ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่เจ็ด)
II. ผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์
ง. จุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขา
ครั้งที่แล้ว พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องผลประโยชน์ของพวกศัตรูของพระคริสต์ประการที่สี่ นั่นคือ จุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของพวกเขา ซึ่งแบ่งออกเป็นอีกห้าประการ ก่อนอื่น โปรดทบทวนทั้งห้าประการนี้ (1. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า 2. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อหน้าที่ของพวกเขา 3. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อการถูกตัดแต่ง 4. ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรกับตำแหน่ง “ผู้รับใช้” 5. ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อสถานะของตนในคริสตจักร) ครั้งที่แล้วพวกเราสามัคคีธรรมถึงประการแรกในห้าประการนี้ นั่นคือ “วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า” อันดับแรก พวกเราใช้คำว่า “ศึกษา” เพื่อเปิดโปงหนึ่งในท่าทีหลักของพวกศัตรูของพระคริสต์ในการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า “การศึกษา” เป็นท่าทีหลักและท่าทีพื้นฐานของผู้คนเช่นศัตรูของพระคริสต์ในการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีของการยอมรับหรือการนบนอบเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม พวกเขากลับพินิจพิเคราะห์พระวจนะเหล่านั้น พวกเขาไม่ยอมรับหรือมองว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงหรือเป็นหนทางที่ผู้คนควรยึดมั่นอย่างเด็ดขาด และพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีของการแสวงหาความจริงหรือการยอมรับความจริง แทนที่จะเป็นเช่นนั้น จุดประสงค์ของพวกเขาในทุกสิ่งคือความอยากและความทะเยอทะยานของตนเอง จุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตนเอง และพวกเขามองหาบั้นปลายรวมทั้งจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมที่พวกเขาต้องการในพระวจนะของพระเจ้า หนึ่งในท่าทีหลักที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าคือ พวกเขาเชื่อมโยงพระวจนะของพระเจ้ากับจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตนในทุกเรื่อง เมื่อตัดสินจากท่าทีของพวกเขาในการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระองค์ แก่นแท้ธรรมชาติของคนประเภทนี้คือพวกเขาไม่เชื่อ ไม่ยอมรับ และไม่นบนอบต่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง แต่กลับพินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์พระวจนะเหล่านั้น โดยมองหาพรและผลประโยชน์ภายในพระวจนะเหล่านั้นเพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อตัดสินจากท่าทีของพวกเขาในการปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาเชื่อในพระเจ้ามากเพียงใด? พวกเขามีความเชื่อที่แท้จริงในพระองค์หรือไม่? เมื่อตัดสินจากแก่นแท้ของพวกเขา พวกเขาไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า แล้วเหตุใดพวกเขาจึงยังสามารถยึดถือพระวจนะของพระเจ้าและอ่านพระวจนะเหล่านั้นได้? เมื่อตัดสินจากแก่นแท้ธรรมชาติ เจตนา และความอยากของพวกเขา พวกเขาไม่ต้องการได้รับความจริงและเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนจากพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งจะทำให้บรรลุความรอด แต่พวกเขาต้องการแสวงหาทุกสิ่งที่ตนต้องการภายในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาแสวงหาสิ่งใด? พวกเขาแสวงหาความล้ำลึก พวกเขาแสวงหาความลับที่รู้กันเฉพาะสวรรค์เท่านั้น และพวกเขาแสวงหาคำสอนอันสูงส่งและความรู้ที่ลึกซึ้งบางประการ ดังนั้น เมื่อตัดสินจากท่าทีที่คนประเภทนี้ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าและจากแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา พวกเขาล้วนเป็นผู้ไม่เชื่ออย่างแท้จริง สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่มีอะไรมากไปกว่าบั้นปลายที่ดี จุดหมายปลายทางในอนาคตที่ดี และชะตากรรมที่ดี พวกเขาไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้าด้วยความจริงใจ แต่กลับพยายามค้นหาโอกาสและช่องทางต่างๆ ภายในพระวจนะของพระองค์เพื่อที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ และเพื่อสนองความอยากและความทะเยอทะยานของตนในการได้รับพร ดังนั้น คนประเภทนี้จะไม่มีวันมองว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริงหรือเป็นหนทางที่พวกเขาต้องปฏิบัติตาม หากพวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีเช่นนี้ แล้วท่าทีของพวกเขาที่มีต่อหนึ่งในข้อกำหนดพื้นฐานที่สุดสำหรับมวลมนุษย์ในพระวจนะของพระเจ้า—การปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—จะเป็นอย่างไร? วันนี้พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงประการที่สอง—วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อหน้าที่ของพวกเขา—และเปิดโปงว่าพวกศัตรูของพระคริสต์มีการสำแดงและท่าทีเช่นไรเมื่อทำหน้าที่ของตน
2. วิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อหน้าที่ของพวกเขา
ศัตรูของพระคริสต์ไม่ได้ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าด้วยท่าทีของการยอมรับและการนบนอบ ดังนั้นแน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่ได้ปฏิบัติต่อข้อกำหนดในพระวจนะของพระองค์ที่ให้มวลมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างด้วยท่าทีของการยอมรับความจริง ดังนั้นในแง่มุมหนึ่ง พวกเขาต่อต้านหน้าที่ซึ่งพระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้มนุษย์ทำ และไม่ต้องการทำหน้าที่ของตน และในอีกแง่มุมหนึ่ง พวกเขากลัวจะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับพร การนี้ทำให้เกิดธุรกรรมอย่างหนึ่ง ธุรกรรมนั้นคืออะไร? พวกเขาค้นพบจากพระวจนะของพระเจ้าว่าหากผู้คนไม่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็อาจจะถูกกำจัดออกไป หากพวกเขาไม่ทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พวกเขาย่อมจะไม่มีโอกาสที่จะได้รับความจริง และหากพวกเขาไม่ทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ในอนาคตพวกเขาก็อาจจะสูญเสียพรของตนในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ นี่มีนัยสำคัญอย่างไร? นี่มีนัยสำคัญว่าหากใครบางคนไม่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาย่อมจะสูญเสียโอกาสที่จะได้รับพรของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากศัตรูของพระคริสต์ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าวจากพระวจนะของพระเจ้าและจากการสามัคคีธรรมและคำเทศนามากมาย ก็เริ่มเกิดความอยากและความสนใจที่จะทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างลึกลงไปในหัวใจของพวกเขา การก่อเกิดความอยากและความสนใจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถสละตนเองเพื่อพระเจ้าอย่างจริงใจและทำหน้าที่ของตนอย่างจริงใจหรือไม่? เมื่อตัดสินจากแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ จุดนี้ยากมากที่จะไปถึง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว อะไรเป็นสาเหตุให้พวกเขาทำหน้าที่ของตน? ในหัวใจของทุกคนควรมีคำอธิบายเรื่องนี้ และภายในคำอธิบายนี้ก็ควรมีเรื่องราวเฉพาะบางอย่าง แล้วบันทึกในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์นี้มีลักษณะอย่างไร? พวกเขาทำการคำนวณอย่างพิถีพิถัน ถูกต้องแม่นยำ เที่ยงตรง และขะมักเขม้นอย่างยิ่ง ดังนั้นบันทึกนี้จึงไม่ใช่คำอธิบายที่เลอะเลือน เมื่อพวกเขาตัดสินใจทำหน้าที่ของตน อันดับแรกพวกเขาคำนวณว่า “หากฉันจะทำหน้าที่ของฉันในตอนนี้ ฉันจะต้องละทิ้งความชื่นบานยินดีจากการอยู่ร่วมกับครอบครัว และฉันจะต้องละทิ้งอาชีพการงานและความสำเร็จทางโลกของฉันในอนาคต หากฉันทิ้งสิ่งเหล่านี้ไปเพื่อทำหน้าที่ของฉัน ฉันจะสามารถได้อะไรบ้าง? พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า ในยุคสุดท้ายนี้ บรรดาผู้ที่สามารถพบกับพระเจ้า ผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า และผู้ที่ยังคงอยู่ได้ในท้ายที่สุดคือผู้ที่สามารถได้รับพรอันยิ่งใหญ่ ในเมื่อพระวจนะของพระเจ้ากล่าวเช่นนี้ ฉันคาดว่าพระเจ้าทรงสามารถทำและสำเร็จลุล่วงการนี้ตามพระวจนะเหล่านี้ได้ พระเจ้ายังทรงให้สัญญามากมายกับผู้คนเหล่านี้ที่สามารถทำหน้าที่ของตนและสามารถสละตนเองเพื่อพระองค์ได้ด้วย!” จากการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาตีความอนุมานพระสัญญามากมายที่พระเจ้าประทานให้กับผู้คนที่ทำหน้าที่ของตนในยุคสุดท้าย และการนี้รวมทั้งความคิดฝันส่วนตนของพวกเขาและมโนคติอันหลงผิดทั้งหมดที่เกิดจากการวิเคราะห์และการพินิจพิเคราะห์พระวจนะเหล่านี้ของพวกเขาเอง ทำให้เกิดความสนใจอันลึกซึ้งและแรงผลักดันในการทำหน้าที่ของตน จากนั้นพวกเขาก็ไปอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า โดยพวกเขาให้ปฏิญาณและปฏิญญาอย่างจริงจัง กำหนดการตกลงใจแน่วแน่ที่จะละทิ้งและสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้า ทุ่มเทอุทิศชีวิตนี้เพื่อพระองค์ และละทิ้งความสุขทางเนื้อหนังและความสำเร็จในอนาคตทั้งหมด แม้พวกเขาอธิษฐานในหนทางนี้และคำพูดของพวกเขาดูเหมือนถูกต้องทั้งหมด สิ่งที่พวกเขาคิดลึกลงไปแล้วเป็นที่รู้กันเฉพาะในหมู่พวกเขาและพระเจ้า คำอธิษฐานและการตกลงใจแน่วแน่ของพวกเขาดูเหมือนบริสุทธิ์ ราวกับว่าพวกเขาทำเช่นนี้เพียงเพื่อจะลุล่วงพระบัญชาของพระเจ้า ทำหน้าที่ของตน และตอบสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าเท่านั้น แต่ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขากำลังคิดคำนวณวิธีที่พวกเขาจะสามารถได้รับพรและสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาต้องการผ่านทางการทำหน้าที่ของตน รวมทั้งสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อให้พระเจ้าทรงมองเห็นทั้งหมดที่พวกเขาได้จ่ายไปและทำให้พระองค์ประทับใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่พวกเขาได้จ่ายไปและสิ่งที่พวกเขาได้ทำไป เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงจดจำสิ่งที่พวกเขาได้ทำไปและประทานจุดหมายปลายทางในอนาคตและพรที่พวกเขาต้องการแก่พวกเขาในท้ายที่สุด ก่อนตัดสินใจทำหน้าที่ของตน ลึกลงไปในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขากำลังเปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวังต่อจุดหมายปลายทางในอนาคตของตน การได้รับพร บั้นปลายที่ดี และแม้กระทั่งมงกุฎ และพวกเขาก็มีความเชื่อมั่นสูงสุดในการที่จะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ พวกเขามายังพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ของตนด้วยเจตนาและความมุ่งมาดปรารถนาดังกล่าว แล้วการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขามีความจริงใจ ความเชื่อที่ถ่องแท้ และความจงรักภักดีที่พระเจ้าทรงกำหนดหรือไม่? ณ จุดนี้ คนเรายังไม่สามารถมองเห็นความจงรักภักดี ความเชื่อ หรือความจริงใจที่ถ่องแท้ของตนได้ เนื่องจากทุกคนเก็บงำกรอบความคิดเชิงแลกเปลี่ยนโดยสมบูรณ์เอาไว้ก่อนที่พวกเขาจะทำหน้าที่ของตน ทุกคนตัดสินใจที่จะทำหน้าที่ของตนโดยมีผลประโยชน์เป็นแรงขับเคลื่อน และมีพื้นฐานอยู่บนเงื่อนไขเบื้องต้นเกี่ยวกับความทะเยอทะยานและความอยากอันเปี่ยมล้นของตนด้วย เจตนาของศัตรูของพระคริสต์ในการทำหน้าที่ของตนคืออะไร? คือการทำข้อตกลง ทำข้อแลกเปลี่ยน อาจกล่าวได้ว่านี่คือภาวะที่พวกเขากำหนดในการทำหน้าที่ กล่าวคือ “หากฉันทำหน้าที่ของฉัน เช่นนั้นฉันก็ต้องได้มาซึ่งพรและมีบั้นปลายที่ดี ฉันต้องได้มาซึ่งพรและประโยชน์ทั้งหมดที่พระเจ้าตรัสว่าได้รับการจัดเตรียมให้กับมวลมนุษย์ หากฉันไม่สามารถได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นฉันก็จะไม่ทำหน้าที่นี้” พวกเขามายังพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ของตนด้วยเจตนา ความทะเยอทะยาน และความอยากดังกล่าว ดูเหมือนว่าพวกเขามีความจริงใจอยู่บ้างจริงๆ และแน่นอนว่าสำหรับบรรดาผู้ที่เป็นผู้เชื่อใหม่ และกำลังเริ่มทำหน้าที่ของตน นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นความกระตือรือร้นได้ด้วยเช่นกัน แต่ไม่มีความเชื่อหรือความจงรักภักดีที่ถ่องแท้ในการนี้ มีเพียงแค่ความกระตือรือร้นในระดับนั้นเท่านั้น นี่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความจริงใจ เมื่อพิจารณาจากท่าทีนี้ที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อการทำหน้าที่ของตนแล้ว นี่เป็นการแลกเปลี่ยนทั้งสิ้นและเต็มไปด้วยความอยากได้ประโยชน์ของตน เช่น การได้รับพร การเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ การได้มาซึ่งมงกุฎ และการได้บำเหน็จ ดังนั้นจากภายนอกแล้วปรากฏให้เห็นว่าศัตรูของพระคริสต์มากมายกำลังทำหน้าที่ของตนและถึงขั้นละทิ้งมากกว่าและทนทุกข์มากกว่าบุคคลปกติทั่วไปก่อนที่จะถูกขับไล่ สิ่งที่พวกเขาสละและความลำบากที่พวกเขาสู้ทนเทียบเทียมกับเปาโล และพวกเขาก็ไม่ได้วิ่งวุ่นน้อยกว่าเปาโลด้วย นี่คือบางสิ่งที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ ในแง่ของพฤติกรรมของพวกเขาและการตกลงใจแน่วแน่ของพวกเขาที่จะทนทุกข์และจ่ายราคา พวกเขาไม่ควรได้รับอะไรเลย อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ทรงคำนึงถึงคนคนหนึ่งบนพื้นฐานของพฤติกรรมภายนอกของพวกเขา แต่ทรงคำนึงถึงบนพื้นฐานของแก่นแท้ของพวกเขา อุปนิสัยของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาเผยให้เห็น รวมทั้งธรรมชาติและแก่นแท้ของทุกๆ สิ่งที่พวกเขาทำ เมื่อผู้คนตัดสินและปฏิบัติต่อผู้อื่น พวกเขาพิจารณาว่าคนเหล่านั้นเป็นใครบนพื้นฐานของพฤติกรรมภายนอกของคนเหล่านั้น คนเหล่านั้นทนทุกข์มากเพียงใด รวมทั้งความลำบากที่คนเหล่านั้นสู้ทนแต่เพียงอย่างเดียว และนี่เป็นความผิดพลาดที่หนักหนาสาหัส
ท่าทีของศัตรูของพระคริสต์ในการปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม พวกเขามายังพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ของตนด้วยความทะเยอทะยาน ความอยาก และการแลกเปลี่ยน นี่คือสิ่งที่พวกเขาคิดคำนวณและวางแผนลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาก่อนที่จะทำหน้าที่ของตน แผนการของพวกเขาคืออะไร? แก่นและจุดสำคัญในการคิดคำนวณของพวกเขาคืออะไร? พวกเขากำลังมุ่งหมายที่จะได้รับพร มีบั้นปลายที่ดี และบางคนก็ถึงขั้นมุ่งหมายที่จะหลีกเลี่ยงความวิบัติ นี่คือเจตนาของพวกเขา พวกเขาพินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะพยายามมากเพียงใดแต่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าพระวจนะของพระเจ้าล้วนคือความจริง ในพระวจนะของพระเจ้ามีเส้นทางแห่งการปฏิบัติ พระวจนะของพระเจ้าสามารถอำนวยให้ผู้คนได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย และบรรลุความรอด พวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามจ้องมองเพียงใด ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร สิ่งที่พวกเขาใส่ใจมากที่สุดและให้ความสำคัญมากที่สุดไม่ใช่สิ่งใดนอกเหนือไปจากพระพรและพระสัญญาที่พระเจ้าประทานให้กับบรรดาผู้ที่ละทิ้ง สละ สู้ทนความยากลำบาก และยอมทนลำบากเพื่อพระองค์ เมื่อพวกเขาพบสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นเนื้อหาหลักและสำคัญที่สุดในพระวจนะของพระเจ้า ก็ดูราวกับพวกเขาได้พบเครื่องช่วยชีวิตแล้ว พวกเขารู้สึกเหมือนพวกเขาจะได้รับพรอันยิ่งใหญ่ และคิดว่าพวกเขาคือคนที่ได้รับพรและโชคดีที่สุดในยุคนี้ ดังนั้น พวกเขาจึงรู้สึกยินดีปรีดาลึกลงไปในหัวใจว่า “ฉันได้บังเอิญพบช่วงเวลาที่ดีในชีวิตนี้ ในบรรดาอัครทูตและผู้เผยพระวจนะตลอดหลายยุคหลายสมัยนั้น ไม่มีผู้ใดได้พบพระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเลย วันนี้ฉันกำลังติดตามพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถพลาดโอกาสที่จะได้รับพรอันยิ่งใหญ่นี้ได้ นี่คือโอกาสที่จะได้รับบำเหน็จและได้รับมงกุฎ! ผู้ไม่มีความเชื่อจะไม่มีโชคเช่นนี้ และไม่สำคัญว่าพวกเขาจะเพลิดเพลินกับชีวิตนี้มากเพียงใดหรือพวกเขามีสถานะสูงแค่ไหน เมื่อมหันตภัยใหญ่หลวงมาเยือน พวกเขาทุกคนก็จะถูกทำลายล้าง ดังนั้นฉันต้องละทิ้งความสำราญทางเนื้อหนังในโลกนี้ เพราะไม่สำคัญว่าฉันชื่นชมสิ่งเหล่านี้มากเพียงใด สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งชั่วคราวและไม่จีรัง ฉันจะต้องมองไปยังอนาคตและได้รับพรและบำเหน็จที่มากขึ้นรวมทั้งมงกุฎที่ใหญ่ขึ้น!” ดังนั้นพวกเขาจึงเตือนตัวเองในหัวใจว่า “ในการทำหน้าที่ของฉัน ไม่ว่าฉันจะทนทุกข์มากเพียงใดหรือต้องวิ่งวุ่นมากแค่ไหน ไม่ว่าฉันจะถูกจำคุกหรือถูกทรมาน และไม่ว่าฉันจะประสบความลำบากยากเย็นใด ฉันต้องบากบั่น บากบั่น แล้วก็บากบั่นต่อไป! ฉันไม่อาจท้อถอยได้ ฉันต้องทนกับความอัปยศอดสูทั้งหมดและแบกรับภาระที่หนักอึ้ง และบากบั่นจนถึงวินาทีสุดท้าย ฉันเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า ‘ผู้ที่ติดตามไปจนถึงปลายทาง จะได้รับการช่วยให้รอดอย่างแน่นอน’ ย่อมไม่แคล้วที่จะเป็นจริงสำหรับฉัน” มีแนวคิดและความเห็นใดๆ ที่พวกเขาคิดและเชื่อในหัวใจของพวกเขาที่สอดคล้องกับความจริงหรือไม่? (ไม่มี) สิ่งเหล่านี้ไม่มีสิ่งใดที่สอดคล้องกับความจริง และไม่มีสิ่งใดเป็นไปตามพระวจนะของพระเจ้าหรือเจตนารมณ์ของพระเจ้า—สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการคิดคำนวณและเป็นแผนการสำหรับความสำเร็จในอนาคตและโชคชะตาส่วนตนของพวกเขา ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่มีความสนใจในข้อกำหนดใดๆ สำหรับมวลมนุษย์ที่กล่าวถึงในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านั้นเลย ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขารังเกียจและต้านทานการเปิดโปงความเป็นมนุษย์และข้อกำหนดที่มีต่อพวกเขาในพระวจนะของพระเจ้า และถึงขั้นก่อให้เกิดมโนคติอันหลงผิด ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นพระวจนะเหล่านี้พวกเขาจึงรู้สึกต้านทานพระวจนะเหล่านี้และรู้สึกไม่สบายใจ จากนั้นพวกเขาก็มองข้ามพระวจนะเหล่านี้ไปโดยไม่อ่านเลย เมื่อเป็นเรื่องของการเตือนสติ การชูใจ การเตือนใจ ความกรุณา และความเห็นอกเห็นใจต่อความเป็นมนุษย์ในพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาก็แสดงให้เห็นความไม่อดทนและไม่เต็มใจที่จะยอมรับหรือรับฟัง โดยเชื่อว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นของปลอม ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขารู้สึกต้านทานและรังเกียจพระวจนะแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้ารวมทั้งพระราชกิจแห่งบททดสอบในหมู่ผู้คนของพระองค์ และพวกเขาไม่เต็มใจที่จะยอมรับพระวจนะเหล่านี้ รวมถึงหลีกเลี่ยงพระวจนะเหล่านี้ด้วย ในทางกลับกัน พวกเขาให้ความสนใจอย่างมากกับพระวจนะที่เกี่ยวกับพระสัญญาหรือพระพรของพระเจ้าต่อความเป็นมนุษย์เท่านั้น และพวกเขาถึงขั้นอ่านพระวจนะเหล่านี้อยู่เป็นนิจเพื่อตอบสนองความอยากอันร้อนรนในหัวใจที่จะได้รับพร กระหายที่จะถูกรับขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ในทันทีและหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เมื่อพวกเขาไม่สามารถบากบั่นในระหว่างทำหน้าที่ของตนได้อีกต่อไป และเริ่มเกิดความกังขาว่าพวกเขาจะสามารถได้รับพรหรือไม่ และ “ความเชื่อ” ของพวกเขาก็เริ่มสั่นคลอน หรือเมื่อความตั้งใจแน่วแน่ของพวกเขาไม่มั่นคงและต้องการถอยหนี พวกเขาก็อ่านพระวจนะเหล่านี้และทำให้พระวจนะเหล่านี้เป็นแรงจูงใจในการทำหน้าที่ของตน พวกเขาไม่เคยพยายามไตร่ตรองความจริงในพระวจนะของพระเจ้าในบทหรือข้อความใดๆ และพวกเขาก็ไม่ต้องการได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาแห่งพระวจนะของพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย นับประสาอะไรที่จะทำความรู้จักตนเองและมองเห็นความเป็นจริงของความเสื่อมทรามอันล้ำลึกของมวลมนุษย์อย่างชัดเจนผ่านทางพระวจนะเหล่านั้นของพระเจ้าซึ่งเปิดโปงแก่นแท้อันเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ พวกเขายังทำหูทวนลมต่อเจตนารมณ์ ข้อกำหนด และคำเตือนสติของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์ ไม่ใส่ใจและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ด้วยท่าทีของความไม่เคารพและความไม่แยแสอีกด้วย ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาเชื่อว่า “สิ่งที่พระเจ้าตรัสและทรงทำเป็นแค่พิธีการเท่านั้น ใครเล่าสามารถยอมรับสิ่งนั้นได้? ใครเล่าสามารถเข้าใจสิ่งนั้นได้? ใครเล่าสามารถปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง? พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าล้วนเป็นสิ่งเกินความจำเป็น สิ่งที่มีความเป็นจริงมากที่สุดก็คือการให้ผู้คนแลกเปลี่ยนผลการปฏิบัติหน้าที่ของตนกับพระพร—ไม่มีสิ่งใดมีความเป็นจริงมากไปกว่านี้อีกแล้ว” ดังนั้นพวกเขาจึงค้นหาในพระวจนะของพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า และทันทีที่พวกเขาได้พบเส้นทางนี้แล้ว พวกเขาก็มองว่าการทำหน้าที่ของคนเราเป็นเส้นทางเดียวที่จะได้รับพร นี่คือเจตนา จุดประสงค์ และการคิดคำนวณซึ่งอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของศัตรูของพระคริสต์ขณะทำหน้าที่ของตน แล้วการสำแดงและการเผยใดบ้างที่พวกเขาแสดงให้เห็นระหว่างทำหน้าที่ของตน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนมองเห็นว่าแก่นแท้ของคนเช่นนี้คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์โดยสมบูรณ์? ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ศัตรูของพระคริสต์สามารถทำหน้าที่ของตนได้—แน่นอนที่สุดว่าพวกเขาทำหน้าที่ของตนด้วยเจตนาและจุดประสงค์ของตนเองรวมทั้งความอยากที่จะได้รับพร ไม่ว่าพวกเขาทำหน้าที่ใด จุดประสงค์และท่าทีของพวกเขาย่อมไม่อาจแยกออกจากการได้รับพร บั้นปลายที่ดี รวมทั้งความสำเร็จในอนาคตจุดหมายปลายทางในอนาคตที่ดีและโชคชะตาที่ดีซึ่งพวกเขาคิดและกังวลถึงทั้งวันทั้งคืนอย่างแน่นอน พวกเขาเป็นเหมือนนักธุรกิจที่ไม่พูดถึงสิ่งใดนอกจากงานของตน สิ่งใดก็ตามที่ศัตรูของพระคริสต์ทำล้วนเชื่อมโยงกับชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะ—ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกับการได้รับพรรวมทั้งความสำเร็จในอนาคตจุดหมายปลายทางในอนาคตและโชคชะตา ลึกลงไปแล้ว หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยสิ่งทั้งหลายดังกล่าว นี่คือแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ แน่นอนว่าเป็นเพราะแก่นแท้ธรรมชาติประเภทนี้จึงทำให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าปลายทางสุดท้ายของพวกเขาก็คือการถูกกำจัดออกไป
ในพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าทรงมีข้อกำหนดสำหรับผู้คนทุกประเภท ทรงมีข้อกำหนดและพระดำรัสที่ชัดเจนเกี่ยวกับหน้าที่และงานทุกประเภท พระวจนะเหล่านี้ล้วนเป็นข้อกำหนดของพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์ และข้อกำหนดเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนควรยึดถือและสิ่งที่พวกเขาควรปฏิบัติและสัมฤทธิ์ พวกศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรต่อพระวจนะของพระเจ้าและข้อกำหนดของพระเจ้า? พวกเขามีท่าทีของการนบนอบหรือไม่? พวกเขามีท่าทีของการยอมรับอย่างถ่อมใจหรือไม่? แน่นอนว่าพวกเขาไม่มี เมื่อพิจารณาจากอุปนิสัยของพวกเขา เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์มายังพระนิเวศของพระเจ้าเพื่อทำหน้าที่ของตน พวกเขาสามารถทำหน้าที่นั้นได้ดีตามข้อกำหนดของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้าหรือไม่? (พวกเขาไม่สามารถทำได้) พวกเขาไม่สามารถทำได้อย่างเด็ดขาด เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์กำลังทำหน้าที่ของตน ความคิดแรกของพวกเขาไม่ใช่การแสวงหาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของตน และสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนด หรือกฎเกณฑ์ของพระนิเวศของพระเจ้าคืออะไร ตรงกันข้าม อันดับแรกพวกเขากลับไถ่ถามว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือได้รับบำเหน็จจากการทำหน้าที่นี้หรือไม่ หากไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเขาจะได้รับพรหรือได้รับบำเหน็จ พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่นี้ และต่อให้พวกเขาทำหน้าที่ พวกเขาก็จะทำอย่างสุกเอาเผากิน ศัตรูของพระคริสต์ฝืนใจทำหน้าที่ของตนเพื่อให้ได้รับพร พวกเขาไถ่ถามด้วยว่าพวกเขาจะสามารถทำให้ผู้คนมองเห็นพวกเขาและได้รับการยกย่องนับถือด้วยจากการทำหน้าที่นี้หรือไม่ และเบื้องบนหรือพระเจ้าจะรู้หรือไม่ว่าพวกเขาทำหน้าที่นี้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พวกเขาพิจารณาเวลาที่พวกเขาทำหน้าที่ สิ่งแรกที่พวกเขาต้องการกำหนดรู้ให้แน่ใจคือพวกเขาสามารถได้ประโยชน์อันใดจากการทำหน้าที่และพวกเขาสามารถได้รับพรหรือไม่ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าและตอบแทนความรักของพระเจ้าอย่างไร จะประกาศข่าวประเสริฐและเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าเพื่อที่ผู้คนจะได้รับความรอดของพระเจ้าและได้รับความสุขอย่างไร นับประสาอะไรที่พวกเขาจะเคยพยายามที่จะเข้าใจความจริง หรือแสวงหาวิธีแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและวิธีใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์อีกเช่นกัน พวกเขาไม่เคยพิจารณาสิ่งเหล่านี้ พวกเขาเอาแต่คิดว่าพวกเขาจะสามารถได้รับพรและได้รับผลประโยชน์หรือไม่ ทำอย่างไรจึงจะมีที่ยืน ทำอย่างไรจึงจะได้รับสถานะ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้คนยกย่องนับถือพวกเขา และทำอย่างไรให้ตนเองโดดเด่นและกลายเป็นคนเก่งที่สุดในคริสตจักรและในฝูงชน พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเป็นผู้ติดตามธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน พวกเขาต้องการเป็นที่หนึ่งในคริสตจักร เป็นผู้ชี้ขาด กลายเป็นผู้นำ และทำให้ทุกคนฟังพวกเขาอยู่เสมอ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถพึงพอใจ พวกเจ้าสามารถมองเห็นได้ว่าหัวใจของศัตรูของพระคริสต์เต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ พวกเขาสละเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่? พวกเขาทำหน้าที่ของตนอย่างแท้จริงในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้วพวกเขาต้องการทำสิ่งใด? (ต้องการมีอำนาจ) นั่นถูกต้อง พวกเขากล่าวว่า “สำหรับฉัน ในโลกภายนอกนั้น ฉันอยากทำได้ดีกว่าทุกคน ฉันต้องเป็นที่หนึ่งไม่ว่าในกลุ่มใด ฉันไม่ยอมมาเป็นที่สอง และฉันจะไม่มีวันเป็นพระรอง ฉันต้องการเป็นผู้นำและเป็นผู้ชี้ขาดในกลุ่มคนที่ฉันอยู่ หากฉันไม่ใช่ผู้ชี้ขาด เช่นนั้นแล้วฉันจะลองทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อโน้มน้าวพวกคุณทั้งหมดให้เชื่อ ทำให้พวกคุณยกย่องนับถือฉัน และทำให้พวกคุณเลือกฉันเป็นผู้นำ ทันทีที่ฉันมีสถานะ ฉันก็จะเป็นผู้ชี้ขาด ทุกคนจะต้องฟังฉัน พวกคุณจะต้องทำสิ่งทั้งหลายตามหนทางของฉัน และพวกคุณจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของฉัน” ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะทำหน้าที่อันใด พวกเขาจะพยายามให้ตนเองอยู่ในตำแหน่งสูง อยู่ในตำแหน่งที่มีฐานะสูงสุด พวกเขาไม่มีวันพอใจกับที่ทางของตนในฐานะผู้ติดตามธรรมดา แล้วสิ่งใดที่พวกเขาหลงใหลมากที่สุด? คือการยืนอยู่ต่อหน้าผู้คน ออกคำสั่งและดุด่าผู้คน ทำให้ผู้คนทำตามที่พวกเขาพูด พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้องเหมาะสมอย่างไร—และในขณะทำหน้าที่ของตน พวกเขายิ่งไม่แสวงหาหลักธรรมความจริงเพื่อที่จะปฏิบัติความจริงและทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับเค้นสมองของตนเพื่อหาหนทางที่จะทำให้ตนเองโดดเด่น ทำให้ผู้นำทั้งหลายคิดว่าพวกเขาสูงส่งและส่งเสริมพวกเขา เพื่อที่พวกเขาเองจะสามารถกลายเป็นผู้นำหรือคนทำงาน และสามารถนำผู้อื่นได้ นี่คือสิ่งที่พวกเขาใช้เวลาทั้งวันขบคิดและคาดหวัง ศัตรูของพระคริสต์ไม่เต็มใจที่จะให้ผู้อื่นนำ และพวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะเป็นผู้ติดตามธรรมดาสามัญ และยิ่งไม่เต็มใจที่จะลงมือทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบๆ โดยปราศจากการประโคมข่าว ไม่ว่าหน้าที่ของพวกเขาจะเป็นสิ่งใด หากพวกเขาไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุด หากพวกเขาไม่สามารถอยู่เหนือผู้อื่นและนำคนอื่นๆ พวกเขาก็จะเบื่อหน่ายกับการทำหน้าที่ของตน และกลายเป็นคิดลบและเริ่มย่อหย่อน เมื่อไม่มีการสรรเสริญหรือการนับถือจากผู้อื่น ก็ยิ่งไม่น่าสนใจสำหรับพวกเขาเข้าไปใหญ่ และพวกเขาก็ยิ่งไม่อยากทำหน้าที่ของตน แต่หากพวกเขาสามารถอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดระหว่างที่ทำหน้าที่ของตนและได้เป็นผู้ชี้ขาด พวกเขาย่อมรู้สึกว่าตนแข็งแกร่ง และจะยอมทนความยากลำบากทุกอย่าง พวกเขามีเจตนาส่วนตัวในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และพวกเขาต้องการทำให้ตนเองโดดเด่นอันเป็นวิธีสนองความต้องการที่จะเอาชนะผู้อื่นของตน และสนองความอยากได้อยากมีและความมักใหญ่ใฝ่สูงของพวกเขา ขณะทำหน้าที่ของพวกเขา นอกเหนือจากการชอบแข่งขันอย่างมาก—แข่งกันโดดเด่น แข่งกันอยู่สูงสุด แข่งกันอยู่เหนือผู้อื่นในทุกด้านแล้ว—พวกเขายังคิดหาวิธีรักษาสถานะ ความมีหน้ามีตา และเกียรติยศในปัจจุบันของตนอีกด้วย หากมีผู้ใดคุกคามสถานะหรือเกียรติยศของพวกเขา พวกเขาก็จะทำทุกวิถีทางและอย่างไม่ปรานีปราศรัยเพื่อโค่นล้มและกำจัดคนเหล่านั้น พวกเขาถึงกับใช้วิถีทางที่น่าดูหมิ่นเพื่อกำราบผู้ที่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริง ผู้ที่ทำหน้าที่ของตนด้วยความจงรักภักดีและด้วยสำนึกรับผิดชอบ พวกเขายังเต็มไปด้วยความริษยาและความเกลียดชังต่อพี่น้องชายหญิงที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาเกลียดชังผู้ที่พี่น้องชายหญิงคนอื่นๆ สนับสนุนและเห็นชอบ พวกเขาเชื่อว่าผู้คนเช่นนั้นเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิ่งที่พวกเขาเพียรพยายามให้ได้มา ต่อความมีหน้ามีตาและสถานะของพวกเขา และในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาสาบานว่า “ไม่คุณก็ฉัน ไม่ฉันก็คุณ ไม่มีที่พอสำหรับพวกเราทั้งสอง และถ้าฉันไม่ล้มคุณและกำจัดคุณไปเสีย ฉันก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่กับตัวเองได้!” สำหรับพี่น้องชายหญิงที่แสดงความคิดเห็นแตกต่าง เปิดโปงพวกเขา หรือคุกคามสถานะของพวกเขา พวกเขาก็ไม่ลดราวาศอกให้ กล่าวคือ พวกเขาคิดทำทุกอย่างเท่าที่ตนสามารถเพื่อสืบหาข้อมูลบางอย่างมาเล่นงานคนเหล่านั้น เพื่อที่จะตัดสินและกล่าวโทษ ทำให้เสื่อมเสีย และโค่นล้มคนเหล่านั้น และพวกเขาจะไม่ยอมหยุดพักจนกว่าพวกเขาจะทำสำเร็จ พวกเขามีเพียงท่าทีเดียวในการปฏิบัติต่อคนทุกคน นั่นคือ หากคนคนนั้นคุกคามสถานะของพวกเขา พวกเขาก็จะโค่นล้มและกำจัดคนคนนั้น ผู้ติดตามที่ภักดีต่อพวกเขาทุกคนคือผู้คนที่ประจบสอพลอพวกเขา และไม่ว่าผู้คนเหล่านี้จะทำเรื่องเลวร้ายใดและก่อให้เกิดความเสียหายต่องานของคริสตจักรและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามากเพียงใด พวกเขาก็จะปกปิดและปกป้องคนเหล่านั้น ในระหว่างการทำหน้าที่ของตน พวกศัตรูของพระคริสต์ก็คอยจัดการชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะของตนเองอยู่เสมอ จัดการอาณาจักรอิสระของตนเอง แก่นแท้ของการทำหน้าที่ของพวกเขาคือการต่อสู้เพื่ออาณาจักรที่อิสระของตน และต่อสู้เพื่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตนเอง
ศัตรูของพระคริสต์บางคนนำผู้คนประมาณสิบกว่าคนในทีมเล็กๆ และบางคนนำผู้คนทั้งคริสตจักรหรือมากกว่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะนำผู้คนมากเพียงใด ในขณะที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็ควบคุมผู้คนเหล่านี้เอาไว้แล้ว และใช้อำนาจประหนึ่งกษัตริย์ในหมู่คนเหล่านี้ พวกเขาไม่สนใจเลยว่าพระเจ้าทรงกล่าวโทษและเกลียดชังเรื่องดังกล่าวอย่างไร และใส่ใจเพียงการกุมอำนาจในมือของตนไว้ให้มั่นและควบคุมผู้คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้บังคับบัญชาซึ่งพวกเขาสามารถควบคุมได้อย่างเข้มงวด ดังนั้น เมื่อตัดสินจากเจตนาและแรงจูงใจในการทำหน้าที่ของศัตรูของพระคริสต์ แก่นแท้ของพวกเขานั้นชั่วช้าและเลวร้าย แล้วเมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของพวกเขาเวลาทำหน้าที่ของตน พวกเขาเผยอุปนิสัยใดออกมา? อุปนิสัยของพวกเขาก็เป็นอุปนิสัยที่ชั่วช้าเช่นกัน อุปนิสัยที่ชั่วช้านี้มีลักษณะเฉพาะอย่างไร? แม้พวกเขาอาจทนทุกข์กับความยากลำบากและจ่ายราคาเมื่อทำหน้าที่ของตน แต่หน้าที่ที่พวกเขาทำนั้น ไม่มีหน้าที่ใดที่ทำตามพระวจนะของพระเจ้าเลย ในระหว่างทำหน้าที่ของตน พวกเขาไม่ดำเนินการตามการจัดแจงเตรียมงานแม้แต่น้อย นับประสาอะไรกับการแสวงหาหลักธรรมที่พระนิเวศของพระเจ้ากำหนดไว้สำหรับแต่ละงาน พวกเขาเพียงสนองความชอบส่วนตัวและความอยากในอำนาจของตน รวมทั้งความปรารถนาส่วนตัวที่จะทำบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขบางประการที่ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าพวกเขาสามารถได้รับมงกุฎ พวกเขาคิดเข้าข้างตัวเองว่า “ถ้าฉันเพียงทำสิ่งต่างๆ ในหนทางนี้ จ่ายราคา ละทิ้งและสละตนเอง ในท้ายที่สุดพระเจ้าย่อมจะประทานมงกุฎให้ฉันและประทานบำเหน็จให้ฉันอย่างแน่นอน!” พวกเขาไม่เคยใส่ใจหรือให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อข้อกำหนดและหลักธรรมในพระวจนะของพระเจ้าที่เน้นย้ำและพร่ำบอกแก่มวลมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเลย พวกเขาเพียงมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นแค่ชุดคำกล่าวเท่านั้น วิธีคิดของพวกเขาคือ “ไม่ว่าข้อกำหนดของพระองค์จะเป็นเช่นไร ข้าพระองค์ก็ไม่อาจลดทอนอำนาจหรือการไล่ตามไขว่คว้าของข้าพระองค์ได้ และข้าพระองค์ไม่อาจปล่อยมือจากความปรารถนาหรือความทะเยอทะยานของข้าพระองค์ได้ หากข้าพระองค์ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ข้าพระองค์จะมีแรงขับเคลื่อนหรือแรงจูงใจใดในการทำหน้าที่ของข้าพระองค์?” เหล่านี้คือการสำแดงบางประการของศัตรูของพระคริสต์เมื่อทำหน้าที่ของตน ไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะกล่าวว่าอย่างไร และไม่ว่าเบื้องบนจะมีมาตรฐานที่กำหนดและหลักธรรมสำหรับงานต่างๆ อย่างไร ศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่รับฟังและไม่ใส่ใจ ไม่ว่าคำพูดของเบื้องบนจะเฉพาะเจาะจงเพียงใด ไม่ว่าข้อกำหนดเกี่ยวกับงานด้านนี้จะเข้มงวดแค่ไหน พวกเขาก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินหรือไม่เข้าใจ และพวกเขายังคงกระทำการโดยไม่ยั้งคิดและตามอำเภอใจ รวมทั้งสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายอยู่เบื้องล่าง ทำสิ่งต่างๆ ตามเจตนาของตนเอง พวกเขาเชื่อว่าหากทำสิ่งต่างๆ ตามข้อกำหนดของพระเจ้าและตามวิธีการที่เบื้องบนกำหนด พวกเขาจะสูญเสียสถานะของตน และอำนาจที่พวกเขากุมไว้จะถูกถ่ายโอนและสลายไป พวกเขาเชื่อว่าการทำสิ่งต่างๆ ตามความจริงและตามข้อกำหนดในพระวจนะของพระเจ้าเป็นการโจมตีและการลิดรอนอำนาจของพวกเขาอย่างไม่รู้ตัว—เป็นการโจมตีความมีหน้ามีตาของพวกเขาเอง พวกเขาคิดว่า “ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้น ถ้าฉันยอมรับความคิดเห็นของพวกคุณ ฉันจะไม่ดูไร้ความสามารถและขาดพรสวรรค์ในการเป็นผู้นำหรอกหรือ? ถ้าฉันยอมรับความคิดเห็นของพวกคุณ ถ้าฉันยอมรับว่าฉันผิด แล้วพี่น้องชายหญิงของฉันจะยังคงรับฟังฉันอยู่หรือ? ฉันจะยังมีเกียรติอยู่หรือไม่? ถ้าฉันทำสิ่งต่างๆ ตามข้อกำหนดของเบื้องบน ฉันก็จะสูญเสียโอกาสที่จะอวดตัวเองไม่ใช่หรือ? ถึงตอนนั้นพี่น้องชายหญิงของฉันจะยังคงบูชาฉันอยู่หรือไม่? พวกเขาจะยังคงฟังสิ่งที่ฉันพูดหรือไม่? หากไม่มีใครรับฟังสิ่งที่ฉันพูดเลย แล้วการทำหน้าที่นี้จะมีประโยชน์อะไร? ฉันจะยังคงทำงานนี้ได้อย่างไร? ถ้าฉันไม่มีอำนาจในกลุ่มและถูกลดเกียรติลง และถ้าพวกเขาทุกคนฟังพระวจนะของพระเจ้าและปฏิบัติตามหลักธรรมความจริง เช่นนั้นแล้วความเป็นผู้นำของฉันก็จะว่างเปล่าไม่ใช่หรือ? ฉันจะไม่กลายเป็นหุ่นเชิดหรอกหรือ? แล้วฉันจะมีความกระตือรือร้นใดในการทำสิ่งเหล่านี้เล่า? หากความเป็นผู้นำของฉันว่างเปล่าและทุกสิ่งที่ฉันทำไร้ความหมาย เช่นนั้นฉันจะยังคงมีจุดหมายปลายทางในอนาคตอยู่อีกหรือ?” สิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ต้องการคือการถูกจัดวางให้อยู่เหนือผู้อื่นทั้งหมดไม่ว่าในกลุ่มใดก็ตาม เพื่อที่จะได้รับมงกุฎและบำเหน็จในภายหน้าเป็นการตอบแทน พวกเขาเชื่อว่าตราบใดที่พวกเขากลายเป็นบุคคลที่โดดเด่นและเป็นผู้นำของผู้อื่นในหมู่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาก็จะมีสิทธิ์ได้รับมงกุฎในภายหน้าเป็นการตอบแทน และได้รับพรอันยิ่งใหญ่ในภายหน้า ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จะไม่คลายอำนาจที่พวกเขากุมไว้ไม่ว่าเวลาใด และจะไม่ลดความระแวดระวังของตนไม่ว่าในสภาพการณ์ใด พวกเขากลัวว่าหากพวกเขาลดการระมัดระวังลงแม้เพียงเล็กน้อย อำนาจในมือของพวกเขาจะถูกริบคืนหรือทำให้อ่อนแอลง ในยามทำหน้าที่ของตน พวกเขาไม่ได้ทำอย่างสุดความสามารถในตำแหน่งของตนเอง เพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดีและเป็นพยานให้พระเจ้าตามหลักธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้าและตามข้อกำหนดของพระองค์ ตรงกันข้าม พวกเขากลับใช้โอกาสดังกล่าวเพื่อยึดมงกุฎที่เชื่อว่าตนกำลังจะได้รับไว้อย่างมั่นคง ต่อให้ศัตรูของพระคริสต์บางคนสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของพระนิเวศของพระเจ้าในฐานะข้อบังคับชุดหนึ่ง นั่นก็ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคือผู้คนที่ยอมรับความจริงและนบนอบพระวจนะของพระเจ้า เหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้คืออะไร? ในระหว่างการทำหน้าที่ของตน ศัตรูของพระคริสต์บางคน ต้องการยึดอำนาจและสนองความอยากในอำนาจของตนอยู่เสมอ และต้องการมีสถานะรวมทั้งสั่งสอนและสั่งการผู้คนไปทั่วจากตำแหน่งที่มีสถานะ แต่ศัตรูของพระคริสต์บางคนนั้นแตกต่างออกไปและมีความกังวลเช่นนี้ว่า “นกที่ยื่นคอยืดยาวย่อมถูกยิง นั่นหมายความว่าใครก็ตามที่ยื่นคอยืดยาวและทำผิดพลาดย่อมจะทนทุกข์ ฉันจะไม่เป็นคนโง่เช่นนั้น ไม่ว่าฉันจะมีความสามารถเพียงใด ฉันก็จะทุ่มเทเพียงสามสิบเปอร์เซ็นต์ และจะเก็บอีกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ไว้ให้ตัวเองเพื่อเป็นทางหนีทีไล่—ฉันต้องยั้งมือไว้บ้าง ไม่ว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะกล่าวสิ่งใดหรือกำหนดสิ่งใดแก่ฉัน ภายนอกฉันจะเห็นด้วย และจะไม่เป็นคนที่ขัดขวางและก่อกวน ไม่ว่าใครนำ ฉันก็จะเดินตาม และฉันจะเห็นชอบกับทุกสิ่งที่เขาพูด ตราบใดที่ฉันยึดถือข้อบังคับที่เบื้องบนให้ไว้และไม่ละเมิดข้อบังคับเหล่านั้น ฉันก็จะไม่มีปัญหา ส่วนการอุทิศความจงรักภักดีของฉันต่อพระเจ้าและสละตนเองเพื่อพระองค์อย่างจริงใจนั้น ไม่มีความจำเป็นสำหรับการนี้ ฉันจะสละความพยายามเล็กน้อยในการทำหน้าที่ของฉัน ทำแค่พอผ่านก็ยอมรับได้แล้ว และฉันจะไม่เป็นคนโง่ ไม่ว่าจะทำอะไร ฉันจำเป็นต้องยั้งมือไว้สักหน่อยเพื่อหลีกเลี่ยงการไม่ได้รับสิ่งใดเลย และลงเอยด้วยการไม่มีผลงานใดให้เห็นจากความพยายามทั้งหมดนี้” ศัตรูของพระคริสต์ประเภทนี้เชื่อว่าการที่ผู้อื่นรับผิดชอบในการทำหน้าที่ของตนและยื่นคอยืดยาวเพื่อแก้ไขปัญหาอยู่เสมอนั้น เป็นความโง่เขลา และพวกเขาต้องไม่เป็นคนโง่เขลาเช่นนั้นเสียเอง ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขารู้ว่าหากใครสักคนไล่ตามไขว่คว้าสถานะและจัดการอำนาจของตนเอง ไม่ช้าก็เร็วเขาจะถูกเปิดโปง แต่ในการปฏิบัติความจริงนั้นพวกเขาต้องจ่ายราคา ทุ่มเทความพยายาม มอบความจริงใจของตน และจงรักภักดี พวกเขาจะต้องทนทุกข์กับความยากลำบากมากมาย และพวกเขาไม่เต็มใจที่จะทำเช่นนั้น พวกเขานำแนวทางของการประนีประนอมมาใช้ ไม่ยื่นคอยืดยาวและไม่ถอยหนี เดินตามเส้นทางสายกลาง พวกเขาเชื่อว่า “ฉันจะทำทุกอย่างที่ถูกขอให้ทำ ฉันจะแค่ทำให้เสร็จอย่างขอไปที และหากถูกขอให้ทำให้ดีขึ้น ฉันก็จะไม่ทำ การทำให้ดีขึ้น ฉันต้องจ่ายราคาที่สูงขึ้นและตรวจสอบข้อมูลมากขึ้น—นั่นคงจะเหนื่อยมาก! หากพระเจ้าจะประทานบำเหน็จพิเศษให้ฉันสำหรับการทำเช่นนั้นก็ยุติธรรมดี แต่พระวจนะของพระเจ้าดูเหมือนจะไม่ได้กล่าวสิ่งใดเกี่ยวกับบำเหน็จพิเศษ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์และทำให้ตัวเองเหนื่อยเปล่า แค่ทำตัวสบายๆ ดีกว่า” คนเช่นนี้สามารถทำหน้าที่ของตนให้ดีได้หรือไม่? เขาสามารถได้รับความจริงหรือไม่? บรรดาผู้ที่ไม่เพียรพยายามไปสู่ความจริงแต่กลับทำอย่างสุกเอาเผากินหรือคิดลบและย่อหย่อนในงานของตนสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าหรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน
การสำแดงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร? ประการแรก พวกเขาไม่ยอมรับความจริง ซึ่งเป็นบางสิ่งที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้ ไม่เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมรับคำแนะนำจากคนอื่นเท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาไม่ยอมรับการถูกตัดแต่งด้วยเช่นกัน เป็นเรื่องแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัยใดๆ เลยว่าศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับความจริง หากพวกเขาสามารถยอมรับความจริง เช่นนั้นพวกเขาย่อมจะไม่ใช่ศัตรูของพระคริสต์ แล้วเหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงยังคงทำหน้าที่ของตน? เจตนาในการทำหน้าที่ของพวกเขาคืออะไรกันแน่? เจตนาคือการ “ได้รับเป็นร้อยเท่าในชีวิตนี้และได้รับชีวิตนิรันดร์ในโลกที่จะมาถึง” พวกเขากำลังปฏิบัติตามคำกล่าวนี้ในการทำหน้าที่ของตนโดยสมบูรณ์ นี่ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนหรอกหรือ? แน่นอนที่สุดว่านี่เป็นการแลกเปลี่ยน เมื่อตัดสินจากธรรมชาติของการแลกเปลี่ยนนี้ นี่ไม่ใช่อุปนิสัยที่เลวร้ายหรอกหรือ? (ใช่) แล้วพวกเขาเลวร้ายอย่างไร? มีใครบอกเราได้หรือไม่? (แม้ศัตรูของพระคริสต์ได้ยินความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงมากมายเหลือเกิน แต่พวกเขาก็ไม่เคยไล่ตามเสาะหาความจริงเหล่านี้เลย พวกเขายึดมั่นในสถานะของตนอย่างมั่นคงและไม่ยอมปล่อยมือ โดยทำหน้าที่ของตนเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตนและเพื่อใช้อำนาจเหนือผู้อื่นเท่านั้น) คำตอบนั้นค่อนข้างถูกต้อง เจ้ามีความเข้าใจในเรื่องนั้นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนมากพอ หากพวกเขารู้เป็นอย่างดีว่าการทำการแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าเป็นเรื่องที่ผิด แต่ยังคงยืนกรานจนถึงที่สุดและปฏิเสธที่จะกลับใจ เช่นนั้นปัญหานี้ย่อมร้ายแรง ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ทำหน้าที่ของตนด้วยเจตนาที่จะได้รับพร พวกเขาล้วนต้องการใช้การปฏิบัติหน้าที่ของตนเพื่อได้รับบำเหน็จและได้มงกุฎ และพวกเขาก็ไม่เข้าใจนัยสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา ปัญหานี้จำเป็นต้องได้รับการสามัคคีธรรมอย่างชัดเจน ดังนั้น ก่อนอื่นพวกเรามาพูดคุยกันเถิดว่าหน้าที่ของผู้คนเริ่มมีขึ้นได้อย่างไร พระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อบริหารจัดการมวลมนุษย์และช่วยพวกเขาให้รอด ดังนั้นก็แน่นอนว่าพระองค์ย่อมมีข้อกำหนดให้แก่ผู้คน ข้อกำหนดเหล่านี้คือหน้าที่ของพวกเขา เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าหน้าที่ของผู้คนเกิดจากพระราชกิจของพระเจ้าและข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อมวลมนุษย์ ไม่ว่าคนเราจะปฏิบัติหน้าที่ใด นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ถูกควรที่สุด งดงามและยุติธรรมที่สุดท่ามกลางมวลมนุษย์ ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผู้คนควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน และเมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถได้รับความเห็นชอบจากพระผู้สร้าง สิ่งมีชีวิตทรงสร้างดำเนินชีวิตภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง พวกเขายอมรับทุกสิ่งที่พระเจ้าประทานให้และทุกอย่างที่มาจากพระเจ้า ดังนั้น พวกเขาจึงควรลุล่วงความรับผิดชอบและภาระผูกพันของตน นี่เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้ และพระเจ้าก็ทรงลิขิตเอาไว้แล้ว จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าการที่ผู้คนปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างย่อมยุติธรรม สวยงาม และสูงส่งกว่าสิ่งอื่นใดที่ทำกันขณะดำรงชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ใบนี้ ไม่มีสิ่งใดในหมู่มวลมนุษย์ที่เปี่ยมความหมายหรือควรค่ายิ่งกว่า และไม่มีสิ่งใดทำให้ชีวิตของมนุษย์ทรงสร้างมีความหมายและคุณค่ามากไปกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอีกแล้ว บนแผ่นดินโลก มีเพียงกลุ่มคนที่ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างแท้จริงและจริงใจเท่านั้นที่นบนอบพระผู้สร้าง กลุ่มนี้ไม่ทำตามกระแสนิยมทางโลก พวกเขานบนอบความเป็นผู้นำและการทรงนำของพระเจ้า รับฟังแต่พระวจนะของพระผู้สร้าง ยอมรับความจริงที่พระผู้สร้างทรงแสดง และใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระผู้สร้างเท่านั้น นี่คือคำพยานที่แท้จริงที่สุดและก้องกังวานที่สุด เป็นคำพยานที่ดีที่สุดของการเชื่อในพระเจ้า การที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างสามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง สามารถทำให้พระผู้สร้างพอพระทัยได้ ย่อมเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในหมู่มวลมนุษย์ เป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่ไปท่ามกลางมวลมนุษย์ในฐานะเรื่องเล่าขานที่พึงสรรเสริญ สิ่งใดก็ตามที่พระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทำ พวกเขาก็ควรน้อมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข สำหรับมวลมนุษย์แล้ว เรื่องนี้เป็นทั้งความสุขและเกียรติ และสำหรับทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ไม่มีสิ่งใดสวยงามหรือควรค่าแก่การจดจำยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว—นี่คือสิ่งที่เป็นบวก และสำหรับวิธีที่พระผู้สร้างทรงปฏิบัติต่อบรรดาผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญากับพวกเขา นี่เป็นเรื่องของพระผู้สร้าง ไม่ใช่กิจธุระของมวลมนุษย์ทรงสร้าง หากจะพูดให้ชัดเจนและง่ายยิ่งขึ้น นี่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า และผู้คนไม่มีสิทธิ์ที่จะก้าวก่าย เจ้าจะได้สิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าประทานให้เจ้า และหากพระองค์ไม่ประทานสิ่งใดให้เจ้าเลย เช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าสามารถพูดเกี่ยวกับการนั้นได้เลย เมื่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า และให้ความร่วมมือกับพระผู้สร้างในการปฏิบัติหน้าที่ของตนและทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ นี่ย่อมไม่ใช่การแลกเปลี่ยนหรือการค้า ผู้คนไม่ควรพยายามที่จะแลกเปลี่ยนการแสดงออกถึงท่าทีหรือการกระทำและพฤติกรรมต่างๆ เพื่อคำสัญญาหรือพรใดๆ จากพระเจ้า เมื่อพระผู้สร้างไว้วางพระทัยมอบหมายพระราชกิจนี้ให้พวกเจ้า ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมที่พวกเจ้าจะยอมรับหน้าที่และพระบัญชาเหล่านี้ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง มีสิ่งใดที่เป็นการแลกเปลี่ยนในการนี้หรือไม่? (ไม่มี) ในส่วนของพระผู้สร้างนั้น พระองค์เต็มพระทัยที่จะไว้วางพระทัยมอบหมายหน้าที่ที่คนเราพึงปฏิบัติให้แก่พวกเจ้าทุกคน และในส่วนของมวลมนุษย์ทรงสร้างนั้น ผู้คนควรยอมรับหน้าที่เหล่านี้ด้วยความยินดี ปฏิบัติต่อหน้าที่เหล่านี้ในฐานะภาระผูกพันในชีวิตของตน เป็นคุณค่าที่พวกเขาควรใช้ดำเนินชีวิตในชีวิตนี้ ไม่มีการแลกเปลี่ยนในที่นี้ นี่ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกัน ยิ่งไม่เกี่ยวข้องกับบำเหน็จใดๆ หรือคำกล่าวอื่นๆ ที่ผู้คนจินตนาการขึ้นมา นี่ไม่ใช่การค้าขายอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่การนำราคาที่ผู้คนจ่ายหรือความตรากตรำที่พวกเขามอบให้ยามปฏิบัติหน้าที่ของตนไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งอื่น พระเจ้าไม่เคยตรัสเช่นนั้น และผู้คนก็ไม่ควรเข้าใจในหนทางนั้น พระผู้สร้างประทานพระบัญชาแก่มวลมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เมื่อยอมรับพระบัญชาจากพระผู้สร้างที่พระเจ้าประทานให้แก่พวกเขาแล้ว ก็ดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ของตน ในเรื่องนี้และในกระบวนการนี้ ไม่มีสิ่งใดเป็นเชิงแลกเปลี่ยนเลย นี่เป็นเรื่องที่เรียบง่ายและถูกควรทีเดียว ก็เหมือนกับพ่อแม่ซึ่งเมื่อให้กำเนิดลูกของตนแล้ว ก็เลี้ยงดูพวกเขาโดยไม่มีเงื่อนไขหรือคำพร่ำบ่น ส่วนเรื่องที่ว่าลูกจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนกตัญญูหรือไม่นั้น นับตั้งแต่วันที่พวกเขาเกิด พ่อแม่ก็ไม่มีข้อกำหนดเช่นนั้น ไม่มีพ่อแม่คนใดที่หลังจากให้กำเนิดลูกแล้วจะกล่าวว่า “ฉันเลี้ยงดูพวกเขาเพียงเพื่อให้พวกเขารับใช้และให้ความเคารพฉันในภายหน้าเท่านั้น หากพวกเขาไม่ให้ความเคารพฉัน ฉันก็จะบีบคอพวกเขาให้ตายเสียเดี๋ยวนี้” ไม่มีพ่อแม่คนใดที่เป็นเช่นนี้ ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากวิธีที่พ่อแม่เลี้ยงดูลูกของตน นี่คือภาระผูกพัน คือความรับผิดชอบ ใช่หรือไม่? (ใช่) พ่อแม่จะเลี้ยงดูลูกของตนต่อไป ไม่ว่าพวกเขาจะกตัญญูหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าจะมีความยากลำบากใด พวกเขาก็จะเลี้ยงดูลูกจนกว่าลูกจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และหวังสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา ความรับผิดชอบและภาระผูกพันนี้ที่พ่อแม่มีต่อลูกของตนนั้นไม่มีสิ่งที่เป็นเงื่อนไขหรือข้อแลกเปลี่ยนใดๆ บรรดาผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านนี้ควรจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่มีมาตรฐานที่กำหนดว่าลูกของตนจะกตัญญูหรือไม่ หากลูกของตนกตัญญู พวกเขาก็จะเบิกบานใจขึ้นเล็กน้อย และพวกเขาจะมีความสุขในวัยชรามากขึ้นบ้าง หากลูกไม่กตัญญู พวกเขาก็แค่ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น นี่คือวิธีที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ที่ค่อนข้างใจกว้างจะคิดกัน สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่เลี้ยงดูลูก หรือลูกเกื้อหนุนพ่อแม่ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของการลุล่วงหน้าที่รับผิดชอบ การลุล่วงภาระผูกพัน และเป็นหน้าที่ที่คนคนหนึ่งพึงทำ แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง แต่ในบรรดาเรื่องราวต่างๆ ของโลกมนุษย์ เรื่องเหล่านี้ก็จัดอยู่ในหมู่เรื่องที่งดงามและยุติธรรมกว่าเรื่องอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องพูดว่า เรื่องนี้ยังนำมาใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้มากขึ้นอีกด้วย ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เมื่อคนเรามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง พวกเขาควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน นี่คือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมที่จะทำยิ่งนัก และพวกเขาควรลุล่วงความรับผิดชอบนี้ เมื่อพูดถึงสิ่งมีชีวิตทรงสร้างปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว พระผู้สร้างได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้นท่ามกลางมวลมนุษย์ พระองค์ได้ทรงพระราชกิจต่อผู้คนคืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง แล้วพระราชกิจนั้นคืออะไร? พระองค์ทรงจัดเตรียมความจริงไว้ให้มวลมนุษย์ โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับความจริงจากพระเจ้าในยามที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตน และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ หันมาสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าและออกเดินไปบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง และในท้ายที่สุด ก็สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว บรรลุความรอดโดยบริบูรณ์ และไม่ตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ร้อนจากซาตานอีกต่อไป นี่คือผลที่พระเจ้าตั้งพระทัยว่าจะสัมฤทธิ์ในท้ายที่สุดด้วยการให้มวลมนุษย์ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ดังนั้น ระหว่างที่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าดำเนินไป ไม่เพียงพระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามองเห็นสิ่งหนึ่งอย่างชัดเจนและเข้าใจความจริงบ้าง และไม่เพียงพระองค์จะทรงเปิดโอกาสให้เจ้าชื่นชมพระคุณและพรที่เจ้าได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงอนุญาตให้เจ้าได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการช่วยให้รอดอีกด้วย และในท้ายที่สุดก็มาดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่างแห่งพระพักตร์ของพระผู้สร้าง “ความสว่างแห่งพระพักตร์” ของพระผู้สร้างนี้มีความหมายและเนื้อหาที่ครอบคลุมกว้างขวางมาก—พวกเราจะไม่ลงรายละเอียดกันในวันนี้ แน่นอนว่าพระเจ้าจะประทานสัญญาและพรแก่ผู้คนดังกล่าว และจะทรงมีถ้อยดำรัสต่างๆ เกี่ยวกับพวกเขา—ซึ่งเป็นเรื่องที่จะกล่าวต่อไปภายหลัง ในแง่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ทุกคนที่มาเฉพาะพักตร์พระเจ้าและปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้รับสิ่งใดจากพระเจ้า? ความจริงและชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและงดงามที่สุดในหมู่มวลมนุษย์ ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดท่ามกลางมวลมนุษย์ที่สามารถได้รับพรดังกล่าวจากพระหัตถ์ของพระผู้สร้างได้โดยง่าย สิ่งที่สวยงามและยิ่งใหญ่เช่นนั้นถูกลูกหลานของพวกศัตรูของพระคริสต์บิดเบือนให้กลายเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งพวกเขาใช้เพื่อเรียกร้องมงกุฎและบำเหน็จจากพระหัตถ์ของพระเจ้า การแลกเปลี่ยนเช่นนั้นทำให้สิ่งที่สวยงามและยุติธรรมที่สุดกลายเป็นบางสิ่งที่อัปลักษณ์และเลวร้ายที่สุด นี่คือสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำอยู่ไม่ใช่หรือ? เมื่อตัดสินจากการนี้ พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เลวร้ายหรอกหรือ? พวกเขาช่างเลวร้ายจริงๆ! นี่เป็นการสำแดงถึงความเลวร้ายของพวกเขา
ในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจ ทรงแสดงความจริงมากมาย ทรงเปิดเผยความล้ำลึกทั้งหมดของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าแก่มวลมนุษย์ และประทานความจริงทั้งหมดที่ผู้คนต้องเข้าใจและเข้าสู่เพื่อที่จะได้รับการช่วยให้รอด ความจริงเหล่านี้และพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าคือขุมทรัพย์สำหรับทุกคนที่รักสิ่งที่เป็นบวก ความจริงคือความจำเป็นของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม และยังเป็นขุมทรัพย์ที่ประเมินค่ามิได้สำหรับมวลมนุษย์อีกด้วย ทุกพระวจนะ ทุกข้อกำหนด และทุกเจตนารมณ์ของพระเจ้าคือสิ่งที่ผู้คนควรเข้าใจและจับความเข้าใจให้ได้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้คนต้องปฏิบัติตามเพื่อสัมฤทธิ์ความรอด และเป็นความจริงที่มนุษย์ต้องได้รับ แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับมองว่าพระวจนะเหล่านี้เป็นทฤษฎีและคำขวัญ พวกเขาถึงขั้นทำหูทวนลมต่อพระวจนะเหล่านี้ และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาดูหมิ่นและปฏิเสธพระวจนะเหล่านี้ ศัตรูของพระคริสต์มองว่าสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในหมู่มวลมนุษย์คือคำโกหกของคนหลอกลวง ศัตรูของพระคริสต์เชื่อในหัวใจของตนว่าไม่มีพระผู้ช่วยให้รอด นับประสาอะไรกับความจริงหรือสิ่งที่เป็นบวกในโลก พวกเขาคิดว่าทุกสิ่งที่งดงามหรือผลประโยชน์ทุกอย่างต้องได้มาด้วยน้ำมือมนุษย์และแย่งชิงมาด้วยการต่อสู้ดิ้นรนของมนุษย์ ศัตรูของพระคริสต์คิดว่าผู้คนที่ปราศจากความทะเยอทะยานและความใฝ่ฝันจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ แต่หัวใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความรังเกียจและความเกลียดชังต่อความจริงที่พระเจ้าทรงแสดง พวกเขาถือว่าความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงเป็นทฤษฎีและคำขวัญ แต่กลับมองว่าอำนาจ ผลประโยชน์ ความทะเยอทะยาน และความอยากเป็นเรื่องชอบธรรมที่จะจัดการและไล่ตามไขว่คว้า พวกเขายังใช้การรับใช้ที่ทำด้วยพรสวรรค์ของตนเป็นเครื่องมือในการทำข้อแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า ด้วยความพยายามที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ได้มาซึ่งมงกุฎ และสุขสำราญกับพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น นี่คือความเลวร้ายมิใช่หรือ? พวกเขาตีความเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างไร? พวกเขากล่าวว่า “พระเจ้ากำหนดว่าใครเป็นคือหัวหน้าโดยดูว่าใครสละตนและทนทุกข์เพื่อพระองค์มากที่สุด และใครจ่ายราคาสูงที่สุด พระองค์กำหนดว่าใครสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรและใครได้รับมงกุฎ โดยดูว่าใครสามารถวิ่งวุ่น พูดจาฉะฉาน และใครมีจิตวิญญาณของโจรและสามารถแย่งชิงสิ่งต่างๆ มาด้วยกำลัง ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า ‘ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งจนครบถ้วน ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว ตั้งแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า’ (2 ทิโมธี 4:7-8)” พวกเขาทำตามคำกล่าวเหล่านี้ของเปาโลและเชื่อว่าคำกล่าวของเปาโลเป็นความจริง แต่พวกเขากลับเพิกเฉยต่อข้อกำหนดและถ้อยแถลงทั้งหมดของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมวลมนุษย์ โดยคิดว่า “สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ สิ่งเดียวที่สำคัญก็คือ ทันทีที่ฉันได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลังและวิ่งแข่งจนครบถ้วนแล้ว ในท้ายที่สุดฉันก็จะได้รับมงกุฎ นี่คือความจริง นั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าหมายถึงไม่ใช่หรือ? พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะหลายพันหลายหมื่นคำและแสดงคำเทศนานับไม่ถ้วน ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่พระองค์ต้องการบอกผู้คนก็คือ หากต้องการมงกุฎและบำเหน็จ ก็ต้องต่อสู้ ดิ้นรน แย่งชิง และเอามาด้วยตนเอง” นี่คือตรรกะของพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ? ในส่วนลึกของหัวใจ ศัตรูของพระคริสต์มองพระราชกิจของพระเจ้าเช่นนี้เสมอ และนี่คือวิธีที่พวกเขาตีความพระวจนะและแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า อุปนิสัยของพวกเขาเลวร้ายมิใช่หรือ? พวกเขาบิดเบือนเจตนารมณ์ของพระเจ้า ความจริง และทุกสิ่งที่เป็นบวก พวกเขามองแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างโจ่งแจ้ง และมองว่าหน้าที่ที่พระผู้สร้างทรงกำหนดให้มวลมนุษย์ปฏิบัติเป็นการยึดเอาไป การรุกราน การหลอกลวง และการแลกเปลี่ยนอย่างโจ่งแจ้ง นี่คืออุปนิสัยที่เลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ? ศัตรูของพระคริสต์เชื่อว่าการได้รับพรและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ต้องได้มาด้วยการแลกเปลี่ยน และนี่เป็นเรื่องยุติธรรม สมเหตุสมผล และชอบธรรมที่สุด นี่ไม่ใช่ตรรกะที่เลวร้ายหรอกหรือ? นี่คือตรรกะเยี่ยงซาตานไม่ใช่หรือ? ศัตรูของพระคริสต์ยึดถือทัศนะและท่าทีดังกล่าวอยู่ลึกๆ ในหัวใจของตนเสมอ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าอุปนิสัยของพวกศัตรูของพระคริสต์นั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง
จากเนื้อหาไม่กี่ประการที่เพิ่งสามัคคีธรรมไป เจ้ามองเห็นอุปนิสัยที่เลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์ได้หรือไม่? (ได้) ประการแรกคือวิธีที่พวกศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อหน้าที่ของพวกเขา ใช่หรือไม่? แล้วศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนอย่างไร? (ศัตรูของพระคริสต์ถือว่าหน้าที่ของตนคือการแลกเปลี่ยนที่พวกเขานำไปแลกกับบั้นปลายของตนเองและผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจในตัวผู้คนไปมากเพียงใด ได้ตรัสพระวจนะกับพวกเขาไปมากเท่าใด และได้ทรงแสดงความจริงแก่พวกเขาไปมากแค่ไหน พวกเขาก็ปัดเรื่องเหล่านี้ทิ้งทั้งหมดและยังคงทำหน้าที่ของตนด้วยเจตนาที่จะทำการแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า) ศัตรูของพระคริสต์ถือว่าหน้าที่ของตนคือการแลกเปลี่ยน พวกเขาทำหน้าที่ของตนด้วยเจตนาที่จะทำการแลกเปลี่ยนและเพื่อให้ได้รับพร พวกเขาคิดว่าการเชื่อในพระเจ้าควรเป็นไปเพื่อการได้รับพร และการได้รับพรผ่านการทำหน้าที่ของตนนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสม พวกเขาบิดเบือนสิ่งที่เป็นบวกซึ่งก็คือการปฏิบัติหน้าที่ของคนเรา และลดทอนคุณค่าและความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ในขณะเดียวกันก็ลดทอนความชอบธรรมของการทำเช่นนี้ พวกเขาเปลี่ยนหน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติตามธรรมชาติให้กลายเป็นการแลกเปลี่ยน นี่คือความเลวร้ายของพวกศัตรูของพระคริสต์ นี่คือประการแรก ประการที่สองคือ ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของสิ่งที่เป็นบวกหรือความจริง รวมทั้งไม่เชื่อและไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง แบบนี้ไม่เลวร้ายหรือ? (เลวร้าย) เรื่องนี้เลวร้ายอย่างไร? พระวจนะของพระเจ้าคือความเป็นจริงของสิ่งที่เป็นบวกทั้งปวง แต่พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถมองเห็นและไม่ยอมรับเรื่องนี้ พวกเขามองว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นคำขวัญ เป็นทฤษฎีประเภทหนึ่ง และพวกเขาบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดและเป็นปัญหาหลักในที่นี้คืออะไร? พระเจ้าทรงต้องการใช้พระวจนะเหล่านี้เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และมนุษย์ต้องยอมรับพระวจนะของพระเจ้าก่อนที่เขาจะสามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และบรรลุความรอด—นี่คือข้อเท็จจริง และนี่คือความจริง ศัตรูของพระคริสต์ไม่รับรู้หรือยอมรับคำสัญญานี้ที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์ พวกเขากล่าวว่า “ได้รับการช่วยให้รอดหรือ? ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์หรือ? นั่นจะมีประโยชน์อะไร? ไร้ประโยชน์สิ้นดี! ถ้าฉันได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ฉันจะสามารถได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้จริงๆ หรือ? ฉันไม่คิดเช่นนั้น!” พวกเขาไม่ใส่ใจเรื่องนี้และไม่สนใจเรื่องนี้เลย ความหมายโดยนัยที่ไม่ได้พูดออกมาคืออะไร? นั่นก็คือพวกเขาไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง พวกเขาเชื่อว่าพระวจนะเหล่านั้นเป็นเพียงคำกล่าวและคำสอนเท่านั้น พวกเขาไม่เชื่อหรือไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าสามารถชำระผู้คนให้บริสุทธิ์หรือช่วยผู้คนให้รอดได้ เรื่องนี้สามารถเปรียบได้กับตอนที่พระเจ้าทรงนิยามโยบในเวลานั้นว่าเป็นผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และเป็นมนุษย์ที่เพียบพร้อม พระวจนะเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสคือความจริงหรือไม่? (ใช่) แล้วเหตุใดพระเจ้าจึงตรัสเช่นนั้น? มีพื้นฐานมาจากสิ่งใด? พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้คน ทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของพวกเขา และทรงมองเห็นแก่นแท้ของพวกเขา และบนพื้นฐานนี้ พระองค์จึงตรัสว่าโยบยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วและเป็นมนุษย์ที่เพียบพร้อม พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตโยบมานานกว่าเพียงวันหรือสองวัน และการสำแดงของโยบในการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วก็กินเวลานานกว่าเพียงวันหรือสองวันเช่นกัน และแน่นอนว่าไม่ได้ครอบคลุมเพียงเรื่องหรือสองเรื่องเท่านั้น แล้วซาตานมีท่าทีเช่นไรต่อข้อเท็จจริงนี้? (ท่าทีที่กังขาและสงสัย) ซาตานไม่เพียงกังขาเท่านั้น แต่มันปฏิเสธเรื่องนี้ กล่าวให้ชัดเจน คำพูดของมันก็คือ “พระองค์ประทานให้โยบมากมายนัก รวมถึงวัว แกะ และทรัพย์สินนับไม่ถ้วน เขาจึงมีเหตุผลที่จะนมัสการพระองค์ พระองค์ตรัสว่าโยบเป็นมนุษย์ที่เพียบพร้อม แต่พระวจนะของพระองค์ไม่น่าเชื่อถือ พระวจนะของพระองค์ไม่ใช่ความจริง ไม่เป็นจริง ไม่ถูกต้องแม่นยำ และข้าพระองค์ปฏิเสธพระวจนะของพระองค์” นี่คือความหมายของซาตานไม่ใช่หรือ? (ใช่) พระเจ้าตรัสว่า “โยบยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เขาเป็นมนุษย์ที่เพียบพร้อม” ซาตานพูดว่าอย่างไร? (เขาจะนมัสการพระเจ้าโดยไม่มีเหตุผลหรือ?) ซาตานพูดว่า “ผิดแล้ว เขาไม่ใช่มนุษย์ที่เพียบพร้อม! เขาได้รับประโยชน์และพรจากพระองค์ เขาจึงยำเกรงพระองค์ ถ้าพระองค์เอาประโยชน์และพรเหล่านี้ไป เขาก็จะไม่ยำเกรงพระองค์—เขาไม่ใช่มนุษย์ที่เพียบพร้อม” ดังนั้น สำหรับทุกประโยคที่พระเจ้าตรัส ซาตานจะใส่เครื่องหมายคำถามและขีดฆ่าทับ ซาตานปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้า และปฏิเสธคำนิยามหรือถ้อยดำรัสของพระเจ้าในทุกเรื่อง พวกเราสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าซาตานปฏิเสธความจริง? (ได้) นี่คือข้อเท็จจริง แล้วพวกศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรต่อพระวจนะของพระเจ้าที่เปิดโปง พิพากษาและตีสอนมวลมนุษย์ รวมทั้งมีข้อกำหนดเฉพาะต่างๆ นานาต่อมวลมนุษย์? พวกเขายอมรับพระวจนะเหล่านั้นและกล่าว “อาเมน” หรือไม่? พวกเขาสามารถทำตามพระวจนะเหล่านั้นได้หรือไม่? (พวกเขาไม่สามารถทำได้) เจ้าสามารถกล่าวได้ว่าการตอบสนองอย่างฉับพลันที่พวกศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระวจนะทุกประเภทของพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาก็คือ “ผิด! เป็นเช่นนี้จริงๆ หรือ? เหตุใดสิ่งที่พระองค์ตรัสจึงต้องเป็นไปตามนั้น? นั่นไม่ถูกต้อง—ข้าพระองค์ไม่เชื่อเช่นนั้น เหตุใดสิ่งที่พระองค์ตรัสจึงไม่น่าฟังเช่นนี้? พระเจ้าจะไม่มีวันตรัสเช่นนี้! หากข้าพระองค์เป็นคนพูด ก็ควรพูดแบบนี้” เมื่อพิจารณาจากท่าทีเหล่านี้ที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระเจ้า พวกเขาสามารถปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าในฐานะความจริงหรือไม่? ไม่ได้อย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่เลวร้ายของพวกเขา นี่คือประการที่สอง ประการที่สามคือสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์คิดเกี่ยวกับจุดประสงค์ของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระเจ้าทรงต้องการช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และให้มวลมนุษย์หลุดพ้นจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานและกองกำลังแห่งความมืด และบรรลุความรอด เหตุใดจึงกล่าวว่าอุปนิสัยของพวกเขาเลวร้าย? พวกเขาเชื่อว่านี่คือการแลกเปลี่ยน และพวกเขาถึงขั้นเชื่อว่านี่เป็นเพียงแค่เกมเท่านั้น เกมระหว่างใคร? ระหว่างพระเจ้าในตำนานกับกลุ่มคนที่ไม่รู้ความและโง่เขลาที่ต้องการเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์และหลุดพ้นจากโลกแห่งความทุกข์ นี่เป็นการแลกเปลี่ยนที่ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นผู้เข้าร่วมด้วยความเต็มใจ โดยฝ่ายหนึ่งเต็มใจที่จะให้และอีกฝ่ายหนึ่งเต็มใจที่จะรับ เป็นเกมในลักษณะนี้ นี่คือวิธีที่พวกเขามองแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า—นี่คือการเผยอุปนิสัยที่เลวร้ายของพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่ใช่หรือ? เพราะพวกศัตรูของพระคริสต์เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และเพราะพวกเขาอยากได้บั้นปลายและพร พวกเขาจึงบิดเบือนภารกิจที่งดงามที่สุดของมวลมนุษย์และพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดให้กลายเป็นเกม เป็นการแลกเปลี่ยน—นี่คืออุปนิสัยที่เลวร้ายของพวกศัตรูของพระคริสต์ นอกจากนี้ ศัตรูของพระคริสต์ยังมีการสำแดงอีกประการหนึ่ง ซึ่งฟังดูน่าขบขันและเหลวไหลทีเดียว เหตุใดจึงน่าขัน? พวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อในพระราชกิจทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำ และไม่เชื่อว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสคือความจริงและสามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้ แต่พวกเขากลับมีความเต็มใจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยที่จะทนทุกข์กับความยากลำบาก จ่ายราคา ทำและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขันหรอกหรือ? แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ความเลวร้ายของพวกศัตรูของพระคริสต์ แต่เป็นความโง่เขลาของพวกศัตรูของพระคริสต์ ในแง่มุมหนึ่ง พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่ ไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และถึงขั้นบิดเบือนแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า แต่ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็ยังต้องการได้รับประโยชน์ส่วนตัวจากพระวจนะของพระเจ้าและแผนการบริหารจัดการของพระองค์ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในแง่มุมหนึ่ง พวกเขาไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้ นับประสาอะไรกับความแท้จริงของข้อเท็จจริงเหล่านี้ ในขณะที่อีกแง่มุมหนึ่ง พวกเขาก็ยังต้องการตักตวงผลประโยชน์และเอาเปรียบทุกวิถีทาง ต้องการฉวยโอกาสและได้มาซึ่งสิ่งทั้งหลายที่พวกเขาไม่สามารถหาได้ในโลก ทั้งที่ยังคงคิดว่าตนเองนั้นฉลาดหลักแหลมอย่างยิ่ง นี่ไม่น่าขันหรอกหรือ? พวกเขากำลังหลอกลวงตัวเองและโง่เขลาอย่างยิ่ง
เมื่อครู่พวกเราได้ชำแหละอุปนิสัยที่เลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์โดยใช้การสำแดงสามประการ และสรุปอีกหนึ่งประการ นั่นคือ ศัตรูของพระคริสต์นั้นโง่เขลาเสียจนคนเราไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี การสำแดงสามประการนั้นคืออะไร? (ประการแรก ศัตรูของพระคริสต์มองว่าการทำหน้าที่ของตนคือการแลกเปลี่ยน ประการที่สอง ศัตรูของพระคริสต์ไม่ยอมรับพระวจนะของพระเจ้า ไม่เชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้าคือสิ่งที่เป็นบวก และไม่ยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าสามารถช่วยผู้คนให้รอดได้ แต่พวกเขากลับมองว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นทฤษฎีและคำขวัญ ประการที่สาม ศัตรูของพระคริสต์มองพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างโจ่งแจ้งและเป็นเกม) แล้วการสำแดงอีกประการหนึ่งเล่า? (ความน่าขันและความโง่เขลาอย่างที่สุดของพวกศัตรูของพระคริสต์) สิ่งเหล่านี้ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเจ้าจะคิดหรือไม่ว่าคนประเภทที่มีอุปนิสัยเช่นนี้มีสภาวะทางจิตและสำนึกที่ค่อนข้างผิดปกติ? (คิด) พวกเขาผิดปกติในด้านใด? (ศัตรูของพระคริสต์ต้องการทำข้อแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าและรับจุดหมายปลายทางในอนาคตและบั้นปลายจากพระเจ้า แต่พวกเขายังคงไม่เชื่อในแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า และไม่เชื่อว่าพระเจ้าสามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้ การคิดอ่านของพวกเขาขัดแย้งกันเอง สิ่งที่พวกเขาต้องการคือสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธ โดยพื้นฐานแล้ว เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลเลย ดังนั้น สำนึกของพวกเขาจึงผิดปกติ และสภาวะทางจิตของพวกเขาก็มีบางอย่างผิดปกติ) นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาขาดพร่องในแง่ของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ พวกเขาไม่รู้ว่าวิธีคิดและการคิดคำนวณเหล่านี้ของตนกำลังขัดแย้งกันเอง เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? (พวกเขาเดินตามเส้นทางที่ผิดเสมอเพราะพวกเขาไม่เคยยอมรับความจริงหรือปฏิบัติความจริงเลย) แล้วพวกเขารู้หรือไม่ว่าเส้นทางที่ตนกำลังเดินอยู่นั้นเป็นเส้นทางที่ผิด? แน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้ หากพวกเขารู้ว่าการทำเช่นนั้นจะนำไปสู่การทนทุกข์กับความสูญเสีย พวกเขาย่อมจะไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน พวกเขาคิดว่าการทำเช่นนั้นทำให้พวกเขาได้เปรียบ “ดูสิว่าฉันฉลาดแค่ไหน พวกคุณไม่มีใครมองสิ่งต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่งเลย พวกคุณล้วนโง่เขลา พวกคุณไร้เล่ห์มารยาขนาดนี้ได้อย่างไร? พระเจ้าอยู่ที่ไหน? ฉันมองไม่เห็นและสัมผัสพระองค์ไม่ได้ และไม่มีการรับประกันว่าคำสัญญาของพระเจ้าจะสามารถเป็นจริงได้! ดูสิว่าฉันหลักแหลมเพียงใด—เมื่อฉันก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ฉันก็คิดล่วงหน้าไปแล้วสิบก้าว แต่พวกคุณกลับไม่ได้คิดคำนวณแม้แต่ก้าวเดียว” พวกเขาคิดว่าตนเองฉลาดเหลือเกิน ดังนั้น หลังจากทำหน้าที่ของตนมาสองหรือสามปี บางคนก็คิดว่า “ฉันทำหน้าที่ของฉันมาสองสามปีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับสิ่งใดเลย ไม่เคยเห็นการอัศจรรย์ใดๆ หรือได้เห็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาใดๆ เลย เมื่อก่อนฉันกินอาหารวันละสามมื้อ และตอนนี้ฉันก็ยังคงกินอาหารวันละสามมื้อ ถ้าฉันงดอาหารหนึ่งมื้อ ฉันก็จะหิว ถ้าฉันนอนน้อยไปหนึ่งหรือสองชั่วโมงในตอนกลางคืน ตอนกลางวันฉันก็จะยังคงง่วงนอน ฉันไม่ได้มีพลังพิเศษใดๆ! ทุกคนบอกว่าพระเจ้ามีมหิทธานุภาพ และคุณสามารถได้รับพรอันยิ่งใหญ่ถ้าคุณทำหน้าที่ของคุณ ฉันทำหน้าที่ของฉันมาหลายปีแล้ว และไม่มีอะไรแตกต่างไปเลย ยังคงเป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ? ฉันมักจะมีความอ่อนแอ ความคิดลบ และคำพร่ำบ่น ทุกคนบอกว่าความจริงสามารถเปลี่ยนแปลงผู้คน และพระวจนะของพระเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้ แต่ฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ในหัวใจของฉัน ก็ยังคงคิดถึงพ่อแม่ คิดถึงลูกๆ และถึงขั้นหวนรำลึกถึงวันเวลาของฉันในโลกก่อนอยู่บ่อยครั้ง แล้วพระเจ้าทำอะไรกับผู้คนกันแน่? ฉันได้รับสิ่งใดบ้าง? ทุกคนบอกว่าเมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้าและได้รับความจริง พวกเขาก็จะได้รับบางสิ่งบางอย่าง แต่หากพวกเขาได้รับ พวกเขาจะไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ หรือ? ตอนนี้ฉันอายุมากขึ้น และสุขภาพของฉันก็ไม่เหมือนเดิม รอยย่นบนใบหน้าของฉันเพิ่มขึ้นมาก พวกเขาไม่ได้บอกหรือว่าคนที่เชื่อในพระเจ้าจะยิ่งดูอ่อนวัยเมื่อมีชีวิตอยู่นานขึ้น? ทำไมฉันถึงแก่ลงแทนที่จะอ่อนวัยขึ้นเล่า? ถึงอย่างไรพระวจนะของพระเจ้าก็ไม่ถูกต้องแม่นยำ ฉันจำเป็นต้องวางแผนเพื่อตัวฉันเอง ฉันเห็นว่าการเชื่อในพระเจ้าก็มีเพียงเท่านี้ ทุกวันยุ่งอยู่กับการอ่านพระวจนะของพระเจ้า เข้าร่วมการชุมนุม ร้องเพลงนมัสการ และทำหน้าที่ของฉัน นั่นดูน่าเบื่อและฉันก็ไม่รู้สึกแตกต่างไปจากเมื่อก่อนเลย” ทันทีที่พวกเขาคิดเช่นนี้ พวกเขาก็จะตกที่นั่งลำบากแล้วมิใช่หรือ? พวกเขาคิดต่อไปว่า “ตอนนี้ฉันกำลังทนทุกข์อย่างแท้จริงในการทำหน้าที่ของฉัน คำสัญญาและพรของพระเจ้าดูเหมือนห่างไกลมาก อีกทั้งบางคนที่เชื่อในพระเจ้าก็ตายในความวิบัติ แล้วการคุ้มครองที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์มีอยู่จริงหรือ? ถ้าบอกว่าไม่มี แล้วบทความคำพยานที่บางคนเขียนไว้ว่าพระเจ้าทำการอัศจรรย์เพื่อช่วยชีวิตพวกเขาให้รอดในช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ?” พวกเขาครุ่นคิดทบทวนเรื่องนี้ และในหัวใจของพวกเขาก็ไม่แน่ใจ และเมื่อทำหน้าที่ของตนต่อไป พวกเขาก็รู้สึกเฉื่อยชาและไม่กระตือรือร้น และไม่ขวนขวายอีกต่อไป พวกเขาเอาแต่ถอยหนีและเริ่มทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่เต็มใจและอย่างสุกเอาเผากิน พวกเขากำลังคิดคำนวณสิ่งใดอยู่ในจิตใจ? “ถ้าฉันไม่ได้รับพร และเป็นเช่นนี้เสมอ เช่นนั้นฉันก็จำเป็นต้องวางแผนอื่น ฉันต้องวางแผนใหม่ว่าจะทำหน้าที่ของฉันต่อไปหรือไม่ และฉันจะทำหน้าที่นั้นอย่างไรในอนาคต ฉันต้องไม่โง่เขลาเช่นนี้อีก มิฉะนั้นในภายหน้าฉันจะไม่ได้รับจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของฉัน หรือมงกุฎของฉัน และฉันก็จะไม่ได้เพลิดเพลินกับความสุขทางโลกด้วยเช่นกัน แล้วความพยายามทั้งหมดนี้จะไม่สูญเปล่าและไร้ประโยชน์หรือ? ถ้าฉันยังคงไม่ได้รับสิ่งใดเลยเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ เช่นนั้นฉันเป็นเหมือนเมื่อก่อนดีกว่า ทำงานและไล่ตามไขว่คว้าโลกในขณะที่เชื่อในพระเจ้าแต่เพียงในนาม ถ้าพระเจ้าไม่เคยตรัสว่าพระราชกิจจะสิ้นสุดลงเมื่อใด พระองค์จะประทานบำเหน็จให้ผู้คนเมื่อใด หน้าที่จะสิ้นสุดลงเมื่อใด และพระเจ้าจะปรากฏต่อมวลมนุษย์อย่างเปิดเผยเมื่อใด ถ้าพระเจ้าไม่เคยประทานคำอธิบายที่ถูกต้องแม่นยำแก่ผู้คน แล้วการที่ฉันเสียเวลาอยู่ที่นี่จะมีประโยชน์อะไร? ฉันกลับไปหาเงินในโลกและสุขสำราญกับความสุขทางโลกจะดีกว่า อย่างน้อยฉันก็จะไม่เสียชาติเกิด ส่วนโลกที่จะมาถึงนั้น ใครจะไปรู้เล่า? ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่รู้ สำหรับตอนนี้ ฉันจะแค่ใช้ชีวิตนี้ให้ดีเท่านั้น” ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในความรู้สึกนึกคิดของพวกเขาเลยหรือ? เมื่อพวกเขาคิดคำนวณในหนทางนี้และเดินบนเส้นทางที่ผิด พวกเขายังสามารถทำหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบให้ดีได้หรือไม่? (พวกเขาไม่สามารถทำได้) บางคนกล่าวว่า “ศัตรูของพระคริสต์ชอบสถานะมิใช่หรือ? ถ้าให้ตำแหน่งแก่พวกเขา พวกเขาก็จะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าไม่ใช่หรือ?” ในเวลานี้ ศัตรูของพระคริสต์ต้องการสถานะหรือไม่? บางทีสถานะก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในเวลานี้ สิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร? สิ่งที่พวกเขาต้องการคือให้พระเจ้าประทานคำอธิบายที่ถูกต้องแม่นยำแก่พวกเขา หากพวกเขาไม่สามารถได้รับพร เช่นนั้นพวกเขาก็จะจากไป ในแง่มุมหนึ่ง หากพวกเขาไม่สามารถถูกจัดให้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญตลอดช่วงเวลาที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาก็จะรู้สึกว่าจุดหมายปลายทางในอนาคตของตนนั้นไม่แน่นอน มืดมน และสิ้นหวัง ในอีกแง่มุมหนึ่ง หากในกระบวนการทำหน้าที่ของตน สิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่พวกเขาคาดหวังเลย—หากพวกเขาไม่ได้เห็นด้วยตนเองว่าพระเจ้าเสด็จลงมาพร้อมกับพระสิริของพระองค์ในวันที่พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์เสร็จสมบูรณ์ หรือหากพระเจ้าไม่ตรัสบอกพวกเขาด้วยภาษาที่ชัดเจนว่าพระองค์จะทรงปรากฏแก่มวลมนุษย์อย่างเปิดเผยในปี เดือน วัน ชั่วโมง และนาทีใด พระราชกิจของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และมหันตภัยใหญ่หลวงจะมาถึงเมื่อใด หากพระองค์ไม่ตรัสบอกสิ่งเหล่านี้แก่พวกเขาด้วยภาษาที่ชัดเจน เช่นนั้นแล้วหัวใจของพวกเขาก็จะกระวนกระวาย พวกเขาไม่สามารถทำหน้าที่ของตนในขณะที่รักษาที่ทางที่ถูกควรของตนไว้ได้ และพวกเขาไม่สามารถรู้สึกพึงพอใจกับสถานการณ์นี้ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือผลลัพธ์ สิ่งที่พวกเขาต้องการคือให้พระเจ้าประทานถ้อยแถลงด้วยภาษาที่ถูกต้องแม่นยำและทำให้พวกเขารู้อย่างแม่นยำว่าพวกเขาจะสามารถได้รับสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่พวกเขาต้องการหรือไม่ หากพวกเขารอคอยถ้อยแถลงนี้อย่างสูญเปล่านานเกินไป พวกเขาก็จะทำการคิดคำนวณอีกแบบหนึ่งในใจของตน คิดคำนวณอะไร? พวกเขาจะคิดคำนวณว่าใครสามารถให้ความสุขแก่พวกเขาได้ ใครสามารถให้สิ่งทั้งหลายที่พวกเขาต้องการได้ และหากพวกเขาไม่สามารถได้รับสิ่งทั้งหลายในโลกที่จะมาถึง พวกเขาก็ต้องได้ทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการในชีวิตนี้ หากโลกนี้และมวลมนุษย์สามารถให้พร ให้ความชูใจ และความสำราญทางเนื้อหนัง รวมทั้งความมีหน้ามีตาและสถานะในชีวิตนี้แก่พวกเขาได้ เช่นนั้นพวกเขาก็จะละทิ้งพระเจ้าได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าภายใต้สภาพการณ์ใด และใช้ชีวิตที่ดีของตน นี่คือการคิดคำนวณของพวกศัตรูของพระคริสต์ ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาสามารถปล่อยมือจากหน้าที่ของตนและวางงานในมือลงได้ทุกเมื่อ ภายใต้ทุกสภาพการณ์ เพื่อไล่ตามไขว่คว้าความสุขทางโลกและจุดหมายปลายทางในอนาคต บางคนถึงขั้นสามารถหักหลังพี่น้องชายหญิง หักหลังผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และทรยศพระเจ้าเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางโลกและจุดหมายปลายทางในอนาคต ดังนั้น ไม่ว่าศัตรูของพระคริสต์จะดูโดดเด่นเพียงใดในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ไม่ว่าพวกเขาจะชอบแข่งขันแค่ไหน พวกเขาทุกคนก็สามารถทิ้งหน้าที่ของตน ทรยศพระเจ้า และออกจากพระนิเวศของพระเจ้าได้ทุกเมื่อ ภายใต้ทุกสภาพการณ์ พวกเขาสามารถหักหลังพระนิเวศของพระเจ้าได้ทุกเมื่อ ภายใต้ทุกสภาพการณ์ และกลายเป็นยูดาส หากศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่ของตน พวกเขาย่อมจะใช้หน้าที่นี้เป็นข้อต่อรองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาจะพยายามสนองความอยากของตนเองที่จะได้รับพรในระยะเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน—อย่างน้อยที่สุดก็พยายามที่จะสนองความอยากของตนในผลประโยชน์ทางสถานะตำแหน่งและได้รับการเทิดทูนจากผู้อื่นก่อน จากนั้นจึงพยายามเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์และรับบำเหน็จของตน ระยะเวลาที่พวกเขากำหนดไว้สำหรับการทำหน้าที่ของตนอาจเป็นสามปี หรืออาจเป็นห้าปี แม้กระทั่งสิบหรือยี่สิบปี นี่คือเวลาที่พวกเขาจัดสรรไว้ให้พระเจ้า และเป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดที่พวกเขามอบให้ตัวเองสำหรับการทำหน้าที่ของตน เมื่อกำหนดเวลานี้สิ้นสุดลง ความอดทนของพวกเขาก็จะถึงขีดจำกัดเช่นกัน แม้พวกเขาจะยอมผ่อนปรนให้กับความอยากของตนเองในการได้รับพร บั้นปลายที่งดงาม มงกุฎ และบำเหน็จ ทนทุกข์กับความยากลำบากรวมทั้งจ่ายราคาในพระนิเวศของพระเจ้าได้ แต่เวลาที่ผ่านไปจะไม่มีวันทำให้พวกเขาลืมหรือปล่อยมือจากจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตน หรือความทะเยอทะยานและความอยากส่วนตัวของตน นับประสาอะไรที่สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงหรืออ่อนกำลังลงเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้น เมื่อตัดสินจากแก่นแท้นี้ของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขาคือผู้ไม่เชื่ออย่างแท้จริงและเป็นพวกฉวยโอกาสที่รังเกียจสิ่งที่เป็นบวกและรักเพียงสิ่งที่เป็นลบ เป็นกลุ่มคนที่เสื่อมทรามซึ่งต้องการหลอกลวงเพื่อเอาตัวรอดในพระนิเวศของพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ช่างน่าละอายนัก
หนึ่งในเจตนาและท่าทีหลักที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อหน้าที่ของตนก็คือการใช้หน้าที่เป็นโอกาสในการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนกับพระเจ้า และเป็นโอกาสให้ตนได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ต้องการ พวกเขายังเชื่อด้วยว่า “เมื่อผู้คนละทิ้งครอบครัวของตนและประกาศตัดขาดจากความสำเร็จทางโลกในภายหน้าเพื่อทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า ก็เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าพวกเขาควรได้บางสิ่งไป ได้อะไรตอบแทน แบบนี้เท่านั้นถึงจะยุติธรรมและสมเหตุสมผล ถ้าคุณทำหน้าที่ของคุณแล้วไม่ได้อะไร ต่อให้คุณได้รับความจริงบางอย่าง ก็ไม่คุ้มค่า การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยก็ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่จับต้องได้เช่นกัน—ต่อให้คุณได้รับความรอด ก็จะไม่มีใครมองเห็นได้!” ผู้ไม่เชื่อเหล่านี้ทำเป็นไม่รู้เรื่องข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์ พวกเขาไม่ยอมรับหรือเชื่อข้อกำหนด ทั้งยังใช้ท่าทีที่เป็นการปฏิเสธ เมื่อดูจากท่าทีและเจตนาที่ศัตรูของพระคริสต์นำมาใช้กับหน้าที่ของตนแล้ว ก็ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ใช่คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง แต่เป็นผู้ไม่เชื่อและนักฉวยโอกาส มีธรรมชาติของซาตาน พวกเจ้าเคยได้ยินหรือไม่ว่าซาตานสามารถทำหน้าที่ได้อย่างจงรักภักดี? (ไม่เคย) ถ้าซาตานสามารถทำ “หน้าที่” ของมันเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า คำว่าหน้าที่นี้ก็ต้องอยู่ในเครื่องหมายคำพูด เพราะซาตานย่อมทำหน้าที่โดยไม่ริเริ่มอะไรและทำเพราะถูกบังคับ ซาตานอยู่ภายใต้การบงการของพระเจ้า และพระเจ้าก็กำลังใช้มันให้เป็นประโยชน์ ด้วยเหตุนั้น เป็นเพราะแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ในตัวพวกเขา เพราะพวกเขาไม่รักความจริง รังเกียจความจริง และยิ่งไปกว่านั้น เพราะธรรมชาติของพวกเขานั้นเลว ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่สามารถทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอย่างไร้เงื่อนไขหรือไร้ค่าตอบแทน และไม่สามารถไล่ตามเสาะหาความจริงหรือได้รับความจริงขณะที่ทำหน้าที่ของตนหรือทำหน้าที่ตามข้อกำหนดในพระวจนะของพระเจ้า เนื่องจากธรรมชาติของพวกเขาเป็นเช่นนี้ รวมทั้งท่าทีที่พวกเขามีต่อหน้าที่ของตน และการสำแดงต่างๆ ขณะทำหน้าที่ของตน ศัตรูของพระคริสต์จึงทำหน้าที่ของพวกเขาด้วยความละเลย สามารถทำความชั่วและเล่นบทขัดขวางและก่อกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าได้ทุกเมื่อ ภายใต้ทุกรูปการณ์ระหว่างที่ทำหน้าที่ อะไรคือการสำแดงที่โดดเด่นและสำคัญระหว่างที่พวกเขาทำหน้าที่อยู่? ก็คือการลงมือทำตามอำเภอใจและโดยพลการ เอาตนเป็นที่ตั้ง และทำสิ่งต่างๆ โดยไม่ปรึกษาผู้อื่น พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ตามใจชอบ ไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา คิดเพียงว่าจะก้าวหน้าได้อย่างไร และจะใช้การทำหน้าที่ของตนมาควบคุมผู้คนอีกมากได้อย่างไร พวกเขาแค่อยากแสดงให้พระเจ้าเห็นว่าพวกเขาสู้ทนความทุกข์ยากและจ่ายราคาในการทำหน้าที่ของตนไปแล้ว พวกเขามีต้นทุนและมีสิทธิ์ที่จะขอรางวัลและมงกุฎจากพระเจ้าแล้ว เพื่อทำให้ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขากลายเป็นจริง และบรรลุเป้าหมายที่จะได้รับพร
ในระหว่างการทำหน้าที่ของตน ศัตรูของพระคริสต์ก็คอยคำนวณเพื่อจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมของตนเองอยู่ตลอดเวลาว่า พวกเขาทำหน้าที่ของตนมานานกี่ปีแล้ว พวกเขาได้สู้ทนกับความยากลำบากมามากเพียงใด พวกเขาได้ละทิ้งเพื่อพระเจ้าไปมากเท่าใด พวกเขาจ่ายราคาไปมากเท่าใด พวกเขาได้สละเรี่ยวแรงของตนไปมากเท่าใด พวกเขาสละเวลาวัยหนุ่มสาวไปกี่ปีแล้ว และตอนนี้พวกเขามีสิทธิ์ที่จะได้รับบำเหน็จรางวัลและมงกุฎหรือไม่ ในช่วงไม่กี่ปีที่ทำหน้าที่ของตน พวกเขาได้สั่งสมต้นทุนไว้เพียงพอหรือไม่ พวกเขาเป็นคนที่ได้รับความโปรดปรานในสายพระเนตรของพระเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์หรือไม่ และพวกเขาเป็นคนที่สามารถได้รับบำเหน็จรางวัลและมงกุฎในสายพระเนตรของพระเจ้าได้หรือไม่ ในระหว่างการทำหน้าที่ของตน พวกเขาคอยชั่งน้ำหนัก คิดคำนวณ และวางแผนในหนทางนี้อยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็สังเกตคำพูดและการแสดงออกของผู้อื่น และสังเกตการประเมินและคำกล่าวของพี่น้องชายหญิงเกี่ยวกับพวกเขา แน่นอนว่า สิ่งที่พวกเขากังวลมากที่สุดก็คือ เบื้องบนรู้หรือไม่ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่ และพวกเขากำลังทำหน้าที่ของตน พวกเขายิ่งกังวลมากขึ้นไปอีกว่า เบื้องบนมองพวกเขา พูดถึงพวกเขา และประเมินพวกเขาอย่างไร เบื้องบนเข้าใจ “เจตนาที่เต็มไปด้วยความทุ่มเท” ของพวกเขาในการทนทุกข์กับความยากลำบากและจ่ายราคาหรือไม่ เบื้องบนรู้ชัดเจนถึงการทนทุกข์และความทุกข์เข็ญที่พวกเขาสู้ทนมาตลอดหลายปีที่ติดตามพระเจ้าหรือไม่ และพระเจ้าในสวรรค์ทรงพิพากษาทุกสิ่งที่พวกเขาทำอย่างไร ในเวลาเดียวกันกับที่พวกเขาวุ่นอยู่กับหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ พวกเขาก็ยังคงคิดคำนวณอยู่ในใจตลอดเวลาเช่นกัน และพวกเขาแสวงหาที่จะได้มาซึ่งข้อมูลจากหลากหลายแหล่งและชั่งน้ำหนักว่า พวกเขาจะสามารถหลีกเลี่ยงความวิบัติ ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้า และได้รับมงกุฎและพรที่ไม่รู้แน่ชัดนั้นได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขามักจะคิดคำนวณอยู่ลึกๆ ในหัวใจ เป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดและเป็นแก่นสำคัญที่สุดที่พวกเขาคิดคำนวณทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยพยายามไตร่ตรองหรือทบทวนว่าตนเองเป็นคนที่ปฏิบัติความจริงหรือไม่ พวกเขาเข้าใจความจริงมากเพียงใดกันแน่ พวกเขาสามารถนำความจริงที่ตนเข้าใจไปปฏิบัติอย่างแท้จริงได้มากเพียงใด อุปนิสัยของพวกเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงหรือไม่ มีความจริงใจแม้แต่น้อยหรือไม่ หรือมีสิ่งปลอมปน การแลกเปลี่ยน หรือการเรียกร้องใดๆ แฝงอยู่ในสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อพระเจ้าหรือไม่ พวกเขาได้เผยความเสื่อมทรามออกมามากเพียงใดในการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ละหน้าที่และแต่ละงานที่พวกเขาทำทุกวันนั้นทำตามหลักธรรมความจริงหรือไม่ และการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาได้มาตรฐานและสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือไม่ พวกเขาไม่เคยคิดทบทวนหรือพยายามไตร่ตรองสิ่งเหล่านี้เลย พวกเขาเพียงคิดคำนวณว่าตนจะสามารถได้รับพรในอนาคตหรือไม่และบั้นปลายของตนเป็นเช่นไร พวกเขาเพียงคิดคำนวณผลประโยชน์ของตนเองรวมทั้งผลได้และผลเสียของตนเอง แต่ไม่เคยสละเรี่ยวแรงหรือความพยายามใดๆ ให้กับความจริง การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย หรือวิธีสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยปฏิบัติการคิดทบทวน การรู้จัก หรือการชำแหละอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง หรือเส้นทางที่ผิดที่ตนได้เดินไปเลย และไม่เคยพิจารณาว่าจะเปลี่ยนแปลงมุมมองที่ผิดพลาดของตนเองอย่างไร พวกเขาจะไม่มีวันเกลียดชังที่ตนละเมิดความจริงและทำสิ่งชั่วร้ายมากมายเพื่อต่อต้านพระเจ้า จะไม่มีวันเกลียดชังตนเองที่ดำรงชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และจะไม่มีวันรู้สึกสำนึกผิดต่อเส้นทางที่ผิดที่พวกเขาได้เดิน หรือสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไปเพื่อขัดขวางและก่อกวน ในระหว่างการทำหน้าที่ของตน นอกเหนือจากการปกปิดข้อบกพร่อง ความอ่อนแอ ความคิดลบ ความเฉื่อยชา และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองทุกวิถีทางแล้ว พวกเขายังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะอวดตนเพื่อที่จะได้ก้าวหน้า และคิดทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อให้พระเจ้าและประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรได้เห็นความสามารถพิเศษ พรสวรรค์ และความสามารถของตน พวกเขาใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อชูใจตนเองและทำให้ตนเองคิดว่ามีต้นทุนและหลักประกันที่จะได้รับมงกุฎและบำเหน็จ และพวกเขาไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางของการไล่ตามเสาะหาความจริง ดังนั้น สำนึกของศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ปกติ ไม่ว่าจะมีการสามัคคีธรรมความจริงอย่างไร และไม่ว่าจะมีการสามัคคีธรรมอย่างชัดเจนเพียงใด พวกเขาก็ยังคงไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าหรือการเชื่อในพระเจ้านั้นมีไว้เพื่อสิ่งใดกันแน่ และเส้นทางที่ถูกต้องที่ผู้คนควรเดินคืออะไร เพราะอุปนิสัยที่เลวร้ายของพวกเขา เพราะธรรมชาติที่เลวร้ายของพวกเขา และเพราะแก่นแท้ธรรมชาติของผู้คนเช่นนี้ ลึกๆ แล้วพวกเขาจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริงและอะไรคือสิ่งที่เป็นบวก อะไรคือสิ่งที่ถูกและอะไรคือสิ่งที่ผิดกันแน่ พวกเขายึดมั่นในความทะเยอทะยานและความอยากของตนเอง โดยถือว่าสิ่งเหล่านั้นคือความจริง เป็นเพียงเป้าหมายเดียวในชีวิต และเป็นภารกิจที่ยุติธรรมที่สุด พวกเขาไม่รู้ความจริงที่ว่า หากอุปนิสัยของคนคนหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นแล้ว เขาก็จะเป็นศัตรูของพระเจ้าตลอดไป และไม่รู้ว่าพรที่พระเจ้าประทานแก่คนคนหนึ่งและวิธีที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อคนคนหนึ่งนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถ พรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ หรือต้นทุนของเขา แต่ขึ้นอยู่กับว่าเขาปฏิบัติความจริงมากเพียงใดและได้รับความจริงมากเพียงใด และเขาเป็นคนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่พวกศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันเข้าใจ ศัตรูของพระคริสต์จะไม่มีวันมองเห็นเรื่องนี้ และนี่คือจุดที่พวกเขาโง่เขลาที่สุด ตั้งแต่ต้นจนจบ ท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อหน้าที่ของตนคืออะไร? พวกเขาเชื่อว่าการทำหน้าที่ของคนเราคือการทำข้อตกลงแลกเปลี่ยน เชื่อว่าใครก็ตามที่สละตนในการทำหน้าที่ของตนมากที่สุด ทำคุณประโยชน์ต่อพระนิเวศของพระเจ้ามากที่สุด และสู้ทนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้ามาเป็นเวลานานที่สุด ย่อมจะมีโอกาสสูงกว่าที่จะได้รับพรและได้รับมงกุฎในท้ายที่สุด นี่คือตรรกะของศัตรูของพระคริสต์ ตรรกะเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่? (ไม่) มุมมองประเภทนี้พลิกกลับได้ง่ายหรือไม่? พลิกกลับได้ไม่ง่ายเลย เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์ ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ พวกเขารังเกียจความจริง ไม่แสวงหาความจริงแม้แต่น้อยและกำลังเดินตามเส้นทางที่ผิด ดังนั้นมุมมองของพวกเขาที่จะทำการแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าจึงพลิกกลับได้ไม่ง่ายเลย ท้ายที่สุดแล้ว ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อว่าพระเจ้าคือความจริง พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อ พวกเขามาที่นี่เพื่อฉวยโอกาสและได้รับพร การที่ผู้ไม่เชื่อจะเชื่อในพระเจ้านั้น เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เป็นเรื่องที่ไร้สาระ และการที่พวกเขาต้องการทำการแลกเปลี่ยนกับพระเจ้าและได้รับพรโดยการทนทุกข์และจ่ายราคาเพื่อพระเจ้านั้น ยิ่งเป็นเรื่องที่ไร้สาระเข้าไปใหญ่
ศัตรูของพระคริสต์เชื่อในพระเจ้าเพียงเพื่อให้ได้รับพรและมงกุฎเท่านั้น พวกเขาไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพราะมีใครบังคับ ยิ่งไม่ใช่เพราะพระวจนะของพระเจ้าชี้แนะพวกเขาไปในทางที่ผิดแต่อย่างใด พระเจ้าประทานคำสัญญาแก่มวลมนุษย์ แต่ในเวลาเดียวกันกับที่ประทานคำสัญญานั้น พระองค์ก็ประทานความจริงจำนวนมากแก่พวกเขาและทรงมีข้อกำหนดมากมายให้พวกเขาด้วย ซึ่งผู้คนที่ปกติควรจะมองเห็นได้ ผู้คนที่มีสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติคิดอย่างไร? “การจะได้รับพรเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นฉันจึงต้องกระทำการตามข้อกำหนดของพระเจ้าและเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง ฉันต้องไม่เดินบนเส้นทางของเปาโล หากผู้คนเดินบนเส้นทางของเปาโล พวกเขาก็จะจบสิ้นโดยสมบูรณ์ ต่อเมื่อผู้คนเชื่อ ยอมรับ และนบนอบพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น คำสัญญา พร จุดหมายปลายทางในอนาคต และชะตากรรมทั้งปวงที่พระเจ้าได้ตรัสไว้จึงจะเกี่ยวข้องกับพวกเขา หากพวกเขาไม่เชื่อ ไม่ยอมรับ และไม่นบนอบพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า เช่นนั้นคำสัญญาและพรทั้งหมดนี้ที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพวกเขาเลย” ผู้คนที่มีสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติจะคิดเช่นนี้ แต่เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่คิดเช่นนี้? ศัตรูของพระคริสต์คือเหล่าซาตาน พวกเขาคือหมู่มาร และพวกเขาไม่มีสำนึกของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ—นี่คือเหตุผลประการแรก ประการที่สอง ศัตรูของพระคริสต์รังเกียจความจริง ไม่เชื่อทุกพระวจนะที่ตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และรังเกียจสิ่งที่เป็นบวก คนคนหนึ่งที่ไม่ยอมรับความจริงและรังเกียจสิ่งที่เป็นบวกจะสามารถปฏิบัติตามความจริงและตามสิ่งที่เป็นบวกได้หรือไม่? (เขาไม่สามารถทำได้) นี่ก็เหมือนกับการทำให้หมาป่ากินหญ้าเหมือนที่แกะกิน—โดยพื้นฐานแล้วพวกมันกินหญ้าไม่ได้ เมื่อไม่มีเนื้อและพวกมันกำลังจะอดตาย พวกมันอาจถูกบังคับให้กินหญ้าได้เล็กน้อย แต่เมื่อมีเนื้อให้กิน ทางเลือกแรกของพวกมันย่อมเป็นการกินเนื้ออย่างแน่นอน เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยธรรมชาติของหมาป่า ศัตรูของพระคริสต์มีธรรมชาติเช่นนั้น ผลประโยชน์ของพวกเขาสามารถกระตุ้นให้พวกเขาแสดงพฤติกรรมที่ดีบางประการ จ่ายราคาบางอย่าง และแสดงการสำแดงที่ดีบางอย่างให้เห็น แต่พวกเขาไม่มีวันละทิ้งการไล่ตามไขว่คว้าและความอยากในผลประโยชน์เหล่านี้ได้ ตัวอย่างเช่น สิ่งที่พวกเขาไล่ตามไขว่คว้าในระหว่างการทำหน้าที่ของตนคือผลประโยชน์ส่วนตัว และสิ่งที่พวกเขาคิดถึงก็คือวิธีเปลี่ยนการทำหน้าที่ของตนให้เป็นต้นทุนเพื่อให้ได้รับพรสำหรับตนเอง ทันทีที่ความหวังนี้พังทลายลง และทันทีที่แนวป้องกันนี้พังทลายลง พวกเขาก็สามารถละทิ้งหน้าที่ของตนได้ทุกเมื่อ ภายใต้ทุกสภาพการณ์ เมื่อเวลานั้นมาถึง และเจ้าบอกพวกเขาว่าการทำหน้าที่ของคนเรานั้นดีเพียงใดและเป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้เพียงใด พวกเขาจะยังรับฟังหรือไม่? (พวกเขาจะไม่ฟัง) เมื่อพวกเขาตัดสินใจที่จะละทิ้งและจากไป ผู้คนก็พยายามเกลี้ยกล่อมพวกเขาว่า “คุณควรจะอยู่ต่อ การทำหน้าที่ของตนนั้นเป็นสิ่งที่ดีเหลือเกิน ส่วนการกลับไปอยู่ในโลกนั้นยากลำบากมาก คุณจะไม่ได้รับสิ่งใดเลย คุณจะถูกรังแกและเหนื่อยล้า คุณจะไม่ได้รับความจริงและจะไม่มีโอกาสได้รับการช่วยให้รอด” ผู้คนอาจคิดว่าการให้คำแนะนำแก่พวกเขาก็พอแล้ว แต่ไม่เพียงพวกเขาจะไม่อยู่ต่อเท่านั้น พวกเขายังจะร้องไห้ด้วยความอับอายอีกด้วย เหตุใดพวกเขาจึงร้องไห้? (พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม) นี่เป็นเรื่องจริง แล้วพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไร? (พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะคิดว่าตนได้สู้ทนกับความทุกข์มามากมายและจ่ายราคาไปอย่างมหาศาลแต่กลับไม่ได้รับสิ่งที่ตนต้องการ) พวกเขาคิดว่าตนไม่ได้รับสิ่งใดเลย และพวกเขาก็เต็มไปด้วยความคับข้องใจ พระเจ้าทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ และพระราชกิจนั้นไม่เคยทำให้พวกเขาซาบซึ้งใจ อีกทั้งพวกเขาไม่เคยหลั่งน้ำตาให้กับพระราชกิจนั้นเลย แต่เมื่อผู้อื่นพยายามเกลี้ยกล่อมพวกเขา พวกเขากลับเริ่มร้องไห้ หากพวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เหตุใดพวกเขาจึงไม่พูดออกมา? การพูดออกมาให้ชัดเจนจะช่วยจัดการสิ่งต่างๆ ได้ไม่ใช่หรือ? พวกเขาร้องไห้เพื่ออะไร? เหตุใดจึงไม่เพียงพูดออกมาตรงๆ? เพราะความคิดของพวกเขานั้นไม่อาจเอ่ยถึงได้จนแม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ยังละอายที่จะพูดถึงความคิดเหล่านั้น ในตอนแรก พวกเขาได้ให้คำปฏิญาณต่อพระเจ้าที่สะเทือนสวรรค์และแผ่นดินโลก แล้วตอนนี้เล่าเป็นอย่างไร? “ฉันเสียใจกับสิ่งที่ฉันทำลงไป ฉันโง่เขลาขนาดนี้ได้อย่างไร? หากฉันรู้ว่าเรื่องจะลงเอยเช่นนี้ ฉันก็คงจะไม่ปฏิบัติตนเหมือนที่ทำในอดีต! ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจอะไรเลย พวกเขาบอกว่าการเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องดี ฉันก็เลยเชื่อในพระองค์ ฉันถึงขั้นละทิ้งครอบครัวและงานของฉันเพื่อทำหน้าที่ของฉันในพระนิเวศของพระเจ้า ฉันทนทุกข์มากมาย ฉันถูกข่มเหง และถูกจับกุม แต่ฉันไม่ได้รับสิ่งใดเลยจากการทำหน้าที่ของฉันในช่วงหลายปีมานี้” พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและโศกเศร้า และพวกเขาเสียใจกับทุกสิ่งที่ตนได้ทำลงไป พวกเขาคิดว่าไม่คุ้มค่า คิดว่าตนถูกหลอกและถูกตบตา พวกเจ้าคิดว่าควรทำอย่างไรกับคนประเภทนี้? (ควรทำให้พวกเขาจากไปโดยเร็ว) พวกเจ้าจะยังพยายามเกลี้ยกล่อมพวกเขาอยู่หรือไม่? (ไม่) หากพวกเจ้ายังคงพยายามเกลี้ยกล่อมพวกเขาต่อไป พวกเขาก็จะลงไปนอนดิ้นกับพื้นและอาละวาด พวกเจ้าต้องไม่พยายามเกลี้ยกล่อมผู้คนเช่นนี้อย่างเด็ดขาด
พระนิเวศของพระเจ้าคือดินแดนคานาอันอันดีงาม เป็นผืนแผ่นดินที่บริสุทธิ์ ผู้คนมาสู่พระนิเวศของพระเจ้าและได้รับการพิพากษาและการตัดแต่งจากพระวจนะที่มาจากพระเจ้า รวมถึงได้รับการจัดเตรียม ความช่วยเหลือ การชี้แนะ และพรของพระองค์ พระเจ้าทรงพระราชกิจและทรงเลี้ยงดูด้วยพระองค์เอง แม้ว่าผู้คนต้องจ่ายราคาบ้างเล็กน้อยและสู้ทนกับความทุกข์บางประการ นั่นก็คุ้มค่า ทุกสิ่งที่ผู้คนทำเพื่อปลดปล่อยตนเองจากโลกชั่วนี้ เพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตน และเพื่อได้รับการช่วยให้รอด ล้วนคุ้มค่า แต่สำหรับศัตรูของพระคริสต์แล้ว หากไม่ใช่เพื่อให้ได้รับพรหรือบำเหน็จ หากมงกุฎและบำเหน็จไม่มีอยู่จริง เช่นนั้นแล้วการทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็ไม่คุ้มค่า—ล้วนเป็นการกระทำที่โง่เขลา และเป็นการสำแดงของการถูกตบตาทั้งสิ้น ไม่ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะเคยตั้งปณิธานไว้ใหญ่โตเพียงใด หรือเคยกล่าวคำสาบานที่สูงส่งเพียงใด ทั้งหมดนั้นถูกตัดทิ้งไปได้อย่างง่ายดายเช่นนั้น และไม่สามารถนำมานับได้ หากพวกเขาทนทุกข์และจ่ายราคาในการทำหน้าที่ของตนเช่นนี้ แต่ในที่สุดพวกเขาไม่ได้รับสิ่งใดเลย เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ควรหนีไปจาก “สถานที่อันวุ่นวาย” แห่งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จะดีกว่า ศัตรูของพระคริสต์มองว่าการสละตนเพื่อพระเจ้า การสู้ทนความยากลำบาก และการจ่ายราคาในขณะที่ทำหน้าที่ของตน เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องทำอย่างไม่มีทางเลือก และเป็นข้อต่อรองเพื่อให้ได้มาซึ่งต้นทุน เพื่อแลกเปลี่ยนกับมงกุฎและบำเหน็จ จุดเริ่มต้นเช่นนี้ก็ผิดแล้ว แล้วผลลัพธ์ในท้ายที่สุดคืออะไร? สำหรับบางคน การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาค่อยๆ มอดลง และพวกเขาไม่สามารถลงแรงทำงานไปจนถึงปลายทางได้ ในเวลาเดียวกัน เป็นเพราะแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา ผู้คนเช่นนั้นละเมิดหลักธรรมความจริงอยู่ตลอดเวลาในระหว่างการทำหน้าที่ของตน กระทำการโดยไม่ยั้งคิดและตามอำเภอใจ และทำแต่สิ่งที่ขัดขวางและก่อกวนเท่านั้น ดังนั้น หน้าที่ที่พวกเขาทำจะกลายเป็นสิ่งใด? ในสายพระเนตรของพระเจ้า สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความประพฤติดีแต่เป็นความประพฤติชั่ว และเป็นความประพฤติชั่วที่กองเป็นภูเขาเลากา ผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมมีสาเหตุต้นตอ คนที่ไม่เชื่อในความจริงหรือไม่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้าเลยจะสามารถกระทำการตามพระวจนะของพระองค์ได้หรือไม่? พวกเขาทำไม่ได้อย่างแน่นอน พวกเขาจะเพียงหาทุกโอกาสเพื่ออวดตนเอง ยึดอำนาจ ควบคุมผู้อื่น ควบคุมพฤติกรรมและความคิดของผู้อื่น และถึงขั้นควบคุมทุกสิ่งเกี่ยวกับผู้คนเพื่อจุดประสงค์ของพวกเขาเอง ด้วยเหตุนี้ ผู้คนเหล่านี้บางคนที่กระทำชั่วมากมายจึงถูกขับไล่ และบางคนที่ค่อนข้างมีเล่ห์เหลี่ยมและเก่งในการอำพรางตนก็ยังคงอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า เหตุใดจึงกล่าวว่าผู้คนเหล่านี้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า? ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ทำชั่วอย่างโจ่งแจ้ง และบางคนถึงกับรู้ที่ทางของตนและประพฤติตัวดีรวมทั้งเชื่อฟัง ทำทุกสิ่งที่ถูกขอให้ทำ แต่เมื่อพิจารณาถึงแก่นแท้ของพวกเขาแล้ว พวกเขาไม่สามารถลุล่วงหน้าที่และภาระผูกพันของตนอย่างสุดความสามารถได้ พวกเขาไม่สละตนเพื่อพระเจ้า แต่กลับทำอย่างขอไปทีและปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเปล่าๆ โดยเชื่อว่าหากพวกเขาสู้ทนไปจนถึงที่สุด พวกเขาจะชนะและได้รับบางสิ่ง พวกเขาเป็นคนประเภทใด? พวกเขาเหล่านั้นคือพวกฉวยโอกาส คือผู้คนที่โดยพื้นฐานแล้วไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง บางคนได้ทำความชั่วบางอย่างในพระนิเวศของพระเจ้า แต่ตามกฎการปกครองแห่งพระนิเวศของพระเจ้าแล้ว พวกเขายังไม่ถึงขั้นที่ต้องถูกคัดออกหรือถูกขับไล่ และพวกเขายังคงทำหน้าที่ของตนอยู่ แท้จริงแล้ว ลึกลงไปข้างใน พวกเขารู้ว่าเหตุผลที่พระนิเวศของพระเจ้ายังไม่ได้คัดพวกเขาออกหรือขับไล่พวกเขา ไม่ใช่เพราะไม่รู้เรื่องราวของพวกเขาหรือไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงของพวกเขา แต่เป็นเพราะเหตุผลอื่นนานัปการ ผู้คนเหล่านี้จำนวนหนึ่งที่ยังไม่ถูกขับไล่ก็เป็นศัตรูของพระคริสต์เช่นกัน เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? นี่เป็นเพราะตอนนี้ผู้คนเหล่านี้ไม่มีโอกาส แต่เมื่อพิจารณาจากแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขาแล้ว ทันทีที่พวกเขาได้รับสถานะและกุมอำนาจ พวกเขาจะทำชั่วมากมายในทันที นอกจากนี้ แม้ผู้คนเหล่านี้ยังไม่ถูกคัดออกจากพระนิเวศของพระเจ้า แต่โดยปกติแล้ว ข้อเสียมีมากกว่าข้อดีเมื่อพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา พวกเขามักจะทำเรื่องไม่ดีบางอย่าง เป็นสิ่งที่ทำให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย แม้พวกเขาจะรู้ตัวดี แต่พวกเขาไม่เคยรู้สึกสำนึกผิด ไม่เคยคิดว่าตนได้ทำผิดไปแล้ว และไม่เคยคิดว่าตนไม่ควรกระทำการเช่นนี้เลย พวกเขาไม่มีความเสียใจ แล้วสภาวะประเภทใดที่เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขาแทน? “ตราบใดที่พระนิเวศของพระเจ้าไม่ขับไล่ฉัน ฉันก็จะแค่ยื้อเวลาอยู่ที่นี่ต่อไปและทำแบบขอไปทีจนกว่าจะหมดเวลาของฉัน ฉันจะไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และถ้าพวกเขาขอให้ฉันทำอะไรสักอย่าง ฉันก็จะทำเท่าที่ทำได้ ถ้าฉันมีความสุข ฉันก็จะทำมากขึ้นหน่อย และถ้าฉันไม่มีความสุข ฉันก็จะทำน้อยลงหน่อย นอกจากนี้ ฉันต้องถ่วงพวกเขาไว้และแพร่กระจายความคิดลบและมโนคติอันหลงผิดบางอย่าง แพร่กระจายคำพูดตัดสินคนอื่นบ้าง เมื่อถึงเวลา แม้ว่าพวกเขาจะคัดฉันออกและขับไล่ฉันและฉันไม่ได้รับพรใดๆ ฉันก็จะใช้คนบางคนเป็นแพะรับบาปและลากคนอื่นๆ ลงเหวไปกับฉันด้วย” คนเหล่านี้คนชั่วไม่ใช่หรือ? พวกเขาสังเกตว่าคนไหนไม่มีวิจารณญาณแยกแยะ ผู้ใดอ่อนแอและคิดลบอยู่บ่อยๆ ผู้ใดมีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ดี ผู้ใดสำส่อนทางเพศ ผู้ใดดูเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ จากนั้นพวกเขาก็ดึงผู้คนเหล่านี้มาเข้าร่วมและแพร่กระจายความคิดลบให้คนเหล่านั้นอยู่ลับหลัง พวกเขารู้ธรรมชาติของการกระทำดังกล่าวหรือไม่? พวกเขารู้ดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงยังสามารถกระทำการเช่นนี้ได้? (ธรรมชาติของพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้) การที่ธรรมชาติของพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้นั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากภายนอก แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาคิดอย่างไร? (พวกเขาต้องการทำให้เป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต่างเสียประโยชน์ และทำให้ผู้อื่นพินาศไปพร้อมกับพวกเขาเพื่อแก้แค้นพระเจ้า) พวกเขามีจิตใจที่มุ่งร้ายเช่นนี้ พวกเขารู้ว่าวันเวลาของตนเหลือน้อยเต็มที และไม่ช้าก็เร็วพวกเขาต้องถูกคัดออก พวกเขารู้ว่าตนได้ทำสิ่งใดลงไป และรู้ธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ที่ตนได้ทำลงไป แต่พวกเขาไม่เพียงไม่หันกลับ ไม่กลับใจ หรือละทิ้งความชั่วที่ตนยึดถือไว้เท่านั้น แต่พวกเขากลับทำอย่างหนักข้อขึ้น และดึงคนชั่วมาเข้าร่วมจำนวนมากขึ้นเพื่อกระทำชั่วร่วมกับตน พวกเขาถึงขั้นแพร่กระจายความคิดลบและเผยแพร่มโนคติอันหลงผิด ทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นละทิ้งหน้าที่ของตนและทำให้ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเสียหาย เรื่องนี้มีธรรมชาติของการแก้แค้นอยู่บ้าง และสิ่งที่พวกเขากำลังพูดผ่านการทำเช่นนี้ก็คือ “ฉันไม่สามารถเชื่อต่อไปได้ และไม่ช้าก็เร็วฉันก็ต้องถูกพระนิเวศของพระเจ้าคัดออกอย่างแน่นอน ดังนั้น ฉันจะไม่ปล่อยให้พวกคุณทุกคนอยู่อย่างสบายใจ และฉันจะไม่ปล่อยให้พระนิเวศของพระเจ้าอยู่อย่างสบายใจเช่นกัน!” ก่อนที่พระนิเวศของพระเจ้าจะได้ทำการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับพวกเขา พวกเขาก็ชิงลงมือก่อน สิ่งเหล่านี้เป็นการกระทำของคนชั่วไม่ใช่หรือ? พวกเขาเชื่อว่า “ฉันไม่มีหวังที่จะได้รับพร พวกคุณไม่จำเป็นต้องบอกฉันถึงสิ่งที่ฉันทำก่อนหน้านี้—ฉันเข้าใจทั้งหมดอย่างชัดเจน พวกคุณไม่จำเป็นต้องขับไล่ฉัน ฉันจะถอนตัวเอง” พวกเขาถึงขั้นเชื่อว่าการทำเช่นนั้นเป็นการตระหนักรู้ตนเองและสมเหตุสมผล เป็นการการตัดสินใจที่ชาญฉลาด พวกเขากล่าวว่า “ถ้าไม่ยอมให้ฉันได้รับพร และฉันไม่ได้รับสิ่งใดเลย ไม่เพียงฉันจะไม่กลับใจ แต่ฉันยังจะถ่วงคุณไว้ แพร่กระจายความคิดลบ และแพร่กระจายมโนคติอันหลงผิดและเหตุผลวิบัติลับหลังคุณด้วย ถ้าฉันไม่สามารถได้รับพร ก็อย่าคิดว่าคนอื่นจะได้รับ!” ผู้คนเช่นนั้นมุ่งร้ายไม่ใช่หรือ? ศัตรูของพระคริสต์บางคนยังแพร่กระจายคำพูดเช่นนี้ด้วยว่า “คนอย่างพวกเราเป็นเป้าหมายของการเอารัดเอาเปรียบในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเราช่างโง่เขลาเหลือเกิน!” พวกเขาเห็นว่าตนไม่สามารถได้รับพร ดังนั้น พวกเขาจึงมุ่งเน้นเป็นพิเศษที่จะแพร่กระจายสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้คนที่คิดลบ เลอะเลือน และไม่มีการแยกแยะ การทำเช่นนี้มีธรรมชาติของการก่อกวนอยู่ไม่ใช่หรือ? ทันทีที่พวกเขาเชื่อว่าตนไม่สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในพระนิเวศของพระเจ้า และตนจะไม่ได้รับพร อีกทั้งไม่ช้าก็เร็วตนก็จะถูกคัดออก เส้นทางที่พวกเขาเลือกไม่ใช่การละทิ้งความชั่วที่ตนยึดถือ ไม่ใช่การสารภาพและกลับใจต่อพระเจ้า ไม่ใช่การทำหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจ และไม่ใช่การชดเชยความผิดพลาดในอดีตของตน ตรงกันข้าม พวกเขากลับหนักข้อขึ้นในการแพร่กระจายความคิดลบในพระนิเวศของพระเจ้า ก่อกวนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่น ทำลายและก่อกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า พยายามทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นทำความชั่วเหมือนตน กลายเป็นคนคิดลบและถอนตัว รวมทั้งละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ของตน ซึ่งเป็นการสัมฤทธิ์เป้าหมายในการแก้แค้นของพวกเขา นี่คือสิ่งที่คนชั่วทำไม่ใช่หรือ? ผู้คนประเภทนี้ยังมีพระเจ้าอยู่ในหัวใจของพวกเขาอีกหรือ? (ไม่มี) ในหัวใจของพวกเขามีพระเจ้าที่คลุมเครือในสวรรค์ และพวกเขาถือว่าพระเจ้าที่ผู้คนสามารถมองเห็นได้บนแผ่นดินโลกและทรงพระราชกิจท่ามกลางผู้คนเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีผู้คนบางคนที่ทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือมาโดยตลอด แต่ในที่สุด พวกเขากลับนบนอบผู้คนที่ตนเลื่อมใสบูชาประหนึ่งพระเจ้า ดังนั้น ไม่ว่าจะทำสิ่งใด พวกเขาก็นบนอบผู้คนเหล่านี้ การเชื่อในพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์หมายความว่าอย่างไร? เมื่อเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือ พวกเขาย่อมเชื่อว่าพระเจ้าที่คลุมเครือซึ่งตนไม่สามารถมองเห็นได้นี้สามารถประทานพรให้พวกเขาได้ และทรงมีความสามารถเพียงพอที่จะนำพวกเขาเข้าสู่ยุคหน้าและประทานบำเหน็จและมงกุฎให้พวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัว พวกเขาก็เริ่มสงสัยพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงบนแผ่นดินโลก ไม่ว่าพวกเขาจะมองพระองค์อย่างไร พระองค์ก็ดูไม่เหมือนพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อในพระองค์ ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาเชื่อเพียงว่าพระเจ้าในสวรรค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้ และเพราะพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้นั้นต่ำต้อยเกินไป ปกติเกินไป และสัมพันธ์กับชีวิตจริงเกินไป ในมุมมองของพวกเขา พระองค์จึงไม่มีสิ่งที่คู่ควรจะทำให้พวกเขาเชื่อในพระองค์ได้ และพวกเขามองว่าพระเจ้าองค์นี้เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อพวกเขามองว่าพระเจ้าเป็นมนุษย์ ความยากลำบากของพวกเขาก็เกิดขึ้นว่า “นอกจากการมอบความจริงให้ผู้คนและให้คำสัญญาบางอย่างแก่พวกเขาแล้ว คนผู้นี้สามารถทำอะไรได้อีก? ไม่ว่าฉันจะมองเขาอย่างไร เขาก็ดูไม่เหมือนพระเจ้า และไม่สามารถนำข้อได้เปรียบหรือผลประโยชน์ใดๆ มาให้ผู้คนได้ เขาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง คนผู้นี้สามารถทำอะไรได้? ถ้าผู้คนเชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็ยังคงมีความหวังอยู่บ้าง มีสิ่งหล่อเลี้ยงฝ่ายวิญญาณอยู่บ้าง แต่ถ้าพวกเขาเชื่อในมนุษย์ มนุษย์ผู้นี้จะสามารถให้ข้อได้เปรียบและผลประโยชน์ใดแก่ผู้คนได้บ้าง? ความหวังและสิ่งหล่อเลี้ยงของผู้คนจะสามารถกลายเป็นจริงในตัวเขาได้หรือไม่? สิ่งเหล่านั้นจะสูญเปล่าหรือไม่? ถ้าเขาเป็นมนุษย์ เช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องกลัว ฉันจะพูดสิ่งที่ฉันควรพูดและทำสิ่งที่ฉันควรทำต่อหน้าต่อตาเขา” นี่คือวิธีที่คนชั่วปฏิบัติต่อพระเจ้า เมื่อพวกเขายังไม่เคยเห็นพระองค์ พวกเขาก็จินตนาการว่าพระเจ้าทรงสูงส่งยิ่ง ทรงศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ทรงมิอาจล่วงเกินได้ยิ่งนัก แต่เมื่อพวกเขาเห็นพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ความคิดฝันและมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจคงอยู่ได้อีกต่อไป พวกเขาจะทำเช่นไรเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น? พวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้าเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง จากนั้น ความเคารพต่อพระเจ้าที่มีเพียงน้อยนิดในหัวใจของพวกเขาก็หายไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความหวาดหวั่นหรือความยำเกรงที่พวกเขามีต่อพระองค์ เมื่อปราศจากสิ่งเหล่านี้ คนชั่วก็บังอาจมากขึ้น และแนวป้องกันรวมถึงความระมัดระวังในหัวใจของพวกเขาก็หายไป แล้วจากนั้นพวกเขาก็จะกล้าทำทุกสิ่ง ต่อให้ผู้คนเช่นนั้นเชื่อไปจนถึงวาระสุดท้าย พวกเขาก็ยังคงเป็นผู้คนที่ต่อต้านพระเจ้าอยู่ดี
ศัตรูของพระคริสต์รู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าในสวรรค์เป็นเรื่องง่าย แต่การเชื่อในพระเจ้าบนแผ่นดินโลกนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาอย่างแท้จริง เปาโลเป็นตัวอย่างที่มีชีวิตในเรื่องนี้ ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดของการเชื่อที่เขามีในพระคริสต์เป็นอย่างไร? เป้าหมายที่เขาไล่ตามไขว่คว้าในการเชื่อที่เขามีในพระคริสต์สุดท้ายแล้วกลายเป็นสิ่งใด? เขาต้องการกลายเป็นพระคริสต์และแทนที่พระคริสต์ เขาปฏิเสธพระเจ้าบนแผ่นดินโลกและต้องการได้รับมงกุฎและพรจากพระเจ้าในสวรรค์ ศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้ก็เป็นเหมือนเปาโลทุกประการ พวกเขามองว่าพระเจ้าบนแผ่นดินโลกเป็นมนุษย์ และถือว่าพระเจ้าที่คลุมเครือในสวรรค์ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้เป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหัวใจของพวกเขา เป็นพระเจ้าซึ่งสามารถถูกหลอกลวง ถูกล้อเล่นตามอำเภอใจ ถูกตีความอย่างไรก็ได้ตามชอบ และถูกทำให้เป็นเป้าของมโนคติอันหลงผิดและถูกต่อต้านได้ตามที่พวกเขาพอใจ นี่คือความแตกต่างระหว่างวิธีที่ผู้ไม่เชื่อและศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระเจ้าในสวรรค์และพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เป็นเพราะพวกเขาปฏิบัติต่อพระเจ้าบนแผ่นดินโลกด้วยท่าทีเช่นนี้นั่นเอง พวกเขาจึงก่อเกิดการสำแดงที่แตกต่างกันในการปฏิบัติต่อหน้าที่ของตน การสำแดงเหล่านี้รวมถึงการมีความสนใจและเต็มใจที่จะทำหน้าที่ของตนน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาเห็นพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เรื่องนี้ทำให้พวกเขาสูญเสียความสนใจในการเชื่อในพระเจ้า และก่อให้เกิดความคิดและการสำแดงที่เป็นลบบางประการ ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์ทั้งหมดจึงไม่สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงได้ในท้ายที่สุด แม้ว่าคริสตจักรจะไม่คัดพวกเขาออก พวกเขาก็จะจากไปเอง เจ้ารู้จักตัวอย่างเช่นนี้บ้างหรือไม่? (ก่อนหน้านี้ ข้าพระองค์เคยพบศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่ง เขาเอาแต่ใจเป็นพิเศษ เขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือปฏิบัติความจริง และเขาทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากินและไม่สำนึกรับผิดชอบ อีกทั้งไม่ทุ่มเทในการศึกษาวิชาชีพของตน เขาเกียจคร้านเป็นพิเศษ และชอบวางท่า ทุกๆ วัน สิ่งที่เขาสนใจมีเพียงอาหารและเสื้อผ้า และมีส่วนร่วมในการล่วงประเวณี เมื่อถูกขับไล่ เขาก็ไม่มีเจตนาที่จะกลับใจแม้แต่น้อย แต่กลับรู้สึกว่านั่นเป็นการปลดเปลื้องอย่างหนึ่ง) ผู้คนเช่นนี้ไม่ทะนุถนอมโอกาสในการทำหน้าที่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเคารพหรือให้คุณค่ากับหน้าที่ของตนเอง พวกเขาทำตัวสุกเอาเผากินและปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเปล่าๆ มีใครสามัคคีธรรมกับเขาหรือไม่ว่านี่ไม่ใช่หนทางในการปฏิบัติหน้าที่? (มี ข้าพระองค์ก็สามัคคีธรรมกับเขาเช่นกัน แต่เขาไม่รับฟัง ท่าทีของเขาค่อนข้างสุกเอาเผากิน) ใครช่วยยกตัวอย่างอีกสักคนเถิด (มีผู้กำกับคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ของเขาอย่างสุกเอาเผากินอยู่เสมอ เนื้อหาที่เขาถ่ายทำจำนวนมากไม่เหมาะสม และเขายังทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนอีกด้วย หลังจากที่เขาถูกย้ายไปกลุ่ม ข. เขาก็หยุดทำหน้าที่ของเขา เขายุ่งอยู่กับการไปทำงานและหาเงินทั้งวัน ทั้งยังคบหาสมาคมกับผู้ไม่มีความเชื่อ และในท้ายที่สุด เขาก็ถูกคัดออก อันที่จริง แม้คริสตจักรไม่ได้คัดเขาออก เขาก็คงจะถอนตัวไปเอง เขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และท้ายที่สุดก็ไม่สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงได้) แก่นนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เหล่านี้เหมือนกัน พวกเขารังเกียจความจริงและรังเกียจสิ่งที่เป็นบวก พวกเขาชื่นชอบความไม่ชอบธรรม และพวกเขามีความทะเยอทะยานและความอยากที่รุนแรงอย่างยิ่ง พวกเขาปฏิบัติต่อหน้าที่ของตนเหมือนเป็นเกมและในลักษณะสุกเอาเผากิน และรูปแบบพฤติกรรมของพวกเขาไม่ถูกควรและไร้การยับยั้งชั่งใจเป็นพิเศษ ธรรมชาติของพวกเขาเลวและชั่วช้า พวกเขามาที่พระนิเวศของพระเจ้าและทำหน้าที่เพียงเพื่อให้ได้รับพรเท่านั้น และหากไม่ใช่เพื่อให้ได้รับพร พวกเขาก็คงไม่เชื่อในพระเจ้า! โดยพื้นฐานแล้วไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้คนเหล่านี้กับผู้ไม่มีความเชื่อ พวกเขาคือผู้ไม่เชื่อและผู้ไม่มีความเชื่ออย่างแท้จริง นี่คือแก่นแท้ของพวกเขา หากเจ้าไม่ยอมให้พวกเขาเป็นเหมือนผู้ไม่มีความเชื่อ และทำให้พวกเขาทำหน้าที่ของตนอยู่ท่ามกลางผู้เชื่อในพระเจ้า พวกเขาก็จะรู้สึกว่าชีวิตนี้เจ็บปวดมาก และทุกวันจะเป็นเหมือนการทรมานสำหรับพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าการทำหน้าที่ของตนร่วมกับพี่น้องชายหญิงในพระนิเวศของพระเจ้าอย่างเรียบร้อยและอยู่ในที่ทางอันถูกควรของตนนั้นไม่น่าสนใจ และชีวิตเช่นนี้ก็ไม่มีอิสระและไม่ไร้พันธนาการเหมือนการคบหาสมาคมกับผู้ไม่มีความเชื่อในโลกภายนอก—พวกเขารู้สึกว่าวิถีชีวิตแบบนั้นน่าสนใจ ดังนั้น การที่พวกเขามาที่พระนิเวศของพระเจ้าและทำหน้าที่ของตนจึงเป็นเพียงเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น นี่เป็นแรงผลักดันจากเจตนาที่จะได้รับพร และทำไปเพื่อสนองความทะเยอทะยานและความอยากส่วนตัวของพวกเขา เมื่อพิจารณาจากแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาไม่ได้รักความจริงหรือสิ่งที่เป็นบวก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเชื่อในสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงทำให้สำเร็จได้ พวกเขาคือผู้ไม่เชื่ออย่างแท้จริง และเป็นพวกฉวยโอกาสอย่างแท้จริง พวกเขาไม่ได้มาเพื่อทำหน้าที่ของตน แต่มาเพื่อทำชั่ว เพื่อทำให้เกิดการก่อกวน และเพื่อทำการแลกเปลี่ยน ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากผลรวมของการสำแดงเหล่านี้ของศัตรูของพระคริสต์ เมื่อผู้คนเหล่านี้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขามีประโยชน์หรือเป็นภัยต่องานของพระนิเวศ? (เป็นภัย) เจ้าเคยเห็นคนที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ซึ่งค่อนข้างมีพรสวรรค์และมีความสามารถ และสามารถอยู่ในที่ทางอันถูกควรของตนในขณะที่ทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้าโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือการขัดขวางบ้างหรือไม่? สมมุติว่าเจ้าพูดกับศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่งว่า “สำหรับคนอย่างคุณ ซึ่งเคยทำความชั่วมาบ้างในอดีต ก็ไม่แน่นอนว่าคุณจะมีจุดหมายปลายทางในอนาคตและชะตากรรมใดๆ ในภายหน้าหรือไม่ ในเมื่อคุณมีพรสวรรค์อยู่บ้าง ก็จงทุ่มเททำงานให้พระนิเวศของพระเจ้าเถิด!” เขาจะเต็มใจทำงานให้โดยไม่สนใจว่าตนจะได้รับพรหรือทนทุกข์กับความโชคร้ายหรือไม่? ไม่อย่างแน่นอน ผู้คนที่สามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้คือผู้คนที่มีความเป็นมนุษย์ที่ค่อนข้างดี แต่ศัตรูของพระคริสต์มีความเป็นมนุษย์เช่นนั้นหรือไม่? (พวกเขาไม่มี) อุปนิสัยของพวกเขาชั่วช้า พวกเขาคิดว่า “ถ้าคุณไม่ให้ผลประโยชน์ ไม่ให้คำสัญญาหรือข้อผูกมัดบางอย่างแก่ฉัน แล้วฉันจะทุ่มเททำงานให้คุณได้อย่างไร? อย่าแม้แต่จะคิด ไม่มีทาง!” นี่คืออุปนิสัยที่ชั่วช้า นี่คือการสำแดงที่ครอบคลุมถึงวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อหน้าที่ของตน ปฏิบัติต่อพระเจ้า และข้อกำหนดของพระเจ้า พวกเจ้าคิดว่ามีศัตรูของพระคริสต์คนใดที่กล่าวว่า “พระเจ้าทรงยกชูฉันและประทานพรสวรรค์นี้แก่ฉัน ดังนั้นฉันจะถวายตัวฉันแด่พระเจ้า” หรือไม่? (ไม่มี) พวกเขาจะกล่าวว่าอย่างไร? “คุณต้องการเอาเปรียบฉันหรือ? คุณเพียงแค่ชื่นชอบพรสวรรค์และความสามารถของฉัน ถ้าคุณต้องการหาประโยชน์จากฉัน คุณก็ต้องให้ผลประโยชน์บางอย่างแก่ฉัน ถ้าคุณต้องการเอาเปรียบฉัน เช่นนั้นก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้!” พวกเขาไม่เชื่อว่านี่คือการที่พระเจ้าทรงยกชูพวกเขา และไม่เชื่อว่านี่คือโอกาสที่พระเจ้าประทานให้ ซึ่งพวกเขาควรทะนุถนอม พวกเขาเชื่อว่านี่คือการเอาเปรียบพวกเขา นี่คือสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์เชื่อ ผู้คนบางคนอาจไม่รู้ความเป็นการชั่วคราว พวกเขาทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน และทำเรื่องไม่ดีบางอย่าง จากนั้นพวกเขาก็ถูกแยกออกไปเพื่อทบทวนตนเอง บรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงทบทวนตนเองอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวว่า “ฉันต้องสารภาพและกลับใจต่อพระเจ้า และฉันไม่สามารถกระทำการเช่นนั้นได้อีกในภายหน้า ฉันต้องเรียนรู้ที่จะนบนอบ เรียนรู้ที่จะร่วมมือกับผู้อื่น และเรียนรู้ที่จะแสวงหาความจริงและกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้า ฉันต้องไม่กระทำชั่วอีก” หลังจากนั้น คริสตจักรก็จัดแจงให้พวกเขาทำหน้าที่ของตน และพวกเขาก็ขอบพระคุณพระเจ้าทั้งน้ำตา ทะนุถนอมโอกาสที่พระเจ้าได้ประทานให้พวกเขาจากก้นบึ้งของหัวใจ พวกเขารู้สึกเป็นเกียรติที่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ของตนอีกครั้ง พวกเขารู้สึกว่าตนควรทะนุถนอมโอกาสนี้ไว้และไม่ปล่อยให้หลุดมือไปอีก และพวกเขาก็ทำหน้าที่ของตนได้ดีกว่าเมื่อก่อน พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับตนเองอยู่บ้าง และพวกเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แม้ว่าพวกเขาอาจจะยังคงทำเรื่องที่ไม่รู้ความอยู่บ้าง และอาจจะยังคงคิดลบและอ่อนแอ และทิ้งงานของตนในบางครั้ง แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพจิตใจและท่าทีโดยรวมของพวกเขาแล้ว พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พวกเขาเกลียดชังการกระทำก่อนหน้านี้ของตนเองและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง พวกเขาสามารถยอมรับความจริงและค่อนข้างนบนอบ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เมื่อพระนิเวศของพระเจ้าอนุญาตให้พวกเขากลับมาและทำหน้าที่ของตน พวกเขาไม่ปฏิเสธ ไม่แก้ตัว หรือต่อต้าน และพวกเขาไม่พูดเรื่องที่ไม่น่าฟังอย่างแน่นอน ตรงกันข้าม พวกเขากลับรู้สึกเป็นเกียรติและรู้สึกว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงทอดทิ้งพวกเขา และพวกเขาคิดว่า ในเมื่อพวกเขายังคงมีโอกาสทำหน้าที่ของตนในพระนิเวศของพระเจ้า พวกเขาก็ควรทะนุถนอมโอกาสนี้ไว้ ท่าทีของพวกเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไปแล้ว ผู้คนเช่นนี้คือบรรดาที่คนสามารถได้รับการช่วยให้รอด
ความแตกต่างระหว่างศัตรูของพระคริสต์กับผู้คนที่สามารถได้รับการช่วยให้รอดคืออะไร? เมื่อศัตรูของพระคริสต์ทำหน้าที่ของตน พวกเขาต้องการมีสิทธิ์ตัดสินใจชี้ขาด พวกเขาจะดิ้นรนเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ และพวกเขาจะทำตามอำเภอใจของตนเท่านั้น หากพวกเขาไม่ได้รับอำนาจหรือผลประโยชน์ เช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่ต้องการทำหน้าที่ของตน หลังจากที่พวกเขาขัดขวางและก่อกวนงานของคริสตจักรจนถูกพระนิเวศของพระเจ้าปลด แยกออกไป หรือคัดออกแล้ว พวกเขาสามารถกลับใจอย่างแท้จริงได้หรือไม่? พวกเขากล่าวว่าอย่างไร? “คุณต้องการให้ฉันกลับใจเพื่อที่คุณจะได้เอาเปรียบฉันหรือ? พอฉันมีประโยชน์คุณก็ดึงฉันเข้ามา และพอไม่ต้องการฉัน คุณก็ขับไล่ไสส่ง” นี่คือตรรกะที่บิดเบี้ยวอะไรกัน? การขับไล่ไสส่งหมายความว่าอย่างไร? หากพวกเขาไม่ได้กระทำชั่ว พระนิเวศของพระเจ้าจะจัดการกับพวกเขาหรือไม่? หากพวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของตนตามหลักธรรม พระนิเวศของพระเจ้าจะจัดการกับพวกเขาโดยพลการหรือไม่? ผู้คนเหล่านี้นำความสูญเสียมาสู่งานของคริสตจักรเพราะพวกเขาทำให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวน และกระทำชั่ว พระนิเวศของพระเจ้าจัดการกับพวกเขา และไม่เพียงพวกเขาจะไม่ยอมรับเรื่องนี้ หรือทบทวนและพยายามรู้จักตนเองเท่านั้น แต่พวกเขากลับเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง พวกเขารู้สึกว่าตนไม่ได้รับความนิยมหรือไม่มีอำนาจอีกต่อไป และรู้สึกว่าตนกำลังถูกรังแกและถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อพวกเขาได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่ของตนอีกครั้ง ไม่เพียงพวกเขาจะไม่ซาบซึ้งใจและไม่ทะนุถนอมโอกาสนี้เท่านั้น พวกเขาถึงขั้นใส่ร้ายกลับด้วยข้อกล่าวหาเท็จ โดยกล่าวว่าพระนิเวศของพระเจ้ากำลังเอาเปรียบพวกเขา พวกเขาไม่ยอมรับว่าท่าทีที่พระนิเวศของพระเจ้าปฏิบัติต่อพวกเขานั้นมาจากพระเจ้า ตรงกันข้าม พวกเขาเชื่อว่าเป็นการที่ผู้คนรังแกพวกเขา ขับไล่ไสส่ง และปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรม หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยคำพร่ำบ่น และพวกเขาไม่ต้องการทำหน้าที่ของตนอีก เหตุผลที่พวกเขาอ้างในการไม่ต้องการทำหน้าที่ของตนอีกก็คือ พวกเขาไม่ต้องการถูกเอาเปรียบ และพวกเขาเชื่อว่าทุกคนที่ทำหน้าที่ของตนกำลังถูกพระนิเวศของพระเจ้าเอาเปรียบ ช่างไร้สาระและเป็นเหตุผลวิบัติเสียจริง! มีคำพูดใดในนี้ที่สอดคล้องกับความจริง ความเป็นมนุษย์ หรือความมีเหตุผลบ้างหรือไม่? (ไม่มี) ดังนั้น ศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ยอมรับความจริง หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความหัวร้อน เต็มไปด้วยความชั่วช้า เต็มไปด้วยคำพร่ำบ่น เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยน และยิ่งไปกว่านั้น หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความอยากส่วนตัว สิ่งเหล่านี้อัดแน่นหัวใจของพวกเขา ไม่ว่าจะถูกพระนิเวศของพระเจ้าจัดการในหนทางใด หรือพระเจ้าทรงจัดเตรียมสภาพแวดล้อมใดให้พวกเขา พวกเขาก็ไม่สามารถยอมรับได้สิ่งเหล่านี้จากพระเจ้า พวกเขาทำได้เพียงรับมือกับสิ่งเหล่านี้ด้วยความหัวร้อน โดยตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน พวกเขารับมือกับสิ่งทั้งหมดนี้โดยใช้วิธีการของซาตานและตรรกะของซาตาน ดังนั้นในท้ายที่สุด พวกเขาก็ยังคงไม่ได้รับความจริงและทำได้เพียงถูกกำจัดเท่านั้น ผู้คนแต่ละประเภทย่อมมีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันต่อการถูกแทนที่และการถูกปรับเปลี่ยนการมอบหมายหน้าที่ของตน หรือแม้แต่ต่อการถูกแยกออกไปหรือถูกคัดออก ผู้คนที่รักความจริงอย่างแท้จริงย่อมชิงชังการกระทำของตนเอง ศัตรูของพระคริสต์ที่ไม่รักความจริง ไม่เพียงไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้จากพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยความเกลียดชังอีกด้วย ผลที่ตามมาคืออะไร? สิ่งนี้ก่อให้เกิดคำพร่ำบ่น การใส่ร้าย การตัดสิน และการกล่าวโทษในตัวพวกเขา นำไปสู่การที่พวกเขาปฏิเสธและหมิ่นประมาทพระเจ้า นี่คือที่มาของจุดจบของพวกเขา เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถเข้าใจความจริง ไม่สามารถยอมรับสิ่งต่างๆ จากพระเจ้า และไม่สามารถนบนอบต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการ ดังนั้นจุดจบของพวกเขาจึงถูกกำหนดไว้แล้ว พวกเขาถูกพระนิเวศของพระเจ้าคัดออกในชีวิตนี้ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาในโลกที่จะมาถึง พวกเจ้าสามารถมองเรื่องเหล่านี้อย่างทะลุปรุโปร่งหรือไม่? หากพวกเจ้าค้นพบผู้คนเช่นนี้รอบตัวพวกเจ้า พวกเจ้าสามารถนำพระวจนะเหล่านี้ของเราไปเปรียบเทียบกับพวกเขาได้หรือไม่? การสำแดงที่โดดเด่นที่สุดของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร? การไม่เชื่อในความจริง การไม่ยอมรับความจริง การไม่นบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การไม่สามารถยอมรับสิ่งใดๆ จากพระเจ้าได้ และการไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนหรือกลับใจไม่ว่าพวกเขาจะกระทำความผิดใดก็ตาม สิ่งเหล่านี้กำหนดว่าผู้คนเหล่านี้มีธรรมชาติของซาตานและพวกเขาเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง
พวกเจ้าทุกคนควรเปรียบเทียบตนเองกับการเผย การสำแดง และการปฏิบัติต่างๆ ของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่เราได้เปิดโปงเอาไว้ ในระหว่างการทำหน้าที่ของพวกเจ้า พวกเจ้าจะแสดงการสำแดง การเผย และการปฏิบัติเหล่านี้บางอย่างออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่พวกเจ้าแตกต่างจากศัตรูของพระคริสต์อย่างไร? พวกเจ้าสามารถยอมรับได้หรือไม่ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพวกเจ้ามาจากพระเจ้า? (พวกเรายอมรับได้) การสามารถยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าว่ามาจากพระเจ้าได้นั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากที่สุด หากพวกเจ้าเดินบนเส้นทางที่ผิด ทำสิ่งผิด ทำสิ่งที่ไม่รู้ความ หรือกระทำความผิด พวกเจ้าจะสามารถหันกลับมาได้หรือไม่? พวกเจ้าสามารถกลับใจได้หรือไม่? (พวกเราทำได้) การสามารถกลับใจและหันกลับมาได้นั้นเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและหายากที่สุด แต่ศัตรูของพระคริสต์ขาดสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง มีเพียงผู้คนที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าเท่านั้นที่มีสิ่งเหล่านี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องมีคืออะไร? ประการแรกคือการเชื่อว่าพระเจ้าคือความจริง นี่คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุด พวกเจ้าสามารถทำเช่นนี้ได้หรือไม่? (พวกเราทำได้) ศัตรูของพระคริสต์ไม่มีสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดนี้ ประการที่สองคือการยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นความจริง นี่ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดเช่นกัน ประการที่สามคือการนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า นี่เป็นสิ่งที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถบรรลุได้อย่างเด็ดขาด แต่นี่คือจุดที่เริ่มยากสำหรับพวกเจ้า ประการที่สี่คือการยอมรับทุกสิ่งจากพระเจ้าโดยไม่โต้แย้ง ไม่แก้ต่างให้ตนเอง ไม่อ้างเหตุผล และไม่พร่ำบ่น สำหรับพวกศัตรูของพระคริสต์แล้ว เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ประการที่ห้าคือการกลับใจหลังจากการกบฏหรือกระทำความผิด นี่จะเป็นเรื่องยากที่พวกเจ้าจะสัมฤทธิ์ นั่นคือเมื่อผู้คนค่อยๆ ได้รับความรู้บางอย่างเกี่ยวกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเองผ่านช่วงเวลาแห่งการคิดทบทวนและการแสวงหา ความเศร้า ความคิดลบ และความอ่อนแอ หลังจากกระทำความผิด แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องใช้เวลา อาจจะหนึ่งหรือสองปี หรืออาจจะนานกว่านั้น คนเราสามารถกลับใจอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนอย่างถ่องแท้และยอมจำนนจากหัวใจเท่านั้น แม้การทำเช่นนี้จะไม่ง่าย แต่ท้ายที่สุดแล้ว การสำแดงของการกลับใจก็สามารถมองเห็นได้ในบรรดาผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริง และผู้ที่สามารถบรรลุความรอดของพระเจ้า แต่ศัตรูของพระคริสต์กลับไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย จงคิดดูว่า มีศัตรูของพระคริสต์คนใดที่ไม่ขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตเมื่อสามหรือห้าปี หรือแม้แต่ 10 หรือ 20 ปีก่อน หลังจากทำเรื่องไม่ดี? ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด หลังจากที่เจ้าพบพวกเขาอีกครั้ง สิ่งที่พวกเขาพูดถึงก็ยังคงเป็นข้อโต้แย้งเหล่านั้นของพวกเขา พวกเขายังคงไม่รับรู้หรือยอมรับการทำชั่วของตนเอง และพวกเขาไม่แสดงถึงความสำนึกผิดแม้แต่น้อย นี่คือความแตกต่างระหว่างศัตรูของพระคริสต์กับผู้คนที่เสื่อมทรามทั่วไป เหตุใดศัตรูของพระคริสต์จึงไม่สามารถแสดงความสำนึกผิดได้? ต้นตอของปัญหาคืออะไร? พวกเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าคือความจริง ซึ่งนำไปสู่การที่พวกเขาไม่สามารถยอมรับความจริงได้ นี่คือความสิ้นหวัง และถูกกำหนดโดยแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ เมื่อพวกเจ้าได้ยินเราชำแหละการสำแดงต่างๆ ของพวกศัตรูของพระคริสต์ พวกเจ้าคิดว่า “ฉันจบสิ้นแล้ว ฉันก็มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เช่นกัน—ฉันก็เป็นศัตรูของพระคริสต์ด้วยไม่ใช่หรือ?” นี่คือการขาดวิจารณญาณแยกแยะไม่ใช่หรือ? เป็นความจริงที่เจ้ามีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ แต่สิ่งที่เจ้าแตกต่างจากศัตรูของพระคริสต์ก็คือเจ้ายังคงมีสิ่งที่เป็นบวก เจ้าสามารถยอมรับความจริง สารภาพ กลับใจ และเปลี่ยนแปลงได้ และสิ่งที่เป็นบวกเหล่านี้สามารถทำให้เจ้าทิ้งอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ได้ และทำให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และเจ้าสามารถสัมฤทธิ์ความรอดได้ นี่หมายความว่าเจ้ามีความหวังไม่ได้หรือ? เจ้ายังมีความหวังอยู่!
พวกเจ้าทุกคนรู้สึกว่าการเขียนบทความคำพยานจากประสบการณ์เป็นเรื่องยากมาก และไม่สามารถเขียนออกมาได้ หลังจากมีประสบการณ์มาหลายปี บางคนกลับเขียนบทความคำพยานเพียงบทความเดียว บางคนเขียนเพียงบทความเดียวหลังจากเชื่อมา 10 หรือ 20 ปี และพวกเขาสรุปแก่นแท้ของประสบการณ์ตลอดหลายปีนี้เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างกลมกลืน บางคนเชื่อในพระเจ้ามาเป็นเวลา 30 ปี และยังคงไม่มีความรู้ที่ได้จากประสบการณ์อย่างแท้จริง บทสรุปก็คือ พวกเขาไม่เข้าใจความจริง ดังนั้น เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่พวกเจ้าไม่เข้าใจความจริง เราควรทำอย่างไร? เราต้องพูดกับพวกเจ้าให้มากขึ้น ด้วยความอดทนและจริงจัง พูดให้มากขึ้นและพูดอย่างละเอียด พวกเจ้าต้องมีความอดทนเล็กน้อยและฟังสามัคคีธรรมของเราให้มากขึ้น จงฟังอย่างตั้งใจ มีวิจารณญาณแยกแยะ และเพียรพยายามทำความเข้าใจแก่นแท้ของความจริงแต่ละแง่มุม ดังที่เราเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่ หากเจ้าเข้าใจว่าการสำแดงของผู้ที่มีอุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์เป็นอย่างไร การสำแดงของผู้คนเหล่านั้นที่มีแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์เป็นอย่างไร และความแตกต่างระหว่างการสำแดงทั้งสองคืออะไร เช่นนั้นเจ้าก็จะมีเส้นทางให้ก้าวเดิน และในเวลาเดียวกัน เจ้าก็จะมีวิจารณญาณแยกแยะด้วย เจ้าจะสามารถแยกแยะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเองและแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ หากเจ้าพบเจอศัตรูของพระคริสต์คนหนึ่ง เจ้าจะสามารถแยกแยะและเปิดโปงเขาได้อย่างทันท่วงที สามารถหยุดยั้งและจำกัดการกระทำและการปฏิบัติที่หุนหันพลันแล่นและตามอำเภอใจของเขาได้อย่างทันท่วงที และหลีกเลี่ยงหรือลดความสูญเสียที่เกิดจากการทำชั่วของเขาต่องานของคริสตจักรได้ มิฉะนั้น หากพวกเจ้ามีความสามารถในการจับใจความต่ำและขาดวิจารณญาณแยกแยะ หรือหากพวกเจ้าไม่ละเอียดถี่ถ้วนเมื่อเป็นเรื่องของความจริง และเข้าใจเพียงคำสอนตลอดเวลา อีกทั้งไม่สามารถรู้เท่าทันแก่นแท้ของคนคนหนึ่งได้ นี่ย่อมจะนำไปสู่การที่พวกเจ้าไม่เพียงไม่สามารถแยกแยะศัตรูของพระคริสต์รอบตัวพวกเจ้าได้เท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การที่พวกเจ้าติดตามพวกเขาประหนึ่งว่าพวกเขาเป็นผู้นำที่ดีอีกด้วย จงคิดดูให้ดี พิจารณาให้รอบคอบ สิ่งทั้งหลายที่ศัตรูของพระคริสต์ทำนั้นนำประโยชน์มาสู่พระนิเวศของพระเจ้าหรือนำความเสียหายมาให้มากกว่ากัน? หลังจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เจ้าย่อมสามารถเห็นได้ว่า แม้พวกศัตรูของพระคริสต์ดูเหมือนจะทำสิ่งที่ดีบางอย่างในขณะที่ทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า แต่แท้จริงแล้วพวกเขาสร้างความเสียหายมากกว่าผลดี ได้ไม่คุ้มเสีย อันที่จริง สิ่งดีๆ ที่พวกเขาทำกลับนำมาซึ่งอันตรายแฝงที่ยิ่งใหญ่กว่า ก่อให้เกิดความเสียหายต่องานของคริสตจักรมากกว่าผลดี บทบาทที่ผู้คนเหล่านี้ในพระนิเวศของพระเจ้าคือบทบาทของข้ารับใช้ของซาตาน
25 เมษายน ค.ศ. 2020