ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่สอง)

วันนี้ พวกเรามาสามัคคีธรรมกันต่อถึงการสำแดงนานาประการของศัตรูของพระคริสต์ในประการที่สิบ นั่นคือ พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า คราวที่แล้ว พวกเราได้เจาะจงสามัคคีธรรมโดยมุ่งไปที่การดูหมิ่นความจริง ดังนั้น พวกเรามาทบทวนเรื่องนี้กันก่อนเถิด คราวที่แล้วพวกเจ้าอธิบายคำว่า “การดูหมิ่น” ไว้อย่างไร? (พวกเราอธิบายว่าเป็นการไม่ให้ความสำคัญกับความจริง เป็นการดูถูก เยาะเย้ย และเมินเฉยต่อความจริง และเป็นการแสดงถึงการดูแคลนความจริง) พวกเจ้าได้อธิบายแก่นแท้ของคำนี้อย่างชัดเจนโดยใช้คำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแล้วหรือยัง? (คำอธิบายของพวกเราถือเป็นเพียงคำพ้องความหมายของการดูหมิ่นเท่านั้น นี่เป็นคำอธิบายที่ผิวเผินและไม่ได้ขยายความในรายละเอียดของการดูหมิ่นความจริง รวมถึงท่าทีและการสำแดงของพวกเราในการปฏิบัติต่อความจริง พวกเราล้มเหลวในการอธิบายแก่นแท้ของคำนี้) ธรรมชาติของคำอธิบายดังกล่าวคืออะไร? สิ่งนี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ใด? (คำพูดและคำสอน) มีอะไรอีกหรือไม่? สิ่งนี้ถือว่าเป็นความรู้ใช่หรือไม่? (ใช่) ความรู้นี้ได้มาอย่างไร? สิ่งนี้ได้มาจากโรงเรียน จากครูบาอาจารย์ รวมถึงจากพจนานุกรมและหนังสือต่างๆ แล้วความแตกต่างระหว่างคำอธิบายของเรากับคำอธิบายของพวกเจ้าคืออะไร? (สามัคคีธรรมของพระเจ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับท่าทีที่แต่ละคนมีต่อความจริง—กล่าวคือ ผู้คนต่อต้านความจริง รู้สึกรังเกียจความจริง และเกลียดชังความจริงจากก้นบึ้งของหัวใจ ทั้งยังไม่ยอมรับความจริง และถึงกับกล่าวโทษความจริง รวมถึงร่วมวงตัดสินอย่างเป็นปฏิปักษ์และหมิ่นประมาทความจริง คำอธิบายของพระเจ้ามาจากแก่นแท้ของท่าทีที่ผู้คนมีต่อความจริง) เราอธิบายแก่นแท้ของคำว่า “การดูหมิ่น” จากมุมมองของพฤติกรรม การปฏิบัติ ท่าที และทัศนะอันเป็นแก่นแท้นานาประการ คำอธิบายใดคือความจริงอย่างแท้จริง? (คำอธิบายของพระเจ้าคือความจริง) แล้วคำอธิบายของพวกเจ้าบกพร่องที่ตรงไหน? (พวกเราไม่เข้าใจความจริง พวกเราเพียงแต่มองสิ่งทั้งหลายจากภายนอกและตีความสิ่งเหล่านั้นตามตัวอักษร โดยพึ่งพาความรู้และคำสอนในการมองปัญหา) พวกเจ้าตีความคำนี้โดยอ้างอิงจากความรู้ที่พวกเจ้าได้จับความเข้าใจและตามความเข้าใจที่พวกเจ้ามีต่อความหมายตามตัวอักษร แต่พวกเจ้าไม่รู้เลยว่าคำนี้เชื่อมโยงกับแก่นแท้ธรรมชาติและอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของคนเราอย่างไร นี่คือความแตกต่างระหว่างความรู้และคำสอนกับความจริง โดยปกติแล้วพวกเจ้าใช้วิธีการและมุมมองนี้ในการอ่านพระวจนะของพระเจ้าและสามัคคีธรรมความจริงใช่หรือไม่? (ใช่) มิน่าเล่า ไม่ว่าผู้คนส่วนใหญ่ จะอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าแท้จริงแล้วความจริงในพระวจนะเหล่านั้นคืออะไร ดังนั้น ผู้คนมากมายจึงเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีโดยไม่เข้าใจหรือเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง นี่คือเหตุผลที่มักกล่าวกันว่า “ผู้คนไม่เข้าใจความจริงและไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริง”

พวกเราจะสามัคคีธรรมกันต่อถึงการสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ประการที่สิบ นั่นคือ พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า ในการชุมนุมครั้งล่าสุด พวกเราได้แบ่งการดูหมิ่นความจริงออกเป็นสามประการ สามประการนั้นมีอะไรบ้าง? (ประการแรก การดูหมิ่นพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้า ประการที่สอง การดูหมิ่นเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ ประการที่สาม การดูหมิ่นพระวจนะแห่งพระเจ้า) พวกเรามาชำแหละหัวข้อ “ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า” โดยอ้างอิงจากสามประการนี้กันเถิด คราวที่แล้ว เบื้องต้นได้พูดถึงประการแรกไปพอสมควรแล้ว แต่ไม่ได้สามัคคีธรรมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับความบริสุทธิ์และความทรงเอกลักษณ์ของแก่นแท้ของพระเจ้ามากนัก โดยตั้งใจที่จะเหลือพื้นที่ให้พวกเจ้าได้ใคร่ครวญและเพื่อให้พวกเจ้าสามัคคีธรรมอย่างเจาะจงมากขึ้นโดยอ้างอิงจากแง่มุมต่างๆ ของความชอบธรรมและมหิทธานุภาพของพระเจ้าที่เราได้สามัคคีธรรมไป วันนี้ พวกเราจะสามัคคีธรรมถึงประการที่สอง ซึ่งว่าด้วยวิธีที่ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์ เพื่อชำแหละหัวข้อที่ว่า ศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า อย่างไร

II. การดูหมิ่นเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าประสูติเป็นมนุษย์

ทัศนะและมุมมอง รวมถึงความสัมพันธ์ที่ศัตรูของพระคริสต์มีต่อพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง—ซึ่งก็คือพระคริสต์—ก็มีการสำแดงเฉพาะและการเผยอันเป็นแก่นแท้บางประการเช่นกัน หากพวกเราจะนำเสนอการสำแดงอันเจาะจงบางประการของผู้คน หรือการปฏิบัติเฉพาะของคนบางคนออกมาอย่างเรียบง่าย พวกเจ้าอาจจะพบว่าการนำเสนอดังกล่าวไม่ค่อยชัดเจนนัก แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเรามาแบ่งเรื่องนี้ออกเป็นหลายประการ เพื่อทำความเข้าใจจากแต่ละประการว่าแท้จริงแล้วท่าทีที่ศัตรูของพระคริสต์มีท่าทีเช่นไรต่อเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง รวมถึงเพื่อตรวจสอบและชำแหละว่าศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นความจริงอย่างไร ประการแรกคือ การป้อยอ การยกยอ และคำพูดที่ฟังดูดี ประการที่สองคือ การพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ ควบคู่ไปกับความอยากรู้อยากเห็น ประการที่สามคือ วิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา ประการที่สี่คือ การแค่รับฟังสิ่งที่พระคริสต์ตรัส แต่ทั้งไม่เชื่อฟังและไม่นบนอบ เมื่อตัดสินจากการแสดงออกของแต่ละประการ ตลอดจนทัศนะและการสำแดงที่พวกเจ้าเข้าใจได้จากความหมายตามตัวอักษร แต่ละประการนั้นเป็นบวกหรือไม่? มีประการใดที่ดูค่อนข้างเป็นบวกหรือไม่? คำว่า “เป็นบวก” หมายถึงอะไร? อย่างน้อยที่สุด คำนี้หมายถึงการมีความเป็นมนุษย์และสำนึก สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องยกระดับไปถึงขั้นของการมีการนบนอบ หรือท่าทีและจุดยืนที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรมี หากใช้เพียงมาตรวัดของสำนึกของมนุษย์ มีประการใดบ้างที่ถึงเกณฑ์?

อันดับแรก พวกเรามาดูที่ประการแรก นั่นคือ การป้อยอ การยกยอ และคำพูดที่ฟังดูดี กันก่อนเถิด ในภาษามนุษย์ สามคำนี้ถือเป็นคำยกย่องหรือเป็นบวกหรือไม่? (ไม่) โดยทั่วไปแล้ว คำเหล่านี้ใช้บรรยายคำพูดและพฤติกรรมของผู้คนประเภทใด? (คนหลอกลวง คนทรยศ คนเลวทราม คนประจบสอพลอ) คนทรยศ คนเลวทราม และคนที่ทิ้งความเชื่อ ผู้คนประเภทที่เชื่อมโยงกับความหลอกลวง ความต่ำช้า และความเลวร้าย ในสายตาของคนส่วนใหญ่ การกระทำของผู้คนเช่นนี้ถูกมองว่าน่ารังเกียจและต่ำช้า ไม่จริงใจต่อผู้คน และไม่มีจิตใจที่เมตตา พวกเขามักจะป้อยอ ยกยอ และกล่าวคำพูดที่ฟังดูดี โดยป้อยอและยกยอผู้ที่มีอิทธิพลหรือมีสถานะสูงส่ง คนประเภทนี้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่นและมักถูกมองว่าเป็นบุคคลที่เป็นลบ

พวกเรามาดูประการที่สองกันเถิด นั่นคือ การพินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์ ควบคู่ไปกับความอยากรู้อยากเห็น คำเหล่านี้ถือเป็นคำยกย่องหรือคำในเชิงลบ? (คำในเชิงลบ) คำในเชิงลบหรือ? จงอธิบายให้เราฟังเถิดว่า เหตุใดพวกเจ้าจึงจัดประเภทคำเหล่านี้ว่าเป็นคำในเชิงลบ? หากไม่มีบริบท คำเหล่านี้ย่อมเป็นกลางและไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นคำยกย่องหรือคำในเชิงลบ ตัวอย่างเช่น การใช้การพินิจพิเคราะห์กับโครงการทางวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์แก่นแท้ของปัญหา การอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่าง—โดยพื้นฐานแล้ว การสำแดงเหล่านี้ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นบวกหรือเป็นลบ ทั้งยังค่อนข้างเป็นกลาง อย่างไรก็ตาม ในที่นี้มีบริบทอยู่ กล่าวคือ เป้าหมายของการพินิจพิเคราะห์ การวิเคราะห์ และความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนไม่ใช่หัวข้อที่เหมาะสมสำหรับการวิจัยของมนุษย์ แต่นี่คือเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง ดังนั้นจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อเพิ่มบริบทนี้เข้าไป อ้างอิงจากสิ่งที่ผู้คนประเภทนี้ทำ ตลอดจนการสำแดงและพฤติกรรมของพวกเขา คำเหล่านี้จึงกลายเป็นคำในเชิงลบในที่นี้ ผู้คนประเภทใดที่มักจะพินิจพิเคราะห์และวิเคราะห์เนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง? คนที่ไล่ตามเสาะหาความจริง หรือคนที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น? คนที่เชื่อในพระคริสต์อย่างแท้จริงจากหัวใจของตน หรือคนที่มีท่าทีกังขาต่อพระคริสต์? เห็นได้ชัดว่าคือคนที่มีท่าทีกังขา พวกเขาไม่ได้มีความเชื่อที่แท้จริงในพระคริสต์ และนอกจากการพินิจพิเคราะห์และการวิเคราะห์แล้ว พวกเขายังอยากรู้อยากเห็นเป็นพิเศษอีกด้วย พวกเขาอยากรู้อยากเห็นเรื่องอะไรกันแน่? อีกไม่นานพวกเราจะสามัคคีธรรมอย่างเจาะจงถึงรายละเอียดของการสำแดงและแก่นแท้เหล่านี้

ต่อไป พวกเรามาดูกันที่ประการที่สาม นั่นคือ วิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อพระคริสต์ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา ประการนี้ไม่มีคำที่เฉพาะเจาะจงให้วิเคราะห์ถึงความหมายในเชิงยกย่องหรือในเชิงลบ การสำแดงและการปฏิบัติเฉพาะลักษณะนี้ของคนกลุ่มนี้ เผยให้เห็นถึงข้อจริงข้อใด? คนที่ทำเช่นนั้นและแสดงการสำแดงเช่นนั้นมีอุปนิสัยประเภทใด? ประการแรก พวกเขาปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความยุติธรรมหรือไม่? (ไม่) การนี้สามารถอนุมานเรื่องนี้ได้จากวลีใด? (“ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขา”) วลีนี้หมายความว่า ผู้คนประเภทนี้กระทำการและปฏิบัติต่อผู้คนหรือเรื่องราวอื่นๆ อย่างไร้หลักธรรม ไร้เส้นขอบเขต และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไร้มโนธรรมหรือสำนึกใดๆ—พวกเขาถูกอารมณ์ของตนชี้นำโดยสมบูรณ์ หากใครบางคนปฏิบัติต่อคนธรรมดาตามอารมณ์ของตน นั่นอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ การนั้นไม่ได้ละเมิดกฎการปกครองหรือก้าวล่วงอุปนิสัยของพระเจ้า และเพียงแค่แสดงให้เห็นว่าคนคนนี้เอาแต่ใจ ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง กระทำการโดยไร้หลักธรรม และทำตามความพอใจของตนตามอารมณ์และความชอบส่วนตน โดยคำนึงถึงแต่ความอยากและความรู้สึกทางเนื้อหนังของตนเองเท่านั้นไม่คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น และไม่แสดงความเคารพต่อผู้อื่นเลย นี่คือคำอธิบายที่อ้างอิงจากการที่พวกเขาปฏิบัติต่อคนธรรมดา—แต่ใครคือฝ่ายที่รับการปฏิบัติตามอารมณ์ของพวกเขาในที่นี้? คนคนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา แต่คือเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง—คือพระคริสต์ หากเจ้าปฏิบัติต่อพระคริสต์ตามอารมณ์ของเจ้า นี่ย่อมเป็นปัญหาที่ร้ายแรง ซึ่งพวกเราจะยังไม่หารือถึงขอบเขตของปัญหาดังกล่าวในตอนนี้

ตอนนี้ พวกเรามาดูประการที่สี่กันเถิด นั่นคือ การแค่รับฟังสิ่งที่พระคริสต์ตรัส แต่ทั้งไม่เชื่อฟังและไม่นบนอบ ในที่นี้ไม่มีคำศัพท์เฉพาะที่ระบุว่าเป็นอะไรกันแน่ นี่คือการสำแดงประเภทหนึ่ง เป็นสภาวะที่เคยชินและท่าทีเฉพาะในวิธีที่ผู้คนปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยของคนเรา อุปนิสัยของผู้คนประเภทนี้คืออะไร? พวกเขารับฟัง แต่ทั้งไม่เชื่อฟังและไม่นบนอบ โดยผิวเผินแล้ว พวกเขายังสามารถรับฟังได้ แต่สิ่งที่พวกเขาแสดงออกภายนอกนั้นเหมือนกับสิ่งที่พวกเขาคิดหรือท่าทีที่แท้จริงภายในของพวกเขาหรือไม่? (ไม่) จากภายนอก พวกเขาอาจดูประพฤติตัวดีและดูเหมือนกำลังรับฟัง แต่ภายในกลับไม่เป็นเช่นนั้น ภายในของพวกเขามีอารมณ์และท่าทีของการไม่เชื่อฟัง ควบคู่ไปกับอารมณ์และท่าทีของการไม่ยอมรับ พวกเขาคิดว่า “ในใจข้าพระองค์ไม่เชื่อฟังพระองค์ ข้าพระองค์จะทำให้พระองค์เห็นอย่างชัดเจนได้อย่างไรว่าข้าพระองค์ไม่เชื่อฟัง? ข้าพระองค์ฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสด้วยหูเท่านั้น แต่ไม่ได้เก็บสิ่งเหล่านั้นมาใส่ใจหรือนำไปปฏิบัติเลย ข้าพระองค์จะตั้งตนเป็นศัตรูกับพระองค์และต่อต้านพระองค์!” นี่คือความหมายของการไม่เชื่อฟังและไม่นบนอบ หากผู้คนเช่นนี้ติดต่อและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลธรรมดา ปฏิบัติต่อสิ่งที่คนธรรมดากล่าวด้วยสภาวะ มุมมอง และท่าทีเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสำแดงที่ชัดเจนหรือตรวจพบได้หรือไม่ อุปนิสัยของผู้คนประเภทนี้คืออะไร? พวกเขาถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นเรียกว่าคนดีที่มีความเป็นมนุษย์และความมีเหตุผลหรือไม่? พวกเขาจัดว่าเป็นบุคคลที่เป็นบวกหรือไม่? ชัดเจนว่าไม่ใช่ เพียงดูจากวลีที่ว่า “แค่รับฟัง แต่ทั้งไม่เชื่อฟังและไม่นบนอบ” ผู้คนเหล่านี้ก็โอหังแล้ว พวกเขาโอหังเพียงใด? โอหังอย่างยิ่ง ถึงขั้นสูญเสียความมีเหตุผล เสียสติอย่างสิ้นเชิง ไม่เชื่อฟังใคร และไม่สนใจใคร ท่าทีของพวกเขาเวลามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นก็คือ “ฉันคุยกับคุณได้ คบค้ากับคุณได้ แต่ไม่มีคำพูดใครเข้าถึงหัวใจของฉันได้ ไม่มีคำพูดใครกลายมาเป็นหลักธรรมและชี้แนะการกระทำของฉันได้” พวกเขามีเพียงความคิดของตนเองอยู่ในใจ สนใจแต่เสียงในหัวของตนเท่านั้น พวกเขาทั้งไม่ฟังและไม่ยอมรับคำกล่าว และหลักธรรมที่ถูกต้องหรือเป็นบวก กลับต่อต้านอยู่ในหัวใจ มีผู้คนเช่นนี้อยู่ท่ามกลางคนทั่วไปหรือไม่? ในกลุ่มหนึ่งๆ ผู้คนเช่นนี้ย่อมถูกพิจารณาว่ามีเหตุผลหรือไร้เหตุผล? พวกเขาจัดว่าเป็นคนที่เป็นบวกหรือเป็นลบ? (คนที่เป็นลบ) ดังนั้น โดยปกติแล้วผู้คนส่วนใหญ่ในกลุ่มมองและปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร? ผู้คนส่วนใหญ่ใช้วิธีการประเภทใดในการปฏิบัติต่อคนเหล่านั้น? ผู้คนส่วนใหญ่เต็มใจที่จะติดต่อและมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลเช่นนี้หรือไม่? (ไม่) ผู้คนส่วนใหญ่ในคริสตจักรไม่อาจเข้ากันได้กับบุคคลดังกล่าว—เหตุผลคืออะไร? เหตุใดทุกคนจึงไม่ชอบและรู้สึกรังเกียจผู้คนดังกล่าว? ปัญหานี้สามารถอธิบายได้ด้วยประโยคสองประโยค ประการแรก ผู้คนเหล่านี้ไม่ให้ความร่วมมือกับใคร พวกเขาต้องการมีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาด และพวกเขาไม่รับฟังใครเลย การจะทำให้พวกเขาใส่ใจคำพูดของคนอื่นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง และเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะแสวงหาความคิดเห็นและแนวคิดของผู้อื่น หรือรับฟังสิ่งที่ผู้อื่นกล่าว ประการที่สอง พวกเขาไม่สามารถให้ความร่วมมือกับใครได้ สองประโยคนี้คือการสำแดงที่เฉพาะเจาะจงที่สุดของคนประเภทนี้มิใช่หรือ? ประโยคเหล่านี้คือแก่นแท้ของคนเช่นนั้นมิใช่หรือ? (ใช่) ประการแรก เมื่อพิจารณาอุปนิสัยของพวกเขา พวกเขาไม่ฟังใครและไม่เชื่อฟังใคร อยากมีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาด ไม่อยากฟังผู้อื่น และไม่ให้ความร่วมมือกับผู้อื่น หัวใจของพวกเขาไม่มีที่ทางสำหรับผู้อื่น หรือความจริง หรือหลักธรรมของคริสตจักร เช่นนี้คืออุปนิสัยของศัตรูของพระคริสต์ในตัวผู้คนประเภทนี้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่สามารถร่วมมือหรือเข้ากับผู้ใดได้ และต่อให้ในหัวใจของพวกเขาจะฝืนใจยอม แต่เมื่อถึงเวลา พวกเขาก็ยังไม่สามารถให้ความร่วมมือกับผู้อื่นได้อยู่ดี เกิดอะไรขึ้นตรงนี้? มีสภาวะบางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องมิใช่หรือ? พวกเขาดูถูกผู้อื่น ไม่ฟังผู้อื่น และไม่ว่าคำพูดของผู้อื่นจะสอดคล้องกับหลักธรรมเพียงใด พวกเขาก็ไม่ยอมรับคำพูดเหล่านั้น การให้ความร่วมมือกับผู้อื่นก็ทำได้ในหนทางของพวกเขาเท่านั้น นี่คือความร่วมมืออย่างกลมเกลียวใช่หรือไม่? นี่ไม่ใช่ความร่วมมือ นี่คือการกระทำการตามอำเภอใจ โดยที่คนคนเดียวเป็นผู้สั่งการ นี่คืออุปนิสัยที่ผู้คนประเภทดังกล่าวมีในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และพวกเขาก็ปฏิบัติต่อพระคริสต์ในหนทางเดียวกัน นี่เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การชำแหละหรือไม่? ปัญหาในที่นี้ร้ายแรงและสมควรได้รับการชำแหละ! ต่อไป พวกเรามาพูดถึงการสำแดงและการปฏิบัติอันเฉพาะเจาะจงของศัตรูของพระคริสต์ในแต่ละประการ และทำความเข้าใจแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ผ่านการสำแดงและการปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจงเหล่านี้—นั่นคือ การดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า พวกเรามาเริ่มชำแหละจากประการแรกกันเถิด

ก. การป้อยอ การยกยอ และคำพูดที่ฟังดูดี

การป้อยอ การยกยอ และคำพูดที่ฟังดูดี—โดยผิวเผินแล้ว ทุกคนก็ควรจะรู้ว่าคำเหล่านี้หมายถึงอะไร และบุคคลที่มีลักษณะเหล่านี้ก็พบเห็นได้ทั่วไป การป้อยอ การยกยอ และการกล่าวคำพูดที่ฟังดูดีมักจะเป็นวิธีพูดที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้ได้รับความโปรดปราน คำชมเชย หรือผลประโยชน์บางอย่างจากผู้อื่น นี่คือรูปแบบการพูดที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาผู้ที่ชอบยกยอและประจบสอพลอ อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคนมีการสำแดงเช่นนี้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะการพูดที่เป็นปรัชญาเยี่ยงซาตาน แล้วผู้คนแสดงการสำแดงและการปฏิบัติแบบเดียวกันต่อหน้าพระเจ้าในเนื้อหนัง เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์บางอย่างด้วยใช่หรือไม่? แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น เมื่อผู้คนป้อยอและยกยอเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด ในใจพวกเขามีมุมมองหรือความคิดประเภทใดเกี่ยวกับพระคริสต์ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าว? พฤติกรรมดังกล่าวคือสิ่งที่ผู้คนแสดงต่อผู้อื่นเป็นประจำ หากผู้คนประพฤติตนเช่นนี้ต่อพระเจ้าในเนื้อหนังด้วย นี่ย่อมเผยให้เห็นปัญหาโดยนัย กล่าวคือ พวกเขาถือว่าพระคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าในเนื้อหนัง คือคนธรรมดาคนหนึ่งในหมู่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเท่านั้น จากมุมมองภายนอก พระคริสต์ทรงมีกระดูกและเนื้อหนัง อีกทั้งมีรูปลักษณ์ของมนุษย์ เรื่องนี้ทำให้ผู้คนเกิดภาพลวงตา จนนำให้พวกเขาเชื่อว่าพระคริสต์ทรงเป็นเพียงมนุษย์ ทำให้พวกเขาปฏิบัติต่อพระคริสต์ตามตรรกะและความคิดเรื่องการปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างโจ่งแจ้ง ตามตรรกะและความคิดเรื่องการปฏิบัติต่อมนุษย์ โดยปกติแล้วในการปฏิบัติต่อคนที่มีสถานะและมีชื่อเสียง กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการสร้างความประทับใจที่ดีเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์หรือการส่งเสริมในภายหน้าอย่างราบรื่นก็คือ การทำให้คำพูดของตนฟังดูรื่นหูและมีชั้นเชิง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ฟังรู้สึกสบายใจและมีความสุข คนเราต้องรักษาการแสดงออกทางสีหน้าที่อ่อนโยน และไม่แสดงสีหน้าที่ดุร้ายหรือเคร่งขรึม และในด้านภาษา ก็ไม่ควรมีคำพูดที่รุนแรง มุ่งร้าย หรือหยาบคาย หรือคำพูดที่สามารถทำร้ายศักดิ์ศรีของคนเราได้ มีเพียงการสำแดงและคำพูดเช่นนี้เท่านั้นที่คนเราสามารถสร้างความประทับใจที่ดีต่อบุคคลดังกล่าวและไม่ทำให้พวกเขารู้สึกรังเกียจได้ ดูเหมือนว่าการพูดจารื่นหู การยกยอและการประจบสอพลอนั้นถือเป็นรูปแบบของการให้ความเคารพผู้อื่นที่แท้จริงที่สุด ในทำนองเดียวกัน ผู้คนเชื่อว่าในการแสดงความเคารพต่อพระคริสต์และรักษาความกลมเกลียว พวกเขาต้องพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะแสดงพฤติกรรมดังกล่าว เพื่อให้แน่ใจว่าคำพูดของพวกเขาไม่มีภาษาหรือเนื้อหาที่ทำร้ายจิตใจ และแน่นอนว่าต้องไม่มีสิ่งใดที่ก้าวล่วง ผู้คนคิดว่า นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการปฏิสัมพันธ์และสนทนากับพระคริสต์ พวกเขาปฏิบัติต่อเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดประหนึ่งมนุษย์ที่ธรรมดาที่สุดซึ่งมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามตามปกติ คิดว่าไม่มีวิธีประพฤติหรือปฏิบัติต่อพระองค์ที่ดีไปกว่านี้แล้ว ดังนั้น เมื่อศัตรูของพระคริสต์มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระคริสต์ สิ่งที่พวกเขาเก็บซ่อนไว้ในหัวใจจึงไม่ใช่ความยำเกรง ความเคารพ หรือความจริงใจอย่างแท้จริง แต่กลับเป็นความอยากใช้ภาษาที่รื่นหูและมีชั้นเชิง ถึงกับใช้ภาพลวงตาในการป้อยอและการยกยอเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดอย่างเปิดเผย พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนอ่อนไหวต่อแนวทางนี้ และเนื่องจากเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดก็เป็นมนุษย์เช่นกัน พระองค์ก็น่าจะทรงตอบสนองต่อแนวทางนี้และโปรดปรานแนวทางนี้ด้วย ด้วยเหตุนี้ ในการปฏิบัติต่อพระคริสต์ ซึ่งก็คือเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์จึงไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระคริสต์ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า ตรงกันข้าม พวกเขาใช้กลยุทธ์ของมนุษย์บางอย่าง ปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของมนุษย์ และเล่ห์เหลี่ยมทั่วไปของมนุษย์ในการปฏิบัติและบงการผู้อื่นมาปฏิบัติต่อเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด แก่นแท้ของพฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่าศัตรูของพระคริสต์ดูหมิ่นเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดใช่หรือไม่? (ใช่)

ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระคริสต์ด้วยวิธีเดียวกันกับที่พวกเขาปฏิบัติต่อมนุษย์ที่เสื่อมทราม โดยกล่าวเพียงคำป้อยอและคำยกยอเมื่อพบพระคริสต์ จากนั้นก็สังเกตปฏิกิริยาของพระคริสต์และพยายามตอบสนองตามความชอบของพระองค์เท่านั้น เมื่อพบพระคริสต์ บางคนก็กล่าวว่า “ข้าพระองค์เห็นพระองค์แต่ไกล พระองค์โดดเด่นท่ามกลางฝูงชน พระองค์มีรัศมีเหนือพระเศียร ต่างจากผู้อื่นที่ไม่มี ข้าพระองค์รู้ทันทีว่าพระองค์ไม่ใช่คนธรรมดา ในพระนิเวศของพระเจ้า จะมีใครอื่นที่ไม่ธรรมดาอีกนอกจากพระคริสต์? ทันทีที่เห็นพระองค์ ข้าพระองค์ก็บอกได้เลยว่านี่คือความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย เนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิดนั้นแตกต่างจากคนอื่นจริงๆ” นี่คือเรื่องไร้สาระอย่างโจ่งแจ้งไม่ใช่หรือ? รูปลักษณ์ของเรานั้นธรรมดาและสามัญ หากเราไม่ทำสิ่งใดหรือกล่าวสิ่งใดในฝูงชน ก็อาจจะยังไม่มีใครจำได้ว่าเราเป็นใคร แม้จะผ่านไปหนึ่งหรือสองปีแล้วก็ตาม ไม่ว่าในกลุ่มใด เราก็เป็นเพียงสมาชิกธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีใครมองเห็นความพิเศษใดๆ ในตัวเราได้ บัดนี้ เรากำลังทำงานอยู่ในคริสตจักร และเพราะคำพยานของพระเจ้า พวกเจ้าจึงรับฟังเมื่อเราพูดท่ามกลางพวกเจ้า แต่หากไร้ซึ่งคำพยานของพระเจ้า จะมีคนที่รับฟังเราหรือให้ความสนใจสักกี่คนเล่า? นั่นยังคงเป็นคำถาม เป็นสิ่งที่ไม่รู้ บางคนกล่าวว่า “พระองค์ดูเหมือนพระเจ้าสำหรับฉัน ฉันรู้สึกมาตลอดว่าพระองค์ไม่ธรรมดา แตกต่างจากคนอื่น” เราแตกต่างอย่างไร? เรามีสามหัวและหกแขนอย่างนั้นหรือ? เจ้าจะบอกความแตกต่างได้อย่างไร? ครั้งหนึ่งพระเจ้าเคยตรัสไว้ว่า เราจงใจไม่ให้ผู้คนรับรู้ถึงเทวสภาพในตัวเราแม้เพียงน้อยนิด หากพระเจ้าไม่ทรงยอมให้ผู้คนรับรู้ถึงเทวสภาพของพระองค์ เจ้าจะมองเห็นได้อย่างไร? สิ่งที่คนเหล่านี้กล่าวมีปัญหาไม่ใช่หรือ? เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นเพียงคำพูดไร้สาระของคนประจบสอพลอที่น่ารังเกียจ ซึ่งคำพูดของพวกเขาไร้แก่นสารโดยสิ้นเชิง รูปลักษณ์ภายนอกของพระเจ้าในเนื้อหนังคือรูปลักษณ์ของคนธรรมดา สายตาของมนุษย์จะแยกแยะเทวสภาพของพระคริสต์ได้อย่างไร? หากพระคริสต์ไม่ได้ทรงพระราชกิจและไม่ตรัส ก็จะไม่มีใครจำพระองค์ได้หรือรู้จักอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระองค์ นี่คือข้อเท็จจริง แล้วบรรดาผู้ที่กล่าวว่า “ข้าพระองค์บอกได้ตั้งแต่แรกเห็นเลยว่าพระองค์เป็นเนื้อหนังที่พระเจ้าทรงบังเกิด ซึ่งแตกต่างจากผู้อื่น” หรือ “ทันทีที่เห็นพระองค์ ข้าพระองค์ก็รู้ว่าพระองค์สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้” เล่า? คำกล่าวเหล่านี้คืออะไร? คือสิ่งที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง! ในยามที่พระเจ้ายังไม่ได้ประทานคำพยานของพระองค์ เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถแยกแยะได้ ไม่ว่าเจ้าจะมองกี่ครั้งก็ตาม? หลังจากคำพยานของพระเจ้า เมื่อเราเริ่มงานของเรา เหตุใดเจ้าก็พลันมองเห็นได้ตั้งแต่แรกเห็น? ชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้คือคำพูดที่หลอกลวง เป็นความบ้าคลั่งโดยแท้

บางคนต้องการโอ้อวดตนเองในยามที่พบปะหรือมีปฏิสัมพันธ์กับเรา พวกเขาคิดว่า “ไม่บ่อยนักที่คนเราจะได้พบพระเจ้าในเนื้อหนัง นี่เป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิต ฉันต้องทำผลงานให้ดี ถ่ายทอดผลลัพธ์จากการเชื่อในพระเจ้ามาหลายปีของฉัน รวมถึงความสำเร็จอันดีงามที่ฉันได้ทำนับตั้งแต่ยอมรับพระราชกิจในช่วงระยะปัจจุบันของพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าทรงทราบ” คำที่บอกว่าเพื่อให้เราทราบนั้น พวกเขาหมายความว่าอย่างไร? พวกเขาคาดหวังว่าจะได้รับโอกาสในการเลื่อนตำแหน่ง หากอยู่ในคริสตจักร พวกเขาอาจจะไม่เคยมีโอกาสโดดเด่นหรือได้รับการเลื่อนตำแหน่งเลยในชีวิตนี้ คงจะไม่มีใครเลือกพวกเขา พวกเขาคิดว่าตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว จึงครุ่นคิดว่าจะพูดอย่างไรไม่ให้เผยปัญหา และไม่แสดงออกมาว่าพวกเขากำลังพยายามโอ้อวดตนเองอย่างไร พวกเขาต้องมีชั้นเชิงและมีทักษะมากขึ้น ใช้เล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายบางอย่าง พึ่งพาอุบายเล็กๆ น้อยๆ พวกเขากล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า แน่นอนว่าพวกเราได้รับประโยชน์มากมายจากการเชื่อในพระองค์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา! ทั้งครอบครัวของพวกเราเชื่อในพระองค์ ทุกคนได้ละทิ้งทุกสิ่งเพื่อสละตนเพื่อพระเจ้า แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพระวจนะของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่มาก และพระองค์ทรงพระราชกิจมามากมาย พวกเราทุกคนเต็มใจที่จะทำหน้าที่ของพวกเราและสละตนเพื่อพระเจ้า” เรากล่าวตอบไปว่า “แต่แท้จริงแล้วสิ่งนี้ไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย” “มีสิ—พระคุณที่พระเจ้าประทานให้นั้นมากมายเหลือล้น ในพระวจนะของพระเจ้า พวกเราได้รับความสว่าง ความเข้าใจเชิงลึก และความเข้าใจใหม่ๆ มากมาย พี่น้องชายหญิงทุกคนล้วนมีพลัง และต่างเต็มใจที่จะสละตนเพื่อพระเจ้า” “มีใครที่อ่อนแอและเป็นลบหรือไม่? มีใครที่ก่อการขัดขวางและการก่อกวนหรือไม่?” “ไม่มี ชีวิตคริสตจักรของพวกเราดีมาก พี่น้องชายหญิงทุกคนล้วนไล่ตามเสาะหาการรักพระเจ้า การละทิ้งทุกสิ่งเพื่อประกาศข่าวประเสริฐ ทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้นดีงาม พวกเราทุกคนล้วนมีแรงจูงใจ และไม่อาจเชื่อแบบที่แสวงหาพระคุณและเสาะแสวงที่จะกินขนมปังให้อิ่มท้องเหมือนเมื่อก่อนได้อีกต่อไป พวกเราต้องละทิ้งทุกสิ่งเพื่อพระเจ้า ถวายตัวให้พระเจ้า และสละตนเพื่อพระเจ้า” “เช่นนั้นแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ พวกเจ้าได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าบ้างหรือไม่?” “ได้รับ พระวจนะของพระเจ้าอย่างพระองค์ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่ละประโยคพุ่งไปยังปัญหาสำคัญของพวกเราอย่างตรงจุด เปิดโปงแก่นแท้ธรรมชาติของพวกเรา! พวกเราได้รับความสว่างอันยิ่งใหญ่ในการรู้จักตนเองและในพระวจนะของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยชีวิตครอบครัวของพวกเราทั้งครอบครัว คริสตจักรของพวกเราทั้งคริสตจักร หากปราศจากพระองค์ พวกเราคงพินาศไปในที่ใดก็ไม่รู้ตั้งนานแล้ว หากปราศจากพระองค์ พวกเราคงไม่รู้ว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร ทุกคนในคริสตจักรของพวกเราปรารถนาที่จะได้เห็นพระองค์ อธิษฐานทุกวันเพื่อจะได้พบพระองค์ในความฝัน หวังที่จะได้อยู่กับพระองค์ทุกวัน!” ในคำพูดของพวกเขา มีคำพูดใดที่จริงใจหรือมาจากใจโดยเนื้อแท้บ้างหรือไม่? (ไม่มี) เช่นนั้นแล้วคำพูดเหล่านี้คืออะไร? นี่คือคำพูดที่หน้าซื่อใจคด ว่างเปล่า และไร้ประโยชน์ เมื่อเราขอให้พวกเขาพูดถึงการรู้จักตนเอง พวกเขาก็กล่าวว่า “นับตั้งแต่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้า ข้าพระองค์รู้สึกว่าข้าพระองค์เป็นมารและซาตานตนหนึ่งที่ขาดความเป็นมนุษย์” “เจ้าขาดความเป็นมนุษย์อย่างไร?” “ข้าพระองค์กระทำการโดยปราศจากหลักธรรม” “ในการกระทำใดที่เจ้าขาดหลักธรรม?” “ข้าพระองค์ไม่สามารถให้ความร่วมมือกับผู้อื่นอย่างกลมเกลียวได้ ปฏิสัมพันธ์ของข้าพระองค์กับผู้อื่นขาดหลักธรรม การจัดการกับผู้คนของข้าพระองค์ขาดหลักธรรม ข้าพระองค์เป็นมารและซาตานตนหนึ่ง ข้าพระองค์กำเนิดมาจากซาตาน ข้าพระองค์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้ง ข้าพระองค์ต้านทานพระเจ้าในทุกย่างก้าว ต่อต้านและเผชิญหน้ากับพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา” มองจากภายนอก คำพูดเหล่านี้ก็ฟังดูดี เมื่อเราถามพวกเขาว่า “ตอนนี้คนนั้นคนนี้ในคริสตจักรของพวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” พวกเขาก็ตอบว่า “ตอนนี้เขาสบายดี ก่อนหน้านี้เขาถูกปลดจากการเป็นผู้นำคริสตจักร แต่แล้วก็กลับใจ และพี่น้องชายหญิงก็เลือกเขาอีกครั้ง” “คนคนนั้นเป็นคนที่ไล่ตามเสาะหาความจริงหรือไม่?” “หากพระเจ้าตรัสว่าเขาไล่ตามเสาะหาความจริง เขาก็เป็นเช่นนั้น หากพระเจ้าตรัสว่าเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง เขาก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น” “คนคนนี้ดูเหมือนกระตือรือร้น แต่ขีดความสามารถของเขาค่อนข้างแย่ไม่ใช่หรือ?” “แย่หรือ? ใช่ แย่นิดหน่อย มิเช่นนั้นคราวที่แล้วพี่น้องชายหญิงจะปลดเขาทำไมเล่า?” “หากเขามีขีดความสามารถแย่ เขาจะทำงานที่เป็นรูปธรรมได้หรือ? เขาจะสามารถลุล่วงภาระผูกพันของการเป็นผู้นำคริสตจักรได้หรือ?” เมื่อได้ยินวจนะของเรา พวกเขาก็ตีความว่านั่นเป็นการชี้แนะว่าคนที่มีขีดความสามารถแย่ย่อมไม่สามารถลุล่วงภาระผูกพันได้ และกล่าวว่า “เช่นนั้นเขาก็ไม่สามารถลุล่วงสิ่งนี้ได้ พี่น้องชายหญิงเลือกเขาในฐานะคนที่แย่น้อยที่สุด ไม่มีใครดีกว่านี้แล้ว พี่น้องชายหญิงจึงเลือกเขามา พี่น้องชายหญิงทุกคนบอกว่าขีดความสามารถของเขาอยู่ในระดับปานกลาง แต่เขาก็ยังสามารถนำพวกเราได้ หากขีดความสามารถของเขาแย่ ข้าพระองค์คิดว่าครั้งหน้าพี่น้องชายหญิงก็อาจจะไม่เลือกเขาอีก ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ควรโน้มน้าวพี่น้องชายหญิงหรือไม่?” “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะของพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรของเจ้า พวกเขาเลือกคนที่คิดว่าดีโดยอ้างอิงตามหลักธรรม—กระบวนการนี้ถูกต้อง แต่บางคนกลับโง่เขลาและไม่สามารถมองเห็นผู้คนหรือเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และบางครั้งพวกเขาก็เลือกคนผิด” การที่เราพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? เราเพียงแค่ระบุข้อเท็จจริง ไม่ได้จงใจที่จะปลดคนคนนี้ แต่หลังจากศัตรูของพระคริสต์ได้ยินเช่นนี้ พวกเขาจับความเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร? พวกเขาไม่ได้พูดออกมาดังๆ แต่คิดในใจว่า “นี่เป็นคำบอกใบ้จากพระเจ้าให้ปลดคนคนนี้หรือเปล่า? ถ้าอย่างนั้น ฉันควรตรวจสอบเพิ่มเติมดูว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าทรงหมายความว่าอย่างไร หากคนคนนี้ถูกปลด ใครจะนำคริสตจักรได้อีก ใครจะสามารถทำงานนี้ได้?” ศัตรูของพระคริสต์มืดบอดต่อพระเจ้า พระองค์ไม่ทรงมีที่ทางในหัวใจของพวกเขา เมื่อพบเจอพระคริสต์ พวกเขาจึงปฏิบัติต่อพระองค์ไม่ต่างจากคนธรรมดาคนหนึ่ง คอยจับสังเกตการแสดงออกและน้ำเสียงของพระองค์ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงท่าทีของตนให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่เคยพูดว่าแท้จริงแล้วกำลังเกิดอะไรขึ้น ไม่เคยกล่าวอะไรที่จริงใจ เอาแต่กล่าววาจาและคำสอนที่ว่างเปล่าเท่านั้น พยายามหลอกลวงและตบตาพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่ยืนอยู่ต่อหน้าต่อตาพวกเขา พวกเขาไม่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าแต่อย่างใด ไม่สามารถแม้แต่จะกล่าวกับพระเจ้าจากหัวใจ ไม่อาจพูดสิ่งที่เป็นจริง พวกเขาพูดจาประดุจงูเลื้อย ด้วยครรลองที่คดเคี้ยวและวกวน ลักษณะและทิศทางของคำพูดของพวกเขาก็เหมือนเถาแตงที่ไต่ขึ้นเสา ตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้ากล่าวว่าใครคนหนึ่งมีขีดความสามารถดีและสามารถได้รับการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาก็จะพูดทันทีว่าคนเหล่านั้นดีงามเพียงใด สำแดงและเผยสิ่งใดในตัวออกมา และหากเจ้าพูดว่าใครคนหนึ่งไม่ดี พวกเขาก็จะรีบบอกว่าคนเหล่านั้นไม่ดีและชั่วเพียงใด ก่อให้เกิดการรบกวนและการขัดขวางในคริสตจักรอย่างไร พอเจ้าสอบถามถึงสถานการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นจริง พวกเขากลับไม่มีอะไรจะกล่าว พูดจาบ่ายเบี่ยงไปมา รอให้เจ้าสรุปความ คอยเงี่ยหูฟังความหมายในคำพูดของเจ้า พวกเขาจะได้กล่าวคำพูดให้สอดคล้องกับสิ่งที่เจ้าคิด ทุกสิ่งที่พวกเขาพูดล้วนฟังรื่นหู ป้อยอ และพูดคล้อยตามคำพูดที่ออกมาจากปากของพวกเขานั้นไม่จริงใจสักคำ พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและปฏิบัติต่อพระเจ้าดังที่กล่าวมานี้—พวกเขาหลอกลวงถึงเพียงนี้ นี่คืออุปนิสัยในตัวศัตรูของพระคริสต์

คนบางคนเข้ามาพูดคุยติดต่อกับเราโดยไม่รู้ว่าเราชอบฟังคำพูดหรือเรื่องราวประเภทใด แต่ถึงแม้จะไม่รู้ พวกเขาก็หาทางจนได้ พวกเขาเลือกหัวข้อบางหัวข้อมาสนทนากับเรา พลางคิดว่า “พระองค์อาจจะสนพระทัยหัวข้อเหล่านี้ อาจเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการทราบหรือฟัง แต่ทรงสุภาพเกินกว่าจะตรัสถาม ดังนั้นข้าพระองค์จะเป็นฝ่ายเริ่มทูลให้พระองค์ทรงทราบเอง” เมื่อพวกเราพบกัน พวกเขาก็กล่าวว่า “ช่วงนี้มีฝนตกหนักในพื้นที่ของพวกเรา ทำให้น้ำท่วมทั้งเมือง ความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็กำลังเสื่อมถอยลง ตอนนี้มีขโมยเยอะมาก เวลาออกไปข้างนอก ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกขโมยของหรือถูกปล้น ข้าพระองค์ได้ยินว่าในบางที่มีเด็กหลายคนถูกลักพาตัว และผู้คนก็อยู่ในสภาวะตื่นตระหนก พวกผู้ไม่มีความเชื่อบอกว่าสังคมวุ่นวายเกินไป ไม่ปกติโดยสิ้นเชิง ผู้คนในศาสนายังคงยึดติดกับพระคัมภีร์และการประกาศข่าวประเสริฐ บอกว่ายุคสุดท้ายมาถึงแล้ว พระเจ้ากำลังจะเสด็จลงมา และมหันตภัยใหญ่หลวงก็มาเยือนพวกเราแล้ว” และมีบางคนที่เมื่อพบเรา ก็กล่าวทันทีว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อน มีดวงจันทร์สามดวงปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าในที่เดียวกัน และมีผู้คนมากมายถ่ายรูปไว้ หมอดูพื้นบ้านบางคนบอกว่านิมิตอันยิ่งใหญ่กำลังจะปรากฏบนท้องฟ้า บอกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงได้ทรงปรากฏแล้ว” พวกเขาพูดเรื่องเหล่านี้—พวกเขารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปรากฎการณ์ความวุ่นวายในสังคม ความวิบัติ และเหตุการณ์ผิดปกติต่างๆ รวมถึงปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์และสนใจเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ เมื่อพวกเขาพบเรา พวกเขาก็ใช้เรื่องนี้เป็นหัวข้อสนทนาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเรามากขึ้น บางคนเชื่อว่า “พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงเป็นคนธรรมดา ความแตกต่างระหว่างพระองค์กับผู้อื่นอยู่ในข้อเท็จจริงที่ว่า พระองค์ทรงพระราชกิจของพระเจ้าและทรงเป็นตัวแทนของพระเจ้า ดังนั้น ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่หวังให้โลกมีสันติภาพ ให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวและพึงพอใจ แต่พระคริสต์ในเนื้อหนังกลับไม่เหมือนคนปกติ พระองค์ทรงหวังให้โลกเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ในโลก ให้นิมิตและมหันตภัยใหญ่หลวงมาเยือน เพื่อให้พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสำเร็จลุล่วงอย่างรวดเร็ว และเพื่อให้พระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้าเสร็จสิ้นลงโดยไว เพื่อให้พระวจนะที่พระองค์ตรัสลุล่วง สิ่งเหล่านี้คือหัวข้อที่พระองค์ใส่พระทัยและสนพระทัย ดังนั้นเมื่อพบพระองค์ ฉันจะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ และพระองค์ก็จะพอพระทัยเป็นพิเศษ ด้วยความพอพระทัยนี้ บางทีฉันอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง และอาจจะมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่เคียงข้างพระองค์มากขึ้น” ผู้คนเช่นนี้มีอยู่หรือไม่? ครั้งหนึ่ง เราได้พบเด็กสาวคนหนึ่งที่ปากหวาน เธอพูดจาฉะฉาน หัวไว และรู้แน่ชัดว่าควรพูดอะไรกับใคร เก่งในการเอาใจผู้ฟังและโดดเด่นในทุกด้าน มีทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจและมีสถานะเป็นพิเศษ เมื่อเธอปฏิสัมพันธ์กับเราตอนที่กัน เธอจะกล่าวทันทีว่า “ในที่นั่นที่นี่ โลกใต้ดินกำลังระบาดหนัก แม้แต่ตำรวจท้องที่ก็ยังมีสมาชิกแก๊ง มีหัวหน้าแก๊งคนหนึ่งที่ทำเรื่องเลวร้ายมากมายในท้องถิ่น วันหนึ่ง เขาได้พบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงซึ่งเป็นหัวหน้าปีศาจตนหนึ่งบนถนน รถของเขาแซงหน้ารถของหัวหน้าปีศาจ และหัวหน้าปีศาจก็พูดกับคนคุ้มกันของเขาว่า ‘นั่นรถใคร? ฉันไม่อยากเห็นหน้าเขาอีก!’ วันรุ่งขึ้น คนคนนั้นก็ถูกเก็บ” มีเรื่องเช่นนี้อยู่ในสังคมหรือไม่? (มี) เรื่องเช่นนี้มีอยู่จริง แต่การนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นหัวข้อสนทนาหลักเมื่อพบเรานั้นมีประโยชน์หรือไม่? นี่ไม่ใช่หัวข้อที่เราใส่ใจหรือปรารถนาที่จะฟัง แต่เธอไม่รู้เรื่องนั้น เธอคิดว่าเราชอบฟังเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ บอกเราทีเถิดว่า ความวิบัติ นิมิต ภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นหัวข้อที่เราใส่ใจ เป็นสิ่งที่เราปรารถนาที่จะฟังใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) การฟังเรื่องเหล่านี้เพื่อฆ่าเวลานั้นไม่เป็นไร แต่หากเจ้าคิดว่าเราชอบฟังเรื่องเหล่านี้จริงๆ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คิดผิด เราไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ เราไม่ใส่ใจที่จะฟังเรื่องเหล่านี้ บางคนถามว่า “พระองค์ทรงรับฟังหรือไม่เมื่อผู้คนพูดถึงเรื่องเหล่านี้?” เราไม่ได้ต่อต้านการรับฟัง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราชอบฟัง และไม่ได้หมายความว่าเราปรารถนาที่จะรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ เรื่องราวเหล่านี้ การนี้หมายความว่าอย่างไร? นี่หมายความว่าลึกลงไปในหัวใจของเรา เราไม่มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ไม่มีความสนใจใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้จะมีบางคนที่คิดว่า “ในพระทัยของพระองค์ทรงเกลียดชังพญานาคใหญ่สีแดงเป็นพิเศษมิใช่หรือ? หากพระองค์ทรงเกลียดชังพญานาคใหญ่สีแดง ข้าพระองค์จะทูลให้พระองค์ทรงทราบถึงการลงโทษที่เกิดขึ้นกับพญานาคใหญ่สีแดง เกิดความขัดแย้งภายในในหมู่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพญานาคใหญ่สีแดง หลายฝ่ายต่อสู้กันเองจนเกือบจะฆ่าหัวหน้าปีศาจตนหนึ่ง หัวหน้าปีศาจเหล่านี้รอดชีวิตจากการพยายามลอบสังหารมาแล้วหลายครั้ง ช่างอันตรายจริงๆ! พระองค์จะทรงมีความสุขที่ได้ฟังเรื่องนี้หรือไม่?” พวกเจ้าทุกคนจะมีความสุขที่ได้ฟังเรื่องเช่นนี้หรือไม่? หากพวกเจ้ามีความสุข เช่นนั้นก็มีความสุขไปเถิด หากพวกเจ้าไม่ชอบฟัง เช่นนั้นก็อย่าฟัง—การนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา สรุปก็คือใน เรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดในบางประเทศ โรคระบาดเกิดขึ้นได้อย่างไร มีผู้เสียชีวิตกี่คน ประเทศใดเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ สภาวะของรัฐบาลบางประเทศ การต่อสู้ภายในของกลุ่มผู้มีอำนาจระดับสูงของบางประเทศนั้นโหดร้ายเพียงใด หรือความวุ่นวายทางสังคม เราอาจจะฟังหากบังเอิญได้ยินเรื่องเหล่านี้ แต่เราจะไม่พยายามค้นหารายละเอียดอันเจาะจงเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้ ไม่ฟังข่าว อ่านหนังสือพิมพ์ หรือค้นหาเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านี้บนโลกออนไลน์เพียงเพราะเราไม่รู้เรื่องเหล่านั้น เราจะไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน และเราไม่เคยทำเรื่องเหล่านี้ เราไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ บางคนกล่าวว่า “ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของพระองค์ ทั้งหมดนี้เป็นกิจการของพระองค์ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พระองค์ไม่สนพระทัย” คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่? ถูกต้องในแง่ของคำสอน แต่ในแก่นแท้แล้วไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือชะตากรรมของมนุษย์ ทุกเชื้อชาติ ผู้คนทุกกลุ่ม ทุกยุค การที่มีภัยพิบัติและเหตุการณ์ผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นในแต่ละยุคเป็นเรื่องที่ปกติมาก—ทั้งหมดนี้อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นยุคใด ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดหรือเหตุการณ์เล็กน้อยเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนแปลงยุค ต่อให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในต้นหญ้าหรือต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว ยุคนั้นก็ต้องผ่านพ้นไป นี่เป็นเรื่องของอธิปไตยของพระเจ้า หากยุคหนึ่งไม่ได้ถูกกำหนดให้สิ้นสุดลง เช่นนั้นต่อให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปรากฏการณ์บนท้องฟ้าหรือในสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลก ยุคนั้นก็ไม่ควรสิ้นสุดลง ทั้งหมดนี้เป็นกิจการของพระเจ้า อยู่นอกเหนือการแทรกแซงหรือความช่วยเหลือของมนุษย์ สิ่งที่ผู้คนควรทำมากที่สุดคือการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ไม่รวบรวมหลักฐานและข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของตน สำหรับสิ่งที่พระเจ้าทรงทำนั้น เจ้าควรทำความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และไม่ฝืนทำความเข้าใจในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในหมู่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติเกินไป เป็นเรื่องธรรมดาเกินไป เรื่องทั้งหมดนี้—ทั้งการเปลี่ยนแปลงยุค การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลก ชะตากรรมของเชื้อชาติ การปกครองและสถานะของระบอบการปกครอง และอื่นๆ—ล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ทั้งหมดอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระองค์ ผู้คนเพียงแค่ต้องเชื่อ ยอมรับ และนบนอบ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว จงอย่าเก็บงำความคิดที่จะเข้าใจความล้ำลึกให้มากขึ้น โดยคิดว่ายิ่งเจ้าเข้าใจความล้ำลึกมากเท่าใด ก็ยิ่งดูทันสมัยมากขึ้นเท่านั้น ราวกับว่าการเชื่อในพระเจ้าทำให้เจ้ามีวุฒิภาวะและความเป็นฝ่ายวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ การมีชุดความคิดเช่นนี้หมายความว่าทัศนะของการเชื่อในพระเจ้าของเจ้านั้นไม่ถูกต้อง เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ เรื่องสำคัญที่แท้จริง สิ่งที่ผู้คนควรใส่ใจมากที่สุดคือแก่นของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า—ความรอดของมนุษย์ การทำให้มนุษยชาติได้รับการช่วยให้รอดภายในพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า นี่คือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นแกนกลางที่สุด หากเจ้าเข้าใจความจริงและนิมิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่นนั้นก็จงยอมรับสิ่งที่พระเจ้าทรงทำในตัวเจ้าและความจริงที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้เจ้า อีกทั้งยอมรับการถูกตัดแต่ง การถูกพิพากษา และการถูกตีสอนในทุกกรณี หากเจ้ายอมรับทั้งหมดนี้ เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมมีคุณค่ามากกว่าการค้นคว้าเรื่องปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ความล้ำลึก ภัยพิบัติ หรือการเมือง

บางคนศึกษาประวัติศาสตร์มาบ้าง พอจะเข้าใจการเมืองอยู่บ้าง และในแง่หนึ่ง พวกเขาชอบอวดตน ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาคิดว่า “พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้าและความจริง พระองค์ทรงทราบข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและทรงเข้าใจรายละเอียดที่อยู่ภายใน ดังนั้น หากฉันเข้าใจเรื่องการเมืองและประวัติศาสตร์ ฉันย่อมตอบสนองความต้องการของพระองค์ได้ใช่หรือไม่? ฉันย่อมตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของพระองค์เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้ได้ใช่หรือไม่?” เราขอบอกเจ้าว่า เจ้าคิดผิด! สิ่งที่เราสะอิดสะเอียนที่สุด ประการแรกคือการเมือง และประการที่สองคือประวัติศาสตร์ หากเจ้าพูดถึงประวัติศาสตร์ โดยแบ่งปันเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเหมือนเรื่องเล่าที่ตลกขบขัน หรือพูดคุยสัพเพเหระเพื่อฆ่าเวลา นั่นก็ไม่เป็นไร แต่หากเจ้าปฏิบัติต่อคำพูดเหล่านี้ เรื่องราวเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องจริงจังเพื่อนำมาพูดคุยหารือกับเรา เพื่อป้อยอ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็คิดผิด เราไม่อยากฟังเรื่องเหล่านี้ คนบางคนเข้าใจผิดคิดว่า “พระองค์ทรงสามัคคีธรรมความจริงและจัดการชุมนุมให้ผู้คนเพราะพระองค์ทรงต้องทำ ลึกๆ แล้วสิ่งที่พระองค์ทรงรักที่สุดคือความวุ่นวายครั้งใหญ่ในโลก พระองค์ทรงกลัวว่าโลกจะวุ่นวายไม่พอ เมื่อใดก็ตามที่มีภัยพิบัติ ไม่มีใครรู้เสียหน่อยว่าเบื้องหลังพระองค์จะทรงมีความสุขมากเพียงใด อาจถึงขั้นจุดพลุฉลองเลยก็เป็นได้!” เราขอบอกเจ้าว่าไม่ใช่อย่างนั้น ต่อให้พญานาคใหญ่สีแดงจะพินาศและล่มสลาย เราก็จะยังคงเป็นเราเหมือนเดิม บางคนถามว่า “หากพญานาคใหญ่สีแดงล่มสลาย พระองค์จะไม่ทรงมีความสุขหรือ? เมื่อพญานาคใหญ่สีแดงถูกทำลายและถูกลงโทษ พระองค์ทรงควรจุดพลุฉลองมิใช่หรือ? พระองค์ทรงควรจัดงานเลี้ยงใหญ่และเฉลิมฉลองร่วมกับประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมิใช่หรือ?” บอกเราทีเถิดว่า นี่คือสิ่งที่เราควรทำอย่างนั้นหรือ? การทำเช่นนั้นถูกหรือผิด? การนั้นสอดคล้องกับความจริงหรือไม่? บางคนกล่าวว่า “พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมากมาย เผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูลเกี่ยวกับพระเจ้าและให้ร้ายพระนามของพระองค์ หมิ่นประมาทและตัดสินพระเจ้า หากมันได้รับผลกรรม พวกเราไม่ควรเฉลิมฉลองกันสักหน่อยหรือ?” หากพวกเจ้าเฉลิมฉลอง เราก็อนุญาต เพราะพวกเจ้ามีอารมณ์ของพวกเจ้า หากพวกเจ้าทุกคนล้วนปีติยินดี อดหลับอดนอนสามวันสามคืน มารวมตัวกันอ่านพระวจนะของพระเจ้า ขับร้องบทเพลงนมัสการและเต้นรำเพื่อสรรเสริญความชอบธรรมของพระเจ้า ชื่นชมยินดีที่ในที่สุดพระเจ้าก็ทรงทำลายและเหยียบย่ำพญานาคใหญ่สีแดงซึ่งเป็นศัตรูไว้ใต้ฝ่าพระบาท และประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก็จะไม่ต้องทนทุกข์กับการข่มเหงและการทรมานจากมันอีกต่อไป ไม่ต้องตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถกลับบ้านได้อีกต่อไป และในที่สุดก็สามารถกลับไปหาครอบครัวของตนได้ อารมณ์ของทุกคนก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะเฉลิมฉลองและผ่อนคลายในหนทางนี้ เราก็ยินยอม แต่สำหรับเรา เราจะทำในสิ่งที่เราควรทำ เราไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ คนบางคนถามว่า “เหตุใดพระองค์จึงทรงมีท่าทีเช่นนี้? การนี้ทำให้ผู้คนหมดกำลังใจมิใช่หรือ? เหตุใดพระองค์จึงไม่ทรงแสดงความกระตือรือร้นบ้าง? หากพระองค์ไม่ทรงอยู่ด้วยในห้วงเวลาที่สำคัญยิ่งยวดที่สุด พวกเราจะเฉลิมฉลองได้อย่างไร?” การเฉลิมฉลองไม่ใช่เรื่องผิด แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องสามัคคีธรรมให้ชัดเจน สมมุติว่าพญานาคใหญ่สีแดงถูกลงโทษ พระเจ้าทรงกำจัดมันไปแล้ว พญามารซึ่งครั้งหนึ่งเคยรับใช้เพื่อทำให้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพียบพร้อมตนนี้ก็ถูกทำลายและถูกถอนรากถอนโคนไปแล้ว—เช่นนั้นแล้ว วุฒิภาวะของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเป็นอย่างไร? พวกเจ้าเข้าใจความจริงมากน้อยเพียงใด? หากพวกเจ้าทุกคนสามารถทำหน้าที่ของพวกเจ้าได้ตามมาตรฐาน ทุกคนเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วได้ โดยที่แต่ละคนมีวุฒิภาวะของโยบและเปโตร และล้วนได้รับการช่วยให้รอดแล้ว เช่นนั้น นี่ก็เป็นห้วงเวลาแห่งความปีติยินดีอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่งพญานาคใหญ่สีแดงล่มสลายและวุฒิภาวะของพวกเจ้ายังไม่ถึงขั้นที่จะทำหน้าที่ของพวกเจ้าได้อย่างจงรักภักดี หากในตัวพวกเจ้ายังคงไม่มีความยำเกรงพระเจ้า และพวกเจ้าไม่สามารถหลบเลี่ยงความชั่วได้ ยังห่างไกลจากวุฒิภาวะของโยบและเปโตรอย่างยิ่ง ไม่สามารถนบนอบอธิปไตยของพระเจ้าได้อย่างแท้จริง และไม่อาจถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐาน เช่นนั้นแล้ว มีสิ่งใดให้พวกเจ้าต้องมีความสุข? นี่เป็นเพียงการดื่มด่ำกับความปีติยินดีที่สูญเปล่ามิใช่หรือ? การเฉลิมฉลองเช่นนั้นย่อมจะไร้ความหมายและไร้คุณค่า บางคนกล่าวว่า “พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพวกเรามากเหลือเกิน พวกเราย่อมเกลียดชังมันได้อย่างแน่นอนใช่หรือไม่? การตระหนักถึงแก่นแท้ของมันก็น่าจะพอใช้ได้ ถูกต้องไหม? มันข่มเหงพวกเรามามาก ทำไมพวกเราถึงมีความสุขไม่ได้เมื่อมันถูกกำจัด?” การมีความสุข การแสดงอารมณ์ของพวกเจ้านั้นทำได้ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าคิดว่าการทำลายพญานาคใหญ่สีแดงนั้นชี้ให้เห็นถึงการสิ้นสุดของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า ชี้ให้เห็นว่ามวลมนุษย์ได้รับการช่วยให้รอดแล้ว โดยถือว่าการทำลายพญานาคใหญ่สีแดงเท่ากับการเสร็จสิ้นแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า ตลอดจนเท่ากับความรอดและการทำให้เพียบพร้อมของเจ้าเอง ความเข้าใจนี้ย่อมผิดมิใช่หรือ? (ใช่) แล้วตอนนี้สิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจคืออะไร? ในเรื่องของศัตรูของพระเจ้าอย่างพญานาคใหญ่สีแดง ชะตากรรมของมันและสิ่งที่มันเป็นนั้นล้วนเป็นกิจการของพระเจ้า และไม่เกี่ยวข้องกับการไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยหรือความรอดของเจ้า พญานาคใหญ่สีแดงเป็นเพียงตัวประกอบเสริมความเด่น เป็นเครื่องมือรับใช้ที่อยู่ภายใต้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า สิ่งที่มันทำและวิธีที่พระเจ้าทรงใช้มันเพื่อทำงานให้นั้นเป็นกิจการของพระเจ้า ไม่เกี่ยวข้องกับผู้คน ดังนั้น หากเจ้ากังวลเกี่ยวกับชะตากรรมของมันมากเกินไป ปล่อยให้มันทำให้หัวใจของเจ้าไขว้เขว เช่นนั้นก็ย่อมมีเรื่องยุ่งยาก มีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว พระเจ้าทรงครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง รวมถึงพญานาคใหญ่สีแดง และพวกปีศาจและเหล่าซาตานทั้งหมด ดังนั้นไม่ว่าพวกปีศาจและเหล่าซาตานจะทำสิ่งใด ไม่ว่าพวกมันจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตหรือการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยของเจ้า เจ้ากังวลสิ่งใดเล่า? เจ้าต้องตระหนักถึงแก่นแท้ที่เลวร้ายและชั่วช้าของมันในการไม่ยอมรับพระเจ้า แก่นแท้ของการเป็นปฏิปักษ์และเป็นศัตรูกับพระเจ้าของมัน—นี่คือสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องเข้าใจ สำหรับเรื่องที่เหลือ ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงนำภัยพิบัติใดมาสู่มัน พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงชะตากรรมของมันอย่างไร นั่นย่อมไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า และการรู้เรื่องนั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ เหตุใดจึงไม่มีประโยชน์? เพราะต่อให้เจ้ารู้ เจ้าก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงกระทำการเช่นนั้น ต่อให้เจ้ามองเห็น เจ้าก็จะไม่รู้ว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงเลือกที่จะกระทำการเช่นนั้น เจ้าไม่สามารถเข้าใจความจริงที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เราจะสรุปหัวข้อนี้ด้วยคำกล่าวสั้นๆ เพียงเท่านี้

แน่นอนว่า การสำแดงของศัตรูของพระคริสต์ที่ใช้การป้อยอ การยกยอ และคำพูดที่ฟังดูดีนั้นพบได้ในคนธรรมดาที่เสื่อมทรามด้วยเช่นกัน แต่สิ่งใดที่ทำให้ศัตรูของพระคริสต์แตกต่างจากคนธรรมดาที่เสื่อมทราม? ในการป้อยอ การยกยอ และคำพูดที่ฟังดูดีของพวกเขานั้นไม่มีความเคารพ ไม่มีความจริงใจอยู่เลย ในทางกลับกัน พวกเขามุ่งหมายที่จะหลอกใช้ ทดสอบ และใช้พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง จึงก่อให้เกิดการปฏิบัติเหล่านี้ พวกเขามีวัตถุประสงค์ของตนเอง พวกเขาเสาะแสวงที่จะหลอกใช้คนธรรมดาที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้าผ่านการป้อยอ การยกยอ และคำพูดที่ฟังดูดีเพื่อหลอกลวงพระคริสต์ ทำให้พระคริสต์มองไม่ออกว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นใคร พวกเขามีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามประเภทใด มีความซื่อตรงประเภทใด มีแก่นแท้ประเภทใด และพวกเขาจัดอยู่ในคนประเภทใด พวกเขาต้องการหลอกลวงและตบตาใช่หรือไม่? (ใช่) ในการป้อยอ การยกยอ และคำพูดที่ฟังดูดีของพวกเขานั้น มีคำพูดที่จริงใจสักคำหรือไม่? ไม่มีเลย เจตนาและจุดประสงค์ของศัตรูของพระคริสต์คือการตบตา หลอกลวง และหลอกใช้ด้วย การปฏิบัติเหล่านี้คือแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ที่ดูหมิ่นความจริงมิใช่หรือ? (ใช่) พวกเขาคิดว่าคนธรรมดาทุกคนล้วนชอบฟังคำพูดที่รื่นหู เพลิดเพลินกับการยกยอ และชอบให้ผู้อื่นหมอบกราบอยู่ตรงหน้า ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกสำคัญและทำให้สถานะของพวกเขาดูน่านับถือและยิ่งใหญ่กว่าคนทั่วไป ในทางกลับกัน หากใครบางคนประพฤติตนในลักษณะที่ประจบประแจงมากเกินไปเฉพาะพระพักตร์พระคริสต์ ขาดความซื่อตรงและศักดิ์ศรี พูดจาบ่ายเบี่ยง พยายามหลอกลวงอยู่เสมอ และพยายามปกปิดข้อเท็จจริงอยู่ตลอดเวลา ปฏิบัติต่อพระคริสต์ด้วยการเสแสร้งและความเท็จ พระคริสต์ไม่เพียงจะไม่ทรงเชื่อสิ่งเหล่านี้ แต่พระองค์จะทรงรำคาญเจ้าในพระทัยของพระองค์ด้วย ทรงรำคาญถึงระดับใดหรือ? พระเจ้าจะตรัสว่าคนคนนี้น่ารังเกียจ ไม่พูดความจริงแม้แต่คำเดียว เอาแต่คิดหาวิธีประจบสอพลอ ไม่ใช่คนดีแต่อย่างใด ไม่ใช่คนที่มีบุคลิกที่เป็นบวก—คนเช่นนี้ไว้ใจไม่ได้และไม่น่าเชื่อถือ คำว่าไว้ใจไม่ได้และไม่น่าเชื่อถือ นี่คือคำนิยามที่มอบให้กับผู้คนดังกล่าว ดูผิวเผินแล้ว คำเหล่านี้เป็นเพียงสองวลี แต่ในความเป็นจริง คนเช่นนี้ไม่รักความจริง ไม่อาจได้รับความจริง และไม่น่าจะได้รับการช่วยให้รอด หากคนเช่นนี้จะไม่ได้รับความจริงและน่าจะไม่ได้รับการช่วยให้รอด ความหมายและคุณค่าของการเชื่อในพระเจ้าของพวกเขาคืออะไร? หากพวกเขาไม่ได้ก่อการขัดขวางหรือการก่อกวน พวกเขาก็ได้แต่รับบทตัวประกอบเสริมความเด่นหรือเครื่องมือรับใช้ในพระนิเวศของพระเจ้าเช่นเดียวกับพญานาคใหญ่สีแดงเท่านั้น การรับบทบาทบางอย่างหมายถึงอะไร? หมายถึงการทำไปเพียงชั่วคราว ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้เหมือนการลากเกวียนที่ลากต่อไปตราบเท่าที่พวกเขาไม่ทำให้มันคว่ำ เหตุใดพวกเขาจึงต้องรับบทบาทนี้? เพราะผู้คนเช่นนั้นไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง ในหัวใจของพวกเขาดูหมิ่นและเย้ยหยันความจริงเหลือเกิน เยาะเย้ยและเล่นกับความจริงอย่างยิ่ง จนรับประกันได้ว่าจุดจบในท้ายที่สุดของพวกเขาจะเหมือนกับเปาโลที่ไปไม่ถึงปลายทาง ดังนั้น ผู้คนประเภทนี้จึงได้แต่รับบทผู้รับใช้ชั่วคราวในพระนิเวศของพระเจ้าเท่านั้น ในแง่หนึ่ง พวกเขาเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงได้เติบโตทางวิจารณญาณและความเข้าใจ ในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาทำสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ในพระนิเวศของพระเจ้า ทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะผู้คนเช่นนั้นไม่สามารถไปจนถึงปลายทางของเส้นทางนี้ได้

วันหนึ่ง ตอนที่เราออกไปข้างนอก เราบังเอิญเจอคนรู้จักคนหนึ่ง ไม่ทันที่เราจะได้พูดอะไร เธอก็ถามเราก่อนว่า “ครั้งสุดท้ายที่พวกเราพบกันนั้นนานมากแล้ว ข้าพระองค์รอพระองค์อยู่ที่นี่ทุกวัน คิดถึงพระองค์มากเสียจนอยู่บ้านไม่ได้ ข้าพระองค์เอาแต่มองหาพระองค์ท่ามกลางฝูงชนที่มาและไปในที่แห่งนี้!” เราคิดในใจว่า คนคนนี้อาจจะป่วยทางจิตอยู่เล็กน้อย เราได้นัดกับเจ้าไว้หรือ? เหตุใดเจ้าจึงมารอเราอยู่ที่นี่ทุกวัน? ในเมื่อพวกเราบังเอิญพบกันแล้ว มาคุยเรื่องที่เป็นแก่นสารกันเถิด เราถามเธอว่า “ช่วงนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เธอตอบว่า “โอ้ อย่าให้ข้าพระองค์เริ่มเลย ตั้งแต่พวกเราพบกันครั้งล่าสุด ข้าพระองค์ก็เอาแต่คิดถึงพระองค์จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ข้าพระองค์แค่หวังว่าจะได้พบพระองค์สักวันหนึ่ง” เรากล่าวว่า “มาคุยเรื่องที่เป็นแก่นสารกันเถิด สภาวะของเจ้าในช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” “ดีทีเดียว พอใช้ได้” “คริสตจักรของพวกเจ้ามีการเลือกตั้งหรือยัง? ผู้นำยังเป็นคนเดิมอยู่หรือไม่?” “ไม่ พวกเขาเลือกคนนั้นคนนี้” “เขาเป็นอย่างไรบ้าง?” “เขาก็พอใช้ได้” “แล้วทำไมผู้นำคริสตจักรคนก่อนถึงถูกปลด?” “ไม่แน่ใจ แต่เขาก็พอใช้ได้” “เจาะจงให้มากกว่านี้หน่อย อย่าเอาแต่พูดว่า ‘พอใช้ได้’ นี่เป็นเพราะเขาไม่สามารถปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรมได้ใช่หรือไม่?” “ข้าพระองค์คิดว่าเขาก็พอใช้ได้” “แล้วความเป็นมนุษย์ของผู้นำที่เพิ่งได้รับเลือกใหม่เล่า? การทำความเข้าใจความจริงของเขาเป็นอย่างไร? เขาสามารถปฏิบัติงานที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่?” “เขาก็พอใช้ได้” ไม่ว่าเราจะถามอะไรเธอ คำตอบของเธอก็คือ “พอใช้ได้” เสมอ ซึ่งทำให้ไม่สามารถสนทนากันได้ ดังนั้นเราจึงจากมา พวกเจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องราวนี้? เรื่องราวนี้ควรตั้งชื่อว่าอะไร? (“พอใช้ได้”) เรื่องราวนี้คือ “พอใช้ได้” ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากมายของเรา มีเพียงไม่กี่คนที่พูดจากจุดยืนของสำนึกของมนุษย์ ไม่ต้องพูดถึงการพูดให้สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงเลย ปากของผู้คนส่วนใหญ่เต็มไปด้วยคำโกหก เรื่องไร้สาระ เหตุผลวิบัติ และคำพูดที่อวดดี ไม่มีคำพูดที่เป็นความจริงแม้แต่คำเดียว เราไม่ได้เรียกร้องด้วยซ้ำว่าทุกประโยคที่เจ้าพูดต้องสอดคล้องกับความจริงหรือมีความเป็นจริงความจริง แต่อย่างน้อยที่สุด เจ้าก็ควรจะสามารถพูดเหมือนมนุษย์ แสดงความจริงใจอยู่บ้าง แสดงความรู้สึกที่แท้จริงบางอย่าง หากไร้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะสามารถสนทนากันได้หรือ? ย่อมไม่ได้ เจ้ามักจะกล่าวคำพูดที่ว่างเปล่าและพูดโกหก เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ เรื่องไร้สาระ เหตุผลวิบัติ คำพูดดูถูก และคำพูดที่อวดดีก็ล้วนพรั่งพรูออกมา และคำพูดที่ให้เหตุผลและปกป้องตนเองก็ล้วนออกมา ซึ่งทำให้การเข้ากันหรือสื่อสารกันนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ใช่หรือไม่? (ใช่)

ผู้คนมากมายกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า โดยเชื่อว่าพระวจนะเหล่านี้เกี่ยวข้องกับพระเจ้าในสวรรค์เท่านั้น เกี่ยวข้องกับพระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้น และเกี่ยวข้องกับพระเจ้าที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้เท่านั้น เนื่องจากพระเจ้าพระองค์นั้นทรงอยู่ห่างไกลมาก พระวจนะของพระองค์จึงถูกมองว่าลึกซึ้งเพียงพอที่จะเรียกว่าความจริง อย่างไรก็ตาม บุคคลธรรมดาที่อยู่ตรงหน้าพวกเขานี้ บุคคลที่มองเห็นได้และได้ยินเสียงพูด กลับถูกคิดว่าแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับความจริง กับพระเจ้า หรือกับแก่นแท้ของพระเจ้าเลย นี่เป็นเพราะพระองค์ทรงเป็นที่มองเห็นได้และทรงอยู่ใกล้ชิดกับผู้คนมาก พระองค์ไม่ได้ทรงส่งผลต่อหัวใจหรือสายตาของพวกเขาในทางใด และพระองค์ก็ไม่ได้ทรงทำให้พวกเขาเกิดสำนึกของความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นอันน่าพิศวงใดๆ เลย ผู้คนรู้สึกว่าบุคคลธรรมดาที่จับต้องได้และพูดได้คนนี้เข้าใจง่ายเกินไป โปร่งใสเกินไป พวกเขาถึงกับคิดว่าตนเองสามารถมองออกและเข้าใจพระองค์อย่างทะลุปรุโปร่งได้ในพริบตาเสียด้วยซ้ำ ผลก็คือ ผู้คนปฏิบัติต่อพระคริสต์แบบเดียวกับที่พวกเขาจะปฏิบัติต่อมนุษย์คนหนึ่ง แบบเดียวกับที่พวกเขาจะปฏิบัติต่อคนที่มีสถานะหรืออำนาจไปโดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้สอดคล้องกับหลักธรรมความจริงใช่หรือไม่? พระคริสต์จะทรงถูกมองว่าเท่าเทียมกับมนุษย์ที่เสื่อมทรามซึ่งมีสถานะและอำนาจได้อย่างไร? เมื่อผู้คนป้อยอและยกยอบรรดาบุคคลที่เสื่อมทรามซึ่งมีสถานะและอำนาจ พวกเขาย่อมได้รับผลประโยชน์และความซาบซึ้งใจจากคนเหล่านั้น บรรดาคนที่เสื่อมทรามเพลิดเพลินกับสิ่งนี้ พวกเขาอยากได้การป้อยอ การยกยอ และการประจบสอพลอจากผู้อื่น เพราะสิ่งนี้ยิ่งทำให้พวกเขาดูสูงส่งและเหนือกว่า ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงสถานะและอำนาจของพวกเขาเองให้มากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม พระคริสต์ผู้ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เมื่อคนคนหนึ่งมีสถานะและชื่อเสียง นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขามีแก่นแท้หรือลักษณะนิสัยที่สูงส่ง ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้สารพัดวิธีเพื่อทำให้ผู้อื่นเทิดทูนและยกยอพวกเขา เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงชื่อเสียงและสถานะของพวกเขา ในทางตรงกันข้าม พระคริสต์ผู้ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นทรงมีอัตลักษณ์และสถานะของพระเจ้าโดยเนื้อแท้ ซึ่งสูงส่งกว่าแก่นแท้และสถานะของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งหลาย อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระองค์ดำรงอยู่อย่างเป็นจริง ไม่จำเป็นต้องให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างมาประจบประแจงเพื่อเป็นการยืนยัน และพระองค์ก็ไม่ทรงต้องการการป้อยอหรือการยกยอจากสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเพื่อแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ แก่นแท้ หรือสถานะอันสูงส่งของพระองค์ นี่เป็นเพราะการที่พระคริสต์ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลใดมอบให้พระองค์ นับประสาอะไรกับการได้รับมาผ่านประสบการณ์นานหลายปีในหมู่มวลมนุษย์ กล่าวคือ หากไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งปวง อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าก็ยังคงเป็นดังเดิม หากไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างมานมัสการหรือติดตามพระเจ้า แก่นแท้ของพระเจ้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง—นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ศัตรูของพระคริสต์เชื่ออย่างผิดๆ ว่าไม่ว่าพระคริสต์จะตรัสหรือทรงทำสิ่งใด ผู้คนก็ต้องใช้คำพูดที่ฟังดูรื่นหู ต้องส่งกำลังใจ ต้องเออออตาม และต้องป้อยอเพื่อสนองความชอบส่วนพระองค์และไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ คิดไปว่าสิ่งนี้อาจจะทำให้พระคริสต์ทรงรู้สึกถึงการดำรงอยู่ของอัตลักษณ์และสถานะของพระองค์ นี่เป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงยิ่ง! คนที่มีชื่อเสียง อำนาจ และสถานะในหมู่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนั้นได้รับชื่อเสียงและอำนาจของพวกเขามาอย่างไร? (ด้วยการป้อยอและการประจบสอพลอ) นี่คือแง่มุมหนึ่ง นอกจากนี้ ส่วนใหญ่แล้วสิ่งเหล่านี้ได้มาเพราะการดิ้นรนและความพยายามท่ามกลางผู้คนของพวกเขา แม้กระทั่งผ่านการบงการ และได้มาหรือยึดมาด้วยวิธีการต่างๆ นานา นั่นเป็นเพียงความมีหน้ามีตา เป็นเพียงตำแหน่งหรือระดับขั้นที่สูงส่งในหมู่ผู้คน ความมีหน้ามีตาที่สูงส่ง ระดับขั้นที่สูงส่ง และสถานะที่สูงส่งนี้ทำให้คนเราโดดเด่นเหนือฝูงชน กลายเป็นผู้นำ เป็นผู้ตัดสินใจที่มีสิทธิ์ชี้ขาด แต่แก่นแท้ของคนคนนี้ที่มีสถานะและชื่อเสียง ผู้ซึ่งยืนอยู่เหนือผู้อื่นคืออะไร? พวกเขามีความแตกต่างจากผู้อื่นอยู่หรือไม่? อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพวกเขาเหมือนกับมนุษย์ที่เสื่อมทรามธรรมดาทั่วไปทุกประการ พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างธรรมดาที่ถูกทำให้เสื่อมทรามภายใต้อำนาจของซาตาน สามารถทรยศความจริงและสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก สามารถกลับผิดเป็นถูก ต่อต้านข้อเท็จจริง ทำความชั่ว ต้านทานพระเจ้า รวมถึงท้าทายและสาปแช่งสวรรค์ อัตลักษณ์และแก่นแท้ที่แท้จริงของพวกเขาคือบุคคลที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม คนที่สามารถต้านทานพระเจ้า ทำให้ชื่อเสียงและสถานะของพวกเขาเป็นเพียงตำแหน่งที่ว่างเปล่า บรรดาผู้ที่อำมหิต โหดเหี้ยม และมุ่งร้ายมากพอ ผู้ที่จะฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่นเพื่อสถานะและชื่อเสียง ย่อมได้รับตำแหน่งที่สูงส่ง บรรดาผู้ที่สามารถวางอุบาย ผู้ที่มีวิธีการและสามารถคิดค้นแผนการได้ย่อมกลายเป็นผู้นำเหนือผู้อื่น บุคคลเหล่านี้มุ่งร้าย โหดเหี้ยม และเลวร้ายกว่าผู้คนที่เสื่อมทรามธรรมดาทั่วไป พวกเขาชอบที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยคำพูดที่ฟังดูดี การประจบสอพลอ การป้อยอ และการยกยอเท่านั้น หากเจ้าพูดความจริงกับพวกเขา เจ้าก็เสี่ยงชีวิตของตนเอง ศัตรูของพระคริสต์นำกฎเกณฑ์ของเกมทางโลกและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกเหล่านี้เข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า ใช้สิ่งเหล่านี้ในการปฏิสัมพันธ์ของพวกเขากับพระคริสต์ พวกเขาทึกทักเอาว่าหากพระคริสต์ทรงต้องการสถาปนาพระองค์เองอย่างมั่นคง พระองค์ก็ต้องทรงชอบที่จะได้รับการป้อยอ ได้รับการยกยอ และได้รับการพูดด้วยคำพูดที่ฟังดูดีเช่นกัน การทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาปฏิบัติต่อเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดอย่างมีนัยยะประหนึ่งเป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม ซึ่งนี่คือแนวทางของศัตรูของพระคริสต์ ดังนั้น อุปนิสัยที่ศัตรูของพระคริสต์แสดงออกมาในการปฏิสัมพันธ์ของพวกเขากับพระคริสต์จึงเลวร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขามีอุปนิสัยที่เลวร้าย ชอบคาดเดาและใคร่ครวญความคิดของผู้คน ชอบประเมินคำพูดและการแสดงออกของผู้อื่น และชอบใช้วิธีการบางอย่าง กฎเกณฑ์บางอย่างของเกมที่ผู้คนทางโลกใช้ในการปฏิบัติต่อพระคริสต์และในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ของพวกเขากับพระองค์ ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดที่พวกเขากระทำคืออะไร? เหตุใดพวกเขาจึงกระทำการในหนทางนี้ได้? รากเหง้าของเรื่องนี้อยู่ที่ใด? พระเจ้าตรัสว่า พระเจ้าในเนื้อหนังทรงเป็นบุคคลธรรมดา เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกยินดี พลางกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะปฏิบัติต่อคุณเหมือนเป็นคนธรรมดา ตอนนี้ฉันมีพื้นฐานในการปฏิบัติต่อคุณแล้ว” เมื่อพระเจ้าตรัสว่าเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดนั้นมีแก่นแท้ของพระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์ก็ตอบว่า “แก่นแท้ของพระเจ้าหรือ? ทำไมฉันถึงมองไม่เห็น? แก่นแท้นั้นอยู่ที่ไหน? สำแดงออกมาอย่างไร? เขาเผยสิ่งใดออกมาเพื่อพิสูจน์ว่าเขามีแก่นแท้ของพระเจ้า? ฉันรู้แค่ว่าต้องป้อยอและยกยอบรรดาผู้ที่มีสถานะ ฉันไม่มีวันทำผิดพลาดด้วยการป้อยอและยกยอผู้คนหรอก นี่เป็นหนทางที่ควรทำเสมอ ไม่ว่าจะอย่างไร แบบนี้ก็ยังดีกว่าการพูดความจริง” นี่คือความเลวร้ายของศัตรูของพระคริสต์ นี่คือการที่ศัตรูของพระคริสต์ไม่เชื่อหรือยอมรับความจริง ใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตานเพียงอย่างเดียว

คนบางคนกล่าวว่า “ทุกคนชอบคนที่สามารถป้อยอ ยกยอ และพูดคำที่รื่นหูได้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ไม่ทรงชอบผู้คนเช่นนั้น แล้วที่จริงพระเจ้าทรงชอบคนประเภทใด? คนเราควรปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างไรเพื่อให้พระองค์ทรงโปรดปราน?” พวกเจ้ารู้หรือไม่? (พระเจ้าทรงโปรดคนที่ซื่อสัตย์ คนที่พูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของตนกับพระเจ้า คนที่เปิดใจและสามัคคีธรรมกับพระเจ้าโดยไม่หลอกลวง) มีอะไรอีก? (บรรดาผู้ที่มีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้า ผู้ที่สามารถฟังและยอมรับพระวจนะของพระเจ้าได้) (บรรดาผู้ที่มีหัวใจที่มุ่งสู่พระนิเวศของพระเจ้า ผู้ที่มีหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า) พวกเจ้าทุกคนได้กล่าวถึงหลายแง่มุมของการเป็นคนที่ซื่อสัตย์ซึ่งควรนำไปปฏิบัติ การเป็นคนที่ซื่อสัตย์คือข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ นี่คือความจริงที่มนุษย์ต้องปฏิบัติ แล้วในการข้องเกี่ยวกับพระเจ้า มนุษย์ควรปฏิบัติตามหลักธรรมประการใด? จงมีความจริงใจ นี่คือหลักธรรมที่ควรปฏิบัติตามในยามที่ปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้า จงอย่ามีส่วนร่วมในการปฏิบัติการป้อยอหรือยกยออย่างผู้ไม่มีความเชื่อ พระเจ้าไม่ทรงต้องการการป้อยอและการยกยอจากมนุษย์ แค่มีความจริงใจก็เพียงพอแล้ว แล้วการมีความจริงใจหมายความว่าอย่างไร? สิ่งนี้ควรนำไปปฏิบัติอย่างไร? (แค่เพียงเปิดใจกับพระเจ้า ไม่สร้างภาพหรือแอบซ่อนสิ่งใด หรือเก็บงำความลับใดๆ ปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ และเป็นคนที่ตรงไปตรงมา ไม่มีเจตนาที่ไม่ดีหรือเล่ห์เหลี่ยมใดๆ) ถูกต้อง การจะมีความจริงใจนั้น เจ้าต้องละทิ้งความอยากส่วนตัวของเจ้าไปเสียก่อน แทนที่จะมุ่งเน้นว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร เจ้าควรเปิดเผยตัวเจ้าเองต่อพระเจ้า และพูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้า จงอย่าครุ่นคิดหรือพิจารณาว่าผลสืบเนื่องจากคำพูดของเจ้าจะเป็นเช่นไร จงพูดสิ่งใดก็ตามที่เจ้ากำลังคิด ละทิ้งแรงจูงใจของเจ้า และอย่าพูดสิ่งต่างๆ เพียงเพื่อสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์บางอย่าง เจ้ามีเจตนาส่วนตัวและสิ่งปลอมปนมากเกินไป เจ้ามักจะคิดคำนวณในวิธีที่เจ้าพูดอยู่เสมอ โดยพิจารณาว่า “ฉันควรพูดเรื่องนี้ และไม่พูดเรื่องนั้น ฉันต้องระมัดระวังในสิ่งที่ฉันพูด ฉันจะพูดในหนทางที่เป็นประโยชน์ต่อฉัน ปกปิดข้อบกพร่องของฉัน และจะทิ้งความประทับใจที่ดีไว้ให้พระเจ้า” นี่คือการเก็บงำแรงจูงใจมิใช่หรือ? ก่อนที่เจ้าจะเปิดปาก จิตใจของเจ้าก็เต็มไปด้วยความคิดที่มีเล่ห์เหลี่ยมพิกล เจ้าแก้ไขสิ่งที่เจ้าต้องการพูดหลายครั้งจนเมื่อคำพูดหลุดออกจากปากเจ้า คำพูดเหล่านั้นก็ไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป และไม่มีความจริงใจเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังประกอบด้วยแรงจูงใจของเจ้าเองและกลอุบายของซาตาน นี่ไม่ใช่การมีความจริงใจ นี่คือการมีแรงจูงใจที่เคลือบแฝงและเจตนาที่ไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่เจ้าพูด เจ้ามักจะสังเกตทีท่าจากสีหน้าและแววตาของผู้คนอยู่เสมอ กล่าวคือ หากพวกเขามีสีหน้าที่เป็นบวก เจ้าก็พูดต่อไป หากไม่ เจ้าก็เก็บไว้และไม่พูดอะไร หากแววตาของพวกเขาดูแย่ และดูราวกับว่าพวกเขาไม่ชอบสิ่งที่กำลังได้ยิน เจ้าก็คิดทบทวนและพูดกับตัวเองว่า “เอาล่ะ ฉันจะพูดสิ่งที่ทำให้คุณสนใจ สิ่งที่ทำให้คุณมีความสุข สิ่งที่คุณจะชอบ และทำให้คุณรู้สึกดีกับฉัน” นี่คือการมีความจริงใจใช่หรือไม่? ไม่ใช่ คนบางคนไม่รายงานเมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนทำความชั่วและก่อการก่อกวนในคริสตจักร พวกเขาคิดว่า “หากฉันเป็นคนแรกที่รายงานเรื่องนี้ ฉันก็คงจะล่วงเกินคนคนนั้น และหากบังเอิญว่าฉันเข้าใจผิด ฉันก็คงจะต้องถูกตัดแต่ง ฉันจะรอให้คนอื่นรายงาน แล้วฉันค่อยเข้าร่วมกับพวกเขา ต่อให้พวกเราเข้าใจผิด นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่—อย่างไรเสียคุณก็เอาผิดคนหมู่มากไม่ได้อยู่แล้ว ดังคำกล่าวที่ว่า ‘นกที่ยื่นคอยืดยาวย่อมถูกยิง’ ฉันจะไม่เป็นนกตัวนั้น คุณต้องเป็นคนโง่แน่ๆ ที่ดึงดันจะทำตัวโดดเด่น” นี่คือการมีความจริงใจใช่หรือไม่? ไม่ใช่อย่างแน่นอน คนเช่นนี้มีเล่ห์เหลี่ยมโดยแท้ หากพวกเขากลายเป็นผู้นำคริสตจักรหรือผู้ดูแล พวกเขาจะไม่นำความสูญเสียมาสู่งานของคริสตจักรหรือ? พวกเขาย่อมจะทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน ห้ามใช้งานคนเช่นนี้โดยเด็ดขาด พวกเจ้าสามารถแยกแยะคนประเภทนี้ได้หรือไม่? ยกตัวอย่าง สมมุติว่ามีผู้นำคนหนึ่งที่ได้ทำเรื่องแย่ๆ บางอย่างและก่อกวนงานของคริสตจักร แต่กลับไม่มีใครเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนคนนี้ และเบื้องบนก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร—มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเขา ในรูปการณ์แวดล้อมเช่นนี้ เจ้าจะถ่ายทอดปัญหาให้เบื้องบนรับรู้อย่างซื่อสัตย์หรือไม่? ปัญหานี้คือสิ่งที่เผยนมนุษย์ออกมามากที่สุด หากเจ้าปิดบังเรื่องนี้และไม่พูดอะไรกับใครเลยแม้กระทั่งกับพระเจ้า เฝ้ารอจนถึงวันที่ผู้นำคนนั้นได้ทำความชั่วมากมายจนทำให้งานของคริสตจักรเละเทะ และทุกคนก็ได้เปิดโปงและจัดการกับเขาไปแล้ว ถึงจะลุกขึ้นและกล่าวว่า “ฉันรู้มาตลอดว่าเขาไม่ใช่คนดี เพียงแต่บางคนคิดว่าเขาเป็นคนดี หากฉันพูดอะไรไป ก็คงจะไม่มีใครเชื่อฉัน ดังนั้นฉันจึงไม่พูดอะไร ตอนนี้ ในเมื่อเขาได้ทำเรื่องแย่ๆ บางอย่างและทุกคนสามารถบอกได้ว่าเขาเป็นใคร ฉันก็สามารถพูดได้แล้วว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเขา” นั่นคือการมีความจริงใจใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) ทุกครั้งที่ปัญหาของใครบางคนถูกเปิดโปงหรือมีการรายงานปัญหา หากเจ้าทำตามคนหมู่มาและเป็นคนสุดท้ายที่ลุกขึ้นมาเปิดโปงพวกเขาหรือรายงานปัญหา เจ้ากำลังมีความจริงใจอยู่อย่างนั้นไม่? ในที่นี้ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นการมีความจริงใจเลย หากเจ้าไม่ชอบใครบางคน หรือใครบางคนได้ล่วงเกินเจ้า และเจ้ารู้ว่าพวกเขาไม่ใช่คนชั่ว แต่ด้วยความใจแคบ เจ้ากลับเกลียดชังพวกเขาและปรารถนาที่จะแก้แค้นพวกเขา เพื่อทำให้พวกเขาเป็นตัวตลก เจ้าอาจจะคิดหาวิธีและเสาะหาโอกาสที่จะพูดเรื่องแย่ๆ บางอย่างเกี่ยวกับพวกเขาให้เบื้องบนฟัง เจ้าอาจจะแค่กล่าวถึงข้อเท็จจริง ไม่ได้กล่าวโทษคนคนนั้น แต่เมื่อกล่าวถึงข้อเท็จจริงเหล่านั้น เจตนาของเจ้าก็ถูกเผยออกมา กล่าวคือ เจ้าปรารถนาที่จะยืมมือเบื้องบนหรือให้พระเจ้าตรัสอะไรบางอย่างเพื่อจัดการกับพวกเขา การรายงานปัญหาต่อเบื้องบนคือการที่เจ้ากำลังพยายามบรรลุเป้าหมายของตนเอง เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้ปลอมปนด้วยเจตนาส่วนตัว และไม่ใช่การมีความจริงใจอย่างแน่นอน หากพวกเขาเป็นคนชั่วที่กำลังก่อกวนงานของคริสตจักร และเจ้ารายงานเรื่องนี้ต่อเบื้องบนเพื่อปกป้องงานนั้น และยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาที่เจ้ารายงานเป็นข้อเท็จจริงโดยสมบูรณ์ นั่นย่อมแตกต่างจากการจัดการสิ่งต่างๆ ด้วยปรัชญาเยี่ยงซาตาน สิ่งนี้เกิดจากสำนึกของความยุติธรรมและความรับผิดชอบ และนี่คือการลุล่วงความจงรักภักดีของเจ้า การมีความจริงใจสำแดงออกมาเช่นนั้นเอง

พระเจ้าไม่ทรงชอบผู้คนที่ป้อยอ ยกยอ หรือพูดคำที่ฟังดูดี แล้วพระเจ้าทรงชอบคนประเภทใด? พระเจ้าทรงชอบให้ผู้คนปฏิสัมพันธ์และสามัคคีธรรมกับพระองค์อย่างไร? พระเจ้าทรงชอบคนที่ซื่อสัตย์ พระองค์ทรงชอบให้ผู้คนมีความจริงใจกับพระองค์ เจ้าไม่จำเป็นต้องพิจารณาน้ำเสียงและสีหน้าของพระองค์ หรือประจบประแจงพระองค์ เจ้าเพียงต้องมีความจริงใจ มีหัวใจที่จริงใจ มีหัวใจที่ไร้การซ่อนเร้น การปิดบัง หรือการเสแสร้ง และปล่อยให้รูปลักษณ์ภายนอกของเจ้าตรงกับหัวใจของเจ้า กล่าวคือ เมื่อเจ้าปฏิบัติและปฏิสัมพันธ์กับพระคริสต์ เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายาม ไม่ต้องทำ “การบ้าน” หรือตระเตรียมหรือทำสิ่งใดล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นเลย พระเจ้าทรงชอบความจริงใจ กล่าวคือ การสนทนาและการปฏิสัมพันธ์แบบเปิดอก เป็นปกติ และเป็นธรรมชาติ ต่อให้เจ้าพูดบางสิ่งผิดไปหรือใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเราไปที่แห่งหนึ่งและพ่อครัวถามว่า “พระองค์ทรงมีข้อจำกัดเรื่องอาหารใดๆ หรือไม่? อาหารใดที่พระองค์เสวยและไม่เสวย? ข้าพระองค์ควรตระเตรียมสิ่งใด?” เรากล่าวว่า “อาหารที่ไม่เค็มเกินไป ไม่ใช่รสจัด และไม่มันเกินไปและไม่เอาอาหารทอด สำหรับอาหารหลักจะเป็นข้าวหรืออาหารเส้นก็ได้” คำสั่งเหล่านี้ลึกซึ้งหรือไม่? (ไม่) ใครก็ตามที่รู้วิธีทำอาหารย่อมจะเข้าใจได้ในทันทีโดยไม่จำเป็นต้องคาดเดา ครุ่นคิด หรือต้องการการชี้แนะหรือคำอธิบายที่เฉพาะเจาะจง เพียงแค่ทำอาหารตามประสบการณ์ของเจ้า นี่เป็นเรื่องที่เรียบง่าย ทว่าผู้คนกลับไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้แม้กระทั่งสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด เพราะพวกเขามีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและมีความเห็นแก่ตัว เราบอกว่าไม่มันเกินไป แต่แล้วในระหว่างที่ทำอาหาร พวกเขากลับใช้น้ำมันช้อนโตสำหรับผักจานเล็กๆ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วก็คือการทอด ทำให้มีรสชาติที่เลี่ยนมาก เราบอกว่าไม่เค็มเกินไป และพวกเขาก็ใส่เกลือเพียงนิดเดียว จนแทบจะไม่มีรสชาติเลย อาหารที่ใช้น้ำมันมากขนาดนั้นและรสชาติที่จืดชืดเช่นนั้นจะยังน่ารับประทานอยู่อีกหรือ? พ่อครัวไม่สามารถทำเรื่องเล็กน้อยนี้ให้ถูกต้องได้เสียด้วยซ้ำ และถึงกับกล่าวว่า “เจตนารมณ์ของพระเจ้านั้นจับความเข้าใจได้ยาก พระวจนะที่พระเจ้าตรัสทุกคำคือความจริง นี่เป็นเรื่องยากที่ผู้คนจะนำไปปฏิบัติ!” คำว่า “ยากที่จะนำไปปฏิบัติ” หมายความว่าอย่างไร? สิ่งนี้ไม่ได้ยากที่จะปฏิบัติ แต่เป็นเพราะเจ้าไม่ปฏิบัติ ความเห็นแก่ตัวของเจ้านั้นมีหนักหนาเกินไป เจ้ามัมีเจตนาของเจ้าเองและมีสิ่งปลอมปนส่วนตัวอยู่เสมอ เจ้าต้องการทำสิ่งต่างๆ ตามเจตจำนงของเจ้าเอง ทำทุกอย่างตามรสนิยมของเจ้าเองเสมอ เรากล่าวว่า “เวลาทำอาหารอย่าทำอาหารเผ็ด หากพวกเจ้าทุกคนชอบกินเผ็ด ก็ทำอาหารที่ไม่เผ็ดให้เราบ้าง” แต่เวลาทำอาหาร พวกเขาก็ดึงดันที่จะทำอาหารเผ็ด พวกเขากินอย่างเอร็ดอร่อยและคิดว่ายอดเยี่ยม เรากล่าวว่า “เราบอกเจ้าแล้วว่าอย่าทำรสเผ็ด ทำไมเจ้าถึงทำ?” “อาหารจานนี้ต้องเผ็ด ถ้าไม่เผ็ดก็ไม่มีรสชาติ ถ้าไม่มีความเผ็ดก็เสียรสชาติไปเลย” นี่คือคนประเภทใด? พวกเขามีเจตนาที่ดีหรือไม่? บางคนชอบกินเนื้อสัตว์ เรากล่าวว่า “หากเจ้าชอบเนื้อสัตว์ ก็ทำอาหารที่เน้นเนื้อสัตว์ให้ตัวเจ้าเอง ส่วนอาหารที่ทำให้เราก็ใส่เนื้อสัตว์ให้น้อยลง หรือแค่ทำอาหารประเภทผักให้เราก็พอ” พวกเขาตกลงอย่างง่ายดาย แต่เวลาทำอาหาร พวกเขากลับเพิกเฉยต่อคำขอของเรา โดยใส่เนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ลงในหม้อ ถึงกับใส่พริกลงไปด้วย เนื้อสัตว์นั้นเลี่ยนอยู่แล้ว และพวกเขาก็ยังนำไปทอด ทำให้ทุกอย่างมีรสจัดตามรสนิยมของพวกเขาเอง หากเราไม่ปล่อยให้พวกเขาทำเช่นนี้ พวกเขาก็รับไม่ได้ และถึงกับกล่าวว่า “พระองค์ทรงเอาพระทัยยากเกินไป นี่อร่อยนะ! คนอื่นเขาก็กินกัน ทำไมพระองค์ถึงไม่เสวยล่ะ? ข้าพระองค์ทำอาหารนี้ให้พระองค์มิใช่หรือ? การเสวยให้มากขึ้นนั้นดีต่อสุขภาพของพระองค์ ทำให้พระองค์มีพละกำลัง หากพระองค์ทรงมีสุขภาพดี พระองค์ก็สามารถเทศนาคำเทศนาได้มากขึ้นมิใช่หรือ? ข้าพระองค์กำลังคำนึงถึงทั้งพระองค์และพี่น้องชายหญิงในคริสตจักร” คนคนนี้น่ารำคาญอย่างยิ่งมิใช่หรือ? พวกเขามีความอยากที่แรงกล้าในทุกสิ่ง มีความคิดเห็นและแนวคิดของตนเองในทุกสิ่ง พวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่สุดเสียด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องที่ว่าพวกเขามีความจริงหรือไม่ นี่คือการมีความจริงใจใช่หรือไม่? (ไม่ใช่) ในตอนแรก เมื่อคนคนนี้ถามเรา เราก็รู้สึกเหมือนเขาเป็นคนที่ดีพอใช้ เหมือนว่าเขาน่าจะทำอาหารได้ดีทีเดียว แต่พอนำอาหารมาเสิร์ฟ เราก็รู้—พวกเขาพูดจาดี พวกเขาดูเหมือนจะดีกับเรา แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาเป็นเพียงคนเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจ

มีคนแบบนี้ที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ โดยธรรมชาติแล้วเธอเป็นคนช่างคิดคำนวณและหัวไว เมื่อเธอปฏิสัมพันธ์กับเรา ทันทีที่เรากินยาของเรา เธอก็นำน้ำมาให้แล้ว เมื่อเรากำลังจะออกไปข้างนอก เธอก็คว้ากระเป๋าของเราทันที และเมื่อเห็นว่าข้างนอกอากาศหนาว เธอก็นำผ้าพันคอและถุงมือมาให้ด้วย เรากำลังคิดว่า เธอเป็นคนว่องไว แต่ทำไมถึงทำให้รู้สึกอึดอัด? ไม่ว่าเราจะเข้าหรือออก ไม่ว่าจะสวมเสื้อผ้า รองเท้า หรือหมวก ก็มักจะมีคนที่เร็วกว่าเราเสมอ พวกเจ้าคิดว่าเรารู้สึกอย่างไร? เราควรจะมีความสุขหรือรำคาญ? (รำคาญ) พวกเจ้าจะรำคาญพฤติกรรมประเภทนี้หรือไม่? (รำคาญ) หากพวกเจ้าทุกคนรำคาญ พวกเจ้าคิดว่าเรารำคาญหรือไม่? (รำคาญ) หลังจากทำทั้งหมดนี้ให้เรา บางคนก็รู้สึกพึงพอใจและภูมิใจในตัวเองมาก พลางกล่าวว่า “ตอนที่ฉันทำงาน เจ้านายก็ชอบฉัน ไม่ว่าจะไปที่ไหน ผู้คนก็ชอบฉันเพราะฉันเป็นคนหัวไว” ความหมายแฝงก็คือ พวกเขารู้วิธีประจบสอพลอ ป้อยอ และยกยอ พวกเขาไม่ได้ทึ่ม เชื่องช้า หรือโง่เขลา พวกเขาทำอะไรฉับไวและมีไหวพริบดี ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นที่ชื่นชอบในทุกที่ที่ไป พวกเขากล่าวว่าทุกคนชอบพวกเขา ซึ่งหมายความว่าเราก็ควรชอบพวกเขาด้วยเช่นกัน เราชอบพวกเขาหรือ? เรารำคาญพวกเขาอย่างถึงที่สุด! เราหลีกเลี่ยงผู้คนเช่นนี้ทุกครั้งที่เห็นพวกเขา ยังมีคนอื่นๆ ที่เมื่อเห็นว่าบอดี้การ์ดและลูกน้องจอมประจบสอพลอของพวกหัวหน้าแก๊งใต้ดินและหัวหน้าปีศาจเปิดประตูรถและเอามือบังศีรษะเจ้านายของตนในโลกนี้อย่างไร ก็ทำเช่นเดียวกันกับเรา พวกเขาเอื้อมมือไปเปิดประตูรถก่อนที่เราจะขึ้นรถด้วยซ้ำ จากนั้นก็เอามือบังศีรษะของเรา ปฏิบัติต่อเราเหมือนที่ผู้ไม่มีความเชื่อปฏิบัติต่อพวกแกนนำ เรารู้สึกสะอิดสะเอียนคนเหล่านี้ ผู้คนที่ไม่ได้ไล่ตามเสาะหาความจริงแม้แต่น้อยเหล่านี้มีความเป็นมนุษย์ที่เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ และต่ำทราม และพวกเขาก็ไม่มีสำนึกของความละอายอยู่เลย เมื่อเจ้าปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ป้อยอและยกยอบรรดาผู้ที่มีสถานะและชื่อเสียง และประจบสอพลออย่างไม่หยุดหย่อน แม้แต่คนที่ซื่อตรงบางคนก็ยังรู้สึกสะอิดสะเอียนและดูถูกผู้คนเช่นนั้น หากเจ้าทำเช่นนี้กับเรา เราก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจมากขึ้นไปอีก อย่าได้ทำตัวเช่นนี้กับเราเด็ดขาด เราไม่ต้องการสิ่งนี้ สิ่งนี้ทำให้เรารังเกียจ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การป้อยอ การยกยอ หรือการประจบสอพลอของเจ้า เราต้องการให้เจ้ามีความจริงใจกับเรา พูดคุยกันแบบเปิดอกเมื่อพบกัน พูดถึงความเข้าใจ ประสบการณ์ และข้อบกพร่องของเจ้า หารือเกี่ยวกับความเสื่อมทรามที่เจ้าเผยออกมาในกระบวนการทำหน้าที่ของเจ้า และสิ่งต่างๆ ที่เจ้ารู้สึกว่าเจ้ายังบกพร่องอยู่ในประสบการณ์ของเจ้า เจ้าสามารถมีส่วนร่วมในการแสวงหาและสามัคคีธรรมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด และเจ้าก็สามารถสำรวจสิ่งเหล่านั้นได้เช่นกัน ไม่ว่าพวกเราจะสามัคคีธรรมหรือสนทนากันในหัวข้อใด เจ้าจำเป็นต้องมีความจริงใจ รวมถึงมีหัวใจและมีท่าทีเช่นนี้ อย่าคิดว่าการป้อยอ การประจบสอพลอ การยกยอ หรือการเอาอกเอาใจจะทำให้เจ้าทิ้งความประทับใจที่ดีไว้ได้—การนี้ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ในทางตรงกันข้าม พฤติกรรมเช่นนั้นนอกจากจะไม่นำประโยชน์ใดๆ มาให้แล้ว ยังอาจทำให้เจ้าอับอายอย่างมากและเปิดโปงความโง่เขลาของเจ้าอีกด้วย

บรรดาผู้ที่ไม่สามารถมีความจริงใจกับพระคริสต์ได้เสียด้วยซ้ำ พวกเขาเป็นคนประเภทใด? หากเจ้าปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ เจ้าก็กลัวว่าพวกเขาอาจจะรู้สถานการณ์ที่แท้จริงของเจ้าและสร้างความเสียหายให้แก่เจ้า เจ้ากลัวว่าพวกเขาอาจจะหลอกลวง เอาเปรียบ เยาะเย้ย หรือดูหมิ่นเจ้า อย่างไรก็ตาม เจ้ากลัวสิ่งใดในการมีความจริงใจกับพระคริสต์เล่า? หากในหัวใจของเจ้ามีความกังขาเหล่านี้อยู่ นั่นย่อมเป็นปัญหา หากเจ้าไม่สามารถมีความจริงใจได้ นั่นย่อมเป็นปัญหาของเจ้าเช่นกัน กล่าวคือ นี่คือด้านที่เจ้าควรไล่ตามเสาะหาความจริงและเพียรพยายามที่จะเปลี่ยนแปลง หากเจ้าเชื่อและยอมรับอย่างแท้จริงว่าบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเจ้าคือพระเจ้าที่เจ้าเชื่อ คือพระเจ้าที่เจ้าติดตาม เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ควรปฏิสัมพันธ์กับพระองค์ด้วยการป้อยอ การยกยอ และการพูดคำที่ฟังดูดี ในทางกลับกัน จงมีความจริงใจ พูดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้า และกล่าวคำที่เป็นข้อเท็จจริง จงอย่าพูดสิ่งต่างๆ เพื่อปกปิด และอย่าเอ่ยคำโกหกหรือคำพูดที่ปิดบัง และอย่าใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือวางอุบาย นี่คือหนทางที่ดีที่สุดในการปฏิสัมพันธ์กับพระคริสต์ พวกเจ้าสามารถสัมฤทธิ์สิ่งนี้ได้หรือไม่? สิ่งใดที่เป็นบวก: การมีความจริงใจ หรือการป้อยอและการยกยอ? (การมีความจริงใจ) การมีความจริงใจนั้นเป็นบวก ในขณะที่การป้อยอและการยกยอนั้นเป็นลบ หากผู้คนไม่สามารถสัมฤทธิ์สิ่งที่เป็นบวกเช่นการมีความจริงใจได้ นั่นก็ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในตัวพวกเขา ซึ่งก็คืออุปนิสัยที่เสื่อมทราม ข้อกำหนดนี้ของเรามากเกินไปหรือไม่? หากพวกเจ้าคิดว่าสิ่งนี้มากเกินไป หากพวกเจ้าคิดว่าเราไม่สมควรได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น ไม่สมควรที่พวกเจ้าจะปฏิสัมพันธ์กับเราด้วยท่าทีที่จริงใจและด้วยทัศนคติที่จริงใจเช่นนั้น แล้วพวกเจ้ามีวิธีการที่ดีกว่า มีหนทางที่ดีกว่าหรือไม่? (ไม่มี) เช่นนั้นก็จงปฏิบัติแนวทางนี้ ขอจบการสามัคคีธรรมในประการนี้ของพวกเราไว้ตรงนี้

ข. การพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ ควบคู่ไปกับความอยากรู้อยากเห็น

ต่อไป พวกเรามาพูดถึงประการที่สอง—การพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ ควบคู่ไปกับความอยากรู้อยากเห็น ประการนี้เข้าใจง่ายหรือไม่? ในส่วนของการกระทำและพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนัง ตลอดจนบุคลิกหรืออุปนิสัยที่เผยออกมาจากทุกพระวจนะและทุกการกระทำของพระองค์ หรือแม้แต่ความชอบของพระองค์นั้น คนปกติควรปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้อง บรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างแท้จริงถือว่าการเปิดเผยภายนอกเหล่านี้ของพระคริสต์เป็นด้านที่ปกติแห่งเนื้อหนังของพระองค์ สำหรับพระวจนะที่พระคริสต์ตรัส พวกเขาสามารถรับฟังและจับความเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นได้ด้วยท่าทีที่ปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นว่าเป็นความจริง เข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าจากพระวจนะเหล่านี้ เข้าใจหลักธรรมของการปฏิบัติ และค้นพบเส้นทางแห่งการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความเป็นจริงความจริง แต่พวกศัตรูของพระคริสต์ประพฤติตนต่างออกไป ในยามที่พวกเขาสังเกตดูพระคริสต์ตรัสและกระทำการ สิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเขาไม่ใช่การยอมรับหรือการนบนอบ แต่เป็นการพินิจพิเคราะห์ว่า “พระวจนะเหล่านี้มาจากไหน? กล่าวออกมาอย่างไร? ออกมาประโยคแล้วประโยคเล่า—พระวจนะเหล่านี้มีการไตร่ตรองไว้ก่อนหรือได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์? พระวจนะเหล่านี้ถูกศึกษาหรือตระเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือไม่? ทำไมฉันถึงไม่รู้? พระวจนะเหล่านี้พูดบางคำฟังดูธรรมดามาก เป็นแค่คำพูดพื้นๆ ดูไม่เหมือนพระเจ้าเลย พระเจ้าตรัสอย่างปกติและธรรมดาขนาดนี้จริงหรือ? ฉันพินิจพิเคราะห์แล้วก็ยังคิดไม่ออก ดังนั้นฉันจะสังเกตดูว่าเขาทำอะไรอยู่เบื้องหลัง เขาอ่านหนังสือพิมพ์ไหม? เขาเคยอ่านหนังสือดังๆ บ้างไหม? เขาศึกษาไวยากรณ์หรือไม่? ปกติแล้วเขาปฏิสัมพันธ์กับผู้คนประเภทไหนกัน?” พวกเขาไม่ได้มีท่าทีแห่งการนบนอบหรือการยอมรับความจริง แต่กลับพินิจพิเคราะห์พระคริสต์ด้วยท่าทีของนักวิชาการที่ทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือศึกษาเรื่องทางวิชาการ พวกเขาพินิจพิเคราะห์เนื้อหาในพระวจนะของพระคริสต์และลักษณะการตรัสของพระองค์ ผู้ฟังที่พระคริสต์ตรัสด้วย ตลอดจนท่าทีและจุดประสงค์ของพระคริสต์ในแต่ละครั้งที่พระองค์ตรัส เมื่อใดก็ตามที่พระคริสต์ตรัสหรือกระทำการ ทุกสิ่งที่เข้าหูพวกเขา ทุกสิ่งที่พวกเขาสามารถมองเห็น และทุกสิ่งที่พวกเขาได้ยินล้วนกลายเป็นเป้าของการพินิจพิเคราะห์ของพวกเขา พวกเขาพินิจพิเคราะห์ทุกพระวจนะและทุกประโยคที่พระคริสต์ตรัส ทุกการกระทำที่พระองค์ทรงทำ บุคคลทุกคนที่พระองค์ทรงจัดการ วิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อผู้คน พระดำรัสและพฤติกรรมของพระองค์ สายพระเนตรและการแสดงออกทางสีหน้าของพระองค์ แม้กระทั่งนิสัยในการใช้ชีวิตและกิจวัตรประจำวันของพระองค์ รวมถึงวิธีที่พระองค์ทรงปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและท่าทีที่ทรงมีต่อผู้อื่น—พวกเขาพินิจพิเคราะห์ทั้งหมดนี้ ผ่านการพินิจพิเคราะห์นี้ ศัตรูของพระคริสต์ก็ได้ข้อสรุปว่า ไม่ว่าฉันจะมองพระคริสต์อย่างไร พระองค์ทรงดูเหมือนจะมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ พระองค์ค่อนข้างธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับพระองค์เลยนอกจากการสามารถแสดงความจริงได้ นี่จะเป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังจริงๆ หรือ? ไม่ว่าพวกเขาจะพินิจพิเคราะห์มากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถบรรลุข้อสรุปที่แน่ชัดได้ ไม่ว่าพวกเขาจะพินิจพิเคราะห์มากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าพระคริสต์คือพระเจ้าที่พวกเขายอมรับในหัวใจของตนหรือไม่ พวกเขาคือบรรดาผู้ที่พินิจพิเคราะห์พระคริสต์ ไม่ใช่บรรดาผู้ที่มีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า—พวกเขาจะมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าได้อย่างไร?

ในการที่ศัตรูของพระคริสต์พินิจพิเคราะห์พระคริสต์นั้น พวกเขาไม่สามารถเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ไม่สามารถเห็นถึงความชอบธรรม มหิทธานุภาพ และความมีสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ ไม่ว่าพวกเขาจะพินิจพิเคราะห์อย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถไสรุปได้ว่าพระคริสต์ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถมองเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่งและไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้ บางคนกล่าวว่า “ในจุดที่คุณไม่สามารถมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งหรือเข้าใจได้ ย่อมมีความจริงให้แสวงหา” ซึ่งศัตรูของพระคริสต์จะตอบกลับว่า “ฉันไม่เห็นความจริงใดให้แสวงหาในเรื่องนี้เลย มีแต่รายละเอียดที่น่าสงสัยที่สมควรพินิจพิเคราะห์อย่างลึกซึ้งเท่านั้น” หลังจากพวกเขาพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ พวกเขาก็ได้ข้อสรุปว่า พระคริสต์ผู้นี้สามารถพูดได้เพียงบางคำเท่านั้น และนอกเหนือจากนั้น ก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากผู้คนธรรมดาเลย พระองค์ทรงขาดพรสวรรค์พิเศษ ไม่มีความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ และไม่มีพลังเหนือธรรมชาติที่จะแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เหมือนที่พระเยซูทรงทำเสียด้วยซ้ำ ทุกสิ่งที่พระองค์ตรัสคือคำพูดของมนุษย์ ดังนั้นแล้ว พระองค์คือพระคริสต์จริงหรือ? ผลลัพธ์นี้ยังรอการวิเคราะห์และการพินิจพิเคราะห์เพิ่มเติม ไม่ว่าพวกเขาจะมองอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถเห็นถึงแก่นแท้ของพระเจ้าในพระคริสต์ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะพินิจพิเคราะห์อย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าพระคริสต์ทรงมีอัตลักษณ์ของพระเจ้า ในสายตาของศัตรูของพระคริสต์ เนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดควรมีพลังวิเศษ มีพรสวรรค์พิเศษ มีความสามารถในการแสดงปาฏิหาริย์ ตลอดจนแก่นแท้และขีดความสามารถที่จะสำแดงและใช้สิทธิอำนาจของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม บุคคลธรรมดาที่อยู่ตรงหน้าพวกเขานี้กลับขาดคุณสมบัติทั้งหมดนี้ พระวจนะของพระองค์ไม่ได้สละสลวยนัก แม้แต่ตอนที่อธิบายสิ่งต่างๆ มากมาย พระองค์ก็ทรงใช้ภาษาพูดที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์จะพินิจพิเคราะห์พระวจนะของพระคริสต์อย่างไร ไม่ว่าพวกเขาพินิจพิเคราะห์การกระทำของพระคริสต์ ตลอดจนท่าทีและท่าทางของพระองค์ในการทำสิ่งต่างอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าพระคริสต์—บุคคลธรรมดาคนนี้—มีแก่นแท้ของพระเจ้า ดังนั้น ในหัวใจของศัตรูของพระคริสต์ สิ่งที่ทำให้บุคคลธรรมดาผู้นี้ควรค่าแก่การติดตามมากที่สุดก็คือสิ่งต่างๆ พระวจนะ และปรากฏการณ์มากมายที่พวกเขาไม่สามารถมองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งได้—นี่คือสิ่งที่ควรค่าแก่การที่พวกเขาจะพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ นี่คือแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาในการติดตามคนคนนี้ เนื้อหาและหัวข้อใดบ้างที่ควรค่าแก่การที่พวกเขาจะพินิจพิจารณาและวิเคราะห์? สิ่งเหล่านั้นคือพระวจนะเกี่ยวกับการเข้าสู่ชีวิตเหล่านี้ที่พระคริสต์ตรัส โดยแท้แล้วคนธรรมดาไม่สามารถกล่าวสิ่งเหล่านั้น พวกเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง และพระวจนะเช่นนี้ก็หาไม่ได้จากมนุษย์คนที่สองอย่างแน่นอน—ไม่มีใครรู้เลยว่าพระวจนะเหล่านี้มาจากไหน ศัตรูของพระคริสต์พินิจพิเคราะห์ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่เคยได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราพูดถึงว่าใครบางคนเป็นอย่างไร แก่นแท้และอุปนิสัยของพวกเขาเป็นเช่นไร ผู้คนธรรมดาจะนำรายละเอียดเหล่านี้ไปจับคู่กับบุคคลจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วนและตรวจสอบเรื่องนี้ เมื่อศัตรูของพระคริสต์ได้ยินพระวจนะเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้นำท่าทีแห่งการยอมรับมาใช้เพื่อเปรียบเทียบและทำความเข้าใจเรื่องนี้ แต่กลับนำมาวิเคราะห์ พวกเขาวิเคราะห์อะไร? “พระองค์ทรงรู้สถานการณ์ของคนคนนี้ได้อย่างไร? พระองค์ทรงรู้ได้อย่างไรว่าเขามีอุปนิสัยเช่นนี้? พระองค์ทรงใช้พื้นฐานอะไรในการระบุลักษณะของอุปนิสัยนั้น? พระองค์ไม่ได้ทรงพูดคุยติดต่อกับเขามากนัก แล้วพระองค์ทรงเข้าใจเขาได้อย่างไร? พวกเราพูดคุยติดต่อกับเขามาตั้งนาน ทำไมพวกเราถึงมองเขาไม่ออกหรือไม่เข้าใจเขา? ข้าพระองค์ต้องสังเกตดูและไม่ใช่เชื่อแค่พระวจนะของพระองค์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่พระองค์ตรัสอาจจะไม่ถูกต้องหรือแม่นยำก็ได้” ตลอดช่วงเวลาที่คนบางคนมีปฏิสัมพันธ์กับเรา เราอาจจะชี้แนะพวกเขาในงานหรือวิชาชีพบางอย่าง หากลักษณะและวิธีการชี้แนะนี้สอดคล้องกับความรู้ทางเทคนิคที่พวกเขามีและทำให้พวกเขาพอใจ พวกเขาก็จะจำใจทำสิ่งนั้น แต่หากสิ่งนั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาพอใจ พวกเขาก็จะรู้สึกคัดค้านในใจและครุ่นคิดว่า “ทำไมพระองค์ทรงทำแบบนี้? สิ่งนี้ไม่ขัดแย้งกับสาขานี้หรอกหรือ? ทำไมข้าพระองค์ต้องฟังพระองค์ด้วย? ถ้าสิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นผิด ข้าพระองค์ก็ฟังไม่ได้ ข้าพระองค์ต้องทำตามวิธีของตัวเอง ถ้าพระองค์ทรงพูดถูก ข้าพระองค์ก็ต้องทำความเข้าใจว่าพระองค์ทรงพูดถูกได้อย่างไร พระองค์ทรงรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร พระองค์ได้ทรงศึกษาเรื่องนี้มาหรือเปล่า? ถ้าไม่ได้ศึกษา แล้วพระองค์ทรงรู้ได้อย่างไร? ถ้าพระองค์ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ พระองค์ก็ไม่น่าเข้าใจ ถ้าพระองค์ทรงเข้าใจ นั่นย่อมผิดปกติ พระองค์ทรงเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร? ใครบอกพระองค์ หรือพระองค์ทรงแอบเรียนรู้ด้วยตัวเอง?” พวกเขาวิเคราะห์และพินิจพิเคราะห์อยู่ในใจ ทุกประโยคที่เราพูด ทุกเรื่องที่เราจัดการต้องผ่านการกลั่นกรองของศัตรูของพระคริสต์ ต้องผ่านการตรวจสอบของพวกเขา มีเพียงตอนที่ผ่านการตรวจสอบของพวกเขาเท่านั้นที่พวกเขาจะยอมรับ หากไม่ผ่าน พวกเขาก็จะวิพากษ์วิจารณ์ ตัดสิน และเกิดความรู้สึกคัดค้าน

เนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดคือความล้ำลึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้คนทั้งปวง ไม่มีใครเข้าใจได้ว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นในเรื่องนี้ และไม่มีใครเข้าใจได้ว่าแก่นแท้ของพระเจ้าปรากฏเป็นจริงในเนื้อหนังนี้ได้อย่างไร—พระเจ้าทรงกลายเป็นมนุษย์ได้อย่างไร มนุษย์ผู้นี้สามารถกล่าวพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าและปฏิบัติพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร และพระวิญญาณของพระเจ้าทรงชี้แนะและกำกับมนุษย์ผู้นี้อย่างไรกันแน่ ในพระราชกิจทั้งหมดนี้ ผู้คนไม่เคยมองเห็นนิมิตอันยิ่งใหญ่หรือสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญจากเนื้อหนังนี้เลย—ดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษเกิดขึ้นทั้งสิ้น ทุกอย่างดูเป็นปกติ พระเจ้าทรงนำสง่าราศีที่เคยอยู่ในอิสราเอลมาสู่ทิศตะวันออกโดยที่แทบจะไม่มีใครสังเกตเห็น ผ่านการพูดและการทำงานของมนุษย์ผู้นี้ ยุคใหม่จึงได้เริ่มต้นขึ้น และยุคเก่าก็ได้สิ้นสุดลงโดยที่ไม่มีใครตระหนักว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ที่เรียบง่ายและเปิดใจ ผู้ที่มีความเป็นมนุษย์และสำนึก ย่อมไม่พินิจพิเคราะห์เรื่องเหล่านี้ หากพวกเขาไม่พินิจพิเคราะห์แล้วพวกเขาทำสิ่งใด? เพียงแต่รอคอยอย่างนิ่งเฉยอย่างนั้นหรือ? ไม่ใช่—พวกเขาเห็นว่าพระวจนะเหล่านี้คือความจริง เชื่อว่าแหล่งที่มาของพระวจนะทั้งหมดนี้คือพระเจ้า จึงยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์ธรรมดาผู้นี้คือพระคริสต์ ยอมรับพระองค์ในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าของพวกเขาโดยไม่พิจารณาสิ่งอื่นใด ในทางกลับกัน ศัตรูของพระคริสต์ไม่สามารถเห็นได้ว่าพระวจนะทั้งหมดนี้และพระราชกิจทั้งหมดนี้มาจากพระเจ้า แหล่งที่มาของการตรัสและการทรงพระราชกิจทั้งหมดนี้คือพระเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ยอมรับว่ามนุษย์ธรรมดาผู้นี้คือองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าของพวกเขา แต่พวกเขาพินิจพิเคราะห์อย่างเข้มข้นมากขึ้นและรู้สึกคัดค้านอยู่ในใจ พวกเขารู้สึกคัดค้านในเรื่องใด? “ไม่ว่าพระองค์จะตรัสมากแค่ไหน ไม่ว่าพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าแหล่งที่มาของคุณจะเป็นใคร ตราบใดที่พระองค์ทรงเป็นคนธรรมดา ตราบใดที่วิธีตรัสของพระองค์ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของข้าพระองค์ ตราบใดที่การทรงปรากฏของพระองค์ไม่ยิ่งใหญ่พอที่จะดึงดูดสายตาหรือได้รับความเคารพจากข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะพินิจพิจารณาและวิเคราะห์พระองค์ พระองค์ทรงเป็นเป้าหมายของการพินิจพิเคราะห์ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่อาจยอมรับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นพระเจ้าของข้าพระองค์” ในกระบวนการพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ของพวกเขา ศัตรูของพระคริสต์ไม่เพียงล้มเหลวในการแก้ไขมโนคติอันหลงผิด ความเป็นกบฏ และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาเท่านั้น แต่มโนคติอันหลงผิดของพวกเขายังเพิ่มพูนขึ้นทุกวันและร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้นำคริสตจักรคนหนึ่งถูกเผยว่าเป็นศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งก่อการก่อกวนและการทำลายล้างในคริสตจักรแห่งนั้น เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ปฏิกิริยาแรกของศัตรูของพระคริสต์คือการถามว่า “พระคริสต์ทรงรู้เรื่องนี้หรือไม่? ใครเป็นคนแต่งตั้งผู้นำคริสตจักรคนนี้? พระคริสต์ทรงมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อเรื่องนี้? พระองค์ทรงจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร? พระคริสต์ทรงรู้จักคนคนนี้หรือไม่? ก่อนหน้านี้พระคริสต์เคยตรัสว่าคนคนนี้เป็นศัตรูของพระคริสต์ หรือเคยเผยพระวจนะถึงเหตุการณ์นี้หรือไม่? ตอนนี้ที่มีปัญหาใหญ่โตขนาดนี้เกิดขึ้นในคริสตจักร พระคริสต์ทรงเป็นคนแรกที่รู้หรือเปล่า?” เราบอกว่าเราไม่รู้ เราก็เพิ่งรู้เรื่องนี้เหมือนกัน “แบบนั้นไม่ถูกต้อง—พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์คือพระคริสต์ ทำไมพระองค์ถึงไม่รู้? พระองค์ควรจะรู้สิ” นี่ก็เพราะเราคือพระคริสต์ คือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง เราจึงไม่จำเป็นต้องรู้ คริสตจักรมีกฎการปกครองและหลักธรรมในการจัดการกับผู้คน เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์ปรากฏตัว พวกเขาย่อมถูกคัดออกและถูกขับไล่ได้ตามหลักธรรมของคริสตจักร สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่พระเจ้าทรงกุมอำนาจ สะท้อนให้เห็นถึงการที่ความจริงกุมอำนาจ เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง หากคริสตจักรล้มเหลวในการจัดการเรื่องต่างๆ ตามกฎการปกครองและหลักธรรมในการจัดการกับผู้คน เช่นนั้นเราก็จะเข้ามาแทรกแซง อย่างไรก็ตาม หากบรรดาพี่น้องชายหญิงเข้าใจหลักธรรมของพระนิเวศของพระเจ้าในการคัดผู้คนออกและขับไล่ผู้คน เราก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว ในที่ที่ความจริงกุมอำนาจ เราไม่จำเป็นต้องแทรกแซง นี่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งมิใช่หรือ? (ใช่) แต่ศัตรูของพระคริสต์สามารถสร้างปัญหาและเกิดมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ถึงขั้นที่ใช้มโนคติอันหลงผิดเหล่านี้ปฏิเสธพระคริสต์และกล่าวโทษข้อเท็จจริงที่ว่าพระคริสต์ทรงมีแก่นแท้ของพระเจ้า นี่คือสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำ เนื่องจากบางสิ่งบางอย่างไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิด จินตนาการ หรือความคาดหวังของพวกเขา พวกเขาจึงสามารถปฏิเสธแก่นแท้ของพระคริสต์ได้ การพินิจพิเคราะห์ทุกแง่มุมของพระคริสต์ของพวกเขานำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า พวกเขาไม่เห็นแก่นแท้ของพระเจ้าในพระคริสต์ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถนิยามได้ว่าคนคนนี้มีแก่นแท้และอัตลักษณ์ของพระเจ้า สิ่งนี้นำไปสู่สถานการณ์ที่ว่า เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่ทันทีที่มีบางสิ่งเกิดขึ้น ศัตรูของพระคริสต์จะเป็นคนแรกที่กระโดดออกมาปฏิเสธอัตลักษณ์ของพระคริสต์และกล่าวโทษพระคริสต์ แล้วจุดประสงค์ของการพินิจพิเคราะห์ของศัตรูของพระคริสต์คืออะไร? การพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ของพวกเขาไม่ได้มีไว้เพื่อทำความเข้าใจความจริงให้ดีขึ้น แต่เพื่อหาหลักฐานและฉวยโอกาส เพื่อปฏิเสธข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงบังเกิดในเนื้อหนัง เพื่อปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังคือพระคริสต์ คือพระเจ้า นี่คือแรงจูงใจและเป้าหมายเบื้องหลังการที่ศัตรูของพระคริสต์พินิจพิจารณาและวิเคราะห์พระคริสต์

ในขณะที่ศัตรูของพระคริสต์ติดตามพระคริสต์และแสร้งทำเป็นผู้ติดตาม พวกเขาก็มีท่าทีของการพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ และท้ายที่สุดก็ไม่สามารถเข้าใจความจริงหรือยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่าพระคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าได้ แต่ทำไมพวกเขายังคงติดตามด้วยความจำใจและไม่เต็มใจอย่างยิ่ง ทั้งยังอาศัยอยู่ภายในพระนิเวศของพระเจ้า? ประเด็นหนึ่งที่พวกเราเคยหารือกันก่อนหน้านี้ก็คือ พวกเขาเก็บงำเจตนาที่จะได้รับพร พวกเขามีความทะเยอทะยาน อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ศัตรูของพระคริสต์มีความอยากรู้อยากเห็นแบบที่ไม่พบในผู้คนธรรมดา ความอยากรู้อยากเห็นประเภทใด? นั่นคือความหลงใหลที่พวกเขามีต่อเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดและไม่ธรรมดา ศัตรูของพระคริสต์ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับทุกเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดและไม่ธรรมดา ทุกเหตุการณ์ที่อยู่เหนือกฎธรรมชาติในโลกเป็นพิเศษ พวกเขามีความอยากที่จะเจาะลึกลงไปในสิ่งต่างๆ มากมายและสืบสาวให้ถึงต้นตอของสิ่งเหล่านั้น แก่นแท้ของการสืบสาวนี้คืออะไร? คือความโอหังอย่างแท้จริง คือการต้องการเข้าใจทุกสิ่ง ต้องการรู้ความจริงเบื้องหลังทุกสิ่ง เพื่อไม่ให้พวกเขาดูไร้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม พวกเขาต้องการเป็นคนแรกที่รู้ เป็นผู้ที่ได้รับข้อมูลมากที่สุดและมีความรู้มากที่สุดเกี่ยวกับตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้—พวกเขาต้องการกลายเป็น “ที่สุด” ในทุกๆ ด้าน ดังนั้น พวกเขาจึงไม่มองข้ามหรือไม่พลาดเรื่องที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังเช่นกัน พวกเขากล่าวว่า “การบังเกิดในเนื้อหนังของพระเจ้าคือความล้ำลึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมนุษย์ เกิดอะไรขึ้นกันแน่กับความล้ำลึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ กับสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดนี้? ในเมื่อสิ่งนี้เกินความคาดหมายธรรมดาและเนื้อหนังนี้ก็แตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ไหน? ฉันต้องเห็นและเข้าใจด้วยตัวเอง” พวกเขาหมายความว่าอย่างไรเมื่อกล่าวว่า “เห็นและเข้าใจด้วยตัวเอง”? พวกเขาหมายความว่า “ฉันได้เดินทางไปประเทศหลากหลายทั่วโลก ไปเยือนภูเขาที่มีชื่อเสียงและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และได้สัมภาษณ์บุคคลที่มีชื่อเสียงและชาญฉลาด พวกเขาล้วนเป็นแค่คนธรรมดา คนเดียวที่ฉันยังไม่เคยพบหรือเรียนรู้จากเขาก็คือพระคริสต์ผู้นี้ แก่นแท้ของพระคริสต์ผู้นี้คืออะไรกันแน่? ฉันต้องเห็นและเข้าใจด้วยตัวเอง” พวกเขาต้องการเห็นและเข้าใจอะไรกันแน่? “ฉันได้ยินมาว่าพระเจ้าทรงสามารถแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้ พวกเขาบอกว่าพระเยซูคือองค์พระผู้เป็นเจ้า คือพระคริสต์ พระองค์ทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์อะไรบ้างเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้คน? ฉันจำเหตุการณ์หนึ่งได้ ที่หลังจากองค์พระเยซูเจ้าทรงสาปแช่งต้นมะเดื่อ มันก็เหี่ยวเฉาไป ตอนนี้พระคริสต์ผู้นี้สามารถทำเช่นเดียวกันได้หรือไม่? ฉันต้องเห็นและเข้าใจ และถ้าฉันมีโอกาส ก็จะทดสอบพระองค์เพื่อดูว่าพระองค์ทรงสามารถแสดงการกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่ ว่ากันว่าพระเจ้าผู้บังเกิดในเนื้อหนังมีสิทธิอำนาจของพระเจ้า ทำให้คนง่อยเดินได้ คนตาบอดมองเห็น คนหูหนวกได้ยิน และคนป่วยได้รับการรักษาให้หาย สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่มหัศจรรย์และแปลกใหม่ ในโลกมนุษย์ถือว่าเป็นความสามารถอันโดดเด่นที่คนธรรมดาไม่มี นี่คือสิ่งที่ฉันต้องเห็นด้วยตัวเอง” นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่ครอบงำจิตใจของพวกเขา พวกเขากล่าวว่า “ตกลงแล้วเรื่องอดีตชาติและปัจจุบันชาติ รวมถึงวัฏจักรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในโลกมนุษย์นี้เป็นอย่างไรกันแน่? คนธรรมดาไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน ในเมื่อพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังและพระเจ้าทรงปกครองทุกสิ่ง พระคริสต์ทรงรู้เรื่องนี้หรือไม่? ฉันต้องถามพระองค์และสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อมีโอกาส ฉันจะให้พระองค์ตรวจดูรูปลักษณ์ของฉันและดูว่าฉันมีชะตากรรมที่ดีหรือไม่ ชาติที่แล้วฉันเป็นอะไร ฉันเป็นสัตว์หรือเป็นมนุษย์ ถ้าพระองค์ทรงรู้เรื่องเหล่านี้ ฉันก็จะประทับใจ นั่นจะทำให้พระองค์ทรงเป็นคนพิเศษ เหนือกว่าผู้คนธรรมดา และอาจจะเป็นพระคริสต์ อีกอย่าง พวกเขาบอกว่าพระเจ้าทรงมีบัลลังก์และที่ประทับอยู่ในสวรรค์ แล้วพระเจ้าผู้ที่บังเกิดในเนื้อหนังผู้นี้รู้หรือไม่ว่าที่ประทับของพระเจ้าและราชอาณาจักรแห่งสวรรค์อยู่ที่ไหน? ว่ากันว่าราชอาณาจักรแห่งสวรรค์มีถนนที่ปูด้วยทองคำ สว่างไสวและงดงามตระการตา ถ้าพระเจ้าที่บังเกิดในเนื้อหนังผู้นี้สามารถพาพวกเราไปเที่ยวชมได้ ชีวิตทั้งชีวิตของพวกเราก็คงจะคุ้มค่า ความเชื่อของพวกเราก็คงจะไม่สูญเปล่าไม่ใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราคงจะไม่จำเป็นต้องทำนา เมื่อหิว พระคริสต์ก็แค่เปลี่ยนก้อนหินให้เป็นอาหารด้วยประโยคเดียว พระองค์ทรงเลี้ยงคนห้าพันคนได้ด้วยขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัว นั่นย่อมจะเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งสำหรับพวกเราไม่ใช่หรือ? แล้วเวลาที่พระคริสต์ตรัสล่ะ? พวกเขาบอกว่าพระองค์ทรงจัดเตรียมน้ำแห่งชีวิตไว้ให้ แต่น้ำแห่งชีวิตนี้อยู่ที่ไหน? มันถูกจัดหามาให้อย่างไร มันไหลอย่างไร? สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่คุ้มค่าแก่การสำรวจ แต่ละเรื่องค่อนข้างแปลกใหม่ ถ้าฉันได้เห็นเพียงเรื่องเหล่านี้เพียงเรื่องเดียวด้วยตาของฉันเอง ฉันคงจะกลายเป็นคนที่มีความรู้และประสบการณ์กว้างขวางในชีวิตนี้ ไม่ใช่คนธรรมดา” นี่คือความอยากรู้อยากเห็นที่ครอบงำพวกเขาอยู่มิใช่หรือ? (ใช่)

คนบางคนมาเชื่อในพระเจ้า ยอมรับพระคริสต์ และติดตามพระคริสต์ไม่ใช่เพื่อให้ได้รับความจริง แต่มีแนวคิดอื่นอยู่ในใจ ทันทีที่คนบางคนพบเรา พวกเขาก็ถามว่า “ภัยพิบัติเจ็ดประการและขันเจ็ดใบในวิวรณ์หมายถึงอะไร? ม้าขาวหมายถึงของอะไร? มหันตภัยสามปีครึ่งมาถึงหรือยัง?” เราตอบว่า “เจ้ากำลังถามเรื่องอะไร? วิวรณ์คืออะไร?” พวกเขาย้อนถามว่า “พระองค์ไม่รู้เรื่องวิวรณ์ด้วยซ้ำหรือ? พวกเขาบอกว่าพระองค์คือพระเจ้า แต่ข้าพระองค์ไม่ค่อยแน่ใจนัก!” คนอื่นๆ ถามว่า “ในระหว่างกระบวนการประกาศข่าวประเสริฐ พวกเราเจอคนที่ถามเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ พวกเราควรทำอย่างไร?” เรากล่าวตอบไปโดยไม่ทันรอให้พวกเขาพูดจบเสียด้วยซ้ำว่า “ใครก็ตามที่มักจะถามเกี่ยวกับความล้ำลึกทั้งหลายแทนที่จะแสวงหาความจริงย่อมไม่ใช่คนที่ยอมรับความจริง ในอนาคตพวกเขาย่อมไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดได้ บรรดาผู้ที่แสวงหาความล้ำลึกทั้งหลายอยู่เสมอนั้นใช้ไม่ได้ อย่าประกาศข่าวประเสริฐแก่ผู้คนเช่นนั้น” เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนี้? สุดท้ายแล้ว ใครเล่าที่เป็นคนถามคำถามเหล่านี้? ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพวกเขานั่นเอง พวกเขาต้องการถามคำถามเหล่านี้และรู้คำตอบของคำถามเหล่านี้ และพวกเขาคิดว่าเราไม่รู้ว่าใครเป็นคนถาม ราวกับว่าเรามองพวกเขาไม่ออก! หลังจากที่เรากล่าวเช่นนี้ พวกเขาได้ยินและคิดว่า “พระเจ้าทรงบอกว่าฉันใช้ไม่ได้ ดังนั้นฉันจะไม่ถามอีกแล้ว” แนวทางของเราเป็นอย่างไร? แนวทางดังกล่าวได้ผลในการทำให้พวกเขาหุบปากมิใช่หรือ? หากเราตอบคำถามพวกเขา นั่นย่อมจะเข้าทางแผนการของพวกเขามิใช่หรือ? พอได้คืบ พวกเขาก็จะเอาศอก ถามคำถามอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เรามีภาระผูกพันที่จะต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้พวกเขาฟังอย่างนั้นหรือ? เจ้าจะเอาความรู้นี้ไปทำอะไรได้? ต่อให้เรารู้ เราก็จะไม่บอกเจ้า ทำไมเราต้องบอกเจ้าด้วย? เราเป็นนักตีความพระคัมภีร์หรือ? เจ้ามาที่นี่เพื่อศึกษาด้านเทววิทยาอย่างนั้นหรือ? เจ้ามาเพื่อพินิจพิเคราะห์เรา แล้วเราควรจะเปิดใจให้การพินิจพิเคราะห์ของเจ้าหรือ? เรื่องนั้นเหมาะสมหรือ? เจ้ามาเพื่อทดสอบเรา แล้วเราควรยอมให้เจ้าทดสอบเราหรือ? การนั้นเหมาะสมหรือ? เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อยอมรับความจริง เจ้ามาถามคำถามด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร สงสัย และไต่ถาม เราจะไม่มีทางตอบคำถามเจ้าเด็ดขาด บางคนกล่าวว่า “การตอบทุกคำถามเป็นเรื่องที่จำเป็นไม่ใช่หรือ?” นั่นขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องอะไร เมื่อเป็นเรื่องของความจริงและงานของคริสตจักร เรายังต้องพิจารณาสถานการณ์ หากเราเคยบอกเจ้าไปแล้วและเจ้ายังแสร้งทำเป็นไม่รู้ แสร้งทำเป็นสอบถามอย่างถ่อมใจ เช่นนั้นเราก็จะไม่ตอบเจ้า เราจะตัดแต่งเจ้า และหลังจากนั้น เจ้าก็จะเข้าใจ จากมุมมองที่ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์พินิจพิจารณาและวิเคราะห์พระคริสต์อย่างไร รวมถึงความอยากรู้อยากเห็นที่พวกเขามีต่อแก่นแท้ของพระคริสต์และพระเจ้านั้น ศัตรูของพระคริสต์กำลังพินิจพิเคราะห์สิ่งใดกันแน่? พวกเขากำลังพินิจพิเคราะห์ความจริง พวกเขาปฏิบัติต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำว่าเป็นเป้าหมายของการพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ของพวกเขา ใช้สิ่งนี้เป็นวิธีฆ่าเวลา พวกเขาติดตามพระเจ้าราวกับว่าพวกเขาเป็นนักวิชาการที่กำลังศึกษาสาขาวิชาหรือองค์ความรู้บางอย่าง เหมือนกับผู้ไม่เชื่อที่เข้าเรียนในโรงเรียนเทววิทยา ผู้คนเช่นนี้จะได้รับความรู้แจ้งจากพระเจ้าได้หรือไม่? พวกเขาจะได้รับความสว่างได้หรือไม่? พวกเขาจะเข้าใจความจริงได้หรือไม่? (ไม่ได้)

ในคริสตจักรมีงานบางอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน และบางงานก็เกี่ยวข้องกับงานด้านวิชาชีพ เมื่อเราชี้แนะงานเช่นนี้ คนบางคนก็รับฟังอย่างตั้งใจและถ่อมใจ จับความเข้าใจหลักธรรมที่ควรปฏิบัติตามในการทำหน้าที่เหล่านี้ รวมถึงความเป็นจริงความจริงที่ควรนำไปปฏิบัติและเข้าสู่ อย่างไรก็ตาม บางคนกลับเค้นสมองพินิจพิเคราะห์อยู่ในใจ พลางคิดว่า “คุณไม่ได้ศึกษาสาขาเหล่านี้มา อีกอย่าง คุณสามารถเรียนรู้สาขาต่างๆ ได้มากมายขนาดนี้จริงหรือ? ใครจะไปเข้าใจและรู้ได้ทุกเรื่อง? คุณชี้แนะพวกเราบนรากฐานอะไร? ทำไมพวกเราต้องฟังคุณ? ถึงแม้บางครั้งสิ่งที่คุณพูดชี้แนะพวกเราจะมีเหตุผลจริงๆ แต่คุณรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? ถ้าฉันไม่ได้ศึกษาอะไรบางอย่าง ฉันก็จะไม่รู้เรื่องนั้น ฉันต้องครุ่นคิด เพียรพยายามเรียนรู้ให้มากขึ้น ดูให้มากขึ้น ฟังให้มากขึ้น และพยายามไปให้ถึงจุดที่ฉันไม่ต้องพึ่งพาการชี้แนะของคุณและสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ดูเหมือนว่าคุณก็กำลังเรียนรู้ไปพร้อมกับการทำสิ่งต่างๆ จนเชี่ยวชาญขึ้นทีละนิดเช่นกัน” พวกเขามองแค่รูปลักษณ์ภายนอก โดยไม่เห็นว่าในแง่หนึ่ง ไม่ว่าคนคนนี้จะพูดหรือทำสิ่งใด สิ่งนั้นก็ย่อมมีหลักธรรม—ไม่ว่าจะชี้แนะงานใด งานนั้นก็ดำเนินไปตามหลักธรรม และหลักธรรมนี้สัมพันธ์กับความต้องการที่แท้จริงของผู้คนและผลลัพธ์ที่ต้องการของงานที่แท้จริง ในอีกแง่หนึ่ง และเป็นแง่ที่สำคัญที่สุด คนคนนี้ไม่ได้เรียนรู้สิ่งใดทั้งสิ้น ความรู้ การเรียนรู้ ความเข้าใจเชิงลึก และประสบการณ์ของพระองค์ไม่ได้โดดเด่น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนไม่ควรลืม นั่นคือ ไม่ว่าพระองค์จะทรงมีความเข้าใจเชิงลึก ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญมากมายหรือโดดเด่นหรือไม่ ต้นทางที่เป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติพระราชกิจปัจจุบันก็ไม่ใช่เนื้อหนังภายนอกนี้ แต่เป็นแก่นแท้ของเนื้อหนังนี้—ซึ่งก็คือพระเจ้าพระองค์เอง ด้วยเหตุนั้น หากเจ้าตัดสินจากการปรากฏของเนื้อหนังนี้—ความสูงและรูปร่างหน้าตาของพระองค์ น้ำเสียง ท่วงทำนอง และวิธีการพูด—เจ้าจะไม่สามารถอธิบายหรือหยั่งรู้ได้ว่าเหตุใดพระองค์จึงทรงสามารถดำเนินการและมีความสามารถในงานเหล่านี้ได้ เจ้าจะไม่สามารถมองเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง การไม่สามารถมองเรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งหมายความว่านี่เป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ใช่หรือไม่? ไม่ใช่ เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ เจ้าไม่จำเป็นต้องมองเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง เจ้าเพียงต้องรู้ จดจำ และยอมรับสิ่งหนึ่ง นั่นคือ พระคริสต์คือเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด หลักธรรม จุดยืน และท่าทีที่ผู้คนควรมีต่อพระคริสต์ไม่ใช่การพินิจพิจารณา วิเคราะห์ หรือสนองความอยากรู้อยากเห็นของตน แต่เป็นการยอมรับ น้อมรับ รับฟัง และนบนอบ หากเจ้าพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งนั้นจะทำให้เจ้ามองเห็นแก่นแท้ของพระเจ้าหรือไม่? ไม่ พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้ใครมาวิเคราะห์หรือพินิจพิจารณาพระองค์ ยิ่งเจ้าพินิจพิจารณาและวิเคราะห์มากเท่าไร พระเจ้าจะยิ่งซ่อนพระองค์จากเจ้ามากขึ้นเท่านั้น ผู้คนรู้สึกอย่างไรเมื่อพระเจ้าทรงซ่อนพระองค์? แนวคิดเรื่องพระเจ้าในหัวใจของพวกเขาเริ่มคลุมเครือ แนวคิดเรื่องความจริงของพวกเขาเกิดความไม่ชัดเจน และทุกสิ่งเกี่ยวกับเส้นทางที่พวกเขาควรเดินตามก็พร่ามัว เหมือนมีกำแพงมาขวางกั้นการมองเห็นของเจ้า เจ้ามองไม่เห็นทิศทางข้างหน้า ทุกอย่างดูเลือนลางไปหมด พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหน? พระเจ้าคือใคร? พระเจ้าทรงมีอยู่จริงหรือไม่? คำถามเหล่านี้เปรียบเสมือนกำแพงสีดำที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเจ้า ซึ่งคือการที่พระเจ้าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากเจ้า ทำให้เจ้าไม่สามารถมองเห็นพระองค์ได้ นิมิตทั้งหมดนี้กลายเป็นเรื่องคลุมเครือสำหรับเจ้า สิ่งเหล่านี้หายไป และความมืดมิดก็เข้ามาเติมเต็มหัวใจของเจ้า เมื่อหัวใจของเจ้ามืดมิด เจ้าจะยังมีเส้นทางข้างหน้าอยู่หรือไม่? เจ้ายังรู้หรือไม่ว่าต้องทำอะไร? เจ้าไม่รู้ ไม่ว่าทิศทางและเป้าหมายเดิมของเจ้าจะชัดเจนเพียงใด เมื่อเจ้าพินิจพิจารณาและวิเคราะห์พระเจ้า สิ่งเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปเป็นคลุมเครือและมืดมิด เมื่อผู้คนตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ สภาวะเช่นนี้ พวกเขาก็ย่อมตกอยู่ในอันตราย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับบรรดาผู้ที่มุ่งเน้นการพินิจพิเคราะห์พระเจ้า ศัตรูของพระคริสต์มักจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เสมอ มีแต่ความมืดมิดอยู่เบื้องหน้า ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรสิ่งที่เป็นบวก อะไรคือความจริง ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด พวกเขาก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่านั่นคือพระเจ้าจริงๆ ว่านั่นคือพระเจ้าพระองค์เอง ไม่ว่าพวกเขาจะมองอย่างไร พวกเขาก็เห็นเพียงเนื้อหนังของพระเจ้าในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เพราะพวกเขามักจะพินิจพิจารณาและวิเคราะห์อยู่เสมอ พระเจ้าจึงทรงทำให้พวกเขาตาบอดต่อไปเช่นกัน เจ้าเห็นพวกเขามีดวงตาที่เบิกกว้าง สว่างไสวและกลมโต แต่พวกเขาก็ยังคงตาบอด เมื่อพระเจ้าทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากผู้คน นี่ก็เหมือนกับหัวใจของพวกเขาด้านชา ดำดิ่งสู่ความมืดมิดโดยสิ้นเชิง พวกเขาเห็นเพียงปรากฏการณ์ผิวเผิน แต่ไม่สามารถรับรู้ถึงเส้นทางที่อยู่ภายใน ไม่สามารถเข้าใจความจริงที่ซ่อนอยู่—ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่สามารถมองเห็นแก่นแท้ของพระเจ้าหรืออุปนิสัยของพระองค์ได้

การนำการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้ามาวิเคราะห์และพินิจพิจารณาย่อมจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ สิ่งสำคัญคือต้องไม่ตกอยู่ในสภาวะของการวิเคราะห์และการพินิจพิจารณา นี่คือเส้นทางแห่งความเป็นลบ แล้วเส้นทางที่เป็นบวกคืออะไร? คือในเมื่อเจ้าเชื่ออย่างแน่วแน่ว่านี่คือพระราชกิจของพระเจ้า ว่าคนธรรมดาคนนี้คือเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดและมีแก่นแท้ของพระเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ควรยอมรับและนบนอบอย่างไม่มีเงื่อนไข ผู้คนรู้สึกว่าเนื้อหนังนี้มีหลายแง่มุมที่ไม่ตรงใจ มีหลายแง่มุมที่ขัดแย้งกับมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของมนุษย์ นั่นเป็นปัญหาของผู้คน พระเจ้าทรงปฏิบัติพระราชกิจในหนทางนี้ และสิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยนคือมโนคติอันหลงผิดของผู้คน อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา และท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า ไม่ใช่เนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด ผู้คนจำเป็นต้องแสวงหาความจริงในเรื่องนี้ แสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้า และอยู่ในมุมมองและจุดยืนที่ถูกควรของตน แทนที่จะยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่ก็ยังต้องการพินิจพิจารณาพระองค์ หรือวิเคราะห์และหารือในสิ่งที่พระองค์ทรงทำและตรัส นั่นย่อมจะเป็นปัญหาใหญ่ เมื่อจุดยืนและมุมมองในการยอมรับความจริงของเจ้าผิดพลาด ผลลัพธ์ในการมองทุกสิ่งของเจ้าจะเปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางและทิศทางในการไล่ตามเสาะหาของเจ้า ไม่ว่าพระเจ้าตรัสและทรงทำสิ่งใด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะสอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์หรือไม่ นั่นเป็นเพียงปัญหาชั่วคราว คุณูปการและคุณค่าของทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำต่อมวลมนุษย์ คุณค่าที่สิ่งนั้นนำมาสู่ชีวิตมนุษย์ย่อมเป็นนิรันดร์ ไม่มีบุคคลใด แขนงวิชาใด ถ้อยแถลงหรือข้อโต้แย้งใด หรือกระแสใดที่สาสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ นี่คือคุณค่าของความจริง อาจจะเป็นไปได้ว่าในปัจจุบัน พระวจนะและการกระทำของคนธรรมดาคนนี้ไม่สามารถสนองความอยากรู้อยากเห็นหรือความไร้แก่นสารของเจ้าได้ และไม่สามารถทำให้เจ้าเชื่ออย่างเต็มที่หรือเอาชนะใจเจ้าได้ทั้งในด้านจิตใจและคำพูด อย่างไรก็ตาม คุณูปการของพระวจนะทั้งหมดที่พระองค์ตรัสในวันนี้และพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำในยุคนี้และในช่วงเวลานี้ที่มีต่อมวลมนุษย์ทั้งปวง ต่อตลอดทั้งยุคสมัย และต่อแผนการบริหารจัดการโดยรวมของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ชั่วนิรันดร์—นี่คือข้อเท็จจริง ดังนั้น วันหนึ่งเจ้าจะตระหนักว่า “เมื่อยี่สิบหรือสามสิบปีก่อน ฉันได้พินิจพิเคราะห์ ตีความผิด ต่อต้าน และถึงขั้นตัดสินและกล่าวโทษคำกล่าวบางอย่างของคนธรรมดาคนนี้ ยี่สิบหรือสามสิบปีต่อมา เมื่อฉันกลับมาทบทวนคำกล่าวนั้นอีกครั้ง หัวใจของฉันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกติดค้างและตำหนิตนเอง” เมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า มนุษย์ที่เสื่อมทรามก็ต่ำต้อยและไม่สลักสำคัญ พวกเขาเป็นทารกตลอดกาล ไม่ควรค่าที่จะกล่าวถึง ไม่ว่าบุคคลหนึ่งจะทำงานมากเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับคุณูปการจากพระวจนะทุกคำที่พระเจ้าตรัสในทุกช่วงเวลาและทุกบริบทที่ต่อมวลมนุษย์ ความแตกต่างนั้นก็ราวกับฟ้ากับดิน! ดังนั้น เจ้าต้องเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ใช่เป้าหมายให้ผู้คนพินิจพิจารณา วิเคราะห์ และสงสัย พระราชกิจของพระเจ้าและเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของผู้คน พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจทั้งหมดนี้เพื่อฆ่าเวลาหรือปล่อยให้วันเวลาผ่านไป—เจตนารมณ์ของพระองค์คือเพื่อช่วยผู้คนในยุคหนึ่งให้รอด ช่วยมวลมนุษย์ทั้งปวงให้รอด และผลลัพธ์ของพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยให้ลุล่วงนั้นจะคงอยู่ตลอดไป ศัตรูของพระคริสต์ปฏิบัติต่อพระคริสต์เป็นบุคคลธรรมดาเพื่อจะพินิจพิจารณาและวิเคราะห์ เพื่อจะสนองความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขา ธรรมชาติของเรื่องนี้คืออะไร? นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้หรือให้อภัยได้หรือไม่? พวกเขาคือคนบาปสำหรับทุกยุค ถูกสาปแช่งและไม่ได้รับการอภัยไปชั่วนิรันดร์! หากคนคนหนึ่งมีความเป็นมนุษย์ เข้าใจความจริง และมีความเป็นจริงความจริง การพินิจพิเคราะห์พวกเขายังเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจมากเสียด้วยซ้ำ การปฏิบัติต่อพระคริสต์เป็นคนธรรมดาและพินิจพิเคราะห์พระองค์อยู่ภายในใจ การปฏิบัติต่อทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำด้วยความเป็นปฏิปักษ์และการใส่ร้าย รวมถึงการเสาะหาแต่การสนองความอยากรู้อยากเห็นเรื่องพระวจนะที่พระองค์ตรัสเพียงของเจ้า—แม้แต่บางคนที่เมื่อเห็นเราก็กล่าวว่า “สามัคคีธรรมความจริงให้มากกว่านี้ สามัคคีธรรมเรื่องภาษาของสวรรค์ชั้นที่สามให้มากกว่านี้ พูดในสิ่งที่พวกเราไม่รู้ให้มากกว่านี้”—พวกเขามองว่าคนคนนี้เป็นอะไร? เป็นคนที่มาช่วยคลายความเบื่อหน่ายให้พวกเขาอย่างนั้นหรือ? พระเจ้าทรงระบุเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไร? นี่คือการหมิ่นประมาทพระเจ้ามิใช่หรือ? หากมุ่งเป้าไปที่ผู้คน สิ่งนี้เรียกว่าการเยาะเย้ยและถากถาง หากมุ่งเป้าไปที่พระเจ้า สิ่งนี้คือการหมิ่นประมาท

ในเนื้อหาของการสำแดงนี้—การพินิจพิจารณา การวิเคราะห์ และความอยากรู้อยากเห็น—แก่นแท้ธรรมชาติของศัตรูของพระคริสต์เผยตัวออกมาว่าเป็นความเลวร้าย เป็นการรังเกียจความจริง พวกเขาเมินเฉยต่อทุกสิ่งที่เป็นบวก พวกเขาดูหมิ่นและปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยท่าทีเมินเฉย ไม่เว้นแม้แต่กับเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด พวกเขาจำเป็นต้องสนองความอยากรู้อยากเห็นของตนในทุกเรื่อง นำทุกสิ่งมาพินิจพิเคราะห์ ต้องการหาข้อสรุปและสืบสาวให้ถึงต้นตอของทุกสิ่งเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจะได้ดูมีความรู้และชาญฉลาด นี่คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ เมื่อเริ่มเคยชินกับการพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งแล้ว บัดนี้พวกเขาก็หันมาพินิจพิเคราะห์พระเจ้า แล้วการนี้นำสิ่งใดมาสุ่พวกเขา? ความเพียบพร้อมและความรอดอย่างนั้นหรือ? ไม่ใช่ การนี้นำเพียงความพินาศและการทำลายล้างมาสู่พวกเขาเท่านั้น! ศัตรูของพระคริสต์ถูกระบุลักษณะไว้เช่นนี้เอง พวกเขาถูกสาปแช่งและสมควรถูกกล่าวโทษ ในแนวทางที่พวกเขามีต่อเนื้อหนังซึ่งพระเจ้าทรงบังเกิด พวกเขาไม่เคยใช้จุดยืนของผู้ติดตามหรือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในการยอมรับและมองพระองค์ แต่พวกเขากลับรับรู้และเข้าหาพระองค์จากมุมมองและจุดยืนของนักวิชาการ ของผู้ที่รู้ไปหมดทุกเรื่อง ของผู้ที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น และของคนโอหังที่ไม่สามารถทำความเข้าใจความจริงและดูหมิ่นสิ่งทั้งหลายที่เป็นบวก เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งว่าผู้คนเช่นนั้นไม่อาจช่วยให้รอดได้

6 มิถุนายน ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: ประการที่สิบ: พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า (ภาคที่หนึ่ง)

ถัดไป: ລາຍການທີສິບ: ພວກເຂົາດູໝິ່ນຄວາມຈິງ, ຝ່າຝືນຫຼັກການຢ່າງບໍ່ອາຍ ແລະ ເມີນເສີຍການຈັດແຈງຂອງເຮືອນຂອງພຣະເຈົ້າ (ພາກທີສາມ)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger