บทแทรก หนึ่ง: สิ่งที่เป็นความจริง

พวกเรามาขับร้องบทเพลงนมัสการชื่อ “สิ่งทรงสร้างทั้งปวงต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า” กันเถิด

1  พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งขึ้นมา ดังนั้น พระองค์จึงทรงทำให้สรรพสิ่งทรงสร้างมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์และนบนอบอำนาจครอบครองของพระองค์ พระองค์จะทรงปกครองสรรพสิ่ง เพื่อให้สรรพสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์  สิ่งทรงสร้างทั้งปวงของพระเจ้า รวมถึงสัตว์ พืช มวลมนุษย์ ภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ—ทั้งหมดต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์  สรรพสิ่งในท้องฟ้าและบนพื้นดินต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์  สิ่งเหล่านั้นไม่อาจมีทางเลือกใดและทั้งหมดต้องนบนอบการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์  นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนด และเป็นสิทธิอำนาจของพระเจ้า

2  พระเจ้าทรงปกครองเหนือทุกสิ่ง และทรงทำให้สรรพสิ่งได้รับการจัดระเบียบและจัดลำดับ โดยแต่ละสิ่งถูกคัดแยกไปตามประเภทของตน และแต่ละสิ่งอยู่ในที่ทางที่ควรอยู่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า  ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่มีสิ่งใดสามารถอยู่เหนือพระเจ้าได้ สรรพสิ่งล้วนรับใช้มวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง และไม่มีสิ่งใดกล้าที่จะกบฏต่อพระเจ้าหรือทำการเรียกร้องใดๆ จากพระเจ้า  ดังนั้น มนุษย์ ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างก็ต้องลุล่วงหน้าที่ของมนุษย์ด้วยเช่นกัน  ไม่ว่าเขาจะเป็นนายหรือผู้ดูแลสรรพสิ่ง ไม่ว่าสถานะของมนุษย์ท่ามกลางสรรพสิ่งจะสูงส่งเพียงใด เขายังคงเป็นเพียงแค่มนุษย์ตัวเล็กกระจ้อยร่อยคนหนึ่งภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า เป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กกระจ้อยร่อย เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และเขาจะไม่มีวันอยู่เหนือพระเจ้าได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเส้นทางที่ตนเดิน

อะไรคือความจริงในบทเพลงนมัสการชื่อ “สิ่งทรงสร้างทั้งปวงต้องมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า”?  ประโยคใดคือความจริง?  (ทุกประโยคล้วนเป็นความจริง)  ประโยคสุดท้ายกล่าวว่าอย่างไร?  (“ไม่ว่าสถานะของมนุษย์ท่ามกลางสรรพสิ่งจะสูงส่งเพียงใด เขายังคงเป็นเพียงแค่มนุษย์ตัวเล็กกระจ้อยร่อยคนหนึ่งภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า เป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กกระจ้อยร่อย เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง และเขาจะไม่มีวันอยู่เหนือพระเจ้าได้”)  มนุษย์จะไม่มีวันสามารถอยู่เหนือพระเจ้า สิ่งมีชีวิตทรงสร้างจะไม่มีวันสามารถอยู่เหนือพระเจ้า นอกจากพระเจ้าแล้ว ทุกสิ่งคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งสิ้น  มนุษย์จะไม่มีวันสามารถอยู่เหนือพระเจ้า นี่คือความจริง  ความจริงนี้เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?  จะเปลี่ยนไปเมื่อถึงกาลอวสานหรือไม่?  (ไม่)  นี่คือความจริง  ใครสามารถบอกเราได้บ้างว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นความจริง?  (ความจริงคือหลักเกณฑ์ที่มนุษย์ใช้ประพฤติปฏิบัติตน กระทำการ และนมัสการพระเจ้า)  พวกเราสามัคคีธรรมเรื่อง “สิ่งที่เป็นความจริง” กันไปสองครั้งแล้ว ดังนั้น มาคุยกันเถิดว่าหลักเกณฑ์คืออะไร  สิ่งสำคัญในที่นี้คือหลักเกณฑ์  (หลักเกณฑ์คือหลักธรรม กฎ และกติกาที่เป็นมาตรฐานและถูกต้อง  รากฐานของหลักเกณฑ์ก็คือพระวจนะของพระเจ้า)  มีใครอื่นอยากพูดต่อหรือไม่?  (หลักเกณฑ์คือหลักธรรม กฎ และกติกาที่เป็นมาตรฐานที่สุด ถูกต้องที่สุด และได้มาจากพระวจนะของพระเจ้า)  มีการเติมคำว่า “ที่สุด” เข้ามาในที่นี้ แต่คำว่า “ที่สุด” นี้จำเป็นหรือไม่?  การเติมคำว่า “ที่สุด” กับไม่เติมนี้แตกต่างกันอย่างไร?  เมื่อมีคำว่า “ที่สุด” ก็ย่อมมีที่สุดลำดับสอง ที่สุดลำดับสาม และอื่นๆ ต่อไป  พวกเจ้าคิดอย่างไรกับการเติมคำว่า “ที่สุด”?  (ไม่เหมาะสม เพราะความจริงคือมาตรฐานหนึ่งเดียวเท่านั้น  เมื่อเติมคำว่า “ที่สุด” เข้าไปย่อมสื่อถึงความสัมพันธ์เชิงเปรียบเทียบชนิดหนึ่ง โดยมีสิ่งอื่นเป็นลำดับที่สองและสามตามมา)  คำอธิบายนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง  ถ้าพวกเจ้ามีทัศนะและความเข้าใจที่ถูกต้องในนิยามของ “สิ่งที่เป็นความจริง” และเข้าใจอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าคือความจริง เช่นนั้นแล้ว พวกเจ้าก็จะเข้าใจได้ว่าควรเติมคำว่า “ที่สุด” หรือไม่ การเติมคำนี้ถูกต้องหรือไม่ เติมแล้วทำให้แตกต่างอย่างไร การไม่เติมคำนี้หมายความว่าอย่างไร และถ้าพวกเจ้าเติมคำนี้จะหมายความว่าอย่างไร  ตอนนี้แน่ชัดแล้วว่าการไม่เติมคำว่า “ที่สุด” นั้นถูกต้อง  คนที่เติมคำนี้ผิดพลาดในเรื่องใด?  เขานึกว่าไม่ว่าจะบรรยายแง่มุมใดของพระเจ้าก็ควรเติมคำว่า “ที่สุด” เข้าไป  เขาผิดตรงไหนในการเปรียบเทียบเช่นนี้?  นี่ขัดแย้งกับพระวจนะข้อใดของพระเจ้า ขัดแย้งกับความจริงข้อใด?  (สิ่งมีชีวิตทรงสร้างไม่มีทางอยู่เหนือพระเจ้าได้ การเติมคำว่า “ที่สุด” เหมือนบอกเป็นนัยว่ามีลำดับที่สองและสามระหว่างสิ่งมีชีวิตทรงสร้างกับพระเจ้า)  นี่ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  มีเหตุผลอยู่บ้าง สามารถอธิบายเช่นนั้นได้  มีคำกล่าวอื่นใดอีกหรือไม่ที่ยืนยันได้ว่าการเติมคำว่า “ที่สุด” ต่อท้ายนั้นไม่ถูกต้อง?  (ข้าพระองค์นึกบางอย่างขึ้นมาได้คือ ความจริงได้แต่มาจากพระเจ้าเท่านั้น มีเพียงพระเจ้าที่เป็นความจริง ดังนั้นจึงไม่อาจมีคำกล่าวเชิงเปรียบเทียบว่าเป็นที่สุดอันดับสอง ที่สุดอันดับสาม และอื่นๆ ต่อไปได้)  นี่ก็ถูกต้องเช่นกัน  (ความจริงคือหลักเกณฑ์ที่มนุษย์ใช้ประพฤติปฏิบัติตน กระทำการ และนมัสการพระเจ้า  กฎ กติกา และหลักเกณฑ์ได้แต่มาจากพระเจ้าเท่านั้น ผู้คนไม่มีหลักเกณฑ์หรือกฎสำหรับการกระทำของตน ทั้งยังไม่สามารถวางกติกาให้กับการกระทำของตนได้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเติมคำว่า “ที่สุด”)  คำอธิบายนี้สัมพันธ์กับชีวิตจริงขึ้นมาอีกหน่อย  มีอะไรอีกหรือไม่?  (สิทธิอำนาจของพระเจ้าและแก่นแท้ของพระเจ้ามีเอกลักษณ์ แก่นแท้ของพระเจ้าคือความจริง และไม่มีสิ่งใดเทียบได้ การเติมคำว่า “ที่สุด” ทำให้ดูเหมือนว่าความจริงไม่มีเอกลักษณ์อีกต่อไป)  คำกล่าวนี้เป็นอย่างไร?  (ดี)  ดีตรงไหน?  (ตรงที่ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเอกลักษณ์)  “ทรงเอกลักษณ์”—พวกเจ้าทุกคนลืมคำนี้ไปแล้ว  พระเจ้าทรงเอกลักษณ์  หลักเกณฑ์ที่ถ่ายทอดอยู่ในแต่ละประโยคที่พระเจ้าตรัส และข้อกำหนดแต่ละข้อที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์นั้น สามารถพบได้ในหมู่มวลมนุษย์หรือไม่?  (ไม่)  ความรู้ วัฒนธรรมดั้งเดิม หรือความคิดของมวลมนุษย์มีสิ่งเหล่านี้อยู่หรือไม่?  (ไม่มี)  แล้วสามารถก่อกำเนิดความจริงได้หรือไม่?  ไม่อาจทำได้  ดังนั้น การเติมคำว่า “ที่สุด” จึงบอกเป็นนัยว่ามีลำดับที่สองและที่สาม แบ่งแยกสูง ต่ำ และที่ต่ำลงไป แบ่งสิ่งต่างๆ ออกเป็นระดับที่หนึ่ง ระดับที่สอง ระดับที่สาม...  หมายความว่าทุกสิ่งที่ถูกต้องสามารถกลายเป็นหลักเกณฑ์ตามลำดับอะไรสักอย่างได้  เข้าใจเช่นนี้ได้หรือไม่?  (ได้)  แล้วอะไรคือปัญหาของการเติมคำว่า “ที่สุด” เข้าไป?  ย่อมเปลี่ยนพระวจนะของพระเจ้า ความจริงของพระเจ้า ให้กลายเป็นเรื่องเชิงเปรียบเทียบ เป็นเพียงสิ่งที่เมื่อเทียบกันแล้วสูงกว่าความรู้ ปรัชญา และสิ่งอื่นที่ถูกต้องในหมู่มนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาเท่านั้น  นี่จึงแบ่งความจริงออกเป็นระดับต่างๆ  ผลก็คือสิ่งที่ถูกต้องในหมู่มนุษย์ที่เสื่อมทรามพลอยกลายเป็นความจริงไปด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งดังกล่าวยังกลายเป็นหลักเกณฑ์ของการกระทำและการประพฤติปฏิบัติตนของมนุษย์อีกด้วย—เพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้วอยู่ในระดับต่ำกว่าเท่านั้นเอง  ยกตัวอย่างสิ่งต่างๆ เช่น การมีอารยะ มีความสุภาพ ความมีน้ำใจของมนุษย์ และสิ่งดีๆ บางอย่างที่ผู้คนมีมาแต่กำเนิดย่อมกลายเป็นหลักเกณฑ์ไปหมด—นี่แฝงนัยว่าสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นอะไรไปแล้ว?  (ความจริง)  สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นความจริงไปแล้ว  ดูเถิด การเติมคำว่า “ที่สุด” ย่อมเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของหลักเกณฑ์นี้  เมื่อธรรมชาติของหลักเกณฑ์เปลี่ยนแปลงไป นิยามของพระเจ้าย่อมเปลี่ยนไปด้วยใช่หรือไม่?  (ใช่)  นิยามของพระเจ้ากลายเป็นเช่นใด?  ในนิยามนี้ พระเจ้าไม่ทรงเอกลักษณ์ สิทธิอำนาจ ฤทธานุภาพ และแก่นแท้ของพระเจ้าก็ไม่มีเอกลักษณ์  พระเจ้าเป็นเพียงบทบาทระดับสูงสุดที่มีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจในหมู่มวลมนุษย์เท่านั้น  คนใดในหมู่มวลมนุษย์มีความสามารถและมีเกียรติยศก็ถือได้ว่าทัดเทียมพระเจ้าและถูกพูดถึงในระดับเดียวกับพระองค์ เพียงแต่ไม่สูงส่งหรือยิ่งใหญ่เท่าพระองค์เท่านั้น  บุคคลและผู้นำที่ค่อนข้างมีความเป็นบวกในหมู่มวลมนุษย์ย่อมถูกจัดลำดับตามหลังพระเจ้าได้ทันที กลายเป็นผู้มีอำนาจบัญชาการลำดับที่สอง ที่สาม ที่สี่... โดยมีพระเจ้าอยู่ลำดับสูงสุด  การตีความเช่นนี้เปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์และแก่นแท้ของพระเจ้าไปโดยสิ้นเชิงมิใช่หรือ?  ด้วยคำว่า “ที่สุด” เพียงคำเดียว แก่นแท้ของพระเจ้าก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง  นี่เป็นปัญหาหรือไม่?  (เป็น)  แล้วเมื่อไม่เติมคำว่า “ที่สุด” ถ้อยคำเหล่านี้ถูกต้องอย่างไร?  (เป็นการระบุข้อเท็จจริง)  ข้อเท็จจริงนี้มีว่าอย่างไร?  (พระเจ้าคือความจริง หลักธรรม มาตรฐาน และหลักเกณฑ์)  ข้อเท็จจริงคือพระเจ้าคือต้นกำเนิดของหลักเกณฑ์ทั้งหมดนี้  ไม่มีหลักเกณฑ์ดังกล่าวในหมู่มนุษย์ที่เสื่อมทราม ในหมู่สิ่งมีชีวิตทรงสร้าง  พระเจ้าเท่านั้นคือแหล่งกำเนิดที่แสดงหลักเกณฑ์เหล่านี้  พระเจ้าเท่านั้นที่มีแก่นแท้นี้  ความเป็นจริงและหลักเกณฑ์ของทุกสิ่งที่เป็นบวกได้แต่มาจากพระเจ้าเท่านั้น  ถ้าคนคนหนึ่งพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับหลักธรรมในการประพฤติปฏิบัติตน ในการกระทำ และในการนมัสการพระเจ้าของมนุษย์ รู้หลักเกณฑ์บางอย่าง และเข้าใจความจริงบางส่วน พวกเขาจะกลายเป็นพระเจ้าได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเขาใช่แหล่งกำเนิดความจริงหรือไม่?  ใช่ผู้แสดงความจริงทั้งปวงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้ว จะเรียกพวกเขาว่าพระเจ้าได้หรือไม่?  ไม่ได้  นี่คือความแตกต่างในแก่นแท้  พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?  (เข้าใจ)  แม้เราจะพูดเรื่อง “สิ่งที่เป็นความจริง” ไปสองครั้งแล้ว แต่คำตอบของพวกเจ้าก็ยังคงมีข้อผิดพลาดใหญ่หลวงเช่นนี้อยู่ เปลี่ยนให้พระเจ้ากลายเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ทำให้สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทัดเทียมพระเจ้า ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายอยู่บนระนาบเดียวกัน  นี่เปลี่ยนแปลงธรรมชาติของปัญหา ซึ่งเท่ากับปฏิเสธพระเจ้า  พระเจ้าคือพระผู้สร้าง มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—สองอย่างนี้ไม่ใช่บทบาทที่อยู่ในระดับเดียวกัน  แต่เมื่อพวกเจ้าเติมคำว่า “ที่สุด” เข้ามาย่อมเกิดอะไรขึ้น?  ทั้งสองกลายเป็นอะไรที่มีแก่นแท้เหมือนกันและอยู่ในระดับเดียวกัน แตกต่างกันตรงที่เหนือกว่าหรือด้อยกว่าเท่านั้น  เมื่อเราถามพวกเจ้าในเรื่องนี้อย่างละเอียด พวกเจ้าก็คิดในใจว่า “นี่ปรามาสพวกเราอยู่ไม่ใช่หรือ?  พวกเรามีการศึกษากันทุกคน แล้วจะลืมคำพูดไม่กี่คำนี้ได้อย่างไร?  พวกเราพูดเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องดูสมุดจดของตัวเองด้วยซ้ำ”  ปัญหาถูกเปิดโปงทันทีที่พวกเจ้าเปิดปาก  พอเราพูดจบ พวกเจ้าก็อ่านสิ่งที่เราพูดไปนั้นอีกหลายครั้งและไม่อาจทวนซ้ำได้อย่างถูกต้องอยู่ดี  นี่เป็นเพราะเหตุใด?  พวกเจ้ายังคงไม่เข้าใจความจริงในเรื่องนี้  มีคนเติมคำว่า “ที่สุด” เข้าไปและคิดว่า “พวกคุณไม่มีใครเติมคำว่า ‘ที่สุด’ พวกคุณไม่ค่อยมีความเชื่อในพระเจ้าเท่าไรเลยไม่ใช่หรือ?  ดูฉันสิ ฉันเติมคำว่า ‘ที่สุด’ เข้าไป  นั่นแสดงให้เห็นว่าฉันมีการศึกษา—ช่วงเวลาที่ฉันเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้สูญเปล่า!”  หลังจากที่เขาเติมคำว่า “ที่สุด” เข้าไปแล้ว พวกเจ้าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สังเกตเห็นปัญหา  พวกเจ้าบางคนรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่อธิบายไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด  หลังจากที่คนอื่นอธิบาย พวกเจ้าจึงเข้าใจในทางทฤษฎี และรู้ว่าคำอธิบายนั้นถูกต้อง  แต่พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ในแง่ของความจริงหรือไม่?  (ไม่)  เราสามัคคีธรรมไปแล้วว่าเหตุใดการเติมคำว่า “ที่สุด” จึงผิด และพวกเจ้าก็เข้าใจ แต่พวกเจ้าเข้าใจแก่นแท้ของปัญหาอย่างแท้จริงหรือไม่?  (ไม่)  พวกเจ้ามองเห็นไม่ชัด  เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  (พวกเราไม่เข้าใจความจริง)  แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่เข้าใจความจริง?  พวกเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูดหรือ?  ถ้าเข้าใจ แล้วพวกเจ้ายังจะไม่เข้าใจความจริงได้อย่างไร?  หัวข้อ “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์” มีกี่บท?  พวกเจ้าอ่านไปกี่รอบแล้ว?  พวกเจ้าเข้าใจวจนะเหล่านี้จริงหรือไม่?  (ไม่)  พวกเจ้าไม่เข้าใจ จึงทำให้ตนเองขายหน้าในวันนี้  วจนะเหล่านี้เปิดโปงพวกเจ้าแล้ว  ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  พวกเจ้าเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ไปบ้างหรือยัง?  ยังจะทำตัวอวดฉลาดในครั้งต่อไปที่พบเจอเรื่องเช่นนี้อีกหรือไม่?  คงไม่กล้ากันแล้วใช่ไหม?  ถ้าคนคนหนึ่งไม่เข้าใจความจริง ไม่ว่าจะมีการศึกษาหรือความรู้มากเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์  ถ้าเจ้าไร้การศึกษาและไม่รู้วิธีใช้ศัพท์คำนี้ เจ้าก็อาจจะไม่เติมคำว่า “ที่สุด” และปัญหานี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น  อย่างน้อยที่สุด เจ้าก็คงจะไม่ผิดพลาดเช่นนี้และไม่ทำให้ตนเองขายหน้า  แต่เพราะเจ้ามีการศึกษา เข้าใจความหมายและการใช้คำบางคำ เจ้าจึงนำคำเหล่านั้นมาใช้กับพระเจ้า  ผลก็คือเจ้าก่อปัญหาขึ้นมา เปลี่ยนความฉลาดให้กลายเป็นความเร่อร่า  ถ้าเจ้านำศัพท์ดังกล่าวมาใช้กับคนคนหนึ่ง ก็เป็นเพียงการหลงใหลได้ปลื้มและป้อยอเท่านั้น ซึ่งอย่างมากก็แค่น่าขยะแขยง  แต่ถ้าเจ้านำมาใช้กับพระเจ้า ปัญหาย่อมร้ายแรง  กลายเป็นคำที่ปฏิเสธพระเจ้า ต่อต้านพระเจ้า และกล่าวโทษพระเจ้า  นี่คือความผิดพลาดซึ่งมนุษย์ที่เสื่อมทรามและไร้ซึ่งความจริงมีแนวโน้มที่จะทำมากที่สุด  ในภายหน้า จงระมัดระวังอย่าเติมคำกริยาวิเศษณ์หรือคำคุณศัพท์โดยไม่ไตร่ตรองอีก  เพราะเหตุใด?  เพราะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ แก่นแท้ พระวจนะ และอุปนิสัยของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์ที่เสื่อมทรามขาดแคลนมากที่สุด ความเข้าใจที่พวกเขามีในเรื่องเหล่านี้ก็ตื้นเขินที่สุดและมีน้อยที่สุด  ดังนั้น ผู้คนที่ไม่เข้าใจความจริงต้องระวังที่จะไม่กระทำการด้วยความวู่วาม รอบคอบไว้ก่อนย่อมดีกว่า

I. การชำแหละแนวคิดที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้”

เมื่อครู่นี้บางคนเพิ่งอธิบายนิยามและแนวคิดเรื่องความจริงไป  พวกเจ้าเข้าใจนิยามและแนวคิดเรื่องความจริง แต่พวกเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงหรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นความจริง?  เราจำเป็นต้องทดสอบพวกเจ้าในเรื่องนี้  แล้วเราจะทดสอบอย่างไร?  เราจะใช้จุดแข็งของพวกเจ้ามาทดสอบพวกเจ้า  แล้วอะไรคือจุดแข็งของพวกเจ้า?  พวกเจ้าคุ้นเคยกับการเรียนรู้ ถ้อยคำ และศัพท์ คุ้นเคยกับปรัชญาและแนวทางต่างๆ ที่ผู้คนทุกกลุ่มชนใช้ดำรงชีวิตทางโลก ทั้งยังคุ้นเคยกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของมนุษย์ ตลอดจนมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของพวกเขา  พวกเจ้ายังคุ้นเคยกับกฎและมโนคติอันหลงผิดต่างๆ ที่ผู้คนทุกเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และสัญชาติใช้ดำรงชีวิตอีกด้วย  สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งของพวกเจ้ามิใช่หรือ?  ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ บ้างเป็นสำนวนที่ค่อนข้างตายตัว บ้างเป็นสุภาษิต บ้างเป็นคำกล่าว และบ้างก็เป็นภาษาพูดติดปากที่ชาวบ้านทั่วไปมักใช้กัน  จงถามตนเองดูเถิดว่ามีเรื่องใดบ้างที่ผู้คนมักจะมีความคิดและทัศนะที่ลึกซึ้งจนนำมาใช้เป็นสำนวน?  ก่อนอื่น พวกเรามาชำแหละคำกล่าว สำนวน และกฎบางส่วน รวมทั้งแนวทางดำรงชีวิตทางโลกและมโนคติดั้งเดิมอันหลงผิดของผู้คนกันเถิด จะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นความจริง  พวกเราจะเสวนากันว่าแท้จริงแล้วอะไรคือสิ่งที่เป็นความจริงเมื่อมองในมุมลบ  แนวทางนี้ดีหรือไม่?  (ดี)  เช่นนั้นก็จงยกตัวอย่างมาสักข้อเป็นการเริ่มต้นเถิด  (ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้)  คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่ถูกต้อง)  “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้”  พวกเรามาเริ่มสามัคคีธรรมเรื่องนี้กันก่อน  อธิบายมาเถิดว่าคำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร  (หมายความว่าใช้ใครก็ควรไว้วางใจ ไม่มัวระแวดระวังพวกเขา  ถ้าไม่ไว้ใจใคร ก็อย่าใช้)  นี่คือการตีความตามตัวอักษร  ก่อนอื่น จงบอกเราเถิดว่า คนส่วนใหญ่ในโลกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้?  (เห็นด้วย)  พวกเขาเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้  กล่าวได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ยึดปฏิบัติตามคำกล่าว “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” ในฐานะหลักการช่วงใช้ผู้อื่น และพวกเขาก็ทำตามหลักการนี้เวลาปฏิบัติต่อผู้คน  แล้วคำกล่าวนี้มีแง่มุมที่ถูกต้องบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดผู้ไม่มีความเชื่อส่วนใหญ่จึงถือว่าคำกล่าวนี้ถูกต้อง ยอมรับและนำไปใช้โดยไม่มีข้อสงสัย?  อะไรคือแรงจูงใจของพวกเขาในการทำเช่นนั้น?  เหตุใดพวกเขาจึงพูดเช่นนั้น?  บางคนกล่าวว่า “ถ้าคุณจะใช้ใครสักคน เช่นนั้นก็จะสงสัยพวกเขาไม่ได้ คุณต้องไว้ใจพวกเขา  ต้องไว้วางใจว่าพวกเขามีความสามารถและลักษณะนิสัยที่จะทำงานได้สำเร็จ พวกเขาจะซื่อสัตย์ภักดีต่อคุณ  ถ้าคุณสงสัยพวกเขา เช่นนั้นก็อย่าใช้พวกเขา  ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’  คำกล่าวนี้ถูกต้อง”  แท้จริงแล้ว คำกล่าวนี้เป็นเพียงคำพูดเยี่ยงมารที่ชักพาให้หลงผิด  คำกล่าวนี้มาจากไหน?  มีเจตนาอะไร?  มีกลอุบายอันใด?  (ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์จำได้ว่าระหว่างการสามัคคีธรรมครั้งที่แล้ว มีการเอ่ยว่าบางคนถ้าไม่อยากให้คนอื่นก้าวก่ายงานของตน ก็จะพูดว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้”  ความหมายของพวกเขาก็คือ “ในเมื่อคุณมอบงานนี้ให้ฉันและใช้ฉันอยู่ เช่นนั้น คุณก็ไม่ควรแทรกแซงงานของฉัน—ไม่ควรเข้ามายุ่งกับสิ่งที่ฉันทำ”)  ผู้คนที่นำคำกล่าวนี้มาใช้มีอุปนิสัยแบบใด?  (อุปนิสัยแบบศัตรูของพระคริสต์ ทำตามอำเภอใจและเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง)  นี่คืออุปนิสัยของพวกเขาอย่างแท้จริง  คนที่ใช้หรือคิดค้นคำกล่าวนี้ขึ้นมาเป็นคนที่ใช้คนหรือเป็นคนที่ถูกใช้?  คำกล่าวนี้ให้ประโยชน์แก่ใครมากที่สุด?  (คนที่ถูกใช้)  คนที่ถูกใช้ได้รับประโยชน์จากคำกล่าวนี้อย่างไร?  ถ้าพวกเขาเน้นย้ำคำกล่าวนี้กับนายจ้างของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาก็กำลังปลูกฝังความคิดบางอย่างให้กับนายจ้าง มีธรรมชาติของการพร่ำสอนหรือล้างสมอง  นี่เท่ากับบอกนายจ้างว่าเวลาใช้ใครสักคน ต้องวางใจว่าพวกเขาจะซื่อสัตย์ภักดีต่อคุณ  คุณต้องเชื่อใจว่าพวกเขาจะทำงานได้ดี พวกเขามีความสามารถนี้  ต้องไม่สงสัยพวกเขา เพราะการสงสัยพวกเขาจะเป็นผลเสียต่อตัวเจ้าเอง  ถ้าเจ้าลังเลไม่แน่ใจอยู่เสมอ คอยมองหาคนอื่นมาแทนที่พวกเขาอยู่เสมอ นี่อาจส่งผลต่อความซื่อสัตย์ภักดีที่พวกเขามีต่อเจ้า  เมื่อได้ยินเช่นนี้ นายจ้างจะถูกคำกล่าวนี้ชักจูงหรือชักพาให้หลงเชื่อโดยง่ายหรือไม่?  (ง่าย)  และเมื่อนายจ้างถูกชักจูงหรือชักพาให้หลงเชื่อเสียแล้ว คนที่ถูกใช้ย่อมจะได้ประโยชน์  สมมุติว่านายจ้างยอมรับความคิดเช่นนี้ ไม่มีความสงสัยหรือความระแวงในตัวคนที่ตนว่าจ้าง ไม่กำกับดูแลหรือสอบถามเรื่องงานที่คนคนนั้นทำ ไม่ถามว่าคนคนนั้นซื่อสัตย์ภักดีต่อตนหรือไม่ หรือมีความสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่  เมื่อเป็นเช่นนั้น คนที่ถูกว่าจ้างก็สามารถหลบเลี่ยงการกำกับดูแลและการควบคุมของนายจ้างคนนี้ แล้วจากนั้นก็ทำอะไรได้ตามใจชอบ ไม่ต้องทำตามความต้องการของนายจ้าง  บอกเราเถิดว่าเมื่อลูกจ้างใช้คำกล่าวนี้ แท้จริงแล้วพวกเขามีลักษณะนิสัยที่จะซื่อสัตย์ภักดีต่อนายจ้างของตนอย่างเต็มที่หรือไม่?  พวกเขาไม่จำเป็นต้องถูกกำกับดูแลเลยหรือ?  (ไม่ใช่)  เหตุใดพวกเราจึงกล่าวเช่นนั้น?  มีข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันทั่วไปตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันว่ามนุษย์เสื่อมทรามอย่างหนัก พวกเขามีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม เจ้าเล่ห์แสนกลและหลอกลวงเป็นพิเศษ ไม่มีผู้คนที่ซื่อสัตย์ และแม้แต่คนโง่ก็ยังโกหก  นี่ก่อให้เกิดความลำบากยากเย็นอย่างยิ่งในการใช้ผู้อื่น และการหาคนที่คู่ควรแก่การไว้วางใจก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่พึ่งพาได้เต็มร้อย  อย่างเก่ง คนเราก็หวังได้มากที่สุดเพียงหาคนที่พอจะใช้งานได้สักสองสามคน  ในเมื่อไม่มีคนที่คู่ควรแก่การไว้วางใจ เช่นนั้นแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่จะ “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้”?  ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครพึ่งพาได้  แล้วพวกเราควรใช้คนที่พอจะใช้งานได้กันอย่างไร?  พวกเราทำดังนั้นได้ด้วยการกำกับดูแลและให้แนวทางเท่านั้น  ผู้ไม่มีความเชื่อย่อมส่งสายสืบและสายลับไปสอดส่องคนที่ตนใช้เพื่อทำให้ตนเองพอจะรู้สึกมั่นใจได้  ด้วยเหตุนี้ คนสมัยโบราณจึงหลอกตัวเองเมื่อพวกเขากล่าวว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้”  คนที่คิดประดิษฐ์คำกล่าวที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” นี้แท้จริงแล้วไม่ได้นำคำกล่าวนี้มาใช้กับตนเอง  ถ้าพวกเขาทำเช่นนั้นจริง ก็คงจะเป็นคนที่ไร้หัวคิด เป็นคนโง่ชั้นยอดที่ได้แต่ถูกหลอกลวงและถูกโกงเท่านั้น  นี่คือข้อเท็จจริงมิใช่หรือ?  พวกเรามาคุยกันเถิดว่าข้อบกพร่องที่สำคัญที่สุดในคำกล่าว “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” อยู่ที่ใด  อะไรคือรากฐานของคำกล่าว “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้”?  ย่อมต้องเป็นว่าคนที่ถูกใช้นั้นพึ่งพาได้ทุกอย่าง ซื่อสัตย์ภักดี และมีความรับผิดชอบ  ต้องมีความมั่นใจเต็มร้อยว่าลูกจ้างเป็นคนเช่นนั้น นายจ้างจึงจะนำคำกล่าวที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” มาใช้ได้  ทุกวันนี้ไม่สามารถหาคนที่ไว้ใจได้เช่นนั้นแล้ว พวกเขาแทบจะไม่มีอยู่จริง ทำให้คำกล่าวที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” นี้เป็นเรื่องไร้สาระ  ถ้าเจ้าเลือกคนที่ไว้ใจไม่ได้ แล้วนำคำกล่าว “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” มาใช้ยับยั้งความสงสัยที่เจ้ามีต่อคนคนนั้น เจ้าก็หลอกตัวเองอยู่มิใช่หรือ?  คนที่ถูกใช้สามารถเป็นคนที่ไว้ใจได้และทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างซื่อสัตย์ภักดีและรับผิดชอบเพียงเพราะเจ้าไม่สงสัยพวกเขาได้หรือ?  ในความเป็นจริง ไม่ว่าเจ้าจะมีความสงสัยหรือไม่ก็ตาม พวกเขาก็จะยังกระทำการตามประเภทของคนที่พวกเขาเป็น  ถ้าเป็นคนหลอกลวง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะทำเรื่องหลอกลวงต่อไป ถ้าเป็นคนไร้เล่ห์มารยา พวกเขาก็จะทำสิ่งที่ไร้เล่ห์มารยาต่อไป  นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามีความสงสัยในตัวพวกเขาหรือไม่  ยกตัวอย่าง สมมุติว่าเจ้าใช้คนที่หลอกลวง  เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าคนคนนี้หลอกลวง กระนั้น เจ้าก็กล่าวกับพวกเขาว่า “ฉันไม่สงสัยคุณ ดังนั้นก็ไปทำงานของคุณด้วยความมั่นใจเถิด” และแล้ว คนคนนั้นจะกลายเป็นคนที่ไร้เล่ห์มารยา ทำสิ่งต่างๆ โดยไม่มีเล่ห์มารยาเพียงเพราะเจ้าไม่สงสัยพวกเขาหรือไม่?  นั่นเป็นไปได้หรือไม่?  ในทางกลับกัน ถ้าเจ้าใช้คนที่ไร้เล่ห์มารยา พวกเขาจะกลายเป็นคนที่หลอกลวงเพราะเจ้าสงสัยหรือไม่เข้าใจพวกเขาหรือไม่?  ไม่ พวกเขาจะไม่เป็นเช่นนั้น  ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” จึงเป็นความพยายามของคนโง่โดยแท้ที่จะทำให้จิตใจของตนมีสันติสุข เป็นเรื่องไร้สาระเอาไว้หลอกตัวเอง  นี่มนุษย์เสื่อมทรามไปถึงขั้นใดแล้ว?  การไล่ตามไขว่คว้าสถานะและอำนาจทำให้พ่อกับลูกชาย รวมทั้งพี่น้องชาย หันมาเล่นงานและเข่นฆ่ากันเอง ทำให้แม่กับลูกสาวเกลียดกัน  แล้วใครจะไว้ใจใครได้?  ไม่มีใครที่พึ่งพาได้ทุกด้าน มีแต่คนที่พอจะใช้งานได้เท่านั้น  ไม่ว่าเจ้าจะใช้ใคร วิธีเดียวที่จะป้องกันความผิดพลาดก็คือจับตามองหรือกำกับดูแลพวกเขาเอาไว้  ด้วยเหตุนั้น คำว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” จึงเป็นคำกล่าวที่หลอกตัวเอง  เป็นเรื่องไร้สาระ เป็นตรรกะวิบัติอย่างหนึ่ง และฟังไม่ขึ้นโดยสิ้นเชิง  เหตุใดพระเจ้าจึงทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาเพื่อชำระมวลมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยมนุษย์ให้รอดในยุคสุดท้าย?  เพราะมวลมนุษย์ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักไปแล้ว  ไม่มีใครนบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง และไม่มีใครเหมาะให้พระเจ้าใช้  ด้วยเหตุนั้น พระเจ้าจึงทรงกำหนดซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ผู้คนซื่อสัตย์  เป็นเพราะมนุษย์หลอกลวงเหลือเกิน เต็มไปด้วยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของซาตานและมีธรรมชาติของซาตาน  พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะทำบาปและทำชั่ว ต่อต้านและทรยศพระเจ้ากันได้ทุกที่และทุกเวลา  ในหมู่มนุษย์ที่เสื่อมทรามจึงไม่มีคนที่ใช้งานได้หรือไว้ใจได้  การเลือกใช้ใครสักคนในหมู่มวลมนุษย์เป็นเรื่องยากโดยแท้!  ข้อแรก เป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนจะเข้าใจใครสักคนอย่างแท้จริง ข้อสอง ผู้คนไม่สามารถมองผู้อื่นได้ทะลุ ข้อสาม ภายใต้รูปการณ์พิเศษก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่ผู้คนจะควบคุมหรือจัดการดูแลผู้อื่นได้  ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ การหาใครสักคนไว้ใช้งานจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่สุด  คำกล่าวที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” จึงผิดพลาดอย่างยิ่งด้วยประการฉะนี้และไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแม้แต่น้อย  การเลือกใช้ใครสักคนตามคำกล่าวนี้จึงเป็นเพียงการหาเรื่องให้ตนถูกหลอกลวงเท่านั้น  คนที่คิดว่าคำกล่าวนี้ถูกต้องและเป็นความจริงจึงเป็นคนที่เบาปัญญาที่สุด  คำกล่าวนี้แก้ปัญหาเรื่องการใช้ผู้อื่นได้จริงหรือไม่?  ไม่ได้เลย  เป็นเพียงวิธีปลอบใจตนเองอย่างหนึ่งเท่านั้น หลอกและลวงตนเอง

เมื่อสามัคคีธรรมมาถึงจุดนี้ พวกเจ้ามีความเข้าใจพื้นฐานแล้วใช่หรือไม่ว่าคำกล่าวที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” นี้ถูกต้องหรือเปล่า?  คำกล่าวนี้ใช่ความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  เช่นนั้นแล้ว มันคืออะไร?  (ปรัชญาของซาตาน)  กล่าวให้เจาะจงลงไปก็คือ คำกล่าวนี้ทำหน้าที่เป็นข้ออ้างให้กับคนที่อยากหลุดหรือพ้นจากการกำกับดูแลหรือตรวจสอบของผู้อื่น ทั้งยังเป็นม่านกำบังที่คนชั่วทุกคนใช้ปกป้องผลประโยชน์และบรรลุเป้าหมายของตนเอง  คำกล่าวนี้เป็นข้อแก้ตัวของคนที่มีเหตุจูงใจแอบแฝงที่จะทำอะไรตามความพอใจ  ทั้งยังเป็นตรรกะวิบัติที่ผู้คนดังกล่าวเผยแพร่เพื่อให้มีเหตุอันชอบธรรมที่จะหลีกหนีการกำกับดูแล การจับตามอง และการกล่าวโทษของความยุติธรรมทางศีลธรรมและมโนธรรม  อย่างไรก็ดี ตอนนี้มีบางคนเชื่อว่าคำกล่าว “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” นี้สัมพันธ์กับชีวิตจริงและถูกต้อง  ผู้คนดังกล่าวมีวิจารณญาณแยกแยะหรือไม่?  พวกเขาเข้าใจความจริงหรือไม่?  ความคิดและทัศนะของผู้คนดังกล่าวมีปัญหาหรือไม่?  ถ้ามีคนในคริสตจักรเผยแพร่คำกล่าวนี้ พวกเขาย่อมทำไปเพราะมีเหตุจูงใจ พวกเขากำลังพยายามชักพาให้ผู้อื่นหลงผิด  พยายามใช้คำกล่าวที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” มาสลายความเคลือบแคลงหรือสงสัยที่ผู้อื่นมีต่อพวกเขา  ดูตามความนัยแล้ว นี่หมายความว่าพวกเขาอยากให้ผู้อื่นไว้วางใจว่าพวกเขาทำงานได้ ไว้วางใจว่าสามารถใช้งานพวกเขาได้  นี่คือเจตนาและเป้าหมายของพวกเขามิใช่หรือ?  ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น  พวกเขาคิดในใจว่า “พวกคุณไม่เคยไว้ใจฉันและสงสัยฉันอยู่เสมอ  ถึงจุดหนึ่ง พวกคุณก็น่าจะพบเจอปัญหาเล็กน้อยบางอย่างในตัวฉันและปลดฉัน  ฉันจะทำงานได้อย่างไรถ้ามีเรื่องแบบนี้วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา?”  ดังนั้น พวกเขาจึงเผยแพร่ทัศนะนี้เพื่อให้พระนิเวศของพระเจ้าไว้วางใจพวกเขาโดยปราศจากข้อสงสัย ปล่อยให้พวกเขาทำงานอย่างอิสระ และบรรลุเป้าหมายของพวกเขาด้วยเหตุนี้  ถ้าใครกำลังไล่ตามเสาะหาความจริงโดยแท้ เมื่อพวกเขาเห็นพระนิเวศของพระเจ้ากำกับดูแลงานของตน พวกเขาก็ควรปฏิบัติต่อการกำกับดูแลนั้นอย่างถูกควร รู้ว่านี่คือการปกป้องตัวพวกเขาเอง และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เป็นการรับผิดชอบงานในพระนิเวศของพระเจ้าอีกด้วย  แม้พวกเขาจะเผยความเสื่อมทรามของตนออกมา แต่ก็สามารถอธิษฐานถึงพระเจ้าเพื่อขอให้พระเจ้าพินิจพิเคราะห์และคุ้มครองพวกเขา หรือสาบานต่อพระเจ้าว่าพวกเขาจะยอมรับการลงโทษจากพระองค์ถ้าพวกเขาทำความชั่ว  การทำเช่นนี้ย่อมจะทำให้จิตใจของพวกเขามีสันติสุขมิใช่หรือ?  แล้วเหตุใดจึงเผยแพร่ตรรกะวิบัติเพื่อชักพาให้ผู้คนหลงผิดและบรรลุจุดประสงค์ของตนเอง?  ผู้นำและคนทำงานบางคนมีท่าทีต่อต้านการกำกับดูแลของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร หรือความพยายามของผู้นำและคนทำงานระดับสูงขึ้นไปที่จะเรียนรู้เรื่องงานของพวกเขาอยู่เสมอ  พวกเขาคิดว่าอย่างไร?  “‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’  ทำไมพวกคุณถึงกำกับดูแลฉันอยู่ตลอดเวลา?  ถ้าพวกคุณไม่ไว้ใจฉัน แล้วจะใช้งานฉันทำไม?”  ถ้าเจ้าถามพวกเขาถึงงานของพวกเขาหรือสอบถามเรื่องความคืบหน้าของงาน แล้วถามถึงสภาวะส่วนตัวของพวกเขา พวกเขาจะยิ่งปกป้องตัวเองมากขึ้นอีก โดยกล่าวว่า “งานนี้มอบหมายให้ฉันทำแล้ว ย่อมอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของฉัน  พวกคุณจะมาแทรกแซงงานของฉันทำไม?”  แม้จะไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ แต่พวกเขาย่อมจะพูดเป็นนัยว่า “มีคำกล่าวว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’  ทำไมคุณถึงช่างสงสัยขนาดนี้?”  พวกเขาจะกล่าวโทษและตีตราเจ้าเอาด้วยซ้ำ  แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเจ้าไม่เข้าใจความจริงและไม่มีวิจารณญาณแยกแยะ?  หลังจากที่ได้ฟังคำพูดที่แฝงความนัยของพวกเขา เจ้าก็จะพูดว่า “ฉันช่างสงสัยหรือ?  ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ผิดเอง  ฉันเป็นคนหลอกลวง!  คุณพูดถูกแล้ว ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’”  นี่เจ้าถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้วมิใช่หรือ?  คำกล่าวที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” สอดคล้องกับความจริงหรือไม่?  ไม่ นี่เป็นเรื่องไร้สาระ!  คนเลวเหล่านี้ร้ายลึกและหลอกลวง พวกเขานำเสนอคำกล่าวนี้ในฐานะความจริงเพื่อชักพาให้ผู้คนที่เลอะเลือนหลงผิด  เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ คนที่เลอะเลือนย่อมถูกชักพาให้หลงผิดโดยแท้ เกิดความสับสนพลางคิดไปว่า “เขาพูดถูก ฉันไม่เป็นธรรมกับคนคนนี้  เขาพูดเองว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’  แล้วฉันสงสัยเขาได้อย่างไร?  จะทำงานแบบนี้ไม่ได้  ฉันต้องหนุนใจเขาโดยไม่ซักไซ้เรื่องงานของเขา  ในเมื่อใช้งานเขาอยู่ ฉันก็ต้องไว้ใจและปล่อยให้เขาทำงานไปอย่างอิสระ ไม่ตีกรอบเอาไว้  ฉันต้องให้เขามีพื้นที่แสดงฝีมือ  เขามีความสามารถที่จะทำงานนี้ได้  และต่อให้เขาไม่มีความสามารถ ก็ยังมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจอยู่!”  นี่เป็นตรรกะประเภทใด?  มีส่วนใดตรงกับความจริงบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  ถ้อยคำทั้งหมดนี้ฟังดูถูกต้อง  “พวกเราจะตีกรอบผู้อื่นไม่ได้”  “ผู้คนไม่อาจทำอะไรได้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ต่างหากที่ทำทุกสิ่ง  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง  พวกเราไม่จำเป็นต้องสงสัยอะไรเพราะพระเจ้าทรงกำกับดูแลหมดทุกด้านแล้ว”  แต่นี่เป็นคำพูดจำพวกใด?  ผู้คนที่กล่าวคำเหล่านี้เลอะเลือนมิใช่หรือ?  แม้แต่เรื่องแค่นี้ พวกเขาก็มองไม่ทะลุ ทั้งยังถูกชักพาให้หลงผิดด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวเท่านั้น  กล่าวได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ถือวลีที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” เป็นความจริง และพวกเขาถูกชักพาให้หลงผิดและถูกผูกมัดด้วยวลีนี้  พวกเขาถูกรบกวนและได้รับอิทธิพลจากวลีนี้ในการคัดเลือกหรือใช้ผู้คน และถึงกับยอมให้วลีดังกล่าวทำให้ตนไขว้เขว  ด้วยเหตุนี้ ผู้นำและคนทำงานหลายคนจึงมีความยากลำบากและมีความกังวลใจอยู่เสมอเมื่อพวกเขาตรวจสอบงานของคริสตจักร รวมทั้งส่งเสริม คัดเลือก และใช้ผู้คน  ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาสามารถทำได้เพียงปลอบใจตัวเองด้วยคำพูดที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้”  เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาตรวจสอบหรือสอบถามเกี่ยวกับงาน พวกเขาจะคิดว่า “‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’  ฉันควรไว้วางใจพี่น้องชายหญิงของฉัน และไม่ว่าจะอย่างไร พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงพินิจพิเคราะห์ผู้คนอยู่ ดังนั้น ฉันจึงไม่ควรสงสัยและกำกับดูแลผู้อื่นตลอดเวลา”  พวกเขาได้รับอิทธิพลจากวลีนี้แล้วใช่หรือไม่?  ผลสืบเนื่องที่เกิดจากอิทธิพลของวลีนี้คืออะไร?  ประการแรก ถ้าในใจเจ้ามีแนวคิดที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” นี้ เจ้าจะตรวจสอบและกำกับงานของผู้อื่นหรือไม่?  เจ้าจะกำกับดูแลและติดตามงานของผู้คนหรือไม่?  ถ้าเจ้าไว้ใจทุกคนที่เจ้าใช้และไม่เคยตรวจสอบหรือกำกับการทำงานของพวกเขา ไม่เคยควบคุมดูแลพวกเขาเลย เจ้ากำลังทำหน้าที่ของเจ้าด้วยการอุทิศตนหรือไม่?  เจ้าจะดำเนินงานของคริสตจักรได้ดีหรือไม่?  จะทำตามพระบัญชาของพระเจ้าได้สำเร็จหรือไม่?  เจ้าอุทิศตนให้กับพระบัญชาของพระเจ้าหรือเปล่า?  ประการที่สอง เจ้าไม่เพียงล้มเหลวที่จะยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้าและหน้าที่ของเจ้าเท่านั้น แต่ยังดำเนินการและทำตามแผนร้ายและกลอุบายของซาตาน ตามปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตานราวกับทั้งหมดนั้นเป็นความจริงอีกด้วย  เจ้ากำลังเชื่อฟังซาตานและใช้ชีวิตตามปรัชญาของมันอยู่ไม่ใช่หรือ?  เจ้าไม่ใช่คนที่นบนอบพระเจ้า และยิ่งไม่ใช่คนที่ยึดมั่นในพระวจนะของพระเจ้า  เจ้าเป็นคนเลวทรามอย่างแท้จริง  การละเลยพระวจนะของพระเจ้า แล้วนำสำนวนของซาตานมาปฏิบัติในฐานะความจริงแทนนั้น คือการทรยศความจริงและพระเจ้า!  เจ้าทำงานในพระนิเวศของพระเจ้า กระนั้น หลักธรรมในการกระทำของเจ้ากลับเป็นปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก—เป็นตรรกะของซาตาน  เจ้าย่อมเป็นคนประเภทใด?  นี่คือคนที่ทรยศพระเจ้าและคนที่หลู่เกียรติพระเจ้าอย่างร้ายแรง  แก่นแท้ของการกระทำเช่นนี้คืออะไร?  การกล่าวโทษพระเจ้าอย่างเปิดเผยและการปฏิเสธความจริงอย่างเปิดเผย  นั่นคือแก่นแท้ของการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?  (ใช่)  นอกจากไม่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว เจ้ายังยอมให้หนึ่งในคำกล่าวของมารและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกข้อหนึ่งของซาตานแพร่ระบาดอยู่ในคริสตจักรอีกด้วย  ในการทำเช่นนี้ เจ้าได้กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของซาตาน ช่วยซาตานดำเนินกิจกรรมของมันภายในคริสตจักร รวมทั้งก่อกวนและขัดขวางงานของคริสตจักร  แก่นแท้ของปัญหานี้ร้ายแรงมากใช่หรือไม่?

ทุกวันนี้ ผู้นำและคนทำงานส่วนใหญ่มีพิษของซาตานอยู่ในหัวใจและยังคงใช้ชีวิตตามปรัชญาของซาตาน มีพระวจนะของพระเจ้าเพียงไม่กี่คำที่ครองอำนาจอยู่ในหัวใจของพวกเขา  งานของผู้นำและคนทำงานหลายคนมีปัญหา—หลังการจัดแจงเตรียมงาน พวกเขาไม่เคยตรวจสอบหรือกำกับดูแลงาน แม้ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าบางคนไม่สามารถทำงานได้และจะเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอนก็ตาม  อย่างไรก็ดี เมื่อไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร พวกเขาก็เอาแต่ใช้ทัศนะที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” และทำอย่างสุกเอาเผากิน ถึงกับมีสันติสุขอยู่ในใจ  นี่พาให้บางคนไม่สามารถทำงานจริง และมัวแต่ยุ่งอยู่กับกิจการทั่วไป ทำอะไรไปตามขั้นตอนเท่านั้น  ผลก็คือ พวกเขาทำให้งานของคริสตจักรยุ่งเหยิง และบางแห่งก็มีการลักขโมยของถวายแด่พระเจ้าด้วยซ้ำ  ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไม่อาจทนดูเรื่องนี้ได้ จึงรายงานเรื่องนี้แก่เบื้องบน  เมื่อผู้นำเทียมเท็จรับรู้เรื่องนี้ก็อึ้งไป รู้สึกราวกับว่าความวิบัติคืบคลานเข้ามาแล้ว  จากนั้น เบื้องบนก็ถามเขาว่า “ทำไมคุณไม่ตรวจสอบงาน?  ทำไมถึงใช้คนผิด?”  ผู้นำเทียมเท็จก็ตอบว่า “ฉันไม่เข้าใจแก่นแท้ของคนอย่างทะลุปรุโปร่ง เลยได้แต่ทำตามหลักการที่ว่า ‘ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้’  ฉันไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะใช้คนผิดและก่อให้เกิดความวิบัติเช่นนี้”  พวกเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าทัศนะที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” นั้นถูกต้อง?  วลีนี้คือความจริงอย่างนั้นหรือ?  เหตุใดเขาจึงใช้วลีนี้ในงานของพระนิเวศของพระเจ้าและในการทำหน้าที่ของเขา?  ปัญหาในที่นี้คืออะไร?  “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” เป็นคำพูดของผู้ไม่มีความเชื่ออย่างชัดเจน เป็นคำพูดที่มาจากซาตาน—แล้วเหตุใดเขาจึงปฏิบัติต่อคำพูดเหล่านั้นว่าเป็นความจริง?  เหตุใดเขาจึงแยกไม่ออกว่าคำพูดเหล่านี้ถูกหรือผิด?  สิ่งเหล่านี้เป็นคำพูดของมนุษย์อย่างชัดเจน เป็นคำพูดของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม ไม่ใช่ความจริงเลยแม้แต่น้อย คำพูดเหล่านี้ขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และไม่ควรใช้เป็นหลักเกณฑ์สำหรับการกระทำ การประพฤติปฏิบัติตน และการนมัสการพระเจ้าของผู้คน  ดังนั้นควรจัดการกับวลีนี้อย่างไร?  หากเจ้ามีความสามารถในการแยกแยะอย่างแท้จริง เจ้าควรใช้หลักธรรมความจริงประเภทใดแทนที่วลีนี้เพื่อใช้เป็นหลักธรรมของการปฏิบัติของเจ้า?  ควรเป็น “จงปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าให้ดีด้วยสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของเจ้า”  การกระทำการด้วยสุดใจ สุดจิต และสุดความคิดของเจ้าคือการไม่ถูกใครตีกรอบเอาไว้ คือการมีหัวใจและความรู้สึกนึกคิดเป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้น  นี่คือความรับผิดชอบของเจ้าและหน้าที่ของเจ้า และเจ้าก็ควรปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวให้ดี เพราะการทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้  ไม่ว่าจะพบเจอปัญหาใด เจ้าก็ควรกระทำการตามหลักธรรม  จัดการกับปัญหาเหล่านั้นตามที่เจ้าพึงทำ หากจำเป็นต้องใช้การตัดแต่ง ก็จงตัดแต่ง และหากจำเป็นต้องใช้การปลด ก็จงปลด  สรุปสั้นๆ คือ จงกระทำการตามพระวจนะของพระเจ้าและตามความจริง  นี่คือหลักธรรมไม่ใช่หรือ?  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับวลีที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” หรอกหรือ?  การใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้ นั้นหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่า หากเจ้าใช้ใครคนหนึ่งแล้ว เจ้าก็ไม่ควรสงสัยเขา เจ้าควรปล่อยมือจากการควบคุม ไม่ต้องกำกับดูแลเขา และปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ และหากเจ้าสงสัยคนคนนั้น เจ้าก็ไม่ควรใช้งานเขา  นี่คือความหมายของวลีดังกล่าวไม่ใช่หรือ?  นี่เป็นเรื่องที่ผิดมหันต์  มวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้ง  ทุกคนล้วนมีอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน และสามารถทรยศพระเจ้าและต่อต้านพระเจ้าได้  เจ้าสามารถกล่าวได้ว่าไม่มีใครที่เชื่อถือได้เลย  ต่อให้คนคนหนึ่งจะสาบานอย่างหนักแน่นเพียงใด ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะผู้คนถูกอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนตีกรอบ และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้  พวกเขาต้องน้อมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเสียก่อนจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน และแก้ไขปัญหาที่พวกเขาต่อต้านและทรยศพระเจ้าได้อย่างถ่องแท้—แก้ไขต้นตอแห่งบาปของผู้คน  ทุกคนที่ยังไม่ได้ผ่านการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้าและยังไม่ได้สัมฤทธิ์ความรอดล้วนไม่น่าเชื่อถือ  พวกเขาไม่คู่ควรกับความไว้วางใจ  ดังนั้น เมื่อเจ้าใช้ใครสักคน เจ้าต้องกำกับดูแลและชี้แนะเขา  นอกจากนี้ เจ้าต้องตัดแต่งเขาและสามัคคีธรรมความจริงอยู่เนืองๆ และด้วยหนทางนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาจะถูกใช้ต่อไปได้หรือไม่  หากมีบางคนที่สามารถยอมรับความจริง ยอมรับการตัดแต่ง สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างจงรักภักดี และมีความก้าวหน้าในชีวิตของตนอย่างต่อเนื่อง เช่นนั้นก็มีเพียงคนเหล่านี้เท่านั้นที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างแท้จริง  คนที่ใช้งานได้จริงย่อมมีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเครื่องยืนยัน  คนที่ไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นไม่อาจเชื่อถือได้ เป็นเพียงคนใช้แรงงานและลูกจ้าง  ในเรื่องของการคัดเลือกผู้นำและคนทำงาน มีคนที่ถูกกำจัดออกไปในสัดส่วนค่อนข้างสูง อย่างน้อยก็เกินครึ่ง ส่วนคนที่ใช้งานได้หรือเหมาะที่จะใช้งานกลับเป็นคนส่วนน้อยเท่านั้น—นี่คือข้อเท็จจริง  ผู้นำคริสตจักรบางคนไม่เคยกำกับดูแลหรือตรวจสอบงานของผู้อื่น และเมื่อพวกเขาสามัคคีธรรมหรือจัดแจงเตรียมงานเสร็จ ก็ไม่สนใจงาน  กลับทำตามวลีที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” ถึงกับบอกตัวเองว่า “ปล่อยให้พระเจ้าทำส่วนที่เหลือไปเถิด”  จากนั้นพวกเขาก็เริ่มลุ่มหลงในความสะดวกและสบาย ไม่สอบถามเรื่องราวและพากันเพิกเฉย  ด้วยการทำงานเช่นนี้ พวกเขากำลังทำตัวสุกเอาเผากินมิใช่หรือ?  พวกเขามีสำนึกรับผิดชอบบ้างหรือไม่?  ผู้คนแบบนี้คือผู้นำเทียมเท็จมิใช่หรือ?  พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนทำหน้าที่ของตนอย่างสุดหัวใจ สุดดวงจิต สุดความคิด และสุดกำลังของตน  สิ่งที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนทำ—นั่นก็คือความจริง  ขณะทำงานหรือทำหน้าที่ของตน ถ้าผู้นำและคนทำงานพากันทำตามคำพูดของพวกมารและซาตานแทนที่จะเป็นพระวจนะของพระเจ้า นี่สำแดงถึงการต่อต้านและทรยศพระเจ้ามิใช่หรือ?  เวลาลงคะแนนคัดเลือกผู้นำและคนทำงาน เหตุใดพระนิเวศของพระเจ้าจึงต้องเลือกผู้คนที่สามารถยอมรับความจริง คนดีที่มีมโนธรรมและสำนึก คนที่มีขีดความสามารถดีและสามารถแบกรับงานได้เท่านั้น?  เพราะมวลมนุษย์ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักและแทบจะไม่มีคนที่ใช้งานได้  ถ้าไม่ใช่คนที่ได้รับการฝึกฝนและบ่มเพาะมาหลายปีแล้ว ก็ย่อมทำสิ่งต่างๆ อย่างไร้ประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่งและยากมากที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดี คนเช่นนี้จะต้องถูกพิพากษา ถูกตีสอน และตัดแต่งหลายต่อหลายครั้งเสียก่อนจึงจะเหมาะให้ใช้งาน  ผู้คนส่วนใหญ่ถูกเผยและกำจัดออกไประหว่างที่ฝึกฝนอยู่ ส่วนผู้นำและคนทำงานก็ถูกกำจัดออกไปในอัตราส่วนที่สูงมาก  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  เพราะมวลมนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักเหลือเกิน  ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รักความจริงหรือมีมาตรฐานทางมโนธรรมและสำนึก  ดังนั้น พวกเขาส่วนใหญ่จึงเป็นคนที่ใช้งานไม่ได้  ต้องเป็นคนที่เชื่อในพระเจ้ามาหลายปีและเข้าใจความจริงบ้างจึงจะทำหน้าที่บางอย่างได้  นี่คือความเป็นจริงของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม  ดังนั้น เมื่อดูตามนี้ พวกเราก็สรุปได้ว่าสำนวน “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” นี้ผิดอย่างสิ้นเชิงและไม่มีคุณค่าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแต่อย่างใด  พวกเราสามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่าสำนวน “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” เป็นความคิดนอกรีตและตรรกะวิบัติ เป็นคำกล่าวของมาร เป็นปรัชญาของซาตาน และการระบุลักษณะลงไปเช่นนี้ก็เหมาะควรด้วยประการทั้งปวง  พระเจ้าไม่เคยตรัสสิ่งใดในทำนองว่า “มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้ไว้ใจได้”  พระองค์ทรงกำหนดเสมอมาว่าให้ผู้คนซื่อสัตย์ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ามีผู้คนที่ซื่อสัตย์อยู่น้อยมากในหมู่มวลมนุษย์ โกหกและคดโกงกันได้ทุกคน และทุกคนก็มีอุปนิสัยที่หลอกลวง  ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าเคยตรัสไว้ว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามมีความเป็นไปได้เต็มร้อยที่จะทรยศพระเจ้า  ต่อให้พระเจ้าทรงใช้ใครสักคน คนคนนั้นก็ต้องผ่านการถูกตัดแต่งอยู่หลายปี และแม้ในขณะที่ถูกใช้งาน พวกเขาก็ต้องมีประสบการณ์ถูกพิพากษาและตีสอนนานหลายปีเพื่อที่จะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์  บัดนี้ พวกเจ้าบอกเราเถิดว่ามีคนที่เชื่อถือได้โดยแท้หรือไม่?  ไม่มีใครกล้าพูดเช่นนั้น  และการที่ไม่มีใครกล้าพูดนี้พิสูจน์ให้เห็นสิ่งใด?  พิสูจน์ว่าผู้คนทั้งปวงล้วนเชื่อถือไม่ได้  ดังนั้น พวกเราก็กลับมาที่วลี “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” กันเถิด  วลีนี้ไม่ถูกต้องอย่างไร?  เหลวไหลอย่างไร?  นี่อธิบายชัดแจ้งในตัวมันเองอยู่แล้วมิใช่หรือ?  ถ้าใครยังคงเชื่อว่าคำกล่าวนี้ถูกต้องหรือนำไปใช้ได้ไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็ไม่มีความจริงเป็นแน่และเป็นคนที่เหลวไหลอย่างแน่นอน  วันนี้ พวกเจ้าสามารถสังเกตเห็นปัญหาในวลีนี้และพิจารณาได้ว่าเป็นตรรกะวิบัติ นี่ล้วนเป็นเพราะพวกเจ้ามีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้ามาแล้ว ตอนนี้จึงสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นและเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับแก่นแท้ของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม  ด้วยเหตุนี้เท่านั้น พวกเจ้าจึงปฏิเสธคำกล่าวเยี่ยงมารนี้ ความคิดนอกรีตและตรรกะวิบัตินี้ได้อย่างสิ้นเชิง  ถ้าไม่ใช่เพราะพระราชกิจแห่งความรอดของพระเจ้า พวกเจ้าย่อมจะถูกคำกล่าวเยี่ยงมารของซาตานนี้ชักพาให้หลงผิดเช่นกัน และถึงกับใช้มันราวกับเป็นภาษิตมาตรฐานหรือคติประจำใจ  นั่นย่อมจะน่าสมเพชอย่างยิ่ง—พวกเจ้าจะไม่มีความเป็นจริงความจริงโดยสิ้นเชิง

สำนวน “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” เป็นวลีที่ผู้คนส่วนใหญ่เคยได้ยินมาก่อน  พวกเจ้าเชื่อว่าวลีนี้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง?  (ไม่ถูกต้อง)  ในเมื่อพวกเจ้าเชื่อว่าไม่ถูกต้อง แล้วเหตุใดวลีนี้จึงยังคงมีอิทธิพลต่อพวกเจ้าในชีวิตจริงได้?  เมื่อเรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นกับพวกเจ้า ทัศนะเช่นนี้ก็จะปรากฏ และก่อกวนพวกเจ้าในระดับหนึ่ง เมื่อก่อกวนพวกเจ้า งานของพวกเจ้าก็จะพลอยได้รับผลกระทบ  ดังนั้น ถ้าเจ้าเชื่อว่าไม่ถูกต้องและพิจารณาแล้วว่าไม่ถูกต้อง เหตุใดเจ้าจึงยังคงอยู่ใต้อิทธิพลของวลีนี้ และเหตุใดเจ้าจึงยังใช้วลีนี้ชูใจตัวเอง?  (เพราะผู้คนไม่เข้าใจความจริง ก็เลยไม่สามารถปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นจึงนำปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตานมาเป็นหลักคิดหรือหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติ)  นี่คือสาเหตุหนึ่ง  มีสาเหตุอื่นอีกหรือไม่?  (เพราะวลีนี้ค่อนข้างสอดคล้องกับผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของผู้คน และเมื่อพวกเขาไม่เข้าใจความจริง ก็ย่อมจะกระทำการตามวลีนี้ไปเอง)  ผู้คนไม่เพียงเป็นเช่นนี้เมื่อพวกเขาไม่เข้าใจความจริงเท่านั้น แม้ในยามที่เข้าใจความจริง พวกเขาก็อาจจะไม่สามารถปฏิบัติตามความจริง  ถูกต้องแล้วที่กล่าวว่าวลีนี้ “ค่อนข้างสอดคล้องกับผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของผู้คน”  ผู้คนยอมเดินตามกลลวงที่มากเล่ห์หรือปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตานเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเนื้อหนังของตนแทนที่จะปฏิบัติความจริง  นอกจากนี้ พวกเขายังมีหลักการรองรับการทำเช่นนี้อีกด้วย  หลักการนี้คืออะไร?  ก็คือวลีนี้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากมวลชนว่าถูกต้อง  เมื่อพวกเขากระทำสิ่งต่างๆ ตามวลีนี้ การกระทำของพวกเขาย่อมถูกต้องต่อหน้าผู้คนทั้งปวงไปด้วย และพวกเขาก็สามารถรอดพ้นจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์  ไม่ว่าจะมองในมุมของศีลธรรม กฎหมาย หรือมโนคติดั้งเดิมอันหลงผิด นี่ย่อมเป็นทัศนะและแนวปฏิบัติที่ฟังขึ้น  ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจ้าไม่เต็มใจปฏิบัติความจริงหรือไม่เข้าใจความจริง เจ้าจึงยอมล่วงเกินพระเจ้า ละเมิดความจริง และถอยไปอยู่ในจุดที่จะไม่ข้ามเส้นบรรทัดฐานทางศีลธรรม  แล้วจุดนี้คืออะไร?  คือบรรทัดฐานที่เจ้าย่อม “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้”  การถอยมาอยู่จุดนี้และกระทำการตามวลีนี้ย่อมจะทำให้เจ้าเกิดสันติสุขในใจ  เหตุใดจึงทำให้เจ้าเกิดสันติสุขในใจ?  เพราะคนอื่นก็คิดเช่นนี้เหมือนกันทุกคน  ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจของเจ้ายังเก็บงำมโนคติอันหลงผิดที่ว่ากฎหมายไม่อาจบังคับใช้ได้ในยามที่ทุกคนเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย และเจ้าคิดไปว่า “ทุกคนคิดแบบนี้กันหมด  ถ้าฉันปฏิบัติตามวลีนี้ ก็จะไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรถ้าพระเจ้าทรงกล่าวโทษฉัน ในเมื่ออย่างไรเสียฉันก็มองเห็นพระเจ้าหรือสัมผัสพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้อยู่แล้ว  อย่างน้อย ในสายตาของคนอื่น ฉันก็จะถูกมองว่าเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์ เป็นคนที่มีมโนธรรมอยู่บ้าง”  เจ้าเลือกที่จะทรยศความจริงเพื่อ “ลักษณะเยี่ยงมนุษย์” เหล่านี้ เพื่อให้ผู้คนมองเจ้าโดยที่สายตาของพวกเขาไม่มีความเป็นปฏิปักษ์ให้เห็น  จากนั้นทุกคนก็จะมีความคิดเห็นต่อเจ้าในทางที่ดี เจ้าจะไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีสันติสุขในจิตใจ—สิ่งที่เจ้าแสวงหาก็คือสันติสุขในจิตใจ  แล้วสันติสุขในใจนี้ใช่การสำแดงว่าคนคนหนึ่งรักความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ดังนี้คืออุปนิสัยประเภทใด?  มีความหลอกลวงอยู่ในอุปนิสัยนี้หรือไม่?  มีความหลอกลวงอยู่ในนี้  เจ้าใคร่ครวญเรื่องนี้มาบ้างแล้ว และรู้ว่าวลี “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” นี้ไม่ถูกต้อง และไม่ใช่ความจริง  เช่นนั้นแล้ว เมื่อเจ้ามาถึงทางตัน เหตุใดจึงยังคงไม่เลือกความจริง กลับยึดปฏิบัติตามวลีเชิงปรัชญาที่มาจากวัฒนธรรมดั้งเดิม ซึ่งเป็นวลีที่ผู้คนยอมรับกันมากที่สุด?  เหตุใดเจ้าจึงเลือกทำเช่นนี้?  นี่เกี่ยวเนื่องกับความคิดที่ซับซ้อนของผู้คน และเมื่อมีความคิดที่ซับซ้อน ย่อมมีอุปนิสัยเช่นใดเข้ามาเกี่ยวข้อง?  (ความเลว)  นอกเหนือจากความเลวแล้ว ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่มีบทบาทในเรื่องนี้  เจ้าไม่ได้ยอมรับอย่างเต็มที่ว่าวลีนี้ถูกต้อง แต่ก็ยังคงสามารถยึดถือและปล่อยให้มันชักจูงและควบคุมเจ้า  ในที่นี้มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือเจ้ารังเกียจความจริง เจ้าไม่ใช่คนที่รักความจริง  นี่คืออุปนิสัยมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน  เวลาผู้คนทำสิ่งต่างๆ พวกเขาได้รับอิทธิพลจากทัศนะมากมาย และอันที่จริง ถึงเจ้าจะไม่จำเป็นต้องเชื่ออยู่ในหัวใจว่าทัศนะดังกล่าวถูกต้อง แต่เจ้าก็สามารถทำตามและยึดถือทัศนะเหล่านั้นได้โดยมีอุปนิสัยบางอย่างคอยขับเคลื่อน  แม้เจ้าจะเชื่อว่าทัศนะเหล่านี้ไม่ถูกต้อง แต่เจ้าก็ยังคงสามารถถูกทัศนะเหล่านี้ครอบงำ ชักจูง และบงการได้  นี่คืออุปนิสัยอันเลว  ตัวอย่างเช่น บางคนใช้ยาเสพติดหรือเล่นการพนัน พลางพูดไปด้วยว่าการใช้ยาเสพติดและเล่นการพนันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ถึงกับแนะนำผู้อื่นว่าอย่าทำอะไรเช่นนั้น หาไม่แล้ว อาจสูญเสียทุกอย่างได้  พวกเขาเชื่อว่าการทำเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งผิด สิ่งเหล่านั้นเป็นลบ แต่พวกเขาสามารถละและเลิกสิ่งเหล่านั้นได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเขาจะไม่มีวันหยุดตัวเองได้ ทั้งยังพูดอย่างเปิดเผยด้วยซ้ำไปว่า “การพนันเป็นวิธีหาเงินอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะอย่างนั้นเลยกลายเป็นอาชีพได้”  พวกเขารังแต่จะทำให้มันดูดีเท่านั้นมิใช่หรือ?  ในความเป็นจริง พวกเขาคิดในใจว่า “นี่มันอาชีพประเภทไหนกัน?  ฉันจำนำของมีค่าทุกอย่างที่มีและหมดเงินที่หามาได้จากการพนันไปแล้ว  ท้ายที่สุดก็ไม่มีนักพนันที่ใช้ชีวิตได้ตามปกติแม้แต่คนเดียว”  แล้วเหตุใดพวกเขาจึงยังคงพูดให้มันดูดีเช่นนั้น?  เพราะพวกเขาเลิกเล่นไม่ได้  เหตุใดจึงเลิกไม่ได้?  เพราะมันอยู่ในธรรมชาติของพวกเขา การพนันหยั่งรากลงไปในธรรมชาติของพวกเขาแล้ว  พวกเขาจำเป็นต้องมีสิ่งนี้และไม่อาจขบถต่อมันได้—นี่คือธรรมชาติของพวกเขา  พวกเราสามัคคีธรรมกันมาพอสมควรแล้วถึงวลีที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้”  คนคนหนึ่งถูกวลีนี้ครอบงำเพราะมีแรงกระตุ้นชั่วคราวให้ยอมรับทัศนะดังกล่าว หรือเพราะซาตานฉวยโอกาสปลูกฝังทัศนะดังกล่าวให้กับคนคนนี้ในยามประมาท พาให้พวกเขากระทำการตามนั้น?  (ไม่ใช่)  นี่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติที่เสื่อมทรามของคนคนนี้ พวกเขาเลือกเส้นทางดังกล่าวเพราะมีสิ่งนี้อยู่ในธรรมชาติของตน  เมื่อชำแหละวลี “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” เช่นนี้แล้ว ตอนนี้พวกเจ้าย่อมมีความเข้าใจโดยพื้นฐานแล้ว  วลีนี้ถูกระบุว่าเป็นปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตาน—ไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด  แล้วมีความเชื่อมโยงใดๆ กับความจริงหรือไม่?  (ไม่มี)  ไม่มีความเชื่อมโยงกับความจริงอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังถูกพระเจ้ากล่าวโทษ  วลีนี้ไม่ใช่ความจริง มันมาจากซาตาน ไม่ใช่พระเจ้า  กล่าวอย่างมั่นใจได้ว่าวลีนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับความจริง หรือหลักเกณฑ์ที่ว่าผู้เชื่อในพระเจ้าควรกระทำการ ประพฤติปฏิบัติตน และนมัสการพระเจ้าอย่างไร  วลีนี้ถูกกล่าวโทษอย่างสิ้นเชิงแล้ว  ลักษณะที่เป็นเหตุผลวิบัติของวลีนี้เมื่อเทียบดูแล้วย่อมเห็นได้ชัดเจนมาก ทำให้พวกเจ้าแยกแยะได้ง่ายว่ามันถูกต้องหรือไม่

II. การชำแหละแนวคิดเรื่อง “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น”

พวกเรามาพูดถึงอีกคำกล่าวที่ว่า “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น” กันเถิด  มีใครอธิบายได้บ้างว่านี่หมายความว่าอย่างไร?  (ในคำกล่าว “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น” กองฟืนหมายถึงฟืนก่อไฟ และความขมขื่นหมายถึงถุงน้ำดี  นี่พูดถึงเรื่องที่โกวเจี้ยน กษัตริย์แคว้นเยว่ นอนบนกองฟืนและเลียถุงน้ำดีทุกวัน รวมทั้งเรื่องที่เขาอยากแก้แค้น อยากผงาดขึ้นมาจากเถ้าถ่านของความปราชัย และกอบกู้แคว้นของตน)  เจ้าได้อธิบายภูมิหลังของคำกล่าวนี้แล้ว ซึ่งก็คือเรื่องราวที่เป็นที่มาของคำกล่าวนี้  โดยปกติ เวลาอธิบายคำกล่าวใดๆ นอกจากการอธิบายภูมิหลังแล้ว เจ้าต้องอธิบายขยายความหมายของคำกล่าวนั้นด้วย—นี่อุปมาถึงสิ่งใดเมื่อผู้คนนำมาใช้ในยุคสมัยใหม่  จงอธิบายอีกครั้งเถิด  (เป็นการอุปมาถึงคนที่มุมานะทำงานหนัก คนที่ต่อสู้และพยายามอย่างหนักเพื่อบรรลุเป้าหมายและความปรารถนาของตน)  เมื่อเป็นเช่นนั้นควรอธิบายคำว่า “กองฟืน” และ “ถุงน้ำดี” ในบริบทนี้ว่าอย่างไร?  เจ้าไม่ได้อธิบายความหมายสองมุมนี้  เมื่อดูจากคำศัพท์แล้ว “กองฟืน” หมายถึงฟืนประเภทหนึ่งที่มีหนาม เขาเอนตัวลงนอนบนฟืนที่มีหนาม จากนั้นก็หมั่นเตือนตัวเองถึงรูปการณ์และการที่ตนถูกหยามเกียรติ หมั่นเตือนตัวเองถึงภารกิจที่แบกรับเอาไว้  นอกจากนี้ เขายังแขวนถุงน้ำดีไว้บนเพดานและเลียมันทุกวัน  ผู้คนย่อมลิ้มรสเช่นใดเวลาที่เลียถุงน้ำดี?  (รสขม)  ย่อมจะขมมาก!  เขาใช้ความรู้สึกนี้คอยเตือนตัวเองไม่ให้ลืมความเกลียดชังของตน ไม่ให้ลืมภารกิจของตน และไม่ให้ลืมความปรารถนาของตน  ความปรารถนาของเขาคือสิ่งใด?  คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่จะกอบกู้แคว้นของเขา  ปกติแล้ว การนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นเป็นการอุปมาถึงสิ่งใด?  ปกติแล้วเป็นการอุปมาถึงคนที่ตกอยู่ในรูปการณ์ที่อับโชค แต่ก็ไม่ลืมภารกิจและความปรารถนาของตน สามารถจ่ายราคาให้กับความต้องการ ความมุ่งมาดปรารถนา และภารกิจของตนได้  ความหมายโดยประมาณก็เป็นเช่นนี้  ในสายตาของคนทางโลก คำกล่าวที่ว่า “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น” เป็นคำกล่าวที่เป็นบวกหรือเป็นลบ?  (เป็นบวก)  เหตุใดจึงมองว่าเป็นบวก?  คำกล่าวนี้สามารถสร้างแรงจูงใจแก่ผู้คนที่อยู่ท่ามกลางความยากลำบากให้ไม่ลืมความเกลียดชังของตน ไม่ลืมความอัปยศของตน ทั้งยังทำให้พวกเขาพยายามอย่างหนักและมุมานะที่จะแข็งแกร่งขึ้น  นี่จึงเป็นคำกล่าวที่สร้างแรงบันดาลใจพอสมควร  ในสายตาของคนทางโลก นี่เป็นคำกล่าวที่เป็นบวกอย่างไม่ต้องสงสัย  ถ้าผู้คนกระทำการตามคำกล่าวนี้ เช่นนั้นก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่พวกเขาทำ แรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ วิธีการทำสิ่งต่างๆ และหลักการที่พวกเขายึดปฏิบัติย่อมถูกต้องและเป็นบวก  เมื่อกล่าวเช่นนี้ โดยพื้นฐานแล้ว คำกล่าวนี้ย่อมไม่มีสิ่งใดผิด แล้วพวกเราต้องการชำแหละสิ่งใดถึงหยิบยกคำกล่าวนี้ขึ้นมา?  พวกเราต้องการกล่าวสิ่งใด?  (พวกเราต้องการชำแหละว่าคำกล่าวนี้ขัดแย้งกับความจริงอย่างไรบ้าง)  ถูกต้อง พวกเราต้องการแยกแยะว่าคำกล่าวนี้ใช่ความจริงหรือไม่  ในเมื่อคำกล่าวนี้ “ถูกต้อง” ถึงเพียงนี้ ก็ย่อมคู่ควรให้พวกเราชำแหละและตรวจสอบยืนยันว่าแท้จริงแล้วคำกล่าวนี้ “ถูกต้อง” อย่างไร  จากนั้น พวกเราจึงจะนิยามคำกล่าวนี้ได้อย่างถูกต้อง และพิจารณาได้ว่าแท้จริงแล้วคำกล่าวนี้ใช่ความจริงหรือไม่  นี่คือผลในท้ายที่สุดที่พวกเราต้องการสัมฤทธิ์  คำกล่าวที่ว่า “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น” เป็นกฎของการอยู่รอดที่ผู้คนในรูปการณ์พิเศษพากันยึดถือ  ก่อนอื่น พวกเรามาดูให้แน่ใจกันเถิด—คำกล่าวนี้ใช่ความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  พวกเราอย่าเริ่มด้วยการกล่าวว่าคำกล่าวนี้ใช่ความจริงหรือไม่เลย  จากความหมายตามตัวอักษรที่ผู้คนมองเห็นได้ คำกล่าวนี้ไม่มีความหมายที่เป็นลบ  แล้วมีความหมายอะไรที่เป็นบวก?  คำกล่าวนี้สามารถสร้างแรงจูงใจแก่ผู้คน มอบปณิธานให้พวกเขา ทำให้พวกเขาสู้ต่อไป ไม่ถอยหนี ไม่ท้อแท้ และไม่เป็นคนขลาด  คำกล่าวนี้มีประโยชน์ในแง่บวกอยู่ด้านหนึ่ง  อย่างไรก็ดี ผู้คนต้องดำรงหลักประพฤติปฏิบัติตนและหลักการกระทำที่แฝงอยู่ในคำกล่าวนี้ภายใต้รูปการณ์ใดบ้าง?  หลักการที่คำกล่าวนี้ค้ำชูมีความเชื่อมโยงกับการเชื่อในพระเจ้าบ้างหรือไม่?  มีความเชื่อมโยงกับการปฏิบัติความจริงหรือไม่?  มีความเชื่อมโยงกับการทำหน้าที่ของคนเราหรือไม่?  มีความเชื่อมโยงกับการเดินไปตามหนทางของพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเจ้าได้ข้อสรุปกันเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?  รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีความเชื่อมโยง?  (พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น)  พูดเช่นนั้นง่ายเกินไปและขาดความรับผิดชอบ  เวลาที่เจ้าไม่เข้าใจและกล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีเรื่องนี้อยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และฉันก็ไม่รู้ว่าคำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร ดังนั้น ฉันจะไม่ฟัง  คำกล่าวอยากพูดว่าอย่างไรก็ว่าได้ แต่ฉันจะไม่เชื่อ” พูดเช่นนี้ไร้ความรับผิดชอบ  เจ้าต้องจริงจังกับเรื่องนี้  เมื่อเจ้าดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เข้าใจอย่างถ่องแท้ และมีวิจารณญาณที่แท้จริงในเรื่องนี้แล้ว เจ้าจะไม่มีวันทำเหมือนว่าคำกล่าวนี้คือความจริง  ตอนนี้ เราไม่ได้ให้เจ้าปฏิเสธความถูกต้องของคำกล่าวนี้ แต่กำลังทำให้เจ้าเข้าใจว่าคำกล่าวนี้ไม่ใช่ความจริง และแสดงให้เจ้าเห็นว่าความจริงที่เจ้าควรเข้าใจนั้นเป็นเช่นใด และเจ้าควรค้ำชูความจริงอย่างไรในรูปการณ์ทำนองเดียวกัน  พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?  ดังนั้น บอกเราเถิดว่าพวกเจ้าเข้าใจว่าอย่างไร  (การนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นคือวิธีปฏิบัติที่ผู้คนควรใช้ในยามโชคร้าย แต่ในพระนิเวศของพระเจ้าไม่มีคำว่า “โชคร้าย”  เวลาที่พระเจ้าทรงเปิดโปงผู้คนหรือให้พวกเขาเผชิญบททดสอบ ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่พระเจ้าใช้ทำให้พวกเขาเพียบพร้อม—นี่ไม่ใช่ความโชคร้าย  คำกล่าวนี้บอกผู้คนว่าพวกเขาต้องจดจำความยากลำบากที่ตนทนทุกข์อยู่ในเวลานี้ และทวงสิ่งที่สูญเสียไปคืนมาในวันหน้า  คำกล่าวนี้ฟังไม่ขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้า  ข้าพระองค์จะยกตัวอย่างที่ไม่ค่อยเหมาะสมนักสักเรื่องหนึ่งคือ หลังจากถูกปลด ผู้นำบางคนใช้วลีที่ว่า “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น” มาเป็นแรงจูงใจตัวเอง โดยบอกว่า “ฉันจะเรียนรู้จากโกวเจี้ยน กษัตริย์แห่งแคว้นเยว่ ยอมนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น  จะต้องมีสักวันที่ฉันคืนตำแหน่งเดิมและกลายเป็นผู้นำอีกครั้ง  แล้วพวกคุณก็จะเห็น!  ตอนนี้พวกคุณวิพากษ์วิจารณ์ฉัน หาว่าฉันแย่ในเรื่องนี้และไม่ดีในเรื่องนั้น  สักวันฉันจะได้สิ่งที่เสียไปคืนมา และทำให้พวกคุณเห็นว่าแท้จริงแล้วฉันแน่ขนาดไหน  ต้องมีสักวันที่ฉันจะล้างความอัปยศที่ได้รับในตอนนี้ให้หมดไปอย่างแน่นอน!”)  นี่เป็นตัวอย่างที่ดีมาก  ตัวอย่างนี้ให้ความรู้แจ้งแก่พวกเจ้าบ้างหรือไม่?  พวกเจ้าเคยมีช่วงเวลาที่อยากนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นบ้างหรือไม่?  เคยคิดที่จะเอาสิ่งที่สูญเสียไปคืนมาบ้างหรือไม่?  (เคย  ข้าพระองค์มีความคิดเหล่านี้เวลาที่ผู้คนพูดจาหักล้างทัศนะของข้าพระองค์  ตัวอย่างเช่น ตอนที่ข้าพระองค์หารือบางเรื่องอยู่กับพี่น้องชายหญิง แล้วพี่น้องตั้งคำถามกับทัศนะที่ข้าพระองค์เสนอ ข้าพระองค์รู้สึกแข็งขืนอยู่ในใจ และคิดว่า “ฉันต้องทำงานดีๆ ให้พวกคุณเห็นให้ได้สักวัน”  จากนั้น ข้าพระองค์ก็พยายามอย่างหนักที่จะเรียนรู้งานด้านนั้น แต่นี่เป็นทัศนคติที่ผิด)  นี่ไม่ใช่ท่าทีของการยอมรับความจริง แสวงหาความจริง หรือปฏิบัติความจริง แต่เป็นท่าทีที่พยศและอยากพิสูจน์อะไรบางอย่างให้ผู้อื่นเห็น—เป็นท่าทีที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  ท่าทีแบบนี้ถือว่าเป็นบวกในหมู่มวลมนุษย์  การไม่มีวันยอมรับความพ่ายแพ้เป็นพื้นอารมณ์ที่ดีอย่างหนึ่ง และหมายความว่าคนคนนั้นมีความไม่ย่อท้อ แล้วเหตุใดจึงกล่าวว่านี่ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง?  เพราะท่าทีของพวกเขาเวลาทำสิ่งต่างๆ หลักการและแรงจูงใจเบื้องหลังสิ่งที่พวกเขาทำนั้นไม่ได้เป็นไปตามความจริง กลับเป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น” ของวัฒนธรรมดั้งเดิม  แม้จะกล่าวได้ว่าคนคนนี้มีความมั่นใจในตนเองจนรู้สึกได้ และแม้ทัศนคติและท่าทีของพวกเขาที่อยากเอาชนะและไม่ยอมรับความพ่ายแพ้จะเป็นที่นับถือของผู้คนในสังคมทางโลก แต่เมื่อเผชิญความจริง ทัศนคติและพื้นอารมณ์แบบนี้ย่อมเป็นเช่นใด?  เป็นสิ่งที่เล็กกระจิริดและเลวร้ายอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่พระเจ้าชัง  คนอื่นมีใครมีอะไรจะกล่าวอีกบ้างหรือไม่?  (เวลาทำหน้าที่ เป็นเพราะข้าพระองค์ไม่คุ้นเคยกับงานด้านนั้น เลยนึกว่าผู้คนไม่เห็นข้าพระองค์อยู่ในสายตา  ในใจข้าพระองค์เลยแอบปลุกใจตัวเองว่า “ฉันต้องศึกษางานด้านนี้ให้ดีและทำให้พวกคุณเห็นว่าแท้จริงแล้วฉันมีความสามารถ”  บางครั้ง พอผู้คนชี้ให้เห็นข้อบกพร่องในหน้าที่ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็พยายามเปลี่ยนแปลง ทนฝ่าความยากลำบากและจ่ายราคาเพื่อเรียนรู้งาน และไม่ว่าจะทนทุกข์กับความยากลำบากมากเท่าใด ข้าพระองค์ก็กล้ำกลืนเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้แสวงหาวิธีที่จะทำหน้าที่ของตนให้ดี กลับอยากให้มีสักวันที่สามารถทำให้คนอื่นยกย่องข้าพระองค์และได้รับความเคารพจากผู้อื่น  ข้าพระองค์ก็มีสภาวะที่คล้ายการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นเช่นกัน)  จากที่พวกเจ้าทุกคนเล่ามา เราสังเกตเห็นปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง  พวกเจ้าเชื่อในพระเจ้ากันมาหลายปี ละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของตน ทนทุกข์กับความยากลำบากกันมาไม่น้อย แต่กลับเก็บเกี่ยวได้น้อยเหลือเกิน  พวกเจ้าสามารถทนฝ่าความยากลำบากและสละตนในหน้าที่ได้ และจ่ายราคาได้อีกด้วย แต่เหตุใดจึงไม่เคยก้าวหน้าในความจริง?  พวกเจ้าเข้าใจความจริงกันน้อยและตื้นเขินถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?  สาเหตุก็คือพวกเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับความจริง  อยากนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นอยู่เสมอ หัวใจของพวกเจ้าเปี่ยมล้นไปด้วยแรงขับเคลื่อนที่จะพิสูจน์ตัวเอง  การนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นเป็น “ฝีเม็ดใหญ่”—เจ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องดีหรือไม่?  ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดของการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นคืออะไร?  เวลาที่คนคนหนึ่งต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าตนมีความสามารถและเก่งพอ ตนไม่ได้ด้อยกว่าผู้อื่น และจะแพ้ใครไม่ได้ พวกเขาก็จะนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาจะ “สู้ทนความทุกข์ยากอันใหญ่หลวงที่สุดเพื่อให้เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”  แล้วการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นสำแดงให้เห็นในทางใดบ้าง?  ทางแรกคือไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  ทางที่สองคือสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง  พวกเจ้าอาจไม่ใช้วาจาโต้เถียงสิ่งต่างๆ กับผู้อื่น หักล้างพวกเขา หรือปกป้องตัวเอง แต่พวกเจ้าก็แอบพยายาม  เป็นความพยายามแบบใด?  อาจเป็นราคาที่พวกเจ้ายอมจ่าย ได้แก่ ยอมทำงานจนดึกดื่น ตื่นแต่เช้าตรู่ หรืออ่านพระวจนะของพระเจ้าและเรียนรู้งานในด้านที่พวกเจ้าทำขณะที่ผู้อื่นออกไปสนุกสนานกัน เป็นการทุ่มเทพยายามเป็นพิเศษ  นี่ใช่การทนทุกข์กับความยากลำบากหรือไม่?  นี่เรียกว่าการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น  การสำแดงในทางที่สามเป็นเช่นไร?  สำแดงให้เห็นในทางที่ผู้คนมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่อยู่ในตัว และไม่พร่ำบ่นถึงปัญหาที่เกิดจากความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่นี้  พวกเขาอยากดำรงเป้าหมายที่ตั้งไว้ อยากทำให้สำเร็จ และอยากรักษาเจตจำนงที่จะต่อสู้นี้เอาไว้  เจตจำนงที่จะต่อสู้นี้คืออะไร?  ยกตัวอย่าง ถ้าเจ้าอยากเป็นผู้นำหรือทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จ เจ้าต้องรักษาสภาวะภายในจิตใจนี้ไว้เสมอ ต้องไม่ลืมปณิธาน ภารกิจ ความทะเยอทะยาน และความมุ่งมาดปรารถนาของเจ้าเป็นอันขาด  เจ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ในหนึ่งประโยคว่าอย่างไร?  (อย่าลืมแรงจูงใจเริ่มแรกในการทำบางสิ่ง)  การไม่ลืมแรงจูงใจเริ่มแรกในการทำบางสิ่งนั้นถูกต้อง แต่ยังหนักแน่นไม่มากพอ  (รักษาความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ในใจเอาไว้ให้มั่น)  แบบนั้นดีกว่า  เรื่องนี้มีความรู้สึกแบบนั้นอยู่บ้าง  เจ้าจะกล่าวคำเหล่านี้ให้ถูกต้องและรัดกุมกว่านี้ได้อย่างไร?  (เจตจำนงที่จะต่อสู้และความทะเยอทะยาน)  เจ้าจะกล่าวเรื่องนี้ด้วยถ้อยคำที่สมบูรณ์ว่าอย่างไร?  สู้หลายครั้งย่อมแพ้หลายครา แต่ยิ่งสู้นานก็ยิ่งกล้าหาญ  เป็นเจตจำนง “ที่ไม่เคยยอมแพ้” ในการที่จะต่อสู้  เหมือนที่บางคนพูดว่า “พอถูกปลด คุณก็ท้อแท้หรือ?  ฉันถูกปลดมาหลายครั้ง แต่กลับไม่เคยท้อแท้  เมื่อไรที่ทำอะไรล้มเหลว ฉันก็แค่ลุกขึ้นสู้ใหม่  พวกเราต้องมีเจตจำนงที่จะต่อสู้!”  ในมุมมองของพวกเขา เจตจำนงที่จะต่อสู้นี้คือสิ่งที่เป็นบวก  พวกเขาไม่คิดว่าเป็นเรื่องแย่เมื่อผู้คนมีความทะเยอทะยาน ความมุ่งมาดปรารถนา และเจตจำนงที่จะต่อสู้  แล้วพวกเขาทำอย่างไรกับความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงที่เกิดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เป็นความโอหัง?  พวกเขาทำเหมือนสิ่งเหล่านั้นเป็นบวก  ดังนั้น พวกเขาจึงคิดว่าการสามารถทนทุกข์กับความยากลำบากของการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายของการต่อสู้และเป้าหมายที่พวกเขาคิดว่าถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องและพึงทำ ผู้คนมองสิ่งนั้นว่าดี และสิ่งนั้นก็ควรเป็นความจริง  ลักษณะสามข้อนี้สำแดงถึงการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น  การสำแดงสามข้อนี้อธิบายความหมายที่อยู่ในคำว่านอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นได้หรือไม่?  (ได้)  เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จะสามัคคีธรรมถึงการสำแดงสามข้อนี้อย่างละเอียด

ก. การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้

พวกเรามาเริ่มด้วยการพูดถึงลักษณะข้อแรกที่การนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่นสำแดงให้เห็นกันเถิด นั่นคือการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้คืออะไร?  ปกติแล้ว ผู้คนมีการสำแดงเช่นใดที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขามีทัศนคติที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้?  การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เป็นอุปนิสัยแบบใด?  (โอหังและดื้อแพ่ง)  ประกอบด้วยอุปนิสัยที่ชัดเจนสองอย่างคือโอหังและดื้อแพ่ง  มีอะไรอีก?  (อยากเอาชนะ)  นี่ใช่อุปนิสัยหรือไม่?  นี่คือการสำแดงออกมา  ตอนนี้พวกเรากำลังพูดถึงอุปนิสัย  (รังเกียจความจริง)  แน่นอนที่การรังเกียจความจริงย่อมหมายความว่าพวกเขาไม่ยอมรับความจริง  ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้นำหรือคนทำงานบอกว่าสิ่งที่เจ้าทำอยู่นั้นละเมิดหลักธรรมและถ่วงงานในพระนิเวศของพระเจ้าให้ล่าช้า และพวกเขาต้องการปลดเจ้า แล้วเจ้าก็คิดว่า “ฮึ่ม!  ฉันไม่คิดว่าสิ่งที่ฉันทำอยู่นี้ผิด  ถ้าคุณอยากปลดฉันก็เชิญ  ถ้าไม่ยอมให้ฉันทำ ฉันก็จะไม่ทำ  ฉันจะนบนอบ!”  ภายในการนบนอบนี้มีท่าทีของการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  นี่คืออุปนิสัยอย่างหนึ่ง  นอกจากความโอหัง การดื้อแพ่ง และการรังเกียจความจริงแล้ว ภายในอุปนิสัยนี้ยังมีสิ่งใดอีก?  มีอุปนิสัยที่อยากแข่งกับพระเจ้าหรือไม่?  (มี)  เช่นนี้คืออุปนิสัยแบบใด?  นี่คือความชั่วช้า  พวกเจ้าไม่อาจตระหนักรู้อุปนิสัยที่ชั่วช้าถึงเพียงนี้ได้ด้วยซ้ำ  เหตุใดเราจึงกล่าวว่านี่คือความชั่วช้า?  (เพราะพวกเขาอยากแข่งกับพระเจ้า)  การพยายามแข่งกับความจริงนี้เรียกว่าชั่วช้า—ชั่วช้าเกินไปแล้ว!  ถ้าไม่ชั่วช้า พวกเขาก็จะไม่พยายามแข่งกับความจริง จะไม่พยายามแข่งหรือประชันกับพระเจ้า  นี่คืออุปนิสัยที่ชั่วช้า  ในการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้จึงมีความโอหัง การดื้อแพ่ง การรังเกียจความจริง และความชั่วช้าอยู่  เหล่านี้คืออุปนิสัยที่เห็นได้ชัดว่าเชื่อมโยงกับการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  แล้วการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้สำแดงออกมาอย่างไร?  ครอบคลุมทัศนคติเช่นใดบ้าง?  ผู้คนที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้คิดอย่างไร?  มีท่าทีเช่นใด?  พวกเขาพูดอะไร คิดอะไร และเผยสิ่งใดออกมาเมื่อเผชิญสิ่งต่างๆ เช่น การถูกปลด?  การสำแดงที่พบบ่อยที่สุดคือเวลาที่พวกเขาทำหน้าที่และเบื้องบนเห็นว่าพวกเขาไม่เหมาะที่จะทำหน้าที่นี้จึงปลดพวกเขา พวกเขาย่อมครุ่นคิดในใจว่า “ฉันสู้คุณไม่ได้หรอก  ฉันจะไม่เถียงคุณ  ฉันมีความสามารถ  ทองแท้ย่อมเปล่งประกายในที่สุด และฉันก็เป็นคนที่มีความสามารถไม่ว่าจะไปที่ไหน!  ไม่ว่าเบื้องบนจะจัดแจงให้ฉันทำอะไร ฉันก็จะทนรับไว้และฟังพวกเขาไปก่อน”  พวกเขายังมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและอธิษฐานอีกด้วยว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงคุ้มครองข้าพระองค์จากการพร่ำบ่น  ยั้งปากของข้าพระองค์ไม่ให้ตัดสินหรือหมิ่นประมาทพระองค์ และขอทรงทำให้ข้าพระองค์สามารถนบนอบ”  แต่แล้วพวกเขาก็ครุ่นคิดอีกครั้งว่า “ฉันนบนอบไม่ลง  นี่คือส่วนที่ยากที่สุด  ฉันไม่อาจยอมรับข้อเท็จจริงนี้ได้  ฉันควรทำอย่างไร?  นี่เป็นการจัดแจงจากเบื้องบน ฉันเลยทำอะไรไม่ได้  ฉันมีความสามารถขนาดนี้ แต่ทำไมถึงไม่เคยได้ใช้ความสามารถของตัวเองในพระนิเวศของพระเจ้า?  ดูเหมือนว่าฉันยังอ่านพระวจนะของพระเจ้าไม่มากพอ  จากนี้ไป ฉันต้องอ่านพระวจนะของพระเจ้าให้มากขึ้น!”  พวกเขาไม่ยอมจำนนและไม่คิดว่าตนจะด้อยกว่าผู้อื่น เพียงแต่ระยะเวลาที่พวกเขาเชื่อในพระเจ้านั้นน้อยกว่าคนอื่นอยู่บ้าง และนี่ก็เป็นเรื่องที่สามารถชดเชยกันได้  ดังนั้น พวกเขาจึงทุ่มเทพยายามที่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้าและฟังคำเทศนา  พวกเขาเรียนรู้บทเพลงนมัสการใหม่ๆ หนึ่งบทและอ่านพระวจนะของพระเจ้าหนึ่งบททุกวัน ทั้งยังฝึกเทศนาอีกด้วย  พวกเขาค่อยๆ คุ้นเคยกับพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคำสอนฝ่ายวิญญาณได้มาก และกล่าวสามัคคีธรรมในการชุมนุมได้  ตรงนี้มีแรงขับเคลื่อนที่จะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้บ้างหรือไม่?  (มี)  เป็นแรงขับเคลื่อนแบบใด?  (แรงขับเคลื่อนที่เลว)  นี่คือปัญหา!  เหตุใดทันทีที่พวกเราชำแหละเรื่องนี้ พวกเจ้าก็พลันระบุว่าเป็นแรงขับเคลื่อนที่เลว?  สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?  ชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกเขาเป็นปกติ พวกเขาไม่ข้องแวะเรื่องทางโลก ไม่ซุบซิบนินทา ท่องจำพระวจนะของพระเจ้าได้หลายบท และขับร้องบทเพลงนมัสการจากความทรงจำได้หลายเพลง  พวกเขาคือ “ชนชั้นนำ”!  แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงกล่าวว่านี่เป็นแรงขับเคลื่อนที่เลว?  (พวกเขามีเจตนาที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองมีความสามารถและไม่ได้ด้อยกว่าผู้อื่น)  นี่เรียกว่าการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  เมื่อไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แท้จริงแล้ว พวกเขากำลังทำความเข้าใจตนเองและยอมรับรู้ปัญหาของตนหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาตระหนักรู้ความเสื่อมทรามและอุปนิสัยที่โอหังของตนหรือไม่?  (ไม่)  แล้วด้วยการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ พวกเขากำลังพิสูจน์ให้เห็นสิ่งใด?  พวกเขาอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าตนมีความสามารถและเหนือกว่าผู้อื่น อยากพิสูจน์ว่าตนเก่งกว่าผู้อื่น และท้ายที่สุดก็พิสูจน์ว่าการปลดพวกเขาเป็นความผิดพลาด  แรงขับเคลื่อนของพวกเขามุ่งไปในทิศทางนี้  นี่คือการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ใช่หรือไม่?  (ใช่)  ท่าทีที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้นี้ก่อให้เกิดการกระทำที่พวกเขายอมทนฝ่าความยากลำบาก จ่ายราคา สู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง  ดูภายนอกเหมือนว่าพวกเขามานะพยายามอย่างมาก ทนฝ่าความยากลำบากและจ่ายราคาได้ และในที่สุดก็บรรลุเป้าหมายของตน แต่เหตุใดพระเจ้าจึงไม่พอพระทัย?  เหตุใดพระองค์จึงทรงกล่าวโทษพวกเขา?  เพราะพระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจส่วนลึกที่สุดของผู้คนและประเมินทุกคนตามความจริง  พระเจ้าทรงประเมินพฤติกรรม เจตนา การแสดงออก และอุปนิสัยของทุกคนอย่างไร?  ทั้งหมดนี้ย่อมถูกประเมินตามความจริง  แล้วพระเจ้าทรงประเมินและนิยามเรื่องนี้ว่าอย่างไร?  ไม่ว่าเจ้าจะทนทุกข์กับความยากลำบากไปมากเท่าใดและจ่ายราคาไปสูงลิ่วเพียงใด พอเป็นเรื่องของความจริง เจ้ากลับไม่พากเพียรเพื่อความจริง เจ้าไม่มีเจตนาที่จะนบนอบหรือยอมรับความจริง กลับใช้วิธีทนฝ่าความทุกข์และจ่ายราคามาพิสูจน์ว่าวิธีการที่พระเจ้าและพระนิเวศของพระเจ้าใช้ระบุว่าเจ้าเป็นเช่นไรและจัดการเจ้านั้นผิด  นี่แฝงนัยว่าอย่างไร?  เจ้าอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าเป็นคนที่ไม่เคยทำผิดและไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  เจ้าอยากพิสูจน์ว่าวิธีการที่พระนิเวศของพระเจ้าใช้จัดการเจ้านั้นไม่สอดคล้องกับความจริง และบางครั้งความจริงและพระวจนะของพระเจ้าก็ผิดพลาด  ตัวอย่างเช่น มีความผิดพลาดและเกิดปัญหาในเรื่องของเจ้า แล้วกรณีของเจ้าก็พิสูจน์ให้เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่ความจริงและเจ้าไม่จำเป็นต้องนบนอบ  นี่คือผลลัพธ์มิใช่หรือ?  (ใช่)  พระเจ้าทรงเห็นชอบกับผลลัพธ์แบบนี้หรือว่าทรงกล่าวโทษ?  (ทรงกล่าวโทษ)  พระเจ้าทรงกล่าวโทษผลลัพธ์แบบนี้

ท่าทีที่ผู้คนไม่ยอมรับความพ่ายแพ้นี้สอดคล้องกับความจริงหรือไม่?  (ไม่)  ถ้าพวกเรากล่าวว่าท่าทีนี้ไม่ตรงตามความจริง และห่างไกลจากความจริงลิบลับ คำกล่าวที่ว่านั้นจะถูกต้องหรือไม่?  ไม่ เพราะท่าทีนี้ไม่ได้เชื่อมโยงกับความจริงเลย  ในโลกและในหมู่มวลมนุษย์ ท่าทีที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้นี้เป็นที่ยกย่องหรือกล่าวโทษ?  (ยกย่อง)  เป็นที่ยกย่องในสภาพแวดล้อมเช่นใด?  (ในที่ทำงานและในโรงเรียน)  ยกตัวอย่าง ถ้านักเรียนคนหนึ่งสอบได้หกสิบจากคะแนนเต็มร้อย แล้วพูดว่า “ฉันจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  คราวหน้าฉันจะทำให้ได้เก้าสิบคะแนน!”  และเมื่อทำได้เก้าสิบคะแนน พวกเขาก็ต้องการทำให้ได้เต็มร้อยในครั้งต่อไป  ในที่สุดพวกเขาก็ทำสำเร็จ และพ่อแม่ของพวกเขาก็คิดว่าลูกคนนี้มีความทะเยอทะยานและมีอนาคตที่สดใส  สภาพแวดล้อมอีกแบบหนึ่ง—ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด—คือการแข่งขัน  บางทีมแข่งแพ้และมีสัญญาณของความอับอายระบายอยู่บนใบหน้า แต่พวกเขาก็ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  เป็นเพราะทัศนคติและท่าทีที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้นี้ พวกเขาจึงพยายามกันหนักมากและฝึกซ้อมให้หนักขึ้น แล้วในการแข่งขันครั้งต่อไป พวกเขาก็เอาชนะทีมคู่แข่งได้และทำให้ทีมนั้นดูไม่ดี  ในสังคมนี้และในหมู่มวลมนุษย์ การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เป็นทัศนคติอย่างหนึ่ง  ทัศนคติคืออะไร?  (คือวิธีคิดที่เกื้อหนุนผู้คนทางจิตใจ)  ถูกต้อง  เป็นแรงขับเคลื่อนที่เกื้อหนุนผู้คนให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญอยู่เสมอ ไม่ยอมพ่ายแพ้ ไม่ยอมท้อแท้ ไม่ถอยหนี บรรลุความมุ่งมาดปรารถนาและเป้าหมายของตนให้ได้  นี่เรียกว่าการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  เป็นทัศนคติอย่างหนึ่งที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  ผู้คนคิดไปว่าถ้าพวกเขาไม่มีทัศนคติเช่นนี้ ไม่มี “จิตวิญญาณ” นี้ ชีวิตย่อมไร้ความหมาย  พวกเขาพึ่งพาสิ่งใดในชีวิต?  ชีวิตของพวกเขาพึ่งพาทัศนคติอย่างหนึ่ง  แล้วทัศนคตินี้มาจากไหน?  มาจากมโนคติอันหลงผิดและการคิดฝันของผู้คน ทั้งยังมาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา  เป็นสิ่งที่ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง และผู้คนก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ  นับแต่พระเจ้าทรงสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ก็มีสิ่งที่เป็นบวกมากมาย เช่น ระเบียบแบบแผนที่สิ่งมีชีวิตใช้ดำรงชีวิต ระเบียบแบบแผนที่มวลมนุษย์ใช้ดำเนินชีวิต ระเบียบแบบแผนที่ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและสรรพสิ่งรวมทั้งจักรวาลใช้ดำเนินไป และอื่นๆ  ตามความคิดอ่านและระดับการศึกษาของพวกเขา ผู้คนควรค้นพบระเบียบแบบแผนที่จะยึดปฏิบัติตามภายในเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ ระเบียบแบบแผนที่จะใช้เป็นหลักการและแรงขับเคลื่อนหรือใช้เป็นรากฐานว่าพวกเขาควรกระทำการและประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร  แต่ผู้คนก็ไม่ได้ใช้ความพยายามไปในทิศทางที่ถูกต้อง—แล้วพวกเขาใช้เรี่ยวแรงไปในทิศทางเช่นใด?  พวกเขาใช้เรี่ยวแรงไปในทิศทางที่ผิด กล่าวคือ พวกเขาละเมิดระเบียบแบบแผนที่ทำให้สิ่งต่างๆ มีพัฒนาการ และละเมิดระเบียบแบบแผนที่ทำให้สรรพสิ่งมีวัฏจักร—อยากทำลายระเบียบแบบแผนตามธรรมชาติที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้นี้อยู่เสมอ ใช้วิธีและวิถีของมนุษย์มาสร้างความสุข  พวกเขาไม่รู้ว่าความสุขได้มาอย่างไร มีความล้ำลึกอันใดอยู่ภายในความสุข หรือมีที่มาเช่นไร พวกเขาไม่ได้มองหาแหล่งที่มานี้  กลับพยายามใช้วิธีการของมนุษย์มาสร้างความสุข ทั้งยังอยากสร้างปาฏิหาริย์อยู่เสมออีกด้วย  พวกเขาพยายามใช้วิธีการของมนุษย์มาเปลี่ยนแปลงระเบียบปกติของทั้งหมดนี้ จากนั้นจึงบรรลุความสุขและเป้าหมายที่พวกเขาต้องการ  ทั้งหมดนี้ผิดปกติ  อะไรคือผลลัพธ์ในท้ายที่สุดของการที่ผู้คนพึ่งพาตนเองเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิ่งดังกล่าวไม่ว่าจะต้องต่อสู้อย่างไรก็ตามที?  บัดนี้ โลกที่พระเจ้ามอบหมายให้มวลมนุษย์ดูแลรักษานี้ถูกทำลายเสียหายไปแล้ว  ใครคือเหยื่อรายใหญ่ที่สุดในยามที่โลกถูกทำลายเสียหายไปแล้วนี้?  (มนุษย์)  มวลมนุษย์คือเหยื่อรายใหญ่ที่สุด  ผู้คนทำร้ายโลกมาถึงขั้นนี้แล้ว แต่ก็ยังกล่าวอ้างว่าตนจะไม่มีวันยอมแพ้  สมองของพวกเขามีบางอย่างผิดปกติมิใช่หรือ?  อะไรคือผลสุดท้ายที่การไม่เคยยอมแพ้นำมาให้?  ความวิบัติที่เป็นภัยมหันต์  นี่ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งแพ้สักครั้งสองครั้งหรือมีสัญญาณของความอับอายระบายอยู่บนใบหน้า  พวกเขาทำลายจุดหมายปลายทางในอนาคตของตนและตัดเส้นทางหลบหนีของตนออกไปแล้ว—พวกเขาทำลายตนเองไปแล้ว!  นี่คือสิ่งที่เกิดจากการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้

สิ่งที่พวกเรากำลังชำแหละอยู่ในตอนนี้คือการสำแดงอุปนิสัยอันชั่วช้าและอุปนิสัยอันโอหังตามแบบฉบับของซาตาน ซึ่งก็คือการไม่เคยยอมแพ้  การไม่เคยยอมแพ้เป็นวิธีคิดอย่างหนึ่ง  พวกเราวิพากษ์วิจารณ์ เปิดโปง และกล่าวโทษวิธีคิดเช่นนี้ แต่ถ้าเจ้ากล่าวโทษวิธีคิดนี้ท่ามกลางมวลมนุษย์ ผู้คนจะยอมรับหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดจึงไม่ยอมรับ?  (เพราะผู้คนล้วนยกย่องวลีนี้)  พวกเขาส่งเสริมวิธีคิดเช่นนี้  ถ้าคนคนหนึ่งไม่มีวิธีคิดแบบไม่ยอมรับความพ่ายแพ้และไม่เคยยอมแพ้ คนอื่นก็จะกล่าวว่าเขาเป็นคนอ่อนแอ  ถ้าพวกเราไม่ส่งเสริมแนวคิดเหล่านี้ พวกเราเป็นคนอ่อนแอหรือไม่?  (ไม่เป็น)  ผู้คนกล่าวว่า “คุณจะไม่เป็นคนอ่อนแอได้อย่างไร?  คุณไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยความเข้มแข็ง  คุณจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?”  คำกล่าวนี้เป็นจริงหรือไม่?  พวกเรามาชำแหละเรื่องนี้กันก่อนว่า การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เป็นท่าทีแบบใด?  ผู้คนที่มีสำนึกที่เป็นปกติควรมีท่าทีนี้หรือไม่?  แท้จริงแล้ว ถ้าผู้คนมีสำนึกที่เป็นปกติ พวกเขาก็ไม่ควรมีวิธีคิดเช่นนี้  การมีวิธีคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง  คนคนหนึ่งต้องเผชิญกับความเป็นจริงจึงจะเป็นคนที่มีสำนึก  เมื่อเป็นเช่นนี้ การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้จึงเป็นการไร้ซึ่งสำนึกอย่างเห็นได้ชัด หมายความว่าสมองของเขามีบางอย่างไม่ค่อยปกติ และท่าทีเช่นนี้ก็ผิดอย่างเห็นได้ชัด  กล่าวให้ถูกต้องก็คือ สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้าแล้ว พวกเขาไม่ควรมีวิธีคิดเช่นนี้ เพราะอุปนิสัยอันโอหังฝังรากลึกอยู่ในการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  เมื่อผู้คนมีอุปนิสัยอันโอหัง พวกเขาจะยอมรับความจริงได้ง่ายหรือไม่?  (ไม่ง่าย)  นี่คือปัญหา  ถ้าเจ้าใช้อุปนิสัยอันโอหังเป็นรากฐานในการไล่ตามเสาะหาความจริง เช่นนั้นแล้ว เจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาสิ่งใด?  สิ่งที่เจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาย่อมไม่ใช่ความจริงอย่างแน่นอน เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว การไล่ตามเสาะหานี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก และสิ่งที่เจ้าได้รับก็จะไม่ใช่ความจริงอย่างแน่นอน แน่นอนว่านั่นย่อมจะเป็น “วิธีคิด” บางอย่างที่ผู้คนจินตนาการขึ้นมา  ถ้าผู้คนถือว่าวิธีคิดแบบนี้เป็นความจริง เช่นนั้นพวกเขาก็หลงออกจากเส้นทางไปแล้ว  แล้วถ้าพวกเราจะแก้ไขวิธีคิดที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ให้ถูกต้อง พวกเราจะกล่าวว่าอย่างไร?  พวกเราจะกล่าวว่าผู้คนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่แท้จริงและทำสิ่งต่างๆ ตามหลักธรรมความจริง พวกเขาไม่ควรมีท่าทีของการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ พวกเขาไม่ยอมพ่ายแพ้แก่ผู้ใด?  (พระเจ้า)  พวกเขาไม่ยอมรับความจริง  กล่าวให้เจาะจงลงไปก็คือ พวกเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่แท้จริงของเรื่องนี้ ไม่ยอมรับว่าตนทำผิดและถูกเผย และไม่ยอมรับว่าตนมีอุปนิสัยอันโอหัง  สิ่งเหล่านี้เป็นความจริง  แล้วเจ้าจะพูดจาหักล้างผู้คนเหล่านี้ได้อย่างไร?  วิธีที่ดีที่สุดในการตอบโต้พวกเขาก็คือใช้สิ่งที่พวกเขารู้สึกว่าน่าอับอายที่สุด  สิ่งใดในโลกทุกวันนี้ที่มวลมนุษย์รู้สึกว่าน่าอับอายที่สุด?  วิทยาศาสตร์  วิทยาศาสตร์ได้ให้อะไรแก่มวลมนุษย์?  (ความวิบัติ)  วิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่มวลมนุษย์ยกย่องมากที่สุดและภาคภูมิใจที่สุด ได้นำพาความวิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนมาสู่พวกเขา  ในเมื่อตอนนี้พวกเจ้ามีเบาะแสนี้แล้ว พวกเจ้าควรโต้แย้งผู้คนเหล่านี้อย่างไรจึงจะทำให้พวกเขาอับอายได้?  พวกเจ้าว่าอย่างไร ผู้ที่เป็นพวกเดียวกับซาตานควรถูกทำให้อับอายหรือไม่?  (ควร)  ถ้าเจ้าไม่ทำให้พวกเขาอับอาย พวกเขาก็จะดูแคลนความจริง เลือกปฏิบัติต่อผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และคิดเสมอว่าผู้ที่เชื่อในพระเจ้านั้นเชื่อเพียงเพราะพวกเขาเป็นคนอ่อนแอเท่านั้น  พวกเจ้าควรโต้แย้งพวกเขาอย่างไร?  (โดยกล่าวว่า “คุณเป็นแค่คนธรรมดา  คุณมีอะไรที่ทำให้คุณไม่ต้องยอมรับความพ่ายแพ้?  อะไรทำให้คุณไม่ยอมแพ้ก็ได้?  ต่อให้บางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ แล้วอย่างไร?  ไม่ว่าเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ที่พวกเขาพัฒนาขึ้นมาจะก้าวหน้าขนาดไหน แล้วอย่างไร?  ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถแก้ไขความวิบัติทั้งหมดที่วิทยาศาสตร์นำมาสู่มวลมนุษย์ได้หรือ?”)  นี่คือวิธีที่ถูกต้องในการโต้แย้งพวกเขา  จงคิดดูเถิด นี่คือวิธีที่ดีในการหักล้างพวกเขาหรือไม่?  เจ้ากล่าวว่า “มวลมนุษย์ได้ดำรงชีวิตมาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ผู้คนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบรรพบุรุษของตนคือใคร แล้วพวกเขาจะไม่ยอมพ่ายแพ้ได้อย่างไร?  คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณมาจากไหน แล้วคุณมีอะไรให้หยิ่งผยอง?  คุณไม่ยอมรับแม้กระทั่งพระเจ้าผู้ทรงสร้างคุณ แล้วคุณจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ได้อย่างไร?  พระเจ้าทรงสร้างผู้คน และนี่คือสิ่งที่เปี่ยมพระสิริอย่างยิ่ง แต่คุณก็ไม่รับรู้หรือยอมรับเรื่องนี้ คุณกลับยืนกรานที่จะเชื่อและยอมรับว่าผู้คนมีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เดรัจฉาน  คุณต่ำต้อยเพียงใด?  พระเจ้าทรงฤทธานุภาพและสูงส่งยิ่งนัก พระองค์ตรัสว่าพระองค์คือพระผู้สร้างของคุณ แต่คุณกลับไม่ยอมรับว่าคุณเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระองค์  คุณเลวทรามเพียงใด?”  พวกเขาจะตอบโต้ว่าอย่างไร?  “ผู้คนมีวิวัฒนาการมาจากลิง แต่พวกเรายังคงเป็นสัตว์ชั้นสูงกว่า”  “อย่างนั้น คุณก็ยังเป็นสัตว์และเดรัจฉานอยู่ไม่ใช่หรือ?  พวกเราไม่ยอมรับว่าพวกเราเป็นสัตว์  พวกเราเป็นผู้คน เป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงสร้าง  พระเจ้าทรงสร้างผู้คนและพระองค์ทรงยอมรับว่าคุณเป็นคนคนหนึ่ง แต่คุณกลับไม่ต้องการเป็นคน  คุณยืนกรานปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างผู้คน  คุณยืนกรานที่จะเป็นสัตว์เดรัจฉาน  คุณจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?  คุณคู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่หรือ?”  คำพูดเหล่านี้มีพลังหรือไม่?  (มี)  นี่คือวิธีที่พวกเราใช้โต้แย้งผู้คนเหล่านี้  ไม่ว่าพวกเขาจะรับรู้หรือไม่ หรือจะยอมรับหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริง  เราจะพูดถึงอีกประเด็นหนึ่ง  ผู้คนไม่มีวันยอมรับความพ่ายแพ้ พวกเขาคิดว่าตนมีความสามารถมาก มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และมีภูมิปัญญาสารพัดรูปแบบ แต่พวกเขาปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างไร?  พวกเขาต่อสู้กับธรรมชาติตลอดเวลาและต้องการเอาชนะธรรมชาติอยู่เสมอ  พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าจะทำตามระเบียบของธรรมชาติได้อย่างไร  ท้ายที่สุดแล้ว การจัดการของมวลมนุษย์ทำอะไรธรรมชาติบ้าง?  ทั้งหมดนี้จัดการโดยผู้คนที่มีความรู้และเข้าใจวิทยาศาสตร์มิใช่หรือ?  เจ้าไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ใช่หรือ?  เจ้าเป็นคนที่มีความสามารถมิใช่หรือ?  เจ้าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอธิปไตยของพระเจ้ามิใช่หรือ?  มวลมนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันมาหลายพันปี แต่เหลือเชื่อที่มวลมนุษย์ยังคงไม่รู้ว่าจะจัดการธรรมชาติอย่างไร  มวลมนุษย์พัฒนาเกินขอบเขต บริโภคเกินพอดี และก่อมลพิษอย่างร้ายแรงให้กับธรรมชาติ จนถึงจุดที่ตอนนี้ทรัพยากรธรรมชาติขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ  นอกจากนี้ ทั้งน้ำที่ผู้คนดื่ม อาหารที่พวกเขากิน และอากาศที่หายใจ ไม่มีสิ่งใดที่ไม่มีพิษ  เริ่มแรกที่พระเจ้าทรงสร้างธรรมชาติ สิ่งมีชีวิต อาหาร อากาศ และน้ำล้วนสะอาดและปราศจากพิษ แต่หลังจากที่พระองค์ประทานธรรมชาติให้มวลมนุษย์จัดการ สิ่งต่างๆ ทั้งหมดนี้กลับถูกทำให้มีพิษ  เป็นผู้คนเองที่ต้อง “สุขสำราญ” กับสิ่งเหล่านี้  แล้วผู้คนจะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ได้อย่างไร?  พระเจ้าทรงสร้างโลกที่สวยงามนี้ให้แก่มวลมนุษย์และทรงให้พวกเขาจัดการโลกนี้ แต่พวกเขาจัดการอย่างไร?  พวกเขารู้วิธีจัดการหรือไม่?  มวลมนุษย์ใช้โลกในทางที่ผิดจนถึงขั้นเสียหายยับเยินไปหมด—ทั้งมหาสมุทร ภูเขา ผืนดิน อากาศ และแม้กระทั่งชั้นโอโซนบนท้องฟ้าก็ไม่ละเว้น ทั้งหมดถูกทำลายจนย่อยยับไปแล้ว  ท้ายที่สุด ใครจะแบกรับผลสืบเนื่องอันเลวร้ายจากทั้งหมดนี้?  (ผู้คน)  ก็เป็นมวลมนุษย์เอง  ผู้คนโง่เขลาอย่างที่สุด แต่พวกเขากลับคิดว่าตนยิ่งใหญ่และไม่ยอมรับความพ่ายแพ้!  เหตุใดพวกเขาจึงไม่ยอมรับความพ่ายแพ้?  ถ้าปล่อยให้มวลมนุษย์จัดการสิ่งต่างๆ เช่นนี้ต่อไป ธรรมชาติจะได้รับการฟื้นฟูให้เป็นเหมือนเดิมหรือไม่?  จะไม่มีวันเป็นเช่นนั้น  ถ้ามวลมนุษย์พึ่งพาวิธีคิดที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เช่นนี้ โลกและธรรมชาติก็มีแต่จะยิ่งเลวร้าย วิกฤต และสกปรกลงเรื่อยๆ ภายใต้การจัดการของพวกเขา  แล้วผลที่ตามมาในท้ายที่สุดจะเป็นเช่นไร?  มวลมนุษย์จะตายในสภาพแวดล้อมที่พวกเขาทำลายนี้  เมื่อเป็นเช่นนั้น ท้ายที่สุดแล้ว ใครจะเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ได้?  พระเจ้าทรงทำได้  ถ้าผู้คนสามารถทำทั้งหมดนี้ได้ เช่นนั้นก็ให้ใครสักคนในหมู่พวกเขาก้าวออกมาและพยายามเปลี่ยนแปลงสภาวะของโลกในยุคปัจจุบันเถิด แต่มีใครกล้าแบกรับความรับผิดชอบนี้หรือไม่?  (ไม่มี)  แล้วเหตุใดผู้คนจึงไม่ยอมรับความพ่ายแพ้?  ผู้คนไม่อาจปกป้องได้แม้แต่น้ำที่พวกเขาดื่ม  ธรรมชาติไม่ได้ถูกสิงโตหรือเสือทำลาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนก ปลา หรือแมลง แต่เป็นมนุษย์เองที่ทำลายและทำให้ธรรมชาติย่อยยับ  ท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนต้องเก็บเกี่ยวสิ่งที่ตนหว่าน  ตอนนี้มีหนทางเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ หรือไม่?  ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  สามารถกล่าวได้อย่างแน่นอนว่า ถ้าพระเจ้าไม่เสด็จมาทำเรื่องทั้งหมดนี้ สภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์ทั้งปวงใช้ชีวิตอยู่ก็จะมีแต่เลวร้ายลงเรื่อยๆ และยิ่งวิกฤตขึ้นเรื่อยๆ และจะไม่ดีขึ้น  มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ได้  มวลมนุษย์จะไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ได้อย่างนั้นหรือ?  เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมนี้ได้หรือ?  เจ้าได้รับสภาพแวดล้อมที่ดี แต่เจ้ากลับทำได้เพียงแต่ทำลายเท่านั้น เจ้าไม่ปกป้อง  ห่วงโซ่อาหารของทั้งโลกคืออะไร?  มวลมนุษย์เข้าใจเรื่องนี้หรือไม่?  พวกเขาไม่เข้าใจ  ตัวอย่างเช่น หมาป่าเป็นสัตว์ที่โหดร้าย  ถ้ามวลมนุษย์สังหารหมาป่าทั้งหมด พวกเขาก็จะคิดว่าตนได้พิชิตธรรมชาติแล้ว  ด้วยความตั้งใจแน่วแน่เช่นนี้ กำลังใจแบบนี้ และวิธีคิดเช่นนี้ที่พร้อมเผชิญกับความท้าทาย มวลมนุษย์จึงเริ่มล่าหมาป่ากันเป็นวงกว้าง  เมื่อฆ่าหมาป่าส่วนใหญ่ในพื้นที่ทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง มวลมนุษย์ก็คิดว่าตนได้พิชิตธรรมชาติและพิชิตสายพันธุ์หมาป่าแล้ว  ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็แขวนหนังหมาป่าไว้ในบ้าน สวมเสื้อคลุมที่ทำจากหนังหมาป่า สวมหมวกที่ทำจากหนังหมาป่า และเอาหนังของลูกหมาป่ามาประดับปลายกริชของตน  พวกเขาถ่ายภาพ และบอกคนทั้งโลกว่า “พวกเราพิชิตสายพันธุ์นี้ที่เป็นภัยคุกคามมวลมนุษย์—หมาป่า!”  พวกเขาพึงพอใจในตนเองเร็วไปหน่อยมิใช่หรือ?  เมื่อมีหมาป่าน้อยลง มองภายนอกก็ดูเหมือนว่าชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บางชนิดไม่ถูกคุกคาม แต่จะมีผลเช่นใดตามมา?  มวลมนุษย์ต้องจ่ายราคาสูงลิ่วให้กับเรื่องนี้  พวกเขาต้องจ่ายราคาด้วยสิ่งใด?  เมื่อหมาป่าจำนวนมากถูกฆ่า จำนวนหมาป่าก็ลดลง  ทันทีหลังจากนั้น กระต่าย หนู และสัตว์อื่นทุกชนิดในทุ่งหญ้าที่หมาป่ากินเป็นอาหารก็เริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมหาศาล  เมื่อสัตว์เหล่านี้มีจำนวนมากเกินไป ผลสืบเนื่องประการแรกคืออะไร?  (หญ้าหายไป)  หญ้ามีน้อยลงเรื่อยๆ  เมื่อมีหญ้าน้อยลง ก็มีพืชคลุมดินน้อยลงเรื่อยๆ  เมื่อสัตว์เหล่านี้มีจำนวนมากเกินไป พวกมันก็จำเป็นต้องกินหญ้าในปริมาณมาก และอัตราการเติบโตของหญ้าก็ไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนของสัตว์กินพืช  เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สัดส่วนกันจะเกิดอะไรขึ้น?  (กลายเป็นทะเลทราย)  ใช่ การกลายเป็นทะเลทราย  เมื่อผืนดินไม่มีพืชคลุมดิน ก็เริ่มกลายเป็นทรายและค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ที่เป็นทราย  พืชส่วนใหญ่ไม่หยั่งรากหรือขยายพันธุ์ในทราย ดังนั้น พื้นที่ที่เป็นทรายจึงขยายตัวอย่างรวดเร็วและขยายวงกว้างออกไปทุกที และท้ายที่สุด ทุ่งหญ้าทั้งหมดก็กลายเป็นทะเลทราย  หลังจากนี้ ทะเลทรายจะเริ่มรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ที่ผู้คนอาศัย และความรู้สึกแรกที่ผู้คนมีจะเป็นเช่นใด?  บางทีเมื่อผู้คนเห็นว่าพื้นที่ทะเลทรายได้ขยายตัวขึ้น พวกเขาอาจไม่รู้สึกกลัว แต่เมื่อถึงวันที่พายุทรายพัดถล่ม จะเกิดความเสียหายใดกับมวลมนุษย์?  ในตอนแรก ฝุ่นจะปลิวว่อน  จากนั้น เมื่อฤดูลมแรงมาถึง ผู้คนจะถึงกับลืมตาไม่ขึ้นเพราะทรายถูกพัดฟุ้งกระจายไปทั่ว  ร่างกายของพวกเขาจะปกคลุมไปด้วยทราย และปากก็จะเต็มไปด้วยทราย  ในกรณีที่รุนแรง บ้านเรือน ปศุสัตว์ หรือผู้คนที่อยู่ใกล้ทะเลทรายอาจถูกทรายกลบจนมิด  ผู้คนหยุดยั้งทรายได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  พวกเขาย่อมจะหยุดยั้งทรายไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องย้าย โดยถอยร่นเข้าไปในแผ่นดินลึกขึ้นเรื่อยๆ  ในที่สุด ทุ่งหญ้าก็จะเล็กลงเรื่อยๆ ทะเลทรายจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมีพื้นที่ที่มวลมนุษย์สามารถอยู่อาศัยได้น้อยลงเรื่อยๆ  ดังนั้น สภาพแวดล้อมที่ผู้คนอยู่อาศัยจะดีขึ้นหรือแย่ลง?  (แย่ลง)  ผลลัพธ์ที่พวกเขาต้องแบกรับนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  สิ่งใดเป็นตัวจุดชนวน?  (การฆ่าหมาป่า)  เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อพวกเขาฆ่าหมาป่า  เป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่โดดเด่นเช่นนี้เอง  ถ้าผู้คนไม่เข้าใจว่าจะทำตามระเบียบนี้อย่างไร และไม่เข้าใจว่าจะปกป้องระเบียบนี้อย่างไร ท้ายที่สุดจะเกิดผลสืบเนื่องเช่นใด?  ผู้คนจะถูกผืนทรายกลืนกินจนหมดสิ้น  นี่คือความวิบัติที่เป็นมหันตภัยมิใช่หรือ?  การฆ่าหมาป่าเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่ง แต่อุปนิสัยใดเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้?  อะไรคือแก่นแท้ของอุปนิสัยนี้?  อะไรคือแรงจูงใจให้พวกเขาทำเช่นนี้?  ผู้คนมีวิธีคิดแบบใดที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมเช่นนี้?  (การต้องการสยบธรรมชาติ)  ถูกต้อง พวกเขาต้องการสยบธรรมชาติ  ผู้คนคิดว่าหมาป่าเป็นศัตรูตามธรรมชาติของมวลมนุษย์  หมาป่าเป็นภัยคุกคามมวลมนุษย์และกินผู้คนอยู่เสมอ  หมาป่าไม่ใช่สิ่งที่ดี  มวลมนุษย์ใส่ความหมาป่าเช่นนี้ จากนั้นก็พยายามสยบและกวาดล้างพวกมันไม่ให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว  จากนั้น มวลมนุษย์ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย ไร้กังวล และไม่ถูกคุกคามอีกเลย  ผู้คนเริ่มฆ่าหมาป่าด้วยแรงจูงใจนี้  อะไรเป็นตัวกำหนดให้เป็นเช่นนี้?  พฤติกรรมนี้ถูกกำหนดโดยวิธีคิดที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  มวลมนุษย์ไม่รู้วิธีจัดการหรือจัดระเบียบหมาป่าอย่างถูกควร แต่กลับต้องการฆ่าและกวาดล้างพวกมันอยู่เสมอ  พวกเขาต้องการพลิกระเบียบนี้และเปลี่ยนให้เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง  แล้วผลลัพธ์คืออะไร?  ผู้คนถูกทรายกลบฝัง  นี่คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น  ท่ามกลางเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวลและโลกทั้งโลกที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น เหตุการณ์เล็กๆ นี้เกิดขึ้นในมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของดาวเคราะห์ดวงนี้—ซึ่งในสายพระเนตรของพระเจ้าอาจไม่ใหญ่ไปกว่าถั่วลิสง—แต่ผู้คนกลับไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยซ้ำ  พวกเขายังคงแข่งขันกับธรรมชาติ แข่งขันกับพระเจ้า และไม่ยอมรับความพ่ายแพ้!  การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ก่อให้เกิดผลสืบเนื่องเช่นใด?  (ความย่อยยับ)  พวกเขากำลังนำความย่อยยับมาสู่ตนเอง!  บัดนี้ ข้อเท็จจริงนี้ปรากฏชัดอยู่ตรงนั้นแล้ว  หลังจากเกิดผลที่ตามมาเช่นนี้ มวลมนุษย์ควรแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร?  (พวกเขาแก้ไขไม่ได้)  พวกเขาไม่สามารถแก้ไขได้  องค์กรทางสังคมบางแห่งและผู้คนที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ด้วยจิตใจที่ดี ได้ลุกขึ้นมาและเรียกร้องให้ผู้คนรักษาระบบนิเวศให้สมดุล  แรงจูงใจและเหตุผลที่พวกเขาทำเช่นนั้นถูกต้อง และสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องก็ถูกต้องเช่นกัน  มีใครตอบสนองบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  รัฐบาลก็ไม่ดำเนินการใดๆ เช่นกัน—ไม่มีใครใส่ใจปัญหานี้  ผู้คนรู้สาเหตุของปัญหา แต่หลังจากตรวจสอบสักหน่อยในฐานะผู้สังเกตการณ์ เรื่องก็จบลงตรงนั้น  พวกเขายังคงฆ่าหมาป่าเหมือนเดิม  มีคนกล่าวว่า “ถ้าคุณยังคงฆ่าพวกมันอยู่อย่างนี้ต่อไป สักวันหนึ่งคุณจะถูกทรายกลบฝัง” แต่พวกเขากลับตอบว่า “ก็ให้ฉันถูกฝังไปสิ ไม่ใช่ว่าฉันจะถูกฝังคนเดียวเสียที่ไหน มีอะไรให้กลัว?”  นี่คืออุปนิสัยเช่นใด?  เป็นอุปนิสัยที่ด้านชาและไร้การคิดอ่าน พวกเขาไม่มีความเป็นมนุษย์  ใครบ้างไม่กลัวความตาย?  แล้วพวกเขาพูดจาเล่นลิ้นเช่นนั้นได้อย่างไร?  พวกเขาไม่เชื่อว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้น  พวกเขาคิดว่า “แผ่นดินโลกกว้างใหญ่ไพศาล นอกจากทะเลทรายก็ยังมีภูเขาและป่าไม้  ทั้งหมดจะถูกทำลายได้เร็วขนาดนั้นเชียวหรือ?  ยังมีเวลาอีกถมเถไป!  พวกเราแค่ฆ่าหมาป่าไม่กี่ตัวและมีพื้นที่บางแห่งกลายเป็นทะเลทราย คุณก็กลัวขนาดนี้เชียวหรือ?  ถ้าพวกมันควรถูกฆ่า พวกเราก็ต้องฆ่า”  นี่คือความโง่เขลามิใช่หรือ?  พวกเขาฆ่าหมาป่าไปบางส่วน และหลังจากผ่านไปเพียงยี่สิบหรือสามสิบปี ทุ่งหญ้าเขียวขจีผืนหนึ่งก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง  ถ้าผู้คนพากันหว่านเมล็ดหญ้าลงบนผืนดินนี้หรือปลูกพืชที่เหมาะกับการเจริญเติบโตในทะเลทราย—ถ้าพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมนี้ได้ เช่นนั้นมวลมนุษย์ก็คงจะชดเชยความผิดพลาดของตนและคงจะไม่สายเกินไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ?  ระเบียบที่พระเจ้าทรงวางไว้นั้นดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด  ผู้คนต้องทำตามระเบียบนี้เพื่อรักษาผืนดินให้คงอยู่ และเพื่อให้สัตว์ พืช และเผ่าพันธุ์มนุษย์เหล่านี้สามารถดำรงชีวิตอยู่บนผืนดินนั้นต่อไปได้ โดยสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอยู่ร่วมกันได้ดีเป็นพิเศษ และอยู่ร่วมกันในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างควบคุมกันและกันและพึ่งพาอาศัยกัน  ถ้าส่วนหนึ่งของระเบียบนี้ถูกทำลาย เจ้าอาจมองไม่เห็นผลที่ตามมาใดๆ ภายในเวลาสิบปี แต่หลังจากยี่สิบปีผ่านไป เมื่อเจ้ารู้สึกถึงผลสืบเนื่องอย่างแท้จริง ก็จะไม่มีใครสามารถแก้ไขให้กลับไปเหมือนเดิมได้  เรื่องนี้สื่อให้เห็นอะไร?  สื่อว่าถ้าพระเจ้าไม่ทรงทำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นับจากจุดนั้นเป็นต้นไป สภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์อาศัยอยู่ก็จะมีแต่เลวร้ายลงเรื่อยๆ จะไม่พัฒนาไปในทิศทางที่ดีเลย  นี่คือผลที่จะตามมา  ผลสืบเนื่องนี้มีที่มาอย่างไร?  ที่มาก็คือวิธีคิดแบบไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ที่มวลมนุษย์ยกย่อง การสำแดงประการแรกของการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน  ในมุมมองของผู้คน การนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตนเป็นคำกล่าวที่ “ยิ่งใหญ่” และ “ศักดิ์สิทธิ์” แต่ผลกระทบประการแรกที่แนวคิดนี้ก่อให้เกิดแก่มวลมนุษย์กลับเป็นการนำผลลัพธ์อันเลวร้ายอย่างใหญ่หลวงมาสู่พวกเขา  ผู้คนคิดว่า “โลกธรรมชาติมีระเบียบไม่ใช่หรือ?  ฉันว่าดูแล้วก็ไม่ค่อยเท่าไร  ผู้คนบอกว่าระเบียบของโลกธรรมชาตินั้นศักดิ์สิทธิ์และไม่ควรถูกทำลายไม่ใช่หรือ?  เอาเป็นว่าฉันจะทำลายมัน แล้วพวกเรามาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”  ผลสืบเนื่องอันเลวร้ายที่มวลมนุษย์กำลัง “สุขสำราญ” กันอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาอยากเห็น  ผลสืบเนื่องของการ “มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เกิดขึ้นในลักษณะนี้ ผลสืบเนื่องดังกล่าวแสดงอยู่ตรงหน้ามวลมนุษย์ให้พวกเขาได้เห็น  ทุกคนได้เห็นภาพเหตุการณ์ของ “วาระสุดท้าย” กันแล้ว  พวกเขาได้รับผลที่สมควรได้รับมิใช่หรือ?  พวกเขานำผลลัพธ์เช่นนี้มาสู่ตนเอง

การสำแดงประการแรกของการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตนคือการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  แล้วอะไรคือผลสืบเนื่องที่ผู้คนต้องแบกรับ?  ความวิบัติที่เป็นมหันตภัย พวกเขากำลังเก็บเกี่ยวผลสืบเนื่องอันเลวร้ายจากการกระทำของตน—กล่าวตามสำนวนทั่วไปก็คือ พวกเขาหาเรื่องใส่ตัว และได้รับผลที่สมควรแล้ว!  คราวนี้เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่าวลีนี้ถูกต้องจริงหรือเปล่า และใช่ความจริงหรือไม่?  วลีนี้เป็นความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  วลีนี้ไม่ใช่ความจริง  สมมุติผู้ไม่มีความเชื่อกล่าวอีกครั้งว่า “พวกเราควรมีจิตวิญญาณและความเข้มแข็งในการประพฤติปฏิบัติตนบ้าง!”  เจ้าคิดทบทวนเรื่องนี้และกล่าวว่า “เป็นเรื่องจริงทีเดียว  ในฐานะผู้เชื่อ พวกเราพูดถึงการนบนอบเสมอ  นั่นเป็นการขาดอิสระในการตัดสินใจด้วยตัวเองมากเกินไปไม่ใช่หรือ?  อ่อนแอเกินไปไม่ใช่หรือ?  พวกเราไม่มีความเข้มแข็งเลย”  เจ้าคิดเช่นนี้หรือเปล่า?  ถ้าเจ้ายอมรับสิ่งที่เรากล่าวไปในวันนี้ เจ้าจะไม่มีวันคิดเช่นนี้  ตรงกันข้าม เจ้าจะกล่าวว่า “มวลมนุษย์หมดหวังแล้ว  มิน่าพระเจ้าถึงได้รังเกียจพวกเขา  มวลมนุษย์พ้นจุดที่จะพูดคุยด้วยเหตุผลไปแล้ว”  เจ้าจะไม่ยอมรับแนวคิดประเภทนั้น  ต่อให้เจ้าไม่มีคำโต้ตอบที่เหมาะสม หรือการโต้เถียงกับผู้คนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าทัศนะของพวกเขาไม่ใช่ความจริงอย่างเด็ดขาด  ไม่ว่าผู้คนจะมองว่าแนวคิดเช่นนี้เป็นบวกเพียงใด และไม่ว่ามนุษย์ในโลกนี้จะสนับสนุนและพูดยกย่องมากเพียงใด เจ้าก็จะไม่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดนี้  ตรงกันข้าม เจ้าจะปฏิเสธและดูแคลนแนวคิดนี้  เราได้จบการสามัคคีธรรมถึงการสำแดงประการแรกของการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตนแล้ว  เราเริ่มต้นด้วยการสามัคคีธรรมความจริง แล้วเราออกนอกเรื่องไปได้อย่างไร?  สิ่งที่เราคิดมีดังนี้คือ ถ้าสิ่งที่เจ้าได้จากสามัคคีธรรมของเรานั้นจำกัดอยู่แค่คำจำกัดความหรือแนวคิด เจ้าจะไม่มีวันเข้าใจว่าส่วนใดของแนวคิดนี้ถูกต้องและไม่ถูกต้อง  เจ้ามีแต่จะสับสน—บางครั้งเจ้าจะคิดว่าแนวคิดแบบนี้ถูกต้อง บางครั้งเจ้าก็จะคิดว่าแนวคิดแบบนี้ผิด แต่เจ้าจะไม่เข้าใจอย่างชัดเจนว่าผิดตรงไหนหรือถูกตรงไหน  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะหมั่นปฏิบัติตาม “หลักธรรม” นี้ และเจ้าจะเลอะเลือนอยู่เสมอ  ถ้าเจ้าไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน เจ้าก็จะไม่สามารถละทิ้งแนวคิดประเภทนี้ได้  ถ้าละทิ้งไม่ได้ เจ้าจะปฏิบัติความจริงได้โดยสิ้นเชิงหรือ?  เจ้าจะนมัสการและปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าในฐานะความจริงได้โดยสิ้นเชิงหรือ?  ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง  เจ้าจะทำได้เพียงคิดในเชิงเปรียบเทียบหรือเป็นครั้งคราวเท่านั้นว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกต้อง หรือพระวจนะของพระเจ้าถูกต้องเสมอ และยึดถือในแง่ของคำสอน  แต่ถ้าเจ้ายังคงได้รับผลกระทบและถูกก่อกวนจากสิ่งที่เรียกว่าความรู้นี้ จากคำพูดเหล่านี้ที่ฟังดูเหมือนจริง แต่แท้จริงแล้วเป็นเท็จ เช่นนั้นพระวจนะของพระเจ้าก็จะถูกต้องในระดับหนึ่งสำหรับเจ้าเสมอ แทนที่จะเป็นความจริงโดยสิ้นเชิง

ข. การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง

การสำแดงประการที่สองของการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตนคือการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง  การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการคิดอ่าน วิธีคิด และท่าทีต่อสิ่งต่างๆ ที่ชาวโลกให้การสนับสนุนอีกด้วย  ในสังคมและโลก นี่คือวิธีคิดที่ค่อนข้างเป็นบวก ซึ่งมวลมนุษย์คิดว่าเป็นวิธีคิดที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดี ขับเคลื่อนไปข้างหน้า และเป็นบวก  แล้วสิ่งที่พวกเราต้องการชำแหละคืออะไร?  การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งมีอะไรที่ไม่ดี?  เหตุใดจึงไม่ใช่ความจริง?  โดยพื้นฐานแล้ว นี่ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับความจริง  เมื่อกล่าวว่าไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับความจริง เราหมายความว่าอย่างไร?  เราหมายความว่าถ้าเจ้าต้องการปฏิบัติความจริง เจ้าต้องทำตามหลักธรรมแห่งพระวจนะของพระเจ้าอย่างครบถ้วน รวมทั้งตามมาตรฐานและรายละเอียดที่พระเจ้าทรงกำหนด  เจ้าไม่ควรนำท่าทีและทัศนะที่มีต่อการทำสิ่งต่างๆ นำวิธีและวิถีทางของสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าอุดมการณ์ วิธีคิด และความซื่อตรงมาปนกัน  พระวจนะของพระเจ้าคือความจริง และไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้  แล้วเหตุใดการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งจึงไม่ดี?  เหตุใดเราจึงกล่าวว่านี่ไม่ใช่ความจริง?  เรื่องนี้คู่ควรแก่การชำแหละมิใช่หรือ?  (ใช่)  พวกเรามาเริ่มด้วยการอธิบายความหมายตามตัวอักษรของวลีนี้กันเถิด แล้วก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น  การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งหมายถึงการสามารถสู้ทนกับความอับอาย ความเจ็บปวด และความอัปยศทั้งปวงเพื่อเห็นแก่ความรับผิดชอบ ภาระ หรือภารกิจที่เจ้ารับผิดชอบและยอมรับไว้  นี่คือความหมายพื้นฐานของวลีนี้  แล้วโดยปกติ คนเราใช้วลีนี้ในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์เช่นใด?  ถ้ากล่าวว่าคนคนหนึ่งกำลังสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง เช่นนั้นแล้ว คนคนนั้นกำลังอยู่ในรูปการณ์ที่ภารกิจของตนเสร็จสมบูรณ์ และเขาได้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการบรรลุแล้วใช่หรือไม่?  (ไม่ใช่)  ดังนั้น ปกติแล้วเมื่อพูดถึงการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง จึงหมายถึงคนที่ไม่สำคัญซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่เขาไม่มีสถานะและไม่มีรัศมีโดยสิ้นเชิง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมีอำนาจใดๆ  เขาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ก็ยังต้องแบกรับความรับผิดชอบ แบกรับภารกิจที่ตนจำเป็นต้องทำให้สำเร็จ ไม่ท้อแท้ ไม่ประนีประนอม และไม่ยอมแพ้  นี่ก็เป็นวิธีคิดประเภทหนึ่งเช่นกันมิใช่หรือ?  วิธีคิดนี้เน้นเรื่องใด?  เน้น “การสู้ทน” และ “การแบกรับ”  “การสู้ทน” หมายถึงการอดทนและทนทานต่อบางสิ่ง  ในขณะที่สู้ทนต่อบางสิ่งนั้น เขาก็ต้องแบกรับภาระและความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง ทำตามความคาดหวังของทุกคนได้ และไม่ทำให้คนที่ไว้วางใจมอบหมายภารกิจนี้แก่เขาต้องผิดหวัง  นี่เป็นวิธีคิดแบบใด?  (ความพากเพียร)  มีองค์ประกอบของความหมายนี้อยู่ แต่นี่คือความหมายในระดับพื้นฐานและตื้นเขินที่สุด  มีอะไรอีก?  พวกเรามาวิเคราะห์ในลักษณะนี้กันเถิด  คำว่า “ความอัปยศอดสู” ใน “การสู้ทนความอัปยศอดสู” หมายถึงอะไร?  (ความอัปยศและความอับอาย)  คือเมื่อทุกคนรอบตัวคนคนนี้ทำให้เขาอับอายและรู้สึกว่าตนได้รับความอัปยศ  พฤติกรรมเฉพาะใดที่ทำให้ผู้คนอับอายและรู้สึกว่าได้รับความอัปยศ?  (เยาะเย้ยพวกเขา ใส่ร้ายป้ายสีพวกเขา และกล่าววาจาถากถางพวกเขา)  ถูกต้อง เยาะเย้ยและใส่ร้ายป้ายสีพวกเขา รวมทั้งล้อเลียน หยอกเย้า และกล่าววาจาถากถางพวกเขา  แล้วคำว่า “ภาระอันหนักอึ้ง” ใน “การแบกภาระอันหนักอึ้ง” หมายถึงสิ่งใด?  (ความรับผิดชอบและงานที่ได้รับมอบหมาย)  ความรับผิดชอบและงานที่ได้รับมอบหมายประกอบด้วยอะไรบ้าง?  ประกอบด้วยภารกิจและภาระที่หนักอึ้งอย่างหนึ่ง—ภาระที่หนักอึ้งนี้อาจเป็นสิ่งที่คนอื่นได้ไว้วางใจมอบหมายให้ใครบางคนทำ หรืออาจเป็นเป้าหมายที่ใครบางคนกำลังต่อสู้เพื่อไปให้ถึง หรือเป็นภารกิจที่คนคนนั้นคิดขึ้นมาเอง  ผู้คนคิดว่าตนกำลังทำภารกิจประเภทใดอยู่?  (นำพาเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของตน และโดดเด่นเหนือทุกคนที่เหลือ)  (การเป็นยอดคน)  ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่าง  โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งเหล่านี้คือความทะเยอทะยานของผู้คนเอง  เพื่อที่จะบรรลุและทำให้เป้าหมายเหล่านี้เป็นจริง ในรูปการณ์ปัจจุบันของพวกเขา พวกเขาสามารถสู้ทนความอัปยศ การเยาะเย้ย การใส่ร้ายป้ายสี วาจาถากถาง และแม้กระทั่งการโห่ร้องเย้ยหยันจากผู้คนรอบกายได้  สิ่งใดผลักดันให้พวกเขาสู้ทนต่อเรื่องทั้งหมดนี้?  ตัวอย่างเช่น คนคนหนึ่งมีความทะเยอทะยานที่จะเป็นแม่ทัพใหญ่  ก่อนที่เขาจะได้อำนาจมา มีอยู่วันหนึ่ง กลุ่มอันธพาลเหยียดหยามเขา โดยกล่าวว่า “แกน่ะหรือ?  แม่ทัพ?  ตอนนี้แกไม่มีแม้แต่ม้าสักตัว—แล้วจะเป็นแม่ทัพได้อย่างไร?  ถ้าอยากเป็นแม่ทัพ ก็คลานลอดหว่างขาของฉันไปก่อน!”  ผู้คนข้างกายพวกเขาต่างระเบิดเสียงหัวเราะออกมา  เขาครุ่นคิดในใจอยู่ครู่หนึ่งว่า “การอยากเป็นแม่ทัพไม่มีอะไรผิด  แล้วทำไมพวกเขาถึงโห่ร้องเยาะเย้ยและล้อเลียนฉัน?  แต่ฉันจะผลีผลามแสดงความสามารถในตอนนี้ไม่ได้  ดูจากสถานการณ์วันนี้ ถ้าไม่ทำตามที่พวกเขาบอก ฉันจะถูกรุมซ้อม และถ้าเรื่องราวไม่เป็นไปด้วยดี ฉันอาจจะเสียชีวิตได้  แล้วจะเป็นแม่ทัพได้อย่างไร?  เพื่อความมุ่งมาดปรารถนาของฉัน การคลานลอดหว่างขาอันธพาลไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร  ฉันก็ยังคงเป็นฉันไม่ใช่หรือ?”  ถึงจุดนี้ เขาทิ้งตัวลงคุกเข่า วางมือทั้งสองข้างลงบนพื้น และคลานลอดหว่างขาของอันธพาลคนนั้นเหมือนสุนัข  ขณะที่คลานอยู่นั้น หัวใจของเขาก็ยากที่จะรับไหวและเจ็บปวดราวกับถูกมีดแทง—มีความเกลียดชังอยู่ในหัวใจของเขา!  เขาคิดว่า “สักวันหนึ่งเมื่อฉันได้เป็นแม่ทัพจริงๆ ฉันจะสับแกให้เป็นล้านชิ้น!”  นี่คือสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจ แต่ภายนอกเขาต้องสู้ทน—ไม่อาจปล่อยให้คนอื่นเห็นว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ได้  หลังจากที่เขาคลานลอดหว่างขาของอันธพาลแล้ว กลุ่มอันธพาลก็พอใจและยอมปล่อยเขาไป โดยเตะเขาแรงๆ หนึ่งทีให้พ้นทางอย่างเร็ว  เขาลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากตัว และถึงกับกล่าวว่า “เตะได้ดี  ฉันจะเรียกแกว่า ‘ลูกพี่’ ตั้งแต่นี้ไป”  สิ่งที่เขาคิดอยู่ภายในและสิ่งที่เขาแสดงให้เห็นภายนอกนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  เขาสามารถทำเช่นนี้ได้อย่างไร?  เขามีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือ “ฉันต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป  ฉันสู้ทนทั้งหมดนี้เพื่อที่จะมีวันได้เป็นแม่ทัพ และกลายเป็นยอดคน  คุ้มค่าที่จะทนทุกข์กับความยากลำบากและความอัปยศอดสูในวันนี้  พรุ่งนี้ฉันต้องพยายามให้หนักยิ่งขึ้น และมานะบากบั่นให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง  ไม่ว่าจะเผชิญความยากลำบากใด และไม่ว่าจะสู้ทนความทุกข์และความอัปยศมากเพียงใด ฉันก็ต้องเป็นแม่ทัพให้ได้!  พอได้เป็นแม่ทัพ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือฆ่าเจ้าสารเลวนี่และชดเชยความอัปยศที่ต้องคลานลอดหว่างขาของมัน!”  ไม่ว่าเขาจะได้เป็นแม่ทัพในวันหน้าหรือไม่ “การสู้ทน” คือหลักการสูงสุดของเขาในห้วงเวลานั้น  ในเรื่องนี้มีกลยุทธ์หรือกลอุบายลับใดๆ แฝงอยู่หรือไม่?  (มี)  มีกลอุบายลับ  เขาสู้ทนเพราะไม่อาจทำสิ่งอื่นใดได้ แล้วทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร?  เพื่อชดเชยความอัปยศทั้งหมดนี้ให้ได้สักวัน  เขาสู้ทนตามคำกล่าวที่ว่า “ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นมีความหวัง” และ “ไม่มีวันสายเกินไปที่วิญญูชนจะแก้แค้น”—นี่คือกลอุบายทั้งสิ้น  กลอุบายเหล่านี้เองที่ผลักดันให้เขาสู้ทนความอัปยศอดสูในการคลานลอดหว่างขาของอันธพาล  จากจุดนี้ไป ความอยากเป็นแม่ทัพในหัวใจของเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนและรุนแรงขึ้น เขาจะไม่ยอมแพ้เป็นอันขาด  แล้วเขาสู้ทนต่อการถูกหยามเกียรติและความอัปยศอดสูเพื่ออะไร?  เพื่อรักษาความยุติธรรมหรือเพื่อรักษาศักดิ์ศรีที่แท้จริง?  เขาทำไปเพื่อความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงของเขาเอง  เช่นนั้นการสู้ทนนี้เป็นบวกหรือเป็นลบ?  (เป็นลบ)  เมื่อพิจารณาจากความหมายระดับนี้ “การสู้ทน” นี้มีผลประโยชน์ ความอยากได้อยากมี และความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงส่วนตนคอยผลักดันอย่างแท้จริง  มีความจริงอยู่ในการสู้ทนนี้หรือไม่?  (ไม่มี)  ถ้าไม่มีความจริง แล้วมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติหรือไม่?  (ไม่มี)  นี่จึงไม่ยุติธรรม ไม่ซื่อตรง และนับประสาอะไรกับการไร้ที่ติ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความอยากได้อยากมี กลอุบายลับ และการคิดคำนวณ—ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก

การคิดอ่านและวิธีคิดในการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เลวร้ายนี้ โดยพื้นฐานแล้วเหมือนเรื่องที่เราเพิ่งเล่าไปเมื่อครู่ไม่มีผิด คือถ้าคนคนหนึ่งต้องการทำเรื่องใหญ่ให้สำเร็จ ก็จำเป็นต้องสามารถสู้ทนสิ่งที่คนทั่วไปไม่อาจทนได้  การสู้ทนนี้หมายถึงสิ่งใดเป็นหลัก?  (การสู้ทนต่อความอับอาย)  ไม่ใช่  สิ่งที่การสู้ทนนี้ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตตามนั้นเป็นจริงหรือเป็นเท็จ?  (เป็นเท็จ)  นี่คือประเด็นสำคัญ  สิ่งต่างๆ ที่ผู้คนใช้ชีวิตตาม คำพูดที่พวกเขากล่าว และพฤติกรรมที่พวกเขาแสดงออกมาเพื่อความมุ่งมาดปรารถนาและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงของตนล้วนเป็นเท็จ ล้วนไม่เป็นไปโดยสมัครใจทำทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกขับเคลื่อนโดยมีเงื่อนไขเบื้องต้นคือความอยากได้อยากมี ผลประโยชน์ส่วนตน และสิ่งที่เรียกว่าความทะเยอทะยานและเป้าหมายทั้งปวงของผู้คน  สิ่งเหล่านี้ที่ผู้คนใช้ชีวิตตามล้วนเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่มีส่วนใดที่ซื่อสัตย์หรือเป็นจริง ไม่มีส่วนใดที่เปิดเผย เปิดใจ หรือตรงไปตรงมา ทั้งหมดล้วนเป็นมาตรการชั่วคราว  นี่เป็นแผนการหลอกลวงทั้งสิ้นมิใช่หรือ?  มาตรการชั่วคราวคือการที่ผู้คนสู้ทนบางสิ่งด้วยวิธีนี้ชั่วคราว กล่าวคำพูดรื่นหู เกลี้ยกล่อม และหลอกลวงชั่วคราว ปกปิดตัวตนที่แท้จริง สภาพจิตใจ ความคิด ทัศนะ และแม้กระทั่งความเกลียดชังของตนเอาไว้ชั่วคราว ไม่ยอมให้อีกฝ่ายมองเห็น  แต่กลับต้องการให้อีกฝ่ายมองเห็นด้านที่อ่อนแอและไร้ความสามารถ บอบบางและขลาดกลัวของตน  พวกเขาปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริงของตนเอาไว้อย่างมิดชิด—พวกเขาทำเช่นนี้เพื่ออะไร?  พวกเขาทำไปเพื่อที่ว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะได้สามารถทำการใหญ่ กลายเป็นยอดคน ควบคุมผู้อื่น และครอบงำผู้อื่นได้  เมื่อผู้คนปฏิบัติและสำแดงวลีที่ว่า “การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง” พวกเขาแสดงสิ่งใดออกมา?  ผู้คนที่ทำเช่นนี้มีท่าทีที่ซื่อสัตย์หรือไม่?  พวกเขามีความเข้าใจที่แท้จริงต่อตนเอง และมีความสำนึกผิดต่อตนเองหรือไม่?  (ไม่)  ตัวอย่างเช่น คนอื่นกล่าวว่า “คนอย่างแกน่ะหรืออยากเป็นแม่ทัพ?”  พวกเขาครุ่นคิด แล้วบอกว่า “ฉันเป็นไม่ได้หรอก  ฉันจะไม่เป็นแม่ทัพ  ฉันแค่พูดเล่นเท่านั้น”  คำพูดที่พวกเขากล่าวเป็นจริงหรือเป็นเท็จ?  (เป็นเท็จ)  พวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ?  “มีแต่คนอย่างฉันเท่านั้นที่เป็นแม่ทัพได้!”  นี่คือสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในใจ แต่พวกเขาพูดเรื่องนี้ออกมาดังๆ ได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เหตุใดจึงไม่ได้?  เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทุบตี และเพื่อซ่อนเร้นความสามารถที่แท้จริงของตน พวกเขาจึงกล่าวว่า “ฉันแค่พูดเล่น  ฉันไม่ได้กล้าขนาดที่จะอยากเป็นแม่ทัพจริงๆ หรอก  แกยังดูเหมือนแม่ทัพใหญ่มากกว่า—แกคือจอมทัพในวันหน้า  นั่นสูงกว่าแม่ทัพเสียอีก!”  นี่ใช่คำพูดที่แท้จริงหรือไม่?  (ไม่)  คำพูดที่แท้จริงของพวกเขาอยู่ที่ใด?  (อยู่ในใจ)  ถูกต้อง พวกเขาเก็บคำพูดที่แท้จริงเอาไว้ในใจและไม่พูดออกมาดังๆ  เหตุใดพวกเขาจึงไม่พูดออกมาดังๆ?  พวกเขาหวาดกลัวว่าตนจะถูกทุบตีหากทำเช่นนั้น ดังนั้นจึงไม่พูดออกมา และไม่เผยคำพูดเหล่านั้น พวกเขาไม่ยอมให้ใครรู้ ซ่อนเร้นความสามารถที่แท้จริงของตนไว้ตลอดกาล  การซ่อนเร้นความสามารถที่แท้จริงของตนหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าเมื่อคนคนหนึ่งไม่ปล่อยให้คนอื่นเห็นความสามารถที่แท้จริงของตน ปกปิดความสามารถเหล่านี้ไว้ ไม่ปล่อยให้เล็ดลอดออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นระแวดระวังและกระทำการที่ขัดต่อผลประโยชน์ของตน  นี่คือความหมายที่แท้จริงของการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตนด้วยมิใช่หรือ?  (ใช่)  การนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง ไม่เคยลืมเป้าหมาย ความอยากได้อยากมี และความเกลียดชังของตน ไม่ปล่อยให้ผู้คนมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงและความสามารถที่แท้จริงของตนเป็นอันขาด  คนที่มีความสามารถบางคนไม่พูดมากนักเมื่ออยู่ในกลุ่มคน เงียบและสงวนถ้อยคำ และต่อให้พูดอะไรบางอย่าง พวกเขาก็เผยสิ่งที่ตนคิดเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น  คนอื่นจึงจนปัญญาอยู่เสมอที่จะจับความหรือเข้าใจว่า แท้จริงแล้วพวกเขาต้องการพูดอะไร และคิดว่า “ทำไมพวกเขาถึงพูดจาเข้าใจยากแบบนี้?  ทำไมการพูดอะไรจากใจถึงยากนัก?  เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”  แท้จริงแล้ว พวกเขามีความคิดในใจที่ไม่แสดงออกมา และภายในความคิดนี้ก็มีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามแฝงอยู่  มีผู้อื่นที่ไม่ได้พูดจาเช่นนี้ แต่เวลาทำสิ่งต่างๆ พวกเขาซ่อนเร้นขอบเขตความสามารถที่แท้จริงของตนตลอดเวลา  เป้าหมายในการซ่อนเร้นขอบเขตความสามารถที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไร?  พวกเขากลัวว่าถ้าคนที่มีความสามารถหรือคนที่เก่งกาจมองเห็นความสามารถที่แท้จริงของพวกเขา คนเหล่านั้นจะอิจฉา พาลหาเรื่อง และทำร้ายพวกเขา  ในกลุ่มต่างๆ คนที่ชมเชยผู้อื่นอยู่เสมอ พูดถึงผู้อื่นในทางที่ดีอยู่เสมอ และกล่าวตลอดเวลาว่าคนอื่นดีกว่าตนเองทุกคน คือคนประเภทที่ร้ายกาจที่สุดมิใช่หรือ?  (ใช่)  เจ้าไม่มีทางรู้เลยว่าแท้จริงแล้วภายในของพวกเขาเป็นอย่างไร  จากภายนอก เจ้าเห็นว่าพวกเขาไม่พูดถึงเรื่องนี้ ดังนั้นเจ้าจึงคิดว่าพวกเขาไม่มีความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูง แต่แท้จริงแล้วเจ้าคิดผิด  คนเช่นนี้บางคนคือคนที่สู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง  เหมือนภาพยนตร์ที่มักจะมีฉากแบบนี้—บางคนหมั่นทำสิ่งดีๆ เวลาที่อยู่นอกบ้าน เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ก็เก่าและขาดวิ่น และเมื่อเข้ากลุ่ม พวกเขาก็ถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ นี่คือสิ่งที่พวกเขาเป็นเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น  แต่เมื่อกลับถึงบ้าน พวกเขาก็เข้าไปในห้องลับ  ห้องลับนั้นมีแผนที่อยู่บนผนัง และพวกเขาได้วางสายข่าวคอยสอดส่องเรื่องราวถึงร้อยละแปดสิบของสถานที่ต่างๆ บนแผนที่นั้นไว้แล้ว  กระนั้น ผู้คนที่มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาเป็นประจำก็ยังคงกลั่นแกล้งพวกเขา และไม่รู้เลยว่าพวกเขามีความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงเหล่านี้  วันหนึ่งเมื่อสถานที่ทั้งหมดบนแผนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขาและเป้าหมายของพวกเขาก็กลายเป็นจริงอย่างสมบูรณ์ ผู้คนที่เคยกลั่นแกล้งพวกเขาก็จะพากันตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง และกล่าวว่า “กลายเป็นว่าคนคนนี้คือมารตนหนึ่ง—มีความทะเยอทะยานมากเกินไปจริงๆ!  เขาเสแสร้งมานานหลายปี  ไม่มีใครมองเห็นว่าที่จริงแล้วเขาเป็นอย่างไร”  คนคนนี้จึงบอกว่า “สิ่งที่ฉันทำคือการสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง  ถ้าฉันไม่สู้ทนอย่างที่ทำไปและทำให้พวกคุณไม่ระแคะระคาย ถ้าฉันบอกพวกคุณหมดทุกเรื่อง ฉันจะทำงานใหญ่อย่างนี้ให้สำเร็จได้หรือ?”  คนชั่วกับคนที่ทะเยอทะยานอย่างสุดขั้วมีลักษณะใดที่เหมือนกันบ้าง?  ในแง่หนึ่ง ความทรหดและความพากเพียรของพวกเขานั้นเหนือกว่าผู้คนทั่วไป  นอกจากนี้ กลอุบายลับของพวกเขาก็เหนือกว่าผู้คนทั่วไป และถ้าคนทั่วไปมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา ก็จะถูกปั่นหัวเล่น  การถูกปั่นหัวเล่นหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าไม่มีใครมองพวกเขาออกอย่างชัดเจน  สิ่งที่มองเห็นได้มีเพียงสิ่งที่พวกเขาพูดและทำให้เห็นภายนอกเท่านั้น  จงอย่าคิดว่าเจ้าจะสามารถพบเจอเค้าเงื่อนใดๆ เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ลึกๆ ภายในจากสิ่งที่พวกเขาทำและพูดได้  นี่คือการถูกพวกเขาปั่นหัวเล่นมิใช่หรือ?  ความทรหดและความพากเพียรคือคำที่เป็นบวกในตัวเอง แต่กลอุบายลับของพวกเขาทำให้ความทรหดและความพากเพียรของพวกเขากลายเป็นลบ  นอกจากนี้ พวกเขายังมีความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงที่เกินเลยยิ่งกว่าคนทั่วไปอีกด้วย  คนทั่วไปมีความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูง แต่เมื่อรู้สึกว่าตนไม่สามารถได้บางสิ่งมา เขาก็ยอมแพ้และไม่เต็มใจที่จะเผชิญกับความทุกข์นั้น  นอกจากนี้ เขาแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเสมอว่าต้องการต่อกรกับใคร เขาไม่มีกลอุบายลับ  อย่างไรก็ตาม คนชั่วประเภทนี้กลับมีความทะเยอทะยานอย่างสุดขั้ว ดำเนินกลอุบายลับและแผนการหลอกลวงอยู่เสมอ  พวกเขาจะไม่มีวันละทิ้งความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตน พวกเขาจะต่อสู้จนถึงที่สุด—จนตัวตาย

ตำราเรียนเล่าเรื่องราวว่าโกวเจี้ยน กษัตริย์แห่งแคว้นเยว่ นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตนอย่างไร  พ่อแม่ก็สอนลูกๆ ของตนเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย  เด็กบางคนที่ได้ฟังเรื่องนี้คิดว่า “การเป็นคนธรรมดานั้นดีมากแล้ว  ทำไมผู้คนถึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความทะเยอทะยานเกินเหตุอย่างนั้นด้วย?  ใครจะยอมทนทุกข์ถึงขนาดนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตนได้?  นั่นไม่ใช่ความทุกข์ที่คนทั่วไปจะทนไหว”  คนที่มีความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงเท่านั้นที่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทนทุกข์เช่นนั้น นี่จึงมีกลอุบายลับแฝงอยู่  อย่างไรก็ตาม มวลมนุษย์สนับสนุนวิธีคิดแบบนี้  ตัวอย่างเช่น มีวลีหนึ่งกล่าวว่า “ไม่ว่าจะสู้ทนความยากลำบากและความอัปยศมากเพียงใด ไม่ว่ารูปการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ผู้คนต้องไม่ลืมความทะเยอทะยานของตนเป็นอันขาด”  สังคมนี้สนับสนุนแนวคิดอย่างการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน รวมทั้งการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งเพื่อกระตุ้นผู้คนและสร้างแรงจูงใจให้ต่อสู้เพื่อความสุขและเป้าหมายของตน แล้วเหตุใดพวกเราจึงวิพากษ์วิจารณ์ว่าแนวคิดเช่นนี้ผิด?  มวลมนุษย์ทั้งปวงถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม  มีสมาชิกคนใดในเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีเป้าหมายมุ่งไปสู่ความจริง และมุ่งไปสู่แนวทางที่ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่มี)  ดังนั้น ยิ่งมวลมนุษย์นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน ยิ่งพวกเขาสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง กองกำลังของซาตานก็จะยิ่งบ้าคลั่งขึ้น การต่อสู้และการเข่นฆ่าในหมู่มวลมนุษย์จะเพิ่มจำนวนขึ้น มวลมนุษย์จะเลวมากขึ้น และสังคมก็จะยิ่งมืดมน  ในทางตรงกันข้าม ถ้าเจ้าเชื่อฟังการจัดเตรียมของฟ้าสวรรค์และปรับตัวให้สอดคล้องกับระเบียบธรรมชาติของทุกสิ่งได้ ถ้าเจ้าสามารถยอมรับสิ่งต่างๆ ตามที่เกิดขึ้น เคารพระเบียบนี้ และรอคอยการจัดเตรียมของฟ้าสวรรค์ได้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง  เจ้าจำเป็นต้องตื่นขึ้นมาและได้สติ  การสามารถเชื่อฟังการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้าคือสิ่งที่ถูกต้อง  นอกจากนี้ ในทุกสิ่งที่ผู้คนทำ อย่างน้อยพวกเขาก็ควรทำตามมโนธรรมของตนได้ และในขั้นสูงขึ้นไปก็ควรทำตามกฎที่พระเจ้าทรงวางให้แก่มวลมนุษย์ได้  เมื่อทำได้เช่นนั้น ผู้คนยังต้องสวมหน้ากากและแบกรับภาระอันหนักอึ้งอยู่อีกหรือ?  (ไม่)  ไม่จำเป็น  ด้วยสามัคคีธรรมนี้ พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งเป็นพฤติกรรมประเภทใด?  เป้าหมายของการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งเป็นบวกหรือเป็นลบ?  (เป็นลบ)  ถ้ามีคนกล่าวว่าคนคนหนึ่งสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งเพื่อที่จะได้เป็นผู้นำ หรือกล่าวว่าคนคนหนึ่งสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งเพื่อที่จะทำพระบัญชาที่พระเจ้าประทานแก่เขาให้สำเร็จและรับรางวัล หรือกล่าวว่าคนคนหนึ่งสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งเพื่อที่จะไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้เพียบพร้อม—คำพูดเหล่านี้ฟังขึ้นหรือไม่?  (ฟังไม่ขึ้น)  การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งเป็นปรัชญาของซาตานทั้งสิ้น ไม่มีความจริงอยู่ในนี้ และทันทีที่เจ้าได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็ชัดเจนว่าเป็นคำพูดที่บิดเบือน  ถ้ามีคนกล่าวว่าคนคนหนึ่งสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งเพื่อรอคอยการจัดเตรียมของพระเจ้าและนบนอบอธิปไตยของพระเจ้า นี่เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  ไม่ถูกต้องอย่างไร?  สองเรื่องนี้ไม่สอดคล้องกัน—พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้เจ้าสู้ทนความอัปยศอดสู และพระเจ้าไม่ทรงต้องการให้เจ้าทนทุกข์กับการถูกหยามเกียรติ  มีความแตกต่างอย่างไรในสาระสำคัญระหว่างการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งตามที่พูดถึงในที่นี้ กับการที่ผู้คนเชื่อในพระเจ้าและนบนอบพระองค์?  (การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งเป็นความพยายามที่จะทิ้งการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้า)  การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งหมายความว่าผู้คนมีแผนการ ความทะเยอทะยาน ความปรารถนา และเป้าหมายในการไล่ตามไขว่คว้าเป็นของตนเอง  สิ่งเหล่านี้เป็นไปในแนวทางเดียวกับมาตรฐานที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับผู้คน และเป้าหมายในการไล่ตามเสาะหาที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คนหรือไม่?  (ไม่)  ไม่ได้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน  ด้วยการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง ผู้คนมุ่งหมายที่จะได้รับสิ่งใดเพื่อตนเอง?  สิ่งที่พวกเขามุ่งหมายว่าจะได้รับคือผลประโยชน์ส่วนตน และนั่นไม่มีความเชื่อมโยงกับชะตากรรมที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงให้แก่มนุษย์ และชะตากรรมที่พระองค์ทรงใช้อธิปไตยเหนืออยู่เลย

ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งย่อมมีเจตนาและเป้าหมาย  ตัวอย่างเช่น เมื่อบัณฑิตจบใหม่คนหนึ่งมาฝึกงานที่บริษัทเป็นครั้งแรก แล้วพนักงานรุ่นพี่บอกว่า “เด็กจบใหม่ที่มาที่นี่ต้องชงกาแฟไปสามปี”  เขาก็คิดในใจว่า “ถึงจะเป็นเด็กจบใหม่ ฉันก็จะไม่ยอมอ่อนข้อให้พวกคุณ!”  เขาคิดเช่นนี้อยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดออกมาดังๆ  ภายนอกเขายังคงต้องแสร้งยิ้ม ทุกวันเขาต้องทำตามกฎเกณฑ์ โอนอ่อนผ่อนตาม พินอบพิเทา และต้องสู้ทนเมื่อผู้อื่นคอยจับผิด  อะไรคือเป้าหมายของเขาในการสู้ทนเช่นนี้?  ก็เพื่อให้มีสักวันที่เขาสามารถเชิดหน้าอย่างผู้ชนะ กลายเป็นเลขาผู้จัดการหรือเลขาเจ้านาย และเหยียบย่ำคนที่เคยกลั่นแกล้งเขา  นี่คือสิ่งที่เขาคิดมิใช่หรือ?  บางคนกล่าวว่า “นั่นคือสิ่งที่เขาควรคิดและควรทำ  ไม่อย่างนั้นก็จะต้องรองรับอารมณ์ของผู้คนไปตลอดชีวิต  มีใครอยากทนทุกข์แบบนั้น?  แล้วถ้าไม่มีความทะเยอทะยาน ผู้คนจะอยู่กันได้อย่างไร?  มนุษย์ดิ้นรนขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ—นี่คือวิถีชีวิต  ทหารที่ไม่อยากเป็นนายพลย่อมไม่ใช่ทหารที่ดี”  ถ้อยคำเหล่านี้กลายเป็นคติประจำใจของเขา แต่ก็เป็นตรรกะเยี่ยงซาตานทั้งสิ้น  เขาต้องสู้ทนเช่นนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน—วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า สุภาพอ่อนน้อมและให้เกียรติทุกคน  วันหนึ่ง เจ้านายของเขาก็กล่าวกับเขาว่า “สามปีมานี้ผลงานของคุณดีมาโดยตลอด  เริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้า คุณจะได้เป็นพนักงานขาย”  เมื่อได้ฟังดังนี้ หัวใจของเขาก็ไม่มีความสุขโดยคิดว่า “ฉันตรากตรำมาสามปีเพียงเพื่อที่จะได้เป็นพนักงานขาย!  ฉันนึกว่าจะได้เป็นผู้อำนวยการบริหารฝ่ายขายเสียอีก!”  แต่เขาก็ต้องกล่าวขอบคุณสำหรับการเลื่อนตำแหน่ง  เขายังไม่บรรลุเป้าหมายของตน ดังนั้นจึงต้องสู้ทนต่อไป  เขาสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งต่อไป อุตสาหะติดตามเจ้านายไปดื่มและปั้นยิ้ม และเมื่อสู้ทนเช่นนี้มานานสิบปี เขาก็ได้บรรลุเป้าหมายของตนในที่สุด  วันหนึ่ง เจ้านายของเขาบอกเขาว่า “คุณทำงานได้ดี  ฉันจะเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้ช่วย”  เมื่อได้ยินเช่นนี้ ในใจเขาก็ดีใจเป็นพิเศษ—ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ!  ผลลัพธ์ของเรื่องนี้คืออะไร?  ในสายตาของเขา ตอนนี้เขาเหนือกว่าทุกคนไปหนึ่งขั้น  เขาทำทั้งหมดนี้ด้วยความเต็มใจไม่ใช่หรือ?  (ไม่ใช่)  เขาทำทั้งหมดนี้เพื่อใคร?  (เพื่อตัวเอง)  เพื่อตัวเอง  ไม่มีสิ่งใดในเรื่องนี้ที่เป็นบวกหรือควรนำมาใช้ และยิ่งไม่มีสิ่งใดคู่ควรแก่การยกย่องและเชิดชู  แต่วิธีคิดแบบนี้คือสิ่งที่ได้รับการสนับสนุนในสังคมปัจจุบัน—การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง เดินย่องไปมาอย่างหมดท่า  ดังนั้น วลี “การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง” ที่ผู้คนให้การสนับสนุนนี้เป็นวลีประเภทใด?  (วลีที่ไม่ดี)  ไม่ดีอย่างไร?  ผู้คนสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งเพราะเจตนาและแรงจูงใจของตนเองโดยแท้ เพื่อสนองความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงของตนเอง  ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายที่ถูกต้อง  นั่นคือเหตุผลที่เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดในเรื่องนี้ที่ควรค่าแก่การนำมาใช้ และไม่มีสิ่งใดที่ควรค่าแก่การยกย่องหรือชมเชย และแน่นอนว่าไม่ควรค่าแก่การจดจำ  พวกเรามาดูสิ่งที่เกิดขึ้นในวังสมัยโบราณกันอีกครั้งเถิด  มีจักรพรรดิองค์หนึ่งสิ้นพระชนม์  จักรพรรดินีเห็นว่าโอรสของนางยังเด็กและถ้าขึ้นครองบัลลังก์จะไม่สามารถควบคุมราชสำนักได้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าโอรสของนางจะได้ปกครองในฐานะจักรพรรดิจริงๆ นางจึงสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง และอภิเษกสมรสกับอนุชาของอดีตจักรพรรดิ แล้วทั้งสองร่วมกันสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในบัลลังก์ของโอรสนาง  เป้าหมายของนางในการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งคืออะไร?  เพื่อตำแหน่งจักรพรรดิของโอรสนาง  เมื่อตำแหน่งจักรพรรดิของโอรสนางมั่นคง สถานะของนางก็จะเป็นพระพันปี  นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง  นางกำลังสู้ทนความอัปยศอดสูใด?  นางไม่ได้รักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ ในทันทีที่จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ นางก็อภิเษกสมรสกับอนุชาของพระองค์ทันที ซึ่งทำให้นางเสื่อมเสียชื่อเสียง  ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์และตัดสินนางลับหลัง แม้แต่หนังสือประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ประเมินนางในทางที่ดี  นางใส่ใจหรือไม่?  แท้จริงแล้ว ก่อนที่จะอภิเษกสมรสกับอดีตน้องเขย นางคิดถึงผลร้ายที่จะตามมาแล้ว แล้วเหตุใดจึงยังคงทำเช่นนั้น?  เพื่อให้แน่ใจว่าโอรสนางจะได้ตำแหน่งจักรพรรดิ และเพื่อปกป้องตำแหน่งพระพันปีของนางเอง  นั่นคือเหตุผลเดียวที่นางยอมทนต่อการเสื่อมเสียชื่อเสียงเช่นนั้นและเต็มใจทนทุกข์กับความยากลำบากนี้  นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง  แล้วนางได้รับอะไรจากการสู้ทนกับความอัปยศทั้งหมดนี้?  สิ่งที่นางได้รับคือผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม  นี่คือเป้าหมายของนางในการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง  เมื่อนางได้มาซึ่งผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่นี้ ชื่อเสียงที่เสื่อมเสียทั้งมวลก็ไร้ความหมาย  ด้วยการแลกเปลี่ยนกับชื่อเสียงที่เสื่อมเสียนี้ นางจึงได้มาซึ่งอำนาจและสถานะของนางและของโอรส  ดังนั้น การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งของนางเป็นบวกหรือเป็นลบ?  (เป็นลบ)  ถ้ามองแต่พฤติกรรมของนาง นางสามารถละทิ้งตัวเองได้ และในมุมมองของโอรส ความอัปยศและความทุกข์ที่นางทนนั้นมีด้านที่ไม่เห็นแก่ตัว ดังนั้น ผู้คนจึงควรชมเชยนางและกล่าวว่า “ช่างเป็นมารดาที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!”  แต่เมื่อดูความอยากได้อยากมี ความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูง และเป้าหมายที่แท้จริงของนางแล้ว ผู้คนควรวิพากษ์วิจารณ์นาง  การกระทำของนางสมควรถูกตัดสิน

ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าจำเป็นต้องสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งหรือไม่?  (ไม่จำเป็น)  ถ้าผู้คนยอมรับพระวจนะของพระเจ้าและยอมรับการพิพากษา การตีสอน การตัดแต่ง บททดสอบและการถลุงจากพระองค์ รวมทั้งยอมรับแม้กระทั่งคำสาปแช่งและการกล่าวโทษที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คน พวกเขาจำเป็นต้องสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งหรือไม่?  (ไม่จำเป็น)  นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน  การใช้วลีที่ว่า “การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง” ในบริบทของผู้เชื่อนั้นฟังไม่ขึ้นอย่างสิ้นเชิงและถูกกล่าวโทษ  เหตุใดการใช้วลีนี้ในบริบทนี้จึงผิด?  จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าพฤติกรรมนี้ไม่ถูกต้องในบริบทนี้?  การเอาแต่ยอมรับด้วยวาจาและในแง่ของคำสอนว่าวลีนี้ผิดนั้นไม่เป็นที่ยอมรับ เจ้าต้องรู้ว่าวลีนี้เกี่ยวข้องกับความจริงประการใดบ้าง  ก่อนหน้านี้ เจ้ายังคิดอยู่เลยว่าเพื่อที่จะยอมรับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้าและการช่วยให้รอดจากพระเจ้า ผู้คนจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน ใช้วิธีคิดของโกวเจี้ยน กษัตริย์แห่งแคว้นเยว่ และไม่เคยยอมแพ้—เจ้าเป็นเพียงคนหัวทึบและไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจความจริง  ตอนนี้ หลังการสามัคคีธรรมของเรา เจ้าจึงคิดว่า “วลีนี้ไม่ดี  เมื่อก่อนฉันเคยใช้วลีนี้อยู่เสมอ—ฉันโง่เขลาอย่างนั้นได้อย่างไร?”  เจ้าสามารถมองเห็นได้ว่าเจ้าไม่เข้าใจความจริงและความสามารถในการทำความเข้าใจของเจ้านั้นย่ำแย่  เจ้าต้องเข้าใจว่าวลีนี้ผิดตรงไหน  เมื่อเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่าวลีนี้ผิดตรงไหน เจ้าก็จะเข้าใจวลีนี้อย่างถ่องแท้  ถ้าเจ้ามองวลีนี้ได้อย่างชัดเจนเพียงบางส่วน คือเห็นด้านที่เป็นลบอย่างชัดเจน แต่ไม่เห็นด้านที่ผู้คนคิดว่าเป็นบวกอย่างชัดเจน เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้ายังไม่เข้าใจความจริง  หลังจากฟังสิ่งที่เราเพิ่งสามัคคีธรรมไป พวกเจ้าจะสามารถชำแหละและวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้ตามวิธีการเหล่านี้ของเราได้หรือไม่?  เหตุใดการปฏิบัติด้วยการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งจึงไม่จำเป็นในพระนิเวศของพระเจ้า?  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าวิธีการและวิธีคิดเช่นนี้ถูกพระนิเวศของพระเจ้ากล่าวโทษและไม่ตรงกับความจริง?  (ข้าแต่พระเจ้า ความเข้าใจของข้าพระองค์คือในพระนิเวศของพระเจ้า การยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า และแม้กระทั่งการถูกปลดหรือถูกกล่าวโทษนั้นไม่ถือเป็นการสู้ทนความอัปยศอดสู  แต่เป็นวิธีที่พระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อช่วยผู้คนให้รอด และมีจุดประสงค์ที่จะนำพวกเราไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องของการไล่ตามเสาะหาความจริง  เรื่องไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งอย่างสิ้นเชิง  ถ้าผู้คนสามารถเข้าใจได้อย่างถูกต้อง พวกเขาก็จะรู้ว่านี่คือความรักและการยกชูจากพระเจ้า และรู้ว่าการยอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระเจ้าคือความห่วงใยและการคุ้มครองอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ทั้งยังเป็นความรอดที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คน)  คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ถูกต้อง)  ถ้าเจ้าไม่สามารถมองเห็นการพิพากษาและการตีสอนได้อย่างชัดเจน เช่นนั้นแล้ว หัวใจของเจ้าจะเกิดการต่อต้านและคำพร่ำบ่น และเจ้าก็จะปฏิบัติตามวลีทางปรัชญาเยี่ยงซาตานที่ว่า “การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง” โดยคิดในใจว่า “ไม่ได้การ ฉันต้องสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง และใช้วิธีคิดของโกวเจี้ยน กษัตริย์แห่งแคว้นเยว่”  จากนั้น เจ้าก็จะสลักคำว่า “การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง” บนโต๊ะของเจ้าเพื่อกระตุ้นตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าและสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง และเจ้าจะใช้เป็นคติประจำใจของเจ้า  นั่นย่อมก่อปัญหามิใช่หรือ?  จริงอยู่ว่าหลังการสามัคคีธรรมในวันนี้แล้ว พวกเจ้าจะไม่ทำเช่นนี้อย่างแน่นอน แต่พวกเจ้าจะนำวลีอื่นมาเป็นคติประจำใจของเจ้าหรือไม่ เช่น วลี “ซ่อนแสงของตนและรวบรวมกำลังในความมืด” ที่เรายังไม่ได้ชำแหละนี้?  ธรรมชาติของวลีนี้ก็เหมือนกันมิใช่หรือ?  สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม  สิ่งเหล่านี้ใช่พิษของซาตานหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพิษของซาตาน เป็นปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตานทั้งสิ้น

ในอดีต ขณะที่เราทำงานตามคริสตจักรทั้งหลายในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงที่เราเพิ่งเริ่มงานของเรา พระนิเวศของพระเจ้าได้จัดแจงให้พี่น้องชายหญิงบางคนพัฒนาทักษะอ่านเขียนของตน  สถานการณ์ในเวลานั้นเป็นอย่างไร?  มีบางคนสูงวัยแล้วและบางคนก็อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไกลออกไป  ระดับการศึกษาของพวกเขาค่อนข้างต่ำและพวกเขาก็อ่านหนังสือได้ไม่ดี  ตัวอย่างเช่น พระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึง “ขีดความสามารถต่ำ” “พระอุปนิสัยของพระเจ้า” “เจตนารมณ์ของพระเจ้า” และคำศัพท์ตายตัวอื่นๆ แต่พวกเขาไม่เข้าใจหรือไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร  ต่อมา พระนิเวศของพระเจ้าได้บอกพี่น้องชายหญิงว่าพวกเขาสามารถพัฒนาทักษะอ่านเขียนของตนได้ในเวลาว่าง และอย่างน้อยก็ควรรู้ความหมายของวลีตายตัว ศัพท์เฉพาะ และคำนามบางคำ  หาไม่แล้ว เวลาอ่านพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจะไม่เข้าใจแม้แต่ความหมายของคำและวลีเหล่านั้น แล้วพวกเขาจะเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร?  แล้วถ้าไม่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า พวกเขาจะปฏิบัติความจริงได้อย่างไร?  หลังจากนี้ พี่น้องชายหญิงจึงเริ่มใช้ความพยายามในการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้  นี่เป็นเรื่องดี แต่บางคนที่มีความเข้าใจที่บิดเบี้ยวกลับหาประโยชน์จากสถานการณ์นี้  ระหว่างการชุมนุม ผู้นำบางคนเอาแต่พูดถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะอ่านเขียน พี่น้องชายหญิงควรทำอย่างไรจึงจะรู้หนังสือ ประโยชน์ของการรู้หนังสือ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าพี่น้องไม่รู้หนังสือ  พวกเขาพูดถึงคำสอนมากมายเช่นนี้  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง และไม่มีความจำเป็นต้องพูดถึงสิ่งเหล่านี้ให้มากเกินไป  ทันทีที่มีคนพูดเรื่องเหล่านี้ ผู้คนก็สามารถเข้าใจได้ ไม่มีความจำเป็นต้องสามัคคีธรรมเรื่องเหล่านี้ในการชุมนุมราวกับเป็นความจริง  ผู้นำบางคนไม่เพียงแต่ใช้เวลามากมายในการชุมนุมมาสามัคคีธรรมเรื่องเหล่านี้ราวกับเป็นความจริงเท่านั้น แต่ยังคิดหาเล่ห์กลใหม่ๆ มาทดสอบพี่น้องชายหญิงโดยเฉพาะ ด้วยคำศัพท์ที่ไม่ค่อยได้ใช้  ถ้าพี่น้องชายหญิงตอบไม่ได้ นั่นย่อมทำให้ผู้นำดูมีการศึกษาสูงมิใช่หรือ?  ในช่วงนั้นมีผู้นำเทียมเท็จบางคนไม่ทำงานจริง—พวกเขาไม่สามัคคีธรรมเรื่องประสบการณ์ชีวิต ความจริง หรือพระวจนะของพระเจ้า แต่กลับสามัคคีธรรมเรื่องการรู้หนังสือเพียงอย่างเดียว  นี่เรียกว่าอะไร?  นี่เรียกว่าการไม่ทำงานที่พึงทำ  นี่เป็นปัญหามิใช่หรือ?  (ใช่)  เหตุใดเราจึงพูดถึงปัญหานี้?  มีประโยชน์อะไรต่อพวกเจ้า?  พวกเจ้าสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้หรือไม่?  มีใครคิดที่จะกระทำการเช่นนี้บ้างหรือไม่?  ถ้าพวกเจ้ากระทำการเช่นนี้ พวกเจ้าก็เป็นผู้คนที่เลอะเลือนโดยแท้!  มีบางคนพอเห็นเราพูดถึงสำนวนเหล่านี้ ก็พร้อมลงมือทำบ้างและเริ่มเตรียมตัว พลางกล่าวว่า “กลายเป็นว่าการสามัคคีธรรมความจริงง่ายแค่นี้เอง  แค่สามัคคีธรรมถึงสำนวนต่างๆ ก็พอ  พระองค์สามัคคีธรรมเรื่องสำนวนได้ ข้าพระองค์ก็จะสามัคคีธรรมถึงคำคมสองวรรค คำสแลง คำกล่าว และสุภาษิตต่างๆ”  นี่คือการไม่ทำงานที่ตนพึงทำมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่เป็นผู้คนประเภทใด?  พวกเขามีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณหรือไม่?  (ไม่มี)  พวกเขาไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ และไม่เข้าใจความจริง  พวกเขาคิดอะไรกันอยู่?  “พระองค์ประทับอยู่ตรงนั้นและตรัสอะไรไปเรื่อยเวลาที่พระองค์ไม่มีอะไรทำ ยกโวหารสักสองสำนวนมาหลอกพวกเรา  ถ้าทำตามวิธีของพระองค์ ข้าพระองค์ก็สามัคคีธรรมได้เช่นกัน!”  ผู้คนที่ไม่มีความเข้าใจฝ่ายวิญญาณย่อมเอาแต่มองเปลือกนอกของสิ่งต่างๆ และเลียนแบบเราอย่างมืดบอด  ผู้นำเหล่านี้ควรถูกปลดฐานลอกเลียนพฤติกรรมนี้ และใครก็ตามที่เอาอย่างพวกเขาก็ควรถูกปลดเช่นกัน  เหตุใดเราจึงพูดเรื่องนี้?  เราดึงความสนใจของพวกเจ้ามาที่เรื่องนี้ก่อนที่พวกเจ้าจะทำพฤติกรรมแบบนี้เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ไม่ใช้เส้นทางที่ผิด  เราสามารถพูดเรื่องเหล่านี้ได้ แต่ถ้าเจ้าพูดเรื่องเหล่านี้ เจ้าสามารถพูดให้เข้าใจได้หรือไม่?  เจ้าไม่อาจทำได้  แล้วเหตุใดเราจึงพูดถึงคำกล่าวและสำนวนเหล่านี้?  เราพูดถึงสิ่งเหล่านี้ในภาวการณ์เช่นใด?  เมื่อผู้คนเข้าใจแนวคิดและนิยามของความจริง แล้วจากรากฐานนั้น ถ้าเราลงลึกไปอีกและชำแหละสิ่งต่างๆ อีกมากที่ผู้คนนึกว่าเป็นความจริง ผู้คนย่อมจะเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ พวกเขาไม่รู้ว่าควรตรึกตรองเรื่องนี้อย่างไร และไม่รู้ว่าควรเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับเรื่องอื่นใดบ้าง  เป็นเพราะพวกเจ้าไม่เข้าใจ เราจึงเล่าเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับสำนวนต่างๆ ให้ฟัง  นี่เป็นสิ่งจำเป็น  บางคนนึกว่าตนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยเมื่อเป็นเรื่องของความจริง และสงสัยว่าเหตุใดพวกเขาจึงยังเรียนหลักสูตรประถมศึกษาเหล่านี้ซ้ำอีก  พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่านี่ไม่ใช่ชั้นเรียนประถมศึกษา แต่เป็นชั้นเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว  พวกเจ้ายังไม่ถึงระดับที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ยังคงอยู่ระดับประถมมาโดยตลอด แต่กลับนึกว่าตนเองเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แล้วก็รู้สึกดีกับตัวเอง  น่าเสียดายที่ความรู้สึกนี้ผิด นี่เป็นความรู้สึกที่เกิดจากการเข้าใจผิด—พวกเจ้ายังห่างไกลจากการเลื่อนชั้นเข้ามหาวิทยาลัย  ดังนั้น เราย่อมเตือนพวกเจ้าอีกครั้งว่า อย่าทำสิ่งต่างๆ ที่เราเพิ่งพูดไป  จงสามัคคีธรรมถึงสิ่งที่พวกเจ้าเข้าใจอย่างซื่อสัตย์ และถ้าพวกเจ้าไม่เข้าใจ ก็อย่าพูดจาไร้สาระ  การสามัคคีธรรมความจริงไม่ใช่การพูดไปเรื่อย ไม่มีใครมีเวลามาเสียไปกับการฟังเจ้าพูดพล่าม  อย่าเลียนแบบเราอย่างมืดบอดและพูดถึงโกวเจี้ยน กษัตริย์แห่งแคว้นเยว่ หรือพูดเรื่องประวัติศาสตร์สมัยใหม่หรือประวัติศาสตร์โบราณเพราะว่าเราพูดถึงการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมขื่น  มีประโยชน์อะไรที่จะพูดเรื่องเหล่านั้น?  ผู้คนเต็มใจฟังเรื่องเหล่านั้นหรือไม่?  ต่อให้ผู้คนเต็มใจฟัง เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ใช่ความจริง

เมื่อครู่นี้ เราเพิ่งพูดว่าผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าและติดตามพระเจ้าไม่จำเป็นต้องสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง และยิ่งไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตนด้วยการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง  เหตุใดคนเราจึงไม่อาจปฏิบัติตามวลีที่ “ดี” และทัศนคติที่ “สูงส่ง” ดังกล่าวได้?  ปัญหาอยู่ที่ใด?  เหตุใดคนเราจึงไม่อาจมีทัศนคติที่สู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งได้?  ถ้าพูดในแง่ของคำสอน ก็เป็นเพราะการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งไม่ใช่ความจริง พระเจ้าไม่ได้ตรัสวลีนี้ นี่ไม่ใช่ข้อกำหนดที่พระเจ้ามีต่อมวลมนุษย์ และไม่ใช่หลักธรรมที่พระองค์ประทานให้ผู้ที่ติดตามพระองค์ใช้กระทำการ  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าวลีนี้ไม่ใช่ความจริงและไม่ใช่หลักธรรมของการปฏิบัติ?  ก่อนอื่น พวกเรามาดูคำว่า “ความอัปยศอดสู” ในวลีการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งกันเถิด  “ความอัปยศอดสู” หมายถึงสิ่งใด?  ความอับอายขายหน้าและการถูกทำให้ละอาย  ดังนั้น เมื่อผู้คนเชื่อในพระเจ้าและพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมของพวกเขา การนบนอบพระเจ้าทำให้พวกเขาอัปยศอดสูหรือไม่?  พวกเขาทนอับอายขายหน้ากันอยู่หรือไม่?  (ไม่)  ผู้คนจำเป็นต้องทนและกล่าวหรือไม่ว่า “เพื่อที่จะสัมฤทธิ์การนบนอบพระเจ้า ฉันต้องข่มไฟในใจ ข่มความโกรธในใจ ข่มคำบ่นในใจ และข่มความรู้สึกในหัวใจที่ไม่อาจทำใจยอมรับได้เอาไว้ ฉันควรทนและไม่ส่งเสียงใดๆ สำหรับฉันแล้ว ทั้งหมดนี้คือความอัปยศอดสู ดังนั้น ฉันจะข่มสิ่งเหล่านี้เอาไว้”?  พวกเขากำลังปฏิบัติความจริงด้วยการทำเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  พวกเขากำลังปฏิบัติสิ่งใด?  ความเป็นกบฏ ความเทียมเท็จ และการเสแสร้ง  การที่จะปฏิบัติความจริงได้สำเร็จ สัมฤทธิ์การนบนอบความจริง นบนอบอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้านั้น สิ่งแรกที่เจ้าต้องทำไม่ใช่การสู้ทนความเจ็บปวดชนิดใด และเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องสู้ทนความอับอายขายหน้าจำพวกใด  อธิปไตยและการจัดเตรียมที่พระเจ้าทรงมีให้เจ้า รวมทั้งข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อเจ้า ใช่ความอัปยศอดสูหรือไม่?  (ไม่ใช่)  พระองค์ไม่ได้ทำให้เจ้าอัปยศอดสู  พระเจ้าไม่ได้ทำให้เจ้าอัปยศอดสูด้วยการเปิดโปงเจ้า พิพากษาเจ้า ตีสอน ทดสอบ และถลุงเจ้า  แต่พร้อมกับที่ทรงเปิดโปงการเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าออกมา พระองค์ก็ทรงทำให้เจ้ารู้จักตัวเอง ทำให้เจ้าทิ้งและขบถต่ออุปนิสัยเหล่านั้น จากนั้นก็กระทำการตามข้อกำหนดของพระเจ้า  นี่ย่อมจะสัมฤทธิ์ผลเช่นใด?  เจ้าจะสามารถนบนอบพระเจ้า เข้าใจความจริง กลายเป็นคนที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย และกลายเป็นคนที่พระเจ้าทรงเห็นชอบ  แล้วสิ่งที่เจ้าเผชิญในกระบวนการดังกล่าวและในช่วงที่เจ้ากำลังสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้มีความอับอายขายหน้าบ้างหรือไม่?  มีเรื่องที่พระเจ้าทรงทำให้เจ้าอัปยศอดสูบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  เมื่อพระเจ้าทรงเปิดโปงเจ้า ตัวอย่างเช่น เมื่อทรงเปิดโปงความโอหัง ความเลว ความหลอกลวง การดื้อแพ่ง หรือความโหดร้ายของเจ้า มีสิ่งใดในนี้ที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือไม่?  (ไม่มี)  เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด  ไม่ว่าพระวจนะที่พระเจ้าทรงใช้เปิดโปงเจ้าและใช้ตรัสกับเจ้าจะมีลักษณะเช่นใด ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น  ไม่ว่าผู้คนจะตระหนักรู้เรื่องนี้ได้หรือไม่ ไม่ว่าผู้คนจะเข้าใจและยอมรับได้มากเพียงใด สิ่งเหล่านี้ก็เป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น  ไม่ใช่ว่าไม่มีมูล หรือเป็นการกล่าวเกินจริง และแน่นอนว่าไม่ได้ปรักปรำเจ้า  แล้วสิ่งเหล่านี้ทำให้เจ้าอัปยศอดสูหรือไม่?  (ไม่)  ไม่เพียงไม่ได้ทำให้เจ้าอัปยศอดสูเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจ คอยเตือนเจ้าไม่ให้เดินไปบนเส้นทางของคนชั่วหรือติดตามซาตาน และทำให้เจ้าสามารถเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต  ผลพวงและผลลัพธ์ที่สิ่งเหล่านี้มีต่อเจ้าล้วนเป็นบวก  การกระทำเหล่านี้ของพระเจ้ามีธรรมชาติที่ล้วนถูกควร  พระองค์กำลังทำสิ่งเหล่านี้เพื่อช่วยเจ้าให้รอด และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นไปในแนวเดียวกับความจริงอย่างสมบูรณ์  นี่คือความทุกข์ที่ผู้คนควรสู้ทน และเป็นความทุกข์ที่พวกเขาต้องสู้ทนเพื่อที่จะทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน สามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริง  ท่าทีที่ผู้คนควรมีคือการริเริ่มด้วยตนเองที่จะยอมรับความทุกข์นี้ แทนที่จะสู้ทนราวกับเป็นความอับอายขายหน้า  ความทุกข์นี้ไม่ใช่ความอัปยศอดสู ไม่ใช่การเหยียดหยัน ไม่ใช่การพูดโจมตีผู้คน และยิ่งไม่ใช่ว่าพระเจ้าทรงปั่นหัวผู้คนเล่น  ล้วนเกิดขึ้นเพราะผู้คนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม กบฏต่อพระเจ้า และไม่รักความจริง  ความเจ็บปวดนี้เกิดขึ้นในตัวผู้คนเพราะพระวจนะของพระเจ้าและข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน แล้วความเจ็บปวดนี้มีส่วนใดที่พระเจ้าเจตนาประทานแก่ผู้คนหรือประทานเพิ่มแก่พวกเขา และมีส่วนใดที่ผู้คนไม่ควรต้องทนทุกข์หรือไม่?  ไม่มีอะไรทำนองนั้น  ในทางกลับกัน ถ้าผู้คนทนทุกข์กับความเจ็บปวดนี้น้อยเกินไป พวกเขาก็จะไม่สามารถทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้  ไม่ว่าอุปนิสัยที่เป็นกบฏของผู้คนจะร้ายแรงเพียงใด และไม่ว่าพวกเขาจะรับรู้และยอมรับการที่พระเจ้าทรงเปิดโปงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาได้มากเพียงใด ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คนหาใช่ความอัปยศอดสูไม่ และสิ่งที่พวกเขาทนทุกข์ก็ไม่ใช่ความอับอายขายหน้า  แต่เป็นสิ่งที่ผู้คนควรทนทุกข์ เป็นความเจ็บปวดซึ่งคนที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักควรทนทุกข์ ผู้คนควรสู้ทนความทุกข์นี้  เหตุใดเราจึงกล่าวว่าพวกเขาควรสู้ทนความทุกข์นี้?  เพราะผู้คนเป็นกบฏต่อพระเจ้าอย่างหนักยิ่งและกลายเป็นเหล่าซาตานไปแล้ว  ถ้าผู้คนอยากทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามเหล่านี้และน้อมรับความรอดจากพระเจ้า พวกเขาต้องสู้ทนความทุกข์นี้  นี่เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะควรอย่างที่สุด เป็นเส้นทางที่ผู้คนต้องผ่าน และเป็นความทุกข์ที่พวกเขาต้องสู้ทน ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขา  ก็เหมือนเวลาที่เจ้าปวดท้องหลังดื่มน้ำเย็น  แล้วจะโทษใคร?  โทษน้ำเย็นหรือ?  (ไม่)  ใครนำความลำบากนี้มาให้เจ้า?  (ตัวพวกเราเอง)  เจ้าเป็นคนทำให้ตัวเองลำบาก  ผลลัพธ์นี้และกระบวนการที่ผู้คนทนทุกข์อยู่นี้เป็นการกระทำของพวกเขาเอง ไม่มีความอับอายขายหน้าหรือความอัปยศอดสูใดๆ ให้พูดถึงในเรื่องนี้  บางคนไม่ได้เข้าใจเช่นนี้ พวกเขาไม่ยอมรับความจริง  พวกเขาคิดอะไรอยู่?  “พระนิเวศของพระเจ้าให้ฉันเป็นผู้นำ เสนอชื่อฉันเข้ารับตำแหน่งนี้ และฉันก็ดำเนินงานผู้นำของตนอย่างมีความสุข  ไม่เคยนึกว่าพระนิเวศของพระเจ้าจะปลดฉันฐานทำงานไม่ดีและผิดพลาด  ฉันกลายเป็นอะไรไปแล้ว?  ฉันยังคงมีความซื่อตรงและศักดิ์ศรีอยู่หรือไม่?  ฉันยังคงมีอิสระอย่างมนุษย์อยู่หรือไม่?  ยังคงมีความเป็นเอกเทศที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองอยู่หรือไม่?”  พวกเขาคิดว่าผู้คนไม่ควรนบนอบการจัดวางเรียบเรียงและการจัดเตรียมของพระเจ้าโดยไม่มีทางเลือกในเรื่องนั้นๆ และถ้าผู้คนนบนอบอย่างถึงที่สุด เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมเป็นคนเขลา เป็นคนที่ไม่มีศักดิ์ศรี ใช้ชีวิตในลักษณะที่อ่อนแอและคับแค้นเกินไป  ดังนั้น คนประเภทนี้จึงคิดว่าเมื่อผู้คนยอมรับการพิพากษา การตีสอน และการตัดแต่ง ก็ต้องทนทุกข์กับความอัปยศอดสู ดังคำกล่าวที่ว่า “อยู่ใต้ชายคาเตี้ยก็ต้องก้มหัวอย่างไม่มีทางเลือก”  ดูเถิด นี่คือปรัชญาอีกข้อหนึ่งของซาตาน  วลีที่เป็นที่รู้จักกันดีนี้ทำให้พวกเขายอมก้มหัว  พวกเขาคิดอะไรอยู่?  พวกเขากำลังนบนอบอย่างเต็มใจ หรือว่ากำลังสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง?  (อย่างหลัง)  พวกเขานึกว่าตนกำลังสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง  พวกเขาไม่ได้เต็มใจนบนอบ  การนบนอบของพวกเขาไม่ได้เป็นไปด้วยความเต็มใจ และไม่บริสุทธิ์  พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องนบนอบ  ดังนั้น พวกเขาจึงมองว่าการไม่มีทางเลือกนี้คือความอัปยศอดสูอย่างหนึ่ง  ในเมื่อคนแบบนี้คิดออกมาได้เช่นนี้ แล้วพวกเขาจะมองว่าการปฏิบัติด้วยการนบนอบพระวจนะของพระเจ้าเป็นการปฏิบัติความจริงหรือไม่?  ไม่  พวกเขาไม่ได้มองว่าการนบนอบคือความจริง  กลับทำเหมือนว่าการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งคือความจริง  ธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้แตกต่างกันมิใช่หรือ?  (ใช่)  แม้ว่าคนที่นบนอบด้วยความเต็มใจและคนที่สู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งจะนบนอบทั้งคู่ แม้จะไม่มีฝ่ายใดก่อปัญหาหรือต่อต้าน และดูภายนอกก็เหมือนทั้งสองฝ่ายต่างก็เชื่อฟัง ประพฤติตัวดี และเป็นคนดี แต่สองอย่างนี้ก็มีธรรมชาติที่ต่างกันอยู่ดี  ผู้คนที่นบนอบอย่างจริงใจย่อมมองว่าการนบนอบคือความรับผิดชอบ หน้าที่ และภาระผูกพันของตน ปฏิบัติต่อสิ่งนี้ในฐานะหน้าที่ที่ตนต้องทำ และเป็นความจริง  ส่วนคนที่ไม่ได้นบนอบด้วยความจริงใจต่อให้ภายนอกไม่ได้ต่อต้าน แต่ในใจย่อมนึกว่าตนกำลังสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง และในสายตาของพวกเขา การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งก็คือความจริงสูงสุด  พวกเขามองว่าการสู้ทนความอัปยศอดสูคือการปฏิบัติความจริง แล้วพวกเขามองว่าการนบนอบคืออะไร?  มองว่าการนบนอบคือการทนอัปยศอดสู ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง  นี่สลับด้านกันมิใช่หรือ?  นี่เรียกว่าอะไร?  (กลับหัวกลับหาง)  พวกเขาสลับหัวหาง  ปฏิบัติต่อความจริงในฐานะปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก ปฏิบัติต่อคำสอนและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของมนุษย์ในฐานะความจริง  นี่คือการสลับดำขาวมิใช่หรือ?  (ใช่)  นี่คือการสลับดำขาว  แล้วควรแก้ปัญหานี้อย่างไร?  ผู้คนต้องเข้าใจว่าความยากลำบากที่พวกเขาทนทุกข์อยู่นี้ไม่ใช่ความอัปยศอดสู หรือมีใครพยายามทำให้พวกเขารู้สึกอับยศอดสู  แล้วอะไรคือสาเหตุของความยากลำบากที่ผู้คนทนทุกข์อยู่?  (อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คน)  ถูกต้อง  ถ้าเจ้าไม่มีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม และเข้าใจความจริง สามารถนบนอบพระเจ้า สามารถนบนอบอธิปไตยและการจัดเตรียมของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ สามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกข์กับความยากลำบากนี้  ดังนั้น ความอัปยศอดสูนี้จึงไม่มีอยู่จริง  เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่?

ระหว่างความยากลำบากกับความอัปยศอดสู สิ่งใดเป็นบวก?  สองสิ่งนี้มีความแตกต่างกันหรือไม่?  (มี)  ความยากลำบากคือสิ่งที่เป็นบวก  ถ้าเจ้าเต็มใจยอมรับการพิพากษา การตีสอน การตัดแต่ง และเต็มใจทนทุกข์กับความยากลำบากนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะตีความความยากลำบากนี้ว่า “ฉันควรทนทุกข์กับความยากลำบากนี้  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงทำสิ่งใด ต่อให้ฉันไม่เข้าใจและเป็นเรื่องยากที่จะทำใจรับได้ ต่อให้ฉันคิดลบและอ่อนแอ แต่ทุกสิ่งที่พระองค์ทำย่อมถูกต้อง  ฉันมีอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและไม่ควรโต้แย้งพระเจ้า  ไม่ว่าหัวใจของฉันจะรับเรื่องราวได้ยากเพียงใด แต่ที่เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นก็เป็นความผิดของฉันเอง  พระเจ้าไม่ผิด ทุกสิ่งที่พระเจ้าทำย่อมถูกต้อง  ฉันสมควรทนทุกข์กับความยากลำบากแล้ว  ใครทำให้ฉันมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม?  ใครทำให้ฉันต่อต้านพระเจ้า?  ใครทำให้ฉันทำชั่ว?  นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าประทานแก่ฉัน แต่ถูกขับเคลื่อนโดยธรรมชาติของฉันเอง  ฉันควรทนทุกข์กับความยากลำบากนี้”  แล้วที่ผู้คนทนทุกข์กับความยากลำบากนี้ใช่สิ่งที่เป็นบวกหรือไม่?  (ใช่)  ถ้าผู้คนเข้าใจเรื่องนี้ในทางที่เป็นบวกและเข้าใจว่ามาจากพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว ความยากลำบากนี้ก็เป็นบวก  อย่างไรก็ตาม สมมุติพวกเขากล่าวว่า “ฉันสามารถนบนอบ แต่ถึงจะนบนอบ ฉันก็ยังต้องอธิบายเหตุผลของฉันให้ชัดเจน ต้องบอกให้ชัดเจนว่าฉันคิดอะไรอยู่ในใจและทำอะไรบ้าง  ฉันจะเอาแต่นบนอบอย่างขลาดๆ และเลอะเลือนแบบนี้ไม่ได้  ไม่อย่างนั้น ฉันคงจะอัดอั้นใจตาย”  พวกเขาอยากอธิบายสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาอยู่เสมอ อยากอธิบายตื้นลึกหนาบางของสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจน พูดถึงเหตุผลของตน พูดถึงสิ่งที่ตนคิด เล่าว่าตนจ่ายราคาอย่างไร และพูดว่าตนถูกต้องเพียงใด  พวกเขาไม่เต็มใจที่จะเป็นคนที่นบนอบพระเจ้า—ไม่เต็มใจที่จะเว้นจากการอ้างเหตุผลเข้าข้างตนเอง ปกป้องตนเอง หรือพูดถึงเหตุผลของตนเอง  พวกเขาไม่เต็มใจที่จะกระทำการเช่นนั้น  ในกรณีนั้น พวกเขาปฏิบัติต่อการนบนอบเหมือนเป็นสิ่งใด?  พวกเขาทำเหมือนว่าการนบนอบคือการทนอับอายขายหน้า  พวกเขาคิดอะไรอยู่ในใจ?  “ฉันต้องสู้ทนความอับอายขายหน้าทั้งหมดนี้เพื่อทำให้พระเจ้าเห็นชอบในตัวฉันและตรัสว่าฉันนบนอบแล้ว”  ความอัปยศอดสูนี้มีอยู่จริงหรือไม่?  ถ้าไม่มีอยู่จริงแต่อย่างใด เหตุใดพวกเขาจึงยังคงอธิบายสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาเพื่อที่จะทิ้ง “ความอัปยศอดสู” นี้?  นี่ไม่ใช่การนบนอบที่แท้จริง  ต่อให้เจตนาที่เจ้าใช้ทำสิ่งต่างๆ นั้นถูกต้อง พระเจ้าก็มีพระประสงค์ที่จะจัดวางเรียบเรียงสิ่งต่างๆ ในลักษณะนี้  เจ้าไม่จำเป็นต้องปกป้องตัวเอง ไม่จำเป็นต้องโต้แย้ง  โยบทำสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าเจ้าหรือไม่?  (เขาทำได้ดีกว่า)  เมื่อโยบถูกทดสอบ ถ้าเขาโต้แย้งและปกป้องตัวเอง พระเจ้าจะทรงรับฟังหรือไม่?  ไม่ พระองค์จะไม่ทรงรับฟัง  นี่คือข้อเท็จจริง  โยบรู้หรือไม่ว่าพระเจ้าไม่ทรงรับฟังการปกป้องตนเองของผู้คน?  โยบไม่รู้ แต่โยบไม่ได้ปกป้องตัวเอง  นี่คือวุฒิภาวะที่เขามี เขานบนอบอย่างแท้จริง  โยบทำสิ่งใดเลวร้าย พระเจ้าจึงปฏิบัติต่อเขาเช่นนั้น?  เขาไม่ได้ทำสิ่งใดที่เลวร้าย  พระเจ้าตรัสว่าโยบยำเกรงพระองค์และหลบเลี่ยงความชั่ว เป็นคนที่เพียบพร้อม  ถ้าพูดในบริบทของ “ความอัปยศอดสู” พระเจ้าก็ไม่ควรทำให้โยบทนทุกข์กับความอับอายขายหน้าเหล่านั้น ไม่ควรส่งมอบตัวเขาให้ซาตานและปล่อยให้ซาตานทดลองเขาและริบเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาไป  เมื่อมองตามตรรกะของผู้คนที่ไม่นบนอบ โยบทนทุกข์กับความยากลำบากและเขาทนทุกข์กับความอับอายขายหน้าอย่างใหญ่หลวง และตอนที่เขารับบททดสอบเหล่านั้น เขาก็กำลังสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งเพื่อที่จะได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกจากพระเจ้าหลังเหตุการณ์นั้นผ่านพ้น  แล้วในความเป็นจริง เป็นเช่นนี้จริงหรือไม่?  (ไม่)  โยบคิดและปฏิบัติเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  เขาปฏิบัติอย่างไร?  เขามีท่าทีเช่นไรต่อบททดสอบเหล่านี้?  เขาไม่จำเป็นต้องสู้ทน และเขาก็ไม่ได้คิดว่าตนกำลังทนทุกข์กับความอับอายขายหน้า  แล้วเขาคิดอะไร?  (พระเจ้าประทานและพระองค์ทรงเอาไป)  ถูกต้อง  ผู้คนมาจากพระเจ้า  พระเจ้าประทานชีวิตแก่เจ้า ประทานลมหายใจแก่เจ้า  เจ้ามาจากพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ดังนั้น ทุกสิ่งที่เจ้าได้มาจึงเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เจ้ามิใช่หรือ?  เจ้ามีอะไรให้โอ้อวด?  ทุกสิ่งล้วนประทานโดยพระเจ้า ดังนั้น ถ้าพระเจ้าประสงค์ที่จะเอาไป เจ้าจะหาเหตุผลมาใช้ในเรื่องใด?  เมื่อพระองค์ประทานบางสิ่งแก่เจ้า เจ้าก็มีความสุข และเมื่อพระองค์ไม่ประทานบางสิ่งแก่เจ้า เจ้าก็ไม่มีความสุข พร่ำบ่นพระเจ้า ขอสิ่งนั้นจากพระเจ้า และต่อสู้กับพระเจ้า  พระเจ้าจะประทานบางสิ่งแก่เจ้าหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่มีอะไรให้ผู้คนหาเหตุผลมาใช้  โยบก็กระทำการเช่นนี้ใช่หรือไม่?  (ใช่)  โยบกระทำการเช่นนี้  หัวใจของเขารู้สึกถึงความอยุติธรรมหรือไม่?  (ไม่)  ไม่มีความรู้สึกเช่นนั้น  มองภายนอก โยบมีเหตุผลเพียงพอที่จะทักท้วงเรื่องความอยุติธรรม อ้างเหตุผลเข้าข้างตนเอง ปกป้องตัวเอง ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า และอธิบายทุกสิ่งให้พระเจ้าฟังอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา  เขาคู่ควรที่สุดแล้วที่จะทำสิ่งเหล่านี้ แต่เขาทำหรือไม่?  เขาไม่ได้ทำ  เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ เพียงแค่ทำบางสิ่งคือ เขาฉีกเสื้อคลุมของตน โกนศีรษะ กราบลงถึงดินนมัสการ  การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นลำดับนี้ทำให้ผู้คนมองว่าเขาเป็นคนเช่นใด?  คนที่ยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว และเป็นคนที่เพียบพร้อม  คนที่เพียบพร้อมมีนิยามว่าอย่างไร?  คนที่ไม่ตัดสินสิ่งที่พระเจ้าทำ แต่สรรเสริญและนบนอบสิ่งนั้นแทน และไม่ว่าจะทนทุกข์กับความยากลำบากที่หนักหนาเพียงใด ก็ไม่พูดว่า “ฉันได้รับความอยุติธรรม  นี่คือความอับอายขายหน้า”  ไม่ว่าจะทนทุกข์กับความยากลำบากที่หนักหนาเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยมีคำพูดทำนองนี้ให้ได้ยินหรือกล่าวอะไรทำนองนี้แม้แต่คำเดียว  นี่เรียกว่าอะไร?  ผู้ไม่มีความเชื่อเรียกว่า “การละทิ้งตัวตน”  ตรรกะในเรื่องนี้อยู่ตรงไหน?  เป็นเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  “การละทิ้งตัวตน” คือการป่วยทางจิตและเป็นเรื่องไร้สาระ  ไม่ว่าโยบจะเผชิญเรื่องใหญ่เพียงใด หรือเจ็บปวดเพียงใด เขาก็ไม่เคยโต้แย้งพระเจ้าหรือต่อสู้กับพระองค์ เขานบนอบเท่านั้น  เหตุผลเริ่มแรกของเขาในการนบนอบคืออะไร?  ความยำเกรงพระเจ้า  ความสามารถในการนบนอบของเขามาจากความเข้าใจที่เขามีต่อพระเจ้า  เขาเชื่อว่าทุกสิ่งมาจากพระเจ้า และทุกสิ่งที่พระเจ้าทำนั้นถูกต้อง

ผู้นำทีมและผู้ดูแลบางคนที่ถูกปลดร้องไห้ไม่หยุด อาละวาด และใช้อารมณ์  คิดไปว่าตนได้รับความอยุติธรรม พร่ำบ่นว่าพระเจ้าไม่ชอบธรรม และคิดว่าพี่น้องชายหญิงทำผิดต่อตนด้วยการเปิดโปงและรายงานเรื่องของตน พลางกล่าวว่า “พวกคุณไม่มีมโนธรรม  ฉันดีกับพวกคุณขนาดนี้ แต่พวกคุณกลับตอบแทนฉันแบบนี้!  พระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม  ฉันได้รับความอยุติธรรมเยี่ยงนี้ แต่พระเจ้ากลับไม่คุ้มครองฉัน พวกเขาปลดฉันอย่างแข็งกร้าวเอาดื้อๆ  พวกคุณทุกคนดูถูกฉัน และพระเจ้าก็ดูแคลนฉันเหมือนกัน!”  พวกเขาคิดว่าตนได้รับการปฏิบัติอย่างอยุติธรรมยิ่งและอาละวาด  บอกเราเถิดว่าคนเช่นนี้จะนบนอบได้หรือไม่?  จากที่เราเห็น นั่นไม่ใช่เรื่องง่าย  ดังนั้น พวกเขาย่อมจบสิ้นแล้วมิใช่หรือ?  เจ้าจะอาละวาดไปเพื่ออะไร?  ถ้าเจ้ายอมรับได้ ก็จงยอมรับเสีย  ถ้าเจ้ายอมรับความจริงไม่ได้ และไม่อาจนบนอบความจริงได้ เช่นนั้นก็จงออกไปจากพระนิเวศของพระเจ้า!  อย่าเชื่อในพระเจ้า—ไม่มีใครบังคับเจ้า  เจ้าได้รับความอยุติธรรมอันใด?  เจ้าจะอาละวาดไปเพื่ออะไร?  นี่คือพระนิเวศของพระเจ้า  ถ้าเจ้ามีความสามารถ ก็ไปอาละวาดในสังคม ไปตามหาเหล่าซาตานและกษัตริย์มารแล้วอาละวาดใส่คนพวกนั้น  อย่ามาอาละวาดในพระนิเวศของพระเจ้า  การที่เจ้าถูกปลดจากการเป็นผู้นำทีมเป็นเรื่องใหญ่นักหรือ?  ถึงไม่ได้เป็นผู้นำทีม เจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ได้มิใช่หรือ?  ถ้าไม่ได้เป็นผู้นำทีม เจ้าจะไม่เชื่อในพระเจ้ากระนั้นหรือ?  โยบทนทุกข์กับความยากลำบากหนักหนาขนาดนั้น แต่เขากล่าวว่าอย่างไร?  เขาไม่ได้บ่นอะไรแม้แต่คำเดียว ทั้งยังสรรเสริญพระเจ้าด้วยซ้ำ โดยกล่าวว่า “สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21)  เขาสรรเสริญพระนามของพระยาห์เวห์เพราะเขาได้รับรางวัลและผลประโยชน์มากมายกระนั้นหรือ?  ไม่  นั่นคือลักษณะการเข้าใจและการปฏิบัติของเขาเท่านั้น  นี่ยังเกี่ยวข้องกับลักษณะนิสัยของคนเราด้วยมิใช่หรือ?  (ใช่)  บางคนมีลักษณะนิสัยที่ไม่ค่อยซื่อตรง พอได้รับความไม่เป็นธรรมเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็นึกว่าตนได้รับการปฏิบัติอย่างอยุติธรรมยิ่ง คิดไปว่าทุกคนบนโลกควรรู้สึกผิดในเรื่องนี้และมาขอให้พวกเขาอภัยให้  ผู้คนเหล่านี้ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก!  เจ้าจะอธิบายคำว่า “ความอับอายขายหน้า” ว่าอย่างไร?  การทนทุกข์กับความอับอายขายหน้าเป็นเรื่องปกติที่เกิดกับผู้ไม่มีความเชื่อ แต่ในพระนิเวศของพระเจ้ามีวิธีกล่าวที่แตกต่างออกไปว่า การทนทุกข์กับความยากลำบากและความอับอายขายหน้าเพื่อให้ได้รับความจริงคือความยากลำบากที่ผู้คนควรประสบ  ไม่ว่าจะถูกตัดแต่งหรือถูกปลด ผู้คนที่เข้าใจความจริงก็ไม่คิดว่านั่นเป็นความอับอายขายหน้า  พวกเขาคิดว่าตนสมควรทนทุกข์กับความยากลำบาก และการที่ผู้คนไม่อาจนบนอบสิ่งที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะพวกเขามีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม แต่นั่นไม่ใช่ความอับอายขายหน้า  คนที่ทนทุกข์กับความอับอายขายหน้าโดยแท้คือใคร?  คนที่ทนทุกข์กับความอับอายขายหน้าก็คือพระเจ้า  พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด แต่ผู้คนกลับไม่เข้าใจ  ดูเถิด หลังจากที่พระเจ้าทรงพาชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์ พวกเขากลับนมัสการรูปเคารพ  พอไม่มีอะไรกิน พวกเขากลับพร่ำบ่นพระเจ้า และพระเจ้าก็ต้องส่งมานาและอาหารอื่นๆ ลงมาให้  หลังจากมีวันที่ดีสักสองวัน พวกเขาก็ไม่สนใจพระเจ้า แต่พอเผชิญความยากลำบาก พวกเขาก็มองหาพระองค์อีกครั้ง  พวกเจ้าไม่คิดหรือว่าพระองค์ทรงอับอายขายหน้าอย่างใหญ่หลวง?  พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดในเนื้อหนังทรงอับอายขายหน้าอย่างใหญ่หลวงเมื่อถูกยุคต่างๆ ปฏิเสธมิใช่หรือ?  ผู้คนไร้ความหมายและไม่อาจทำอะไรได้  พวกเขาได้ชื่นชมพระคุณมากมายที่พระเจ้าประทานให้ ชื่นชมความจริงมากมายที่พระเจ้าทรงจัดหาให้ แต่พอทนทุกข์กับความยากลำบากเล็กน้อยตามสมควร พวกเขากลับรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเป็นพิเศษ  ผู้คนทนทุกข์กับความอยุติธรรมอันใด?  มีบางคนที่ปกติแล้วมีความเข้มแข็งไม่น้อย แต่พอทนทุกข์กับความยากลำบากสักหน่อย—เมื่อพี่น้องชายหญิงตัดแต่งพวกเขา หรือมีคนพูดอะไรไม่เข้าหูพวกเขา หรือไม่มีใครเกื้อหนุนหรือประจบประแจงพวกเขา—พวกเขากลับรู้สึกขุ่นใจ รู้สึกว่าตนทนทุกข์กับความยากลำบากใหญ่หลวงเข้าให้แล้ว ตนถูกกระทำ และบ่นว่า “พวกคุณทุกคนดูถูกฉัน ไม่มีใครสนใจฉัน  ฉันถูกลิขิตให้ถูกรังแก!”  เจ้าจะอาละวาดไปเพื่ออะไร?  การพูดสิ่งเหล่านั้นมีประโยชน์อะไร?  มีคำใดในนั้นที่ตรงกับความจริงบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  เช่นนี้เทียบได้กับอะไร—นี่ใช่ความอัปยศอดสูหรือไม่?  ความยากลำบากที่เจ้าสมควรประสบ เจ้ากลับไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน และไม่ยอมรับความยากลำบากนั้น  เจ้าฟังคำเทศนาไปมากมาย แต่กลับไม่เข้าใจว่าผู้คนควรปฏิบัติความจริงอย่างไร และควรนบนอบอย่างไร  เจ้าไม่รู้อะไรเหล่านี้เลย กลับคิดด้วยซ้ำไปว่าตัวเจ้าทนทุกข์กับความอับอายขายหน้าบางอย่างที่ใหญ่หลวง  นี่เจ้าไร้เหตุผลมิใช่หรือ?  สำหรับผู้คนที่ยอมรับความรอดจากพระเจ้า ความอับอายขายหน้านี้มีอยู่จริงหรือไม่?  (ไม่)  ต่อให้ชัดเจนว่าพี่น้องชายหญิงปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่ยุติธรรมในบางครั้ง เจ้าก็ควรมีประสบการณ์กับเรื่องนี้อย่างไร?  ตัวอย่างเช่น มีเงินห้าสิบดอลลาร์วางอยู่ที่ไหนสักแห่ง และหลังจากที่เจ้าเดินผ่าน เงินนั้นก็หายไป และทุกคนสงสัยว่าเจ้าเป็นคนเอาไป  เจ้าจะทำอย่างไร?  เจ้าย่อมจะรู้สึกคับแค้นและหงุดหงิดอยู่ในใจว่า “ถึงจะยากจน แต่ฉันก็ยังคงมีจุดยืนทางศีลธรรมที่เข้มแข็ง  ยังคงใส่ใจศักดิ์ศรีของตนเอง  ไม่เคยหยิบฉวยอะไรที่เป็นของคนอื่น  ฉันเป็นคนมือสะอาดโดยแท้  พวกคุณดูถูกฉันเสมอ และฉันก็เป็นคนแรกที่พวกคุณสงสัยเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น  พระเจ้าไม่ยอมทำให้สิ่งต่างๆ กระจ่างชัดเพื่อฉัน  ดูเหมือนพระองค์ก็ไม่โปรดฉันเช่นกัน!”  เจ้าอาละวาด  แล้วนี่นับเป็นการทำให้อัปยศอดสูหรือไม่?  (ไม่)  ดังนั้น เจ้าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?  ถ้าเจ้าเอาเงินนั้นไปก็ยอมรับเสีย และสัญญาว่าจะไม่หยิบฉวยสิ่งใดอีก  ถ้าเจ้าไม่ได้เอาไปก็จงกล่าวว่า “ฉันไม่ได้เอาไป  พระเจ้าทรงเฝ้าสังเกตหัวใจส่วนลึกที่สุดของผู้คน  คนที่เอาเงินนั้นไปย่อมรู้ดี และพระเจ้าก็ทรงทราบเช่นกัน  ฉันจะไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว”  เจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า “พวกคุณดูถูกฉัน  พวกคุณทุกคนอยากกลั่นแกล้งฉัน”  การพูดสิ่งเหล่านั้นมีประโยชน์อะไร?  การพูดเรื่องทำนองนั้นมากๆ เป็นเรื่องดีหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดจึงไม่ดี?  ถ้าเจ้าพูดอะไรทำนองนั้นมากๆ ก็ย่อมพิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่งคือ หัวใจของเจ้าไม่มีพระเจ้า เจ้าไม่เชื่อในพระเจ้า และไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า  เมื่อเจ้าพูดความจริงในเรื่องนี้ พระเจ้าทรงรู้  พระองค์ทรงเฝ้าสังเกตหัวใจส่วนลึกที่สุดของผู้คน ทรงพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งที่ผู้คนพูดและทำ  ผู้อื่นอยากมองเรื่องนี้อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา  เจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงล่วงรู้เรื่องทั้งหมดนี้ และไม่มีความจำเป็นต้องพูดอะไรมาก  แล้วเจ้าจำเป็นต้องรู้สึกคับแค้นหรือไม่?  ไม่จำเป็น  เรื่องนี้มีความสำคัญอันใด?  เจ้ารู้สึกว่าเจ้าได้รับความอยุติธรรมเมื่อถูกทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกตัดสินเพราะเชื่อในพระเจ้า แต่เจ้าสามารถอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนได้หรือไม่?  เมื่อเจ้ามุ่งแต่จะปกป้องตัวเองจากพวกเขา เจ้าย่อมถ่วงให้เรื่องที่พึงทำต้องล่าช้าออกไป  นี่ไร้ประโยชน์มิใช่หรือ?  การโต้แย้งกับพวกเขาจะมีประโยชน์อะไร?  นี่ไม่ใช่การปฏิบัติความจริง

ระหว่างที่มีประสบการณ์กับการได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้า ผู้คนทนทุกข์กับความยากลำบากเป็นอันมาก  ความยากลำบากที่ผู้คนเผชิญอยู่นั้นใช่ความอับอายขายหน้าหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ไม่ใช่อย่างแน่นอน  เหตุใดเราจึงกล่าวเช่นนั้น?  (เพราะผู้คนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม ผู้คนจึงควรทนทุกข์กับความยากลำบากนี้)  ผู้คนมีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม—นี่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง  นอกจากนี้ ไม่ว่าเจ้าจะไม่เข้าใจความจริงด้านใด และไม่ว่าส่วนใดในตัวเจ้าจะยังคงเป็นลบ เจ้าก็สามารถหยิบยกเรื่องนั้นขึ้นมาสามัคคีธรรมได้  ไม่จำเป็นต้องสุมเอาไว้ในใจ  เป้าหมายของการสามัคคีธรรมคืออะไร?  (เพื่อแก้ปัญหา)  เพื่อแสวงหาความจริง มาเข้าใจความจริง และแก้ปัญหาที่อยู่ในใจ  เจ้าไม่จำเป็นต้องเก็บกดเอาไว้ในใจ  ไม่จำเป็นต้องทนอับอายขายหน้า  เจ้าไม่จำเป็นต้องทนพลางกล่าวว่า “ฉันไม่เข้าใจ แต่ก็ถูกบังคับให้นบนอบอยู่ดี  ฉันต้องเข้าใจก่อนถึงจะนบนอบ”  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจ เจ้าก็สามารถสามัคคีธรรมได้  การแสวงหาความจริงคือเส้นทางที่ถูกต้อง  นี่ไม่ใช่เรื่องผิด  เมื่อมีการสามัคคีธรรมและอธิบายบางเรื่องอย่างชัดเจน ผู้คนก็จะรู้ว่าควรทำสิ่งใด  เจ้าควรมีท่าทีที่แสวงหาความจริง และควรแก้ปัญหาด้วยการแสวงหาความจริง  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจความจริงและเอาแต่ปฏิบัติด้วยการนบนอบ ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าก็จะแก้ปัญหาของตนเองไม่ได้อยู่ดี  ดังนั้น ต่อให้กำหนดให้เจ้านบนอบ ก็ไม่ได้กำหนดให้เจ้านบนอบในลักษณะที่เลอะเลือนหรือไร้หลักธรรม  อย่างไรก็ตาม การนบนอบมีหลักธรรมพื้นฐานที่สุดอยู่ประการหนึ่งคือ เวลาที่ไม่เข้าใจ เจ้าควรนบนอบเสียก่อน มีหัวใจที่นบนอบ และมีท่าทีที่นบนอบ  นี่คือความมีเหตุผลที่ผู้คนควรมี  หลังจากทำเช่นนี้ได้แล้ว จึงค่อยแสวงหาอย่างช้าๆ  เมื่อทำดังนี้ เจ้าย่อมจะหลีกเลี่ยงการก้าวล่วงอุปนิสัยของพระเจ้าได้ ทั้งยังสามารถได้รับการคุ้มครองและเดินไปได้สุดทาง  พระวจนะทั้งปวงที่พระเจ้าใช้เปิดโปง กล่าวโทษ และแม้กระทั่งพิพากษาและสาปแช่งผู้คนนั้นหมายที่จะทำให้ผู้คนอัปยศอดสูหรือไม่?  (ไม่)  ผู้คนจำเป็นต้องมีความอดทนอย่างยิ่งยวดเพื่อที่จะสู้ทนทั้งหมดนี้หรือไม่?  (ไม่)  ไม่จำเป็น  ในทางกลับกัน การที่จะยอมรับทั้งหมดนี้ ผู้คนจำเป็นต้องมีความเชื่ออันแรงกล้า  ด้วยการยอมรับเรื่องนี้เท่านั้น เจ้าจึงจะเข้าใจได้โดยแท้ว่าแท้จริงแล้วธรรมชาติอันเสื่อมทรามของซาตานเป็นเช่นไร แท้จริงแล้วแก่นแท้อันเสื่อมทรามของผู้คนเป็นเช่นไร อะไรคือต้นตอของความเป็นปรปักษ์ที่ผู้คนมีต่อพระเจ้ากันแน่ และเหตุใดผู้คนจึงเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า  เจ้าต้องแสวงหาความจริงในพระวจนะของพระเจ้าเสียก่อนจึงจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้  ถ้าเจ้าไม่ยอมรับความจริง และไม่ว่าพระวจนะของพระเจ้าจะระบุเรื่องต่างๆ ไว้อย่างชัดเจนเพียงใด เจ้าก็ไม่ยอมรับ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะไม่มีวันแก้ปัญหาเหล่านี้ได้  ต่อให้เจ้าเข้าใจว่า “พระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ทำให้พวกเราอัปยศอดสู พระวจนะเพียงเปิดโปงพวกเราเท่านั้น และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกเราเอง” เจ้าก็รับรู้เรื่องนี้ในแง่คำสอนเท่านั้น เจ้าจะไม่มีวันเข้าใจความหมายที่แท้จริงของทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัส หรือผลที่พระวจนะเหล่านั้นหมายที่จะสัมฤทธิ์  เจ้าจะไม่มีวันเข้าใจเช่นกันว่าความจริงที่พระเจ้าตรัสนั้นคืออะไรกันแน่  หลังจากสามัคคีธรรมในลักษณะนี้แล้ว ในระดับหนึ่งย่อมจะสามารถทำให้ผู้คนมีท่าทีเชิงรุกและเป็นบวกที่จะยอมรับการถูกตัดแต่ง ยอมรับการถูกปลด ยอมรับพระราชกิจ การจัดเตรียม และอธิปไตยที่พระเจ้าใช้ดำเนินการซึ่งไม่ตรงกับมโนคติอันหลงผิดของผู้คนได้มิใช่หรือ?  (ใช่)  อย่างน้อยที่สุด ผู้คนก็จะคิดว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทำนั้นถูกต้อง ไม่ควรเข้าใจไปในทางที่เป็นลบ และท่าทีที่พวกเขาควรมีเป็นอันดับแรกคือการขมีขมันที่จะยอมรับและนบนอบ จากนั้นก็ให้ความร่วมมือในทุกสิ่ง  ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำต่อผู้คนไม่ได้กำหนดให้ผู้คนใช้ความอดทนให้จงหนัก  หมายความว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องสู้ทนทั้งหมดนี้  แล้วเจ้าจำเป็นต้องทำสิ่งใด?  สิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องทำคือยอมรับ แสวงหา และนบนอบ  ส่วนคำว่า “สู้ทนความอัปยศอดสู” ที่ผู้ไม่มีความเชื่อใช้กันนั้นเป็นการทารุณผู้คนอย่างชัดเจน  สิ่งที่พระเจ้าทำนั้นไม่มีอะไรกำหนดให้เจ้าสู้ทนความอัปยศอดสู  เจ้าสามารถปฏิบัติความอดทน ความรัก ความถ่อมใจ ตลอดจนการนบนอบ การยอมรับ ความซื่อสัตย์ ความเปิดเผย และการแสวงหา สิ่งเหล่านี้ค่อนข้างเป็นบวก  แล้วตรรกะเบื้องหลังสิ่งที่ผู้ไม่มีความเชื่อพูดกันนั้นคืออะไร?  คือปรัชญาของซาตาน และเป็นคำโกหกของซาตาน  สรุปแล้ว การสู้ทนความอัปยศอดสูไม่ใช่หลักธรรมที่ผู้เชื่อในพระเจ้าควรถือปฏิบัติ  นี่ไม่ใช่ความจริง เป็นสิ่งที่มาจากซาตาน  การสู้ทนความอัปยศอดสูไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้ากำหนดให้ผู้คนทำ เพราะที่นี่ไม่มีความอัปยศอดสู  ทุกสิ่งที่พระเจ้าทำต่อผู้คนคือการกระทำที่เป็นความรัก ความรอด การดูแลเอาใจใส่ และการคุ้มครองพวกเขา  สิ่งที่พระเจ้าตรัสและพระราชกิจที่พระองค์ทรงทำในตัวผู้คนล้วนเป็นบวกและเป็นความจริงทั้งสิ้น  ไม่มีส่วนใดเหมือนกับที่ซาตานพูดและทำ ไม่มีวิธีและวิถีของซาตานอยู่ในนั้น  ด้วยการยอมรับพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการช่วยให้รอด

การ “สู้ทนความอัปยศอดสู” ที่ซาตานพูดถึงนั้นสำแดงให้เห็นในหมู่ผู้คนอย่างไรบ้าง?  สำแดงให้เห็นในหมู่ผู้คนในรูปของการทำร้าย ทารุณ ข่มเหง และเหยียบย่ำ  สรุปว่านำหายนะมาให้เจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะทนทุกข์อยู่กับความยากลำบากหรือทนทุกข์อยู่กับความอับอายขายหน้า ก็กล่าวโดยสังเขปได้ว่าสิ่งที่ผู้คนได้รับในท้ายที่สุดจากสิ่งที่ซาตานกระทำต่อพวกเขานั้นไม่ใช่ความจริงอย่างแน่นอน  แล้วผู้คนได้รับสิ่งใด?  ความเจ็บปวด  สิ่งที่ซาตานก่อให้เกิดในหมู่ผู้คนคือความอัปยศอดสูและการเยาะเย้ย รวมทั้งการทารุณกรรมและความเสื่อมทรามที่มีรูปแบบนับไม่ถ้วน  นี่สัมฤทธิ์สิ่งใดในตัวผู้คนและทำให้พวกเขารู้สึกอย่างไร?  ทำให้ผู้คนยอมทนคับข้องใจและประนีประนอมเพื่อที่จะรักษาตัวให้ปลอดภัย และถึงกับทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่มีจิตใจบิดเบี้ยวอีกด้วย  ผู้คนเรียนรู้ที่จะใช้ชั้นเชิงและวิธีการสารพัดรูปแบบมารับมือและจัดการเรื่องทั้งหมดนี้ พลางเรียนรู้ที่จะประจบผู้คน เสแสร้ง และพูดปด  เวลาที่ผู้คนเผยและสำแดงทั้งหมดนี้ออกมา หัวใจของพวกเขาเต็มใจ มีความสุขและสันติ หรือว่าโกรธและเจ็บปวด?  (โกรธและเจ็บปวด)  ยิ่งผู้คนสู้ทนความอัปยศอดสูในโลกนี้ ความโกรธในหัวใจของพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นหรือลดลง?  (เพิ่มขึ้น)  แล้วผู้คนมองมวลมนุษย์ในทางที่เป็นปฏิปักษ์มากขึ้น หรือในทางที่รักเมตตามากขึ้น?  (เป็นปฏิปักษ์)  ผู้คนมองมวลมนุษย์ในทางที่เป็นปฏิปักษ์มากขึ้นและเกลียดทุกคนที่พวกเขาพบเห็น  เมื่อผู้คนยังหนุ่มสาวและเพิ่งเข้าสังคม พวกเขามองว่าทุกสิ่งวิเศษ และเชื่อใจคนง่ายเป็นพิเศษ  เมื่อเข้าวัยสามสิบ พวกเขาไม่ค่อยเชื่อใจผู้อื่นมากขนาดนั้นอีกต่อไป  พอเข้าวัยสี่สิบ พวกเขาก็ไม่เชื่อใจคนส่วนใหญ่แล้ว และเมื่อถึงช่วงอายุห้าสิบปี หัวใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเกลียดชังและพวกเขามีแนวโน้มที่จะหันไปทำร้ายผู้อื่น  แล้วก่อนที่จะเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ผู้คนสู้ทนสิ่งใดกันบ้าง?  ล้วนเป็นความอับอายขายหน้าและความเจ็บปวดทั้งสิ้น  เมื่อเจ้าไม่มีความสามารถและอำนาจที่ผู้อื่นมี เมื่อผู้อื่นบอกว่าเจ้าเป็นเช่นไร เจ้าก็ต้องรีบพยักหน้ารับ และเมื่อพวกเขาด่าทอเจ้า เจ้าก็ต้องฟัง  เจ้าไม่อาจทำอะไรทำได้ แต่เจ้าคิดอะไรอยู่ในใจ?  “สักวันหนึ่งเมื่อฉันมีอำนาจ ฉันจะฆ่าแกด้วยมือของฉันเองและกวาดล้างบรรพบุรุษของแกถึงสามชั่วโคตรเลย!”  ความเกลียดชังในหัวใจของเจ้าทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  นี่คือผลสืบเนื่องที่การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งก่อให้เกิดแก่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทราม  ผู้คนนึกว่าการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งที่สังคมยกย่องและส่งเสริมนั้นคือสิ่งที่เป็นบวก เป็นทัศนคติและวิธีคิดประเภทที่ทำให้ผู้คนสามารถพยายามกันอย่างหนักและพากเพียรที่จะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น  แล้วเหตุใดเรื่องนี้จึงก่อให้เกิดความโกรธและเกลียดในตัวผู้คนในท้ายที่สุด?  (เพราะไม่ใช่ความจริง)  ถูกต้อง  ที่ก่อให้เกิดผลร้ายเช่นนี้ก็เพราะไม่ใช่ความจริง  สิ่งใดก่อให้เกิดความขุ่นเคืองและการฆ่าล้างแค้นหลายรุ่นคนในสังคมและตามแก๊งต่างๆ?  (หลังจากที่ผู้คนทนทุกข์อยู่กับความอับอายขายหน้า ความเกลียดชังในหัวใจของพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มพูน แล้วพวกเขาก็ลงมือฆ่าล้างแค้น)  ถูกต้อง การฆ่าฟันกันด้วยความแค้นเกิดขึ้นในลักษณะนี้  รุ่นแล้วรุ่นเล่า ผู้คนเข่นฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยมจนกระทั่งมวลมนุษย์ถูกความวิบัติทำลายล้าง  นี่คือผลสืบเนื่อง  มวลมนุษย์ใช้ชีวิตตามปรัชญาและตรรกะของซาตานและค่อยๆ วิวัฒน์มาจนถึงปัจจุบันภายใต้อำนาจของซาตาน  ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ ห่างเหินขึ้นเรื่อยๆ ขาดความเชื่อใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเย็นชาไปเรื่อยๆ  ตอนนี้สถานการณ์ถึงจุดใดแล้ว?  ถึงจุดที่หัวใจของคนสองคนที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันกลับเต็มไปด้วยความเกลียดกันและเป็นปฏิปักษ์กัน  ในอดีต เพื่อนบ้านมักจะไปมาหาสู่และมีปฏิสัมพันธ์กันบ่อยครั้ง แต่ปัจจุบัน คนคนหนึ่งอาจเสียชีวิตไปแล้วห้าหกวันโดยที่เพื่อนบ้านไม่รู้ ไม่มีใครแวะเวียนไปเยี่ยมพวกเขา  สิ่งต่างๆ มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?  ที่มาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะความเกลียดชังกันนี้  เจ้าไม่อยากให้ผู้อื่นเป็นปฏิปักษ์กับเจ้า แต่ในขณะเดียวกัน ตัวเจ้ากลับเป็นปฏิปักษ์กับผู้อื่น—นี่คือวงจรอุบาทว์  นี่คือผลร้ายและความวิบัติที่กฎของซาตานนำมาสู่มวลมนุษย์  ทัศนะและความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อผู้อื่นในใจนั้นเป็นไปในทางที่ไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น พวกเขาจึงสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งเก่งขึ้นเรื่อยๆ ความโกรธและความเกลียดในใจก็ยิ่งเพิ่มพูน จนในที่สุดพวกเขาก็พูดว่า “ย่อมจะดีกว่าถ้าพวกเขาตายกันให้หมด ไม่มีใครเหลือรอดแม้แต่คนเดียว!”  หัวใจของทุกคนเต็มไปด้วยความเกลียดชังแบบนี้มิใช่หรือ?  พวกเขาอยากให้โลกนี้ถูกทำลายล้างโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ พลางคิดว่า “ผู้คนเลวทรามเข้ากระดูกกันทั้งนั้น  สมควรถูกทำลายล้างแล้ว!”  เจ้าบอกว่าคนอื่นเลวทรามถึงกระดูก แล้วตัวเจ้าเป็นเช่นไร?  เป็นไปได้หรือที่เจ้าเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงแล้ว?  เป็นไปได้หรือที่เจ้าได้รับความรอดแล้ว?  ขณะที่เกลียดผู้อื่นว่าเลวทรามถึงกระดูกนั้น เจ้าก็ควรที่จะดีกว่าพวกเขาด้วย  ถ้าเจ้าแค่เลวทรามพอๆ กับชาวโลก เช่นนั้นเจ้าก็ไร้สำนึก  เมื่อคนที่มีสำนึกมองเห็นว่ามวลมนุษย์เลวทรามถึงกระดูก พวกเขาควรไล่ตามเสาะหาความจริงและใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์เพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย—นี่เป็นเรื่องที่เหมาะสม  ด้วยการทำดังนี้ เมื่อพระเจ้าทรงทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์อันเลวนี้ พวกเขาย่อมจะได้รับการละเว้น

พวกเจ้าเกลียดเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เลวนี้หรือไม่?  (เกลียด)  คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในพระเจ้าต่างก็มีความเป็นมนุษย์และสำนึกอยู่บ้าง หัวใจของพวกเขามีเมตตามากกว่า พวกเขาโหยหาความสว่าง โหยหาให้พระเจ้าและความจริงครองอำนาจ  พวกเขาไม่ชอบสิ่งที่เลว และไม่ชอบอะไรที่ไม่เป็นธรรม  พวกเขาควรเปี่ยมไปด้วยความหวัง ความรัก และความอดกลั้นต่อมวลมนุษย์ แล้วพวกเขาจะเกลียดมวลมนุษย์ได้อย่างไร?  บางคนกล่าวว่า “นึกย้อนไปตอนที่ฉันยังเรียนอยู่นั้น ครูรังแกฉัน แต่ฉันก็ไม่กล้าพูดอะไรในเรื่องนี้ มีแต่ต้องสู้ทนเอาไว้  ดังนั้น ฉันเลยตั้งใจเรียนให้หนักและเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ในอนาคต  ฉันจะแสดงให้พวกคุณทุกคนเห็นว่าฉันทำอะไรได้บ้าง แล้วก็จะเป็นคนรังแกพวกคุณเอง!”  บางคนกล่าวว่า “นึกย้อนไปตอนที่ฉันยังทำงานอยู่ ผู้คนที่เก่งกาจในบริษัทคอยกลั่นแกล้งฉันเสมอ และฉันก็คิดว่า ‘รอให้ถึงวันที่ฉันทำงานมีผลสำเร็จดีกว่าพวกแกก็พอ  ถึงวันนั้นฉันจะทำให้ชีวิตของพวกแกต้องทุกข์ทรมาน!’”  ยังมีคนอื่นที่บอกว่า “นึกย้อนไปตอนที่ฉันทำธุรกิจ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหลอกโกงฉันเสมอ และฉันก็คิดว่า ‘ถึงวันที่ฉันสร้างตัวมีเงินก้อนโตเมื่อไร ฉันจะมาเอาคืนกับแก!’”  ไม่มีชีวิตของใครที่เป็นไปโดยง่าย ทุกคนต่างก็มีช่วงเวลาที่ถูกรังแก—ต่างก็มีคนที่ตนเกลียดชังอยู่ในใจและอยากชำระแค้นกับคนเหล่านั้น  โลกกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว เต็มไปด้วยความเกลียดชังและเต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์  ความเป็นปฏิปักษ์ที่ผู้คนมีต่อกันนั้นรุนแรงเหลือเกิน และพวกเขาก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวและไม่มีความสัมพันธ์ฉันมิตร  โลกนี้จะจบสิ้นในไม่ช้า โลกมาสุดทางแล้ว  ทุกคนมีเรื่องปวดใจอยู่ภายในตั้งแต่ตอนที่ถูกใครบางคนรังแกอยู่ที่ไหนสักแห่ง หรือตั้งแต่ตอนที่พวกเขาถูกผู้อื่นรังแก ดูถูก หลอกลวง หรือทำร้ายในบริษัทบางแห่ง บางองค์กร หรือในกลุ่มคนบางกลุ่ม  เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นทุกที่  แล้วนี่พิสูจน์ให้เห็นสิ่งใด?  พิสูจน์ให้เห็นว่ามวลมนุษย์ไม่มีคนอย่างโนอาห์อยู่ในหมู่พวกเขาอีกแล้ว  เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?  (ใช่)  หัวใจของทุกคนเต็มไปด้วยความเลว เต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง ต่อสิ่งที่เป็นบวกและความยุติธรรม  ผู้คนเกินจะช่วยให้รอดได้แล้ว  ไม่มีคนใด คำสอนใด และไม่มีทฤษฎีใดจะช่วยมนุษยชาติให้รอดได้—นี่คือข้อเท็จจริงของเรื่อง  บางคนยังคงหวังว่า “เมื่อไรจะมีสงครามโลก?  หลังสงคราม ทุกคนที่สมควรตายจะได้ตายไปเสีย และคนที่เหลือรอดก็จะเริ่มต้นใหม่ได้  ยุคใหม่จะเริ่มขึ้น และประเทศใหม่ก็จะถูกสถาปนาขึ้นมา”  นี่เป็นไปได้หรือไม่?  ย่อมเป็นไปไม่ได้  บางคนฝากความหวังไว้กับศาสนาต่างๆ สารพัดรูปแบบ แต่ตอนนี้ทุกศาสนาอยู่ในช่วงอาทิตย์อัสดงและกำลังหายใจเฮือกสุดท้าย  ทุกศาสนาล้วนเน่าเข้าไปถึงแก่นและมีชื่อเสียงฉาวโฉ่  ที่กล่าวเช่นนี้ เราหมายความว่าอย่างไร?  ที่กล่าวเช่นนี้ก็หมายที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ ถ้าพระเจ้าไม่ใช้พระวจนะและความจริงมาช่วยมนุษยชาติให้รอด ความเกลียดชังและอุปนิสัยที่โหดร้ายซึ่งฝังลึกอยู่ในตัวมนุษย์ก็มีแต่จะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ และยิ่งลุกลามไปเรื่อยๆ  ท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวสำหรับมวลมนุษย์ก็คืออวสานจากการทำลายล้างตนเองโดยที่ผู้คนเข่นฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยม  ในปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากอยากหลีกเลี่ยงเผ่าพันธุ์มนุษย์อันเลวนี้ไปใช้ชีวิตตามลำพังในภูเขาและป่าลึก หรือในสถานที่ที่ไร้ร่องรอยของชีวิตมนุษย์  ผลของเรื่องนี้ย่อมเป็นเช่นใด?  มวลมนุษย์จะไม่เพิ่มจำนวนอีกแล้วและจะไม่มีคนรุ่นต่อไป  หลังจากคนรุ่นปัจจุบัน มวลมนุษย์จะสูญสิ้น—ไร้ผู้สืบเชื้อสาย  การต่อต้านพระเจ้าของมวลมนุษย์นั้นร้ายแรงเกินไป ซึ่งกระตุ้นพระพิโรธของพระองค์ในช่วงแรกๆ  พวกเขาจะจบสิ้นในไม่ช้า  เหตุใดจึงมีผู้คนมากมายที่ไม่แต่งงาน?  เพราะพวกเขากลัวว่าจะถูกหลอกลวง ไม่เชื่ออีกต่อไปว่ามีคนดี และเต็มไปด้วยความเป็นปฏิปักษ์ต่อการแต่งงาน  ควรโทษใครในเรื่องนี้?  จงโทษที่ผู้คนถูกทำให้เสื่อมทรามหนักเกินไป โทษซาตานและพวกมาร และโทษผู้คนที่เต็มใจยอมรับความเสื่อมทราม  เจ้าเกลียดชังผู้อื่น แต่ตัวเจ้าดีกว่าพวกเขาจริงหรือ?  เจ้าไม่มีความจริง และการเกลียดชังผู้อื่นก็ไม่มีประโยชน์  ถ้าผู้คนไม่มีความจริงและไม่เข้าใจความจริง ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็จะถึงทางตัน ตกอยู่ในความวิบัติ และถูกทำลายล้าง  นี่คือจุดจบที่พวกเขาจะเผชิญ  ถ้าพระเจ้าไม่ทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ก็จะไม่มีมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามคนใดสามารถเข้าใจความจริงได้

แท้จริงแล้ว “ความอัปยศอดสู” คืออะไร?  ผู้เชื่อจำเป็นต้องสู้ทนความอัปยศอดสูหรือไม่?  “ความอัปยศอดสู” นี้มีอยู่จริงหรือไม่?  (ไม่มีอยู่จริง)  เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เช่นนั้นปัญหานี้ก็ได้รับการแก้ไขแล้วมิใช่หรือ?  คราวหน้าเมื่อเจ้าได้ยินใครกล่าวว่า “สิ่งแรกที่คุณต้องเรียนรู้ในฐานะผู้เชื่อคือการสู้ทน  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณต้องทนรับและเก็บกดเอาไว้ข้างใน”  เจ้าควรพูดอะไรบางอย่างกับพวกเขาหรือไม่เมื่อได้ฟังพวกเขากล่าวคำเหล่านี้?  (ควร)  เจ้าควรพูดว่าอย่างไร?  เจ้ากล่าวว่า “คุณจะสู้ทนเพื่ออะไร?  ถ้าคุณจะทนอับอายขายหน้าจริง เช่นนั้นคุณก็น่าสมเพชทีเดียว และนี่ก็แสดงให้เห็นว่าคุณไม่เข้าใจความจริง  ถ้าคุณเข้าใจความจริง ก็จะไม่มีความอับอายขายหน้านี้ และคุณก็จะเต็มใจและยินดียอมรับรูปการณ์ทั้งปวงที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงให้  นี่คือความยากลำบากที่ผู้คนควรประสบ ไม่ใช่ความอับอายขายหน้าบางอย่าง  นี่พระเจ้าทรงยกชูคุณ  การที่พวกเราสามารถทนทุกข์กับความยากลำบากนี้ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่าพระเจ้ายังคงประทานโอกาสแก่พวกเราและทำให้พวกเราสามารถได้รับการช่วยให้รอด  ถ้าพวกเราไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะทนทุกข์กับความยากลำบาก หรือไม่คู่ควรที่จะได้รับความยากลำบาก เช่นนั้นแล้ว พวกเราย่อมจะไม่มีโอกาสได้รับการช่วยให้รอด  นี่ไม่ใช่ความอับอายขายหน้า คุณต้องเข้าใจเรื่องนี้ให้ชัดเจน และดูว่าสิ่งที่คุณพูดอยู่นั้นถูกต้องจริงหรือไม่  ความอับอายขายหน้านี้ไม่มีอยู่จริง—พวกเราคือคนที่เสื่อมทรามและสมควรทนทุกข์กับความยากลำบากนี้แล้ว  เวลาคุณป่วย การกินยาและเข้ารับการผ่าตัดย่อมเกี่ยวข้องกับการได้รับความยากลำบากบ้าง  ความยากลำบากที่คุณประสบเพื่อที่จะรักษาอาการป่วยของตนนั้นนับเป็นความอับอายขายหน้าหรือไม่?  นั่นไม่ใช่ความอับอายขายหน้า เป็นสิ่งที่ทำไปเพื่อรักษาตัว  การที่พวกเราเชื่อในพระเจ้าและมีประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนก็เพื่อที่จะทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของตน ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ ดำเนินชีวิตตามข้อกำหนดของพระเจ้า นบนอบพระเจ้า นมัสการพระองค์ และดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น  พวกเราสมควรทนทุกข์กับความยากลำบากนี้ก็เพราะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนเอง  การทนทุกข์กับความยากลำบากนี้เป็นไปเพื่อให้ได้รับความจริงและชีวิต  ไม่อาจตีความว่าเป็นความอับอายขายหน้าได้  พวกเราควรยอมรับว่านี่คือความรับผิดชอบและภาระผูกพันที่พวกเราต้องทำให้ลุล่วง เป็นเส้นทางที่พวกเราควรเดิน  นี่คือการยกชูจากพระเจ้า พวกเราต้องสรรเสริญพระเจ้าที่ทรงยกชูพวกเรา และสรรเสริญพระองค์สำหรับโอกาสที่ประทานแก่พวกเรา  ดูจากทุกสิ่งที่พวกเราได้ทำและลักษณะการปฏิบัติตัวของพวกเรา พวกเราไม่คู่ควรที่จะได้เผชิญความยากลำบากนี้ และควรถูกทำลายล้างเหมือนชาวโลก  ถ้าพวกเราปฏิบัติต่อความยากลำบากที่พวกเราควรเผชิญและพระคุณทั้งปวงที่พระเจ้าประทานแก่พวกเรานี้ในฐานะความอับอายขายหน้า เช่นนั้นแล้ว พวกเราก็ไร้มโนธรรมอย่างร้ายแรงและกำลังทำร้ายพระทัยของพระเจ้า!  พวกเราไม่คู่ควรกับความรอดจากพระเจ้า”  เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  (ใช่)  คำสอนส่วนนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก  คนเราควรที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องมีใครบอกมิใช่หรือ?  เมื่อได้รับความรู้แจ้งในลักษณะนี้และเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว หัวใจของผู้คนย่อมจะเบาสบายขึ้น และพวกเขาจะไม่กระทำการอย่างไร้เหตุผลเมื่อเกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นกับตน  บางคนรู้แน่แก่ใจว่านี่คือความจริงและเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องยอมรับ แต่เวลาพูด พวกเขาก็ยังคงกล่าวว่านี่ไม่ยุติธรรมโดยแท้ พูดไปเรื่อยๆ จนหลุดถ้อยคำที่ตัดสินพระเจ้าออกมา  จงอย่าทำอะไรแบบนี้  เมื่อใดก็ตามที่เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นกับเจ้า จงแสวงหาความจริง  นี่คือสิ่งที่สำคัญยิ่งประการแรก อย่าได้มองข้ามเป็นอันขาด  ถ้าเจ้ายอมรับว่าพระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ควรปฏิบัติต่อรูปการณ์ใดๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ในฐานะฝีมือของมนุษย์  แต่ควรปฏิบัติต่อทุกรูปการณ์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ว่าเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนและเป็นโอกาสที่จะยอมรับความจริง

เราสามัคคีธรรมเรื่องความหมายของคำว่า “ความอัปยศอดสู” จบแล้ว  ต่อไป เราจะสามัคคีธรรมในส่วนถัดไป ซึ่งก็คือความหมายของการ “แบกภาระอันหนักอึ้ง”  เมื่อครู่นี้พวกเราได้พูดกันไปแล้วว่าภาระอันหนักอึ้งที่ผู้คนแบกรับก็คือความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงที่อยู่ลึกลงไปในหัวใจของพวกเขา ทั้งยังเป็นเป้าหมายที่พวกเขาหวังที่จะสัมฤทธิ์  ส่วนผู้เชื่อในพระเจ้าที่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าและยอมรับการนำจากพระเจ้า พวกเขาจำเป็นต้องสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งหรือไม่?  เมื่อครู่นี้ เรากล่าวเอาไว้ว่าวลี “การสู้ทนความอัปยศอดสู” นั้นฟังไม่ขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้า  เจ้าไม่จำเป็นต้องสู้ทนความอัปยศอดสู ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าเจ้ากำลังแบกรับความยากลำบากมากมาย หัวใจของเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม และเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องสู้ทนความอับอายขายหน้าทั้งหมดนี้เพื่อทำให้พระเจ้าพอพระทัย ราวกับว่าเจ้านั้นสูงส่งมาก  เจ้าไม่จำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านี้  แล้วการแบกภาระอันหนักอึ้งหมายความว่าอย่างไร?  ถ้าจะกล่าวว่าพระเจ้าทรงทำให้ผู้คนทนทุกข์กับความยากลำบากทั้งหมดนี้เพื่อให้พวกเขาสามารถแบกรับความรับผิดชอบและภารกิจที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและบั้นปลายที่ดีขึ้น คำกล่าวเช่นนั้นจะฟังขึ้นและสมเหตุสมผลหรือไม่?  (ฟังไม่ขึ้น)  ย่อมฟังไม่ขึ้น  เช่นนั้นแล้ว พวกเราควรระบุว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร?  พระเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้คนได้รับการช่วยให้รอด สัมฤทธิ์การยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว ทั้งยังทรงทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น  พระเจ้าทรงทำเช่นนี้เพื่อผู้คนหรือเพื่อพระองค์เองกันแน่?  (เพื่อผู้คน)  แน่นอนว่าเพื่อผู้คน  ผู้คนคือผู้ได้รับผลประโยชน์รายใหญ่ที่สุด  นั่นคือสาเหตุที่เรากล่าวว่านี่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พระเจ้าทรงได้จากเรื่องนี้ และยิ่งไม่เกี่ยวกับว่าผู้คนจะสามารถได้รับพรมากมายเพียงใดจากการทนทุกข์กับความยากลำบากนี้  เจ้าไม่จำเป็นต้องสู้ทน ไม่จำเป็นต้องมี “ความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่” แบบนี้ และไม่จำเป็นต้องละทิ้งสิ่งต่างๆ ในลักษณะนี้  ในความเป็นจริง เจ้าไม่ได้ละทิ้งสิ่งใดเลย และไม่ได้โยนสิ่งใดทิ้งไป  ตรงกันข้าม ท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนกลับได้มากที่สุด  นัยหนึ่ง ผู้คนได้เข้าใจหลักเกณฑ์ทั้งปวงอันหลากหลายในการประพฤติปฏิบัติตน  อีกนัยหนึ่ง ผู้คนก็สามารถปฏิบัติตามระเบียบทั้งหมดและกฎทั้งปวงที่พระเจ้าทรงวางไว้นี้ และใช้ชีวิตได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  วิถีชีวิตแบบนี้เทียบกับวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในตอนนี้แล้วเป็นอย่างไร?  (ดีกว่า)  ย่อมดีกว่าวิถีชีวิตของผู้คนในตอนนี้  เช่นนั้นแล้ว ในการใช้ชีวิตสองวิถีนี้ วิถีใดที่ได้รับพรมากกว่า คล้ายวิถีชีวิตของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่แท้จริงมากกว่ามาก และยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นชีวิตที่มวลมนุษย์พึงมี?  (วิถีแรก)  แน่นอนว่าเป็นวิถีแรก  หลังจากทนทุกข์กับความยากลำบากนี้มาแล้ว เจ้าย่อมเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า และพร้อมกันนั้นก็เข้าใจความจริงมากมาย และเมื่อมีความเข้าใจในความจริงเป็นรากฐาน เจ้าย่อมเรียนรู้ว่าจะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร และมีความจริงซึ่งทำหน้าที่เป็นชีวิตอยู่ในความเป็นมนุษย์ของเจ้า  นี่ทำให้เจ้ามีคุณค่าใช่หรือไม่?  เดิมทีผู้คนไม่ได้มีความจริงแต่อย่างใด  เป็นเพียงคนทรามไร้ค่าที่ต่ำต้อยกว่ามดและไม่สมควรมีชีวิต แต่ตอนนี้เจ้าเข้าใจความจริงแล้ว ทั้งยังพูดและกระทำการตามความจริง  ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงให้เจ้าทำสิ่งใด เจ้าก็สามารถรับฟังและดำเนินการตามนั้นได้ทุกประการ และไม่ว่าพระเจ้าจะทรงจัดเตรียมการใดไว้ให้ เจ้าก็สามารถนบนอบสิ่งเหล่านั้น  แล้วเจ้าจะยังตัดสินพระเจ้าอยู่หรือไม่?  จะริอ่านกบฏต่อพระองค์หรือไม่?  ถ้ามีใครยุยงให้เจ้ากบฏต่อพระเจ้า เจ้าจะทำหรือไม่?  (ไม่)  ถ้ามีใครแต่งเรื่องโกหกเกี่ยวกับพระเจ้ามาชักพาเจ้าให้หลงผิด เจ้าจะเชื่อหรือไม่?  (ไม่)  เจ้าย่อมจะไม่เชื่อ  ดังนั้น เจ้าก็จะไม่กบฏต่อพระเจ้า ไม่ว่าจะในแง่ของความรู้สึกนึกคิดภายในหรือความเป็นจริงภายนอก  มนุษย์เช่นนี้ย่อมใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์  แล้วมนุษย์เช่นนี้ยังต้องทนรับความเจ็บปวดอย่างผู้คนในเวลานี้หรือไม่?  ยังมีความเกลียดชังและความเจ็บปวดอยู่ในหัวใจของพวกเขาหรือไม่?  มีเรื่องเศร้าและเจ็บปวดอยู่ในหัวใจของพวกเขาหรือไม่?  (ไม่มี)  ย่อมไม่มีความเจ็บปวดนี้อยู่ในหัวใจ  ในทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ผู้คนเช่นนี้มีหลักธรรมและไม่ทำอะไรอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง  นอกจากนี้ เมื่อเกิดสิ่งต่างๆ ขึ้น พระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจสูงสุด และซาตานไม่อาจทำร้ายเจ้าได้ เจ้าใช้ชีวิตในฐานะคนที่แท้จริง  พระเจ้าจะทรงทำลายล้างมนุษย์ที่เป็นเช่นนี้หรือไม่?  มนุษย์เช่นนี้จะทำลายล้างตนเองหรือไม่?  (ไม่)  พวกเขาจะไม่ทำ  พวกเขาเป็นคนประเภทที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับมนุษย์ที่เสื่อมทรามในปัจจุบัน  หัวใจของผู้คนทุกวันนี้เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความเจ็บปวด  พวกเขาสามารถฆ่าตัวตายเมื่อใดหรือที่ใดก็ได้ ต่อสู้และเข่นฆ่าผู้คนเมื่อใดหรือที่ใดก็ได้ และทำสิ่งเลวร้ายเมื่อใดหรือที่ใดก็ได้ นำความวิบัติมาสู่โลกมนุษย์  ส่วนมนุษย์ที่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าและได้รับความจริงมาเป็นชีวิตกลับสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ปราศจากการต่อสู้หรือความเกลียดชัง  พวกเขาสามารถนบนอบการจัดเตรียมของพระเจ้า และนบนอบพระวจนะทุกคำที่พระเจ้าตรัส ด้วยหัวใจและความพยายามที่เป็นหนึ่งเดียวกัน  ผู้คนเหล่านี้ล้วนดำเนินชีวิตอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และมานะพยายามอย่างหนักไปในทิศทางเดียวกัน  แล้วเพื่อที่จะดำเนินการตามน้ำพระทัยของพระเจ้าให้ลุล่วง—โดยที่ตัวเจ้าเข้าใจความจริง เขาเข้าใจความจริง เธอเข้าใจความจริง และพวกเขาก็เข้าใจความจริง—เวลาอยู่ด้วยกัน ผู้คนเหล่านี้จะยังคงมีทัศนะที่แตกต่างกันได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  เมื่อเป็นดังนี้ พวกเขาย่อมจะสามารถไปถึงจุดที่ทุกคนดำเนินชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ใช้ชีวิตอยู่ในพระวจนะของพระองค์ ดำเนินชีวิตตามความจริง และหัวใจของผู้คนก็มีความเข้ากันได้  เมื่อเป็นเช่นนี้ จะยังคงมีการเข่นฆ่าและการต่อสู้ระหว่างผู้คนได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ย่อมไม่ได้  แล้วผู้คนยังจำเป็นต้องสู้ทนความเจ็บปวดกันอยู่หรือไม่?  ไม่มีความเจ็บปวด  มนุษย์เช่นนี้มีชีวิตที่ได้รับพร ไร้ซึ่งการต่อสู้หรือเข่นฆ่า  แล้วผู้คนควรจัดการดูแลสรรพสิ่งที่พระเจ้าไว้วางพระทัยมอบหมายให้แก่พวกเขาอย่างไร?  (ควรอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข)  ส่วนหนึ่งนั้น พวกเขาควรอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  อีกส่วนหนึ่งคือพวกเขาควรจัดการดูแลทุกสิ่งตามระเบียบและกฎที่พระเจ้าทรงวางเอาไว้  ซึ่งหมายความว่าระเบียบทั้งหมดนี้ กฎทั้งปวงและสิ่งมีชีวิตทั้งมวลนี้เป็นของมวลมนุษย์ ใช้สอยโดยมวลมนุษย์ และสร้างประโยชน์ให้กับมวลมนุษย์  มวลมนุษย์เช่นนี้ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน!  ถึงตอนนั้น สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์ย่อมถูกมอบหมายให้มนุษย์ดูแล  พระเจ้าทรงวางระเบียบและกฎให้โลกนี้ก็เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ แล้วจากนั้นพระเจ้าก็จะไม่ทรงแทรกแซง  ถ้าวันหนึ่งเจ้าเห็นหมาป่ากำลังกินกระต่าย เจ้าจะทำอย่างไร?  เจ้าต้องปล่อยให้หมาป่ากินไป  จะห้ามหมาป่ากินกระต่ายและให้ไปกินหญ้าไม่ได้  เจ้าย่อมจะทำผิดพลาดในเรื่องใด?  (ฝ่าฝืนระเบียบธรรมชาติของสิ่งต่างๆ)  เจ้าย่อมจะฝ่าฝืนระเบียบธรรมชาติของสิ่งต่างๆ  กระต่ายกินหญ้าและหมาป่าก็กินเนื้อ ดังนั้น เจ้าต้องเคารพธรรมชาติแต่กำเนิดของพวกมันและปล่อยให้พวกมันเติบโตอย่างอิสระ  ไม่มีความจำเป็นต้องแทรกแซงกิจกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของพวกมันด้วยวิธีที่มนุษย์คิดสร้างเพิ่มเติม  เจ้าไม่จำเป็นต้องจัดการสิ่งเหล่านี้ พระเจ้าทรงกำหนดสิ่งเหล่านี้ให้เป็นไปตามที่ควรจะเป็นแล้ว  ถ้าบางแห่งมีฝนมากและภูมิอากาศไม่เหมาะสม เช่นนั้นแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็ต้องอพยพ  เจ้าบอกว่า “พวกเราต้องแก้ไขที่แห่งนี้  ทำไมฝนถึงตกมากตลอดเวลาอย่างนี้?  สัตว์ที่อพยพย้ายถิ่นอยู่เสมอต้องเหนื่อยเอามากๆ!”  นี่ก็เป็นความโง่เขลาอีกแล้วมิใช่หรือ?  (ใช่)  โง่เขลาอย่างไร?  พระเจ้าทรงกำหนดให้ภูมิอากาศเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ?  (ใช่)  พระเจ้าทรงกำหนดให้ภูมิอากาศเป็นเช่นนี้และให้สัตว์เหล่านี้อาศัยอยู่ในบริเวณนี้  แล้วพระเจ้าก็ทรงกำหนดให้พวกมันอพยพมิใช่หรือ?  (ใช่)  แล้วเหตุใดเจ้าจึงอยากเข้าไปขวาง?  เหตุใดจึงกระทำการตามเจตนาดีอย่างมืดบอด?  การอพยพมีดีอย่างไร?  เมื่อสัตว์กลุ่มใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่หนึ่งๆ นานครึ่งปี หญ้าย่อมถูกกินหมด  ถ้าฝนไม่ตกและสัตว์ไม่ยอมจากไป จะเกิดอะไรขึ้น?  ฝนจำเป็นต้องตกตลอดเวลา  เมื่อพื้นดินเปียกแฉะ พวกมันก็ไม่อาจอยู่ที่นั่นได้และหญ้าย่อมจะแช่น้ำฝน ดังนั้น พวกมันจึงต้องจากไป  การอพยพนี้ทำให้ร่างกายของพวกมันแข็งแรงและเปิดโอกาสให้หญ้าได้งอกขึ้นมาใหม่  เมื่อพวกมันกินหญ้าส่วนใหญ่ในอีกที่หนึ่งไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่หิมะจะตกในที่นั้น พวกมันก็จะถูกไล่ต้อนออกมาอีกครั้ง อะไรทำนองนั้น และต้องรีบอพยพ  พวกมันเดินทางกลับไปยังถิ่นเดิมอีกครั้ง  ซึ่งฝนไม่ตก หญ้าก็งอกขึ้นมาแล้ว และพวกมันย่อมกินหญ้าได้อีกครั้ง  ด้วยวิธีนี้ ระบบนิเวศนี้จึงรักษาสมดุลได้อย่างต่อเนื่องตามธรรมชาติ  บางคนบอกว่า “วิลเดอบีสต์ถูกสิงโตกินอยู่เสมอ—น่าสงสารจัง!  พวกเราทำให้วิลเดอบีสต์ฉลาดขึ้นไม่ได้หรือ?”  เหตุใดเจ้าจึงกระทำการตามเจตนาดีอย่างมืดบอด?  พยายามแสดงให้เห็นว่าเจ้าใจดีกระนั้นหรือ?  ความดีของเจ้านั้นเกินเหตุแล้ว  ถ้าวิลเดอบีสต์มีเล่ห์เหลี่ยมขึ้นมา สิงโตก็จะหิวโหย  เจ้าจะทนดูสิงโตหิวโหยได้หรือ?  บางคนบอกว่า “สิงโตนั้นร้าย  พวกมันขย้ำกวางและม้าลาย  สยดสยองและโหดร้ายเหลือเกิน!”  ถ้าเจ้ากำจัดสิงโตเสียหมด ก็จะมีม้าลายและกวางมากเกินไป  ผลสุดท้ายย่อมจะเป็นอย่างไร?  หญ้าจะถูกกินเกลี้ยง และทุ่งหญ้าก็จะกลายเป็นทะเลทราย  เจ้าจะรับสภาพนั้นได้หรือ?  เจ้าจะยังกระทำการตามเจตนาดีเหล่านี้อยู่อีกหรือไม่?  แล้วเจ้าควรทำอย่างไร?  ปล่อยให้พวกมันเป็นไปอย่างอิสระเถิด  สัตว์มีความเป็นไปเช่นนี้  พระเจ้าทรงจัดระเบียบทั้งหมดนี้ไว้นานแล้ว และเจ้าก็ต้องยอมรับไม่ว่าจะอยากยอมรับหรือไม่ก็ตาม ทุกสิ่งต้องดำเนินไปตามที่มีการจัดระเบียบไว้  ถ้าเจ้าฝืนระเบียบธรรมชาติ ชีวิตก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้  เมื่อเจ้าเข้าใจกฎทั้งปวงนี้แล้ว เจ้าก็จะเคารพกฎ และมองสิ่งเหล่านี้ตามกฎ  จากนั้นเจ้าก็จะมองเห็นปัญญาในอธิปไตยที่พระเจ้าทรงมีเหนือทุกสิ่ง  นอกจากนี้ กฎทั้งปวงนี้เป็นสิ่งที่มีมาพร้อมกับชีวิต  แล้วเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?  (พระเจ้าทรงลิขิตไว้)  เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงลิขิตไว้  พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้เช่นนี้  มนุษย์ศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ วิจัยชีววิทยา วิจัยสาขาวิชาทุกประเภท  พวกเขาศึกษาวิจัยมาหลายปีดีดัก แต่กลับเข้าใจเพียงคำสอนและระเบียบง่ายๆ เท่านั้น ไม่มีใครมองเห็นอธิปไตยหรือพระปัญญาของพระเจ้าในคำสอนและปรากฏการณ์เหล่านี้  เหตุใดระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารทั้งหมดนี้จึงบังเกิดขึ้นมาได้อย่างซับซ้อนและน่าอัศจรรย์ขนาดนี้?  มนุษย์เพียงอธิบายปรากฏการณ์หนึ่งๆ ให้กระจ่างหรือแถลงข้อเท็จจริงหนึ่งๆ ให้ผู้คนในโลกนี้ได้รับรู้เท่านั้น แต่ไม่มีใครคิดออกหรือมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทั้งหมดนี้มาจากพระเจ้า—ไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง  ถ้าพวกเราเห็นพ้องกับคำกล่าวที่ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาเอง เช่นนั้นแล้ว ในช่วงหลายปีมานี้ เหตุใดจึงไม่มีใครเคยเห็นลิงกลายเป็นมนุษย์?  กฎทั้งปวงนี้ถูกกำหนดโดยพระเจ้า  มีอะไรเกี่ยวข้องกับการที่ลิงกลายเป็นมนุษย์หรือไม่?  (ไม่มี)  ไม่มีเรื่องเช่นนั้น  พระเจ้าทรงวางกฎทั้งปวงและระเบียบทั้งหมดนี้เอาไว้  ถ้าผู้คนโชคดีพอที่จะยังคงอยู่ ถึงตอนนั้นพวกเขาไม่เพียงแต่จะเคารพ รักษา และดูแลระเบียบทั้งมวลและกฎทั้งปวงนี้เท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือ พวกเขาจะกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์รายใหญ่ที่สุดจากระเบียบทั้งมวลและกฎทั้งปวงนี้อีกด้วย  พระเจ้าทรงตระเตรียมทั้งหมดนี้ไว้เพื่อมนุษยชาติ และทรงกำหนดขึ้นมาเพื่อผู้คน—ทุกสิ่งถูกเตรียมไว้พร้อมแล้วเพื่อให้ผู้คนได้ชื่นชมยินดี  ในบรรดาสรรพสิ่ง สิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่เป็นคนนั้นได้รับพรมากที่สุด  ผู้คนมีภาษา มีการคิดอ่าน สามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า มีภาษาที่จะใช้สื่อสารกับพระเจ้า และเก่งกาจที่สุดในการเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า  พวกเขาได้รับพรมากที่สุดก็ตรงที่พระเจ้าประทานต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้พวกเขาสามารถได้รับความรอดและมาเฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้  ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไป ระเบียบทั้งมวลนี้และกฎทั้งปวงที่พระเจ้าทรงวางไว้ย่อมต้องให้ผู้คนคอยจัดการดูแล และต้องให้ผู้คนคอยรักษา  ส่วนผู้คนที่เอาแต่วิจัย รื้อทำลาย ทำอันตราย และบิดเบือนระเบียบทั้งมวลและกฎทั้งปวงนี้ต้องถูกกวาดล้างไปสิ้น  ผู้คนทนทุกข์กับความยากลำบากมามากมาย  บั้นปลายอันงดงามที่ผู้คนเชื่ออยู่ในหัวใจ ทั้งยังพากันไล่ตามไขว่คว้าและโหยหานั้นมีจริงหรือไม่?  ไม่มีอยู่จริง  เป็นเพียงความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงของผู้คนเท่านั้น และแตกต่างจากสิ่งที่พระเจ้าประสงค์ที่จะประทานแก่ผู้คน  สองสิ่งนี้เป็นคนละเรื่องกันและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน  ดังนั้น ส่วนที่เป็น “การแบกภาระอันหนักอึ้ง” ในการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งจึงไม่มีอยู่ในตัวผู้คน  ที่เรากล่าวว่าไม่มีอยู่นั้นหมายความว่าอย่างไร?  หมายความว่าบั้นปลายอันงดงามที่เจ้าเชื่อ และสิ่งต่างๆ ที่เจ้าอยากสัมฤทธิ์ในความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงในหัวใจส่วนลึกของเจ้านั้น ไม่มีจริงแต่อย่างใด  ไม่ว่าเจ้าจะทนทุกข์กับความยากลำบากมากเพียงใด หรือสู้ทนความอับอายขายหน้ามากเท่าใด ท้ายที่สุดแล้ว บั้นปลายที่เจ้าโหยหา สิ่งที่เจ้าอยากสัมฤทธิ์ คนที่เจ้าอยากเป็น และระดับของพรที่เจ้าต้องการได้รับล้วนฟังไม่ขึ้น  นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าต้องการที่จะประทานแก่เจ้า  ตรงนี้ยังมีปัญหาอื่นใดอีก?  การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งคือการที่ผู้คนซ่อนเร้นความสามารถที่แท้จริงของตนเอาไว้ด้วยการทนอับอายขายหน้า จากนั้นก็ยอมทนทุกข์กับความอับอายขายหน้าเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตน  เป้าหมายเหล่านี้คืออะไร?  คือความมุ่งมาดปรารถนาและแม้กระทั่งความอยากได้อยากมีในหัวใจส่วนลึกของผู้คน  แล้วเมื่อผู้เชื่อยอมทนทุกข์กับความยากลำบาก นั่นเป็นไปเพื่อสนองความอยากได้อยากมีหรือไม่?  (ไม่)  แล้วเป็นไปเพื่ออะไร?  เมื่อผู้เชื่อทนทุกข์กับความยากลำบาก เป้าหมายที่พวกเขาอยากไล่ตามเสาะหาและสัมฤทธิ์นั้นเป็นบวกหรือเป็นลบ?  (เป็นบวก)  เชื่อมโยงกับความอยากได้อยากมีหรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้ว เป้าหมายที่เป็นบวกนี้คืออะไร?  (คือการทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา กลายเป็นคนที่แท้จริง และสามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น)  คือการทิ้งอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขา กลายเป็นคนที่แท้จริง และสามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น  มีอะไรอีก?  กลายเป็นคนที่ได้รับการช่วยให้รอด และไม่กบฏต่อพระเจ้าอีก  พวกเจ้าอยากเป็นคนอย่างโยบและเปโตรหรือไม่?  (อยาก)  เช่นนี้คือเป้าหมายมิใช่หรือ?  (ใช่)  เป้าหมายนี้เชื่อมโยงกับความอยากได้อยากมีหรือไม่?  (ไม่)  เป้าหมายนี้คือการไล่ตามเสาะหาที่ถูกควร ทั้งยังเป็นเป้าหมายและเส้นทางที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คน  นี่จึงเป็นสิ่งที่ถูกควร  นั่นคือสาเหตุที่เรากล่าวว่าความยากลำบากที่เจ้าทนทุกข์เพราะเป้าหมายที่ถูกควรในการไล่ตามเสาะหานี้ไม่ใช่การสู้ทนความอัปยศอดสู  แต่เป็นสิ่งที่ผู้คนควรไล่ตามเสาะหา และเป็นเส้นทางที่ผู้คนควรเดิน  ผู้คนที่คิดอยู่ในใจลึกๆ ว่าตนเป็นคนที่สู้ทนความอับอายขายหน้านั้นจะสามารถเข้าสู่เส้นทางนี้ได้หรือไม่?  พวกเขาไม่อาจทำได้ และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนี้

พอมองตอนนี้ วลี “การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง” นี้ใช่ความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  ไม่ใช่ความจริง และไม่ใช่หลักเกณฑ์ว่าผู้คนควรกระทำการ ประพฤติปฏิบัติตน หรือนมัสการพระเจ้าอย่างไร  ผู้คนจำเป็นต้องสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งเพื่อที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  การกล่าวว่าคนคนหนึ่งได้รับความรอดด้วยการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งนั้นถูกหรือผิด?  (ผิด)  ผิดอย่างไร?  การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งไม่ใช่การปฏิบัติความจริง แล้วพวกเขาจะสัมฤทธิ์ความรอดได้อย่างไร?  นั่นก็เหมือนกับการกล่าวว่าคนคนหนึ่งฆ่าคน วางเพลิง ทำเรื่องเลวร้ายเป็นอันมาก และท้ายที่สุดก็กลายเป็น “ผู้นำอันเป็นที่รักของประชาชน”  นี่เหมือนกับการกล่าวเช่นนี้มิใช่หรือ?  (ใช่)  ความหมายเป็นเช่นนี้  เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยู่บนเส้นทางของความเลว แต่กลับกลายเป็นคนที่เป็นบวก  นี่คือความย้อนแย้ง  ถ้าจะกล่าวว่าคนคนหนึ่งสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง และท้ายที่สุดก็สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า หรือคนคนหนึ่งสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง และท้ายที่สุดก็ตั้งมั่นได้ระหว่างที่รับบททดสอบ หรือคนคนหนึ่งสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง และท้ายที่สุดก็ทำพระบัญชาของพระเจ้าได้ลุล่วง—ในนี้มีข้อความใดถูกต้อง?  (ไม่มีข้อใดถูกต้อง)  ไม่มีข้อใดถูก  การกล่าวว่าใครบางคนสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งขณะเผยแผ่ข่าวประเสริฐไปทั่วทั้งหมู่บ้านนั้นถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  เราเห็นบางคนไม่แน่ใจ คิดไปว่า “ถูกต้องหรือเปล่า?  ฉันคิดว่าข้อความนั้นถูกต้อง น่าจะถูกไม่ใช่หรือ?  มีหลายครั้งที่ผู้คนต้องสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งขณะประกาศข่าวประเสริฐและเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้า”  การใช้วลีนี้ในบริบทนี้ถูกต้องมิใช่หรือ?  (ไม่ถูกต้อง)  เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง?  บอกเรามาเถิด  (เพราะผลสัมฤทธิ์จากการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวก)  การนำไปใช้แบบนี้ถูกต้องหรือไม่?  จงวิเคราะห์ว่าวลีนี้ผิดอย่างไร  ชำแหละวลีนี้มาเถิด  “ด้วยการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งขณะประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขาจึงทำให้ผู้คนจำนวนมากรับเชื่อ เกิดผลเป็นอันมาก และกล่าวประกาศพระนามของพระเจ้า”  เจ้ารู้มิใช่หรือว่าคำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่?  ถ้านำไปใช้ในแนวทางเดียวกับทุกข้อความที่พวกเราสามัคคีธรรมกันไปในวันนี้ การใช้วลีนี้ในสถานการณ์นี้ย่อมจะไม่ถูกต้อง แต่ถ้าคิดต่อไปว่าขณะประกาศข่าวประเสริฐ บางคนถูกผู้มีศักยภาพในการรับข่าวประเสริฐทุบตีหรือตวาดใส่ ทั้งยังถูกไล่ตะเพิดจากประตูบ้านของคนเหล่านั้น นี่นับเป็นการสู้ทนความอัปยศอดสูหรือไม่?  (ไม่)  เช่นนั้นแล้ว นี่คืออะไร?  (ความยากลำบากที่ผู้เชื่อต้องประสบขณะประกาศข่าวประเสริฐ)  ถูกต้อง  นี่คือความยากลำบากที่ผู้คนต้องประสบ  นี่คือความรับผิดชอบของพวกเขา เป็นภาระผูกพันของพวกเขา และพระบัญชาที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คน  เหมือนที่การคลอดลูกย่อมเจ็บปวด—นี่คือความยากลำบากที่ต้องประสบมิใช่หรือ?  (ใช่)  ถ้าหญิงคนหนึ่งกล่าวกับลูกของเธอว่า “แม่สู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งเพื่อให้ลูกได้ลืมตาดูโลก” การกล่าวเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  เธอทนทุกข์กับความยากลำบาก แล้วเหตุใดการกล่าวเช่นนั้นจึงผิด?  เพราะนี่คือความยากลำบากที่เธอต้องประสบ  ยกตัวอย่าง ถ้าหมาป่าตัวหนึ่งออกล่าอยู่หลายชั่วโมงจึงจะจับกระต่ายได้สักตัว และพูดว่า “ฉันสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งเพื่อที่จะกินกระต่ายสักตัว” นั่นจะถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  การที่จะกินกระต่ายนั้น หมาป่าต้องเสียอะไรบางอย่างแลกกัน  กระต่ายจะไม่เอาแต่นั่งอยู่ตรงนั้นรอให้หมาป่ามากิน  มีงานใดที่ง่ายดายขนาดนั้น?  ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร คนเราก็ต้องเสียสละบางอย่างเสมอ  นี่ไม่ใช่การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง  แล้วตอนนี้พวกเราจัดให้วลี “การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง” นี้เป็นอย่างไรโดยสิ้นเชิง?  (เป็นลบ)  พวกเราจัดให้วลีนี้เป็นลบและเป็นวลีเชิงดูถูก ทั้งยังจัดเป็นตรรกะของซาตานและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของซาตาน  ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความเชื่อในพระเจ้าหรือสิ่งที่เป็นบวก  ถ้ามีคนกล่าวว่า “ฉันประกาศข่าวประเสริฐมาหลายปีแล้ว  ฉันสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งจริงๆ!” นี่ไม่เหมาะควร  การประกาศข่าวประเสริฐเป็นความรับผิดชอบของเจ้า และนี่ก็คือความยากลำบากที่เจ้าควรประสบ  ต่อให้ไม่ได้ประกาศข่าวประเสริฐ เจ้าก็จะไม่ทนทุกข์กับความยากลำบากเพียงเพราะมีชีวิตอยู่กระนั้นหรือ?  นี่จึงเป็นความยากลำบากที่ผู้คนควรประสบ เป็นสิ่งที่ถูกควร  โดยพื้นฐานแล้ววลี “การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง” ถูกกำจัดไปจากพระนิเวศของพระเจ้าแล้ว  ถ้ามีคนเอ่ยถึงวลีนี้อีก เจ้าจะตีความวลีนี้ว่าอย่างไร?  ถ้ามีคนกล่าวว่า “ฉันสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งอยู่ในคุกเพื่อที่จะไม่กลายเป็นยูดาส!” คำกล่าวนี้ถูกต้องหรือไม่?  (ไม่)  เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง?  “เพื่อที่จะไม่กลายเป็นยูดาส” เป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมมากและเป็นคำกล่าวที่ชอบธรรมยิ่ง แล้วจะไม่ใช่การสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งได้อย่างไร?  (ผู้เชื่อไม่ควรเป็นยูดาส)  ถูกต้อง  จะสมเหตุสมผลได้อย่างไรที่ผู้เชื่อนั้นกลายเป็นยูดาส?  ที่บอกว่าการไม่เป็นยูดาสคือการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้งนั้นไร้สาระมิใช่หรือ?  การเป็นพยานยืนยันให้พระเจ้าคือภารกิจของเจ้า  นี่คือคำพยานที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างควรตั้งมั่น ทั้งยังเป็นจุดยืนที่พวกเขาควรตั้งมั่น  ซาตานไม่คู่ควรกับการสรรเสริญของมนุษย์  พระเจ้าคือองค์หนึ่งเดียวที่ผู้คนควรนมัสการ และการนมัสการพระเจ้าก็เป็นเรื่องที่ปกติและชอบด้วยเหตุผลโดยแท้  เมื่อซาตานพยายามบีบให้เจ้ายอมตามเจตจำนงของมัน เจ้าควรตั้งมั่นในคำพยานที่เจ้ามีให้พระเจ้า ยอมสละชีวิตของเจ้า และไม่กลายเป็นยูดาส  นี่ไม่นับเป็นการสู้ทนความอัปยศอดสูและการแบกภาระอันหนักอึ้ง  ทีนี้เราก็อธิบายวลีนี้ไว้ชัดเจนแล้ว  ถ้ามีคนพูดอีกว่าพวกเขาสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้งกันอย่างไรบ้าง พวกเจ้าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร?  พวกเขาย่อมจะเข้าใจเมื่อเจ้าให้พวกเขาฟังคำที่เราเทศนาในวันนี้  นั่นคือวิธีที่ง่ายที่สุด

ค. เจตจำนง “ที่ไม่เคยยอมแพ้” ในการที่จะต่อสู้

การสำแดงประการที่สามของการนอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตนคือเจตจำนงที่ไม่เคยยอมแพ้ในการที่จะต่อสู้  การไม่เคยยอมแพ้เป็นอุปนิสัยประเภทใด?  อุปนิสัยที่โอหัง  ผู้คนจะไม่เคยล้มเหลวเลยได้อย่างไร?  ผู้คนจะไม่เคยทำสิ่งผิด ไม่เคยพูดอะไรผิด หรือไม่เคยผิดพลาดเลยได้อย่างไร?  เจ้าต้องยอมรับว่า “ฉันเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นคนปกติคนหนึ่ง  มีข้อบกพร่องและจุดอ่อน  มีบางครั้งที่ฉันทำผิดและมีช่วงเวลาที่ฉันพูดผิด  ฉันสามารถทำผิดและเดินตามเส้นทางที่ผิดได้  ฉันเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง”  แล้วการไม่เคยยอมแพ้หมายถึงอะไร?  หมายถึงเวลาที่ใครบางคนล้มเหลว เผชิญอุปสรรค หรือหลงเดินไปบนเส้นทางที่ผิด แต่ไม่ยอมรับ  เอาแต่ดึงดันทำต่อไป  เขาล้มเหลวแต่ไม่ท้อแท้ ล้มเหลวแต่ไม่ยอมรับความผิดพลาดของตน  ไม่ว่าจะมีคนตำหนิหรือกล่าวโทษเขากี่คน เขาก็ไม่กลับตัว  เขายืนกรานที่จะสู้ ทำงาน และไล่ตามไขว่คว้าในแนวทางของตนเอง มุ่งสู่เป้าหมายของตนเอง และไม่คำนึงถึงราคาที่ต้องจ่าย  นี่คือวิธีคิดประเภทที่วลีนี้กล่าวถึง  วิธีคิดเช่นนี้ค่อนข้างจะปลุกระดมผู้คนได้ดีทีเดียวมิใช่หรือ?  ปกติแล้ววลีที่ว่า “ไม่เคยยอมแพ้” ใช้ในสถานการณ์ใดบ้าง?  สถานการณ์ทุกรูปแบบ  ไม่ว่ามนุษย์ที่เสื่อมทรามจะอยู่ที่ใด ก็จะมีวลีนี้อยู่ และมีวิธีคิดเช่นนี้อยู่  แล้วมนุษย์ที่มีธรรมชาติของซาตานคิดค้นคำกล่าวนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร?  เพื่อให้ผู้คนไม่มีทางเข้าใจตนเอง ไม่ตระหนักรู้ความผิดพลาดของตนเอง และไม่ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง  เพื่อให้ผู้คนไม่มองแต่ด้านที่เปราะบาง อ่อนแอ และไร้ความสามารถของตน แต่มองด้านที่มีความสามารถ ด้านที่ทรงพลังและเด็ดเดี่ยวของตนด้วย ไม่ประเมินตนเองต่ำเกินไป แต่กลับคิดว่าตนมีความสามารถ  ตราบใดที่เจ้าคิดว่าตนสามารถ เจ้าก็จะทำได้ ตราบใดที่เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถประสบความสำเร็จได้ จะไม่ล้มเหลว และจะกลายเป็นยอดคนได้ ตราบนั้นเจ้าก็จะทำได้  ตราบใดที่เจ้ามีความมุ่งมั่นและความแน่วแน่เช่นนั้น มีความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงเช่นนั้น ตราบนั้นเจ้าก็สามารถทำทุกสิ่งให้สำเร็จได้  ผู้คนไม่ได้ไร้ความสำคัญ พวกเขาทรงพลัง  ผู้ไม่มีความเชื่อมีคำกล่าวอยู่ว่า “หัวใจใหญ่เท่าไหน เวทีก็ใหญ่เท่านั้น”  บางคนชอบคำกล่าวนี้ในทันทีที่ได้ยิน พลางกล่าวว่า “ว้าว ฉันอยากได้เพชรสิบกะรัตสักเม็ด นั่นหมายความว่าฉันจะได้มาใช่ไหม?  ฉันอยากได้รถเบนซ์สักคัน นั่นหมายความว่าฉันจะได้มาใช่ไหม?”  สิ่งที่เจ้าได้มาจะตรงกับความอยากได้อยากมีอันกว้างใหญ่ในหัวใจของเจ้าหรือไม่?  (ไม่)  คำกล่าวนี้เป็นตรรกะวิบัติ  กล่าวตามตรงก็คือความโอหังของคนที่เชื่อและยอมรับวลีที่ว่า “ไม่เคยยอมแพ้” นี้ไร้ขอบเขต  วิธีคิดของผู้คนเหล่านี้ขัดแย้งโดยตรงกับพระวจนะของพระเจ้าในข้อใด?  พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนเข้าใจตนเอง และประพฤติปฏิบัติตนโดยอยู่กับความเป็นจริง  ผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม มีข้อบกพร่องและอุปนิสัยที่ต่อต้านพระเจ้า  ไม่มีคนที่เพียบพร้อมในหมู่มนุษย์ ไม่มีใครเพียบพร้อม พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดา  พระเจ้าทรงตักเตือนให้ผู้คนประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร?  (ประพฤติตัวให้ดี)  ประพฤติปฏิบัติตนให้ดี และยึดมั่นในตำแหน่งของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างโดยอยู่กับความเป็นจริง  พระเจ้าเคยทรงกำหนดให้ผู้คนไม่เคยยอมแพ้หรือไม่?  (ไม่เคย)  ไม่เคย  แล้วพระเจ้าตรัสเรื่องที่ผู้คนเดินตามเส้นทางที่ผิดหรือเผยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามออกมาว่าอย่างไร?  (พระองค์ตรัสบอกให้ตระหนักและยอมรับเรื่องนั้น)  ตระหนักและยอมรับ จากนั้นก็ทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าว สามารถกลับตัว และบรรลุการปฏิบัติความจริง  ในทางตรงกันข้าม การไม่เคยยอมแพ้คือยามที่ผู้คนไม่เข้าใจปัญหาของตนเอง ไม่เข้าใจความผิดพลาดของตน ไม่ยอมรับความผิดพลาดของตน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่กลับตัว และไม่ยอมกลับใจในทุกกรณี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการยอมรับอธิปไตยหรือการจัดการเตรียมการของพระเจ้า  ไม่เพียงพวกเขาจะไม่แสวงหาว่าแท้จริงแล้วชะตากรรมของผู้คนคืออะไร หรือการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าคืออะไร—พวกเขาไม่เพียงไม่แสวงหาสิ่งเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังกุมชะตากรรมของตนเอาไว้ในมือของตนเองอีกด้วย พวกเขาต้องการมีสิทธิ์ชี้ขาด  นอกจากนี้ พระเจ้ายังทรงกำหนดให้ผู้คนเข้าใจตนเอง ประเมินและให้คะแนนตนเองอย่างถูกต้องแม่นยำ และทำสิ่งที่ตนสามารถทำได้ให้ดีในลักษณะที่ติดดินและประพฤติตนดีงาม ด้วยสุดหัวใจ สุดความคิด และสุดดวงจิตของตน ในขณะที่ซาตานกลับทำให้ผู้คนใช้ประโยชน์จากอุปนิสัยอันโอหังของตนอย่างเต็มที่ และปล่อยให้อุปนิสัยอันโอหังของตนแสดงออกมาอย่างเต็มที่  มันทำให้ผู้คนกลายเป็นยอดมนุษย์ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ และถึงขั้นมีพลังวิเศษ—มันทำให้ผู้คนเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจเป็นได้  ดังนั้น ปรัชญาของซาตานคืออะไร?  ต่อให้เจ้าผิด เจ้าก็ไม่ผิด และตราบใดที่เจ้ามีวิธีคิดแบบไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และตราบใดที่เจ้ามีวิธีคิดแบบไม่เคยยอมแพ้ ไม่ช้าก็เร็วก็จะถึงวันที่เจ้ากลายเป็นยอดคน และไม่ช้าก็เร็วจะถึงวันที่ความปรารถนาและเป้าหมายของเจ้ากลายเป็นจริง  ดังนั้น ในแง่หนึ่ง การไม่เคยยอมแพ้หมายความว่าเจ้าจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำบางสิ่งให้สำเร็จใช่หรือไม่?  เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของเจ้า เจ้าต้องไม่ยอมรับว่าเจ้าสามารถล้มเหลวได้ เจ้าต้องไม่เชื่อว่าเจ้าเป็นคนธรรมดา และต้องไม่เชื่อว่าเจ้าอาจเดินตามเส้นทางที่ผิดได้  นอกจากนี้ เจ้าต้องใช้วิธีการหรือกลอุบายลับทุกรูปแบบอย่างไร้ยางอาย เพื่อทำให้ความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงของเจ้ากลายเป็นจริง  มีแง่มุมใดในการไม่เคยยอมแพ้ที่ผู้คนเผชิญชะตากรรมของตนด้วยท่าทีของการรอคอยและการนบนอบบ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  ไม่มี  ผู้คนยืนกรานที่จะกุมชะตากรรมของตนไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จ พวกเขาต้องการควบคุมชะตากรรมของตนเอง  ไม่ว่าพวกเขาจะก้าวเดินไปในหนทางใด จะได้รับพรหรือไม่ หรือจะมีชีวิตในรูปแบบใด พวกเขาต้องมีสิทธิ์ชี้ขาดในทุกเรื่อง  ผู้ไม่มีความเชื่อมีคำกล่าวที่ว่า “โอกาสเป็นของผู้ที่เตรียมพร้อม”  นี่คือคำกล่าวแบบใด?  มีผู้คนมากมายที่ใช้เวลาหลายปีในการเตรียมพร้อม หลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตในการเตรียมพร้อม แต่ก็ตายไปโดยที่ไม่เคยได้โอกาสเลยสักครั้ง  โอกาสเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?  (มาจากพระเจ้า)  ถ้าพระเจ้าไม่ทรงเตรียมโอกาสให้เจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเตรียมพร้อมมากเท่าใด การเตรียมพร้อมของเจ้าจะมีประโยชน์หรือไม่?  (ไม่มี)  ถ้าพระเจ้าไม่ทรงวางแผนที่จะประทานโอกาสแก่เจ้าและไม่ทรงกำหนดชะตากรรมไว้เช่นนั้น ไม่ว่าเจ้าจะใช้เวลาเตรียมพร้อมสักกี่ปี นั่นจะมีประโยชน์อะไร?  พระเจ้าจะทรงสงสารเจ้าและประทานโอกาสแก่เจ้าเพราะเจ้าใช้เวลาเตรียมพร้อมมานานหลายปีกระนั้นหรือ?  พระเจ้าจะทรงทำเช่นนี้หรือไม่?  (ไม่)  โอกาสจะมาถ้าพระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้เจ้า และถ้าพระเจ้าไม่ได้ทรงเตรียมไว้ให้เจ้า เจ้าก็จะไม่ได้รับโอกาส  การไม่เคยยอมแพ้มีประโยชน์บ้างหรือไม่?  (ไม่มี)  บางคนกล่าวว่า “ฉันไม่เคยยอมแพ้  ฉันกุมชะตากรรมของฉันไว้ในมือของตัวเอง!”  คำพูดของพวกเขาดุดัน แต่จะทำสำเร็จได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับพวกเขา  ตัวอย่างเช่น มีผู้หญิงคนหนึ่งอยากได้ลูกชาย  เธอให้กำเนิดลูกหลายคน แต่กลายเป็นเด็กผู้หญิงทั้งหมด  คนอื่นๆ บอกเธอว่าอย่ามีลูกอีกเลย และบอกว่าเธอไม่ได้ถูกลิขิตให้มีลูกชาย แต่เธอไม่ยอมจำนนและกล่าวว่า “ฉันไม่เชื่อหรอก  ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้!”  เมื่อลูกคนที่สิบของเธอเป็นเด็กผู้หญิงเช่นกัน เธอจึงยอมจำนนในที่สุด โดยกล่าวว่า “ดูเหมือนฉันไม่ได้ถูกลิขิตให้มีลูกชาย”  เธอยังคงไม่ยอมแพ้อยู่หรือไม่?  เธอยังมีความมั่นใจอยู่หรือไม่?  เธอยังกล้ามีลูกอีกหรือไม่?  เธอไม่กล้า  เมื่อใครสักคนทำธุรกิจ เขาวางแผนที่จะทำเงินห้าแสนดอลลาร์ภายในสองปี  ตอนเริ่มต้น เมื่อทำเงินไม่ได้ในช่วงครึ่งปีแรก เขาก็กล่าวว่า “ไม่เป็นไร  ครึ่งปีแรกไม่ทำเงินก็ไม่สำคัญ  ฉันจะทำเงินได้ในช่วงครึ่งปีหลังอย่างแน่นอน”  ครั้นล่วงเลยไปกว่าหนึ่งปี เขาก็ยังหาเงินไม่ได้ และยังคงไม่ยอมแพ้ โดยกล่าวว่า “ฉันไม่เคยยอมแพ้  ฉันเชื่อว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือมนุษย์—ฉันมีโอกาสเหลือเฟือ!”  เมื่อเวลาผ่านไปสองปี อย่าว่าแต่ห้าแสนเลย ห้าหมื่นเขาก็ยังหาไม่ได้  เขาคิดว่าตนมีเวลาไม่มากพอและมีประสบการณ์ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงไปศึกษาเพิ่มเติมอีกสองปี  หลังจากผ่านไปสี่ปี ไม่เพียงแต่เขาจะหาเงินไม่ได้ห้าแสนดอลลาร์เท่านั้น แต่ได้เสียเงินทุนไปเกือบทั้งหมดอีกด้วย ทว่าเขาก็ยังไม่เคยยอมแพ้โดยกล่าวว่า “ฉันถูกลิขิตมาให้มีเงิน  เป็นไปได้อย่างไรที่ฉันหาเงินห้าแสนดอลลาร์ไม่ได้?”  เมื่อเวลาผ่านไปเกือบสิบปี เขายังจะวางเป้าหมายที่จะหาเงินให้ได้ห้าแสนดอลลาร์อยู่อีกหรือไม่?  ถ้าเจ้าถามเขาอีกครั้งว่าเขาวางแผนที่จะหาเงินให้ได้เท่าใดในปีนี้ เขาตอบว่า “โอ้ พอเลี้ยงตัวได้ก็พอแล้ว”  เขายังคงไม่เคยยอมแพ้อยู่หรือไม่?  เขาล้มเหลวแล้วใช่หรือไม่?  เขาล้มเหลวอย่างไร?  เขาล้มเหลวเพราะตั้งเป้าหมายในการทำรายได้ไว้สูงเกินไปหรือ?  เป็นเพราะเหตุนี้หรือไม่?  ไม่ใช่  ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ของผู้คน ลูกๆ ความยากลำบากที่พวกเขาพบเจอในชีวิต หรือเวลาและสถานที่ที่พวกเขาไป พวกเขาไม่อาจตัดสินใจในเรื่องใดได้เลย  บางคนต้องการเข้าทำงานในหน่วยงานรัฐ แต่ไม่เคยได้รับโอกาส—แบบนี้จะโทษว่าเป็นการไร้ความสามารถหรือเปล่า?  พวกเขามีความสามารถ ช่างคิดคำนวณ และรู้วิธีเอาอกเอาใจผู้คน แล้วเหตุใดการเป็นข้าราชการจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับพวกเขา?  ผู้คนมากมายที่ไม่ได้มีความสามารถเท่าพวกเขาแต่กลับได้เป็นข้าราชการ และผู้คนมากมายที่พวกเขาดูถูก ก็ได้เป็นข้าราชการ  คนเหล่านี้พูดเก่ง มีความสามารถที่แท้จริง และมีพื้นฐานการศึกษาที่มั่นคง ดังนั้น ถ้าพวกเขาต้องการเป็นข้าราชการ เหตุใดจึงยากนัก?  เมื่อยังหนุ่มสาว พวกเขาไม่เคยยอมแพ้ แต่พอแก่ตัวลงและยังคงเป็นเพียงเสมียนธรรมดา พวกเขาก็ยอมแพ้ในที่สุด และกล่าวว่า “ชะตากรรมของมนุษย์มีสวรรค์เป็นผู้ลิขิต  ถ้าถูกลิขิตไว้แล้ว สิ่งนั้นจะมาเอง  ถ้าไม่ได้ลิขิตไว้ เช่นนั้นก็ไม่อาจได้มาด้วยการพากเพียร”  พวกเขายอมจำนนต่อชะตากรรมของตนแล้วใช่หรือไม่?  เกิดอะไรขึ้นกับวิธีคิดแบบไม่เคยยอมแพ้ของพวกเขา?  ผู้คนอับอายขายหน้าเมื่อเผชิญกับข้อเท็จจริง

วิธีคิดแบบไม่เคยยอมแพ้นำสิ่งใดมาให้ผู้คน?  วิธีคิดแบบนี้คอยกระตุ้นความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานของพวกเขา  สิ่งที่วิธีคิดแบบนี้นำมาสู่ผู้คนไม่ใช่อิทธิพลหรือการชี้แนะที่เป็นบวก แต่กลับนำอิทธิพลประเภทหนึ่งที่เป็นลบและเป็นผลร้ายมาให้พวกเขา  ผู้คนเองก็ไม่รู้จักสถานะของตนในจักรวาล ไม่รู้เรื่องชะตากรรมที่ฟ้าสวรรค์ได้วางแผนเอาไว้ให้ตน และไม่รู้เรื่องอธิปไตยหรือการจัดเตรียมของพระเจ้า  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้รับสิ่งที่เรียกว่าที่พึ่งทางใจนี้มาอีกด้วย  ท้ายที่สุดเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้คนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ได้แต่ถูกชักพาให้หลงผิดเท่านั้น?  พวกเขาทำงานมากมายอย่างสูญเปล่า และทำงานมากมายที่ไม่มีประโยชน์  เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตน สิ่งหนึ่งคือร่างกายและจิตใจของผู้คนต้องทนรับความสูญเสียและความบอบช้ำไม่น้อย และแน่นอนว่าพวกเขาได้ทำความชั่วมากมายเพื่อบรรลุความอยากได้อยากมี ความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูง และเป้าหมายของตนด้วยเช่นกัน  ความชั่วนี้จะนำผลเช่นใดมาสู่ผู้คนในชีวิตหน้าของตน?  จะนำมาแต่การลงโทษเท่านั้น  สิ่งที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามนำมาให้ผู้คนก็คือความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูง  ในบรรดาสิ่งที่ความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงทำให้ผู้คนลงมือนั้น มีสิ่งที่ชอบธรรมบ้างหรือไม่?  สิ่งเหล่านี้เป็นไปในแนวทางเดียวกับความจริงหรือไม่?  (ไม่)  สิ่งเหล่านี้คืออะไร?  สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการกระทำชั่วเท่านั้น  ความชั่วนี้ครอบคลุมสิ่งใดบ้าง?  การคิดคำนวณเอาเปรียบผู้อื่น หลอกลวงผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่น และใช้เล่ห์เหลี่ยมกับผู้อื่น  ผู้คนจึงลงเอยด้วยการติดค้างผู้อื่นมากเกินไป และอาจกลับมาเกิดใหม่เป็นสัตว์ในชีวิตหน้าของตน  คนที่พวกเขาติดค้างมากที่สุด คนที่พวกเขาใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวงมากที่สุด และคนที่พวกเขาหลอกลวงมากที่สุด คือคนที่พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของคนเหล่านั้นในฐานะสัตว์ตัวหนึ่ง พูดไม่ได้ และถูกผู้คนชี้นิ้วสั่ง  ต่อให้กลับมาเกิดใหม่เป็นคน เขาก็จะทนทุกข์กับชีวิตที่ยากลำบากอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ต้องชดใช้สิ่งที่ตนได้ทำลงไป  นี่คือผลสืบเนื่องอันเลวร้ายที่จะตามมา  ถ้าพวกเขาไม่ถูกคำกล่าวที่ว่า “ไม่เคยยอมแพ้” กำกับ ความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาก็จะไม่ถูกกระตุ้น แล้วถ้าความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของพวกเขาไม่กลายเป็นจริงในเวลาสองหรือสามปี ผู้คนก็มีแนวโน้มที่จะละทิ้งความทะเยอทะยานและความอยากได้อยากมีของตน แต่ทันทีที่ซาตานโหมไฟให้ ความอยากได้อยากมีของพวกเขาก็พองโตมากขึ้นเรื่อยๆ  การพองโตขึ้นเองไม่ใช่ปัญหา แต่นั่นทำให้พวกเขาก้าวเข้าสู่เส้นทางที่เลวร้าย  เมื่อบางคนอยู่บนเส้นทางที่เลวร้าย เขาจะทำเรื่องดีๆ ได้หรือไม่?  จะทำเรื่องที่มีมนุษยธรรมได้หรือไม่?  เขาทำไม่ได้  เขาจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของตน สาบานว่าจะไม่หยุดพักจนกว่าเป้าหมายของตนจะสำเร็จลุล่วง และสามารถทำเรื่องเลวร้ายได้ทุกรูปแบบ  ลองดูเถิด มีกรณีที่ลูกฆ่าพ่อแม่ของตนเพื่อเอาสินทรัพย์ของพ่อแม่หรือไม่?  (มี)  มีตัวอย่างมากมายเหลือเกินที่ผู้คนฆ่าเพื่อนและคนที่ตนรักด้วยน้ำมือของตนเองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน  เมื่อคนสองคนพบเจอโอกาสที่เอื้อประโยชน์แบบเดียวกันและต้องสู้กันเพื่อโอกาสนั้น พวกเขาย่อมใช้ทุกวิถีทางที่ทำได้เพื่อให้ได้มา  แล้วอะไรคือความเชื่อของพวกเขาในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดนั้น?  “ฉันไม่เคยยอมแพ้  ครั้งนี้ฉันจะล้มเหลวไม่ได้เด็ดขาด  ถ้าพลาดโอกาสนี้ ฉันอาจจะไม่มีวันพบเจอโอกาสที่ดีเช่นนี้อีกเลยชั่วชีวิต  ดังนั้น ครั้งนี้ฉันต้องชนะ  ฉันต้องคว้าโอกาสนี้มาให้ได้อย่างเด็ดขาด  ไม่ว่าใครจะขวางทาง ฉันจะฆ่าทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น!”  แล้วท้ายที่สุดเกิดอะไรขึ้น?  เขาสังหารอีกฝ่ายหนึ่ง  เขาอาจจะได้สัมฤทธิ์เป้าหมายและสนองความอยากได้อยากมีของตนแล้ว แต่ก็ได้ทำความชั่วแล้วด้วย และได้ก่อให้เกิดความวิบัติขึ้นแล้ว  หัวใจของเขาอาจไม่สงบสุขไปตลอดชีวิต อาจรู้สึกว่าถูกกล่าวหา หรืออาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้  อย่างไรก็ตาม การที่พวกเขาไม่รับรู้เรื่องนี้เลยไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดเรื่องนี้ไว้  พระเจ้าทรงมีวิธีจัดการเรื่องนี้  คนคนนี้อาจบรรลุเป้าหมายของตนในชีวิตนี้ เขาอาจทำสำเร็จ แต่ในชีวิตหน้า เขาจะต้องจ่ายราคาอันแสนสาหัสสำหรับสิ่งที่ตนทำในชีวิตนี้ ซึ่งก็น่าจะเป็นการทำชั่วอย่างหนึ่ง  เขาอาจต้องชดใช้ในชีวิตหนึ่ง หรือสองชีวิต สามชีวิต หรือแม้กระทั่งชั่วนิรันดร์  ราคานี้ช่างแสนสาหัส!  แล้วผลสืบเนื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?  เกิดขึ้นจากวลีเดียว ความเชื่อเดียว  คนคนนี้ต้องการได้โอกาสนั้นมา  เขาไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่ยอมถอดใจ และไม่ยอมให้ตนเองล้มเหลว  เขาต้องการคว้าโอกาสนั้นไว้ให้มั่น  ผลก็คือก่อให้เกิดความวิบัติ  เมื่อความวิบัติได้ก่อตัวขึ้นแล้ว เวลาหนึ่งหรือสองปีย่อมจะไม่เพียงพอสำหรับการชดใช้และแก้ไขผลที่ตามมา  นี่เป็นราคาที่สูงเกินไปมิใช่หรือ?  ชีวิตของผู้คนนั้นยาวนานแปดสิบถึงเก้าสิบปี และที่สั้นกว่านั้นก็อยู่ที่ห้าสิบถึงหกสิบปี  ไม่ว่าเจ้าจะได้รับผลประโยชน์ส่วนตัว สถานะ เงินทอง หรือสิ่งของทางวัตถุอื่นๆ มาแล้วหรือไม่ เจ้าก็จะสุขสำราญกับสิ่งเหล่านี้อย่างมีสติรู้ตัวเป็นเวลายี่สิบหรือสามสิบปี  แต่ในช่วงเวลายี่สิบหรือสามสิบปีแห่งความสุขสำราญนี้ เจ้าอาจต้องจ่ายราคาในทุกชีวิตของเจ้าไปชั่วนิรันดร์  ราคานี้สูงเกินไปมิใช่หรือ?  (ใช่)  ผู้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าไม่เข้าใจความจริง และไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือสรรพสิ่งเหล่านี้  ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถทำเรื่องโง่เขลาเพื่อความอยากได้อยากมีที่เห็นแก่ตัวของตน เพื่อสนองความอยากได้ผลประโยชน์ส่วนตนที่ทำให้มืดบอดชั่วขณะภายใต้การครอบงำของมโนคติอันหลงผิดหรือตรรกะบางอย่างเยี่ยงซาตาน ทำให้พวกเขาต้องเสียใจชั่วนิรันดร์  คำว่า “ชั่วนิรันดร์” ไม่ได้หมายถึงระยะเวลายี่สิบหรือสามสิบปีในชีวิตนี้ แต่หมายความว่าพวกเขาต้องทนทุกข์ในทุกชีวิต รวมถึงชีวิตนี้ด้วย  ผู้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้าจะไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ และถ้าผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าไม่เข้าใจความจริงหรือรู้จักพระเจ้า พวกเขาก็จะไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน  บางคนไม่ได้ทำเรื่องชั่วที่เห็นได้อย่างชัดเจน  เมื่อเจ้ามองดูพวกเขาจากภายนอก พวกเขาไม่ได้ฆ่าคนหรือวางเพลิง และไม่ได้วางกับดักผู้อื่นอย่างเปิดเผย แต่พวกเขามีชั้นเชิงลับๆ มากมาย  ในสายพระเนตรของพระเจ้า ลักษณะของความชั่วเช่นนี้และความชั่วที่เห็นได้ชัดเจนนั้นเหมือนกัน  ที่ว่ามีลักษณะเหมือนกันนั้นเราหมายความว่าอย่างไร?  เราหมายความว่าจากมุมมองของพระเจ้า หลักธรรมที่พระองค์ทรงใช้กล่าวโทษสิ่งต่างๆ ทำนองนี้เป็นหลักธรรมเดียวกัน  พระองค์ทรงใช้วิธีการเดียวกันและความจริงข้อเดียวกันในการกล่าวโทษสิ่งเหล่านี้  ทุกสิ่งที่ผู้คนเหล่านั้นได้ทำลงไปล้วนถูกพระเจ้าทรงกล่าวโทษ ไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งเหล่านี้ด้วยแรงจูงใจเช่นใด และไม่ว่าพวกเขาจะทำสิ่งเหล่านี้ในพระนิเวศของพระเจ้าหรือในโลกภายนอกก็ตาม  ถ้าเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ยังคงทำสิ่งเหล่านี้ จุดจบที่พระเจ้าประทานแก่เจ้าในท้ายที่สุดจะแตกต่างจากจุดจบของผู้ไม่มีความเชื่อหรือไม่?  จงบอกเราว่า พระเจ้าจะทรงผ่อนปรนให้เจ้าและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์เพราะข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าเชื่อในพระองค์มาหลายปีและทำงานให้คริสตจักรมาเป็นเวลาสองปีกระนั้นหรือ?  พวกเจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ?  เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด  การที่เรากล่าวเช่นนี้ เราหมายความว่าอย่างไร?  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจความจริง ความชั่วที่เจ้าทำก็คือความชั่ว และเมื่อเจ้าเข้าใจความจริง ความชั่วที่เจ้าทำก็ยังคงเป็นความชั่ว  จากมุมมองของพระเจ้า ทั้งหมดล้วนเป็นความชั่ว  ความชั่วสองประเภทนี้เทียบเท่ากัน  ไม่มีความแตกต่างระหว่างทั้งสองประเภท  ตราบใดที่บางสิ่งไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับความจริง นั่นคือความชั่ว  จากมุมมองของพระเจ้า ลักษณะของความชั่วทั้งสองประเภทนี้ไม่มีความแตกต่างกันเลย  เนื่องจากเป็นความชั่วทั้งคู่ ผู้คนจึงต้องชดใช้ความชั่วที่ตนทำทั้งสองกรณี—พวกเขาต้องจ่ายราคา  นี่คืออุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  ไม่ว่าเจ้าจะสงสัยหรือเชื่อก็ตาม นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ และพระองค์ทรงนิยามสิ่งต่างๆ เอาไว้เช่นนี้  การกล่าวเช่นนี้ เราหมายความว่าอย่างไร?  เราหมายที่จะบอกข้อเท็จจริงประการหนึ่งแก่พวกเจ้าทุกคน นั่นคือ เจ้าไม่ควรทึกทักว่า “พระเจ้าทรงเลือกฉัน ดังนั้น ฉันจึงเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์  ฉันเข้าใจความจริงมากมาย  ถ้าฉันทำความชั่วเล็กน้อย พระเจ้าจะไม่ทรงระบุว่านั่นเป็นความชั่วหรือกล่าวโทษการกระทำนั้น  ฉันสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ  สามารถทำความชั่วในมือของตนได้โดยอ้างว่าเป็นการทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อการปฏิบัติความจริง  แล้วพระเจ้าก็จะไม่ทรงกล่าวโทษการกระทำนั้นใช่ไหม?”  เจ้าคิดผิดแล้ว  หลักธรรมของพระเจ้าในการกล่าวโทษความชั่วนั้นเหมือนกัน  ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมใดหรือเกิดขึ้นในกลุ่มคนเช่นใด  พระเจ้าไม่ทรงแบ่งแยกความแตกต่างทางเชื้อชาติ และไม่ทรงแบ่งแยกระหว่างคนที่พระองค์ทรงเลือกสรรกับคนที่พระองค์ไม่ได้ทรงเลือกสรร  ไม่ว่าจะเป็นผู้ไม่มีความเชื่อหรือผู้เชื่อ พระเจ้าก็ทรงมองพวกเขาในลักษณะเดียวกัน  เข้าใจหรือไม่?  (พวกเราเข้าใจ)

“ไม่เคยยอมแพ้” เป็นสิ่งที่ผู้คนพูดกันเมื่อถูกอุปนิสัยเยี่ยงซาตานกำกับ และเป็นวิธีคิดที่โลกเยี่ยงซาตานสนับสนุน  พวกเรามองวิธีคิดนี้ว่าเป็นอะไร?  (ความเจ็บป่วยทางจิต)  เป็นวิธีคิดและหลักการที่ผู้คนมีในการดำรงชีวิตและทำสิ่งต่างๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้คนที่ป่วยทางจิต  วิธีคิดเช่นนี้ส่งเสริมและผลักดันให้ผู้คนใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อตอบสนองความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงของตนเอง ไม่เคยย่อท้อไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ไล่ตามไขว่คว้าสิ่งต่างๆ ตามหลักการที่ว่า “ยืนหยัดในจุดยืนของตนและไม่มีวันปล่อยมือ” และไม่วิเคราะห์ว่าความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานอันมักใหญ่ใฝ่สูงของตนนั้นถูกควรหรือไม่ ตราบใดที่พวกเขามีวิธีคิดเช่นนี้ ก็คู่ควรแก่การยกย่อง  ถ้าคนคนหนึ่งค้นคว้าสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ ไม่เคยยอมแพ้ ไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลว พัฒนาไปในแนวทางที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และค้นคว้าต่อไปเพื่อให้ผู้คนสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต เช่นนี้ก็น่ายกย่องอยู่บ้าง  อย่างไรก็ตาม นี่คือเป้าหมายที่มวลมนุษย์ไล่ตามเสาะหาในโลกนี้หรือ?  มีใครทำสิ่งต่างๆ เช่นนี้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติโดยไม่เห็นแก่ตัวบ้าง?  ไม่มีเลย  แม้จะมีบางคนที่ภายนอกทำสิ่งต่างๆ ภายใต้ธงของการทำความดีเพื่อมนุษยชาติ แต่เบื้องหลังพวกเขากำลังทำไปเพื่อความมีหน้ามีตาและความสำเร็จในอาชีพการงานของตนเอง เพื่อให้ชื่อของตนได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์  สิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายของพวกเขา และไม่มีเป้าหมายใดที่ถูกควร  นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว วิธีคิดแบบไม่เคยยอมแพ้กำกับให้ผู้คนทำสิ่งใดอีกบ้าง?  ก่อนอื่น วิธีคิดแบบไม่เคยยอมแพ้ท้าทายขีดจำกัดและสัญชาตญาณของผู้คน  ตัวอย่างเช่น ในสนามกีฬา คนคนหนึ่งตีลังกาสามรอบติดต่อกัน และหัวใจของเขารับไม่ไหว เขากล่าวว่า “ฉันไม่เคยยอมแพ้  ฉันต้องท้าทายขีดจำกัดของตัวเองและท้าทายสถิติโลกกินเนสส์  ฉันจะตีลังกาสิบรอบ!”  ผลก็คือเขาเสียชีวิตเมื่อตีลังการอบที่แปด  จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาไม่มีวิธีคิดแบบนี้มาคอยกระตุ้นให้ทำเช่นนี้?  (เขาจะทำตามความสามารถของตน)  ถูกต้อง  พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนทำสิ่งใด?  พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนใช้ชีวิตตามความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และทรงอนุญาตให้ผู้คนมีความอ่อนแอ  สิ่งที่สัญชาตญาณทางกายและอวัยวะของผู้คนสามารถทนรับได้นั้นมีขีดจำกัด  ผู้คนควรเข้าใจอย่างชัดเจนว่าตนสามารถบรรลุได้ในระดับใด  คนคนนั้นเข้าใจชัดเจนถึงผลที่จะตามมาของการที่เขาตีลังกาสิบรอบติดต่อกันหรือไม่?  เขาไม่เข้าใจชัดเจนในเรื่องนี้ ลงมือทำโดยไม่คิด และท้าทายขีดจำกัดของตน แล้วจะโทษใครในเรื่องที่เขาเสียชีวิต?  (โทษตัวเขาเอง)  ต้นเหตุที่คนคนนั้นพยายามตีลังกาสิบรอบก็คือ ซาตานคอยกระตุ้นเขาอยู่เสมอ โดยกล่าวว่า “แกต้องไม่ยอมแพ้  การตีลังกาห้ารอบแล้วเลิกนั้นน่าสมเพช  แกต้องทำให้ได้แปดรอบ!”  เขาครุ่นคิดว่า “แปดรอบก็ไม่พอเหมือนกัน  ฉันจะตีลังกาสิบรอบ!”  ผลก็คือ หลังจากตีลังการอบที่แปด หัวใจของเขาก็หยุดเต้นและสิ้นลมหายใจ  เขาถูกซาตานปั่นหัวเล่นมิใช่หรือ?  แน่นอนว่าพวกเรากำลังใช้เรื่องนี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น อาจมีคนที่ตีลังกาได้ยี่สิบรอบโดยไม่มีปัญหาก็ได้  เมื่อผู้คนมีเจตจำนงที่ไม่เคยยอมแพ้ในการที่จะต่อสู้เช่นนี้ พวกเขาก็ต่อสู้กันไปมาและลงเอยด้วยการเอาชีวิตของตนไปทิ้ง  สถานการณ์ที่ดีขึ้นมาหน่อยก็คือ ถ้าพวกเขาแค่เอาชีวิตของตนไปทิ้ง แต่ไม่ได้ทำความชั่วใดๆ  เช่นนั้นพวกเขาก็อาจจะยังมีโอกาสกลับมาเกิดใหม่เป็นคนในชีวิตหน้า และสามารถลิ้มรสว่าการเป็นคนอีกครั้งนั้นเป็นอย่างไร  อย่างไรก็ตาม บางคนได้ทำความชั่วอย่างใหญ่หลวงและนั่นก่อให้เกิดความวิบัติ ดังนั้น พวกเขาจึงต้องจ่ายราคาอย่างแสนสาหัสยาวนานหลายชีวิต ต้องชดใช้อย่างต่อเนื่อง และทนทุกข์กับความยากลำบากในทุกชีวิต  ถ้าพวกเขาชดใช้ไม่หมดในชีวิตนี้ ก็ยังมีชีวิตหน้า และไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะต้องใช้เวลากี่ชีวิตจึงจะชดใช้ได้หมด  นี่คือผลลัพธ์

เมื่อบางคนล้มเหลวในการประกาศข่าวประเสริฐ พวกเขาไม่ยอมจำนนต่อความล้มเหลวนั้น และกล่าวว่า “ฉันไม่เคยยอมแพ้  ครั้งนี้ฉันไม่ได้พาใครมารับเชื่อเลย—ฉันล้มเหลว  ครั้งหน้าฉันจะล้มเหลวไม่ได้  ฉันต้องเป็นพยานให้พระเจ้าให้ได้ และเป็นบุตรชายผู้มีชัยชนะให้ได้!”  การที่ผู้คนมีความแน่วแน่เช่นนี้เป็นเรื่องดี แต่การที่พวกเขาสามารถกล่าวคำว่า “ไม่เคยยอมแพ้” ได้นั้นเป็นเช่นไร?  นี่คืออุปนิสัยแบบใด?  นี่คืออุปนิสัยของหัวหน้าทูตสวรรค์มิใช่หรือ?  พระเจ้าทรงให้พวกเขาเป็นพยานยืนยันในลักษณะนี้หรือ?  พวกเขาเข้าใจความจริงหรือไม่?  สิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้นใช่การเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้าหรือไม่?  สิ่งที่พวกเขาทำอยู่เป็นการหลู่เกียรติพระเจ้า  พวกเจ้าเรียกผู้คนเหล่านี้ว่าเป็นคนจำพวกใด?  (พวกหัวทึบ)  พวกเขาเป็นคนหัวทึบ  พวกเขาไม่เข้าใจความจริง แต่กลับบอกว่าตนเป็นพยานยืนยันถึงพระเจ้า—แค่พวกเขาไม่หลู่เกียรติพระเจ้าก็ดีพอแล้ว  คำพูดที่ว่า “ไม่เคยยอมแพ้” เป็นถ้อยคำจำพวกใด?  ถ้อยคำเหล่านี้หมายถึงอะไร?  หมายถึงการไม่เคยยอมรับความล้มเหลวเลย  ในความเป็นจริง คนเหล่านี้ได้ล้มเหลวแล้ว แต่กลับคิดว่าด้วยการไม่ยอมรับความล้มเหลว พวกเขาได้รับชัยชนะทางจิตใจแล้ว  ผู้ไม่มีความเชื่อล้วนยกย่องวิธีคิดประเภทที่ผู้คนยังคงสู้ต่อไปหลังจากล้มเหลวมาหลายครั้ง และยิ่งเผชิญอุปสรรค พวกเขาก็ยิ่งกล้าหาญขึ้นเรื่อยๆ  ถ้าเจ้าเคยมีวิธีคิดแบบนี้ และพึ่งพาวิธีคิดประเภทนี้ในการต่อสู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นั่นเป็นเรื่องน่าอดสูมิใช่หรือ?  คำพูดที่ว่า “ไม่เคยยอมแพ้” แสดงให้เห็นอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนในแง่ใดเป็นหลัก?  คำพูดเหล่านี้สามารถแสดงถึงแก่นแท้ของผู้คนในแง่ใดได้บ้าง?  ผู้คนเช่นนี้—ผู้ที่ยอมตายดีกว่ายอมสยบและยอมตายก่อนที่จะยอมรับความพ่ายแพ้—โอหังและไร้สำนึกมิใช่หรือ?  การที่ผู้คนสามารถโอหังได้ถึงขั้นนี้ และยอมตายแทนที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องการไร้สำนึกเท่านั้น แต่ยังค่อนข้างขาดไหวพริบ เหมือนพวกบ้าระห่ำอีกด้วย  บางคนถามว่า “นี่เป็นเพราะพวกเขายังหนุ่มสาวและวู่วามใช่หรือไม่?”  มีความเกี่ยวข้องกันอยู่  มีคำกล่าวซึ่งเป็นที่นิยมในสังคมว่า “คุณต้องทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะชนะ”  คำกล่าวนี้สะท้อนวิธีคิดของคนหนุ่มสาวที่เอาทุกอย่างเข้าแลกเหมือนพวกวัยรุ่นเลือดร้อน  “ถ้าเต็มใจเสี่ยงชีวิต จะทำอะไรให้สำเร็จก็ย่อมได้”—นี่คือวิธีคิดแบบไม่เคยยอมแพ้  ผู้สูงอายุมีจิตวิญญาณเช่นนี้หรือไม่?  พวกเขาก็มีเช่นกัน  ดูเถิด แวดวงการเมืองแทบจะมีแต่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุทั้งสิ้น—การแข่งขันช่างดุเดือดนัก!  ผู้คนมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามและใช้ชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน  พวกเขามีวิธีคิดประเภทนี้กันทุกคนไม่มากก็น้อย  เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องมากนักกับการที่พวกเขาอายุมากหรืออายุน้อย แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุปนิสัยของพวกเขา  ถ้าเจ้าเชื่อในพระเจ้าและเข้าใจความจริง เจ้าจะมองเห็นเรื่องนี้อย่างชัดเจน และรู้ว่าวิธีคิดแบบนี้ไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับหลักธรรมความจริง และเป็นอุปนิสัยที่เสื่อมทราม  ถ้าเจ้าไม่เข้าใจความจริง เจ้าก็จะไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน และเจ้าจะคิดไปว่า “การมีเจตจำนงที่จะต่อสู้ย่อมเป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่เหมาะสม  ผู้คนจะมีชีวิตกันได้อย่างไรหากพวกเขาไม่มีเจตจำนงที่จะต่อสู้บ้าง?  ถ้าพวกเขาไม่มีเจตจำนงที่จะต่อสู้สักนิด พวกเขาก็จะไม่มีแก่จิตแก่ใจเหลืออยู่ที่จะดำรงชีวิตต่อไป  เช่นนั้นแล้ว การมีชีวิตอยู่จะมีความหมายอะไร?  พวกเขาทำใจยอมรับสถานการณ์ทั้งมวลที่ไม่เอื้ออำนวย—นั่นอ่อนแอและขลาดมาก!”  ทุกคนคิดว่าตราบใดที่ตนยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี  แล้วพวกเขาต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีกันอย่างไร?  ด้วยการเน้นไปที่คำว่า “ต่อสู้”  ไม่ว่าพวกเขาจะเผชิญสถานการณ์เช่นใด พวกเขาก็พยายามบรรลุเป้าหมายของตนด้วยการต่อสู้  วิธีคิดแบบไม่มีวันยอมแพ้มีต้นกำเนิดมาจากคำว่า “ต่อสู้”  สิ่งที่พวกอเทวนิยมเทิดทูนบูชาที่สุดคือจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้  พวกเขาต่อสู้กับสวรรค์ พวกเขาต่อสู้กับแผ่นดินโลก พวกเขาต่อสู้กับผู้อื่น—นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุขที่สุด  พวกเขาคิดว่า ยิ่งคนคนหนึ่งมีความสามารถในการต่อสู้ เขาก็ยิ่งมีความเป็นวีรชน—วีรชนเปี่ยมด้วยเจตจำนงที่จะต่อสู้  วิธีคิดแบบไม่เคยยอมแพ้ก็เกิดขึ้นตรงนี้ นี่คือแก่นของการต่อสู้  ปีศาจสารพัดชนิดที่มีธรรมชาติของซาตานไม่เคยยอมรับความจริง แล้วพวกมันใช้ชีวิตตามสิ่งใด?  พวกมันใช้ชีวิตตามปรัชญาการต่อสู้ของซาตาน  ทุกวันที่มีชีวิตอยู่ พวกมันย่อมต่อสู้  ไม่ว่าจะทำอะไร พวกมันก็พยายามที่จะได้ชัยชนะด้วยการต่อสู้เสมอ และโอ้อวดชัยชนะของตน  พวกมันพยายามต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีในทุกสิ่งที่ตนทำ—แล้วพวกมันทำสำเร็จหรือไม่?  แท้จริงแล้วพวกมันแข่งขันและต่อสู้เพื่ออะไร?  การต่อสู้ของพวกมันล้วนเป็นไปเพื่อชื่อเสียง ผลประโยชน์ และสถานะทั้งสิ้น  การต่อสู้ทั้งหมดของพวกมันเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน  แล้วทำไมพวกมันถึงต่อสู้?  เพื่อสวมบทผู้กล้าและได้ชื่อว่าเป็นอภิสิทธิ์ชน  อย่างไรก็ดี การต่อสู้ของพวกมันต้องจบลงด้วยความตาย และพวกมันก็ต้องถูกลงโทษ  ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้เลย  ที่ใดก็ตามที่มีเหล่าซาตานและพวกปีศาจ ย่อมมีการต่อสู้  เมื่อพวกมันถูกทำลายในท้ายที่สุด การต่อสู้ก็จะสิ้นสุดลงเช่นกัน  นี่ย่อมจะเป็นจุดจบของเหล่าซาตานและพวกปีศาจ

วิธีคิดของการมีเจตจำนงที่ไม่เคยยอมแพ้ในการที่จะต่อสู้ควรได้รับการบ่มเพาะและส่งเสริมหรือไม่?  (ไม่ควร)  แล้วผู้คนควรทำอย่างไรกับวิธีคิดเช่นนี้?  (ผู้คนควรละทิ้งวิธีคิดเช่นนี้)  ผู้คนควรแยกแยะ กล่าวโทษ และละทิ้งวิธีคิดเช่นนี้  วลีนี้ไม่ใช่ความจริง และไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่ผู้คนควรถือปฏิบัติ และยิ่งไม่ใช่ข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อมวลมนุษย์  วลีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพระวจนะของพระเจ้า และไม่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คน  พระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้คนทำสิ่งใด?  พระเจ้าไม่ทรงต้องการให้เจ้ามีเจตจำนงที่ไม่เคยยอมแพ้ในการที่จะต่อสู้  สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการคือให้ผู้คนเข้าใจแก่นแท้ที่เสื่อมทรามของตนเอง รู้ว่าตนเป็นคนเช่นใด เป็นคนประเภทใด ขาดสิ่งใด มีขีดความสามารถสูงหรือต่ำ ความสามารถในการทำความเข้าใจของตนเป็นอย่างไร เป็นคนที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ และเป็นคนที่รักความจริงหรือไม่  พระเจ้าทรงประสงค์ให้เจ้าเข้าใจตนเองในด้านต่างๆ เหล่านี้อย่างถูกต้องแม่นยำ จากนั้นก็ทำสิ่งที่เจ้าทำได้ตามวุฒิภาวะของเจ้าเองและตามขีดความสามารถที่เจ้ามี โดยทำให้ดีที่สุดเท่าที่เจ้าทำได้  เรื่องนี้มีความหมายของ “การต่อสู้” หรือไม่?  (ไม่มี)  เจ้าไม่จำเป็นต้องต่อสู้  บางคนกล่าวว่า “ฉันต่อสู้กับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตัวเองไม่ได้หรือ?”  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าเอาชนะได้ด้วยการต่อสู้กระนั้นหรือ?  อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเปลี่ยนได้ด้วยการต่อสู้หรือไม่?  (ไม่ได้)  ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  บางคนกล่าวว่า “ฉันจะสู้กับกองกำลังชั่วของซาตานได้หรือไม่?  สู้กับศัตรูของพระคริสต์ได้หรือไม่?  สู้กับคนชั่ว คนที่มีอุปนิสัยอันเลวร้าย และคนที่ก่อให้เกิดการขัดขวางและการก่อกวนได้ไหม?”  ทำไม่ได้แน่นอน  เหตุใดจึงไม่ได้?  การต่อสู้โดยตัวมันเองไม่ใช่การปฏิบัติความจริง  พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้เมื่อใดว่าให้ “ต่อสู้กับศัตรูของพระคริสต์” “ต่อสู้กับพวกฟาริสี” “ต่อสู้กับพวกหน้าซื่อใจคด” หรือ “ต่อสู้กับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตน”?  พระเจ้าตรัสสิ่งเหล่านี้หรือไม่?  (ไม่)  ตรงกันข้าม ในสังคม ในโลกเยี่ยงซาตานนี้ กลับมีการต่อสู้กับเจ้าของที่ดิน การต่อสู้กับผู้ที่กุมอำนาจ และการต่อสู้กับปัญญาชน ตลอดจนการต่อสู้ระหว่างมวลชน การชนไก่ การต่อสู้ของสุนัข การชนวัว และอื่นๆ  ไม่ว่ากรณีใด ทั้งหมดนี้ล้วนไม่ใช่เรื่องดี  การต่อสู้คือกลวิธีที่ซาตานใช้ทำร้ายผู้คนและนำหายนะมาสู่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  มันไม่ยอมให้มวลมนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  แต่กลับสร้างความแตกแยกในหมู่คนและความเกลียดชังระหว่างผู้คน จากนั้นก็ทำให้ผู้คนต่อสู้กันและเข่นฆ่ากันเองขณะที่มันเฝ้าดูความบันเทิงและความวุ่นวายอยู่วงนอก  เนื่องจากนี่คือพฤติกรรมเยี่ยงซาตาน ถ้ามีพฤติกรรม ปรากฏการณ์ หรือเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นในคริสตจักรและในพระนิเวศของพระเจ้าซึ่งเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ พวกเจ้าจะมองเรื่องเหล่านี้อย่างไร?  พวกเจ้าจะยกนิ้วโป้งเพื่อสนับสนุนและเห็นชอบ หรือจะยับยั้งเรื่องเหล่านี้?  (ยับยั้งเรื่องเหล่านี้)  พวกเจ้าควรยับยั้งเรื่องเหล่านี้ อธิบายสิ่งต่างๆ แก่พวกเขาอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาเข้าใจ และบอกพวกเขาว่าพวกเขาต้องทำสิ่งต่างๆ ตามความจริง ทำสิ่งทั้งหลายให้สอดคล้องกับหลักธรรม และกระทำการให้สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้าทุกประการ  พวกเจ้ายังตัดแต่งพวกเขาได้ด้วยเช่นกัน แต่การตัดแต่ง การตำหนิ และแม้กระทั่งการบ่มวินัยพวกเขาไม่ใช่การต่อสู้  การต่อสู้หมายถึงอะไร?  การต่อสู้คือการถกเถียงกับผู้อื่นด้วยความมุทะลุเกี่ยวกับเรื่องเรื่องหนึ่งว่าสิ่งใดจริงและสิ่งใดไม่จริง โต้เถียงกับผู้คนและทำตัวไร้เหตุผล อาละวาด แม้กระทั่งใช้กลอุบายลับและแผนหลอกลวง หรือใช้กลวิธี วิธีการ และวิถีทางของมนุษย์เพื่อบีบให้คนคนหนึ่งให้การนบนอบ เอาชนะเขา และทรมานเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะยอมจำนน  นี่เรียกว่าการต่อสู้  การต่อสู้เป็นพฤติกรรมและการกระทำที่มุทะลุชนิดหนึ่งโดยแท้ และยังเป็นพฤติกรรม วิธีการและวิถีทางในการทำสิ่งต่างๆ เยี่ยงซาตานอย่างหนึ่งโดยแท้อีกด้วย  การต่อสู้ไม่เกี่ยวข้องกับความจริง  บางคนกล่าวว่า “การที่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรลุกขึ้นมาต่อสู้กับคนอย่างผู้นำเทียมเท็จ ศัตรูของพระคริสต์ พวกฟาริสี และคนชั่วนั้นผิดอย่างไร?  การต่อสู้กับพวกเขาจนกระทั่งพวกเขายอมจำนนหรือถูกคัดออก เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?  จากนั้นพระนิเวศของพระเจ้าก็จะสงบสุขไม่ใช่หรือ?  แล้วพี่น้องชายหญิงก็จะดำเนินชีวิตคริสตจักรได้อย่างมีสันติสุขไม่ใช่หรือ?  ทำไมพวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้กับคนเหล่านี้?”  การต่อสู้กับคนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?  ก่อนอื่น มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน นั่นคือการต่อสู้เป็นเรื่องผิด  เหตุใดจึงเป็นเรื่องผิด?  พระเจ้าทรงลงโทษและกล่าวโทษคนชั่ว แล้วถ้าผู้คนต่อสู้กับคนชั่วจะเป็นอะไรไป?  การที่ผู้คนดูหมิ่นเหยียดหยามพวกเขา เล่นงานพวกเขา และทรมานพวกเขาเมื่อไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ให้ทำ ตะคอกใส่พวกเขา กดพวกเขาลงกับพื้น และวิพากษ์วิจารณ์พวกเขานั้นผิดอย่างไร?  พระเจ้าทรงกำหนดกฎการปกครอง และในกฎเหล่านั้นก็ไม่มีข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้  พระเจ้าทรงกำหนดเพียงกฎการปกครองซึ่งมีวิธีการและหลักธรรมสำหรับรับมือคนทุกประเภทอยู่ในนั้น  กฎเหล่านั้นบอกผู้คนว่าคนประเภทใดควรถูกขับไล่ คนประเภทใดควรถูกคัดออก คนประเภทใดควรถูกปลด คนประเภทใดควรได้รับการบ่มเพาะ คนประเภทใดควรใช้สอย คนประเภทใดไม่ควรใช้สอย คนประเภทใดสามารถได้รับการช่วยให้รอด และคนประเภทใดไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด  พระเจ้าเพียงตรัสบอกหลักธรรมแก่ผู้คน  ฉะนั้น ในฐานะผู้คน พวกเจ้าควรตีความพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าอย่างไร?  พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าล้วนเป็นความจริง  ความจริงคืออะไร?  นั่นก็คือเมื่อพระเจ้าทรงทำสิ่งใดหรือทรงจัดการคนประเภทใด ต่อให้เขาเป็นคนชั่วที่ได้ทำเรื่องชั่วเอาไว้ เป็นเหตุให้งานและผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้าเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง พระเจ้าก็จะยังทรงใช้วิธีการของพระองค์มาจัดการกับเขา พระองค์จะไม่ทรงใช้วิธีการเยี่ยงซาตานใดๆ หรือวิธีการที่มุทะลุในการจัดการกับเขาอย่างเด็ดขาด  แบบนี้เรียกว่าอะไร?  เรียกว่าการปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเที่ยงธรรม  มีการต่อสู้อยู่ในความเที่ยงธรรมนี้หรือไม่?  ไม่มี  นี่คือความจริงหรือไม่?  (ใช่)  ไม่ว่าคนคนนี้จะมุทะลุเพียงใด ทำตัวเยี่ยงซาตานและชั่วเพียงใด พวกเราก็ยึดถือพระวจนะของพระเจ้าเป็นคำสั่งสูงสุด และเป็นหลักธรรมที่ถูกต้องแม่นยำเพื่อใช้จัดการกับเขา  พวกเราไม่ประณามเขา หรือรุมเล่นงานเขาด้วยความมุทะลุ พวกเราไม่ทำเรื่องแบบนั้นอย่างเด็ดขาด  นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความเที่ยงธรรม และนี่ก็คือหลักธรรมที่พระเจ้าประทานแก่ผู้คน

ในโลกตะวันออกมีวลีที่ชัดเจนว่า “เจตจำนงที่ไม่เคยยอมแพ้ในการที่จะต่อสู้”  ในโลกตะวันตกอาจมีวลีที่มีความหมายเดียวกัน  ตราบใดที่ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว และใช้ชีวิตอยู่ใต้อำนาจของซาตาน ทุกคนย่อมมีอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน โอหังและคิดว่าตนถูกเป็นพิเศษ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร  เมื่อพวกเขาถูกขับเคลื่อนโดยอุปนิสัยแบบนี้ วิธีคิดและแนวคิดแบบไม่เคยยอมแพ้ย่อมจะเกิดขึ้นในตัวผู้คนอย่างแน่นอน  ผู้คนล้วนมองว่าการคิดอ่านและวิธีคิดแบบที่มวลมนุษย์เผยแพร่นี้ถูกควร เป็นบวก และเป็นสิ่งที่เพียงพอจะค้ำจุนให้ผู้คนเดินต่อไปตามหนทางของตนและดำเนินชีวิตต่อไป  ไม่ว่าพวกเขาจะมองว่าสิ่งที่เรียกว่าวิธีคิดและการคิดอ่านนี้ถูกควรเพียงใด และไม่ว่าพวกเขาจะบอกว่าถูกควรเพียงใด พวกเราทุกคนก็ต้องมีวิจารณญาณแยกแยะต่อวิธีคิดและการคิดอ่านเช่นนี้  ในหมู่มวลมนุษย์ทั้งปวงไม่มีแม้แต่เผ่าพันธุ์เดียวที่มีความจริงครองอำนาจ  ไม่ว่าแนวคิดหรือวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เผ่าพันธุ์หนึ่งได้สร้างสรรค์ขึ้นมา หรือการศึกษาที่ได้รับ หรือความรู้ที่เผ่าพันธุ์นั้นมี จะสูงส่ง เก่าแก่ หรือลึกลับเพียงใด สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรเป็นความจริง หรือมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับความจริง  บางคนกล่าวว่า “ศีลธรรมบางอย่าง หรือมโนคติอันหลงผิดที่ใช้วัดผิดชอบ ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ดำขาว ซึ่งมีอยู่ในวัฒนธรรมดั้งเดิม ดูเหมือนจะใกล้เคียงความจริงอยู่ไม่น้อย”  การที่สิ่งเหล่านั้นฟังดูใกล้เคียงความจริงไม่ได้หมายความว่ามีความหมายใกล้เคียงกับความจริง  คำกล่าวของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามมีที่มาจากซาตาน คำกล่าวเหล่านี้ไม่มีทางเป็นความจริง มีแต่พระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นความจริง  ดังนั้น ไม่ว่าคำพูดบางคำพูดของมนุษย์จะฟังเหมือนใกล้เคียงพระวจนะของพระเจ้าเพียงใด คำพูดเหล่านั้นก็ไม่ใช่ความจริงและไม่อาจกลายเป็นความจริงได้ เรื่องนี้ไร้ข้อสงสัย  คำพูดเหล่านั้นแค่ใกล้เคียงกับความจริงในแง่ของถ้อยคำและการแสดงออกเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว มโนคติอันหลงผิดดั้งเดิมเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า  แม้ความหมายตามตัวอักษรของถ้อยคำเหล่านี้อาจมีความใกล้เคียงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มาจากแหล่งเดียวกัน  พระวจนะของพระเจ้ามาจากพระผู้สร้าง ส่วนคำพูด แนวคิด และทัศนะของวัฒนธรรมดั้งเดิมมาจากซาตานและพวกปีศาจ  บางคนกล่าวว่า “แนวคิด ทัศนะ และคำกล่าวที่มีชื่อเสียงของวัฒนธรรมดั้งเดิมได้รับการยอมรับจากมวลมนุษย์ทั้งปวงว่าเป็นบวก ต่อให้เป็นคำโกหกและตรรกะวิบัติ แต่ถ้าผู้คนยึดถือคำกล่าวเหล่านี้มานานหลายร้อย—หลายพันปี—คำกล่าวเหล่านี้จะกลายเป็นความจริงได้หรือไม่?”  ไม่ได้อย่างเด็ดขาด  มุมมองเช่นนี้ไร้สาระน่าขันพอๆ กับการบอกว่าลิงวิวัฒนาการเป็นมนุษย์  วัฒนธรรมดั้งเดิมจะไม่มีวันกลายเป็นความจริง  วัฒนธรรมก็คือวัฒนธรรม ไม่ว่าจะสูงส่งเพียงใดก็ยังคงเป็นเพียงสิ่งที่ค่อนข้างเป็นบวกซึ่งมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามสร้างขึ้นมาเท่านั้น  แต่การเป็นบวกไม่เท่ากับการเป็นความจริง การเป็นบวกไม่ได้ทำให้กลายเป็นหลักเกณฑ์ เป็นเพียงสิ่งที่ค่อนข้างเป็นบวกเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น  แล้วตอนนี้พวกเราเข้าใจชัดเจนหรือไม่ว่าเบื้องหลัง “ความเป็นบวก” นี้ วัฒนธรรมดั้งเดิมมีผลต่อมวลมนุษย์ในทางที่ดีหรือเลว?  ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีผลในทางที่ไม่ดีและเป็นลบต่อมวลมนุษย์

วันนี้พวกเราชำแหละคำกล่าวที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” กันไปแล้ว  นี่คือปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกอย่างหนึ่ง  พวกเรายังชำแหละสำนวนที่มีชื่อเสียงพร้อมด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่ว่า “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน” อีกด้วย  เพียงแค่สองวลีนี้ก็มากพอที่จะทำให้พวกเจ้ามีความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับวัฒนธรรมดั้งเดิมและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกของมวลมนุษย์แล้วมิใช่หรือ?  อะไรคือแก่นแท้ของวัฒนธรรมดั้งเดิมและปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลกกันแน่?  ก่อนอื่น พวกเจ้ามั่นใจได้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นบวกอย่างแน่นอน  สิ่งเหล่านี้เกิดจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน—มีซาตานเป็นต้นกำเนิด  แล้วสิ่งเหล่านี้นำอะไรมาสู่มวลมนุษย์?  สิ่งเหล่านี้ชักพาให้หลงผิด ทำให้เสื่อมทราม พันธนาการและตีกรอบมวลมนุษย์  เรื่องนี้แน่นอนและไร้ข้อสงสัย  ทุกอย่างที่สิ่งเหล่านี้นำมาให้มวลมนุษย์ล้วนเป็นอิทธิพลที่เป็นลบและผลกระทบที่เป็นลบ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ใช่ความจริงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง แต่มวลมนุษย์ก็ยังคงเทิดทูนว่าเป็นความจริง  เกิดอะไรขึ้นกันแน่?  ผู้คนถูกชักพาให้หลงผิดไปแล้ว  เนื่องจากผู้คนยังไม่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า ไม่เข้าใจความจริง และไม่เคยได้ยินสิ่งที่ถูกต้องซึ่งพระเจ้าตรัสเกี่ยวกับวลีและเรื่องราวประเภทนี้ ท้ายที่สุดพวกเขาจึงยอมรับแนวคิดและทัศนะที่พวกเขาคิดไปตามมโนคติอันหลงผิดของตนว่าค่อนข้างถูกต้อง ดีงาม และตรงกับเจตจำนงของตน  สิ่งเหล่านี้เข้าไปอยู่ในหัวใจของพวกเขาก่อนและได้กลายเป็นสิ่งที่ครอบงำหัวใจของพวกเขา ดังนั้น ผู้คนจึงยึดติดกับสิ่งเหล่านี้มานานหลายร้อยหลายพันปี  วัฒนธรรมดั้งเดิมเหล่านี้ซึ่งก็คือปรัชญาของซาตาน ได้หยั่งรากอยู่ในหัวใจของผู้คนมานานแล้ว ทั้งยังชักพาให้หลงผิดและมีอิทธิพลต่อผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ถ้าพวกเจ้าไม่ยอมรับความจริง พวกเจ้าจะถูกชักพาให้หลงผิดและได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเหล่านี้ต่อไป  วันนี้เราได้ชำแหละและสามัคคีธรรมถึงวลีที่ว่า “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” และ “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน”  วลีหนึ่งเป็นคำกล่าว อีกวลีหนึ่งเป็นสำนวน  ในสองวลีนี้ พวกเราสามารถมองเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ววัฒนธรรมเยี่ยงซาตานที่มีอยู่ทั่วโลกคืออะไร วัฒนธรรมดังกล่าวประกอบด้วยความเห็นนอกรีตและตรรกะวิบัติที่ชักพาผู้คนให้หลงผิด ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม เป็นอันตรายต่อผู้คน และทำร้ายผู้คน  ถ้ามวลมนุษย์ปฏิบัติตามปรัชญาเหล่านี้ของซาตาน ระหว่างที่พวกเขาดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆ ผู้คนก็รังแต่จะยิ่งเสื่อมทรามลงและยิ่งเลวร้ายมากขึ้นทุกที พวกเขาจะเข่นฆ่ากันเอง ต่อสู้กันเอง และนั่นก็จะไม่มีวันสิ้นสุด  จะไม่มีความไว้ใจกันระหว่างผู้คน ไม่มีการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง และไม่มีความรักต่อกัน  สรุปแล้ว สิ่งที่วัฒนธรรมนี้นำมาสู่มวลมนุษย์ก็คือผลลัพธ์อันเลวร้าย  ภายใต้การชี้แนะของสิ่งที่เรียกว่าแนวคิดและวิธีคิดเหล่านี้ วัฒนธรรมดังกล่าวทำให้มวลมนุษย์ทำชั่วอย่างต่อเนื่อง ต่อต้านพระเจ้าตลอดเวลา ท้าทายขีดจำกัดทางศีลธรรมของผู้คนอยู่เสมอ และใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตน  ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาจะเดินไปตามเส้นทางแห่งการทำลายล้างและถูกลงโทษ  นี่คือแก่นแท้ของวัฒนธรรมมนุษย์  เมื่อพูดถึงคำกล่าวทั้งหลาย พวกเจ้ามีทัศนะเช่นไรต่อคำกล่าวเหล่านั้น?  บางคนอาจจะบอกว่า “นั่นไม่ใช่แนวคิดแท้จริงที่มวลมนุษย์ให้การสนับสนุน  ผู้คนในสังคมชั้นสูงที่มีความเข้าใจเชิงลึกในระดับที่ค่อนข้างสูงไม่ได้ปฏิบัติตามคำกล่าวเหล่านั้น”  เมื่อครู่นี้ พวกเราเพิ่งชำแหละสำนวนที่ผู้คนในสังคมชั้นสูงเห็นด้วยซึ่งก็คือ “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน”  นี่ใช่สำนวนระดับสูงหรือไม่?  (ไม่ใช่)  นี่ไม่ใช่สำนวนระดับสูง แต่แน่นอนว่าสำนวนนี้ แนวคิดเหล่านี้ และวิธีคิดเหล่านี้ได้รับการยกย่องและสนับสนุนจากทุกคนในสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง และในทุกแวดวงที่เป็นสังคมชั้นสูงของมนุษย์  นี่คือวัฒนธรรมของมนุษย์  มวลมนุษย์ได้ถูกแง่มุมเหล่านี้ในวัฒนธรรมดั้งเดิมหล่อหลอม ทำให้ชาชิน และทำให้เสื่อมทราม  แล้วผลลัพธ์สุดท้ายเป็นเช่นไร?  มวลมนุษย์ถูกวัฒนธรรมดั้งเดิมชักพาให้หลงผิด ตีกรอบ และพันธนาการเอาไว้ แล้ววิธีคิดและทฤษฎีประเภทหนึ่งก็เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ซึ่งมวลมนุษย์ให้การสนับสนุนและเผยแพร่ ถ่ายทอดออกไปอย่างกว้างขวางและทำให้ผู้คนยอมรับ  ท้ายที่สุดแล้ว วิธีคิดและทฤษฎีนี้ก็เกาะกุมหัวใจทุกคน ทำให้ทุกคนเห็นชอบกับวิธีคิดและแนวคิดแบบนี้ แล้วทุกคนก็ถูกแนวคิดนี้ทำให้เสื่อมทราม  เมื่อถูกทำให้เสื่อมทรามถึงระดับหนึ่ง ผู้คนก็ไม่มีแนวคิดเรื่องถูกผิดอีกต่อไป พวกเขาไม่ต้องการแยกแยะอีกต่อไปว่าสิ่งใดคือความยุติธรรมและสิ่งใดคือความเลว และไม่เต็มใจที่จะแยกแยะอีกต่อไปว่าสิ่งใดเป็นบวกและสิ่งใดเป็นลบ  ถึงขั้นมีวันที่พวกเขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตนเป็นมนุษย์จริงๆ หรือไม่ และมีคนวิปริตมากมายที่ไม่รู้ว่าตนเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง  เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เป็นเช่นนี้อยู่ห่างไกลจากการทำลายล้างมากเพียงใด?  มวลมนุษย์ตอนนี้เป็นเช่นไรเมื่อเทียบกับผู้คนในสมัยโนอาห์?  พวกเขายิ่งเลวร้ายกว่ามิใช่หรือ?  พวกเขาได้มาถึงจุดสูงสุดของความเลวแล้ว และเลวเสียจนมีบางเรื่องที่เจ้าไม่อาจรับฟังได้—หลังจากฟังแล้ว เจ้าก็รู้สึกขยะแขยง  ผู้คนล้วนเจ็บป่วยถึงระดับหนึ่ง  จากภายนอก ร่างกายของผู้คนดูเหมือนมนุษย์ แต่สิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในใจแท้จริงแล้วไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนควรคิด พวกเขาป่วยกันทุกคนและไม่สามารถกลับตัวได้  ที่ว่าพวกเขาไม่สามารถกลับตัวได้ เราหมายความว่าอย่างไร?  เราหมายความว่าเมื่อหนึ่งร้อยหรือสองร้อยปีก่อน อาจมีผู้คนจำนวนมากกว่านี้ที่เต็มใจฟังพระเจ้าตรัสและเปล่งถ้อยดำรัส  พวกเขาเชื่อว่ามีความยุติธรรมอยู่ในโลกนี้ รวมทั้งความชอบธรรมและความเที่ยงธรรม  ผู้คนเต็มใจที่จะยอมรับข้อเท็จจริงเช่นนี้ และโหยหาให้กลายเป็นจริง  ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาหวังว่าจะมีสักวันหนึ่งที่พระผู้ช่วยให้รอดจะเสด็จมา ผู้ที่สามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจากอิทธิพลของความมืดและความเลวร้ายได้  อย่างไรก็ดี หนึ่งร้อยหรือสองร้อยปีต่อมากลับมีผู้คนเช่นนี้น้อยลงเรื่อยๆ  มีกี่คนที่สามารถเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า?  มีกี่คนที่สามารถยอมรับความจริงได้?  ต่อให้มีผู้คนมากมายได้รับพระคุณจากพระเจ้า แล้วอย่างไร?  จำนวนคนที่ติดตามพระองค์อย่างแท้จริงกลับลดน้อยลงเรื่อยๆ  กล่าวคือ ในเผ่าพันธุ์มนุษย์มีผู้คนจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ที่หลังจากฟังพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ได้รับการหนุนใจ สามารถรักสิ่งที่เป็นบวก โหยหาความสว่าง โหยหาความยุติธรรม โหยหาการมาถึงของราชอาณาจักร ความเที่ยงธรรม และความชอบธรรมของพระเจ้า  เรื่องนี้แสดงให้เห็นอะไร?  แสดงให้เห็นว่าปรัชญา กฎ แนวคิด และสิ่งที่เรียกว่าวิธีคิดของซาตานได้ชักพาเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์ให้หลงผิดและทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว  พวกเขาถูกชักพาให้หลงผิดและถูกทำให้เสื่อมทรามถึงระดับใด?  ผู้คนล้วนยอมรับแล้วว่าตรรกะวิบัติและคำกล่าวเยี่ยงมารของซาตานเป็นความจริง พวกเขาบูชาซาตานและติดตามซาตานกันทุกคน  พวกเขาไม่เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า พระผู้สร้าง  ไม่ว่าพระผู้สร้างจะตรัสสิ่งใด ตรัสมากเท่าใด และไม่ว่าพระวจนะของพระองค์จะชัดเจนและสัมพันธ์กับชีวิตจริงเพียงใด ก็ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครหยั่งรู้ได้เลย  ทุกคนล้วนด้านชาและหัวทึบ การคิดอ่านและจิตใจของพวกเขาสับสน  พวกเขาสับสนได้อย่างไร?  เป็นซาตานที่ทำให้พวกเขาสับสน  ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างสิ้นเชิง  ในสังคมปัจจุบัน มีแนวคิด อุดมการณ์ และคำกล่าวที่แตกต่างกันทุกรูปแบบ  ผู้คนเชื่อในสิ่งที่ตนเลือก และทำตามสิ่งใดก็ตามที่ตนเลือก  ไม่มีใครบอกพวกเขาได้ว่าควรทำสิ่งใด และไม่มีใครสามารถบอกพวกเขาได้ว่าพึงทำสิ่งใด  เป็นถึงขั้นนี้แล้ว  ดังนั้น การที่พวกเจ้าสามารถเลือกที่จะเชื่อในพระเจ้าได้จึงเป็นพรอย่างหนึ่ง  วันนี้ พวกเจ้าสามารถเข้าใจสิ่งที่พระเจ้ากำลังตรัส พวกเจ้ามีสำนึกของมโนธรรมอยู่บ้าง พวกเจ้าเชื่อสิ่งที่พระเจ้าตรัส ถวิลหาให้ราชอาณาจักรของพระเจ้ามาถึง และปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ในราชอาณาจักรแห่งความสว่าง ความยุติธรรม ความเที่ยงธรรม และความชอบธรรม  การที่พวกเจ้ามีความจริงใจเช่นนี้เป็นเรื่องหายากใช่ไหม?  พวกเจ้าได้ความจริงใจนี้มาอย่างไร?  เป็นเพราะการคุ้มครองของพระเจ้าและการทรงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในตัวเจ้าเพื่อประทานความกระจ่างแก่เจ้า เจ้าจึงเชื่อในพระเจ้าและติดตามพระองค์ได้  ถ้าพระเจ้าไม่ทรงพระราชกิจในตัวเจ้า ตอนนี้พวกเจ้าจะอยู่ที่นี่ในฐานะผู้เชื่อได้หรือ?  พวกเจ้าจะเปลี่ยนแปลงมาเป็นอย่างที่เจ้าเป็นอยู่ในเวลานี้ได้หรือ?  จงดูเถิด ตอนนี้ผู้ไม่มีความเชื่อเหล่านั้นยังมีสภาพเสมือนมนุษย์หรือไม่?  เจ้าอาจจะไม่เข้าใจความจริงมากนักในตอนนี้ และในหลายกรณี ทัศนะของเจ้าก็ยังคงเหมือนกับผู้ไม่มีความเชื่อไม่มีผิด—ไม่ว่าพวกเขาจะคิดอะไร เจ้าก็คิดเช่นนั้นด้วย  แม้บางครั้งเจ้าจะไม่ยอมรับทัศนะบางอย่างของพวกเขา แต่เจ้าก็ไม่มีวิจารณญาณแยกแยะ และไม่มีเส้นทางอื่นให้เดิน  เมื่อถึงวันที่เจ้าเข้าใจความจริง เจ้าจะแยกแยะได้ว่าทัศนะของพวกเขาผิดและเลวร้าย และหัวใจของเจ้าจะปฏิเสธทัศนะเหล่านั้นได้  เมื่อนั้นเจ้าจะมองเห็นใบหน้าเยี่ยงปีศาจของพวกเขาอย่างชัดเจน  เจ้าจะมองเห็นว่าพวกเขาเป็นหมู่มารที่มีชีวิต ไม่ใช่มนุษย์  พวกเขาอำพรางตนเป็นมนุษย์ แต่ไม่ทำสิ่งต่างๆ อย่างมนุษย์  แล้วเจ้าบอกได้อย่างไรว่าเป็นเช่นนี้?  คำพูดที่พวกเขาเผยแพร่ล้วนเสนาะหูเป็นพิเศษและสามารถชักพาผู้คนให้หลงผิด แต่สิ่งที่พวกเขาทำและดำเนินการกลับเลวร้ายและน่าเกลียดอย่างยิ่ง ทั้งยังไร้ยางอายและไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง  สิ่งที่เรียกว่าแนวคิดและเรียกว่าวิธีคิดที่พวกเขายึดถืออยู่นั้นเลวร้ายและล้าหลังอย่างยิ่ง สวนทางกับพระวจนะของพระเจ้าและความจริงอย่างสิ้นเชิง ตรงข้ามกับพระวจนะของพระเจ้าและความจริงแบบคนละขั้ว ทว่าผู้คนเหล่านี้กลับถือเอาเหตุผลเทียมเท็จและความเห็นนอกรีตเหล่านี้เป็นความจริงและเผยแพร่อย่างจริงจัง ส่งเสริมอย่างแข็งขันและอย่างเปิดเผยเพื่อชักพามวลมนุษย์ให้หลงผิดและทำให้เสื่อมทราม เพื่อที่พวกเขาจะได้ปกปิดอาชญากรรมต่างๆ ที่ต่ำช้าและไร้ยางอาย รวมทั้งใบหน้าที่น่าเกลียดของตน  จากเรื่องนี้ เจ้าสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาล้วนเป็นพวกปีศาจ รวมทั้งเป็นเดรัจฉานและวิญญาณโสมมที่ไม่อาจใช้เหตุผลด้วยได้  เจ้าไม่สามารถพูดคุยอย่างมีเหตุผลกับพวกเขาได้ และไม่สามารถกล่าวคำพูดดีๆ หรือความจริงกับพวกเขา  เมื่อถึงวันหนึ่งที่เจ้าสามารถมองเห็นได้ด้วยความชัดเจนระดับนี้ เจ้าจะรู้ว่ามวลมนุษย์ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกซึ้งเหลือเกิน เจ้าเสื่อมทรามไม่ต่างจากคนอื่นเลย มีเพียงในปัจจุบันนี้เมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้าและเข้าใจความจริงบางประการเท่านั้น เจ้าจึงสามารถใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ได้บ้าง สามารถหลุดพ้นจากอิทธิพลของพวกมารและซาตาน แยกแยะพวกมัน เกลียดพวกมัน และละทิ้งพวกมันได้ ถ้าปราศจากการช่วยให้รอดของพระเจ้า เจ้าจะเป็นเหมือนพวกมันไม่มีผิด—จะไม่มีความแตกต่าง—และเจ้าจะสามารถทำเรื่องชั่วหรือเลวร้ายแบบใดก็ได้  ตอนนี้เจ้ากำลังไล่ตามเสาะหาความจริง ทุ่มเททำงานและพยายามอย่างหนักเพื่อความจริง ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติ และทำให้ความจริงกลายเป็นความเป็นจริงของเจ้าเอง  เมื่อเจ้าเข้าใจความจริง สามารถปฏิบัติความจริง สามารถใช้ชีวิตตามความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า และมีคำพยานจากประสบการณ์ที่แท้จริง หัวใจของเจ้าจะมีความสุขและสันติ วิธีคิดและสภาวะของเจ้าจะเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ของเจ้ากับพระเจ้าจะใกล้ชิดกันมากขึ้นและเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ และวันเวลาของเจ้าก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ  ถ้าเจ้าไม่ปฏิบัติความจริง ใช้ชีวิตตามปรัชญาเยี่ยงซาตานอยู่เสมอ เข้าใจพระเจ้าผิดและระแวงพระองค์ตลอดเวลา เช่นนั้นหัวใจของเจ้าก็จะห่างเหินจากพระเจ้าไปเรื่อยๆ การเชื่อในพระเจ้าจะสูญเปล่า และเจ้าจะไม่ได้รับอะไรเลย  ต่อให้เจ้าเชื่อในพระเจ้ามานานหลายปี เข้าใจคำพูดและคำสอนมากมาย ทั้งยังไม่ยอมรับความคิดและทัศนะที่คลาดเคลื่อนต่างๆ ของผู้ไม่มีความเชื่อ ก็ไม่มีประโยชน์  นี่เป็นเพราะเจ้าไม่เข้าใจความจริงและได้แต่พูดถึงคำพูดและคำสอนบางประการเท่านั้น เจ้ายังคงไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้  เนื่องจากสิ่งเหล่านั้นที่เข้าสู่หัวใจของเจ้าก่อนและกลายเป็นสิ่งที่ครอบงำหัวใจของเจ้านั้น ยังคงมีอำนาจเหนือเจ้า เจ้าจึงได้แต่ใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านี้เท่านั้น  ไม่ว่าเจ้าต้องการทำสิ่งใด และไม่ว่าสถานการณ์ที่เจ้าเผชิญอยู่เป็นเช่นใด เจ้าก็จะไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้ถูกปรัชญาเยี่ยงซาตานเหล่านี้ควบคุมได้  ดังนั้น ถ้าปรัชญาเยี่ยงซาตานเหล่านี้มีอำนาจเหนือหัวใจของเจ้า เจ้าจะไม่สามารถปฏิบัติความจริงได้  บางคนกล่าวว่า “ฉันไม่ได้ปฏิบัติความจริง และไม่ได้ติดตามซาตาน”  เป็นไปได้หรือ?  ไม่มีทางสายกลาง  ด้วยการยอมรับความจริง เข้าใจความจริง และจากนั้นก็ขจัดสิ่งเยี่ยงซาตานซึ่งเข้าไปอยู่ในหัวใจของเจ้าแต่แรกและกลายเป็นสิ่งที่ครอบงำหัวใจของเจ้าออกไปเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถทำสิ่งต่างๆ ตามความจริงได้  เมื่อความจริงมีอำนาจเหนือหัวใจของเจ้า และพระวจนะของพระเจ้ามีอำนาจเหนือหัวใจของเจ้า เจ้าจะสามารถปฏิบัติความจริงในสิ่งที่เจ้าพูดและทำได้โดยปริยาย

ผู้คนปฏิบัติต่อตรรกะและความคิดของซาตาน รวมทั้งสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่ควบคุมวิถีชีวิตของผู้คนว่าเป็นสิ่งใด?  อาหารหล่อเลี้ยงจิตใจหรือ?  เป็นสิ่งบำรุงจิตใจหรือ?  แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม และถ้าใคร “กินสิ่งเหล่านี้เข้าไปจนหมด” คนนั้นก็จะตาย  ถ้าผู้คนยอมรับสิ่งเหล่านี้และเก็บสะสมสิ่งต่างๆ เยี่ยงซาตานไว้ภายในอย่างต่อเนื่อง นั่นบ่งบอกถึงอะไร?  บ่งบอกว่าพวกเขายังไม่ได้ทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามดั้งเดิมของตน ทั้งยังได้ยอมรับความเสื่อมทรามใหม่จากซาตานเข้าไปอีก  นี่หมายความว่าพวกเขาจบสิ้นแล้ว  เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พวกเขาจะไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอด  เจ้าควรแยกแยะและปฏิเสธสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับทิ้งสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านี้ และยอมรับพระวจนะของพระเจ้า  มีผู้คนกล่าวว่า “ฉันจะไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้  พระวจนะของพระเจ้าจะเข้าสู่ตัวฉันเอง”  นี่เป็นไปไม่ได้  เจ้าต้องแสวงหาความจริงและยอมรับความจริงอย่างกระตือรือร้น และด้วยกระบวนการทำความเข้าใจความจริง เจ้าจะได้รับวิจารณญาณแยกแยะการใช้เหตุผลเทียมเท็จและความเห็นนอกรีตไปเอง และจะค่อยๆ ละทิ้งสิ่งเหล่านี้  ด้วยวิธีนี้ พระวจนะของพระเจ้าจะค่อยๆ กลายเป็นหลักธรรมในการทำสิ่งต่างๆ ของเจ้า และเมื่อเจ้าทำสิ่งต่างๆ เจ้าจะรู้ว่าวิธีทำแบบใดเป็นไปในแนวทางเดียวกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า เจ้าจะปฏิบัติความจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่ง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าในแง่นี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไป  พวกเจ้าคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำยากหรือไม่?  แท้จริงแล้วไม่ยากเลย  สิ่งเดียวที่ยากในเรื่องนี้ก็คือผู้คนไม่นำไปปฏิบัติ  บางคนคิดว่า “เรื่องนี้ยากจริงๆ—ยากกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก!  นี่เป็นการบังคับปลาให้อยู่บนบกไม่ใช่หรือ?  นี่ทำให้ฉันตกที่นั่งลำบากไม่ใช่หรือ?”  เป็นเช่นนั้นหรือไม่?  ไม่ได้เป็นเช่นนั้น  เจ้าต้องรับมือเรื่องเหล่านี้อย่างถูกต้องและมีวิจารณญาณแยกแยะที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้  วันนี้เราได้ใช้เวลานานขนาดนี้ในการสามัคคีธรรมและชำแหละตรรกะวิบัติเยี่ยงซาตานเพียงไม่กี่ข้อ แต่สิ่งที่เก็บสะสมไว้ในตัวผู้คนมีเพียงไม่กี่อย่างนี้เท่านั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  มีมากกว่านี้อีกมาก!  ต่อไปเราจะสามัคคีธรรมหัวข้อเหล่านี้ตามลำดับ  ก่อนหน้านี้ เราไม่เคยสามัคคีธรรมในแง่นี้ แล้วพวกเจ้าเคยตรึกตรองหัวข้อเหล่านี้ด้วยตนเองบ้างหรือไม่?  พวกเจ้าไม่เคย  ถ้าตรึกตรองหัวข้อเหล่านี้ พวกเจ้าจะได้ผลลัพธ์อะไรบ้างหรือไม่?  ถ้าพวกเจ้าสามารถทุ่มเทความพยายามให้กับความจริงได้บ้าง พวกเจ้าก็คงจะมีวิจารณญาณแยกแยะตรรกะวิบัติเยี่ยงซาตานอยู่บ้าง และพวกเจ้าคงจะไม่ถึงกับไม่รู้อะไรเลยเหมือนที่เป็นอยู่ในตอนนี้  การสามัคคีธรรมหัวข้อเหล่านี้ของเราในวันนี้ดูปุบปับหรือไม่?  มีใครกล่าวหรือไม่ว่า “พวกเรากำลังสามัคคีธรรมเรื่องการแยกแยะศัตรูของพระคริสต์กันอยู่ไม่ใช่หรือ?  แล้วทำไมอยู่ๆ พวกเราถึงมาสามัคคีธรรมหัวข้อเหล่านี้?”  เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน  เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการที่ผู้คนแยกแยะอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตาน และเป็นประโยชน์ต่อการที่ผู้คนสามารถเข้าใจความจริงได้อย่างถูกต้องแม่นยำอีกด้วย  อย่างน้อยที่สุด หลังการสามัคคีธรรม ผู้คนก็จะรู้ว่า “กลายเป็นว่าวลีที่ยิ่งใหญ่นี้ไม่ใช่ความจริง”  นับจากนี้ไป ตรรกะวิบัติอย่าง “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน” และ “ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยก็อย่าใช้” อาจถูกขจัดออกไปจากหัวใจของเจ้าได้  อาจมีพวกเจ้าบางคนที่ไม่สามารถขจัดสิ่งเหล่านั้นออกไปได้ในขณะนี้ แต่อย่างน้อยเจ้าก็รู้ว่าวลีเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง และครั้งต่อไปที่ได้ยินใครกล่าววลีเหล่านี้ เจ้าก็จะรู้ว่าวลีเหล่านี้กำลังชักพาให้หลงผิด และเจ้าจะไม่ยอมรับวลีเหล่านี้  แม้หัวใจของเจ้ารู้สึกว่าวลีเหล่านี้ค่อนข้างถูกต้อง และยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่พึงทำ แต่เจ้าก็คิดเช่นกันว่า “พระเจ้าตรัสว่าวลีเหล่านี้ไม่ใช่ความจริง  ฉันจะกระทำการตามวลีเหล่านี้ไม่ได้”  นี่เป็นประโยชน์ต่อเจ้ามิใช่หรือ?  (ใช่)  เป้าหมายที่เรากล่าวถึงสิ่งเหล่านี้คืออะไร?  เหตุใดเราจึงชำแหละวลีเหล่านี้เช่นนี้?  ผู้เชื่อกล่าวเสมอว่า “พวกเราต้องปฏิบัติความจริง  พระวจนะทั้งปวงของพระเจ้าคือความจริง  พระวจนะทั้งปวงของพระเจ้าคือสิ่งที่เป็นบวก และเป็นสิ่งที่พวกเราควรปฏิบัติ”  สักวันเมื่อเจ้าถูกตัดแต่ง และวลีที่ว่า “นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน” และ “เมื่อฟ้าสวรรค์กำลังจะมอบความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่งให้บุคคลหนึ่ง หัวใจของผู้นั้นต้องสัมผัสความเจ็บปวดเสียก่อน” ก็ผุดขึ้นมาในหัวใจของเจ้า  วลีเหล่านี้เป็นความจริงหรือไม่?  นี่เป็นเรื่องตลกมิใช่หรือ?  ถ้าขอให้เจ้าเป็นพยานถึงพระเจ้า เจ้าจะทำเช่นไร?  เจ้ากล่าวว่า “ผู้เชื่อต้องสู้ทนความอัปยศอดสูและแบกภาระอันหนักอึ้ง นอนบนกองฟืนและลิ้มรสความขมเพื่อเตือนใจตน และต้องมีเจตจำนงในการต่อสู้และวิธีคิดที่ไม่เคยยอมแพ้”  นี่คือการเป็นพยานถึงพระเจ้าหรือ?  (ไม่ใช่)  การปฏิบัติต่อตรรกะเยี่ยงซาตานว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้าและความจริง รวมทั้งเป็นพยานถึงตรรกะเหล่านี้ ไม่เพียงเจ้าจะไม่ได้เป็นพยานถึงพระเจ้าอย่างถูกควรเท่านั้น แต่เจ้าได้กลายเป็นตัวตลกให้ซาตานหัวเราะเยาะและเจ้าได้หลู่เกียรติพระเจ้าอีกด้วย  นี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?  ถ้าพระเจ้าจะทรงกล่าวโทษเจ้าในเรื่องนี้ เจ้าคงจะคิดว่าไม่ยุติธรรม และกล่าวว่า “ฉันไม่รู้เรื่อง  ฉันไม่เข้าใจ  พระเจ้าไม่เคยสามัคคีธรรมเรื่องนี้กับฉัน”  ถ้าพระองค์ไม่ทรงกล่าวโทษเจ้า แต่ธรรมชาติในการกระทำของเจ้านั้นร้ายแรงมาก พระเจ้าควรทรงทำอย่างไรในเรื่องนี้?  ทรงวางเจ้าไว้ก่อนกระนั้นหรือ?  (ไม่ใช่)  ไม่จำเป็นต้องทรงทำสิ่งใดเลย  เพราะสำหรับเราแล้ว เรามีแต่จะทำให้พวกเจ้าเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และทำให้พวกเจ้ารู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้—ตามระดับการทำความเข้าใจของพวกเจ้าและตามสิ่งที่เราสามารถบอกพวกเจ้าได้—ว่าความจริงคืออะไรกันแน่ วลีที่พวกเจ้าคิดว่าดีและถูกต้องนั้นเชื่อมโยงกับความจริงหรือไม่ และเป็นความจริงหรือไม่  เราต้องทำให้พวกเจ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้  หลังจากที่เจ้ารู้จักสิ่งเหล่านี้แล้ว ถ้าเจ้ายังคงคิดเช่นเดิม และยังคงดึงดันอยู่อย่างนั้น เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าจะไม่เพียงทรงวางเจ้าไว้ก่อน และเพิกเฉยต่อเจ้า  เจ้าสมควรถูกกล่าวโทษ และพระเจ้าจะทรงกระทำการ  เหตุใดพระเจ้าจึงจะทรงทำเช่นนี้?  ถ้าเจ้ากระทำการในลักษณะนี้ทั้งที่ไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เช่นนั้นพระเจ้าจะทรงมองเรื่องนี้ว่าเจ้าโง่เขลาและไม่รู้ความ แต่ถ้าเจ้ารู้จักสิ่งเหล่านี้และยังคงกระทำการในลักษณะนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็กำลังจงใจทำผิด และพระเจ้าต้องทรงจัดการเรื่องนี้ตามหลักธรรม

19 ธันวาคม ค.ศ. 2019

ก่อนหน้า: ประการที่แปด: พวกเขาย่อมจะให้ผู้อื่นนบนอบเฉพาะพวกเขาเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงหรือพระเจ้า (ภาคที่สาม)

ถัดไป: ประการที่เก้า: พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อให้ตนเองโดดเด่นและหล่อเลี้ยงผลประโยชน์และความทะเยอทะยานของตน พวกเขาไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นทรยศผลประโยชน์เหล่านั้นแลกกับความรุ่งโรจน์ส่วนตน (ภาคที่หนึ่ง)

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger