บทแทรก สาม: บทแทรก สาม: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมฟังพระวจนะของพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์ (ภาคที่สอง)

ในการชุมนุมครั้งล่าสุด พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องการสำแดงต่างๆ ของศัตรูของพระคริสต์ประการที่สิบ “พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า”  พวกเราสามัคคีธรรมรายละเอียดใดเป็นการเฉพาะ?  (พระเจ้าทรงสามัคคีธรรมวิธีปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเป็นหลัก)  เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประการที่สิบหรือไม่?  (เกี่ยวข้อง  เพราะในประการนี้ “พวกเขาดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า”  พฤติกรรมอย่างหนึ่งของศัตรูของพระคริสต์คือพวกเขาเพียงแค่รับฟังสิ่งที่พระคริสต์ตรัส แต่ทั้งไม่เชื่อฟังและไม่นบนอบสิ่งนั้น  พวกเขาไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า และไม่ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าเช่นกัน  ในการชุมนุมครั้งล่าสุด พระเจ้าทรงสามัคคีธรรมวิธีปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้า วิธีเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า และจากนั้นก็เป็นวิธีดำเนินการและปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า)  เข้าใจทั้งหมดนี้แล้วใช่หรือไม่?  ในระหว่างการชุมนุมครั้งก่อนของพวกเรานั้น เราได้เล่าเรื่องราวสองเรื่อง เรื่องหนึ่งคือเรื่องราวของโนอาห์ และอีกเรื่องคือเรื่องราวของอับราฮัม  นี่คือเรื่องราวชั้นเยี่ยมสองเรื่องจากพระคัมภีร์  ผู้คนมากมายรู้และเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ แต่หลังจากเข้าใจแล้ว กลับมีผู้คนน้อยมากที่รู้วิธีปฏิบัติต่อพระวจนะและข้อกำหนดของพระเจ้า  ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของการที่พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องราวสองเรื่องนี้คืออะไร?  เพื่อทำให้ผู้คนรู้ว่า ในฐานะคนคนหนึ่งและในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พวกเขาควรปฏิบัติต่อพระวจนะและข้อกำหนดของพระเจ้าอย่างไร—รวมทั้งรู้ถึงที่ทางที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรอยู่ และท่าทีที่พวกเขาควรมี เมื่อเผชิญกับข้อกำหนดของพระเจ้า และเมื่อรับฟังพระวจนะของพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้คือเรื่องหลัก  นี่คือความจริงที่มุ่งหมายให้ผู้คนมารับรู้และเข้าใจเมื่อพวกเราสามัคคีธรรมเรื่องราวสองเรื่องนี้ในครั้งที่แล้ว  ดังนั้น หลังจากที่พวกเราสามัคคีธรรมเรื่องราวสองเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการนบนอบพระคริสต์และเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ เกี่ยวกับท่าทีที่ผู้คนควรมี รวมทั้งมุมมองและจุดยืนที่พวกเขาควรมีต่อพระคริสต์และต่อพระวจนะที่พระคริสต์ตรัส ตลอดจนวิธีที่ผู้คนควรปฏิบัติต่อพระวจนะและข้อกำหนดที่มาจากพระเจ้า และความจริงใดที่ควรเข้าใจในเรื่องนี้แล้วหรือไม่?  (ประเด็นแรกคือการซื่อสัตย์จริงใจกับพระคริสต์ ประเด็นที่สองคือการเรียนรู้ที่จะนับถือพระคริสต์ และประเด็นที่สามคือการเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ รับฟังพระวจนะของพระเจ้าด้วยหัวใจของเรา)  พวกเจ้าจำกฎเกณฑ์ได้  หากเราไม่ได้พูดถึงกฎเกณฑ์เหล่านี้ พวกเจ้าจะสามารถกลั่นกรองกฎเกณฑ์เหล่านี้ออกมาจากเรื่องราวสองเรื่องที่เราเล่าได้หรือไม่?  (สิ่งเดียวที่พวกเราสรุปได้ก็คือ พวกเราต้องเชื่อฟังไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสสิ่งใดก็ตาม)  ทั้งหมดที่พวกเจ้าสามารถกลั่นออกมาได้คือหนทางแห่งการปฏิบัติตนซึ่งเรียบง่ายธรรมดา ดันทุรังในหลักคำสอนทางศาสนา และเป็นเชิงทฤษฎี ทั้งนี้ พวกเจ้ายังคงไม่สามารถเข้าใจหรือรู้จักความจริงทั้งหลายภายในการนี้ที่ผู้คนควรแสวงหาและเข้าใจ  ดังนั้น พวกเรามาสามัคคีธรรมกันอย่างละเอียดว่าด้วยเรื่องราวของโนอาห์และอับราฮัมกันเถิด

I. ท่าทีที่โนอาห์มีต่อพระวจนะของพระเจ้า

ก่อนอื่นพวกเรามาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวของโนอาห์กันเถิด  ในการชุมนุมครั้งล่าสุด พวกเราได้กินความครอบคลุมไปอย่างกว้างๆ ถึงเหตุและจุดจบของเรื่องราวของโนอาห์  เหตุใดหรือพวกเราจึงไม่ได้กินความครอบคลุมให้เฉพาะเจาะจงกว่านี้?  เพราะผู้คนส่วนใหญ่รู้เหตุ จุดจบ และรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงของเรื่องราวนี้อยู่แล้ว  หากมีรายละเอียดอันใดที่เจ้าไม่เข้าใจชัดเจนมากนัก เจ้าสามารถหารายละเอียดเหล่านั้นได้ในพระคัมภีร์  สิ่งที่พวกเรากำลังสามัคคีธรรมกันอยู่ไม่ใช่รายละเอียดเฉพาะของเรื่องราวนี้ แต่เกี่ยวกับว่าโนอาห์ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องราวนี้ ได้ปฏิบัติต่อพระวจนะแห่งพระเจ้าอย่างไร แง่มุมใดของความจริงที่ผู้คนควรเข้าใจจากการนี้ และอะไรคือท่าทีของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงดำริอะไร และอะไรคือการประเมินที่พระองค์ทรงมีต่อโนอาห์ หลังจากที่พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นทุกความเคลื่อนไหวของโนอาห์  เหล่านี้คือรายละเอียดที่พวกเราควรสามัคคีธรรมกัน  ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อโนอาห์และการประเมินของพระองค์ต่อสิ่งที่โนอาห์ทำไปนั้น เพียงพอที่จะบอกพวกเราว่า พระเจ้าทรงพึงประสงค์มาตรฐานใดกันแน่ต่อมวลมนุษย์ ต่อบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ ต่อบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงช่วยให้รอด  ในการนี้มีความจริงให้แสวงหาหรือไม่?  ในกรณีที่มีความจริงให้แสวงหา นั่นควรค่าที่จะชำแหละ ไตร่ตรอง และสามัคคีธรรมโดยละเอียด  พวกเราจะไม่ทบทวนรายละเอียดเฉพาะเจาะจงของเรื่องราวของโนอาห์  สิ่งที่พวกเราสามัคคีธรรมกันวันนี้คือความจริงที่จะต้องแสวงหาในท่าทีสารพัดที่โนอาห์มีต่อพระเจ้า ตลอดจนข้อพึงประสงค์และเจตนารมณ์ของพระเจ้าที่ผู้คนควรเข้าใจจากการที่พระเจ้าทรงประเมินโนอาห์

โนอาห์เป็นสมาชิกธรรมดาคนหนึ่งของมวลมนุษย์ที่นมัสการและติดตามพระเจ้า  เมื่อพระวจนะของพระเจ้ามาถึงเขา ท่าทีของเขาไม่ใช่การเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า อิดออด หรือทำตัวตามสบาย  แต่เขากลับรับฟังพระวจนะของพระเจ้าด้วยความจริงจังอย่างยิ่ง เขารับฟังทุกถ้อยดำรัสของพระเจ้าด้วยความระมัดระวังและใส่ใจอย่างยิ่ง รับฟังอย่างตั้งใจและพยายามจดจำทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาเขา โดยไม่กล้าที่จะละเลยแม้แต่น้อย  หัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าอยู่ในท่าทีที่เขามีต่อพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงมีที่ทางในหัวใจของเขา และเขาเป็นผู้นบนอบต่อพระเจ้า  เขาตั้งใจฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัส ฟังเนื้อหาในพระวจนะของพระเจ้า ฟังสิ่งที่พระเจ้าทรงขอให้เขาทำ  เขารับฟังอย่างใส่ใจ—ไม่วิเคราะห์ แต่ยอมรับ  ไม่มีการปฏิเสธ ความรู้สึกต่อต้าน หรือความไม่อดทนอยู่ในหัวใจของเขา แต่เขากลับจดจำทุกพระวจนะและทุกเรื่องราวที่พระเจ้าทรงวางข้อกำหนดแก่เขาเอาไว้ในหัวใจอย่างเงียบๆ รอบคอบ และใส่ใจ  หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงมอบการให้คำแนะนำแต่ละอย่างแก่เขา โนอาห์ก็ได้ทำการบันทึกโดยละเอียดและด้วยวิถีทางของเขาเองในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ตรัสและได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขา  จากนั้นเขาก็ละวางการใช้แรงงานของเขาเอง เลิกยุ่งเกี่ยวกับกิจวัตรทั้งหลาย และแผนการของชีวิตเดิมของเขา และเริ่มตระเตรียมสำหรับทั้งหมดที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาทำ และเสบียงทั้งหมดที่พึงต้องมีสำหรับเรือใหญ่ที่พระเจ้าได้ทรงขอให้เขาสร้าง  เขาไม่กล้าที่จะละเลยพระวจนะใดของพระเจ้า หรือสิ่งอันใดที่พระเจ้าได้ทรงขอ หรือรายละเอียดอันใดของสิ่งที่พึงประสงค์จากเขาในพระวจนะของพระเจ้า  เขาได้บันทึกประเด็นหลักๆ และรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงขอและได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาโดยวิถีทางของเขาเอง จากนั้นจึงไตร่ตรองและทบทวนสิ่งเหล่านั้น ซ้ำไปซ้ำมา  ถัดจากนั้น โนอาห์ก็ได้ไปค้นหาวัสดุสิ่งของทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงขอให้เขาตระเตรียม  แน่นอนดังคาดคือ หลังจากการให้คำแนะนำแต่ละอย่างที่พระเจ้าได้ทรงมอบแก่เขา เขาก็ได้สร้างแผนการและการจัดการเตรียมการโดยละเอียดในหนทางของเขาเอง สำหรับทั้งหมดที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาและได้ทรงให้การแนะนำให้เขาทำ—แล้วจากนั้น เขาก็ลงมือปฏิบัติการและนำแผนการและการจัดการเตรียมการของเขา รวมทั้งทุกรายละเอียดและขั้นตอนแต่ละขั้นตอนของสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงขอมาดำเนินการไปทีละขั้นตอน  โดยตลอดทั่วทั้งกระบวนการนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่โนอาห์ทำ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก ไม่ว่าโดดเด่นน่าสนใจหรือไม่อยู่ในสายตาของมนุษย์ เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงให้การแนะนำให้เขาทำ และเป็นสิ่งที่ได้ถูกตรัสถึงและทรงพึงประสงค์โดยพระเจ้า  จากทั้งหมดที่จัดแสดงอยู่ในตัวโนอาห์หลังจากที่เขาได้ยอมรับพระบัญชาจากพระเจ้า นั่นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ท่าทีที่เขามีต่อพระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ใช่ท่าทีของการที่แค่รับฟัง และไม่มีอะไรมากกว่านั้น—นับประสาอะไรที่นั่นจะเป็นกรณีที่ว่า หลังจากที่ได้ยินพระวจนะเหล่านี้ โนอาห์ได้เลือกเวลาในยามที่เขาอารมณ์ดี ยามที่สภาพแวดล้อมลงตัว หรือยามที่จังหวะเวลาเอื้ออำนวยต่อการดำเนินการการนี้  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับละวางการใช้แรงงานทั้งหมดของเขา เลิกยุ่งเกี่ยวกับกิจวัตรของชีวิตของเขา และทำให้การก่อสร้างเรือใหญ่ที่พระเจ้าได้ทรงสั่งไว้นั้นเป็นลำดับความสำคัญที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตประจำวันและการดำรงอยู่ของเขานับแต่นั้นเป็นต้นไป รวมทั้งดำเนินการก่อสร้างเรือใหญ่ไปตามนั้น  ท่าทีของเขาที่มีต่อพระบัญชาของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่เล่นๆ เป็นแบบขอไปที หรือเป็นไปตามอำเภอใจ นับประสาอะไรที่ท่าทีนี้จะเป็นท่าทีแห่งการปฏิเสธ ทั้งนี้ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับฟังพระวจนะของพระเจ้าอย่างรอบคอบ และใส่หัวใจของเขาเข้าไปในการจดจำและไตร่ตรองพระวจนะเหล่านั้น  ท่าทีของเขาที่มีต่อพระวจนะของพระเจ้าเป็นท่าทีแห่งการยอมรับและการนบนอบ  สำหรับพระเจ้าแล้ว มีเพียงการนี้เท่านั้นที่เป็นท่าทีซึ่งพระองค์ทรงพึงประสงค์ให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงมีต่อพระวจนะของพระองค์  ไม่มีการต่อต้าน ความสุกเอาเผากิน ความเอาแต่ใจหรือความบุ่มบ่ามอยู่เลยในท่าทีนี้ ทั้งท่าทีนี้ก็ยังไม่ถูกเจือปนโดยเจตจำนงของมนุษย์ ทั้งนี้ ท่าทีนี้คือท่าทีที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งเป็นมนุษย์ควรที่จะมีอย่างพร้อมสรรพและครบบริบูรณ์

หลังจากที่ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า โนอาห์ได้เริ่มวางแผนวิธีสร้างเรือใหญ่ที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขา  เขาได้แสวงหาจนพบวัสดุนานาสารพัน และผู้คนกับเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการสร้างเรือใหญ่  เป็นธรรมดาที่การนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งมากมาย ทั้งนี้ การนี้ก็ไม่ง่ายดายและเรียบง่ายเหมือนเช่นที่ตัวบทชวนให้คิดไป  ในยุคก่อนอุตสาหกรรมนั้น อันเป็นยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างทำด้วยมือ ทำด้วยแรงกาย จึงจินตนาการได้ไม่ยากเลยว่าการสร้างเรือใหญ่เช่นนั้น สิ่งที่ใหญ่โตมโหฬารเช่นนั้น การทำงานสร้างเรือใหญ่ตามที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้สำเร็จนั้นยากลำบากเพียงใด  แน่นอนว่าวิธีที่โนอาห์วางแผน เตรียมการ ออกแบบ และจัดหาสิ่งต่างๆ อย่างเช่นวัสดุและเครื่องมือนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และโนอาห์ก็อาจไม่เคยเห็นเรือลำใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน  หลังจากน้อมรับพระบัญชานี้ พินิจความหมายที่แฝงอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และตัดสินจากทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัส โนอาห์ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่าย ไม่ใช่งานที่ง่ายดาย  นี่ไม่ใช่งานที่เรียบง่ายหรือง่ายดาย—ความหมายโดยนัยของเรื่องนี้คืออะไร?  ประการหนึ่ง หมายความว่า หลังจากยอมรับพระบัญชานี้แล้ว โนอาห์ย่อมจะมีภาระอันหนักอึ้งอยู่บนบ่า  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อตัดสินจากวิธีที่พระเจ้าทรงเรียกโนอาห์ด้วยพระองค์เองและทรงสั่งสอนวิธีสร้างเรือใหญ่แก่เขาด้วยพระองค์เองแล้ว นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย  เมื่อตัดสินจากรายละเอียดของทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสแล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะแบกรับได้  ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงเรียกโนอาห์และทรงมีพระบัญชาให้เขาสร้างเรือใหญ่นั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่โนอาห์มีในพระหทัยของพระเจ้า  เมื่อเป็นเรื่องนี้ แน่นอนว่าโนอาห์สามารถเข้าใจเจตนารมณ์บางประการของพระเจ้าได้—และเมื่อได้เข้าใจแล้ว โนอาห์ก็ตระหนักถึงชีวิตแบบที่เขาจะต้องเผชิญในปีต่อๆ ไป และรับรู้ถึงความลำบากยากเย็นบางประการที่เขากำลังจะต้องเผชิญ แม้ว่าโนอาห์ได้ตระหนักและเข้าใจความลำบากยากเย็นใหญ่หลวงเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขา และว่าความทุกข์ยากสาหัสที่เขาได้เผชิญหน้านั้นจะใหญ่หลวงเพียงใด แต่เขาก็ไม่ได้มีเจตนาใดเลยที่จะไม่ยอมทำ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับสำนึกบุญคุณอย่างลุ่มลึกต่อพระยาห์เวห์พระเจ้า  เหตุใดหรือโนอาห์จึงสำนึกบุญคุณ?  เพราะพระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายบางสิ่งที่มีนัยสำคัญยิ่งนักให้เขาอย่างไม่ได้คาดหมาย และได้ตรัสบอกและทรงอธิบายทุกรายละเอียดกับเขาด้วยพระองค์เอง  ที่สำคัญมากไปกว่านั้นอีกก็คือ พระเจ้ายังได้ตรัสบอกแก่โนอาห์ด้วยเช่นกันถึงเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนจบเกี่ยวกับเหตุผลที่เรือใหญ่จะต้องถูกสร้าง  นี่เป็นเรื่องของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเอง นี่เป็นกิจธุระของพระเจ้าเอง แต่พระเจ้าได้ตรัสบอกโนอาห์เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ดังนั้นเขาจึงได้สำนึกถึงความสำคัญของเรื่องนี้  โดยสรุปก็คือ เมื่อตัดสินจากสัญญาณหลากหลายเหล่านี้ เมื่อตัดสินจากพระกระแสเสียงแห่งพระดำรัสของพระเจ้า และแง่มุมหลากหลายของสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสื่อให้โนอาห์รู้ โนอาห์สามารถสำนึกได้ถึงความสำคัญของงานสร้างเรือใหญ่ที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขา เขาสามารถซาบซึ้งการนี้ได้ในหัวใจของเขา และก็ไม่ได้กล้าดีที่จะปฏิบัติต่อการนี้อย่างไม่สลักสำคัญ อีกทั้งเขายังไม่กล้าที่จะมองข้ามรายละเอียดอันใด  เพราะฉะนั้น ทันทีที่พระเจ้าได้ทรงเสร็จสิ้นการให้คำแนะนำของพระองค์แล้ว โนอาห์ก็ได้กำหนดแผนการของเขา และเขาก็ได้เริ่มงานทำการจัดการเตรียมการทั้งหมดสำหรับการสร้างเรือใหญ่ มองหาแรงงาน ตระเตรียมวัสดุทุกประเภท และค่อยๆ รวบรวมสรรพสิ่งที่ทรงสร้างซึ่งมีชีวิตหลากหลายประเภทไปไว้ในเรือใหญ่ โดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า

กระบวนการทั้งหมดของการสร้างเรือใหญ่นั้นเต็มไปด้วยความลำบากยากเย็น  ในขณะนี้ พวกเราจงวางวิธีที่โนอาห์ผ่านพ้นกระแสลมที่โหมกระหน่ำ ดวงอาทิตย์ที่แผดเผา และสายฝนกระหน่ำ ความร้อนระอุและความหนาวเหน็บ และฤดูกาลทั้งสี่ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปปีแล้วปีเล่าเอาไว้ก่อน  พวกเรามาพูดถึงกันก่อนว่า การสร้างเรือใหญ่นั้นเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่เพียงใด และพูดถึงการตระเตรียมวัสดุต่างๆ รวมถึงความลำบากยากเย็นเหลือคณานับที่เขาเผชิญในระหว่างการสร้างเรือใหญ่  ความลำบากยากเย็นเหล่านี้ได้ครอบคลุมสิ่งใดบ้าง?  งานที่ต้องใช้แรงกายบางอย่างไม่ได้ราบรื่นเสมอไปในครั้งแรก ซึ่งตรงกันข้ามกับการรับรู้ของผู้คน และโนอาห์ก็ต้องผ่านความล้มเหลวหลายครั้ง  หลังจากทำบางสิ่งเสร็จแล้ว หากดูเหมือนว่าผิดพลาด เขาก็จะรื้อออก และหลังจากรื้อเสร็จแล้ว เขาก็ต้องเตรียมวัสดุ และทำใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง  ไม่เหมือนกับยุคสมัยใหม่ที่ทุกคนทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเมื่อตั้งค่าเสร็จแล้ว งานก็จะดำเนินไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้  เมื่อทำงานเช่นนั้นในปัจจุบัน งานนั้นจะใช้เครื่องจักร และเมื่อเปิดเจ้าเครื่องจักร เครื่องจักรนั้นก็สามารถทำงานให้เสร็จสิ้นได้  แต่โนอาห์มีชีวิตอยู่ในยุคของสังคมดั้งเดิม และงานทั้งหมดต้องทำด้วยมือ และเจ้าต้องทำงานทั้งหมดด้วยสองมือของตัวเอง โดยใช้ดวงตาและความคิดของตน รวมทั้งความอุตสาหะและพละกำลังของตัวเอง  แน่นอนว่า เหนือสิ่งอื่นใด ผู้คนจำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้า พวกเขาจำเป็นต้องแสวงหาพระเจ้าในทุกที่และทุกเวลา  ในระหว่างที่ต้องเผชิญกับความลำบากยากเย็นสารพัดรูปแบบ และในวันคืนที่ใช้ไปกับการสร้างเรือใหญ่ โนอาห์ต้องเผชิญไม่เพียงแค่สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานอันใหญ่โตมโหฬารนี้ให้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมต่างๆ รอบตัวเขา ตลอดจนการเยาะเย้ย การใส่ร้ายป้ายสี และการด่าทอจากผู้อื่นอีกด้วย  แม้พวกเราจะไม่ได้ประสบกับฉากเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตนเองเมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปได้มิใช่หรือที่จะจินตนาการถึงความลำบากยากเย็นนานัปการบางอย่างที่โนอาห์ต้องเผชิญและประสบพบเจอ รวมทั้งความท้าทายต่างๆ ที่เขาต้องเผชิญ?  ในระหว่างการสร้างเรือใหญ่นั้น สิ่งแรกที่โนอาห์ต้องเผชิญคือความไม่เข้าใจ การจู้จี้ขี้บ่น การบ่นพึมพำ และแม้กระทั่งการสบประมาทจากครอบครัวของเขา  ประการที่สองคือการที่เขาถูกใส่ร้ายป้ายสี เยาะเย้ย และตัดสินจากคนรอบข้าง—ญาติพี่น้องของเขา มิตรสหายของเขา และผู้คนประเภทอื่นๆ อีกสารพัด  แต่โนอาห์มีเพียงท่าทีเดียว ซึ่งก็คือการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ดำเนินการตามพระวจนะให้ถึงที่สุด และไม่สั่นคลอนจากท่าทีนี้เลย  โนอาห์ได้ตัดสินใจอย่างไร?  “ตราบที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ตราบที่ฉันยังเคลื่อนไหวได้ ฉันไม่อาจละทิ้งพระบัญชาของพระเจ้าได้”  นี่คือแรงจูงใจของเขาในการดำเนินงานอันยิ่งใหญ่ในการสร้างเรือใหญ่ ตลอดจนท่าทีของเขาเมื่อได้รับคำบัญชาของพระเจ้า และหลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา สถานการณ์ที่ยากลำบาก และความท้าทายสารพัดชนิด โนอาห์ก็ไม่ได้ถอยหนี  แม้ในยามที่งานทางวิศวกรรมที่ยากลำบากบางอย่างของเขามักจะล้มเหลวและสิ่งต่างๆ ได้รับความเสียหาย ถึงแม้ในหัวใจของโนอาห์จะรู้สึกเสียใจและเป็นกังวล แต่เมื่อเขาคิดถึงพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเขาคิดถึงทุกพระวจนะที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชาต่อเขา และการที่พระเจ้าทรงยกชูเขา เขาก็มักจะรู้สึกมีแรงจูงใจอย่างยิ่งยวดว่า “ฉันยอมแพ้ไม่ได้ ฉันไม่สามารถละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาและไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉันทำได้ นี่คือพระบัญชาของพระเจ้า และในเมื่อฉันยอมรับไว้แล้ว ในเมื่อฉันได้ยินพระวจนะที่พระเจ้าตรัสและพระสุรเสียงของพระเจ้า และในเมื่อฉันยอมรับการนี้จากพระเจ้า เช่นนั้นฉันก็ควรนบนอบโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็คือสิ่งที่มนุษย์ควรที่จะบรรลุ”  ดังนั้น ไม่ว่าเขาเผชิญกับความลำบากยากเย็นประเภทใด ไม่ว่าเขาพบเจอการเยาะเย้ยหรือการใส่ร้ายป้ายสีประเภทใด ไม่ว่าร่างกายของเขาจะเหนื่อยล้าและเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เขาก็ไม่ละทิ้งสิ่งที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขา และยังคงจดจำทุกพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสและทรงบัญชาไว้ตลอดเวลา  ไม่ว่าสิ่งแวดล้อมของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ไม่ว่าความลำบากยากเย็นที่เขาเผชิญหน้านั้นใหญ่หลวงเพียงใด เขาก็ไว้วางใจว่าไม่มีสิ่งใดจากการนี้ที่จะคงอยู่ตลอดไป พระวจนะของพระเจ้าเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะไม่มีวันสูญสิ้นไป และมีเพียงสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาให้ทำเท่านั้นที่จะสำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน  ในตัวโนอาห์มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าและการนบนอบที่เขาควรมี และเขาก็ยังสร้างเรือใหญ่ที่พระเจ้าได้ทรงขอให้เขาสร้างต่อไป  วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า โนอาห์อายุมากขึ้น แต่ความเชื่อของเขาไม่ได้ลดน้อยลง และไม่มีการเปลี่ยนแปลงในท่าทีและความมุ่งมั่นของเขาที่จะทำให้พระบัญชาของพระเจ้าครบบริบูรณ์  แม้ว่ามีหลายครั้งที่ร่างกายของเขารู้สึกอ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อย และเขาก็ล้มป่วย และในหัวใจของเขานั้นอ่อนแอ แต่ความมุ่งมั่นและความบากบั่นของเขาต่อการทำพระบัญชาของพระเจ้าให้ครบบริบูรณ์และการนบนอบพระวจนะของพระเจ้าก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย  ในช่วงหลายปีที่โนอาห์สร้างเรือใหญ่ โนอาห์ก็กำลังฝึกฝนการฟังและการนบนอบพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสเอาไว้ และเขากำลังปฏิบัติความจริงที่สำคัญด้วยเช่นกัน นั่นคือ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างและคนธรรมดาควรทำให้พระบัญชาของพระเจ้าครบบริบูรณ์  เมื่อดูจากภายนอก กระบวนการทั้งหมดมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ การสร้างเรือใหญ่ และการดำเนินการสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสบอกให้เขาทำให้ดี และทำจนเสร็จสิ้น  แต่สิ่งใดเล่าที่จำเป็นต้องมีเพื่อจะทำสิ่งนี้ให้ดี และทำให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์?  เรื่องนี้ไม่ต้องการความกระตือรือร้นของผู้คน หรือคำขวัญของพวกเขา นับประสาอะไรกับคำปฏิญาณบางอย่างที่กล่าวตามอารมณ์ชั่ววูบ และสิ่งที่เรียกกันว่าความเลื่อมใสของผู้คนที่มีต่อพระผู้สร้าง  ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้  เมื่อเผชิญกับการก่อสร้างเรือใหญ่ของโนอาห์ สิ่งที่เรียกกันว่าความเลื่อมใสของผู้คน คำปฏิญาณของพวกเขา ความกระตือรือร้นของพวกเขา และการเชื่อในพระเจ้าที่อยู่ในโลกฝ่ายวิญญาณของพวกเขา ทั้งหมดนี้ไม่มีประโยชน์อันใดเลย เมื่อเผชิญกับความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริงของโนอาห์ ผู้คนก็ดูต่ำต้อยและน่าเวทนายิ่งนัก อีกทั้งคำสอนไม่กี่ประการที่พวกเขาเข้าใจดูก็กลวงเปล่า ซีดเซียว อ่อนแอ และไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน—ไม่ต้องพูดถึงความน่าละอาย ความน่ารังเกียจ และความต่ำช้าเลย

โนอาห์ใช้เวลา 120 ปีเพื่อสร้างเรือใหญ่  120 ปีนี้ไม่ใช่ 120 วัน หรือ 10 ปี หรือ 20 ปี แต่ยาวนานกว่าอายุขัยของผู้คนทั่วไปในสมัยนี้อยู่หลายทศวรรษ  เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลา และความลำบากยากเย็นของการทำการนี้จนครบบริบูรณ์ และความอลังการของวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง หากโนอาห์ไม่ได้ครองความเชื่อ หากความเชื่อของเขาได้เป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้น เป็นการปักหมุดไว้กับความหวัง ความกระตือรือร้น หรือการเชื่อประเภทที่คลุมเครือและเป็นนามธรรม เรือใหญ่ลำนี้จะมีวันเสร็จสมบูรณ์หรือไม่?  หากความนบนอบที่เขามีต่อพระเจ้าไม่ได้เป็นอะไรนอกจากคำสัญญาด้วยวาจา หากความนบนอบนั้นเป็นแค่บันทึกที่เขียนไว้ด้วยปากกา เหมือนประเภทที่เจ้ากำลังทำอยู่ในวันนี้ จะสร้างเรือใหญ่ลำนี้ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  หากความนบนอบของเขาต่อการยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าเจตจำนงและความมุ่งมั่น เป็นความปรารถนาอย่างหนึ่ง เรือใหญ่ลำนี้จะถูกสร้างได้หรือไม่?  หากความนบนอบที่โนอาห์มีต่อพระเจ้าเป็นเพียงแค่การก้าวผ่านธรรมเนียมปฏิบัติของการละทิ้ง การสละ และการจ่ายราคา หรือเป็นเพียงแค่การทำงานมากขึ้น การจ่ายราคาที่มากขึ้น และการจงรักภักดีต่อพระเจ้าในทางทฤษฎี หรือในเชิงของคำขวัญ เช่นนั้นแล้ว เรือใหญ่ลำนี้จะถูกสร้างได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  นี่คงจะยากลำบากเกินไป!  หากท่าทีที่โนอาห์มีต่อการยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าได้เป็นธุรกรรมแลกเปลี่ยนประเภทหนึ่ง หากโนอาห์เพียงยอมรับพระบัญชาเพื่อที่จะได้รับการอวยพรและบำเหน็จเท่านั้น เรือใหญ่ลำนี้จะถูกสร้างได้หรือไม่?  ไม่อย่างแน่นอน!  ความกระตือรือร้นของบุคคลสามารถยืนนานอยู่ได้เป็นเวลา 10 หรือ 20 ปี หรือ 50 หรือ 60 ปี แต่เมื่อพวกเขาอยู่ใกล้ความตาย โดยมองเห็นว่าพวกเขายังไม่ได้รับสิ่งใดเลย พวกเขาย่อมจะหมดความเชื่อในพระเจ้า  ความกระตือรือร้นนี้ซึ่งอดทนนานมาเป็นเวลา 20 50 หรือ 80 ปี ไม่กลายเป็นความนบนอบหรือความเชื่อที่แท้จริง  นี่เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก  ในขณะเดียวกัน ความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบที่แท้จริงที่พบในตัวโนอาห์นั้นคือสิ่งที่ไม่มีในตัวผู้คนสมัยนี้โดยแท้ เป็นสิ่งที่ผู้คนทุกวันนี้ไม่สามารถมองเห็น  และที่พวกกเขานึกดูถูก ดูหมิ่น หรือถึงขั้นเชิดใส่  การเล่าเรื่องราวของการที่โนอาห์สร้างเรือใหญ่นั้นต้องมีอันประสบกับกระแสเสวนาที่พรั่งพรูเป็นสายเสมอ  ทุกคนสามารถพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวนั้นได้ ทุกคนมีสิ่งที่จะพูด  แต่ไม่มีใครใช้ความคิดหรือพยายามที่จะขบคิดให้ออกถึงสิ่งที่พบในตัวโนอาห์ เขามีเส้นทางปฏิบัติเช่นไร เขามีท่าทีประเภทใดที่พระเจ้าทรงพึงปรารถนาและเขามีทรรศนะเช่นใดต่อคำบัญชาของพระเจ้า หรือเขามีลักษณะนิสัยเช่นใดเมื่อเป็นเรื่องของการรับฟังและปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า  ดังนั้นเราจึงกล่าวว่าผู้คนในวันนี้ไม่เหมาะที่จะเล่าเรื่องราวของโนอาห์ เพราะเมื่อใครบางคนเล่าเรื่องราวนี้ พวกเขาปฏิบัติต่อโนอาห์ประหนึ่งไม่ใช่สิ่งใดที่มากไปกว่าบุคคลในตำนานคนหนึ่ง ประหนึ่งชายชราเคราขาวธรรมดาคนหนึ่งด้วยซ้ำ  พวกเขาตั้งคำถามอยู่ในใจว่าเคยมีบุคคลเช่นนั้นจริงๆ หรือ จริงๆ แล้วเขาหน้าตาเป็นอย่างไร และพวกเขาไม่ลองพยายามที่จะซาบซึ้งว่า โนอาห์แสดงการสำแดงเหล่านั้นออกมาอย่างไร หลังจากที่เขาได้ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า  วันนี้ เมื่อพวกเราย้อนมามองต่างมุมในเรื่องราวเกี่ยวกับการก่อสร้างเรือใหญ่ของโนอาห์ เจ้าคิดว่า นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญหรือเหตุการณ์ไม่สำคัญ?  นี่เป็นแค่เรื่องเล่าธรรมดาเกี่ยวกับชายชราคนหนึ่งที่ได้สร้างเรือใหญ่ขึ้นมาลำหนึ่งในกาลสมัยที่ผ่านมาหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ในบรรดามนุษย์ทั้งปวง โนอาห์คือแบบอย่างของการยำเกรงพระเจ้าและการนบนอบพระเจ้า และเสร็จสิ้นพระบัญชาของพระเจ้าที่ควรค่าแก่การเอาอย่างมากที่สุด เขาได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า และควรเป็นต้นแบบสำหรับบรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้าในวันนี้  แล้วสิ่งใดเล่าล้ำค่าที่สุดเกี่ยวกับเขา?  เขามีท่าทีเดียวเท่านั้นต่อพระวจนะของพระเจ้า นั่นคือ การรับฟังและยอมรับ การยอมรับและนบนอบ และการนบนอบจนตาย  เป็นท่าทีนี้นั่นเองซึ่งล้ำค่าที่สุดในบรรดาทั้งปวง ที่ทำให้เขาได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า  เมื่อเป็นเรื่องของพระวจนะของพระเจ้า เขาไม่ได้สุกเอาเผากิน เขาไม่ได้ทำพอเป็นพิธี และเขาไม่ได้พินิจพิเคราะห์ วิเคราะห์ ต้านทาน หรือปฏิเสธพระวจนะเหล่านั้นภายในหัวของเขา แล้วจากนั้นก็ผลักไสพระวจนะเหล่านั้นไปซุกไว้ด้านหลังของจิตใจเขาแบบฝากไว้ก่อน แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขาฟังอย่างจริงจังตั้งใจ ยอมรับพระวจนะเหล่านั้นทีละน้อยในหัวใจของเขา แล้วจึงไตร่ตรองวิธีนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ วิธีนำพระวจนะเหล่านั้นมาใช้ วิธีปฏิบัติตามพระวจนะเหล่านั้นตามที่ตั้งใจไว้แต่ดั้งเดิม โดยไม่มีความเบี่ยงเบนใดๆ  และขณะที่เขาไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า เขาก็แอบพูดกับตัวเองลำพังว่า “เหล่านี้คือพระวจนะแห่งพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้คือคำบัญชาของพระเจ้า พระบัญชาของพระเจ้า ฉันมีภาระผูกพันตามหน้าที่ ฉันต้องนบนอบ ฉันไม่สามารถละเว้นรายละเอียดอันใดได้ ฉันไม่สามารถไปสวนทางกับความปรารถนาใดๆ ของพระเจ้า อีกทั้งฉันก็ไม่สามารถมองข้ามรายละเอียดอันหนึ่งอันใดของสิ่งที่พระองค์ได้ตรัส มิฉะนั้นแล้วฉันคงจะไม่เหมาะที่จะได้รับการเรียกขานว่ามนุษย์ ฉันคงจะไม่ควรค่าแก่พระบัญชาของพระเจ้า และไม่ควรค่าแก่การยกย่องของพระองค์  ในชีวิตนี้ ฉันล้มเหลวที่จะเสร็จสิ้นทั้งหมดที่พระเจ้าได้ตรัสบอกฉันและได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉัน เช่นนั้นแล้ว ฉันย่อมจะถูกทิ้งให้อยู่กับความเสียใจ  ที่มากไปกว่านั้นก็คือ ฉันย่อมจะไม่ควรค่าแก่พระบัญชาของพระเจ้าและการยกย่องที่พระองค์ทรงมีต่อฉัน และย่อมจะไม่มีหน้าจะกลับไปอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง”  ทุกสิ่งทุกอย่างที่โนอาห์ได้คิดและใคร่ครวญในหัวใจของเขา ทุกมุมมองของเขาและทุกท่าทีของเขา แต่ละอย่างกำหนดพิจารณาว่าสุดท้ายแล้วเขาย่อมมีความสามารถที่จะนำพระวจนะของพระเจ้าไปสู่การปฏิบัติ ทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นความเป็นจริง นำพาพระวจนะของพระเจ้าไปสู่การเกิดดอกออกผล และทำจนกระทั่งพระวจนะเหล่านั้นลุล่วงและสัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางงานหนักของเขาและแปรไปเป็นความเป็นจริงโดยผ่านทางเขา และทำจนกระทั่งพระบัญชาของพระเจ้าเหล่านั้นไม่ได้มาสูญไปเปล่าๆ  เมื่อพิจารณาจากทุกสิ่งทุกอย่างที่โนอาห์คิด ทุกแนวคิดที่เกิดขึ้นในหัวใจของเขา และท่าทีที่เขามีต่อพระเจ้า โนอาห์ควรค่าแก่พระบัญชาของพระเจ้า เขาเป็นคนที่ได้รับการไว้วางพระทัยมอบหมายโดยพระเจ้า และเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงมองด้วยความโปรดปราน  พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตคำพูดและความประพฤติของผู้คน พระองค์ทรงเฝ้าสังเกตความคิดและแนวคิดของพวกเขา  สำหรับการที่โนอาห์สามารถคิดได้เช่นนี้ ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น พระองค์ทรงเลือกสรรได้ไม่ผิดเลย  โนอาห์สามารถแบกรับพระบัญชาของพระเจ้า และความไว้วางพระทัยของพระเจ้า และเขามีความสามารถที่จะทำพระบัญชาของพระเจ้าจนครบบริบูรณ์ได้ กล่าวคือ เขาเป็นตัวเลือกเดียวเท่านั้นท่ามกลางมนุษยชาติทั้งปวง

ในสายพระเนตรของพระเจ้า โนอาห์คือทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์ในการทำให้งานอันยิ่งใหญ่ในการสร้างเรือใหญ่สำเร็จลุล่วง  แล้วพบสิ่งใดในตัวโนอาห์?  มีสองสิ่ง คือ ความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบที่แท้จริง  ในพระหทัยของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้คือมาตรฐานที่พระองค์ทรงกำหนดให้ผู้คน  เรียบง่ายใช่หรือไม่?  (ใช่)  “ทางเลือกเพียงหนึ่งเดียว” มีสองสิ่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียบง่ายยิ่งนัก—แต่ทว่านอกจากโนอาห์แล้ว กลับไม่พบสิ่งเหล่านี้ในคนอื่นเลย  บางคนกล่าวว่า “เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร?  พวกเราได้สละครอบครัวและอาชีพการงานของพวกเรา พวกเราได้ละทิ้งงาน จุดหมายปลายทางในอนาคต และการศึกษา พวกเราได้ละทิ้งทรัพย์สินและทอดทิ้งลูกๆ ของพวกเรา  ดูสิว่าความเชื่อของพวกเรายิ่งใหญ่เพียงใด พวกเรารักพระเจ้ามากแค่ไหน!  พวกเราด้อยกว่าโนอาห์อย่างไร?  หากพระเจ้าทรงขอให้พวกเราสร้างเรือใหญ่—ในเมื่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่พัฒนาไปมากถึงเพียงนี้ มีหรือที่พวกเราไม่สามารถเข้าถึงไม้และเครื่องมืออันครบครัน?  พวกเราก็สามารถทำงานใต้แสงแดดอันร้อนระอุได้เช่นกันหากพวกเราใช้เครื่องจักร พวกเราก็สามารถทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำได้เช่นกัน  การทำงานเล็กๆ แบบนี้ให้เสร็จสิ้นเป็นเรื่องใหญ่ที่ไหนกัน?  โนอาห์ใช้เวลา 100 ปี แต่พวกเราจะใช้เวลาน้อยกว่านั้นเพื่อให้พระเจ้าไม่ทรงรู้สึกร้อนพระทัย—พวกเราจะใช้เวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น  พระองค์ตรัสว่าโนอาห์คือทางเลือกเพียงหนึ่งเดียว แต่วันนี้ มีผู้ที่เหมาะสมอย่างสมบูรณ์แบบมากมาย ผู้คนอย่างพวกเราที่ได้สละครอบครัวและอาชีพการงานของตน มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า สละตนเองอย่างแท้จริง—พวกเขาล้วนเป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างสมบูรณ์แบบทั้งสิ้น  พระองค์ตรัสได้อย่างไรว่าโนอาห์เป็นทางเลือกเพียงหนึ่งเดียว?  พระองค์ทรงประเมินพวกเราต่ำเกินไป ไม่ใช่หรือ?”  มีปัญหาในคำพูดเหล่านี้หรือไม่?  (มี)  บางคนกล่าวว่า “ย้อนกลับไปในสมัยของโนอาห์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังด้อยพัฒนามาก เขาไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องจักรที่ทันสมัย ไม่มีแม้แต่สว่านไฟฟ้าและเลื่อยยนต์ที่เรียบง่ายที่สุด หรือแม้แต่ตะปู  แล้วเขาจัดการสร้างเรือใหญ่ขึ้นมาได้อย่างไรกัน?  วันนี้พวกเรามีสิ่งเหล่านี้ทุกอย่าง  นั่นจะไม่ง่ายอย่างเหลือเชื่อหรอกหรือสำหรับพวกเราที่จะทำพระบัญชานี้จนครบบริบูรณ์?  หากพระเจ้าได้ตรัสกับพวกเราจากท้องฟ้าและตรัสบอกพวกเราให้สร้างเรือใหญ่ลำหนึ่ง เช่นนั้นแล้วก็ลืมแค่หนึ่งลำไปเลย—พวกเราสามารถสร้างเรือเหล่านั้น 10 ลำได้โดยง่าย  นั่นคงจะไม่ใช่สิ่งใดเลย เป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก  ข้าแต่พระเจ้า ไม่ว่าพระองค์ทรงปรารถนาสิ่งใดจากพวกเราขอทรงมีพระบัญชา  ไม่ว่าพระองค์ทรงกำหนดสิ่งใด ขอทรงตรัสกับพวกเรา  นั่นคงจะไม่ลำบากยากเย็นเลยแม้แต่น้อยสำหรับพวกเราที่มีจำนวนมากเหลือเกินในการสร้างเรือใหญ่ลำหนึ่ง!  พวกเราสามารถสร้างได้ 10 20  แม้กระทั่ง 100 ลำ  มากเท่าที่พระองค์ทรงต้องประสงค์”  สิ่งทั้งหลายเรียบง่ายขนาดนั้นหรือ?  (ไม่)  ทันทีที่เราพูดว่าโนอาห์คือตัวเลือกเดียวและหนึ่งเดียว ผู้คนบางคนก็ต้องการที่จะเผชิญหน้าอย่างรุนแรงกับเรา พวกเขาไม่เชื่อมั่น กล่าวคือ  “พระองค์ทรงดำริถึงผู้คนในอดีตในทางที่ดีเพราะพวกเขาไม่อยู่ตรงนี้  ผู้คนในวันนี้อยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เลย แต่พระองค์ไม่สามารถทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่ดีเหลือเกินเกี่ยวกับพวกเขาได้  พระองค์ทรงมองไม่เห็นสิ่งดีๆ ทั้งหมดที่ผู้คนในวันนี้ได้ทำ ไม่เป็นการกระทำอันดีทั้งหมดของพวกเขา  โนอาห์ก็แค่ได้ทำสิ่งเล็กน้อยสิ่งหนึ่ง ทั้งนี้ ที่พระองค์ทรงดำริว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นควรค่าแก่การเป็นที่จดจำ ทรงดำริว่าเขาเป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบ และ ทรงมองไม่เห็นความทุกข์ของผู้คนในทุกวันนี้ และราคาที่พวกเราต้องจ่ายเพื่อพระองค์และเพื่อความเชื่อของพวกเราวันนี้ ก็เป็นเพราะสมัยนั้นไม่มีอุตสาหกรรมใดเลย และการใช้แรงงานทางกายทั้งหมดก็ยากลำบากไม่ใช่หรอกหรือ?”  นี่ใช่กรณีเช่นนั้นหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ไม่ว่ายุคหรือสมัยใด ไม่สำคัญว่าในสภาพแวดล้อมที่ผู้คนอาศัยอยู่นั้นมีภาวะประเภทใด วัตถุที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้และสภาพแวดล้อมทั่วไปนับอะไรไม่ได้เลย สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ  สิ่งใดสำคัญ?  สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ยุคสมัยที่เจ้าใช้ชีวิตอยู่ หรือเจ้าได้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีบางอย่างหรือไม่ หรือเจ้าได้อ่านหรือได้ยินพระวจนะของพระเจ้ามามากเพียงใด  สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้คนมีความเชื่อที่แท้จริงหรือไม่ พวกเขามีการนบนอบที่แท้จริงหรือไม่  สองสิ่งนี้สำคัญที่สุด และไม่อาจขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปได้เลย  หากพวกเจ้าถูกจัดให้อยู่ในสมัยของโนอาห์ พวกเจ้าคนใดที่จะสามารถทำให้พระบัญชานี้สำเร็จลุล่วงได้?  เรากล้าพูดเลยว่า แม้พวกเจ้าทุกคนจะทำงานร่วมกัน พวกเจ้าก็ไม่สามารถทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้  พวกเจ้าไม่สามารถทำได้แม้แต่ครึ่งเดียวด้วยซ้ำ  ก่อนที่เสบียงทั้งหมดจะถูกจัดเตรียมเสร็จสิ้น พวกเจ้าหลายคนก็คงจะหนีไปแล้ว พร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า และสงสัยในพระองค์  พวกเจ้าเพียงจำนวนน้อยที่จะสามารถยืนหยัดต่อไปด้วยความยากลำบากอย่างมาก ยืนหยัดต่อไปได้เนื่องจากความทรหดอดทน ความกระตือรือร้น และความคิดของพวกเจ้า  แต่พวกเจ้าจะสามารถยืนหยัดไปได้นานเพียงใด?  แรงจูงใจประเภทใดหรือที่พวกเจ้าจำเป็นต้องมีในการที่จะดำเนินการต่อไป?  พวกเจ้าจะคงอยู่ได้กี่ปีหรือหากปราศจากความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบที่แท้จริง?  นี่ขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะ  บรรดาผู้ที่มีบุคลิกลักษณะดีกว่าและมีมโนธรรมเล็กน้อยอาจคงอยู่ได้แปดหรือ 10 ปี 20 หรือ 30 ปี บางที 50 ปีด้วยซ้ำ  แต่หลังจากผ่านไป 50 ปี พวกเขาก็คงจะคิดกับตัวเองว่า “เมื่อใดที่พระเจ้าจะเสด็จมา?  น้ำท่วมจะมาถึงเมื่อใดหนอ?  สัญญาณที่พระเจ้าทรงมอบให้จะปรากฏให้เห็นเมื่อใดหนอ?  ฉันได้ใช้เวลาทั้งชีวิตของฉันทำสิ่งหนึ่ง  แล้วถ้าน้ำท่วมไม่มาล่ะ?  ฉันได้ทนทุกข์มามากมายตลอดชีวิตของฉัน ฉันได้พากเพียรบากบั่นมาเป็นเวลา 50 ปีแล้ว—นั่นก็ดีมากพอ พระเจ้าจะไม่ทรงจดจำหรือกล่าวโทษการนั้นหากฉันล้มเลิกไปตอนนี้  ดังนั้น ฉันกำลังจะดำเนินชีวิตของตัวเอง  พระเจ้าไม่ตรัสหรือทรงมีปฏิกิริยา  ฉันใช้เวลาทั้งวันไปกับการมองดูท้องฟ้าสีฟ้าและเมฆขาวและไม่เห็นอะไรเลย  พระเจ้าทรงอยู่ที่ไหนหรือ?  องค์หนึ่งเดียวที่ครั้งหนึ่งได้ทรงส่งเสียงฟ้าร้องและตรัส—นั่นใช่พระเจ้าหรือไม่?  นั่นเป็นภาพลวงตาหรือไม่?  เมื่อใดที่การนี้กำลังจะจบลง?  พระเจ้าไม่ทรงกังวลสนใจ  ไม่สำคัญว่าฉันร้องเรียกขอความช่วยเหลืออย่างไร ทั้งหมดที่ฉันได้ยินคือความเงียบ และพระองค์ก็ไม่ทรงให้ความรู้แจ้งแก่ฉันหรือทรงนำฉันในยามที่ฉันอธิษฐาน  ลืมมันเสียเถอะ!”  พวกเขาจะยังคงมีความเชื่อที่แท้จริงอยู่หรือไม่?  เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะเกิดความสงสัยมากขึ้น  พวกเขาจะคิดถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะมองหาทางออก วางพระบัญชาของพระเจ้าเอาไว้ก่อน และละทิ้งความกระตือรือร้นชั่วคราวและคำสาบานชั่วคราวของตน ด้วยความต้องการที่จะควบคุมชะตากรรมของตนเองและดำเนินชีวิตของตนเอง พวกเขาจะเอาพระบัญชาของพระเจ้าไปไว้เบื้องหลังความรู้สึกนึกคิดของตน  และเมื่อวันหนึ่ง พระเจ้าเสด็จมาเร่งเร้าพวกเขาด้วยพระองค์เอง เมื่อพระองค์ทรงถามถึงความคืบหน้าในการสร้างเรือใหญ่ พวกเขาจะกล่าวว่า “อา!  พระเจ้าทรงดำรงอยู่จริง!  เช่นนั้นพระเจ้าก็มีอยู่จริงสินะ  ฉันต้องลงมือสร้างแล้ว!”  หากพระเจ้าไม่ตรัส หากพระองค์ไม่ทรงเร่งรัดพวกเขา พวกเขาก็จะมองไม่เห็นว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วน พวกเขาจะคิดว่าเรื่องนี้รอได้  วิธีคิดที่โลเลเช่นนี้ ท่าทีที่ฝืนใจทำอย่างขอไปทีเช่นนี้—คือท่าทีที่ผู้คนซึ่งมีความเชื่อที่แท้จริงควรแสดงออกกระนั้นหรือ?  (ไม่)  การมีท่าทีเช่นนี้เป็นเรื่องผิด หมายความว่าพวกเขาไม่มีความเชื่อที่แท้จริง นับประสาอะไรกับการนบนอบที่แท้จริง  เมื่อพระเจ้าตรัสกับเจ้าด้วยพระองค์เอง ความกระตือรือร้นชั่วขณะของเจ้าย่อมจะบ่งบอกถึงความเชื่อที่เจ้ามีในพระเจ้า แต่เมื่อพระเจ้าทรงวางเจ้าเอาไว้ก่อน และไม่ทรงเร่งรัดเจ้า หรือทรงกำกับดูแลเจ้า หรือทรงไต่ถามสิ่งใด ความเชื่อของเจ้าก็ย่อมจะหายไป  เวลาจะผ่านไป และเมื่อพระเจ้าไม่ตรัสหรือทรงปรากฏต่อเจ้า และไม่ทรงดำเนินการตรวจสอบงานใดๆ ของเจ้า ความเชื่อของเจ้าก็ย่อมจะมลายหายไปอย่างสิ้นเชิง เจ้าจะต้องการดำเนินชีวิตของเจ้าเอง และดำเนินกิจการของตนเอง และพระบัญชาของพระเจ้าก็จะถูกลืมไว้เบื้องหลังความรู้สึกนึกคิดของเจ้า ความกระตือรือร้น คำสาบาน และความมุ่งมั่นของเจ้าในเวลานั้นก็จะไร้ความหมาย  พวกเจ้าคิดว่าพระเจ้าจะทรงกล้าไว้วางพระทัยมอบหมายงานอันยิ่งใหญ่ให้กับคนเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  เพราะเหตุใด?  (พวกเขาไว้ใจไม่ได้)  ถูกต้อง  คำเดียวเลยคือ ไว้ใจไม่ได้  เจ้าไม่มีความเชื่อที่แท้จริง  เจ้าเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้  ดังนั้น เจ้าจึงไม่เหมาะสมที่พระเจ้าจะไว้วางพระทัยมอบหมายสิ่งใดให้  บางคนกล่าวว่า “เหตุใดฉันจึงไม่เหมาะสม?  ฉันจะดำเนินการตามพระบัญชาใดก็ตามที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้ฉัน—ใครจะไปรู้ ฉันอาจทำจนสำเร็จก็ได้!”  เจ้าสามารถทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเจ้าอย่างไม่ใส่ใจได้ และย่อมไม่เป็นไรหากผลลัพธ์จะขาดตกบกพร่องไปสักนิด  แต่สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมาย สิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้สำเร็จลุล่วง—เมื่อใดหรือที่สิ่งเหล่านั้นมีวันเรียบง่าย?  หากสิ่งเหล่านั้นได้รับการไว้วางใจมอบหมายต่อคนปัญญาทึบหรือคนขี้โกง ต่อใครบางคนที่ขอไปทีในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ ใครบางคนที่หลังจากยอมรับพระบัญชาแล้วก็หมิ่นเหม่ที่จะปฏิบัติตนอย่างด้อยความเชื่อในทุกหนทุกแห่งและไม่ว่าเวลาใด นั่นจะไม่ทำให้การเข้ารับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ล่าช้าไปหรอกหรือ?  หากพวกเจ้าถูกเอ่ยขอให้เลือก หากพวกเจ้าจะต้องไว้วางใจมอบหมายการเข้ารับภาระหน้าที่หลักต่อใครสักคน เจ้าจะไว้วางใจมอบหมายการเข้ารับภาระหน้าที่นั้นต่อบุคคลประเภทใดหรือ?  เจ้าจะเลือกบุคคลประเภทใดหรือ?  (บุคคลที่ไว้ใจได้)  อย่างน้อยที่สุด บุคคลนี้จะต้องพึ่งพาอาศัยได้ มีเกียรติคุณ และไม่สำคัญว่าเป็นเวลาใด หรือความลำบากยากเย็นที่พวกเขาเผชิญนั้นใหญ่หลวงเพียงใด พวกเขาย่อมจะทุ่มเทหัวใจและพลังงานทั้งหมดของพวกเขาในการทำสิ่งที่เจ้าได้ไว้วางใจมอบหมายต่อพวกเขาจนครบบริบูรณ์ และบอกเล่าให้เจ้ารู้  หากนั่นคือบุคคลประเภทที่ผู้คนจะเลือกที่จะไว้วางใจมอบหมายงานให้ ก็ยิ่งเป็นเช่นนั้นมากขึ้นเท่าใดเล่าสำหรับพระเจ้า!  ดังนั้น สำหรับเหตุการณ์หลักนี้ การทำลายล้างโลกโดยน้ำท่วม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่พึงต้องมีการสร้างเรือใหญ่ขึ้นลำหนึ่ง และมีใครบางคนที่ควรค่าแก่การมีชีวิตรอดที่จะยังคงอยู่ ใครเล่าที่พระเจ้าจะทรงเลือกสรร?  ก่อนอื่น ในทางทฤษฎีแล้ว พระองค์จะทรงเลือกสรรใครบางคนซึ่งเหมาะที่จะยังคงอยู่ ซึ่งเหมาะที่จะใช้ชีวิตในยุคถัดไป  ในความเป็นจริงแล้ว เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด บุคคลนี้ต้องมีความสามารถที่จะเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าได้ พวกเขาต้องมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า และปฏิบัติต่อสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าตรัสไว้—ไม่สำคัญว่าสิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร ไม่ว่าสิ่งนั้นคล้อยตามมโนคติอันหลงผิดของพวกเขาหรือไม่ ไม่ว่าสิ่งนั้นเห็นพ้องต้องกันกับเจตจำนงของพวกเขาเองหรือไม่—ประหนึ่งเป็นพระวจนะแห่งพระเจ้า  ไม่สำคัญว่าพระเจ้าได้ทรงเอ่ยขอให้พวกเขาทำสิ่งใด พวกเขาไม่ควรไม่ยอมรับพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าเป็นอันขาด พวกเขาต้องพิจารณาตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และปฏิบัติต่อการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าอยู่เสมอประหนึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ทั้งนี้ นี่เองคือบุคคลประเภทที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายการเข้ารับภาระหน้าที่พิเศษนี้ให้  ในพระหทัยของพระเจ้า โนอาห์เป็นบุคคลเช่นนั้นจริงๆ  ไม่เพียงแค่เขาเป็นใครคนหนึ่งที่ควรค่าแก่การยังคงอยู่ในยุคสมัยใหม่เท่านั้น แต่เขายังเป็นใครคนหนึ่งที่สามารถแบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้งได้ ที่สามารถนบนอบต่อพระวจนะของพระเจ้าได้จวบจนปลายทางสุดท้ายโดยปราศจากการประนีประนอม และที่จะใช้ชีวิตของเขาในการทำให้สิ่งที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้เขาเสร็จสมบูรณ์  นี่คือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงพบในตัวโนอาห์  จากชั่วขณะที่โนอาห์ได้ยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า จนกระทั่งชั่วขณะที่เขาได้ทำทุกๆ กิจที่ได้รับการไว้วางใจมอบหมายต่อเขาจนครบบริบูรณ์—ตลอดทั่วทั้งช่วงเวลานี้ ความเชื่อของโนอาห์และท่าทีแห่งการนบนอบที่เขามีต่อพระเจ้าได้มีบทบาทอันสำคัญยิ่งยวดอย่างสมบูรณ์ที่สุด ทั้งนี้ หากปราศจากสองสิ่งนี้ งานนั้นก็คงจะไม่สามารถทำไปจนครบบริบูรณ์ได้ และพระบัญชานี้ก็คงจะไม่ได้สำเร็จลุล่วง

ในครรลองแห่งการยอมรับพระบัญชาของพระเจ้า หากโนอาห์ได้มีแนวคิด แผนการ และมโนคติอันหลงผิดของตัวเอง หน้าที่การงานทั้งหมดทั้งปวงน่าจะได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างไรหรือ?  ก่อนอื่นเลย เมื่อเผชิญหน้ากับแต่ละรายละเอียดที่พระเจ้าได้ทรงสื่อให้เขารู้—รายละเอียดเฉพาะและชนิดของวัสดุ วิถีทางและวิธีการเกี่ยวกับการสร้างเรือใหญ่ทั้งลำ และมาตราส่วนและขนาดสามมิติของเรือใหญ่ทั้งลำ—ตอนที่โนอาห์ได้ยินทั้งหมดนี้ เขาจะได้คิดหรือไม่ว่า “จะต้องใช้เวลากี่ปีกันที่จะสร้างบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้?  จะต้องใช้ความพยายามและความยากลำบากมากเพียงใดกันที่จะหาวัสดุทั้งหมดนี้?  ฉันคงจะเหนื่อยล้า!  ความเหนื่อยล้าดังกล่าวคงจะทำให้ชีวิตของฉันสั้นลงแน่เลย ถูกไหม?  ดูสิว่าฉันแก่แค่ไหน ทว่าพระเจ้าจะไม่ทรงให้ฉันพักเลย และทรงเอ่ยขอให้ฉันทำบางสิ่งที่เป็นการเรียกร้องมากเหลือเกิน—ฉันจะทนรับสิ่งนั้นได้ไหมนี่?  คือว่า ฉันก็จะทำสิ่งนั้น แต่ฉันก็มีแผนเด็ดของฉันซ่อนอยู่ กล่าวคือ ฉันก็จะแค่ทำอย่างกว้างๆ ดังที่พระเจ้าตรัส  พระเจ้าได้ตรัสว่าจะหาไม้สนกันน้ำชนิดหนึ่ง  ฉันได้ยินเกี่ยวกับสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งฉันสามารถไปเอามาได้บางส่วน แต่นั่นอยู่ไกลออกไปพอดู และค่อนข้างเป็นภัยอันตราย  การหาและเอาไม้สนมานั้นจะต้องใช้ความพยายามมาก แล้วถ้าเป็นการหาประเภทที่คล้ายคลึงกันที่อยู่ใกล้ๆ เป็นวัสดุทดแทน ประเภทที่เป็นประมาณว่าอย่างเดียวกันล่ะ?  นั่นคงจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าและใช้ความพยายามน้อยกว่า—นี่คงจะพอได้อยู่อีกด้วย มิใช่หรือ?”  โนอาห์ได้มีการออกแบบทั้งหลายดังกล่าวหรือไม่?  หากเขาได้มีการออกแบบทั้งหลายดังกล่าว นี่จะใช่การนบนอบที่แท้จริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ตัวอย่างเช่น พระเจ้าตรัสไว้ให้สร้างเรือใหญ่สูง 100 เมตร  เมื่อได้ยินการนี้ เขาจะได้คิดหรือไม่ว่า “หนึ่งร้อยเมตรนั้นสูงเกินไป ไม่มีใครสามารถขึ้นไปบนเรือลำนั้นได้หรอก  การไต่ขึ้นไปทำงานบนเรือลำนั้นจะไม่เป็นภัยอันตรายขนาดถึงตายหรอกหรือ?  ดังนั้นฉันจะทำเรือใหญ่ให้สั้นลงสักหน่อย ลองเริ่มด้วย 50 เมตรกันดีกว่า  นั่นจะเป็นภัยอันตรายน้อยลงและง่ายขึ้นสำหรับผู้คนที่จะขึ้นไป  นั่นคงจะพอใช้ได้ ใช่ไหม?”  โนอาห์จะได้มีความคิดทั้งหลายดังกล่าวหรือไม่?  (ไม่)  แล้วถ้าเขาได้มีความคิดทั้งหลายดังกล่าว พวกเจ้าคิดหรือไม่ว่าพระเจ้าจะได้ทรงเลือกสรรบุคคลที่ผิดแล้ว?  (คิด)  ความเชื่อและการนบนอบที่แท้จริงของโนอาห์ที่มีต่อพระเจ้า ทำให้เขาสามารถละทิ้งเจตจำนงของตนเองได้ ต่อให้เขาเคยมีความคิดเช่นนั้น เขาก็ย่อมจะไม่มีวันกระทำตามความคิดเหล่านั้น  ในประเด็นนี้ พระเจ้าทรงทราบว่าโนอาห์เป็นคนที่ไว้ใจได้  ประการแรก โนอาห์จะไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในรายละเอียดที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ และเขาจะไม่เพิ่มความคิดใดๆ ของตนเองลงไป นับประสาอะไรที่เขาจะเปลี่ยนรายละเอียดใดๆ ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาเอง แต่เขากลับจะดำเนินการตามสิ่งที่พระเจ้าทรงขอทุกประการ และไม่ว่าการหาวัสดุมาสร้างเรือใหญ่จะยากลำบากเพียงใด ไม่ว่างานนั้นจะยากลำบากหรือเหน็ดเหนื่อยเพียงใด เขาก็ย่อมจะทำอย่างดีที่สุด และใช้พละกำลังทั้งหมดของเขาเพื่อทำเรื่องนั้นให้เสร็จสมบูรณ์อย่างถูกควร  นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาเป็นคนที่ไว้ใจได้มิใช่หรือ?  และนี่คือการสำแดงที่แท้จริงของการนบนอบที่แท้จริงที่เขามีต่อพระเจ้าใช่หรือไม่?  (ใช่)  การนบนอบนี้สมบูรณ์หรือไม่? (สมบูรณ์)  และความเชื่อฟังนี้ไม่ได้แปดเปื้อนไปด้วยสิ่งใด ความเชื่อฟังนี้ไม่ได้บรรจุสิ่งใดจากความโน้มเอียงของตัวเองเลย ความเชื่อฟังนี้ไม่ได้ปลอมปนไปด้วยแผนการส่วนบุคคล นับประสาอะไรที่จะถูกทำให้เสื่อมทรามด้วยมโนคติอันหลงผิดหรือผลประโยชน์ส่วนบุคคล แทนที่จะเป็นเช่นนั้น การนบนอบนี้กลับเป็นความเชื่อฟังที่ปราศจากราคี เรียบง่าย สมบูรณ์  แล้วการนี้สัมฤทธิผลได้ง่ายหรือไม่?  (ไม่ง่าย)  ผู้คนบางคนอาจจะไม่เห็นด้วย กล่าวคือ “อะไรหรือที่ยากลำบากยิ่งนักเกี่ยวกับการนั้น?  การนั้นไม่ใช่แค่เกี่ยวข้องกับการที่ไม่คิดอะไร การเป็นเหมือนหุ่นยนต์ การทำสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าตรัสหรอกหรือ—นั่นไม่ง่ายหรอกหรือ?”  เมื่อมาถึงเวลาที่จะลงมือทำ ความลำบากยากเย็นย่อมเกิดขึ้น ทั้งนี้ ความคิดของผู้คนกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พวกเขามีความโน้มเอียงของตัวเองอยู่เสมอ ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงหมิ่นเหม่ไปในทางที่จะกังขาว่าพระวจนะของพระเจ้าสามารถสำเร็จลุล่วงได้หรือไม่ ทั้งนี้ พระวจนะของพระเจ้านั้นง่ายสำหรับพวกเขาที่จะยอมรับตอนที่พวกเขาได้ยินพระวจนะเหล่านั้น แต่เมื่อมาถึงเวลาที่จะลงมือทำ นั่นกลับยากขึ้นมา ทั้งนี้ ทันทีที่ความยากลำบากเริ่มขึ้น พวกเขาก็หมิ่นเหม่ไปในทางที่จะกลายเป็นคิดลบ และไม่ง่ายเลยสำหรับพวกเขาที่จะนบนอบ  เช่นนั้นแล้ว เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าบุคลิกลักษณะของโนอาห์ และความเชื่อและการนบนอบที่แท้จริงของเขา ควรค่าแก่การเอาอย่างโดยแท้จริง  ดังนั้น ตอนนี้เจ้าชัดเจนหรือไม่เกี่ยวกับว่า โนอาห์ได้มีปฏิกิริยาและได้นบนอบอย่างไรเมื่อเผชิญหน้ากับพระวจนะ พระบัญชา และข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า?  การนบนอบนี้ไม่ได้แปดเปื้อนไปด้วยแนวคิดส่วนบุคคล  โนอาห์เรียกร้องการนบนอบ การเชื่อฟัง และการปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์จากตนเอง โดยไม่ออกนอกลู่นอกทาง หรือเล่นเล่ห์เหลี่ยมอันชาญฉลาด หรือพยายามทำตัวฉลาด โดยไม่หลงตัวเองและคิดว่าเขาสามารถเสนอแนะพระเจ้าได้ ไม่คิดว่าเขาสามารถเพิ่มความคิดของตนเองลงในคำบัญชาของพระเจ้าได้ และไม่ใส่เจตนาดีของตนเองลงไป  นี่คือสิ่งที่ควรนำไปปฏิบัติเมื่อพยายามสัมฤทธิ์การนบนอบที่สมบูรณ์มิใช่หรือ?

โนอาห์ได้ใช้เวลานานเพียงใดหรือในการสร้างเรือใหญ่ขึ้นมาหลังจากที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาเขาให้ทำเช่นนั้น?  (หนึ่งร้อยยี่สิบปี)  ในระหว่าง 120 ปีนี้ โนอาห์ได้ทำสิ่งเดียว นั่นคือ เขาได้สร้างเรือใหญ่ขึ้นมาและรวบรวมสรรพสิ่งที่ทรงสร้างซึ่งมีชีวิตหลากหลายประเภท  และแม้ว่านี่เป็นแค่เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ไม่ใช่กิจที่แตกต่างกันมากมาย แต่สิ่งเดียวนี้เกี่ยวข้องกับงานปริมาณมหาศาล  แล้วอะไรหรือคือจุดประสงค์ในการทำเช่นนี้?  เหตุใดหรือเขาจึงได้สร้างเรือใหญ่ลำนี้ขึ้นมา?  อะไรหรือคือจุดมุ่งหมายและนัยสำคัญของการทำเช่นนี้?  นั่นเป็นไปเพื่อที่สิ่งทรงสร้างซึ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอาจจะมีชีวิตรอดเมื่อพระเจ้าได้ทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วม  ดังนั้น โนอาห์จึงได้ทำสิ่งที่เขาได้ทำเพื่อตระเตรียมสำหรับการอยู่รอดของสิ่งที่ทรงสร้างซึ่งมีชีวิตแต่ละประเภท ก่อนการทำลายล้างโลกของพระเจ้า  แล้วสำหรับพระเจ้า นี่ใช่เรื่องเร่งด่วนมากหรือไม่?  จากพระกระแสเสียงของพระดำรัสของพระเจ้า และแก่นแท้ของสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงบัญชา โนอาห์สามารถได้ยินว่าพระเจ้าร้อนพระทัยและเจตนารมณ์ของพระองค์เร่งด่วนได้หรือไม่?  (สามารถ)  ตัวอย่างเช่น สมมติว่าพวกเจ้าถูกบอกว่า “ภัยพิบัติกำลังมา  ภัยพิบัตินี้ได้เริ่มแพร่กระจายในโลกภายนอกแล้ว  พวกเจ้ามีสิ่งหนึ่งต้องทำ และจะทำอะไรก็รีบทำ นั่นคือ จงรีบซื้ออาหารและหน้ากาก  ทั้งหมดก็เท่านั้นนั่นเอง!”  เจ้าได้ยินสิ่งใดในการนี้?  การนี้เร่งด่วนหรือไม่?  (การนี้เร่งด่วน)  ดังนั้นเมื่อไหร่หรือที่การนี้ควรทำให้เสร็จ?  เจ้าควรรอจนกระทั่งปีหน้า ปีถัดจากนั้น หรือหลายปีจากตอนนี้หรือไม่?  ไม่ควร—นี่คือกิจอันเร่งด่วน เป็นเรื่องสำคัญ  จงละวางสิ่งอื่นใดทั้งหมดและดูแลเอาใจใส่สิ่งนี้ก่อน  นี่ใช่สิ่งที่เจ้าได้ยินจากคำพูดเหล่านี้หรือไม่?  (ใช่)  ดังนั้นบรรดาผู้ที่นบนอบพระเจ้าควรทำสิ่งใดหรือ?  พวกเขาควรละวางกิจนั้นในมือโดยพลัน  ไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญ  พระเจ้าร้อนพระทัยอย่างมากเกี่ยวกับสิ่งที่พระองค์เพิ่งทรงบัญชาให้ทำ พวกเขาไม่ควรเสียเวลาในการลงมือทำและปฏิบัติงานนี้ให้สำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับพระเจ้าและเป็นสิ่งที่พระเจ้ากังวลพระทัย พวกเขาควรทำเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะไปทำงานอื่น  นี่คือความหมายของการนบนอบ  แต่หากเจ้าวิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยความคิดที่ว่า “โรคระบาดกำลังจะมาหรือ?  มันกำลังแพร่กระจายหรือ?  หากมันกำลังแพร่กระจาย ก็ปล่อยให้มันแพร่ไปสิ—มันไม่ได้แพร่มาถึงพวกเราเสียหน่อย  หากมาถึง พวกเราค่อยจัดการในตอนนั้น  ซื้อหน้ากากและอาหารงั้นหรือ?  หน้ากากมีขายอยู่ตลอดนั่นแหละ  และจะใส่หรือไม่ใส่ก็ไม่สำคัญหรอก  พวกเรายังมีอาหารอยู่ในตอนนี้ จะกังวลไปทำไม?  จะรีบไปทำไม?  รอจนกว่าโรคระบาดจะมาถึงที่นี่ก่อนเถิด  ตอนนี้พวกเรามีเรื่องอื่นให้ทำตั้งเยอะแยะ” นี่คือการนบนอบหรือไม่?  (ไม่)  นี่คืออะไร?  สิ่งนี้เรียกโดยรวมว่าการกบฏ  กล่าวให้เฉพาะเจาะจงลงไปคือ เป็นความเฉยเมย การต่อต้าน การวิเคราะห์ และการตรวจสอบ ตลอดจนการการมีความดูแคลนอยู่ในใจ โดยคิดว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ และไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง  มีความเชื่อที่แท้จริงในท่าทีเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่มี)  สถานะโดยรวมของพวกเขาคือ ในส่วนที่เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าและเกี่ยวกับความจริง พวกเขามักจะมีท่าทีอิดออด เฉยเมย และไม่ใส่ใจอยู่เสมอ ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาไม่เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญเลยแม้แต่น้อย  พวกเขาคิดว่า “ข้าพระองค์จะรับฟังสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ตรัสซึ่งเกี่ยวข้องกับความจริง และรับฟังคำเทศนาอันสูงส่งของพระองค์—ข้าพระองค์จะไม่ลังเลเลยที่จะจดบันทึกสิ่งเหล่านี้เอาไว้เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้ไม่ลืม  แต่สิ่งที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับการซื้ออาหารและหน้ากากไม่ได้เกี่ยวข้องกับความจริง ดังนั้นข้าพระองค์สามารถปฏิเสธเรื่องเหล่านั้นได้ ข้าพระองค์สามารถเยาะเย้ยเรื่องเหล่านั้นอยู่ในใจได้ และสามารถปฏิบัติต่อพระองค์ด้วยท่าทีที่เฉยเมยและละเลย แค่ข้าพระองค์รับฟังด้วยหูก็พอแล้ว แต่สิ่งที่ข้าพระองค์คิดอยู่ในใจนั้นไม่ใช่เรื่องที่พระองค์ต้องกังวล และไม่ใช่กิจธุระของพระองค์”  นี่ใช่ท่าทีที่โนอาห์มีต่อพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่ใช่)  อะไรหรือที่แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้เป็นเช่นนี้?  พวกเราต้องพูดคุยเกี่ยวกับการนี้ ทั้งนี้ การนี้จะสอนเจ้าว่าท่าทีที่โนอาห์มีต่อพระเจ้านั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง  และมีข้อเท็จจริงทั้งหลายในการที่จะพิสูจน์การนี้

ในยุคก่อนอุตสาหกรรมนั้น เมื่อทุกสิ่งต้องดำเนินการและทำให้เสร็จสิ้นด้วยมือ งานที่ใช้แรงกายทุกอย่างยากลำบากและใช้เวลามาก  เมื่อโนอาห์ได้ยินพระบัญชาของพระเจ้า เมื่อเขาได้ยินทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงบรรยาย เขาก็สัมผัสได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ รวมทั้งความรุนแรงของสถานการณ์  เขารู้ว่าพระเจ้าจะทรงทำลายล้างโลก  แล้วเหตุใดพระองค์จึงกำลังจะทรงทำเช่นนี้?  เพราะมนุษย์ชั่วร้ายยิ่งนัก ไม่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้า และถึงขั้นปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้า และพระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์มวลมนุษย์นั้น  พระเจ้าทรงรังเกียจเดียดฉันท์มวลมนุษย์นั้นเพียงแค่วันสองวันกระนั้นหรือ?  พระเจ้าตรัสด้วยอารมณ์ชั่ววูบว่า “วันนี้เราไม่ชอบมวลมนุษย์นี้ เราจะทำลายล้างมวลมนุษย์นี้ ดังนั้นจงไปจัดการและสร้างเรือใหญ่ให้เรา” กระนั้นหรือ?  เป็นเช่นนี้หรือ?  ไม่ใช่  หลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้า โนอาห์ก็เข้าใจความหมายของพระเจ้า  พระเจ้าไม่ได้ทรงรังเกียจเดียดฉันท์มวลมนุษย์นั้นเพียงแค่วันสองวัน พระองค์ทรงกระตือรือร้นที่จะทำลายล้างพวกเขา เพื่อที่มวลมนุษย์จะได้เริ่มต้นใหม่  แต่ในครั้งนี้ พระเจ้าไม่ทรงปรารถนาที่จะทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่พระองค์จะทรงให้โนอาห์โชคดีพอที่จะรอดชีวิตในฐานะเจ้านายของยุคถัดไป ในฐานะบรรพบุรุษของมวลมนุษย์  เมื่อเขาเข้าใจความหมายของพระเจ้าในแง่มุมนี้ โนอาห์ก็สามารถรู้สึกได้ถึงเจตนารมณ์อันเร่งด่วนของพระเจ้าจากห้วงลึกในหัวใจของเขา เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความเร่งด่วนของพระเจ้า—ดังนั้น เมื่อพระเจ้าตรัส นอกจากการรับฟังอย่างระมัดระวัง ตั้งใจ และขยันขันแข็งแล้ว โนอาห์ยังรู้สึกถึงบางสิ่งในหัวใจของเขาด้วย  เขารู้สึกสิ่งใด?  ความเร่งด่วน อันเป็นอารมณ์ที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงควรจะรู้สึกหลังจากตระหนักถึงเจตนารมณ์อันเร่งด่วนของพระผู้สร้าง  ดังนั้น โนอาห์คิดสิ่งใดอยู่ในใจ เมื่อพระเจ้าทรงบัญชาให้เขาสร้างเรือใหญ่?  เขาคิดว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับการสร้างเรือใหญ่อีกแล้ว ไม่มีสิ่งใดสำคัญและเร่งด่วนเท่านี้อีกแล้ว ฉันได้ยินพระวจนะจากพระหทัยของพระผู้สร้าง ฉันสัมผัสได้ถึงเจตนารมณ์อันเร่งด่วนของพระองค์ ดังนั้นฉันต้องไม่ชักช้า ฉันต้องสร้างเรือใหญ่ที่พระเจ้าตรัสถึงและทรงขออย่างเร่งด่วนที่สุด”  ท่าทีของโนอาห์เป็นเช่นไร?  คือการไม่กล้าที่จะเพิกเฉย  แล้วเขาดำเนินการสร้างเรือใหญ่ในลักษณะใด?  โดยไม่ชักช้า  เขาดำเนินการและปฏิบัติตามรายละเอียดของสิ่งที่พระเจ้าตรัสและทรงสั่งสอนทุกประการอย่างเร่งด่วนที่สุด และด้วยพละกำลังทั้งหมดของเขา โดยไม่ทำแบบสุกเอาเผากินเลยแม้แต่น้อย  สรุปก็คือ ท่าทีที่โนอาห์มีต่อพระบัญชาของพระผู้สร้างคือการนบนอบ  เขาไม่ใช่ไม่กังวลสนใจในพระบัญชา และหัวใจของเขาก็ไม่มีการต้านทานหรือความไม่แยแส  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับพยายามอย่างขะมักเขม้นที่จะเข้าใจเจตนารมณ์ของพระผู้สร้างในขณะที่เขาจดจำทุกรายละเอียด  เมื่อเขาเข้าใจเจตนารมณ์อันเร่งด่วนของพระเจ้าแล้ว เขาก็ตัดสินใจที่จะเร่งมือ เพื่อทำสิ่งที่พระเจ้าทรงแบ่งให้กับเขาให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้  “โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้” นี้หมายความว่ากระไร?  นี่หมายถึงการทำงานที่น่าจะใช้เวลาสักหนึ่งเดือนเมื่อก่อนหน้านี้ ให้เสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บางทีอาจจะทำให้เสร็จเร็วกว่ากำหนดสักสามหรือห้าวันโดยไม่มีการประวิงเวลาเลยหรือไม่มีการชักช้าแม้แต่น้อย แต่ผลักดันโครงการทั้งหมดให้เดินหน้าอย่างดีที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้  แน่นอนว่า ขณะดำเนินงานแต่ละงาน เขาจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะลดความสูญเสียและความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุด และจะไม่ทำงานใดในลักษณะที่จะต้องกลับมาทำใหม่ นอกจากนี้เขาจะทำงานและกระบวนการทุกอย่างให้เสร็จสมบูรณ์ภายในกำหนด และจะทำอย่างดี รับประกันว่ามีคุณภาพ  นี่คือการสำแดงที่แท้จริงของการไม่ประวิงเวลา  ดังนั้น อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นที่ทำให้เขาไม่ประวิงเวลาได้?  (เขาได้ยินพระบัญชาของพระเจ้า)  ใช่แล้ว นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นและบริบทของเรื่องนี้  ทั้งนี้ เหตุใดโนอาห์จึงสามารถไม่ประวิงเวลาได้?  ผู้คนบางคนพูดว่าโนอาห์มีการนบนอบที่แท้จริง  แล้วเขามีสิ่งใดที่เปิดโอกาสให้เขาสัมฤทธิ์การนบนอบที่แท้จริงดังกล่าวได้?  (เขาคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า)  นั่นถูกต้องแล้ว!  นี่คือสิ่งที่หมายถึงการมีหัวใจ!  ผู้คนที่มีหัวใจย่อมมีความสามารถที่จะคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า พวกที่ไม่มีหัวใจก็คือเปลือกที่ว่างเปล่า เป็นคนโง่เขลา พวกเขาไม่รู้จักการคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า  ความรู้สึกนึกคิดของเขาคือ “ฉันไม่ใส่ใจว่าการนี้เร่งด่วนเพียงใดสำหรับพระเจ้า ฉันจะทำการนี้ตามอำเภอใจ—ไม่ว่าในกรณีใด ฉันไม่ใช่กำลังลอยชายหรือเกียจคร้าน”  ท่าทีเช่นนี้ การคิดลบเช่นนี้ การไร้ซึ่งความขวนขวายโดยสิ้นเชิง—นี่ไม่ใช่ใครบางคนที่คำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า  อีกทั้งพวกเขายังไม่เข้าใจวิธีคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า  ซึ่งในกรณีนั้น พวกเขามีความเชื่อที่แท้จริงหรือไม่?  แน่นอนว่าไม่  โนอาห์คำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า เขามีความเชื่อที่แท้จริง และด้วยเหตุนี้จึงสามารถทำพระบัญชาของพระเจ้าให้เสร็จสมบูรณ์ได้  ดังนั้นแล้ว การยอมรับพระบัญชาจากพระเจ้าและเต็มใจที่จะใช้ความพยายามอยู่บ้างจึงไม่เพียงพอ  เจ้าต้องคำนึงถึงพระหทัยของพระเจ้า มอบทั้งหมดที่เจ้ามี และจงรักภักดีด้วย—เจ้าจึงต้องมีมโนธรรมและสำนึก นั่นคือสิ่งที่ผู้คนควรที่จะมี และคือสิ่งที่พบในตัวโนอาห์  พวกเจ้าว่าอย่างไรเล่า ในการที่จะสร้างเรือใหญ่ขนาดใหญ่เช่นนั้น ณ เวลานั้น จะได้ใช้เวลาไปกี่ปีหากโนอาห์เตะถ่วง และไม่มีสำนึกถึงความเร่งด่วน ไม่มีความรู้สึกวิตกจริต ไม่มีประสิทธิภาพ?  การนั้นจะสามารถแล้วเสร็จใน 100 ปีหรือไม่?  (ไม่)  นั่นคงจะต้องมีการสร้างอย่างสม่ำเสมออยู่เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนก็ได้  ด้านหนึ่งนั้น การสร้างวัตถุที่มั่นคงแข็งแรงดังเช่นเรือใหญ่น่าจะกินเวลาหลายปี ทั้งนี้ ที่มากไปกว่านั้นก็คือ การรวบรวมสะสมและการดูแลสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทั้งหมดก็คงจะกินเวลาหลายปีด้วยเช่นกัน  การรวบรวมสัตว์เหล่านี้เป็นเรื่องง่ายหรือไม่?  (ไม่)  ไม่ง่ายเลย  ดังนั้น หลังจากได้ยินพระบัญชาของพระเจ้า และเข้าใจเจตนารมณ์อันเร่งด่วนของพระเจ้าแล้ว โนอาห์ก็สัมผัสได้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายหรือตรงไปตรงมา  เขาตระหนักว่าเขาต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จตามความทรงปรารถนาของพระเจ้า และทำให้พระบัญชาที่พระเจ้าประทานให้สำเร็จลุล่วง เพื่อที่พระเจ้าจะได้พอพระทัยและวางพระทัย เพื่อที่พระราชกิจของพระเจ้าในขั้นตอนต่อไปจะสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น  นี่คือหัวใจของโนอาห์  และนี่คือหัวใจแบบใด?  เป็นหัวใจที่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า  เมื่อตัดสินจากพฤติกรรมของโนอาห์ในการสร้างเรือใหญ่ เขาเป็นคนที่มีความเชื่ออันยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงและไม่มีความสงสัยใดๆ ต่อพระวจนะของพระเจ้าเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี  เขาพึ่งพาสิ่งใด?  เขาพึ่งพาความเชื่อและการนบนอบที่เขามีต่อพระเจ้า  โนอาห์สามารถนบนอบได้อย่างสมบูรณ์  รายละเอียดของการนบนอบอย่างสมบูรณ์ของเขาเป็นอย่างไร?  การคำนึงถึงของเขา  พวกเจ้ามีหัวใจเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเจ้าสามารถกล่าวคำสอนและตะโกนคำขวัญได้ แต่พวกเจ้าไม่สามารถปฏิบัติได้ และเมื่อเผชิญกับความลำบากยากเย็น พวกเจ้าก็ไม่สามารถทำให้พระบัญชาของพระเจ้าเกิดผลได้  เวลาพวกเจ้าพูด พวกเจ้าพูดได้อย่างชัดเจนมาก แต่เมื่อเป็นเรื่องของการลงมือปฏิบัติจริงและพวกเจ้าเผชิญกับความลำบากยากเย็นบางอย่าง พวกเจ้าก็จะกลายเป็นคิดลบ และเมื่อพวกเจ้าทนทุกข์เพียงเล็กน้อย พวกเจ้าก็เริ่มพร่ำบ่น แค่อยากจะล้มเลิกไป  หากไม่มีฝนตกหนักตลอดช่วงแปดหรือสิบปี พวกเจ้าก็จะกลายเป็นคิดลบและสงสัยในพระเจ้า และหากเวลาผ่านไปอีกยี่สิบปีโดยไม่มีฝนตกหนัก พวกเจ้าจะยังคงคิดลบต่อไปหรือไม่?  โนอาห์ใช้เวลามากกว่า 100 ปีในการสร้างเรือใหญ่และไม่เคยคิดลบหรือสงสัยในพระเจ้าเลย เขาเพียงแค่สร้างเรือใหญ่ต่อไปเรื่อยๆ  จะมีใครอีกนอกจากโนอาห์ที่สามารถทำเช่นนี้ได้?  พวกเจ้าขาดพร่องในทางใดบ้าง?  (พวกเราไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือมโนธรรม)  ถูกต้อง  พวกเจ้าไม่มีลักษณะนิสัยของโนอาห์  โนอาห์เข้าใจความจริงมากเพียงใด?  พวกเจ้าคิดว่าเขาเข้าใจความจริงมากกว่าพวกเจ้ากระนั้นหรือ?  พวกเจ้าได้ยินคำเทศนามามากมาย  ความล้ำลึกของการประสูติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า เรื่องราวที่แท้จริงของพระราชกิจสามระยะของพระเจ้า แผนการบริหารจัดการของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้คือความล้ำลึกสูงสุดและลึกซึ้งที่สุดที่ได้แสดงต่อมวลมนุษย์ และทั้งหมดนี้ก็เป็นที่ชัดเจนกับพวกเจ้าแล้ว แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงยังคงไม่มีความเป็นมนุษย์ของโนอาห์และไม่สามารถทำอย่างที่โนอาห์สามารถทำได้เล่า?  ความเชื่อและความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้านั้นด้อยกว่าของโนอาห์มากนัก!  อาจกล่าวได้ว่าพวกเจ้าไม่มีความเชื่อที่แท้จริง หรือไม่มีแม้แต่มโนธรรมหรือสำนึกขั้นต่ำสุดที่ควรมีในความเป็นมนุษย์  แม้พวกเจ้าจะได้รับฟังคำเทศนามามากมาย และดูผิวเผินแล้ว พวกเจ้าดูเหมือนจะเข้าใจความจริง แต่คุณภาพความเป็นมนุษย์และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเจ้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในทันทีด้วยการฟังคำเทศนามากขึ้นหรือด้วยการเข้าใจความจริง  หากไม่มีการแยกแยะสิ่งเหล่านี้ ผู้คนก็จะรู้สึกว่าตนไม่ได้ด้อยไปกว่าวิสุทธิชนในสมัยโบราณมากนัก โดยคิดกับตัวเองว่า “ตอนนี้พวกเราก็กำลังยอมรับพระบัญชาของพระเจ้าและรับฟังพระวจนะของพระเจ้าจากพระโอษฐ์ของพระองค์เองเช่นกัน พวกเรายังถือเอาทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงขอให้พวกเราทำอย่างจริงจังอีกด้วย ทุกคนสามัคคีธรรมเรื่องเหล่านี้ด้วยกัน และจากนั้นก็ทำงานในส่วนของการวางแผน การจัดวางกำลัง และการดำเนินการสิ่งต่างๆ พวกเราแตกต่างจากวิสุทธิชนในสมัยโบราณอย่างไร?”  ความแตกต่างที่เจ้าเห็นในตอนนี้ใหญ่หลวงหรือไม่?  ความแตกต่างนี้มหาศาลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของลักษณะนิสัย  ผู้คนในทุกวันนี้ช่างเสื่อมทราม เห็นแก่ตัว และน่ารังเกียจยิ่งนัก!  พวกเขาไม่กระดิกนิ้วเลยหากไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น!  การทำสิ่งที่ดีและการจัดเตรียมความประพฤติดีนั้นช่างเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับพวกเขา!  พวกเขาเต็มใจที่จะทำหน้าที่แต่กลับไม่มีความตั้งใจแน่วแน่ พวกเขาเต็มใจที่จะทนทุกข์แต่ก็รับไม่ไหว พวกเขาปรารถนาที่จะจ่ายราคาแต่ก็ทำไม่ได้ พวกเขาเต็มใจที่จะปฏิบัติความจริงแต่ก็นำไปดำเนินการไม่ได้ และพวกเขาปรารถนาที่จะรักพระเจ้าแต่ก็ไม่สามารถนำสิ่งนี้ไปปฏิบัติได้  บอกเราทีว่าความเป็นมนุษย์ประเภทนี้ขาดพร่องเพียงใด!  ต้องเข้าใจและมีความจริงมากเพียงใดจึงจะชดเชยเรื่องนี้ได้?

พวกเราเพิ่งได้สามัคคีธรรมกันในแง่ของความคำนึงถึงของโนอาห์ที่มีต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นส่วนที่ล้ำค่าส่วนหนึ่งของสภาวะความเป็นมนุษย์ของเขา  มีสิ่งอื่นอีกเช่นกัน—สิ่งนั้นคืออะไรหรือ?  หลังจากที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า โนอาห์ก็รู้ข้อเท็จจริงหนึ่ง ทั้งนี้ เขารู้ด้วยเช่นกันว่าอะไรคือแผนการของพระเจ้า  แผนการนั้นไม่ใช่เพียงแค่การสร้างเรือใหญ่เพื่อทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์ หรือการสร้างสวนสนุกขึ้นมา หรือการทำอาคารขนาดใหญ่บางแห่งให้เป็นจุดสังเกต—นั่นไม่ได้เป็นกรณีเช่นนั้น  จากสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ โนอาห์รู้ข้อเท็จจริงเดียว นั่นคือ พระเจ้าได้ทรงเกลียดมนุษยชาตินี้ ซึ่งเลว และได้ทรงกำหนดพิจารณาว่ามนุษยชาตินี้จะถูกทำลายโดยน้ำท่วม  ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้ที่จะมีชีวิตรอดไปจนถึงยุคสมัยถัดไปจะได้รับการช่วยให้รอดจากน้ำท่วมโดยเรือใหญ่ลำนี้ ทั้งนี้ นั่นจะเปิดโอกาสให้พวกเขามีชีวิตรอด  แล้วสิ่งใดหรือคือประเด็นปัญหาที่เป็นกุญแจสำคัญในข้อเท็จจริงนี้?  การที่พระเจ้าจะทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วมและการที่พระองค์ทรงเจตนาให้โนอาห์สร้างเรือใหญ่และมีชีวิตรอด และให้สิ่งที่ทรงสร้างซึ่งมีชีวิตแต่ละประเภทมีชีวิตรอด แต่ให้มนุษยชาติถูกทำลาย  นี่ใช่บางสิ่งที่หรือไม่?  นี่ไม่ใช่เรื่องหยุมหยิมบางอย่างในครอบครัว อีกทั้งก็ยังไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับปัจเจกบุคคลหรือเผ่า แทนที่จะเป็นเช่นนั้น นี่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการที่สำคัญใหญ่โต  การปฏิบัติการที่สำคัญใหญ่โตประเภทใดหรือ?  ประเภทที่มีความสัมพันธ์กับแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า  พระเจ้ากำลังจะทรงทำบางสิ่งที่ใหญ่ บางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษยชาติทั้งหมดทั้งปวง และซึ่งมีความสัมพันธ์กับการบริหารจัดการของพระองค์ กับท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษยชาติ และกับชะตากรรมของมนุษยชาติ  นี่คือข้อมูลชิ้นที่สามที่โนอาห์ได้เรียนรู้ขณะที่พระเจ้าได้ทรงไว้วางใจมอบหมายการเข้ารับภาระหน้าที่นี้ต่อเขา  แล้วสิ่งใดหรือคือท่าทีของโนอาห์เมื่อเขาได้ยินการนี้จากพระวจนะของพระเจ้า?  นั่นเป็นท่าทีของการเชื่อ ความกังขา หรือความไม่เชื่อโดยสิ้นเชิงเล่า?  (การเชื่อ)  เขาได้เชื่อจนถึงขอบข่ายใดหรือ?  แล้วข้อเท็จจริงใดหรือที่พิสูจน์ว่าเขาได้เชื่อการนี้?  (เมื่อได้ยินพระวจนะของพระเจ้า เขาได้เริ่มนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ และสร้างเรือใหญ่ดังที่พระเจ้าได้ตรัส ซึ่งหมายความว่าท่าทีที่เขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าคือท่าทีของการเชื่อ)  จากทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกแสดงออกมาให้เห็นในตัวโนอาห์—จากระดับของการลงมือปฏิบัติและการนำมาดำเนินการหลังจากที่โนอาห์ได้ยอมรับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงไว้วางใจมอบหมายต่อเขา ไปจนถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกทำให้สำเร็จลุล่วงในท้ายที่สุด—สามารถเห็นได้ว่าโนอาห์มีการเชื่ออันสมบูรณ์ในทุกวจนะที่พระเจ้าได้ดำรัส  เหตุใดหรือเขาจึงได้มีการเชื่ออันสมบูรณ์?  เขาไม่ได้มีความกังขาใดเลยอย่างไรหรือ?  เป็นอย่างไรหนอที่เขาไม่ได้ลองพยายามที่จะวิเคราะห์ ที่เขาไม่ได้ตรวจสอบการนี้ในหัวใจของเขา?  การนี้มีความสัมพันธ์กับสิ่งใดหรือ?  (ความเชื่อในพระเจ้า)  นั่นถูกต้องแล้ว นี่คือความเชื่อที่แท้จริงของโนอาห์ในพระเจ้า  เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นเรื่องของทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสถึง และทุกวจนะของพระองค์ โนอาห์ไม่ได้เพียงแค่รับฟังและยอมรับ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นเขากลับได้มีความรู้และความเชื่อที่แท้จริงในห้วงลึกของหัวใจของเขา  แม้ว่าพระเจ้ามิได้ตรัสบอกรายละเอียดอันหลากหลายกับเขา อาทิ เมื่อใดที่น้ำที่มาจากน้ำท่วมจะมาถึง หรือจะเป็นเวลากี่ปีก่อนที่น้ำเหล่านั้นจะมาถึง หรือระดับของน้ำท่วมเหล่านี้จะเป็นเช่นใด หรือหลังจากที่พระเจ้าได้ทรงทำลายโลกแล้ว นั่นจะเป็นเหมือนเช่นใด แต่โนอาห์ก็ได้เชื่อว่าทั้งหมดที่พระเจ้าได้ตรัสนั้นได้กลายเป็นข้อเท็จจริงแล้ว  โนอาห์ไม่ได้ปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าเสมือนเป็นเรื่องราว หรือนิทานปรัมปรา หรือภาษิตบางอย่าง หรืองานเขียนชิ้นหนึ่ง แต่ในห้วงลึกของหัวใจของเขาได้เชื่อ—และแน่ใจ—ว่าพระเจ้ากำลังจะทรงทำการนี้ และ ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระเจ้าทรงมุ่งมั่นที่จะสำเร็จลุล่วงได้  โนอาห์รู้สึกว่าผู้คนสามารถมีได้เพียงท่าทีเดียวเท่านั้นต่อพระวจนะของพระเจ้าและสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะสำเร็จลุล่วง ซึ่งก็คือการยอมรับข้อเท็จจริงนี้ นบนอบสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชา และดำเนินการกิจทั้งหลายที่พระเจ้าทรงเอ่ยขอให้พวกเขาดำเนินการให้ดี—นี่คือท่าทีของเขา  และแน่นอนว่านั่นเป็นเพราะโนอาห์ไม่ได้มีท่าทีอาทิ—ไม่วิเคราะห์ ไม่ตรวจสอบ ไม่กังขา ทว่าเชื่อจากห้วงลึกของหัวใจของเขา แล้วจึงตัดสินใจที่จะดำเนินการสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงพึงประสงค์ และทำส่วนของเขาในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงปรารถนาที่จะให้สำเร็จลุล่วง—แน่นอนว่าเป็นเพราะการนี้นั่นเอง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการก่อสร้างเรือใหญ่และการรวบรวมสะสมและการอยู่รอดของสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตแต่ละชนิด จึงได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วง  ตอนที่โนอาห์ได้ยินพระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะทรงทำลายโลกด้วยน้ำท่วม หากโนอาห์กังขา หากเขาไม่กล้าดีที่จะเชื่อการนี้อย่างครบบริบูรณ์ เพราะเขายังไม่ได้เห็นการนี้ และไม่ได้รู้ว่าเมื่อใดที่การนี้จะเกิดขึ้น โดยมีสิ่งที่ไม่มีใครรู้มากมาย เช่นนั้นแล้ว กรอบความคิดและความเชื่อมั่นของเขาต่อการสร้างเรือใหญ่จะได้รับผลพลอยได้ไปแล้วใช่หรือไม่ การนั้นจะได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วใช่หรือไม่?  (ใช่)  การนั้นจะได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างไรหรือ?  ในขณะที่สร้างเรือใหญ่ เขาอาจจะได้ทำอะไรแบบมักง่าย เขาอาจจะได้เพิกเฉยรายละเอียดเฉพาะของพระเจ้า หรือไม่ได้รวบรวมสิ่งทรงสร้างซึ่งมีชีวิตแต่ละประเภทภายในเรือใหญ่ดังที่พระเจ้าได้ทรงเอ่ยขอ ทั้งนี้ พระเจ้าตรัสไว้ว่าต้องมีเพศชายหนึ่งและเพศหญิงหนึ่ง ซึ่งเขาอาจจะได้พูดกับการนั้นไปว่า “สำหรับบางอย่างในบรรดาพวกเหล่านั้น การมีเพศหญิงหนึ่งนั้นก็มากพอแล้ว  ข้าพระองค์ไม่สามารถหาบางอย่างในบรรดาพวกเหล่านั้นได้ ดังนั้นขอให้ลืมพวกเหล่านั้นไปเสียเถอะ  ใครจะรู้ว่าเมื่อใดที่น้ำท่วมซึ่งทำลายโลกจะเกิดขึ้น”  การเข้ารับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการสร้างเรือใหญ่และการรวบรวมสะสมสิ่งที่ทรงสร้างซึ่งมีชีวิตแต่ละชนิดได้ใช้เวลา 120 ปี  โนอาห์จะได้อยู่ยืนนานเป็นเวลา 120 ปีนี้หรือหากเขาไม่ได้มีความเชื่อที่แท้จริงในพระวจนะของพระเจ้า?  ไม่อย่างแน่นอน  ด้วยการแทรกแซงจากโลกภายนอก และการพร่ำบ่นร้องทุกข์นานาสารพันจากสมาชิกในครอบครัวของพวกเขา สำหรับใครบางคนที่ไม่เชื่อว่าพระวจนะแห่งพระเจ้าคือข้อเท็จจริง การลงมือทำการสร้างเรือใหญ่สักลำคงจะสำเร็จลุล่วงได้ลำบากยากเย็นมาก นับประสาอะไรที่การนี้จะใช้เวลา 120 ปีหรือไม่  ครั้งล่าสุด เราได้ถามพวกเจ้าว่า 120 ปีเป็นเวลาที่ยาวนานหรือไม่  พวกเจ้าทุกคนตอบว่านั่นเป็นเวลาที่ยาวนาน  เราได้ถามพวกเจ้าว่าพวกเจ้าจะคงทนอยู่นานเท่าใด และในที่สุดแล้วเมื่อเราได้ถามว่าพวกเจ้าสามารถบริหารจัดการจนได้ 15 วันหรือไม่ ไม่มีพวกเจ้าคนใดเลยที่ตอบว่าพวกเจ้าสามารถทำได้ และหัวใจของเราก็จมดิ่งลง  พวกเจ้าด้อยกว่าโนอาห์อย่างมากมายมหาศาล  พวกเจ้าเทียบไม่ได้เลยกับเส้นผมหนึ่งเส้นบนศีรษะของเขา พวกเจ้าไม่แม้แต่จะครองความเชื่อหนึ่งในสิบของเขาด้วยซ้ำ  พวกเจ้าช่างน่าสงสารเสียกระไร!  เหตุผลหนึ่งก็คือ สภาวะความเป็นมนุษย์และความสัตย์ซื่อของพวกเจ้าต่ำเกินไป  อีกเหตุผลก็คือ สามารถพูดได้ว่า โดยพื้นฐานแล้ว การที่พวกเจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงนั้นขาดหายไป  ดังนั้นแล้ว พวกเจ้าจึงไม่สามารถผลิตความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าได้ อีกทั้งพวกเจ้าก็ยังไม่มีการนบนอบที่แท้จริง  ดังนั้นพวกเจ้าได้มีความสามารถที่จะคงทนอยู่จนกระทั่งบัดนี้ได้อย่างไรหรือ—ในขณะที่เราสามัคคีธรรม เหตุใดหรือจึงเป็นว่าพวกเจ้ายังคงนั่งฟังอยู่ตรงนั้น?  มีสองแง่มุมที่พบในตัวพวกเจ้า  ในด้านหนึ่งนั้น พวกเจ้าส่วนใหญ่ยังคงปรารถนาที่จะเป็นคนดี พวกเจ้าไม่ต้องการที่จะเป็นผู้คนที่แย่  พวกเจ้าปรารถนาที่จะเดินบนถนนเส้นที่ดี  พวกเจ้ามีความแน่วแน่นี้อยู่เล็กน้อย พวกเจ้ามีความใฝ่สูงในทางที่ดีนี้อยู่เล็กน้อย  ในเวลาเดียวกัน พวกเจ้าส่วนใหญ่ก็กลัวความตาย  พวกเจ้ากลัวความตายจนถึงระดับใดนะหรือ?  เมื่อมีสัญญาณของความเดือดร้อนในโลกภายนอกแม้แต่เพียงเล็กน้อย มีบรรดาคนเหล่านั้นในหมู่พวกเจ้าที่ทุ่มเทความพยายามเป็นพิเศษให้กับการทำหน้าที่ของตน ทั้งนี้ เมื่อสิ่งทั้งหลายสงบลง พวกเขาก็ปล่อยใจไปกับความชูใจ และทุ่มเทความพยายามให้กับหน้าที่ของพวกเขาน้อยลงไปมาก ทั้งนี้ พวกเขาเอาใส่ใจเนื้อหนังของตนอยู่เสมอ  เมื่อเทียบกับความเชื่อที่แท้จริงของโนอาห์ ในสิ่งที่สำแดงในตัวพวกเจ้านั้น มีความเชื่อที่แท้จริงอันใดอยู่หรือไม่?  (ไม่มี)  เราก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน  และต่อให้มีความเชื่อนิดหน่อย นั่นก็เล็กน้อยอย่างน่าสังเวช และไม่มีความสามารถที่จะทานทนการทดสอบของบททดสอบทั้งหลายได้

เราไม่เคยเขียนการจัดแจงงานใดๆ แต่เรามักจะได้ยินว่ามีการกล่าวคำนำด้วยคำพูดเช่นนี้ว่า “ตอนนี้ ประเทศต่างๆ กำลังอยู่ในความสับสนวุ่นวายอย่างหนัก กระแสทางโลกกำลังเลวร้ายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และพระเจ้าจะทรงลงโทษเผ่าพันธุ์มนุษย์ พวกเราควรทำหน้าที่ของพวกเราให้ได้มาตรฐานด้วยการทำเช่นนั้นเช่นนี้ และถวายความจงรักภักดีของพวกเราแด่พระเจ้า”  “ทุกวันนี้ โรคระบาดทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที สภาพแวดล้อมส่งผลร้ายยิ่งขึ้นทุกที ภัยพิบัติร้ายแรงยิ่งขึ้นทุกที ผู้คนเผชิญกับภัยคุกคามจากความเจ็บป่วยและความตาย และต่อเมื่อพวกเราเชื่อในพระเจ้า และอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น พวกเราจึงจะหลีกเลี่ยงโรคระบาดได้ ด้วยเหตุที่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นที่หลบภัยของพวกเรา ทุกวันนี้ เมื่อเผชิญกับสภาพการณ์เช่นนี้ และสภาพแวดล้อมเช่นนี้ พวกเราควรตระเตรียมความดีด้วยการทำเช่นนั้นเช่นนี้ และเตรียมตัวเองให้พร้อมสรรพด้วยความจริงด้วยการทำเช่นนั้นเช่นนี้—นี่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง”  “การระบาดของศัตรูพืชในปีนี้รุนแรงเป็นพิเศษ มวลมนุษย์จะเผชิญกับการกันดารอาหาร และในไม่ช้าก็จะเผชิญกับการปล้นสะดมและความไม่มั่นคงทางสังคม ดังนั้นบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าจึงควรมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าบ่อยๆ เพื่ออธิษฐานและขอการคุ้มครองจากพระเจ้า และต้องรักษาชีวิตคริสตจักรที่ปกติและชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ปกติเอาไว้”  และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน  และจากนั้น เมื่อกล่าวคำนำแล้ว การจัดแจงเฉพาะเจาะจงก็เริ่มต้นขึ้น  ทุกครั้ง คำนำเหล่านี้ได้มีบทบาทที่ชี้ขาดและทันท่วงทีต่อความเชื่อของผู้คน  ดังนั้นเราจึงสงสัยว่า หากไม่มีการกล่าวคำนำและถ้อยแถลงเหล่านี้ การจัดแจงงานจะไม่มีการดำเนินการกระนั้นหรือ?  หากไม่มีคำนำเหล่านี้ การจัดแจงงานก็จะไม่ใช่การจัดแจงงานกระนั้นหรือ?  ไม่มีเหตุผลที่จะต้องออกประกาศคำนำเหล่านี้กระนั้นหรือ?  แน่นอนว่าคำตอบของคำถามเหล่านี้คือไม่ใช่เช่นนั้น  สิ่งที่เราต้องการที่จะรู้ตอนนี้คือ ผู้คนมีจุดประสงค์ใดหรือในการที่เชื่อในพระเจ้า?  นัยสำคัญของความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าคือสิ่งใดกันแน่?  พวกเขาเข้าใจหรือพวกเขาไม่เข้าใจข้อเท็จจริงทั้งหลายที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะสำเร็จลุล่วง?  ผู้คนควรปฏิบัติต่อพระวจนะแห่งพระเจ้าอย่างไรหรือ?  พวกเขาควรปฏิบัติต่อทั้งหมดที่พระผู้สร้างทรงเอ่ยขออย่างไรหรือ?  คำถามเหล่านี้ควรค่าแก่การพิจารณาหรือไม่?  หากผู้คนยึดมั่นในมาตรฐานของโนอาห์ ทรรศนะของเราก็คือว่าไม่มีพวกเขาสักคนเดียวที่จะสมควรกับฉายานาม “สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง”  พวกเขาจะไม่ควรค่าแก่การมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  หากความเชื่อและการนบนอบของผู้คนในทุกวันนี้ประเมินวัดด้วยท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อโนอาห์ รวมทั้งมาตรฐานที่พระเจ้าทรงใช้เลือกสรรโนอาห์ พระเจ้าจะทรงพอพระทัยพวกเขาได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเขายังอยู่ห่างไกลมาก!  ผู้คนพูดอยู่เสมอว่าตนนมัสการและเชื่อในพระเจ้า แต่ความเชื่อและการนมัสการนี้สำแดงออกมาในตัวพวกเขาอย่างไร?  แท้จริงแล้ว เรื่องนี้สำแดงออกมาเป็นการพึ่งพาพระเจ้าของพวกเขา ข้อเรียกร้องที่พวกเขามีต่อพระองค์ ตลอดจนการกบฏที่แท้จริงที่พวกเขามีต่อพระองค์ และแม้กระทั่งการดูถูกที่พวกเขามีต่อพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์  ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการที่มวลมนุษย์เหยียดหยามความจริงและการละเมิดหลักธรรมอย่างเปิดกว้างได้หรือไม่?  แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนั้น—นี่คือแก่นแท้ของเรื่องนี้  ทุกครั้งที่การจัดแจงงานมีคำพูดเหล่านี้ “ความเชื่อ” ของผู้คนก็จะเพิ่มขึ้น ทุกครั้งที่มีการออกประกาศการจัดแจงงาน เมื่อผู้คนตระหนักถึงข้อกำหนดและนัยสำคัญของการจัดแจงงาน และสามารถดำเนินการตามนั้นได้ เมื่อนั้นพวกเขาย่อมเชื่อว่าระดับการนบนอบของตนเพิ่มขึ้น ตอนนี้ตนมีการนบนอบแล้ว—แต่แท้จริงแล้ว พวกเขามีความเชื่อและการนบนอบที่แท้จริงหรือไม่?  แล้วสิ่งที่ทึกทักว่าเป็นความเชื่อและการนบนอบนี้คือสิ่งใดกันแน่เมื่อประเมินวัดด้วยมาตรฐานของโนอาห์?  แท้จริงแล้วก็คือการทำธุรกรรมแบบหนึ่ง  สิ่งนี้จะถือว่าเป็นความเชื่อและการนบนอบที่แท้จริงได้อย่างไร?  สิ่งที่เรียกกันว่าความเชื่อที่แท้จริงของผู้คนนี้คืออะไร?  “ยุคสุดท้ายมาถึงแล้ว—ฉันหวังว่าพระเจ้าจะทรงดำเนินการในเร็ววัน!  ช่างเป็นพรอย่างยิ่งที่ฉันจะได้อยู่ที่นี่เมื่อพระเจ้าทรงทำลายล้างโลก ฉันจะโชคดีพอที่จะยังคงอยู่ และจะไม่ทนทุกข์กับผลเสียหายจากการทำลายล้าง  พระเจ้าทรงดีงามยิ่งนัก พระองค์ทรงรักผู้คนมากเหลือเกิน พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ยิ่งนัก!  พระองค์ทรงยกระดับมนุษย์ขึ้นมากยิ่งนัก พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าอย่างแท้จริง มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถทำสิ่งเช่นนี้ได้”  แล้วสิ่งที่เรียกกันว่าการนบนอบที่แท้จริงของพวกเขาเล่า?  “ทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสนั้นถูกต้อง  จงทำสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงขอ หากไม่ทำเช่นนั้น เจ้าจะถลำเข้าสู่ภัยพิบัติ และทุกอย่างก็จะจบสิ้นสำหรับเจ้า จะไม่มีใครสามารถช่วยเจ้าให้รอดได้”  ความเชื่อของพวกเขาไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริง และการนบนอบของพวกเขาก็ไม่ใช่การนบนอบที่แท้จริงเช่นกัน—สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากคำโกหก

วันนี้ แทบจะทุกคนในโลกนี้รู้เรื่องการที่โนอาห์ก่อสร้างเรือใหญ่ ใช่ไหม?  แต่มีผู้คนกี่คนหรือที่ตระหนักรู้ถึงเรื่องราวที่แท้จริง?  มีผู้คนกี่คนหรือที่เข้าใจความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบของโนอาห์?  แล้วใครเล่าที่รู้—และใส่ใจ—เกี่ยวกับว่า อะไรคือการประเมินของพระเจ้าเกี่ยวกับโนอาห์?  ไม่มีใครสนใจการนี้เลย  การนี้แสดงให้เห็นสิ่งใดหรือ?  นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้คนไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง และไม่รักสิ่งบวกทั้งหลาย  ครั้งล่าสุด หลังจากที่เราสามัคคีธรรมเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลสำคัญสองคนนี้ ผู้ใดบ้างได้ย้อนกลับไปที่พระคัมภีร์เพื่ออ่านรายละเอียดของเรื่องราวเหล่านี้?  พวกเจ้าได้รับการดลใจหรือไม่เมื่อพวกเจ้าได้ยินเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับโนอาห์ อับราฮัม และโยบ?  (ได้รับการดลใจ)  พวกเจ้าอิจฉาผู้คนสามคนนี้หรือไม่?  (อิจฉา)  พวกเจ้าต้องการที่จะเป็นเหมือนพวกเขาหรือไม่?  (ต้องการ)  ดังนั้น พวกเจ้าได้จัดให้มีการสามัคคีธรรมอย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขา และเกี่ยวกับแก่นแท้ของพฤติกรรมของพวกเขา ท่าทีที่พวกเขามีต่อพระเจ้า และความเชื่อกับการนบนอบของพวกเขาหรือไม่?  ผู้คนที่ปรารถนาจะเป็นเหมือนผู้คนประเภทเหล่านี้ควรเริ่มต้นตรงไหนหรือ?  เราได้อ่านเรื่องราวของโยบเป็นครั้งแรกเมื่อนานมาแล้ว และเราก็มีความเข้าใจในเรื่องราวของโนอาห์และอับราฮัมอยู่บ้างเช่นกัน  ทุกครั้งที่เราอ่านและคิดในใจของเราเกี่ยวกับสิ่งที่ชายทั้งสามคนแสดงให้เห็น สิ่งที่พระเจ้าตรัสและทรงกระทำต่อพวกเขา และท่าทีต่างๆ ของพวกเขา เรารู้สึกเหมือนจะหลั่งน้ำตา—เราได้รับการดลใจ  แล้วสิ่งใดดลใจพวกเจ้าเมื่อพวกเจ้าอ่านเรื่องราวเหล่านี้?  (หลังจากได้รับฟังสามัคคีธรรมของพระเจ้า ในที่สุดข้าพระองค์ก็ได้มารู้ว่า เมื่อโยบกำลังก้าวผ่านบททดสอบของเขานั้น เขาคิดว่าพระเจ้ากำลังทรงทนทุกข์เพื่อเขา และเนื่องจากเขาไม่ต้องการให้พระเจ้าทรงทนทุกข์ เขาจึงสาปแช่งวันที่เขาถือกำเนิด  ทุกครั้งที่ข้าพระองค์อ่านเรื่องนี้ ข้าพระองค์รู้สึกว่าโยบคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง และข้าพระองค์ก็รู้สึกได้รับการดลใจมาก)  มีอะไรอีก?  (โนอาห์ก้าวผ่านความยากลำบากเช่นนั้นในเวลาที่สร้างเรือใหญ่ แต่เขาก็ยังคงสามารถแสดงการคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  อับราฮัมได้รับมอบบุตรชายเมื่ออายุ 100 ปีและเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมยินดี แต่เมื่อพระเจ้าทรงขอให้เขามอบถวายบุตรชายของเขา เขาก็สามารถเชื่อฟังและนบนอบได้ ทว่าพวกเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้  พวกเราไม่มีความเป็นมนุษย์ มโนธรรม หรือสำนึกของโนอาห์หรืออับราฮัม  ข้าพระองค์เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสเมื่ออ่านเรื่องราวของพวกเขา และพวกเขาคือแบบอย่างให้พวกเราเดินตาม)  (ครั้งล่าสุดที่พระองค์ทรงสามัคคีธรรม พระองค์ทรงกล่าวถึงว่าโนอาห์สามารถยืนหยัดในการสร้างเรือใหญ่ได้เป็นเวลา 120 ปี และเขาได้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาให้เขาทำสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์แบบและทำได้ความคาดหวังของพระเจ้า  เมื่อเปรียบเทียบเรื่องนี้กับท่าทีที่ข้าพระองค์มีต่อหน้าที่ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เห็นว่าข้าพระองค์ไม่มีความพากเพียรแม้แต่น้อย  เรื่องนี้ทำให้ข้าพระองค์รู้สึกผิดและได้รับการดลใจด้วยเช่นกัน)  พวกเจ้าทุกคนล้วนได้รับการดลใจใช่หรือไม่?  (ใช่)  พวกเราจะไม่สามัคคีธรรมในหัวข้อนี้ในตอนนี้ พวกเราจะเสวนาทั้งหมดนี้หลังจากที่พวกเราจบเรื่องราวของโนอาห์และอับราฮัมแล้ว  เราจะบอกพวกเจ้าว่าส่วนใดได้ดลใจเรา และพวกเราจะดูว่าส่วนเหล่านั้นเป็นอย่างเดียวกันกับส่วนทั้งหลายที่ได้ดลใจพวกเจ้าหรือไม่

พวกเราเพิ่งสามัคคีธรรมเกี่ยวกับความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าของโนอาห์  ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยอมรับเกี่ยวกับการสร้างเรือใหญ่ของเขานั้นเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นความเชื่อที่แท้จริงของเขา  ความเชื่อที่แท้จริงของโนอาห์แสดงชัดอยู่ในทุกการกระทำเขา ในทุกความคิดและแนวคิดของเขา และในท่าทีที่เขาได้ใช้ปฏิบัติต่อสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงบัญชาต่อเขา  นี่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นความเชื่ออันแท้จริงในพระเจ้าของโนอาห์—ความเชื่ออันอยู่เลยพ้นความกังขาทั้งมวล และปราศจากการปลอมปน  ไม่สำคัญว่าสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงเอ่ยขอให้เขาทำนั้นตรงตามมโนคติอันหลงผิดของเขาหรือไม่ ไม่สำคัญว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่เขาได้วางแผนไว้ว่าจะทำในชีวิตหรือไม่ และไม่ว่าสิ่งนั้นขัดแย้งกับสิ่งทั้งหลายในชีวิตของเขาอย่างไร นับประสาอะไรกับการที่กิจนี้ลำบากยากเย็นเพียงใด เขาก็มีแต่เพียงท่าทีเดียวซึ่งก็คือ การยอมรับ การนบนอบ และการนำมาดำเนินการให้เป็นผล  ในท้ายที่สุดแล้ว ข้อเท็จริงทั้งหลายแสดงให้เห็นว่าเรือใหญ่ที่โนอาห์สร้างนั้นได้ช่วยสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตแต่ละสายพันธุ์ ตลอดจนครอบครัวของโนอาห์เองให้รอด  เมื่อพระเจ้าได้ทรงนำพาให้น้ำท่วมลงมาและเริ่มการทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ เรือใหญ่ก็ได้บรรทุกครอบครัวของโนอาห์และสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตสารพัดประเภทลอยอยู่บนผิวน้ำ  พระเจ้าได้ทรงทำลายแผ่นดินโลกโดยการส่งน้ำท่วมใหญ่มาเป็นเวลาสี่สิบวัน  และมีเพียงครอบครัวของโนอาห์ซึ่งมีแปดคนกับสิ่งทรงสร้างกับสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตสารพัดที่เข้าไปในเรือใหญ่เท่านั้นที่รอดชีวิต ผู้คนและสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆ ทั้งมวลได้ถูกทำลาย สิ่งใดหรือที่เห็นได้จากข้อเท็จจริงเหล่านี้?  เพราะโนอาห์ได้ครองความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบพระเจ้าที่แท้จริง—โดยผ่านทางการที่โนอาห์ให้ความร่วมมืออันแท้จริงต่อพระเจ้า—สิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะทำจึงได้ถูกทำให้เป็นจริง สิ่งนั้นได้กลายเป็นความเป็นจริง  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงพิจารณาอย่างโปรดปรานในตัวโนอาห์ และโนอาห์ก็ไม่ได้ทำให้พระเจ้าทรงผิดหวัง เขาทำได้ดีสมกับพระบัญชาสำคัญที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้เขา และได้ทำทั้งหมดที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายต่อตนจนครบบริบูรณ์  การที่โนอาห์มีความสามารถที่จะทำพระบัญชาของพระเจ้าจนครบบริบูรณ์ได้ ในด้านหนึ่งนั้นเป็นเพราะคำบัญชาของพระเจ้า และในเวลาเดียวกัน นั่นก็เนื่องมาจากความเชื่ออันแท้จริงและการนบนอบอันสมบูรณ์ของโนอาห์ที่มีต่อพระเจ้าเสียเป็นส่วนใหญ่อีกด้วย  แน่แท้ว่านั่นเป็นเพราะโนอาห์มีสองสิ่งนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด เขาจึงกลายเป็นได้รับความรักจากพระเจ้า และแน่แท้ว่านั่นเป็นเพราะโนอาห์มีความเชื่ออันแท้จริง และการนบนอบอันสมบูรณ์ พระเจ้าจึงได้ทอดพระเนตรเห็นเขาเป็นใครคนหนึ่งที่ควรยังคงอยู่ และเป็นใครบางคนที่ควรค่าแก่การรอดชีวิต  ทุกคนนอกเหนือจากโนอาห์เป็นวัตถุที่เป็นเป้าหมายแห่งความเกลียดชังของพระเจ้า ความนัยนั้นก็คือว่าพวกเขาล้วนไม่คู่ควรแก่การดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางการทรงสร้างของพระเจ้า  สิ่งใดหรือที่พวกเราควรเห็นจากการที่โนอาห์สร้างเรือใหญ่ขึ้นมา?  สิ่งหนึ่งก็คือ พวกเราได้เห็นบุคลิกลักษณะอันสูงศักดิ์ของโนอาห์ โนอาห์มีมโนธรรมและเหตุผล  อีกสิ่งหนึ่งก็คือ พวกเราได้เห็นความเชื่ออันแท้จริงและการนบนอบอันแท้จริงของโนอาห์ที่มีต่อพระเจ้า  ทั้งหมดนี้ควรค่าแก่การเอาอย่าง  แน่แท้ว่าเป็นเพราะความเชื่อและการนบนอบของโนอาห์ที่มีต่อพระบัญชาของพระเจ้า โนอาห์จึงได้กลายเป็นที่รักในสายพระเนตรของพระเจ้า เป็นสิ่งทรงสร้างที่พระเจ้าทรงรัก—ซึ่งเป็นสิ่งที่มีวาสนาและได้รับการอวยพร  มีเพียงผู้คนดังกล่าวเท่านั้นที่เหมาะที่จะดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างแห่งโฉมพระพักตร์ของพระเจ้า ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เหมาะที่จะดำรงชีวิตอยู่  ที่ว่าผู้คนซึ่งเหมาะที่จะดำรงชีวิตอยู่นี้ หมายความว่าอะไรหรือ?  นี่หมายถึงบรรดาผู้ที่คู่ควรแก่การชื่นชมยินดีกับทั้งหมดที่อาจชื่นชมยินดีได้ซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้แก่มวลมนุษย์ คู่ควรแก่การดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างแห่งโฉมพระพักตร์ของพระเจ้า คู่ควรแก่การรับพระพรและพระสัญญาของพระเจ้า ผู้คนแบบนี้คือผู้ซึ่งเป็นที่รักของพระเจ้า พวกเขาคือเหล่ามนุษย์ที่ทรงสร้างอันแท้จริง และคือผู้ที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะได้รับ

II. ท่าทีของอับราฮัมในการเข้าหาพระวจนะของพระเจ้า

ตอนนี้พวกเรามาดูสิ่งต่างๆ ในตัวอับราฮัมที่คู่ควรแก่การเอาเป็นแบบอย่างสำหรับคนรุ่นหลังกันเถิด  การกระทำหลักของอับราฮัมเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าคือการกระทำที่คนรุ่นหลังคุ้นเคยและรู้จักเป็นอย่างดี นั่นคือ การถวายอิสอัค  ทุกแง่มุมที่อับราฮัมสำแดงในเรื่องนี้—ไม่ว่าจะเป็นลักษณะนิสัยของเขา ความเชื่อของเขา หรือการนบนอบของเขา—ล้วนคู่ควรแก่การเอาเป็นแบบอย่างสำหรับคนรุ่นหลัง  แล้วการสำแดงเฉพาะที่เขาแสดงให้เห็นซึ่งคู่ควรแก่การเอาเป็นแบบอย่างนั้นคืออะไรกันแน่?  โดยธรรมชาติแล้ว สิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่เขาสำแดงออกมาไม่ได้กลวงเปล่า และยิ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นนามธรรม และแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่ใครปั้นแต่งขึ้นมา มีหลักฐานสำหรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด  พระเจ้าประทานบุตรชายคนหนึ่งแก่อับราฮัม พระเจ้าตรัสเรื่องนี้แก่อับราฮัมด้วยพระองค์เอง และเมื่ออับราฮัมอายุหนึ่งร้อยปี บุตรชายชื่ออิสอัคก็ถือกำเนิดแก่เขา  ชัดเจนว่าต้นกำเนิดของเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา เขาไม่เหมือนใคร—พระเจ้าประทานเขาด้วยพระองค์เอง  เมื่อพระเจ้าได้ประทานเด็กคนหนึ่งด้วยพระองค์เอง ผู้คนย่อมคิดว่าพระเจ้าจะทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในตัวเขาอย่างแน่นอน พระเจ้าจะไว้วางพระทัยมอบหมายสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้เขา พระเจ้าจะทรงกระทำการที่เหนือธรรมดาในตัวเขา พระองค์จะทรงทำให้เด็กคนนี้มีความพิเศษ และอื่นๆ—นี่คือสิ่งต่างๆ ที่อับราฮัมและคนอื่นตั้งความหวังไว้อย่างสูง  แต่กระนั้น สิ่งต่างๆ กลับเป็นไปในอีกทิศทางหนึ่ง และบางสิ่งก็เกิดขึ้นกับอับราฮัมโดยที่ไม่มีใครคาดคิดได้  พระเจ้าประทานอิสอัคแก่อับราฮัม และเมื่อถึงเวลาถวาย พระเจ้าก็ตรัสกับอับราฮัมว่า “วันนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องถวายสิ่งใด แค่อิสอัคก็พอแล้ว”  นี่หมายความว่าอย่างไร?  พระเจ้าได้ประทานบุตรชายคนหนึ่งแก่อับราฮัม และเมื่อบุตรชายคนนี้กำลังจะเติบโตขึ้น พระเจ้ากลับต้องประสงค์จะนำเขากลับไป  มุมมองของผู้อื่นในเรื่องนี้ก็คือ “พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ประทานอิสอัค  ข้าพระองค์ไม่ได้เชื่อเรื่องนี้ แต่พระองค์ก็ทรงยืนกรานที่จะประทานเด็กคนนี้  บัดนี้พระองค์ทรงเรียกร้องให้ถวายเขาเป็นเครื่องบูชา  นี่ไม่ใช่การที่พระองค์ทรงนำเขากลับไปหรอกหรือ?  พระองค์จะทรงนำสิ่งที่พระองค์ประทานแก่ผู้คนกลับคืนไปได้อย่างไร?  หากพระองค์ทรงปรารถนาที่จะนำเขากลับไป เช่นนั้นก็ทรงนำเขากลับไปเถิด  พระองค์ทรงนำเขากลับคืนไปอย่างเงียบๆ ก็ได้  ไม่มีความจำเป็นต้องนำความเจ็บปวดและความยากลำบากเช่นนี้มาให้ข้าพระองค์เลย  พระองค์ทรงเรียกร้องให้ข้าพระองค์ถวายเขาด้วยมือของข้าพระองค์เองได้อย่างไร?”  นี่เป็นข้อเรียกร้องที่ยากมากใช่หรือไม่?  ยากอย่างยิ่งยวด  เมื่อได้ยินข้อเรียกร้องนี้ บางคนอาจจะกล่าวว่า “นี่คือพระเจ้าจริงๆ หรือ?  การกระทำเช่นนี้ช่างไร้เหตุผลยิ่งนัก!  เป็นพระองค์เองที่ประทานอิสอัค และบัดนี้พระองค์กำลังทรงขอเขากลับคืน  พระองค์ทรงชอบธรรมอยู่เสมอจริงๆ หรือ?  ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นถูกต้องเสมอไปหรือไม่?  ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป  ชีวิตของผู้คนอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  พระองค์ตรัสว่าพระองค์จะประทานบุตรชายให้แก่ข้าพระองค์ และพระองค์ก็ทรงทำเช่นนั้น พระองค์ทรงมีสิทธิอำนาจนั้น เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงมีสิทธิอำนาจที่จะนำเขากลับไป—แต่วิธีการที่พระองค์ทรงนำกลับไปและเรื่องนี้ค่อนข้างไม่มีเหตุผลไม่ใช่หรือ?  พระองค์ประทานเด็กคนนี้ให้ พระองค์ก็ควรทรงอนุญาตให้เขาเติบโต ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และได้เห็นพรของพระองค์  พระองค์ทรงเรียกร้องให้เขาตายได้อย่างไร?  แทนที่จะทรงสั่งให้เขาตาย พระองค์ไม่ประทานเขาให้แก่ข้าพระองค์เสียยังจะดีกว่า!  แล้วเหตุใดพระองค์จึงประทานเขาให้แก่ข้าพระองค์เล่า?  พระองค์ประทานอิสอัคให้แก่ข้าพระองค์ และบัดนี้พระองค์กำลังตรัสบอกให้ข้าพระองค์ถวายเขา—นี่ไม่ใช่การที่พระองค์ทรงนำความเจ็บปวดเป็นพิเศษมาให้ข้าพระองค์หรอกหรือ?  พระองค์กำลังทรงทำให้สิ่งต่างๆ ยากลำบากสำหรับข้าพระองค์ไม่ใช่หรือ?  เช่นนั้นอะไรคือจุดประสงค์ที่พระองค์ประทานบุตรคนนี้ให้ข้าพระองค์ตั้งแต่แรก?”  พวกเขาไม่สามารถเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังข้อเรียกร้องนี้ได้ ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร เรื่องนี้ก็ฟังดูไม่อาจยอมรับได้สำหรับพวกเขา และไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใจได้  แต่พระเจ้าได้ตรัสบอกเหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้กับอับราฮัมหรือไม่?  พระองค์ตรัสบอกเหตุผลในเรื่องนี้รวมถึงเจตนารมณ์ของพระองค์กับเขาหรือไม่?  พระองค์ทรงทำเช่นนั้นหรือไม่?  ไม่เลย  พระเจ้าเพียงตรัสว่า “ในระหว่างการถวายเครื่องบูชาในวันพรุ่งนี้ จงถวายอิสอัค” เพียงเท่านั้น  พระเจ้าทรงให้คำอธิบายหรือไม่?  (ไม่)  แล้วธรรมชาติของพระวจนะเหล่านี้เป็นอย่างไร?  เมื่อมองในแง่อัตลักษณ์ของพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้คือคำสั่ง เป็นคำสั่งที่ควรดำเนินการให้ลุล่วง ควรที่จะเชื่อฟังและนบนอบ  แต่เมื่อมองในแง่ของสิ่งที่พระเจ้าตรัสและตัวเรื่องเองแล้ว การที่ผู้คนทำสิ่งที่ตนควรทำจะไม่เป็นเรื่องยากหรอกหรือ?  ผู้คนคิดว่าสิ่งที่ควรทำนั้นต้องสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับความรู้สึกของมนุษย์รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์—แต่สิ่งเหล่านี้ใช้ได้กับสิ่งที่พระเจ้าตรัสหรือไม่?  (ไม่)  ดังนั้น พระเจ้าควรทรงให้คำอธิบายและแสดงพระดำริและความหมายของพระองค์หรือทรงเผยแม้เพียงเล็กน้อยถึงความหมายที่พระองค์ทรงแฝงไว้ในพระวจนะของพระองค์เพื่อให้ผู้คนเข้าใจได้กระนั้นหรือ?  พระเจ้าทรงทำสิ่งเหล่านี้บ้างหรือไม่?  พระองค์ไม่ทรงทำ และไม่ทรงวางแผนที่จะทำด้วย  พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยสิ่งที่พระผู้สร้างทรงกำหนด สิ่งที่พระองค์ทรงสั่ง และสิ่งที่พระองค์ทรงคาดหวังจากมนุษย์  พระวจนะที่เรียบง่ายอย่างยิ่งเหล่านี้ พระวจนะที่ไร้เหตุผลเหล่านี้—คำสั่งและข้อเรียกร้องที่ไร้ซึ่งการคำนึงถึงความรู้สึกของผู้คนนี้—จะถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องลำบากยากเย็น หนักหน่วง และไร้เหตุผลสำหรับคนอื่นหรือใครก็ตามที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้  แต่สำหรับอับราฮัม ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ความรู้สึกแรกของเขาหลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้คือความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงหัวใจ!  เขาได้รับเด็กคนนี้ที่พระเจ้าประทานให้ เขาใช้เวลาตลอดหลายปีนั้นในการเลี้ยงดูเด็กคนนี้ และสุขสำราญกับความชื่นบานในครอบครัวตลอดหลายปีนั้น แต่ด้วยประโยคเดียว ด้วยคำสั่งเดียวจากพระเจ้า ความสุขนี้ มนุษย์ที่มีชีวิตผู้นี้ จะสูญสิ้นและถูกพรากไป  สิ่งที่อับราฮัมเผชิญไม่ใช่เพียงการสูญเสียความชื่นบานในครอบครัวนี้ไปเท่านั้น แต่ยังเป็นความเจ็บปวดจากความโดดเดี่ยวและการถวิลหาไปตลอดกาลหลังจากที่สูญเสียเด็กคนนี้ไป  สำหรับชายชราคนหนึ่ง นี่เป็นสิ่งที่เกินทน  หลังจากที่ได้ยินพระวจนะเช่นนี้ คนธรรมดาทั่วไปย่อมจะร้องไห้น้ำตานองหน้ามิใช่หรือ?  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาจะสาปแช่งพระเจ้าอยู่ในหัวใจ พร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า เข้าใจพระเจ้าผิด และพยายามโต้เถียงกับพระเจ้า พวกเขาจะแสดงทุกสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ แสดงความสามารถทั้งหมดของพวกเขา รวมถึงความเป็นกบฏ ความหยาบคาย และความไร้เหตุผลทั้งหมดของพวกเขาออกมา  กระนั้นก็ตาม แม้จะเจ็บปวดไม่แพ้กัน แต่อับราฮัมก็ไม่ได้ทำเช่นนี้  เช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดนั้นในทันที เขาประสบกับความรู้สึกที่หัวใจของตนถูกทิ่มแทงในทันที และรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวจากการสูญเสียบุตรชายในทันที  พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ผู้คนไม่อาจจินตนาการได้ และเข้ากันไม่ได้กับมโนคติอันหลงผิดของผู้คน พระวจนะเหล่านี้ไม่ได้ถูกตรัสจากมุมมองของความรู้สึกของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ไม่ได้คำนึงถึงความลำบากยากเย็นของมนุษย์หรือความต้องการทางอารมณ์ของมนุษย์ และแน่นอนว่าไม่ได้คำนึงถึงความเจ็บปวดของมนุษย์เลย  พระเจ้าตรัสพระวจนะเหล่านี้ใส่อับราฮัมอย่างเย็นชา—พระเจ้าใส่พระทัยหรือไม่ว่าพระวจนะเหล่านี้สร้างความเจ็บปวดให้เขามากเพียงใด?  เมื่อมองจากภายนอก ดูเหมือนพระเจ้าไม่ใส่พระทัยและไม่ทรงห่วงใย ทุกสิ่งที่เขาได้ยินคือคำสั่งของพระเจ้า และข้อเรียกร้องของพระองค์  สำหรับใครก็ตาม ข้อเรียกร้องนี้ดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้กับวัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัติ ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ หรือแม้แต่ศีลธรรมและจริยธรรมของมนุษย์ และได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางศีลธรรมและจริยธรรมไปแล้ว รวมทั้งขัดต่อบรรทัดฐานทางสังคมและกฎเกณฑ์ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนของมนุษย์ ตลอดจนความรู้สึกของมนุษย์ด้วย  ถึงกับมีพวกที่เชื่อว่า “พระวจนะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่มีเหตุผลและผิดศีลธรรมเท่านั้น—ยิ่งไปกว่านั้น ยังก่อความเดือดร้อนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอีกด้วย!  พระวจนะเหล่านี้ตรัสโดยพระเจ้าได้อย่างไร?  พระวจนะของพระเจ้าควรจะสมเหตุสมผลและเป็นธรรม และควรจะทำให้มนุษย์เชื่ออย่างหมดใจ ไม่ควรก่อความเดือดร้อนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และไม่ควรผิดจริยธรรม ผิดศีลธรรม หรือไม่สมเหตุสมผล  พระวจนะเหล่านี้ตรัสโดยพระผู้สร้างจริงๆ หรือ?  พระผู้สร้างจะตรัสสิ่งเหล่านี้ได้หรือ?  พระผู้สร้างจะทรงปฏิบัติต่อผู้คนที่พระองค์ทรงสร้างเช่นนี้ได้หรือ?  ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นไปได้”  ถึงกระนั้น พระวจนะเหล่านี้ก็มาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าจริงๆ  เมื่อพิจารณาจากท่าทีของพระเจ้าและจากน้ำเสียงในพระวจนะของพระองค์ พระเจ้าได้ตัดสินพระทัยแล้วว่าพระองค์ต้องประสงค์สิ่งใด และไม่มีที่ว่างสำหรับการถกเถียง และผู้คนก็ไม่มีสิทธิ์เลือก พระองค์ไม่ได้ทรงให้สิทธิ์แก่มนุษย์ที่จะเลือก  พระวจนะของพระเจ้าคือข้อเรียกร้อง เป็นคำสั่งที่พระองค์ได้ทรงออกให้แก่มนุษย์  สำหรับอับราฮัมแล้ว พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าไม่ยอมผ่อนปรนและไม่อาจโต้แย้งได้ เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่อาจผ่อนปรนที่พระเจ้าทรงมีต่อเขา และไม่เปิดโอกาสให้มีการถกเถียง  แล้วอับราฮัมตัดสินใจเลือกสิ่งใด?  นี่คือประเด็นสำคัญที่พวกเราจะสามัคคีธรรมกัน

หลังจากได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้ว อับราฮัมก็เริ่มการตระเตรียมการของตน รู้สึกปวดร้าวและรู้สึกราวกับมีภาระอันหนักอึ้งกดทับเขาอยู่  เขาอธิษฐานเงียบๆ อยู่ในใจว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์  ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำนั้นคู่ควรแก่การสรรเสริญ บุตรชายผู้นี้ได้รับประทานจากพระองค์ และหากพระองค์ทรงปรารถนาที่จะนำเขากลับไป เช่นนั้นข้าพระองค์ก็ควรคืนเขาให้แก่พระองค์”  แม้อับราฮัมจะเจ็บปวดก็ตาม แต่ท่าทีของเขาก็ประจักษ์ชัดในคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่หรือ?  ผู้คนสามารถมองเห็นสิ่งใดในเรื่องนี้?  พวกเขาสามารถมองเห็นความอ่อนแอของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ความต้องการทางอารมณ์ของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ตลอดจนด้านที่เป็นเหตุเป็นผลของอับราฮัม และด้านที่มีความเชื่อและการนบนอบที่แท้จริงต่อพระเจ้าในตัวเขา  ด้านที่เป็นเหตุเป็นผลของเขาคืออะไร?  อับราฮัมตระหนักดีว่าอิสอัคได้รับประทานจากพระเจ้า พระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพที่จะปฏิบัติต่อเขาอย่างไรก็ได้ตามที่พระองค์ทรงปรารถนา ผู้คนไม่ควรทำการตัดสินใดๆ ในเรื่องนี้ ทุกสิ่งที่พระผู้สร้างตรัสนั้นเป็นตัวแทนของพระผู้สร้าง และไม่ว่าสิ่งนั้นจะดูสมเหตุสมผลสำหรับมนุษย์หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะสอดคล้องกับความรู้ วัฒนธรรม และศีลธรรมของมนุษย์หรือไม่ก็ตาม อัตลักษณ์ของพระเจ้าและธรรมชาติของพระวจนะของพระองค์ย่อมไม่เปลี่ยนแปลง  เขารู้อย่างชัดเจนว่าหากผู้คนไม่สามารถเข้าใจ จับใจความ หรือทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าได้ นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา ไม่มีเหตุผลที่พระเจ้าต้องทรงอธิบายหรือขยายความพระวจนะเหล่านี้ ว่าผู้คนไม่ควรนบนอบเฉพาะเมื่อตนเข้าใจพระวจนะและเจตนารมณ์ของพระเจ้าเท่านั้น แต่ควรมีเพียงท่าทีเดียวต่อพระวจนะของพระเจ้า ไม่ว่าสภาพการณ์จะเป็นเช่นไร นั่นคือ การรับฟังแล้วยอมรับ จากนั้นก็นบนอบ  นี่คือท่าทีที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนของอับราฮัมต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงขอให้เขาทำ และในท่าทีนี้มีความมีเหตุผลของความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ตลอดจนความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบที่แท้จริง  เหนือสิ่งอื่นใด อับราฮัมจำเป็นต้องทำสิ่งใด?  ไม่วิเคราะห์เรื่องถูกผิดในพระวจนะของพระเจ้า ไม่ตรวจสอบว่าพระวจนะเหล่านั้นถูกตรัสด้วยการล้อเล่น หรือเพื่อทดสอบเขา หรือด้วยเหตุผลอื่นใด  อับราฮัมไม่ได้พิจารณาสิ่งเหล่านี้  ท่าทีที่เขามีต่อพระวจนะของพระเจ้าในทันทีคืออะไร?  นั่นคือพระวจนะของพระเจ้าไม่อาจหาเหตุผลได้ด้วยตรรกะ—ไม่ว่าพระวจนะเหล่านั้นจะสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม พระวจนะของพระเจ้าก็คือพระวจนะของพระเจ้า และในท่าทีที่ผู้คนมีต่อพระวจนะของพระเจ้าก็ไม่ควรมีพื้นที่สำหรับการเลือกและการพิจารณา สำนึกที่ผู้คนสมควรมี และสิ่งที่พวกเขาควรทำ คือการรับฟัง ยอมรับ และนบนอบ  ในหัวใจของเขา อับราฮัมรู้อย่างชัดเจนยิ่งว่าอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระผู้สร้างคือสิ่งใด และมนุษย์ทรงสร้างควรอยู่ในฐานะใด  แน่นอนว่าเป็นเพราะอับราฮัมมีความมีเหตุผลเช่นนี้และมีท่าทีแบบนี้ แม้ว่าเขาจะแบกรับความเจ็บปวดเหลือคณานับ เขาก็ยังถวายอิสอัคแด่พระเจ้าโดยปราศจากความหวาดหวั่นหรือความลังเลใดๆ ส่งคืนเขาให้แก่พระองค์ตามที่พระองค์ทรงปรารถนา  เขารู้สึกว่าในเมื่อพระเจ้าได้ทรงขอ เขาก็ต้องส่งคืนอิสอัคให้แก่พระองค์ และไม่ควรพยายามโต้เถียงกับพระองค์ หรือมีความปรารถนาหรือข้อเรียกร้องของตนเอง  แน่นอนว่านี่คือท่าทีที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรที่จะมีต่อพระผู้สร้าง  สิ่งที่ยากที่สุดในการทำเช่นนี้คือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดเกี่ยวกับอับราฮัม  พระวจนะเหล่านี้ที่พระเจ้าตรัสนไร้เหตุผลและไม่คำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์—ผู้คนไม่อาจคิดหาคำตอบหรือยอมรับพระวจนะเหล่านี้ได้ และไม่ว่าในยุคสมัยใด หรือสิ่งนี้จะเกิดขึ้นกับใคร พระวจนะเหล่านี้ก็ไม่สมเหตุสมผลและไม่อาจทำให้สัมฤทธิผลได้—แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ยังทรงขอให้ทำเช่นนี้  ดังนั้น ควรทำเช่นไร?  ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมจะตรวจสอบพระวจนะเหล่านี้ และหลังจากทำเช่นนั้นหลายวัน พวกเขาก็ย่อมจะคิดในใจว่า “พระวจนะของพระเจ้าไร้เหตุผล—พระเจ้าทรงกระทำการเช่นนี้ได้อย่างไร?  นี่ไม่ใช่การทรมานรูปแบบหนึ่งหรอกหรือ?  พระเจ้าไม่ทรงรักมนุษย์หรือ?  พระองค์ทรงทรมานผู้คนเช่นนี้ได้อย่างไร?  ฉันไม่เชื่อในพระเจ้าที่ทรงทรมานผู้คนเช่นนี้ และฉันสามารถเลือกที่จะไม่นบนอบพระวจนะเหล่านี้ได้”  แต่อับราฮัมไม่ได้ทำเช่นนี้ เขาเลือกที่จะนบนอบ  แม้ทุกคนจะเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสและทรงกำหนดนั้นผิด พระเจ้าไม่ควรทรงทำข้อเรียกร้องเช่นนี้ต่อผู้คน แต่อับราฮัมก็สามารถนบนอบได้—ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดเกี่ยวกับตัวเขา และแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นขาดพร่อง  นี่คือการนบนอบที่แท้จริงของอับราฮัม  นอกจากนี้ หลังจากได้ยินสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดต่อเขา สิ่งแรกที่เขามั่นใจก็คือพระเจ้าไม่ได้ตรัสสิ่งนี้ในเชิงล้อเล่น นี่ไม่ใช่เกม  และในเมื่อพระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ พระวจนะเหล่านั้นคือสิ่งใด?  ความเชื่ออันลึกซึ้งของอับราฮัมก็คือ เป็นเรื่องจริงที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดว่าต้องทำให้ลุล่วงได้ ไม่มีการล้อเล่น การทดสอบ หรือการทรมานในพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าทรงไว้วางพระทัยได้ และทุกสิ่งที่พระองค์ตรัส—ไม่ว่าจะดูสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม—ล้วนเป็นความจริง  นี่ไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริงของอับราฮัมหรอกหรือ?  เขาได้กล่าวหรือไม่ว่า “พระเจ้าตรัสบอกให้ฉันถวายอิสอัค  หลังจากที่ฉันได้อิสอัคมา ฉันก็ไม่ได้ขอบคุณพระเจ้าอย่างถูกควร—นี่คือการที่พระเจ้าทรงกำหนดความสำนึกรู้คุณจากฉันใช่หรือไม่?  เช่นนั้นฉันก็ต้องแสดงความขอบคุณของฉันอย่างถูกควร  ฉันต้องแสดงให้เห็นว่าฉันเต็มใจถวายอิสอัค ฉันเต็มใจที่จะขอบคุณพระเจ้า ฉันรู้และจดจำพระคุณของพระเจ้าได้ และฉันจะไม่ทำให้พระเจ้าทรงกังวล  ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระเจ้าตรัสพระวจนะเหล่านี้เพื่อตรวจสอบและทดสอบฉัน ดังนั้นฉันก็ควรจะทำอย่างขอไปที  ฉันจะจัดการเตรียมการทั้งหมด จากนั้นฉันจะนำแกะตัวหนึ่งไปพร้อมกับอิสอัค และหากในเวลาที่ถวายเครื่องบูชานั้นพระเจ้าไม่ตรัสสิ่งใด ฉันก็จะถวายแกะตัวนั้น  แค่ทำเป็นอย่างขอไปทีก็พอแล้ว  หากพระเจ้าทรงขอให้ฉันถวายอิสอัคจริงๆ เช่นนั้นฉันก็แค่ควรให้เขาไปทำทีว่าถวายอยู่บนแท่นบูชา เมื่อถึงเวลา พระเจ้าก็อาจจะยังทรงยอมให้ฉันถวายแกะตัวนั้นแทนที่จะเป็นลูกของฉัน”?  นี่คือสิ่งที่อับราฮัมคิดอย่างนั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  หากเขาคิดเช่นนั้น ก็ย่อมจะไม่มีความระทมอยู่ภายในใจของเขา  หากเขาคิดสิ่งทั้งหลายดังกล่าว เขาจะมีความซื่อตรงแบบใดกัน?  เขาจะมีความเชื่อที่แท้จริงหรือ?  เขาจะมีการนบนอบที่แท้จริงหรือ?  ไม่เลย เขาจะไม่มีสิ่งทั้งหลายดังกล่าว

เมื่อพิจารณาจากความเจ็บปวดที่อับราฮัมรู้สึกและก่อให้เกิดขึ้นเมื่อเป็นเรื่องของการถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา เป็นที่ชัดเจนว่าเขาเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ เขาเชื่อในทุกพระวจนะที่พระเจ้าตรัส เข้าใจทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสตรงตามที่พระองค์ทรงหมายถึงอย่างถ่องแท้จากก้นบึ้งที่สุดของหัวใจของเขา และไม่มีความสงสัยใดๆ ต่อพระเจ้า  นี่ใช่หรือไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริง?  (ใช่)  อับราฮัมมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า และสิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงเรื่องเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็คืออับราฮัมเป็นคนที่ซื่อสัตย์  ท่าทีเดียวของเขาที่มีต่อพระวจนะของพระเจ้าคือการเชื่อฟัง การยอมรับ และการนบนอบ—เขาจะเชื่อฟังไม่ว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใด  หากพระเจ้าตรัสว่าสิ่งใดเป็นสีดำ เช่นนั้นต่อให้อับราฮัมจะไม่สามารถมองเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสีดำ เขาก็จะเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าตรัสเป็นความจริง และเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นสีดำ  หากพระเจ้าทรงบอกเขาว่าสิ่งใดเป็นสีขาว เขาก็จะเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นสีขาว  เรียบง่ายเช่นนั้นเอง  พระเจ้าตรัสบอกเขาว่าพระองค์จะประทานเด็กคนหนึ่งแก่เขา และอับราฮัมก็คิดในใจว่า “ฉันอายุ ๑๐๐ ปีแล้ว แต่หากพระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะประทานเด็กคนหนึ่งให้แก่ฉัน เช่นนั้นฉันก็รู้สึกขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าของฉัน พระเจ้าของฉัน!”  เขาไม่ได้มีแนวคิดอื่นๆ มากนัก เขาเพียงแค่เชื่อในพระเจ้า  แก่นแท้ของความเชื่อนี้คือสิ่งใด?  เขาเชื่อในแก่นแท้และอัตลักษณ์ของพระเจ้า และความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับพระผู้สร้างนั้นแท้จริง  เขาไม่ได้เป็นเหมือนผู้คนเหล่านั้นที่พูดว่าพวกตนเชื่อว่าพระเจ้าทรงเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์และเป็นพระผู้สร้างมวลมนุษย์ แต่กลับเก็บความสงสัยไว้ในใจ เช่น “แท้จริงแล้วมนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิงหรือเปล่า?  กล่าวกันว่าพระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่ง แต่ผู้คนไม่เคยเห็นสิ่งนี้ด้วยตาของตนเอง”  ไม่ว่าพระเจ้าตรัสสิ่งใด ผู้คนเหล่านั้นก็มักจะอยู่กึ่งกลางระหว่างความเชื่อกับความสงสัยเสมอ และพึ่งพาสิ่งที่ตนมองเห็นมากำหนดว่าสิ่งต่างๆ แท้จริงหรือเทียมเท็จ  พวกเขาสงสัยทุกสิ่งที่ตนมองไม่เห็นด้วยตา ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาได้ยินพระเจ้าตรัส พวกเขาจะใส่เครื่องหมายคำถามไว้ท้ายพระวจนะของพระองค์  พวกเขาตรวจสอบและวิเคราะห์ทุกข้อเท็จจริง เรื่องราว และคำสั่งที่พระเจ้าทรงหยิบยกขึ้นมาอย่างรอบคอบ ขะมักเขม้น และระมัดระวัง  พวกเขาคิดว่า ในความเชื่อที่ตนมีต่อพระเจ้านั้น พวกเขาควรที่จะตรวจสอบพระวจนะของพระเจ้าและความจริงด้วยท่าทีของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้วพระวจนะเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่ มิฉะนั้นพวกเขาก็หมิ่นเหม่ที่จะถูกหลอกลวงและตบตา  แต่อับราฮัมไม่ได้เป็นเช่นนี้ เขาฟังพระวจนะของพระเจ้าด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์  อย่างไรก็ดี ในโอกาสนี้ พระเจ้าทรงขอให้อับราฮัมถวายอิสอัคผู้เป็นบุตรชายคนเดียวของเขาเป็นเครื่องบูชาแด่พระองค์  เรื่องนี้ทำให้อับราฮัมเจ็บปวด แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะนบนอบ  อับราฮัมเชื่อว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ และพระวจนะของพระเจ้าจะกลายเป็นความเป็นจริง  มนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรยอมรับและนบนอบต่อพระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และเมื่อเผชิญกับพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือก และยิ่งไม่ควรวิเคราะห์หรือตรวจสอบพระวจนะของพระเจ้า  นี่คือท่าทีที่อับราฮัมมีต่อพระวจนะของพระเจ้า  แม้ว่าอับราฮัมจะเจ็บปวดอย่างยิ่ง และแม้ว่าความรักที่เขามีให้บุตรชายและความไม่เต็มใจที่จะสละบุตรชายจะทำให้เขารู้สึกเครียดและเจ็บปวดอย่างที่สุด แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะส่งคืนบุตรของเขาให้แก่พระเจ้า  เหตุใดเขาจึงจะส่งคืนอิสอัคให้แก่พระเจ้า?  เมื่อพระเจ้าไม่ได้ทรงขอให้อับราฮัมทำเช่นนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มที่จะส่งคืนบุตรชายของตน แต่ในเมื่อพระเจ้าได้ทรงขอ เขาก็ต้องส่งคืนบุตรชายของตนให้แก่พระเจ้า ไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะหยิบยกขึ้นมา และเขาก็ไม่ควรพยายามโต้เถียงกับพระเจ้า—นี่คือท่าทีที่อับราฮัมมี  เขานบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์เช่นนี้  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์ และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทอดพระเนตร  พฤติกรรมของอับราฮัมและสิ่งที่เขาสัมฤทธิ์เมื่อเป็นเรื่องของการถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชานั้นคือสิ่งที่พระเจ้าต้องประสงค์จะทอดพระเนตรโดยแท้ และเรื่องนี้ก็คือการที่พระเจ้าทรงทดสอบและพิสูจน์ยืนยันตัวเขา  แต่ถึงกระนั้น พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงปฏิบัติต่ออับราฮัมดังเช่นที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อโนอาห์  พระองค์ไม่ได้ตรัสบอกอับราฮัมถึงเหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้ กระบวนการ หรือทุกสิ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้  อับราฮัมรู้เพียงสิ่งเดียว ซึ่งก็คือพระเจ้าทรงขอให้เขาส่งคืนอิสอัค—เท่านั้นเอง  เขาไม่รู้ว่าในการทำเช่นนี้ พระเจ้ากำลังทรงทดสอบเขา และเขาก็ไม่ตระหนักด้วยว่าพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำสิ่งใดให้ลุล่วงในตัวเขาและลูกหลานของเขาหลังจากที่เขาอยู่ภายใต้การทดสอบนี้  พระเจ้าไม่ได้ตรัสบอกสิ่งเหล่านี้แก่อับราฮัมเลย พระองค์เพียงทรงให้คำสั่งง่ายๆ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องข้อหนึ่งแก่เขา  และแม้พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าจะเรียบง่ายอย่างยิ่งและไม่คำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์ แต่อับราฮัมก็ทำตามความคาดหวังของพระเจ้าด้วยการทำตามที่พระเจ้าทรงปรารถนาและทรงกำหนด นั่นคือเขาได้ถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชาบนแท่นบูชา  ทุกการเคลื่อนไหวของเขาแสดงให้เห็นว่าการถวายอิสอัคของเขานั้นไม่ใช่การทำอย่างขอไปที เขาไม่ได้ทำไปอย่างสุกเอาเผากิน แต่มีความจริงใจ และเป็นทำจากส่วนลึกที่สุดในหัวใจของเขา  แม้ว่าเขาจะทนรับการสละอิสอัคไม่ได้ แม้ว่านั่นจะทำให้เขาเจ็บปวด แต่เมื่อเผชิญกับสิ่งที่พระผู้สร้างได้ทรงขอ อับราฮัมกลับเลือกวิธีการที่ไม่มีบุคคลอื่นใดจะเลือก นั่นคือการนบนอบอย่างสมบูรณ์ต่อสิ่งที่พระผู้สร้างได้ทรงขอ การนบนอบที่ปราศจากการโอนอ่อนผ่อนปรน ปราศจากข้ออ้าง และปราศจากเงื่อนไขใดๆ—เขากระทำการอย่างที่พระเจ้าได้ทรงขอให้เขาทำ  แล้วอับราฮัมมีสิ่งใด เมื่อเขาสามารถทำสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงขอได้?  ในแง่หนึ่ง มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าอยู่ภายในตัวเขา เขามั่นใจว่าพระผู้สร้างคือพระเจ้า คือพระเจ้าของเขา องค์พระผู้เป็นเจ้าของเขา องค์หนึ่งเดียวผู้ทรงเป็นอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งและผู้ทรงสร้างมวลมนุษย์  นี่คือความเชื่อที่แท้จริง  ในอีกแง่หนึ่ง เขามีหัวใจที่บริสุทธิ์  เขาเชื่อทุกพระวจนะที่พระผู้สร้างดำรัส และสามารถยอมรับทุกพระวจนะที่พระองค์ดำรัสได้อย่างเรียบง่ายและโดยตรง  และในอีกแง่หนึ่ง ไม่ว่าสิ่งที่พระผู้สร้างทรงขอจะมีความยากลำบากมากเพียงใด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะนำความเจ็บปวดมาให้เขามากเพียงใด ท่าทีที่เขาเลือกคือการนบนอบ ไม่ใช่ความพยายามที่จะโต้เถียงกับพระเจ้า หรือต้านทาน หรือปฏิเสธ แต่เป็นการนบนอบอย่างครบถ้วนและโดยสมบูรณ์ กระทำการและปฏิบัติตามที่พระเจ้าทรงขอ ตามทุกพระวจนะของพระองค์ รวมทั้งคำสั่งที่พระองค์ทรงประกาศ  อับราฮัมถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชาบนแท่นบูชา เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงขอและทรงปรารถนาที่จะทอดพระเนตร เขาถวายอิสอัคแด่พระเจ้า—และทั้งหมดที่เขาทำได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเลือกคนที่ถูกต้องแล้ว รวมทั้งพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า

แง่มุมใดของพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระผู้สร้างได้รับการเปิดเผยเมื่อพระเจ้าทรงขอให้อับราฮัมถวายอิสอัค?  พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อบรรดาผู้ที่ชอบธรรมผู้ที่พระองค์ทรงเห็นว่าคู่ควรตามมาตรฐานที่กำหนดของพระองค์เองอย่างครบถ้วน ซึ่งสอดคล้องกับพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระองค์โดยสมบูรณ์  มาตรฐานเหล่านี้ไม่อาจมีการโอนอ่อนผ่อนปรนได้ การตอบสนองมาตรฐานเหล่านี้จะทำแค่พอประมาณไม่ได้  มาตรฐานเหล่านี้ต้องได้รับการตอบสนองอย่างพอดิบพอดี  การที่พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นการกระทำที่ชอบธรรมซึ่งอับราฮัมปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเขานั้นยังไม่เพียงพอ พระเจ้ายังไม่ได้ทรงเฝ้าสังเกตการนบนอบที่แท้จริงที่อับราฮัมมีต่อพระองค์ และเป็นเพราะเหตุนี้เองพระเจ้าจึงทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์  เหตุใดพระเจ้าจึงทรงปรารถนาที่จะทอดพระเนตรการนบนอบที่แท้จริงในตัวอับราฮัม?  เหตุใดพระองค์จึงทรงให้อับราฮัมอยู่ภายใต้บททดสอบสุดท้ายนี้?  เพราะอย่างที่พวกเราทุกคนรู้ พระเจ้าทรงปรารถนาให้อับราฮัมเป็นบิดาแห่งประชาชาติทั้งหลาย  “บิดาแห่งประชาชาติทั้งหลาย” ใช่ตำแหน่งที่คนธรรมดาสามัญจะสามารถแบกรับได้หรือ?  ไม่ใช่  พระเจ้าทรงมีมาตรฐานที่กำหนดของพระองค์ รวมทั้งมาตรฐานที่พระองค์ทรงกำหนดจากใครก็ตามที่พระองค์ต้องประสงค์และทรงทำให้เพียบพร้อม และใครก็ตามที่พระองค์ทรงเห็นว่าชอบธรรมนั้นเหมือนกันหมด นั่นคือความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบอย่างสมบูรณ์  เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าต้องประสงค์จะกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ในตัวอับราฮัม พระองค์จะทรงผลีผลามกระทำไปโดยไม่ทอดพระเนตรเห็นสองสิ่งนี้ในตัวเขากระนั้นหรือ?  ไม่ใช่อย่างแน่นอน  ดังนั้น หลังจากที่พระเจ้าประทานบุตรชายคนหนึ่งให้แก่เขา จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อับราฮัมจะต้องผ่านบททดสอบดังกล่าว นี่คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้แล้วว่าจะทรงทำ และเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนไว้แล้วว่าจะทรงทำ  หลังจากที่สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงปรารถนา และอับราฮัมได้ทำตามข้อกำหนดของพระเจ้าแล้วเท่านั้น พระเจ้าจึงทรงเริ่มวางแผนที่จะทำพระราชกิจขั้นตอนต่อไปของพระองค์ นั่นคือการทำให้ลูกหลานของอับราฮัมมีจำนวนมากมายดั่งดวงดาวบนท้องฟ้าและเม็ดทรายบนชายฝั่งทะเล—ทำให้เขาเป็นบิดาแห่งประชาชาติทั้งหลาย  ในขณะที่จุดจบจากการที่พระองค์ทรงขอให้อับราฮัมพลีอุทิศอิสอัคยังคงเป็นที่ยังไม่รู้แน่ชัดและยังไม่ปรากฏเป็นจริง พระเจ้าย่อมจะไม่ทรงกระทำการอย่างผลีผลาม แต่เมื่อสิ่งนั้นปรากฏเป็นจริงแล้ว สิ่งที่อับราฮัมมีก็ตรงตามมาตรฐานของพระเจ้า ซึ่งหมายความว่าเขาจะได้รับพรทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนไว้ให้เขา  เช่นนั้นแล้ว จากการถวายอิสอัค สามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงมีความคาดหวังและมาตรฐานที่กำหนดต่อผู้คน ไม่ว่าพระองค์จะทรงทำพระราชกิจใดในตัวพวกเขา หรือไม่ว่าพระองค์จะทรงกำหนดให้พวกเขามีบทบาทใด หรือไม่ว่าพระองค์จะทรงกำหนดให้พวกเขายอมรับพระบัญชาใดในแผนการบริหารจัดการของพระองค์  มีผลลัพธ์สองประเภทสำหรับความคาดหวังที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน ประการหนึ่งคือ หากเจ้าไม่สามารถทำสิ่งที่พระองค์ทรงขอจากเจ้าได้ เจ้าย่อมจะถูกกำจัดออกไป อีกประการหนึ่งคือ หากเจ้าทำได้ พระเจ้าย่อมจะทรงทำให้สิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาสำเร็จลุล่วงในตัวเจ้าต่อไปตามแผนการของพระองค์  ความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบอย่างสมบูรณ์ที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากมนุษย์นั้น ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่ผู้คนจะสัมฤทธิ์ได้  แต่ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะง่ายหรือยาก สำหรับพระเจ้าแล้ว นี่คือสองสิ่งที่ต้องพบในตัวผู้คน  หากเจ้าสามารถเข้าเกณฑ์มาตรฐานในแง่มุมนี้ได้ เช่นนั้นพระเจ้าก็ย่อมจะทรงพบว่าเจ้าได้มาตรฐาน และพระเจ้าก็ย่อมจะไม่ทรงขอสิ่งใดเพิ่มเติม หากเจ้าไม่สามารถเข้าเกณฑ์มาตรฐานได้ เช่นนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงขอให้อับราฮัมถวายบุตรชายของเขาแสดงให้เห็นว่า พระองค์ไม่ได้ทรงรู้สึกว่าการที่อับราฮัมมีหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าและมีความเชื่อที่แท้จริงในพระองค์มาจนถึงตอนนี้นั้นคือทั้งหมดที่จำเป็น ที่พอประมาณก็ดีพอแล้ว  นั่นไม่ใช่ลักษณะของข้อเรียกร้องของพระเจ้าอย่างแน่นอนที่สุด พระองค์ทรงตั้งข้อเรียกร้องด้วยวิธีการของพระองค์ และตามสิ่งที่ผู้คนสามารถสัมฤทธิ์ได้ และสิ่งนี้ไม่อาจต่อรองได้  นี่ไม่ใช่ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าหรอกหรือ?  (ใช่)  เช่นนี้เองคือความบริสุทธิ์ของพระเจ้า

แม้แต่คนดีเช่นอับราฮัม ผู้ซึ่งบริสุทธิ์ มีความเชื่อที่แท้จริง และมีความมีเหตุผล ก็ยังต้องยอมรับการทดสอบของพระเจ้า—ดังนั้นในสายตาของมวลมนุษย์ การทดสอบนี้ไม่ใช่การไม่คำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์ไปบ้างหรอกหรือ?  แต่การไม่คำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์นี้แน่นอนว่าคือรูปจำแลงของพระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระเจ้า และอับราฮัมก็ได้ผ่านการทดสอบรูปแบบนี้  ในการทดสอบนี้ อับราฮัมได้แสดงให้พระเจ้าเห็นถึงความเชื่อที่โอนอ่อนผ่อนปรนไม่ได้และการนบนอบที่โอนอ่อนผ่อนตามไม่ได้ที่เขามีต่อพระผู้สร้าง  อับราฮัมผ่านการทดสอบ  ตามปกติแล้ว อับราฮัมไม่เคยประสบกับความพลิกผันใดๆ แต่หลังจากที่พระเจ้าทรงทดสอบเขาเช่นนี้ ความเชื่อและการนบนอบตามปกติของเขาก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง นั่นไม่ได้เป็นเปลือกนอก และไม่ใช่คำขวัญ  การที่อับราฮัมยังคงสามารถนบนอบได้อย่างโอนอ่อนผ่อนปรนไม่ได้ภายใต้สภาพการณ์นี้—หลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะเช่นนั้นและทรงสร้างข้อเรียกร้องเช่นนั้นต่อเขา—ย่อมหมายถึงสิ่งหนึ่งอย่างแน่นอน นั่นคือ ในหัวใจของอับราฮัม พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า และจะทรงเป็นพระเจ้าเสมอ อัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้านั้นมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าจะมีปัจจัยใดเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม  ในหัวใจของเขา มนุษย์จะยังคงเป็นมนุษย์ไปตลอดกาล และไม่มีสิทธิ์ที่จะโต้แย้ง พยายามโต้เถียง หรือแข่งขันกับพระผู้สร้าง อีกทั้งพวกเขายังไม่มีสิทธิ์ที่จะวิเคราะห์พระวจนะที่พระผู้สร้างตรัส  อับราฮัมเชื่อว่าเมื่อเป็นเรื่องของพระวจนะของพระผู้สร้างหรือสิ่งใดก็ตามที่พระผู้สร้างทรงขอ ผู้คนย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือก สิ่งเดียวที่พวกเขาควรที่จะต้องทำก็คือการนบนอบ  ท่าทีของอับราฮัมนั้นบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง—เขามีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า และในความเชื่อที่แท้จริงนี้การนบนอบที่แท้จริงได้บังเกิดขึ้น ดังนั้นไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดกับเขาหรือทรงขอสิ่งใดจากเขา หรือไม่ว่าพระเจ้าจะทรงดำเนินการกระทำใดก็ตาม ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่อับราฮัมได้เห็น ได้ยิน หรือมีประสบการณ์ด้วยตนเอง ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถส่งผลกระทบต่อความเชื่อที่แท้จริงที่เขามีในพระเจ้าได้ นับประสาอะไรที่จะสามารถส่งผลกระทบต่อท่าทีแห่งการนบนอบที่เขามีต่อพระเจ้าได้  เมื่อพระผู้สร้างตรัสบางสิ่งที่ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์ บางสิ่งที่สร้างข้อเรียกร้องที่ไม่สามารถอธิบายได้ต่อมนุษย์ ไม่ว่าจะมีผู้คนมากเพียงใดที่รู้สึกเป็นปรปักษ์ต่อพระวจนะเหล่านี้ ต้านทาน วิเคราะห์ และตรวจสอบ หรือแม้กระทั่งเย้ยหยันพระวจนะเหล่านี้ ท่าทีของอับราฮัมก็ยังคงไม่ถูกรบกวนจากสภาพแวดล้อมของโลกภายนอก  ความเชื่อและการนบนอบของเขาต่อพระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง และสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงคำพูดที่หลุดออกจากปากของเขา หรือเป็นแค่พิธีการ แต่เขากลับใช้ข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ว่าพระเจ้าที่เขาเชื่อนั้นคือพระผู้สร้าง พระเจ้าที่เขาเชื่อนั้นคือพระเจ้าบนสวรรค์  พวกเราเห็นสิ่งใดจากทุกสิ่งที่สำแดงออกมาในตัวอับราฮัม?  พวกเราเห็นความสงสัยที่เขามีต่อพระเจ้าหรือไม่?  เขามีความสงสัยหรือไม่?  เขาได้ตรวจสอบพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่?  เขาได้วิเคราะห์พระวจนะเหล่านั้นหรือไม่?  (เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น)  บางคนกล่าวว่า “หากเขาไม่ได้ตรวจสอบหรือวิเคราะห์พระวจนะของพระเจ้า แล้วเขารู้สึกทุกข์ใจเรื่องอะไร?”  เจ้าไม่อนุญาตให้เขารู้สึกทุกข์ใจหรือ?  เขารู้สึกทุกข์ใจถึงเพียงนั้นแต่ก็ยังสามารถนบนอบได้—เจ้าสามารถนบนอบได้หรือไม่แม้ในยามที่เจ้าไม่รู้สึกทุกข์ใจ?  ภายในตัวเจ้ามีการนบนอบอยู่มากเพียงใดกันแน่?  การที่ความทุกข์ใจและความเจ็บปวดเช่นนี้ไม่มีผลต่อการนบนอบของอับราฮัม ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าการนบนอบนี้เป็นจริง นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก  นี่คือคำพยานที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เป็นมนุษย์มีให้พระเจ้าต่อหน้าซาตาน ต่อหน้าสรรพสิ่ง ต่อหน้าสิ่งทรงสร้างทั้งปวง และคำพยานนี้ช่างทรงพลังยิ่งนัก ช่างล้ำค่ายิ่งนัก!

ในเรื่องราวของโนอาห์และอับราฮัม และในเรื่องราวของโยบ สิ่งใดกันแน่ในพฤติกรรมและคำพูดของพวกเขา และในท่าทีรวมถึงทุกคำพูดและการกระทำของพวกเขาเมื่อพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้ามาถึงพวกเขา ที่ได้ทำให้คนรุ่นถัดๆ มารตื้นตันใจ?  สิ่งที่ทำให้ผู้คนตื้นตันใจมากที่สุดเกี่ยวกับท่าทีที่บุคคลทั้งสามนี้มีต่อพระวจนะของพระเจ้า รวมทั้งท่าทีและทุกคำพูดและการกระทำของพวกเขาหลังจากที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า และหลังจากที่ได้ยินสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาและทรงกำหนด ก็คือว่าความจริงใจของพวกเขาบริสุทธิ์และพากเพียรบากบั่นเพียงใดกันแน่ต่อพระเจ้า พระผู้สร้าง สำหรับผู้คนในทุกวันนี้ ความบริสุทธิ์และความพากเพียรบากบั่นนี้อาจจะเรียกว่าความโง่เขลาและความหมกมุ่น แต่สำหรับเราแล้ว ความบริสุทธิ์และความพากเพียรบากบั่นของพวกเขาคือสิ่งที่ตื้นตันใจและชวนให้สะเทือนใจที่สุดเกี่ยวกับตัวพวกเขา และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกว่าไกลเกินเอื้อมสำหรับคนอื่นๆ  จากบุคคลเหล่านี้ เราได้ชื่นชมและเป็นพยานอย่างแท้จริงว่าคนดีนั้นเป็นเช่นไร จากพฤติกรรมและคำพูดของพวกเขา ตลอดจนท่าทีของพวกเขาเมื่อเผชิญกับพระวจนะของพระเจ้า และเมื่อพวกเขารับฟังพระวจนะของพระเจ้า เราเห็นว่าผู้คนที่พระเจ้าทรงถือว่าชอบธรรมและเพียบพร้อมนั้นเป็นเช่นไร  และความรู้สึกที่โดดเด่นที่สุดที่เราประสบหลังจากที่ได้อ่านและเข้าใจเรื่องราวของผู้คนเหล่านี้คือสิ่งใด?  นั่นคือการรำลึกถึง ความผูกพัน และความเลื่อมใสอย่างลึกซึ้งต่อบุคคลเหล่านี้  นี่ไม่ใช่ความรู้สึกของการตื้นตันใจหรอกหรือ?  เหตุใดเราจึงมีความรู้สึกแบบนี้?  ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมวลมนุษย์ ไม่เคยมีหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใดที่มุ่งเน้นการบันทึก การยกย่อง และการเผยแพร่เรื่องราวของทั้งสามคนนี้ และไม่เคยมีใครใช้เรื่องราวของพวกเขามาให้การศึกษาแก่คนรุ่นถัดๆ มา โดยปฏิบัติต่อพวกเขาประหนึ่งเป็นผู้คนที่คนรุ่นถัดๆ มาเอาอย่าง  แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชาวโลกไม่รู้ นั่นคือ ในเวลาที่ต่างกัน ชายทั้งสามคนนี้แต่ละคนได้ยินสิ่งที่แตกต่างกันจากพระเจ้า แต่ละคนได้รับพระบัญชาที่แตกต่างกันจากพระเจ้า แต่ละคนมีข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงสร้างไว้สำหรับพวกเขาแตกต่างกัน แต่ละคนทำสิ่งที่แตกต่างกันเพื่อพระเจ้า และทำงานที่แตกต่างกันซึ่งพระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาทำจนสำเร็จลุล่วง—แต่ถึงกระนั้นพวกเขาล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน  สิ่งนั้นคืออะไร?  พวกเขาล้วนทำได้ดีสมกับความคาดหวังของพระเจ้า  หลังจากที่ได้ยินพระเจ้าตรัส พวกเขาสามารถยอมรับสิ่งที่พระเจ้าได้ไว้วางพระทัยมอบหมายให้พวกเขาทำและได้ทรงกำหนดจากพวกเขา และหลังจากนั้นพวกเขาก็สามารถนบนอบต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัส พวกเขาสามารถนบนอบต่อทุกๆ สิ่งที่พวกเขาได้ยินพระเจ้าทรงกำหนดจากพวกเขา  พวกเขาทำสิ่งใดที่ได้ดีสมกับความคาดหวังของพระเจ้า?  ในบรรดามวลมนุษย์ พวกเขากลายเป็นแบบอย่างสำหรับการรับฟัง การยอมรับ และการนบนอบต่อพระวจนะของพระเจ้า และสำหรับการเป็นคำพยานอันกึกก้องให้พระเจ้าเมื่อเผชิญหน้ากับซาตาน  พวกเขาคือผู้ที่ผู้คนสมควรเอาอย่าง เพราะในสายพระเนตรของพระเจ้า พวกเขาเพียบพร้อมและชอบธรรม  เช่นนั้นแล้ว ในท้ายที่สุด ข้อมูลชิ้นที่สำคัญที่สุดที่เรื่องนี้บอกพวกเราคืออะไร?  นี่คือผู้คนประเภทที่พระเจ้าต้องประสงค์ ผู้คนที่สามารถเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าตรัส ผู้ซึ่งสามารถใช้หัวใจของตนในการรับฟัง จับความเข้าใจ จับความ จับใจความ รวมทั้งนบนอบและดำเนินการพระวจนะของพระผู้สร้าง ผู้คนเช่นนั้นเป็นที่รักของพระเจ้า  ไม่ว่าการทดสอบและบททดสอบที่พระเจ้าทรงให้พวกเขาต้องเผชิญก่อนที่พระองค์จะทรงยืนยันการกระทำที่ชอบธรรมของพวกเขาจะยิ่งใหญ่เพียงใด ทันทีที่พวกเขาเป็นคำพยานอันกึกก้องให้พระเจ้า พวกเขาย่อมจะกลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเป็นบรรดาผู้ที่จะมีชีวิตอยู่ไปตลอดกาลในสายพระเนตรของพระเจ้า  นี่คือข้อเท็จจริงที่เรื่องนี้บอกพวกเรา  นี่คือสิ่งที่เราปรารถนาจะบอกพวกเจ้าผ่านทางการสามัคคีธรรมเรื่องราวของโนอาห์และอับราฮัม และเป็นสิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าใจ  ความนัยก็คือ พวกที่ยังคงไม่เข้าใจพระวจนะของพระผู้สร้าง และยังคงไม่รู้ว่าการรับฟังพระวจนะของพระผู้สร้างคือความรับผิดชอบ ภาระผูกพัน และหน้าที่ของตน และไม่ตระหนักว่าการยอมรับและการนบนอบพระวจนะของพระผู้สร้างคือท่าทีที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เป็นมนุษย์ควรที่จะมี ไม่ว่าพวกเขาจะติดตามพระเจ้ามานานกี่ปีก็ตาม—ผู้คนเช่นนี้คือผู้ที่จะถูกพระเจ้าทรงกำจัดออกไป  พระเจ้าไม่ต้องประสงค์ผู้คนเช่นนี้ พระองค์ทรงเกลียดผู้คนเช่นนี้  แล้วท้ายที่สุดแล้วมีคนสักกี่คนกันแน่ที่สามารถรับฟัง ยอมรับ และนบนอบพระวจนะของพระผู้สร้างได้อย่างครบถ้วน?  มากเท่าที่ผู้คนจะสามารถทำได้  บรรดาผู้ที่ติดตามพระเจ้ามานานหลายปีแต่ยังคงดูหมิ่นความจริง ละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้ง และผู้ที่ไร้ความสามารถในการยอมรับและนบนอบพระวจนะของพระเจ้าไม่ว่าพระวจนะนั้นตรัสในเนื้อหนังหรืออาณาจักรฝ่ายวิญญาณ ท้ายที่สุดแล้วก็ย่อมจะยังคงต้องเผชิญกับจุดจบเดียว นั่นคือ การกำจัดออกไป

บัดนี้เป็นเวลาสามสิบปีแล้วนับตั้งแต่พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังและเสด็จมาเพื่อทรงพระราชกิจบนแผ่นดินโลก  พระองค์ได้ตรัสพระวจนะมากมายและทรงแสดงความจริงมากมาย  ไม่ว่าพระองค์จะตรัสอย่างไร ไม่ว่าพระองค์จะทรงใช้วิธีการใดในการตรัส และไม่ว่าเนื้อหาที่พระองค์ตรัสจะมีมากเพียงใด พระองค์ก็ทรงมีข้อกำหนดต่อผู้คนเพียงประการเดียว คือการที่พวกเขาสามารถรับฟัง ยอมรับ และนบนอบ  อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่ไม่สามารถจับใจความหรือดำเนินการข้อกำหนดที่เรียบง่ายที่สุดนี้ให้เสร็จสิ้นได้  นี่ย่อมเป็นปัญหามาก และแสดงให้เห็นว่ามวลมนุษย์เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งเพียงใด มีความลำบากยากเย็นอย่างใหญ่หลวงในการยอมรับความจริง และไม่อาจได้รับการช่วยให้รอดได้โดยง่าย  แม้แต่ตอนนี้ ในบริบทที่ผู้คนยอมรับรู้ว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ และข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าในเนื้อหนังคือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้คนก็ยังคงต่อต้านและท้าทายพระเจ้า รวมทั้งปฏิเสธพระวจนะของพระเจ้าและข้องกำหนดของพระองค์  พวกเขาถึงขั้นตรวจสอบ วิเคราะห์ ปฏิเสธ และเพิกเฉยต่อพระวจนะที่เนื้อหนังของพระเจ้าตรัส โดยไม่เข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร และพวกเขาควรมีท่าทีเช่นไรต่อพระวจนะของพระเจ้า  นี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างแท้จริง  แม้แต่ตอนนี้ ผู้คนก็ยังไม่รู้ว่าตนเป็นใคร ตนควรยืนอยู่ในตำแหน่งใด หรือตนควรทำสิ่งใด  บางคนถึงกับพร่ำบ่นเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา โดยกล่าวว่า “เหตุใดพระเจ้าจึงทรงแสดงความจริงในพระราชกิจของพระองค์อยู่เสมอ?  เหตุใดพระองค์จึงทรงเรียกร้องให้พวกเรายอมรับความจริงอยู่เสมอ?  เมื่อพระเจ้าตรัสและทรงพระราชกิจ พระองค์ก็ควรทรงปรึกษาพวกเรา และพระองค์ไม่ควรทรงทำให้สิ่งต่างๆ ยากลำบากสำหรับพวกเราอยู่เสมอ  พวกเราไม่มีเหตุผลอันใดที่จะเชื่อฟังพระองค์อย่างสมบูรณ์ พวกเราต้องการสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ พวกเราควรลงคะแนนด้วยการยกมือในเรื่องข้อเรียกร้องที่พระเจ้าทรงหยิบยกขึ้นมาสำหรับพวกเรา และพวกเราทุกคนควรมีการหารือและบรรลุฉันทามติร่วมกันด้วย  พระนิเวศของพระเจ้าควรประกาศใช้ระบอบประชาธิปไตย และทุกคนควรทำการตัดสินใจขั้นสุดท้ายร่วมกัน”  แม้แต่ตอนนี้ ผู้คนมากมายก็ยังมีทัศนะเช่นนี้ และแม้พวกเขาจะไม่ได้พูดออกมาอย่างเปิดเผย แต่พวกเขาก็เก็บทัศนะนี้ไว้ในใจ  หากเราไม่มีสิทธิ์ที่จะขอสิ่งใดจากเจ้า หากเราไม่มีสิทธิ์ที่จะขอให้เจ้าเชื่อฟังสิ่งที่เราพูด และเรียกร้องให้เจ้านบนอบสิ่งที่เราพูดอย่างสมบูรณ์ เช่นนั้นผู้ใดเล่าที่มีสิทธิ์?  หากเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าบนสวรรค์ทรงมีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้น และพระเจ้าบนสวรรค์ทรงมีสิทธิ์ที่จะตรัสกับเจ้าจากท้องฟ้าผ่านทางฟ้าร้อง เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยมเลย!  นั่นหมายความว่าเราจะไม่ต้องมาอดทนและเอาจริงเอาจัง หรือเสียเวลาพูดกับเจ้าเปล่าๆ—เราไม่อยากพูดอะไรกับเจ้าอีกต่อไปแล้ว  หากเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าบนสวรรค์ทรงมีสิทธิ์ที่จะตรัสกับเจ้าจากท้องฟ้า จากหมู่เมฆ เช่นนั้นก็จงฟังไปเถิด จงไปเสาะหาพระวจนะของพระองค์—จงรอให้พระเจ้าบนสวรรค์ตรัสกับเจ้าบนท้องฟ้า ในหมู่เมฆ ท่ามกลางกองไฟ  แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าต้องชัดเจน นั่นคือ หากวันนั้นมาถึงจริงๆ เวลาตายของเจ้าก็ย่อมจะมาถึงแล้ว  คงจะดีกว่าหากวันนั้นไม่มาถึง  “คงจะดีกว่าหากวันนั้นไม่มาถึง”—คำพูดเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร?  พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อตรัสกับมนุษย์ต่อหน้ากันบนแผ่นดินโลกด้วยพระองค์เอง เพื่อประกาศความจริงอันเป็นการบอกให้ผู้คนรู้ทุกสิ่งที่พวกเขาควรที่จะต้องทำ แต่ผู้คนกลับเย้ยหยันและไม่เคารพ พวกเขาแอบต้านทานและแข่งขันกับพระเจ้าอยู่ในใจ  พวกเขาไม่ปรารถนาที่จะรับฟัง โดยเชื่อว่าพระเจ้าบนแผ่นดินโลกไม่ทรงมีสิทธิ์ที่จะพยายามปกครองผู้คน  ท่าทีเช่นนี้ที่ผู้คนมีทำให้พระเจ้าเบิกบาน หรือทำให้พระองค์ขุ่นเคืองพระทัย?  (ท่าทีเช่นนี้ทำให้พระองค์ขุ่นเคืองพระทัย)  แล้วพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใดเมื่อพระองค์ขุ่นเคืองพระทัย?  ผู้คนจะเผชิญกับพระพิโรธของพระเจ้า—พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ใช่หรือไม่?  พระพิโรธของพระเจ้า ไม่ใช่การทดสอบของพระเจ้า สองสิ่งนี้เป็นแนวคิดที่แยกจากกัน  เมื่อพระพิโรธของพระเจ้ามาถึงผู้คน พวกเขาก็ตกอยู่ในอันตรายแล้ว  พวกเจ้าคิดว่าพระเจ้าทรงพระพิโรธต่อบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงรักหรือ?  พระองค์ทรงพระพิโรธต่อบรรดาผู้ที่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่ในความสว่างแห่งโฉมพระพักตร์ของพระเจ้าหรือ?  (ไม่)  พระเจ้าทรงพระพิโรธต่อคนประเภทใด?  สำหรับพวกที่ติดตามพระองค์มานานหลายปีแต่ก็ยังไม่เข้าใจพระวจนะของพระองค์ ผู้ที่ยังไม่รู้ว่าตนควรที่จะต้องรับฟังพระวจนะของพระเจ้า ผู้ที่ไร้ซึ่งความตระหนักรู้ที่จะยอมรับและนบนอบพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าทรงรู้สึกรังเกียจและสะอิดสะเอียนผู้คนเช่นนั้น และไม่ทรงปรารถนาที่จะช่วยพวกเขาให้รอด  พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ใช่หรือไม่?  ดังนั้น ท่าทีที่ผู้คนมีต่อพระเจ้า พระเจ้าผู้บังเกิดเป็นเนื้อหนัง และความจริงควรเป็นเช่นใด?  (พวกเราควรรับฟัง ยอมรับ และนบนอบ)  ถูกต้อง  พวกเจ้าต้องรับฟัง ยอมรับ และนบนอบ  ไม่มีสิ่งใดเรียบง่ายไปกว่านี้อีกแล้ว  หลังจากที่รับฟัง พวกเจ้าต้องยอมรับในหัวใจของพวกเจ้า  หากเจ้าไม่สามารถยอมรับบางสิ่งได้ เจ้าก็ต้องแสวงหาต่อไปจนกว่าจะสามารถยอมรับได้อย่างสมบูรณ์—จากนั้น ทันทีที่เจ้ายอมรับสิ่งนั้น เจ้าก็ต้องนบนอบ  การนบนอบหมายความว่าอย่างไร?  หมายถึงการปฏิบัติและนำไปปฏิบัติ  จงอย่าปัดสิ่งต่างๆ ทิ้งไปหลังจากที่ได้ยินแล้ว โดยภายนอกนั้นรับปากว่าจะทำสิ่งเหล่านั้น จดบันทึกไว้ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ได้ยินด้วยหู แต่ไม่ได้ใส่ใจ และแค่ทำแบบเดิมๆ ของตนต่อไป และทำสิ่งใดก็ตามที่ตนปรารถนาเมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมือกระทำ โดยวางสิ่งที่เจ้าจดไว้ในเบื้องลึกของจิตใจของเจ้าและปฏิบัติต่อสิ่งนั้นราวกับว่าไม่สำคัญ  นี่ไม่ใช่การนบนอบ  การนบนอบพระวจนะของพระเจ้าที่แท้จริงหมายถึงการรับฟังและจับใจความพระวจนะเหล่านั้นด้วยหัวใจของเจ้า และยอมรับพระวจนะเหล่านั้นอย่างแท้จริง—ยอมรับพระวจนะเหล่านั้นเป็นความรับผิดชอบที่มิอาจบ่ายเบี่ยงได้  นี่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการพูดว่าคนเรายอมรับพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น แต่เป็นการยอมรับพระวจนะของพระองค์จากหัวใจ เปลี่ยนการยอมรับพระวจนะของพระองค์เป็นการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและการนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ โดยปราศจากการออกนอกลู่นอกทางใดๆ เลย  หากสิ่งที่เจ้าคิด สิ่งที่เจ้าเริ่มลงมือทำ และราคาที่เจ้าจ่ายล้วนเป็นไปเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของพระเจ้า นั่นคือการนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ  “การนบนอบ” บอกเป็นนัยถึงสิ่งใด?  การนบนอบบอกเป็นนัยถึงการปฏิบัติและการนำไปปฏิบัติ การเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้าให้กลายเป็นความเป็นจริง  หากเจ้าเขียนพระวจนะที่พระเจ้าตรัสและข้อเรียกร้องของพระองค์ลงในสมุดบันทึกและจดลงบนกระดาษ แต่ไม่บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ในหัวใจของเจ้า และเจ้าก็ทำตามที่เจ้าปรารถนาเมื่อถึงเวลาที่ต้องลงมือกระทำ และจากภายนอกดูราวกับว่าเจ้าได้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงขอแล้ว แต่เจ้ากลับทำสิ่งนั้นตามเจตจำนงของเจ้าเอง เช่นนั้นนี่ย่อมไม่ใช่การรับฟัง การยอมรับ และการนบนอบพระวจนะของพระเจ้า นี่คือการดูหมิ่นความจริง นี่คือการละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้งและเป็นการเพิกเฉยต่อการจัดการเตรียมการของพระนิเวศของพระเจ้า  นี่คือการกบฏ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราได้ไว้วางใจมอบหมายให้ใครบางคนทำบางสิ่ง  ขณะที่เราอธิบายงานให้เขาฟัง เขาก็จดบันทึกงานนั้นลงในสมุดบันทึกของตนอย่างระมัดระวัง  เราเห็นว่าเขาระมัดระวังในการจดบันทึกเพียงใด—เขาดูเหมือนรู้สึกถึงสำนึกแห่งภาระสำหรับงานนั้น และมีท่าทีที่ระมัดระวังและรับผิดชอบ  เมื่อได้ส่งมอบงานให้เขาแล้ว เราก็เริ่มรอการแจ้งความคืบหน้า เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ เขาก็ยังไม่ส่งข่าวกลับมา  ดังนั้น เราจึงไปตามหาเขาด้วยตัวเอง และถามว่างานที่เรามอบให้เขานั้นเป็นอย่างไรบ้าง  เขากล่าวว่า “โอ้ ไม่นะ—ข้าพระองค์ลืมไปเลย!  โปรดบอกข้าพระองค์อีกครั้งได้ไหมว่างานนั้นคืออะไร”  พวกเจ้ารู้สึกอย่างไรกับคำตอบของเขา?  นั่นคือท่าทีแบบที่เขามีเวลาทำงาน  เราคิดว่า “คนคนนี้ไว้วางใจไม่ได้จริงๆ  ไปให้พ้นหน้าเรา และไปให้ไวด้วย!  เราไม่อยากเห็นเจ้าอีก!”  เรารู้สึกอย่างนั้น  ดังนั้น เราจะบอกข้อเท็จจริงประการหนึ่งแก่พวกเจ้า นั่นคือ พวกเจ้าต้องไม่นำพระวจนะของพระเจ้าไปเชื่อมโยงกับคำโกหกของคนหลอกลวงเป็นอันขาด—การทำเช่นนั้นน่าสะอิดสะเอียนสำหรับพระเจ้า  มีบางคนที่พูดว่าตนพูดคำไหนคำนั้น คำพูดของตนคือพันธะ  หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เมื่อเป็นเรื่องของพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาสามารถทำตามที่พระวจนะเหล่านั้นกล่าวเมื่อพวกเขาได้ยินพระวจนะเหล่านั้นได้หรือไม่?  พวกเขาสามารถนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติอย่างระมัดระวังเหมือนที่ตนทำกิจธุระส่วนตัวได้หรือไม่?  ทุกประโยคของพระเจ้ามีความสำคัญ  พระองค์ไม่ตรัสอย่างเล่นๆ  สิ่งที่พระองค์ตรัส ผู้คนต้องนำไปปฏิบัติและดำเนินการ  เวลาที่พระเจ้าตรัส พระองค์กำลังทรงปรึกษาหารือกับผู้คนหรือ?  พระองค์ไม่ได้ทรงทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน  พระองค์กำลังทรงตั้งคำถามแบบปรนัยกับเจ้าหรือ?  พระองค์ไม่ได้ทรงทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน  หากเจ้าสามารถตระหนักได้ว่าพระวจนะและพระบัญชาของพระเจ้าคือคำสั่ง มนุษย์ต้องทำตามที่พระวจนะและพระบัญชาเหล่านั้นบอกและนำพระวจนะและพระบัญชาเหล่านั้นไปปฏิบัติ เช่นนั้นเจ้าก็ย่อมมีพันธะที่จะต้องนำพระวจนะและพระบัญชาเหล่านั้นไปปฏิบัติและดำเนินการ  หากเจ้าคิดว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นแค่เรื่องตลก เป็นเพียงคำพูดชั่วครั้งชั่วคราวที่สามารถทำ—หรือไม่ทำก็ได้—ตามที่คนเราชอบ และเจ้าปฏิบัติต่อพระวจนะเหล่านั้นเช่นนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ย่อมค่อนข้างปราศจากเหตุผลและไม่เหมาะที่จะถูกเรียกว่าคน  พระเจ้าจะไม่มีวันตรัสกับเจ้าอีก  หากคนคนหนึ่งตัดสินใจเลือกด้วยตนเองเสมอเมื่อเป็นเรื่องของข้อกำหนดของพระเจ้า งคำสั่งและพระบัญชาของพระองค์ และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยท่าทีที่สุกเอาเผากิน เช่นนั้นพวกเขาก็คือคนจำพวกที่พระเจ้าทรงเกลียด  ในสิ่งที่เราสั่งและไว้วางใจมอบหมายให้เจ้าโดยตรง หากเจ้าต้องการให้เราคอยกำกับดูแลเจ้าและคอยกระตุ้นเจ้า คอยติดตามผลกับเจ้าอยู่เสมอ ทำให้เราต้องกังวลและสอบถามอยู่เสมอ ทำให้เราต้องตรวจสอบทุกสิ่งให้เจ้าในทุกย่างก้าว เช่นนั้นเจ้าก็ควรที่จะถูกกำจัดออกไป  มีผู้คนประเภทนี้อยู่มากมายในหมู่พวกที่ถูกกำจัดออกจากพระนิเวศของพระเจ้าในปัจจุบัน  เราสั่งพวกเขาในบางเรื่อง แล้วเราก็ถามพวกเขาว่า “พวกเจ้าจดเรื่องทั้งหมดนั้นไว้หรือยัง?  เรื่องนี้ชัดเจนหรือไม่?  พวกเจ้ามีคำถามอะไรไหม?”  ซึ่งพวกเขาก็ตอบกลับมาว่า “ข้าพระองค์จดไว้หมดแล้ว ไม่มีปัญหาในที่นี้ ไม่จำเป็นต้องกังวล!”  พวกเขายอมรับที่จะทำสิ่งเหล่านั้นอย่างง่ายดายมาก ถึงกับเอามือทาบอกและสาบานกับเรา  แต่หลังจากที่ตกลงแล้ว พวกเขาได้นำสิ่งเหล่านั้นไปปฏิบัติจริงๆ หรือไม่?  ไม่ พวกเขากลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและไม่มีข่าวคราวใดๆ จากพวกเขาอีก  พวกเขาทำสิ่งที่ตนชอบในทันที กระทำการอย่างฉับไวและเฉียบขาด  พวกเขาพร้อมที่จะยอมรับสิ่งที่เราไว้วางใจมอบหมายให้ แต่แล้วพวกเขาก็เพิกเฉยสิ่งนั้น และเมื่อเราติดตามผลเรื่องนี้กับพวกเขาในภายหลัง เราก็พบว่าพวกเขายังไม่ได้ทำอะไรเลย  คนประเภทนี้ไม่มีมโนธรรมหรือสำนึกอันใดเลยแม้แต่น้อยท  พวกเขาเป็นคนไม่เอาไหนและไม่คู่ควรกับการทำหน้าที่  พวกเขาแย่เสียยิ่งกว่าสุกรหรือสุนัข  เวลาที่คนคนหนึ่งเลี้ยงสุนัขเฝ้าบ้าน เวลาที่เขาไม่อยู่ เจ้าสุนัขก็สามารถช่วยเฝ้าบ้านและบริเวณบ้านได้เมื่อมีคนแปลกหน้ามาเยือน  มีผู้คนมากมายที่ทำสิ่งต่างๆ ได้ไม่ดีเท่ากับสุนัขด้วยซ้ำ  บางคนต้องมีคนคอยกำกับดูแลอยู่เสมอถึงจะทำหน้าที่ของตนได้แม้เพียงเล็กน้อย และต้องมีคนคอยตัดแต่งพวกเขาและคอยเฝ้าดูพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะทำสิ่งใดอยู่เสมอ  นี่คือการทำหน้าที่หรือ?  ผู้คนเหล่านี้คือคนโกหก!  หากพวกเขาไม่ได้วางแผนที่จะทำ แล้วเหตุใดจึงตกลงที่จะทำเล่า?  นี่ไม่ใช่การจงใจหลอกลวงผู้คนหรอกหรือ?  หากพวกเขาคิดว่างานนั้นจะลำบากยากเย็น เหตุใดพวกเขาจึงไม่พูดเช่นนั้นก่อนหน้านี้เล่า?  เหตุใดพวกเขาจึงรับปากว่าจะทำให้งานนั้นลุล่วงแล้วกลับไม่ยอมทำเล่า?  หากพวกเขาหลอกลวงผู้อื่น ผู้อื่นก็ไม่สามารถทำสิ่งใดกับพวกเขาได้ แต่หากพวกเขาหลอกลวงพระเจ้า ผลที่ตามมาคืออะไร?  คนประเภทนี้ควรถูกคัดแยกและกำจัดออกไป!  พวกเจ้าไม่คิดหรือว่าผู้คนที่ดูหมิ่นความจริงและละเมิดหลักธรรมอย่างโจ่งแจ้งคือคนเลว?  พวกเขาล้วนเป็นคนเลว พวกเขาล้วนเป็นพวกปีศาจ และพวกเขาสมควรถูกกำจัดออกไป!  เพราะผู้คนเหล่านี้ปฏิบัติตนอย่างมัวเมา ละเมิดหลักธรรม เป็นกบฏและไม่เชื่อฟัง สถาปนาอาณาจักรของตนเอง และเพราะพวกเขาเกียจคร้านและไร้ความรับผิดชอบ พวกเขาจึงได้นำความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงมาสู่คริสตจักร!  ผู้ใดเล่าจะสามารถชดใช้ความสูญเสียเช่นนั้นได้?  ไม่มีผู้ใดสามารถแบกรับความรับผิดชอบเช่นนั้นได้  ผู้คนเหล่านี้พร่ำบ่น และยังคงไม่เชื่อมั่นและไม่พึงพอใจเมื่อพวกเขาถูกตัดแต่ง  ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่พวกปีศาจที่ไร้เหตุผลหรอกหรือ?  พวกเขาเกินกว่าจะช่วยเหลือแล้วอย่างแท้จริงและควรถูกกำจัดออกไปตั้งนานแล้ว!

พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าประเด็นของเรื่องราวของโนอาห์และอับราฮัมที่พวกเราสามัคคีธรรมกันในวันนี้คือสิ่งใด?  ข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์นั้นสูงหรือไม่?  (ไม่)  สิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดจากมนุษย์คือสิ่งที่ควรเป็นรากฐานที่สุดในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เป็นมนุษย์ ข้อกำหนดของพระองค์นั้นไม่สูงเลย และเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงที่สุดและเป็นจริงที่สุด  ผู้คนต้องมีความเชื่อที่แท้จริงและการนบนอบอย่างสมบูรณ์จึงจะได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้า มีเพียงบรรดาผู้ที่มีสองสิ่งนี้เท่านั้นที่ได้รับการช่วยให้รอดอย่างแท้จริง  แต่สำหรับพวกที่ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างดิ่งลึก พวกที่ดูหมิ่นความจริงและรังเกียจสิ่งที่เป็นบวก และสำหรับพวกที่เป็นปรปักษ์ต่อความจริง ไม่มีสิ่งใดลำบากยากเย็นไปกว่าสองสิ่งนี้!  เรื่องนี้สามารถสัมฤทธิ์ได้โดยบรรดาผู้ที่มีหัวใจที่บริสุทธิ์และเปิดกว้างต่อพระเจ้า ผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ สำนึก และมโนธรรม และผู้ที่รักสิ่งที่เป็นบวกเท่านั้น  สิ่งเหล่านี้พบในตัวพวกเจ้าหรือไม่?  และจะพบความพากเพียรบากบั่นและความบริสุทธิ์ที่ผู้คนควรมีโดยสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ในผู้ใดเล่า?  ในแง่ของอายุ พวกเจ้าทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่อายุน้อยกว่าโนอาห์และอับราฮัม แต่ในแง่ของความบริสุทธิ์ พวกเจ้าไม่สามารถเทียบกับพวกเขาได้เลย  ความบริสุทธิ์ ความฉลาด และปัญญานั้นไม่พบในตัวพวกเจ้า ส่วนเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ กลับมีอยู่อย่างไม่ขาดแคลน  ดังนั้น จะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร?  มีวิธีใดที่จะลุล่วงข้อกำหนดของพระเจ้าหรือไม่?  มีเส้นทางใดหรือไม่?  จะเริ่มต้นจากตรงไหน?  (ด้วยการรับฟังพระวจนะของพระเจ้า)  ถูกต้อง ด้วยการเรียนรู้ที่จะรับฟังและนบนอบ  บางคนกล่าวว่า “บางครั้งสิ่งที่พระเจ้าตรัสก็ไม่ใช่ความจริง และไม่ง่ายที่จะนบนอบ  หากพระเจ้าตรัสพระวจนะแห่งความจริงสักสองสามคำ การนบนอบก็ย่อมจะเป็นเรื่องง่าย”  คำพูดเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่ถูกต้อง)  พวกเจ้าได้ค้นพบสิ่งใดในเรื่องราวของโนอาห์และอับราฮัมที่พวกเราพูดถึงในวันนี้?  การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและการนบนอบข้อกำหนดของพระเจ้าเป็นหน้าที่ที่ผูกพันของมนุษย์  และหากพระเจ้าตรัสบางสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ มนุษย์ก็ไม่ควรวิเคราะห์หรือตรวจสอบสิ่งนั้น  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงกล่าวโทษหรือกำจัดผู้ใด ไม่ว่าจะทำให้เกิดมโนคติอันหลงผิดและการต้านทานขึ้นในผู้คนมากเพียงใด อัตลักษณ์ของพระเจ้า แก่นแท้ของพระองค์ อุปนิสัยของพระองค์ และสถานะของพระองค์ย่อมไม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล  พระองค์จะทรงเป็นพระเจไปตลอดกาล  ในเมื่อเจ้าไม่มีความสงสัยว่าพระองค์คือพระเจ้า ความรับผิดชอบเดียวของเจ้า สิ่งเดียวที่เจ้าควรทำ ก็คือการเชื่อฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสและปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ นี่คือเส้นทางแห่งการปฏิบัติ  สิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่ควรตรวจสอบ วิเคราะห์ ถกเถียง ปฏิเสธ ขัดแย้ง ไม่ยอมรับ หรือเป็นกบฏต่อพระวจนะของพระเจ้า เรื่องนี้ถูกพระเจ้าเกลียดชัง และไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะทอดพระเนตรในตัวมนุษย์  แล้วจะปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างไรกันแน่?  เจ้าควรปฏิบัติอย่างไร?  ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมาก นั่นคือ เรียนรู้ที่จะเชื่อฟังพระวจนะเหล่านั้น รับฟังพระวจนะเหล่านั้นด้วยหัวใจของเจ้า ยอมรับพระวจนะเหล่านั้นด้วยหัวใจของเจ้า เข้าใจและจับใจความพระวจนะเหล่านั้นด้วยหัวใจของเจ้า แล้วจึงนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติและดำเนินการด้วยหัวใจของเจ้า  สิ่งที่เจ้ารับฟังและจับใจความในหัวใจของเจ้าควรเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการปฏิบัติของเจ้า  จงอย่าแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน ทุกสิ่ง—สิ่งที่เจ้าปฏิบัติ สิ่งที่เจ้านบนอบ สิ่งที่เจ้าทำด้วยมือของเจ้าเอง ทุกสิ่งที่เจ้าวิ่งวุ่นทำ—ควรมีความสัมพันธ์กับพระวจนะของพระเจ้า จากนั้นเจ้าก็ควรปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์และนำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติผ่านการกระทำของเจ้า  นั่นเองคือการนบนอบพระวจนะของพระผู้สร้าง  นี่คือเส้นทางแห่งการปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า

18 กรกฎาคม ค.ศ. 2020

ก่อนหน้า: บทแทรก สอง: วิธีที่โนอาห์และอับราฮัมเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและนบนอบพระองค์ (ภาคที่หนึ่ง)

ถัดไป: ລາຍການທີສິບ: ພວກເຂົາດູໝິ່ນຄວາມຈິງ, ຝ່າຝືນຫຼັກການຢ່າງບໍ່ອາຍ ແລະ ເມີນເສີຍການຈັດແຈງຂອງເຮືອນຂອງພຣະເຈົ້າ (ພາກທີຫ້າ)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger