเสมอไปหรอกหรือ?” (“เหตุใดเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) 

มนุษย์มีชีวิตอยู่ท่ามกลางเนื้อหนัง ซึ่งก็หมายความว่า เขามีชีวิตอยู่ในนรกมนุษย์ และหากปราศจากการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า มนุษย์ย่อมมีความโสมมพอกันกับซาตาน  มนุษย์จะสามารถบริสุทธิ์ได้อย่างไรกัน?  เปโตรได้เชื่อว่าการตีสอนและการพิพากษาโดยพระเจ้าเป็นการคุ้มครองปกป้องที่ดีที่สุดและพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์  มนุษย์จะสามารถตื่นขึ้นและเกลียดชังเนื้อหนัง เกลียดชังซาตานได้ โดยผ่านทางการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าเท่านั้น  ความมีวินัยอันเคร่งครัดของพระเจ้าปลดปล่อยมนุษย์จากอิทธิพลของซาตาน ปลดปล่อยเขาจากโลกใบเล็กของเขาเอง และเปิดโอกาสให้เขามีชีวิตอยู่ในความสว่างแห่งพระพักตร์พระเจ้า  ไม่มีความรอดใดที่ดีกว่าการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าอีกแล้ว!” (“ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันร้องไห้อย่างหนักเมื่ออ่านบทตอนเหล่านี้ ผมตระหนักในที่สุดว่าพระเจ้าทรงพิพากษาและตีสอนไม่ใช่เพราะพระองค์เกลียดชังมนุษย์ แต่เป็นเพราะพระองค์ทรงต้องการช่วยมนุษย์ให้รอด พระองค์ทรงต้องการแก้ไขมุมมองผิดๆ ในการไล่ตามชื่อเสียงและสถานะของผมให้ถูกต้อง ตั้งแต่ผมยังเล็ก ผมได้ใช้ชีวิตตามพิษของซาตานอย่าง “จงโดดเด่นเหนือทุกคนที่เหลือ และจงนำพาเกียรติมาเผื่อบรรพบุรุษของเจ้า” และ “มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ” ผมอยากโดดเด่นเหนือคนที่เหลือในทุกโอกาสที่ผมมี และผมฝันถึงมันด้วยซ้ำ หลังจากผมเริ่มเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า ผมพลีอุทิศและสละตัวเองเพียงเพื่อให้ได้สถานะสูงส่ง เพื่อที่พี่น้องชายหญิงจะยกย่องผมและชื่นชูผม ผมถึงขนาดอยากปกครองเหมือนพระราชาเคียงข้างพระคริสต์ด้วยซ้ำ ความทะเยอทะยานของผมไม่มีขีดจำกัดเลยครับ! เมื่อผมได้ยินข่าวประเสริฐของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผมก็รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาแล้ว แต่เพราะผมไม่สามารถปล่อยวางตำแหน่งในฐานะผู้นำได้ ผมไม่อยากยอมรับมัน และเกือบจะกลายเป็นผู้รับใช้ชั่วที่ห้ามผู้เชื่อไม่ให้ได้เข้าไปสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า ตลอดสองปีก่อนหน้านั้นตั้งแต่ผมยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ภายนอกผมดูเหมือนได้ปล่อยวางตำแหน่งผู้นำของผมไปแล้ว แต่ในหัวใจยังอยู่ภายใต้การควบคุมของชื่อเสียงและสถานะ เมื่อพี่น้องชายหญิงชื่นชมและชื่นชูผม ผมมีความสุขและขะมักเขม้นในหน้าที่ของผม แต่เวลาพวกเขาเฉยๆ กับผม ผมก็ผิดหวังและเสียใจ และไม่อยากทำหน้าที่ของผมอีกต่อไป ผมเห็นว่าผมไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อไล่ตามความจริงและเปลี่ยนอุปนิสัยของผม และได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้า แต่เพื่อโดดเด่นเหนือคนที่เหลือเพื่อที่คนอื่นจะยกย่องผม อีกทั้งทำให้ความทะเยอทะยานและความปรารถนาของผมลุล่วง ผมกำลังใช้พระเจ้าอย่างโจ่งแจ้งและพยายามโกงพระองค์ไม่ใช่เหรอ ผมได้กำลังท้าทายพระเจ้า! ผมได้ใช้ชีวิตตามพิษแบบซาตานเหล่านี้ โอหังมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีความเป็นมนุษย์หรือเหตุผลแม้แต่นิดเดียว หากไม่ใช่เพราะการพิพากษาและการเปิดเผยของพระวจนะของพระเจ้า และเพราะการตีสอนและการบ่มวินัยของพระองค์ ผมก็คงไม่ได้รู้ตัวว่าผมถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามหนักแค่ไหน หรือความต้องการสถานะของผมมากมายแค่ไหน ผมก็คงได้แค่อยากได้พระพรของสถานะมากขึ้นเรื่อยๆ และเลวทรามลงเรื่อยๆ จนในที่สุดผมก็ถูกพระเจ้าทรงสาปแช่งและลงโทษ ในที่สุดผมก็เกิดความซาบซึ้งว่า ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำอะไร ไม่ว่าเป็นการพิพากษา การตีสอน การสั่งสอน หรือการบ่มวินัย ทั้งหมดก็เป็นความรอดและความรักสำหรับมวลมนุษย์

แล้วผมก็อ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้าครับ “ทัศนคติของพระเจ้าก็คือเพื่อทรงเรียกร้องให้มนุษย์ฟื้นคืน หน้าที่และสถานะดั้งเดิมของเขา มนุษย์คือสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และดังนั้นแล้วมนุษย์จึงไม่ควรล้ำเส้นด้วยตัวเขาเองโดยการเรียกร้องอันใดจากพระเจ้า และไม่ควรทำสิ่งใดมากไปกว่าปฏิบัติหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า” (“ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “มนุษย์ ในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้าย่อมต้องปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าเขาจะเป็นเจ้านายหรือผู้ดูแลของทุกสรรพสิ่งหรือไม่ก็ตาม ไม่สำคัญว่าสถานะของมนุษย์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งจะสูงส่งเพียงใด เขายังคงเป็นเพียงแค่มนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า และไม่ได้เป็นมากไปกว่ามนุษย์ที่ไม่สำคัญคนหนึ่ง สิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และเขาจะไม่มีวันอยู่เหนือพระเจ้า ในฐานะสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า มนุษย์ควรพยายามปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งของพระเจ้า และพยายามรักพระเจ้าโดยไม่สร้างตัวเลือกอื่น เพราะพระเจ้าทรงคู่ควรกับความรักของมนุษย์ บรรดาผู้ที่พยายามรักพระเจ้า ไม่ควรแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวใดๆ หรือแสวงหาสิ่งซึ่งพวกเขาถวิลหาเป็นการส่วนตัว นี่คือวิถีทางที่ถูกต้องที่สุดของการไล่ตามเสาะหา หากสิ่งที่เจ้าแสวงหาคือความจริง หากสิ่งที่เจ้านำไปปฏิบัติคือความจริง และหากสิ่งที่เจ้าบรรลุคือการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า เช่นนั้นแล้วเส้นทางที่เจ้าย่ำเท้าก็เป็นเส้นทางที่ถูกต้อง หากสิ่งที่เจ้าแสวงหาคือพระพรของเนื้อหนัง และสิ่งที่เจ้านำไปปฏิบัติคือความจริงแห่งมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้า และเจ้าไม่เชื่อฟังพระเจ้าในเนื้อหนังเลย และเจ้ายังคงใช้ชีวิตในความคลุมเครือ เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าแสวงหาก็จะนำเจ้าไปสู่นรกอย่างแน่นอน เพราะเส้นทางที่เจ้าเดินนั้นคือเส้นทางแห่งความล้มเหลว การที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือถูกกำจัดทิ้งนั้นขึ้นอยู่กับการไล่ตามเสาะหาของเจ้าเอง ซึ่งก็เป็นการกล่าวอีกด้วยว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” (“ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่มนุษย์เดิน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจ ว่าผมเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ซึ่งควรวางตัวให้เหมาะสม แสวงหาการรักพระเจ้า เชื่อฟังพระเจ้า ละทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผม และทำหน้าที่ของผมในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดี นี่เป็นการไล่ตามเสาะหาที่ถูกต้องหนึ่งเดียว ผมตระหนักด้วย ว่าไม่ว่าใครสักคนสามารถได้รับความรอดและถูกทำให้เพียบพร้อมได้หรือไม่นั้นไม่เกี่ยวอะไรกับการที่ว่าพวกเขามีสถานะหรือไม่เลย ไม่ว่าใครสักคนทำหน้าที่อะไร สิ่งที่พระเจ้าทรงทอดพระเนตรคือความจริงใจและความเชื่อฟังของพวกเขา ทอดพระเนตรว่าพวกเขาไล่ตามความจริงหรือไม่และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เมื่อผมตระหนักเรื่องนี้ ผมก็กล่าวอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ไม่ว่าข้าพระองค์จะทำหน้าที่อะไรในอนาคต ไม่ว่าข้าพระองค์มีสถานะใดๆ หรือไม่ ข้าพระองค์อยากไล่ตามความจริงอย่างจริงจังและทำหน้าที่ของข้าพระองค์ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ดี” มากกว่าสองเดือนต่อมาที่อาการบาดเจ็บของผมเริ่มดีขึ้น และผมสามารถออกไปประกาศข่าวประเสริฐอีกครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือผมไม่รู้สึกเหมือนผมไม่มีสถานะอีกต่อไป และเมื่อทำงานกับคนอื่น ผมก็ไม่แข่งขันเพื่อเป็นที่หนึ่งอีกต่อไป ผมรู้สึกเหมือนแค่ทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อแสดงว่าผมได้ถูกพระเจ้าทรงยกขึ้นแล้ว

หลายปีผ่านไป และผมนึกว่าผมเป็นอิสระจากพันธะและโซตรวนของสถานะ แต่เมื่อพระเจ้าทรงจัดการเตรียมกาสถานการณ์ใหม่ให้ผม ความปรารถนาสถานะของผมก็โผล่หัวอันน่าเกลียดออกมาอีกครั้ง ตอนนั้นเป็นฤดูหนาวปี 2012 ตำรวจกำลังจับกุมคริสเตียนอย่างบ้าคลั่ง และเป็นช่วงเวลาที่แย่มาก วันหนึ่ง บรรดาผู้นำและมัคนายกจัดการชุมนุมในหมู่บ้านของเรา หนึ่งในผู้นำเห็นว่าผมมีเวลาว่างอยู่ จึงขอให้ผมไปยืนดูต้นทางที่มุมถนนครับ ผมรู้สึกไม่พอใจกับเรื่องนี้เลย แต่เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องชายหญิงแล้ว ผมก็ตอบตกลง หลังจากผู้นำคนนั้นผละไป ผมก็คิดกับตัวเองว่า “ฉันเป็นผู้นำตั้งหลายปี และออกไปประกาศข่าวประเสริฐเสมอ หาผู้เชื่อธรรมดาสักสองคน มาทำงานดูต้นทางที่ต้อยต่ำนี่จะดีกว่านะ ทำไมฉันต้องทำด้วย พวกคุณทุกคนในนั้นกำลังจัดชุมนุมกันในขณะที่ฉันออกมายืนหนาวเสี่ยงอันตราย นี่ไม่ใช่เพราะฉันไม่มีสถานะหรอกเหรอ หากฉันเป็นผู้นำ ฉันก็คงไม่ต้องทำหน้าที่เฝ้ายามแบบนี้” ผมตระหนักในทันทีว่าความปรารถนาสถานะของผมใช้กลอุบายเก่าๆ ของมันอีกแล้ว ผมจึงรีบอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ตอนนี้ข้าพระองค์ต้องทำหน้าที่ต้อยต่ำนี้ และความปรารถนาสถานะของข้าพระองค์ได้โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง โอ้พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการถูกสถานะผูกมัดไว้อีกแล้ว โปรดทรงนำข้าพระองค์เพื่อให้ข้าพระองค์สามารถละทิ้งโซ่ตรวนของสถานะได้” แล้วผมก็อ่านบทตอนนี้ในพระวจนะของพระเจ้าครับ “ผู้คนบางคนชื่นชูเปาโลมากเป็นอย่างยิ่ง  พวกเขาชอบที่จะออกไปข้างนอกและกล่าวสุนทรพจน์และทำงาน พวกเขาชอบที่จะเข้าร่วมการชุมนุมและเทศนา พวกเขาชอบให้ผู้คนฟังพวกเขา เคารพบูชาพวกเขา และกังวลสนใจพวกเขาเป็นหลัก พวกเขาชอบที่จะมีสถานะในจิตใจของผู้อื่น และพวกเขาซาบซึ้งเมื่อผู้อื่นให้คุณค่าภาพลักษณ์ที่พวกเขานำเสนอ พวกเราลองมาวิเคราะห์ธรรมชาติของพวกเขาจากพฤติกรรมเหล่านี้กันว่า สิ่งใดหรือที่เป็นธรรมชาติของพวกเขา? หากพวกเขาประพฤติเช่นนี้จริง เช่นนั้นแล้วมันก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาโอหังและทะนงตน  พวกเขาไม่นมัสการพระเจ้าแต่อย่างใดเลย พวกเขาแสวงหาสถานะที่สูงส่งกว่า และปรารถนาที่จะมีสิทธิอำนาจเหนือผู้อื่น ที่จะครองพวกเขา และที่จะมีสถานะในจิตใจของพวกเขา นี่คือภาพลักษณ์อมตะของซาตาน แง่มุมที่โดดเด่นของธรรมชาติของพวกเขาก็คือความโอหังและความทะนงตน ความไม่เต็มใจที่จะนมัสการพระเจ้า และความปรารถนาที่จะได้รับการเคารพบูชาจากผู้อื่น พฤติกรรมเช่นนั้นสามารถให้ทรรศนะที่ชัดเจนมากแก่เจ้าในเรื่องธรรมชาติของพวกเขา” (“วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็ตระหนักว่า ผมไล่ตามตำแหน่งสูงส่งเสมอ ต้องการให้คนอื่นยกย่องผมและชื่นชูผมเสมอ ผมต้องการที่ในหัวใจของคนอื่น และโดยแก่นแท้นี่แปลว่าผมต้องการยึดครองหัวใจของคนอื่น ผมกำลังแข่งขันแย่งผู้คนกับพระเจ้า! ธรรมชาติของผมโอหังมากครับ! ผมคิดถึงเรื่องการที่เปาโลยกย่องและเป็นคำพยานให้ตัวเองเสมอ ทำให้คนอื่นชื่นชมและชื่นชูเขา ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขาพูดว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร” (ฟีลิปปี 1:21) นี่ทำให้คนส่วนใหญ่ชื่นชมและบูชาเขา มากเสียจนที่ของเขาในหัวใจของผู้คนเกินกว่าขององค์พระเยซูเจ้าด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมกำลังคิดและไล่ตามเมื่อตอนนั้นไม่ได้ทำให้ผมเป็นเหมือนเปาโลหรอกเหรอ ผมอยู่บนเส้นทางต่อต้านพระเจ้าของศัตรูของพระคริสต์จริงๆ ผมได้ทำให้พระเจ้าและผู้คนรังเกียจจริงๆ และผมสมควรถูกลงโทษ ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงแสดงความจริงเพื่อชำระผู้คนให้สะอาดและช่วยพวกเขาให้รอด แต่หลังจากหลายปีแห่งความเชื่อเหล่านั้น ผมไม่ได้พยายามไล่ตามความจริงเลย ไม่ได้คิดแสวงหาการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้เป็นคนที่เชื่อฟังและนมัสการพระเจ้าแม้แต่น้อย แต่ผมกลับใช้ความคิดและพลังงานทั้งหมดของผมเพื่อไล่ตามสถานะ หากผมทำแบบนั้นต่อไป ผมก็จะถูกพระเจ้าทรงสาปแช่งและลงโทษ ผมช่างโง่เขลาอะไรแบบนั้น!

จากนั้นผมก็อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “ผู้คนคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดเลยที่ควรค่าแก่การอวดตัว ในเมื่อพวกเจ้าเป็นสิ่งทรงสร้างทั้งหลายของพระเจ้า พวกเจ้าต้องปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งทรงสร้าง ไม่มีข้อพึงประสงค์อื่นจากพวกเจ้า นี่คือวิธีที่พวกเจ้าควรอธิษฐาน: ‘โอ พระเจ้า!  ไม่ว่าข้าพระองค์จะมีสถานะหรือไม่ ตอนนี้ข้าพระองค์เข้าใจตัวเองแล้ว หากสถานะของข้าพระองค์สูง นั่นก็เป็นเพราะการยกให้สูงขึ้นของพระองค์ และหากมันต่ำต้อย นั่นก็เป็นเพราะการลิขิตของพระองค์ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  ข้าพระองค์ไม่มีทั้งตัวเลือกใดๆ และการพร่ำบ่นใดๆ พระองค์ได้ทรงลิขิตว่าข้าพระองค์จะถือกำเนิดในประเทศนี้และท่ามกลางผู้คนนี้ และว่าทั้งหมดที่ข้าพระองค์ควรทำก็คือการเชื่อฟังอย่างครบบริบูรณ์ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงลิขิต ข้าพระองค์ไม่ได้นึกถึงสถานะ จะว่าไปแล้ว ข้าพระองค์เป็นเพียงแค่สิ่งที่ทรงสร้างสิ่งหนึ่ง หากพระองค์ทรงวางข้าพระองค์ในบาดาลลึก ในบึงไฟและกำมะถัน ข้าพระองค์ก็ไม่ใช่สิ่งใดนอกจากสิ่งที่ทรงสร้างสิ่งหนึ่ง หากพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็เป็นสิ่งที่ทรงสร้างสิ่งหนึ่ง หากพระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์มีความเพียบพร้อม กระนั้นข้าพระองค์ก็ยังเป็นสิ่งที่ทรงสร้างสิ่งหนึ่ง หากพระองค์ไม่ได้ทรงทำให้ข้าพระองค์มีความเพียบพร้อม ข้าพระองค์จะยังคงรักพระองค์เพราะข้าพระองค์ไม่ได้เป็นมากไปกว่าสิ่งที่ทรงสร้างสิ่งหนึ่ง ข้าพระองค์ไม่ได้เป็นมากไปกว่าสิ่งที่ทรงสร้างขนาดจิ๋วสิ่งหนึ่งซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้างได้ทรงสร้างขึ้น ก็แค่สิ่งที่ทรงสร้างหนึ่งท่ามกลางพวกมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งมวล เป็นพระองค์นั่นเองที่ได้ทรงสร้างข้าพระองค์ขึ้น และตอนนี้พระองค์ได้ทรงวางข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์อีกครั้งหนึ่งเพื่อทำกับข้าพระองค์ตามที่พระองค์จะทรงทำ ข้าพระองค์เต็มใจที่จะเป็นเครื่องมือของพระองค์และตัวประกอบเสริมความเด่นของพระองค์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงลิขิตไว้  ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ ทุกสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์’ เมื่อเวลานั้นมาถึงที่เจ้าจะไม่นึกถึงสถานะอีกต่อไป เมื่อนั้นเจ้าจะเป็นอิสระจากมัน เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถแสวงหาได้อย่างมั่นใจและอย่างกล้าหาญ และเมื่อนั้นเท่านั้นหัวใจของเจ้าจึงจะกลายเป็นอิสระจากข้อจำกัดใดๆ” (“เหตุใดเจ้าจึงไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังจากอ่านพระวจนะของพระเจ้า ผมก็เข้าใจ ว่าถ้าใครบางคนมีสถานะสูงส่ง งั้นพระเจ้าก็ได้ทรงยกพวกเขาขึ้น และถ้าใครบางคนมีสถานะต่ำต้อย งั้นนี่ก็เป็นสิ่งที่พ่ระเจ้าทรงลิขิตไว้ ไม่ว่าพระองค์ทรงปฏิบัติต่อผู้คนยังไงและไม่ว่าพระองค์ทรงวางเราที่ไหน เราก็ควรนบนอบเสมอ ทำหน้าที่ของเราเองให้ดี และไม่พร่ำบ่น นี่เป็นสิ่งที่มีเหตุผลที่จะทำ และเป็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างแท้จริงทำ เมื่อผมเข้าใจเรื่องนี้ ผมก็เต็มใจนบนอบและปฏิบัติความจริง และตั้งแต่นั้นมา ผมก็อุทิศตัวเองเป็นคนดูต้นทาง ผมจะทำให้มั่นใจว่าผมยืนเฝ้ายามเพื่อที่บรรดาผู้นำและมัคนายกจะสามารถจัดการชุมนุมของพวกเขาอย่างสงบได้ครับ ผู้นำขอให้ผมยืนเฝ้ายามสำหรับงานชุมนุมอีกสองสามครั้งหลังจากนั้น แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นสถานะที่สูงส่งหรือต่ำต้อยอีกต่อไปแล้ว ผมแค่รู้สึกเป็นอิสระและมีสันติสุขมาก

ตลอดหลายปีนั้น พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการสถานการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อตีแผ่ผมและพระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อพิพากษาและตีสอนผม เพื่อที่ผมจะมาเห็นจริงๆ ว่าซาตานทำให้ผมเสื่อมทรามหนักแค่ไหน และความปรารถนาสถานะของผมมากมายแค่ไหน ผมสำนึกชัดเจนด้วยว่าสถานะเป็นสิ่งที่ซาตานใช้เพื่อล่ามผู้คนไว้ ยิ่งเราไล่ตามสถานะมากเท่าไหร่ ซาตานก็ยิ่งทำร้ายเราและเล่นกับเรา และเราก็ยิ่งไม่เชื่อฟังและต่อต้านพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ผมยังมาเข้าใจด้วยว่าผู้คนควรไล่ตามอะไรในความเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาเพื่อจะถูกช่วยให้รอด การได้มีความปรารถนาสถานะรุนแรงและความทะเยอทะยานใหญ่แบบนั้น ที่ผมสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างที่เป็นตอนนี้ เพื่อเชื่อฟังการจัดวางเรียบเรียบและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และทำหน้าที่ของผมอย่างเชื่อฟัง ทั้งหมดเป็นเพราะการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าครับ พระเจ้าทรงมานะอุตสาหะเพื่อประโยชน์ของผม และผมขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ทรงช่วยผมให้รอดจากก้นบึ้งของหัวใจผมครับ!

ก่อนหน้า: 29. ข้าราชการกลับใจ

ถัดไป: 31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

27. คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้