บ. ว่าด้วยวิธีที่จะไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัยและการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า

504. การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยของมนุษย์ได้รับการทำให้สัมฤทธิ์ผลโดยผ่านทางพระราชกิจหลากหลายประเภทที่แตกต่างกันของพระเจ้า หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขาเช่นนั้นแล้ว มนุษย์คงจะไม่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้  การเปลี่ยนแปลงของอุปนิสัยของมนุษย์แสดงนัยสำคัญว่ามนุษย์ได้เป็นอิสระจากพันธนาการของซาตานและจากอิทธิพลของความมืด และได้กลายเป็นแม่แบบ และวัตถุตัวอย่างของพระราชกิจของพระเจ้า พยานของพระเจ้า และผู้ที่ตรงตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าอย่างแท้จริง  ในวันนี้ พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ และพระองค์ต้องประสงค์ให้มนุษย์สัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับพระองค์ การนบนอบพระองค์ และการเป็นคำพยานถึงพระองค์—มนุษย์ต้องรู้จักพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและปกติของพระเจ้า โดยมนุษย์ต้องนบนอบพระวจนะและพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ซึ่งไม่สอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และเขาต้องเป็นคำพยานถึงพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด รวมทั้งกิจการทั้งปวงของพระองค์ในการพิชิตมนุษย์  บรรดาผู้ที่เป็นคำพยานต่อพระเจ้าต้องมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า คำพยานประเภทนี้เท่านั้นที่ถูกต้องแม่นยำและสัมพันธ์กับชีวิตจริง และคำพยานประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถทำให้ซาตานอับอายได้  พระเจ้าทรงใช้บรรดาผู้ที่ได้มารู้จักพระองค์โดยผ่านทางการพิพากษา การตีสอน และการตัดแต่งของพระองค์ เพื่อเป็นคำพยานต่อพระองค์  พระองค์ทรงใช้พวกที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามให้เป็นคำพยานให้พระองค์  พระองค์ทรงใช้บรรดาผู้ที่อุปนิสัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และผู้ที่ได้รับพรของพระองค์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น เพื่อเป็นคำพยานต่อพระองค์  พระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงให้มนุษย์สรรเสริญพระองค์ด้วยปากของเขา อีกทั้งพระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงได้รับการสรรเสริญและการเป็นคำพยานจากผู้คนจำพวกของซาตาน ผู้ซึ่งยังไม่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระองค์  เฉพาะบรรดาผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นคำพยานต่อพระองค์ และเฉพาะบรรดาผู้ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของพวกเขาเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นคำพยานต่อพระองค์  พระเจ้าจะไม่ทรงยินยอมให้มนุษย์นำความอับอายมาสู่พระนามของพระองค์โดยเจตนา

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มีเพียงผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเป็นคำพยานต่อพระเจ้า

505. ผู้คนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนด้วยตนเองได้ พวกเขาต้องผ่านการพิพากษา การตีสอน บททดสอบ และการถลุงจากพระวจนะของพระเจ้า หรือได้รับการตัดแต่งและบ่มวินัยจากพระวจนะของพระองค์  เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเขาจึงจะสามารถสัมฤทธิ์การนบนอบและความจงรักภักดีต่อพระเจ้าได้ และไม่ทำอย่างขอไปทีกับพระองค์  ภายใต้การถลุงของพระวจนะของพระเจ้านั่นเองที่อุปนิสัยของผู้คนเปลี่ยนแปลง  โดยผ่านทางการเปิดโปง การพิพากษา การบ่มวินัย และการตัดแต่งโดยพระวจนะของพระองค์เท่านั้นพวกเขาจึงจะไม่กล้าปฏิบัติตนอย่างมุทะลุอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นหนักแน่นและสำรวมแทน  ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาจะสามารถนบนอบพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ได้  แม้จะไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ พวกเขาก็จะสามารถปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดเหล่านี้และนบนอบด้วยความตั้งใจได้  ในอดีตนั้น โดยหลักแล้ว การพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยหมายถึงการสามารถขัดขืนตนเอง การยอมให้เนื้อหนังของตนทนทุกข์ การบ่มวินัยร่างกายของตน และการขจัดความชอบทางเนื้อหนังของตนเอง—ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภทหนึ่งในอุปนิสัย  ทุกวันนี้ ทุกคนรู้ว่าการแสดงออกที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยก็คือ การนบนอบพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้า และการรู้จักพระราชกิจใหม่ของพระองค์อย่างแท้จริง  ในหนทางนี้ ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งเคยเป็นมโนคติที่หลงผิดก่อนหน้านี้ของผู้คน ย่อมสามารถถูกกำจัดออกไปได้ และพวกเขาสามารถรู้จักและนบนอบพระเจ้าได้อย่างแท้จริง—นี่เท่านั้นที่เป็นการแสดงออกที่จริงแท้ของการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้คนที่ได้เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแล้วคือบรรดาผู้ที่ได้เข้าไปสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าแล้ว

506. การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของมนุษย์เริ่มต้นด้วยความรู้เกี่ยวกับเนื้อแท้ของเขาและโดยผ่านทางการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในการคิด ธรรมชาติ และทัศนะทางจิตใจของเขา—โดยผ่านทางการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทั้งหลาย  ในหนทางนี้เท่านั้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงทั้งหลายจะได้สำเร็จลุล่วงในอุปนิสัยของมนุษย์  รากเหง้าของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เกิดขึ้นในตัวมนุษย์ก็คือการชักพาให้หลงผิด การทำให้เสื่อมทราม และพิษของซาตาน  มนุษย์ถูกซาตานพันธนาการและควบคุมเอาไว้ และเขาทุกข์ทนกับอันตรายใหญ่หลวงที่ซาตานก่อให้เกิดขึ้นกับการคิด ศีลธรรม ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และสำนึกรับรู้ของเขา  นั่นเป็นเพราะสิ่งพื้นฐานทั้งหลายของมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้วอย่างแน่นอน และไม่เหมือนอย่างที่สุดกับวิธีการที่พระเจ้าได้ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมาแต่ดั้งเดิมนั่นเอง มนุษย์จึงต่อต้านพระเจ้าและไม่สามารถยอมรับความจริง  ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในอุปนิสัยของมนุษย์จึงควรเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในการคิด ความรู้ความเข้าใจเชิงลึก และสำนึกรับรู้ของเขา ซึ่งจะเปลี่ยนความรู้ของเขาเกี่ยวกับพระเจ้าและความรู้ของเขาเกี่ยวกับความจริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การมีอุปนิสัยที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า

507. ในชีวิตของเขา หากมนุษย์ปรารถนาที่จะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา หากเขาปรารถนาที่จะใช้ชีวิตที่เปี่ยมความหมายและทำหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างให้ลุล่วงแล้วไซร้ เขาต้องยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า และต้องไม่ยอมให้การบ่มวินัยของพระเจ้าและการเฆี่ยนตีของพระเจ้าผละจากเขาไป เพื่อที่เขาอาจปลดปล่อยตนเองจากการบงการและอิทธิพลของซาตาน และมีชีวิตอยู่ในความสว่างของพระเจ้าได้  จงรู้ไว้ว่าการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าคือความสว่าง เป็นความสว่างแห่งความรอดของมนุษย์ สำหรับมนุษย์แล้วไม่มีพรที่ดีกว่านี้ และไม่มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่กว่านี้หรือการคุ้มครองที่ดีกว่านี้อีกแล้ว  มนุษย์มีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของซาตาน และดำรงอยู่ในเนื้อหนัง หากเขาไม่ได้รับการชำระให้สะอาด และไม่ได้รับการคุ้มครองปกป้องของพระเจ้าแล้วไซร้ มนุษย์ย่อมจะกลายเป็นเสื่อมลงทุกที  หากเขาปรารถนาที่จะรักพระเจ้าแล้วไซร้ เขาต้องได้รับการชำระให้สะอาดและได้รับการช่วยให้รอด  เปโตรได้อธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงปฏิบัติต่อข้าพระองค์อย่างมีเมตตา ข้าพระองค์ปีติยินดีและรู้สึกชูใจ เมื่อพระองค์ทรงตีสอนข้าพระองค์ ข้าพระองค์ยิ่งรู้สึกชูใจและชื่นบานมากขึ้นไปอีก  แม้ว่าข้าพระองค์จะอ่อนแอ และทนฝ่าความทุกข์เกินพรรณนา แม้มีน้ำตาและความโศกเศร้า พระองค์ก็ทรงทราบว่าความโศกเศร้านี้เป็นเพราะความเป็นกบฏของข้าพระองค์ และเพราะความอ่อนแอของข้าพระองค์  ข้าพระองค์ร่ำไห้เพราะข้าพระองค์ไม่อาจสนองเจตนารมณ์ของพระองค์ได้ ข้าพระองค์รู้สึกโศกเศร้าและเสียใจเพราะข้าพระองค์ไม่ดีพอสำหรับข้อพึงประสงค์ทั้งหลายของพระองค์ แต่ข้าพระองค์ก็เต็มใจที่จะบรรลุขอบเขตนี้ ข้าพระองค์เต็มใจที่จะทำทั้งหมดที่ข้าพระองค์ทำได้เพื่อให้พระองค์พึงพอพระทัย  การตีสอนของพระองค์ได้นำการคุ้มครองปกป้องมาสู่ข้าพระองค์ และได้ให้ความรอดที่ดีที่สุดแก่ข้าพระองค์ การพิพากษาของพระองค์เลิศล้ำเหนือความยอมผ่อนปรนและความอดทนของพระองค์ หากปราศจากการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์  ข้าพระองค์คงจะไม่ได้ชื่นชมความกรุณาและความรักเมตตาของพระองค์  ในวันนี้ข้าพระองค์มองเห็นยิ่งขึ้นกว่าเดิมว่าความรักของพระองค์นั้นก้าวข้ามฟ้าสวรรค์และเลิศล้ำเหนือสิ่งอื่นทั้งมวล  ความรักของพระองค์ไม่ใช่เป็นแค่ความกรุณาและความรักเมตตา ที่ยิ่งมากไปกว่านั้นคือ เป็นการตีสอนและการพิพากษานั่นเอง  ข้าพระองค์ได้รับมามากมายยิ่งนักจากการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์  เมื่อปราศจากการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ ก็จะไม่มีบุคคลใดแม้สักคนที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ไม่มีบุคคลใดแม้สักคนที่จะสามารถผ่านประสบการณ์กับความรักของพระผู้สร้างได้”

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา

508. หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าเสียก่อน ด้วยว่าพระองค์ทรงทำให้บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงโปรดปรานและผู้ที่ทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระองค์มีความเพียบพร้อม  หากเจ้าปรารถนาที่จะทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องมีหัวใจที่นบนอบพระราชกิจของพระองค์ เจ้าต้องเพียรพยายามไล่ตามเสาะหาความจริง และเจ้าต้องยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าในทุกสิ่ง  สิ่งที่เจ้าทำทั้งหมดผ่านการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าแล้วหรือไม่?  ความตั้งใจของเจ้าถูกต้องหรือไม่?  หากความตั้งใจของเจ้าถูกต้อง เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าย่อมจะทรงชมเชยเจ้า หากความตั้งใจของเจ้านั้นผิด นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่หัวใจของเจ้ารักไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นเนื้อหนังและซาตาน  ด้วยเหตุนี้เอง เจ้าจึงต้องใช้การอธิษฐานเป็นหนทางในการยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าในทุกสิ่ง  เมื่อเจ้าอธิษฐาน แม้ว่าเราไม่ได้ยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าในสภาวะบุคคล แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับเจ้า และผู้ที่เจ้ากำลังอธิษฐานถึงก็คือทั้งตัวเราเองและพระวิญญาณของพระเจ้า  เหตุใดเจ้าจึงเชื่อในเนื้อหนังนี้?  เจ้าเชื่อเพราะบุคคลผู้นี้มีพระวิญญาณของพระเจ้า  เจ้าจะยังคงเชื่อในบุคคลผู้นี้หรือไม่หากบุคคลผู้นี้ปราศจากพระวิญญาณของพระเจ้า?  เมื่อเจ้าเชื่อในบุคคลผู้นี้ เจ้าก็เชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้า  เมื่อเจ้ายำเกรงบุคคลผู้นี้ เจ้าก็ยำเกรงพระวิญญาณของพระเจ้า  ความเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้าคือความเชื่อในบุคคลผู้นี้ และความเชื่อในบุคคลผู้นี้ก็คือความเชื่อในพระวิญญาณของพระเจ้าเช่นกัน  เมื่อเจ้าอธิษฐาน เจ้ารู้สึกว่าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่กับเจ้า และพระเจ้าสถิตอยู่เบื้องหน้าเจ้า และด้วยเหตุนี้เจ้าจึงอธิษฐานต่อพระวิญญาณของพระองค์  ในวันนี้ผู้คนส่วนมากกลัวมากเกินไปที่จะนำการกระทำของพวกเขามาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ขณะที่เจ้าอาจหลอกลวงเนื้อหนังของพระองค์ ทว่าเจ้าไม่สามารถหลอกลวงพระวิญญาณของพระองค์ได้  เรื่องใดก็ตามที่ไม่สามารถทนทานการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้าได้ย่อมขัดกับความจริง และควรถูกโยนทิ้งไป การกระทำในทางตรงกันข้ามย่อมเป็นการกระทำบาปต่อพระเจ้า  ดังนั้นเจ้าต้องวางหัวใจของเจ้าไว้เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าตลอดเวลา เมื่อเจ้าอธิษฐาน เมื่อเจ้ากล่าวและสามัคคีธรรมกับพี่น้องชายหญิงของเจ้า และเมื่อเจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและทำธุระของเจ้า  เมื่อเจ้าทำให้หน้าที่ของเจ้าลุล่วง พระเจ้าย่อมสถิตอยู่กับเจ้า และตราบใดที่ความตั้งใจของเจ้าถูกต้องและเป็นไปเพื่อพระราชกิจแห่งพระนิเวศของพระเจ้า พระองค์จะทรงยอมรับทุกสิ่งที่เจ้าทำ เจ้าควรอุทิศตัวเจ้าเองเพื่อทำให้หน้าที่ของเจ้าลุล่วงด้วยความจริงใจ  เมื่อเจ้าอธิษฐาน หากเจ้ามีหัวใจที่รักพระเจ้าและแสวงหาการดูแล การคุ้มครองและการพินิจพิเคราะห์ของพระเจ้า หากสิ่งเหล่านี้คือความตั้งใจของเจ้า คำอธิษฐานของเจ้าก็จะมีผล  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าอธิษฐานในที่ประชุม หากเจ้าเปิดหัวใจของเจ้าและอธิษฐานต่อพระเจ้าและบอกพระองค์ถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้าโดยปราศจากการกล่าวเท็จ เช่นนั้นแล้ว คำอธิษฐานของเจ้าก็จะมีผลอย่างแน่นอน  หากเจ้ามีหัวใจที่รักพระเจ้าอย่างจริงจังจริงใจ เช่นนั้นแล้วก็จงกล่าวคำสาบานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ผู้สถิตในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลกและท่ามกลางสรรพสิ่ง ข้าพระองค์ขอปฏิญาณต่อพระองค์ว่า ขอให้พระวิญญาณของพระองค์ทรงตรวจดูทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำ และทรงคุ้มครองปกป้องและเอาพระทัยใส่ข้าพระองค์ตลอดเวลา และทำให้ทุกสิ่งที่ข้าพระองค์ทำนั้นสามารถยืนหยัดอยู่ในการสถิตของพระองค์  หากแม้นหัวใจของข้าพระองค์มีวันเลิกรักพระองค์ หรือมีวันทรยศพระองค์ เช่นนั้นแล้วก็ขอทรงตีสอนและสาปแช่งข้าพระองค์อย่างรุนแรง  ขออย่าได้ทรงให้อภัยข้าพระองค์ไม่ว่าจะในโลกนี้หรือโลกหน้า!”  เจ้ากล้าสาบานเช่นนี้หรือไม่?  หากเจ้าไม่กล้า นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเจ้าขลาดกลัว และเจ้ายังคงรักตัวเจ้าเองอยู่  เจ้ามีปณิธานเช่นนี้หรือไม่?  หากนี่คือความตั้งใจแน่วแน่ของเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าก็ควรสาบานเช่นนี้  หากเจ้ามีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสาบานเช่นนี้ พระเจ้าย่อมจะทรงทำให้ปณิธานของเจ้าลุล่วง  เมื่อเจ้าปฏิญาณต่อพระเจ้า พระองค์ทรงรับฟัง  พระเจ้าทรงพิจารณาว่าเจ้าเปี่ยมบาปหรือชอบธรรมโดยวัดจากการอธิษฐานของเจ้าและการปฏิบัติของเจ้า  นี่คือกระบวนการทำให้พวกเจ้ามีความเพียบพร้อมในเวลานี้ และหากเจ้ามีความเชื่ออย่างแท้จริงในการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะนำทั้งหมดที่เจ้าทำมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและยอมรับการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ หากเจ้าทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นกบฏอย่างร้ายแรง หรือหากเจ้าทรยศพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็จะทรงทำให้คำสาบานของเจ้าสำเร็จผล และด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ไม่ว่าจะเป็นความพินาศหรือการตีสอน นี่ย่อมเกิดจากการกระทำของเจ้าเอง  เจ้าได้กล่าวคำสาบานไว้ ดังนั้นเจ้าก็ควรที่จะปฏิบัติตามนั้น  หากเจ้ากล่าวคำสาบาน แต่ไม่ปฏิบัติตามนั้น เจ้าก็จะทนทุกข์กับความพินาศ  เนื่องจากคำสาบานนั้นเป็นของเจ้า พระเจ้าจึงจะทรงทำให้คำสาบานของเจ้าเป็นผล  บางคนกลัวขึ้นมาหลังจากที่พวกเขาอธิษฐาน และคร่ำครวญว่า “ทุกสิ่งจบสิ้นแล้ว!  โอกาสที่ฉันจะเที่ยวเสเพลหมดลงแล้ว โอกาสที่ฉันจะทำเลวต่างๆ หมดลงแล้ว โอกาสที่ฉันจะได้หลงระเริงอยู่ในความอยากทางโลกหมดลงแล้ว!”  ผู้คนเหล่านี้ยังคงรักบาปและเรื่องทางโลก และพวกเขาจะต้องทนทุกข์กับความพินาศอย่างแน่นอน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระเจ้าทรงทำให้ผู้ที่ทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระองค์มีความเพียบพร้อม

509. มีกฎข้อหนึ่งเกี่ยวกับการทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ซึ่งก็คือ พระองค์ทรงทำให้เจ้ารู้แจ้งโดยใช้ส่วนที่พึงปรารถนาส่วนหนึ่งของเจ้า เพื่อให้เจ้ามีเส้นทางสู่การฝึกฝนปฏิบัติและสามารถแยกตัวเจ้าเองออกจากสภาวะด้านลบทั้งหมด ช่วยให้จิตวิญญาณของเจ้าบรรลุการปลดปล่อย และทำให้เจ้ามีความสามารถมากขึ้นที่จะรักพระองค์  ในหนทางนี้ เจ้าย่อมสามารถโยนอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานทิ้งไปได้  เจ้าไร้มารยาและเปิดกว้าง เต็มใจที่จะรู้จักตัวเจ้าเองและนำความจริงไปปฏิบัติ  พระเจ้าย่อมจะทรงอวยพรเจ้าอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อเจ้าอ่อนแอและอยู่ในด้านลบ พระองค์ทรงทำให้เจ้ารู้แจ้งเป็นสองเท่า ทรงช่วยให้เจ้ารู้จักตัวเจ้าเองมากขึ้น เต็มใจมากขึ้นที่จะกลับใจเพื่อตัวเจ้าเอง และมีความสามารถมากขึ้นที่จะฝึกฝนปฏิบัติสิ่งทั้งหลายที่เจ้าควรฝึกฝนปฏิบัติ  ในหนทางนี้เท่านั้น หัวใจของเจ้าจึงจะสามารถมีสันติสุขและรู้สึกสบายใจได้  บุคคลผู้หนึ่งซึ่งโดยปกติแล้วให้ความสนใจกับการรู้จักพระเจ้า ให้ความสนใจกับการรู้จักตัวเขาเอง ให้ความสนใจกับการฝึกฝนปฏิบัติของเขาเอง จะสามารถรับพระราชกิจของพระเจ้า ตลอดจนการทรงนำและความรู้แจ้งของพระองค์ได้อยู่เนืองๆ  แม้ว่าบุคคลเช่นนี้อาจอยู่ในสภาวะด้านลบ แต่เขาก็สามารถทำให้สิ่งทั้งหลายกลับดีขึ้นได้ในทันที ไม่ว่าจะเป็นเพราะการกระทำของมโนธรรมหรือความรู้แจ้งจากพระวจนะของพระเจ้า  การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของบุคคลได้รับการสัมฤทธิ์ผลเสมอเมื่อเขารู้สภาวะตามจริงของเขาเองและพระอุปนิสัยและพระราชกิจของพระเจ้า  บุคคลที่เต็มใจที่จะรู้จักตัวเขาเองและเปิดตัวเขาเองให้กว้างจะสามารถดำเนินความจริงจนเสร็จสิ้นได้  บุคคลประเภทนี้เป็นบุคคลที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า และบุคคลที่จงรักภักดีต่อพระเจ้ามีความเข้าใจในพระเจ้า ไม่ว่าความเข้าใจนี้จะลึกซึ้งหรือตื้นเขิน ขาดแคลนหรือล้นเหลือ  นี่คือความชอบธรรมของพระเจ้า และเป็นบางสิ่งที่ผู้คนบรรลุ มันคือการได้รับของพวกเขาเอง  บุคคลที่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าคือบุคคลที่มีพื้นฐาน มีนิมิต  บุคคลประเภทนี้แน่ใจเกี่ยวกับเนื้อหนังของพระเจ้า และแน่ใจเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้า  ไม่ว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจหรือตรัสอย่างไร หรือผู้คนอื่นๆ ก่อให้เกิดการรบกวนอย่างไร เขาก็สามารถยืนหยัดไม่ถอย และตั้งมั่นในการเป็นพยานของตนเพื่อพระเจ้าได้  ยิ่งบุคคลผู้หนึ่งเป็นเช่นนี้มากขึ้นเท่าใด เขาก็ยิ่งสามารถดำเนินการตามความจริงที่เขาเข้าใจจนเสร็จสิ้นได้มากขึ้นเท่านั้น  เพราะเขากำลังฝึกฝนปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าอยู่เสมอ เขาจึงได้มาซึ่งความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้ามากขึ้น และครองความแน่วแน่ที่จะตั้งมั่นในการเป็นพยานของตนเพื่อพระเจ้าตลอดกาล

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เฉพาะบรรดาผู้มุ่งเน้นการปฏิบัติเท่านั้นที่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้

510. ในการเชื่อในพระเจ้านั้น หากผู้คนปรารถนาการเปลี่ยนสภาพอุปนิสัยของพวกเขาแล้วไซร้ พวกเขาต้องไม่แยกตัวเองออกจากชีวิตจริง  ในชีวิตจริง เจ้าต้องรู้จักตัวเอง กบฏต่อตัวเอง ปฏิบัติความจริง รวมทั้งเรียนรู้หลักการทั้งหลาย สามัญสำนึก และกฎการประพฤติตนในทุกสิ่งก่อนที่เจ้าจะสามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้  หากเจ้ามุ่งเน้นอยู่กับความรู้ทางทฤษฎีเท่านั้น และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพิธีทางศาสนาเท่านั้นโดยไม่ลงลึกเข้าไปในความเป็นจริง โดยไม่เข้าสู่ชีวิตจริง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันเข้าสู่ความเป็นจริง เจ้าจะไม่มีวันรู้จักตัวเจ้าเอง ความจริง หรือพระเจ้า และเจ้าจะหูหนวกตาบอดและไม่รู้เท่าทันตลอดไป  พระราชกิจของพระเจ้าในการช่วยมนุษย์ให้รอดนั้นไม่ใช่เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาใช้ชีวิตแบบมนุษย์ปกติหลังจากช่วงเวลาสั้นๆ อีกทั้งไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนสภาพมโนคติอันหลงผิดและคำสอนของพวกเขา  แต่จุดประสงค์ของพระองค์คือเพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยเก่าๆ ของผู้คน เพื่อเปลี่ยนแปลงหนทางชีวิตเก่าๆ ของพวกเขาทั้งหมดทั้งมวล และเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและทัศนคติทางใจที่ล้าสมัยทั้งหมดของพวกเขาต่างหาก  การมุ่งเน้นเฉพาะกับชีวิตในคริสตจักรจะไม่เปลี่ยนแปลงนิสัยในชีวิตเก่าๆ ของผู้คน หรือเปลี่ยนแปลงหนทางเก่าๆ ที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตมาเป็นเวลานาน  ไม่ว่าอะไรก็ตาม ผู้คนต้องไม่กลายเป็นปลีกตัวออกห่างจากชีวิตจริง  พระเจ้าทรงขอให้ผู้คนใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ในชีวิตในคริสตจักรเท่านั้น ให้พวกเขาใช้ชีวิตตามความจริงในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ในชีวิตในคริสตจักรเท่านั้น และให้พวกเขาปฏิบัติหน้าที่การงานของตนในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ในชีวิตในคริสตจักรเท่านั้น  การเข้าสู่ความจริงนั้น คนเราต้องหันทุกสิ่งไปหาชีวิตจริง  หากในการเชื่อในพระเจ้า ผู้คนไม่สามารถมารู้จักตัวเองโดยผ่านทางการเข้าสู่ชีวิตจริง และหากพวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตตามสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติในชีวิตจริงได้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นความล้มเหลว  พวกที่กบฏต่อพระเจ้าคือทุกคนที่ไม่สามารถเข้าสู่ชีวิตจริงได้  พวกเขาทั้งหมดคือผู้คนที่พูดถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ แต่ใช้ชีวิตตามธรรมชาติของปีศาจ  พวกเขาทั้งหมดคือผู้คนที่พูดถึงความจริง แต่ใช้ชีวิตตามคำสอนแทน  พวกที่ไม่สามารถใช้ชีวิตตามความจริงในชีวิตจริงได้คือพวกที่เชื่อในพระเจ้าแต่ถูกพระองค์ทรงรังเกียจเดียดฉันท์  เจ้าต้องปฏิบัติการเข้าสู่ของเจ้าในชีวิตจริง ต้องรู้ข้อบกพร่อง ความเป็นกบฏ และความไม่รู้เท่าทันของเจ้าเอง และรู้จักสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ผิดปกติและจุดอ่อนของเจ้า  ด้วยวิธีนั้น ความรู้ของเจ้าจะถูกรวมเข้าไปในสภาพเงื่อนไขและความยากลำบากจริงๆ ของเจ้า  ความรู้เช่นนี้เท่านั้นที่เป็นจริงและสามารถเปิดโอกาสให้เจ้าจับความเข้าใจสภาพเงื่อนไขของเจ้าเองและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนสภาพอุปนิสัยได้อย่างแท้จริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การเสวนาเรื่องชีวิตคริสตจักรและชีวิตจริง

511. การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า การฝึกอธิษฐาน การยอมรับภาระจากพระเจ้า และการยอมรับภารกิจที่พระองค์วางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำ—ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อให้มีเส้นทางเบื้องหน้าเจ้า  ยิ่งเจ้ามีภาระเพื่อพระบัญชาของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พระองค์ก็จะยิ่งทำให้เจ้าเพียบพร้อมได้ง่ายขึ้นเท่านั้น  บางคนไม่เต็มใจร่วมมือกับผู้อื่นในการรับใช้พระเจ้า แม้กระทั่งเมื่อพวกเขาได้รับการทรงเรียก เหล่านี้เป็นผู้คนที่เกียจคร้าน ปรารถนาเพียงได้เริงร่าในสิ่งชูใจเท่านั้น  ยิ่งขอให้เจ้ารับใช้ด้วยการประสานงานกับผู้อื่นมากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งได้รับประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้น  เจ้าจะได้รับโอกาสมากขึ้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมเพราะเจ้ามีภาระและประสบการณ์มากขึ้น  ดังนั้นหากเจ้าสามารถรับใช้พระเจ้าได้ด้วยความจริงใจ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะตระหนักรู้ถึงภาระของพระเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าจะมีโอกาสมากขึ้นที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า กลุ่มคนเช่นนี้นี่เองที่กำลังได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในปัจจุบัน  ยิ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์สัมผัสเจ้ามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งอุทิศเวลาให้แก่การตระหนักรู้ถึงภาระของพระเจ้ามากขึ้น ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้ามากขึ้น และได้รับการทรงรับไว้โดยพระองค์มากขึ้นเท่านั้น—จนกระทั่งในที่สุดเจ้าจะกลายเป็นบุคคลผู้ที่พระเจ้าทรงใช้งาน  ในปัจจุบันมีบางคนที่ไม่แบกภาระให้คริสตจักร  ผู้คนเหล่านี้ย่อหย่อนและเหลวไหล และสนใจแต่เนื้อหนังของพวกเขาเองเท่านั้น  คนเช่นนี้เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด และพวกเขายังตาบอดอีกด้วย  หากเจ้าไม่สามารถมองเห็นเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน เจ้าย่อมจะไม่แบกภาระอันใด  ยิ่งเจ้าคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า ภาระที่พระเจ้าจะวางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำก็ยิ่งจะมีมากขึ้น  ผู้ที่เห็นแก่ตัวย่อมไม่เต็มใจที่จะทนทุกข์กับสิ่งต่างๆ ดังกล่าว พวกเขาไม่เต็มใจที่จะยอมลำบากและผลก็คือ พวกเขาจะพลาดโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  พวกเขามิได้กำลังทำร้ายตัวเองอยู่หรอกหรือ?  หากเจ้าเป็นใครบางคนที่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะเริ่มแบกรับภาระอันแท้จริงเพื่อคริสตจักร  อันที่จริง แทนที่จะเรียกการนี้ว่าภาระที่เจ้ารับมาทำเพื่อคริสตจักร คงจะดีกว่าหากจะเรียกว่าภาระที่เจ้ารับมาทำเพื่อชีวิตของเจ้าเอง เพราะจุดประสงค์ของภาระที่เจ้าพัฒนาให้เกิดขึ้นแก่คริสตจักรนี้ คือการให้เจ้าใช้ประสบการณ์ดังกล่าวมารับการทำให้มีความเพียบพร้อมจากพระเจ้า  ดังนั้นใครก็ตามที่แบกภาระยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อคริสตจักร ใครก็ตามที่แบกภาระเพื่อการเข้าสู่ชีวิต—พวกเขาจะเป็นผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  เจ้ามองเห็นการนี้อย่างชัดเจนแล้วหรือยัง?  หากคริสตจักรที่เจ้าอยู่ด้วยกระจัดกระจายเหมือนเม็ดทราย แต่เจ้ากลับไม่เป็นห่วงหรือวิตกกังวล และเจ้าถึงกับทำเป็นไม่เห็นเมื่อพี่น้องชายหญิงของเจ้าไม่กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าตามปกติ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ไม่ได้กำลังแบกภาระใดๆ อยู่  ผู้คนเช่นนี้ไม่ใช่คนประเภทที่พระเจ้าทรงปีติยินดีด้วย  คนประเภทที่ยังความปีติยินดีให้แก่พระเจ้าย่อมหิวกระหายความชอบธรรมและคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้า  ด้วยเหตุนี้ เจ้าควรกลายเป็นผู้ตระหนักรู้ถึงภาระของพระเจ้าตรงนี้และในตอนนี้ เจ้าไม่ควรรอให้พระเจ้าเผยให้มนุษยชาติทั้งปวงเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ก่อนแล้วค่อยมาตระหนักรู้ถึงภาระของพระเจ้ามากขึ้น  เมื่อถึงเวลานั้นจะไม่สายเกินไปหรอกหรือ?  บัดนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  หากเจ้าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เจ้าจะเสียใจไปตลอดชีวิต เช่นเดียวกับที่โมเสสไม่สามารถเข้าสู่ดินแดนคานาอันอันดีงามได้ และเสียใจไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของเขา ตายไปด้วยความสำนึกเสียใจ  ทันทีที่พระเจ้าได้เผยให้ปวงประชาเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์แล้ว เจ้าก็จะเต็มไปด้วยความเสียใจ  ต่อให้พระเจ้ามิได้ทรงตีสอนเจ้า เจ้าก็จะตีสอนตัวเจ้าเองเพราะความสำนึกเสียใจของเจ้าเอง  บางคนไม่ปักใจเชื่อเรื่องนี้ แต่หากเจ้าไม่เชื่อ ก็จงรอดูเถิด  ผู้คนบางคนมีจุดประสงค์เดียวเท่านั้นคือการทำให้วจนะเหล่านี้ลุล่วง  เจ้าเต็มใจพลีอุทิศตัวเจ้าเพื่อวจนะเหล่านี้หรือไม่?

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, จงคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระเจ้าเพื่อบรรลุความเพียบพร้อม

512. พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีเส้นทางที่จะทรงดำเนินในแต่ละบุคคล และทรงให้โอกาสแต่ละบุคคลที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  เจ้าถูกทำให้รู้ความเสื่อมทรามของเจ้าเองโดยผ่านทางความเป็นด้านลบของเจ้า และแล้วโดยการโยนความเป็นด้านลบทิ้งไป เจ้าก็จะพบเส้นทางสู่การฝึกฝนปฏิบัติ เหล่านี้คือหนทางทั้งหมดที่เจ้าได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  นอกจากนี้ โดยผ่านทางการนำทางและความกระจ่างที่ต่อเนื่องของบางสิ่งที่เป็นบวกในตัวเจ้า เจ้าจะลุล่วงในหน้าที่การงานของเจ้า เติบโตขึ้นในความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและได้รับวิจารณญาณโดยเป็นไปในเชิงรุก  เมื่อสภาพเงื่อนไขของเจ้าดี เจ้าก็เต็มใจเป็นพิเศษที่จะอ่านพระวจนะของพระเจ้า และเต็มใจเป็นพิเศษที่จะอธิษฐานต่อพระเจ้า และสามารถเชื่อมโยงคำเทศนาที่เจ้าได้ฟังเข้ากับสภาวะของเจ้าเอง  ณ เวลาเช่นนั้น พระเจ้าทรงให้ความรู้แจ้งและทรงให้ความกระจ่างแก่เจ้าอยู่ภายใน ทำให้เจ้าตระหนักถึงบางสิ่งในแง่มุมด้านบวก  นี่คือวิธีที่เจ้าได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมในด้านบวก  ในสภาวะด้านลบ เจ้าอ่อนแอและคิดลบ เจ้ารู้สึกว่าเจ้าไม่มีพระเจ้าในหัวใจของเจ้า ถึงกระนั้น พระเจ้าก็ยังทรงให้ความกระจ่างแก่เจ้า ช่วยเจ้าค้นหาเส้นทางสู่การฝึกฝนปฏิบัติ  ผลจากการนี้คือการบรรลุความเพียบพร้อมในแง่มุมด้านลบ  พระเจ้าสามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้ทั้งในแง่มุมด้านบวกและด้านลบ  มันขึ้นอยู่กับว่าเจ้าสามารถได้รับประสบการณ์หรือไม่ และขึ้นอยู่กับว่าเจ้าไล่ตามเสาะหาการที่พระเจ้าทรงทำให้มีความเพียบพร้อมหรือไม่  หากเจ้าแสวงหาอย่างแท้จริงซึ่งการถูกพระเจ้าทรงทำให้มีความเพียบพร้อม เช่นนั้นแล้วด้านลบก็ไม่สามารถทำให้เจ้าทุกข์ทนจากการสูญเสียได้ แต่สามารถนำพาสิ่งทั้งหลายที่เป็นจริงมากกว่ามาให้เจ้า และสามารถทำให้เจ้ามีความสามารถมากขึ้นที่จะรู้จักสิ่งซึ่งกำลังขาดพร่องภายในตัวเจ้า มีความสามารถมากขึ้นที่จะจับความเข้าใจในสภาวะที่เป็นจริงของเจ้า และมองเห็นว่ามนุษย์ไม่มีสิ่งใดเลย และไม่เป็นสิ่งใดเลย หากเจ้าไม่ได้รับประสบการณ์กับการทดสอบ เจ้าก็ย่อมไม่รู้ และจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเจ้าอยู่เหนือผู้อื่นและดีกว่าผู้อื่นทุกคน  โดยผ่านทางนี้ทั้งหมด เจ้าจะมองเห็นว่าทั้งหมดที่ได้มาก่อนหน้านี้ได้ถูกทำโดยพระเจ้าและได้รับการปกป้องโดยพระเจ้า  การเข้าสู่การทดสอบทิ้งให้เจ้าปราศจากความรักหรือความเชื่อ เจ้าขาดพร่องการอธิษฐานและไร้ความสามารถที่จะขับร้องบทเพลงสรรเสริญ และเจ้าก็มารู้จักตัวเจ้าเองในท่ามกลางการนี้โดยที่ไม่ตระหนักถึงมันเลย  พระเจ้าทรงมีหลายวิถีทางในการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม  พระองค์ทรงนำสภาพแวดล้อมทุกลักษณะมาใช้ในการตัดแต่งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ และทรงใช้สิ่งต่างๆ นานาในการตีแผ่มนุษย์ ในแง่หนึ่ง พระองค์ทรงตัดแต่งมนุษย์ ในอีกแง่หนึ่ง พระองค์ทรงตีแผ่มนุษย์ และในอีกแง่หนึ่ง พระองค์ทรงเปิดเผยมนุษย์ โดยทรงขุดคุ้ยและเปิดเผย “ความล้ำลึก” ในส่วนลึกของหัวใจของมนุษย์ และทรงแสดงให้มนุษย์เห็นธรรมชาติของเขาโดยการเปิดเผยสภาวะมากมายของเขาออกมา  พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยผ่านทางวิธีการมากมาย—โดยผ่านทางการเปิดเผย โดยผ่านทางการตัดแต่งมนุษย์ โดยผ่านทางกระบวนการการถลุงมนุษย์ และการตีสอน—เพื่อที่มนุษย์อาจรู้ว่าพระเจ้านั้นทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เฉพาะบรรดาผู้มุ่งเน้นการปฏิบัติเท่านั้นที่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้

513. ในเวลานี้ สิ่งที่พวกเจ้าควรแสวงหาเป็นสำคัญก็คือ การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง และได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าผ่านผู้คน เรื่องราว และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่เจ้าได้เผชิญ เพื่อที่สิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงเป็นจะถูกกอปรกันขึ้นเป็นพวกเจ้ามากกว่าเดิม  ก่อนอื่นเจ้าต้องได้รับมรดกของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เช่นนี้เท่านั้นที่เจ้าจะได้กลายเป็นมีสิทธิ์ที่จะสืบทอดพรต่างๆ ที่มากขึ้นและยิ่งใหญ่ขึ้นจากพระเจ้า  เหล่านี้คือสรรพสิ่งที่พวกเจ้าควรแสวงหา และเป็นสิ่งที่เจ้าควรเข้าใจก่อนอื่นใดทั้งหมด  ยิ่งเจ้าแสวงหาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าในทุกสรรพสิ่งมากขึ้นเท่าไร เจ้าก็จะยิ่งสามารถมองเห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่งมากขึ้นเท่านั้น อันจะส่งผลให้เจ้าพยายามอย่างแข็งขันที่จะเข้าสู่การเป็นอยู่ของพระวจนะของพระเจ้า และเข้าสู่ความเป็นจริงของพระวจนะของพระองค์ผ่านมุมมองที่แตกต่างและในเรื่องราวต่างๆ  เจ้าไม่สามารถพอใจกับสภาวะที่เป็นลบเช่นนั้นได้ เช่น การที่เพียงไม่ทำบาป หรือไม่มีมโนคติที่หลงผิด ไม่มีปรัชญาการดำรงชีวิตทางโลก และไม่มีเจตจำนงเยี่ยงมนุษย์  พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมในหลากหลายวิธี ทุกสาระเรื่องราวล้วนมีความเป็นไปได้ของการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแฝงอยู่ และพระองค์สามารถทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อมไม่เพียงในสภาวะเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นบวก แต่ในสภาวะเงื่อนไขที่เป็นลบด้วยเช่นกัน เพื่อทำให้สิ่งที่เจ้าได้รับนั้นมีปริมาณล้นเหลือมากขึ้น  ในแต่ละวัน มีโอกาสเหมาะต่างๆ ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และโอกาสต่างๆ ที่จะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า  หลังผ่านประสบการณ์ดังกล่าวมาสักช่วงเวลาหนึ่ง เจ้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง และจะเข้าใจไปเองโดยธรรมชาติในหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งเจ้าเคยไม่รู้เท่าทันมาก่อน  จะไม่มีความจำเป็นสำหรับคำแนะนำจากคนอื่นๆ พระเจ้าจะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าโดยที่เจ้าไม่รู้ตัวเลย เพื่อที่เจ้าก็จะได้รับความรู้แจ้งในทุกสรรพสิ่ง และเข้าสู่ประสบการณ์ทั้งหมดของเจ้าอย่างละเอียด  แน่นอนว่าพระเจ้าจะทรงนำเจ้าเพื่อที่เจ้าจะไม่เบนทิศไปทางซ้ายหรือทางขวา และดังนั้น เจ้าก็จะก้าวเดินไปบนเส้นทางของการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า

…หากพวกเจ้าปรารถนาจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เจ้าต้องเรียนรู้ว่าจะได้รับประสบการณ์ได้อย่างไรในทุกเรื่อง จนสามารถได้รับความรู้แจ้งในทุกๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้า  ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ก็ควรจะนำประโยชน์มาให้เจ้า และไม่ควรทำให้เจ้าคิดลบ  จะอย่างไรก็ช่าง เจ้าควรสามารถพิจารณาสิ่งต่างๆ ณ ขณะที่ยืนอยู่เคียงข้างพระเจ้า และไม่วิเคราะห์หรือศึกษาสิ่งเหล่านั้นจากมุมมองของมนุษย์ (นี่จะเป็นการเบี่ยงเบนอย่างหนึ่งในประสบการณ์ของเจ้า)  หากเจ้ามีประสบการณ์ดังกล่าว เช่นนั้นแล้วหัวใจของเจ้าก็จะเต็มไปด้วยภาระต่างๆ ในชีวิตของเจ้า เจ้าจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างแห่งโฉมพระพักตร์ของพระเจ้าตลอดเวลา ไม่เบี่ยงเบนโดยง่ายในการปฏิบัติของเจ้า  ผู้คนเช่นนั้นมีอนาคตอันสดใสรออยู่เบื้องหน้าพวกเขา มีโอกาสเหมาะมากมายเหลือเกินที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่า พวกเจ้าเป็นใครบางคนที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ และ พวกเจ้ามีความแน่วแน่ที่จะรับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ที่จะได้รับการทรงรับไว้โดยพระเจ้า และได้รับพรและมรดกจากพระองค์หรือไม่  แค่ความแน่วแน่อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ พวกเจ้าต้องมีความรู้อย่างมาก ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะมีการเบี่ยงเบนอยู่เสมอในการปฏิบัติตนของพวกเจ้า  พระเจ้าเต็มพระทัยที่จะทำให้พวกเจ้าทั้งหมดทุกคนได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  ตามที่เป็นอยู่ตอนนี้ แม้ผู้คนส่วนใหญ่ได้ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้ามาเป็นเวลานานมากแล้ว พวกเขาก็ยังจำกัดตัวเองอยู่เพียงแค่เพลิดเพลินสำราญอยู่ในพระคุณของพระเจ้า และเต็มใจเพียงให้พระเจ้าทรงมอบความสะดวกสบายของเนื้อหนังเพียงเล็กน้อยแก่พวกเขา แต่ยังคงไม่เต็มใจที่จะได้รับวิวรณ์ที่มากกว่านั้น และสูงส่งกว่านั้น  นี่แสดงว่าหัวใจของมนุษย์ยังคงอยู่ภายนอกเสมอ  แม้ว่างานของมนุษย์ การรับใช้ของเขา และหัวใจที่รักพระเจ้าของพวกเขาจะมีราคีต่างๆ น้อยลงทุกที เท่าที่พิจารณาจากเนื้อแท้ภายในตัวเขาและการคิดล้าหลังของเขา มนุษย์ยังคงแสวงหาสันติสุขและความชื่นชมยินดีของเนื้อหนังตลอดเวลา และไม่ใส่ใจทั้งสิ้นว่าสภาพเงื่อนไขต่างๆ มีไว้เพื่อสิ่งใด และพระเจ้าอาจมีพระประสงค์อะไรในการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม  และดังนั้น ชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่จึงยังคงหยาบขาดความละเอียดอ่อนและเสื่อมโทรม  ชีวิตของพวกเขายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย พวกเขาก็แค่ไม่ได้ถือว่าความเชื่อในพระเจ้าเป็นเรื่องสำคัญ ราวกับว่าพวกเขามีความเชื่อเพียงเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ออกท่าออกทางไปเรื่อยเปื่อยและใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ ในแบบเดิมๆ ล่องลอยเคว้งคว้างไปในการดำรงอยู่ที่ไร้จุดประสงค์  มีเพียงน้อยนิดที่เป็นผู้ซึ่งสามารถแสวงหาที่จะเข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง ได้รับสิ่งต่างๆ ที่มากกว่าและมั่งคั่งกว่า กลายเป็นผู้คนที่มีฐานะมั่งคั่งกว่าในพระนิเวศของพระเจ้าในวันนี้ และได้รับพรจากพระเจ้ามากกว่า  หากเจ้าแสวงหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง และสามารถได้รับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้บนแผ่นดินโลก หากเจ้าแสวงหาการได้รับการทำให้รู้แจ้งโดยพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง และไม่ปล่อยให้หลายปีเลื่อนผ่านไปเฉยๆ นี่คือเส้นทางในอุดมคติที่จะเข้าสู่อย่างกระฉับกระเฉง  เช่นนี้เท่านั้นเจ้าจึงกลายเป็นมีค่าพอและมีสิทธิ์ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระสัญญาต่อบรรดาผู้ซึ่งได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม

514. พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่เพียงทรงกระทำพระราชกิจเฉพาะในตัวผู้คนบางคนที่พระเจ้าทรงใช้ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ทรงกระทำในผู้คนในคริสตจักรด้วยเช่นกัน  พระองค์ทรงกระทำพระราชกิจในใครก็ได้ทั้งสิ้น  พระองค์อาจทรงกระทำพระราชกิจในตัวเจ้าในระหว่างช่วงเวลาปัจจุบัน และเจ้าก็จะได้ประสบการณ์กับพระราชกิจนี้  ในช่วงเวลาถัดไป พระองค์อาจทรงกระทำพระราชกิจในตัวคนอื่น ซึ่งเจ้าต้องรีบกระวีกระวาดติดตามทันที ยิ่งเจ้าติดตามความสว่างปัจจุบันได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นเท่าไร ชีวิตเจ้าก็ยิ่งเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น  ไม่ว่าบางคนนั้นจะเป็นบุคคลที่มีกิริยามารยาทอย่างไรก็ตาม หากพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจในตัวพวกเขา เจ้าก็ต้องติดตามพวกเขา  จงเปิดรับประสบการณ์ของพวกเขาโดยผ่านทางประสบการณ์ของเจ้าเอง แล้วเจ้าจะยิ่งได้รับสิ่งที่สูงกว่านั้น  เมื่อทำดังนั้น เจ้าก็จะยิ่งก้าวหน้าเร็วขึ้น  นี่คือเส้นทางแห่งการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมและเป็นวิถีทางที่ทำให้ชีวิตเติบโต  เส้นทางสู่การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมนั้น จะไปถึงได้ก็ด้วยการนบนอบพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เจ้าไม่รู้หรอกว่าพระเจ้าจะทรงปรับปรุงเจ้าให้เพียบพร้อมผ่านทางคนประเภทไหน หรือพระองค์จะทรงอนุญาตให้เจ้าได้รับหรือเห็นสิ่งทั้งหลายผ่านทางบุคคลประเภทไหน เหตุการณ์แบบไหน หรือสิ่งใด  หากเจ้าสามารถเหยียบย่างลงบนร่องครรลองที่ถูกต้องนี้ได้ ก็แสดงว่ามีหวังอย่างมากที่เจ้าจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  แต่หากเจ้าทำไม่ได้ นั่นแสดงว่าอนาคตของเจ้านั้นช่างสิ้นหวัง ไร้ซึ่งความสว่าง  ทันทีที่เจ้าเริ่มเดินบนร่องครรลองที่ถูกต้อง เจ้าจะได้รับวิวรณ์ในทุกสรรพสิ่ง  ไม่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้วิวรณ์แก่คนอื่นอย่างไร หากเจ้าเดินหน้าไปบนพื้นฐานความรู้ของพวกเขาเพื่อผ่านประสบการณ์กับสิ่งทั้งหลายด้วยตนเอง แล้วประสบการณ์นี้ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเจ้า และเจ้าก็จะสามารถอาศัยประสบการณ์นี้ไปจัดหาให้กับผู้อื่นได้  บรรดาผู้ที่จัดหาให้ผู้อื่นได้แค่คำพูดที่ท่องจำมาแบบนกแก้วนกขุนทองคือผู้คนที่ไม่มีประสบการณ์อันใด เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะค้นหาหนทางแห่งการฝึกฝนปฏิบัติผ่านความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างของผู้อื่น ก่อนที่เจ้าจะสามารถเริ่มพูดถึงประสบการณ์หรือความรู้ที่แท้จริงของเจ้าได้  นี่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเจ้ามากกว่า  เจ้าควรมีประสบการณ์ในลักษณะนี้ นบนอบทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้า  เจ้าควรแสวงหาเจตนารมณ์ของพระเจ้าในทุกสรรพสิ่งและเรียนรู้บทเรียนในทุกสรรพสิ่ง เพื่อที่ชีวิตของเจ้าอาจได้เติบโต การปฏิบัติเช่นนี้ให้ความก้าวหน้าที่รวดเร็วที่สุด

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่นบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจที่แท้จริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน

515. เจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมอย่างแท้จริงหรือไม่  หากเจ้าเต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าก็ย่อมจะมีความกล้าที่จะปัดทิ้งเนื้อหนังของเจ้า เจ้าย่อมจะสามารถทำตามพระวจนะของพระเจ้าได้ และเจ้าจะไม่คิดลบหรืออ่อนแอ  เจ้าจะสามารถนบนอบทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้าได้ และเจ้าจะสามารถนำเสนอการกระทำทั้งหมดของเจ้าต่อพระเจ้าได้ ไม่ว่าจะทำต่อหน้าหรือลับหลังผู้อื่น  หากเจ้ากระทำตัวเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งซื่อสัตย์ และนำความจริงมาปฏิบัติในทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะเป็นคนหนึ่งที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  ผู้คนซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงเหล่านั้นที่ต่อหน้าคนอื่นทำอย่างหนึ่งแต่ลับหลังทำอีกอย่างหนึ่ง ไม่ได้เต็มใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  พวกเขาทั้งหมดเป็นบุตรแห่งความพินาศและการทำลายล้าง พวกเขาไม่ได้เป็นของพระเจ้า แต่เป็นของซาตาน พวกเขาไม่ใช่ผู้คนประเภทที่พระเจ้าทรงเลือกสรร!  หากการกระทำและพฤติกรรมของเจ้าไม่สามารถนำเสนอเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ หรือได้รับการพินิจพิเคราะห์โดยพระวิญญาณของพระเจ้าได้ นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเจ้า  เพียงแค่เจ้ายอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และมุ่งไปที่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเจ้า เจ้าก็จะสามารถเหยียบย่างลงบนเส้นทางสู่การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้  หากเจ้าเต็มใจรับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าและเต็มใจทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าก็ควรนบนอบพระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้า โดยไม่ร้องทุกข์แม้แต่สักคำ และโดยปราศจากการตัดสินหรือการสรุปเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าตามอำเภอใจ  เหล่านี้คือข้อพึงประสงค์ขั้นต่ำสุดสำหรับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า  ข้อพึงประสงค์ที่จำเป็นสำหรับบรรดาผู้แสวงหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าก็คือ ปฏิบัติตนด้วยหัวใจที่รักพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง  อะไรหรือที่หมายถึงการที่จะปฏิบัติตนด้วยหัวใจที่รักพระเจ้า?  มันมีความหมายว่าทุกการกระทำและพฤติกรรมของเจ้าสามารถถูกนำเสนอเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้  และเนื่องจากเจ้ามีเจตนาที่ถูกต้อง ไม่ว่าการกระทำของเจ้าจะถูกหรือผิดก็ตาม เจ้าก็ไม่หวั่นกลัวที่จะแสดงให้พระเจ้าทอดพระเนตรหรือให้พี่น้องชายหญิงของเจ้าได้เห็นเจตนาเหล่านั้น และเจ้ากล้าที่จะสาบานคำปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วย  เจ้าต้องนำเสนอทุกเจตนา ความคิด และแนวคิดของเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อการสังเกตการณ์ของพระองค์ หากเจ้าฝึกฝนปฏิบัติและเข้าสู่ในหนทางนี้ เช่นนั้นแล้ว ความก้าวหน้าในชีวิตของเจ้าก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้ที่นบนอบพระเจ้าด้วยหัวใจที่แท้จริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน

516. หากเจ้าต้องการให้พระเจ้าทรงใช้เจ้าและทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม เช่นนั้นเจ้าก็ต้องมีความจริงในทุกแง่มุม ได้แก่ ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทนทุกข์ ความเชื่อ การสู้ทน การนบนอบ และความสามารถที่จะแสวงหาความจริงและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า ความสามารถที่จะคำนึงถึงความเศร้าพระทัยและเจตนารมณ์อันเปี่ยมความอุตสาหะของพระองค์ เป็นต้น  การทำให้คนคนหนึ่งเพียบพร้อมนั้นไม่ง่ายเลย และทุกการถลุงที่เจ้าได้รับประสบการณ์พึงต้องใช้ความเชื่อและความรักของเจ้า  หากเจ้าต้องการได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า เพียงการวิ่งวุ่นไปทั่วย่อมไม่เพียงพอ และเพียงการสละตัวเจ้าเองเพื่อพระเจ้าก็ไม่เพียงพอเช่นกัน  เจ้าต้องมีสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อที่จะสามารถกลายเป็นใครบางคนที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมจากพระเจ้า  เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ เจ้าต้องสามารถวางความกังวลต่อเนื้อหนังเอาไว้ก่อนและไม่ทำการพร่ำบ่นพระเจ้า  เมื่อพระเจ้าทรงซ่อนเร้นพระองค์จากเจ้า เจ้าต้องสามารถมีความเชื่อที่จะติดตามพระองค์ เพื่อรักษาความรักก่อนหน้านี้ของเจ้าโดยไม่ปล่อยให้สั่นคลอนหรือสูญสลายไป  ไม่ว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจ้าต้องยอมให้พระเจ้าทรงจัดวางเจ้าตามแต่พระทัยของพระองค์ และยอมสาปแช่งเนื้อหนังของเจ้าเองดีกว่าที่จะทำการพร่ำบ่นพระองค์  เมื่อเจ้าเผชิญกับบททดสอบ เจ้าต้องเต็มใจทนทุกข์กับความเจ็บปวดของการละทิ้งสิ่งที่เจ้ารัก และเต็มใจที่จะร่ำไห้อย่างขมขื่น เพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย  นี่เท่านั้นจึงเป็นความรักและความเชื่อที่แท้จริง  ไม่สำคัญว่าวุฒิภาวะที่แท้จริงของเจ้าจะเป็นอย่างไร ก่อนอื่นเจ้าต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทนทุกข์และมีความเชื่อที่แท้จริงนี้ และเจ้าต้องมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะขบถต่อเนื้อหนังอีกด้วย  เจ้าควรเต็มใจที่จะทนทุกข์ด้วยตนเองและมีประสบการณ์กับการสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าเพื่อที่จะสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้า  เจ้าต้องสามารถรู้สึกสำนึกเสียใจอยู่ในหัวใจของเจ้าด้วยว่า ในอดีตนั้นเจ้าไม่สามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ และตอนนี้ เจ้าสามารถสำนึกเสียใจได้แล้ว  เจ้าต้องไม่ขาดสิ่งเหล่านี้แม้แต่สิ่งเดียว—พระเจ้าจะทรงทำให้เจ้าเพียบพร้อมผ่านสิ่งเหล่านี้  หากเจ้าไม่สามารถทำได้ตามเกณฑ์เหล่านี้ เช่นนั้นเจ้าย่อมไม่สามารถได้รับการทำให้เพียบพร้อมได้

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง

517. โดยหลักแล้ว การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอ้างอิงถึงการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของบุคคล  สิ่งทั้งหลายในธรรมชาติของบุคคลหนึ่งนั้นไม่สามารถรับรู้ได้จากพฤติกรรมภายนอก  สิ่งเหล่านั้นสัมพันธ์โดยตรงกับคุณค่าและนัยสำคัญของการดำรงอยู่ของพวกเขา ทัศนะที่พวกเขามีต่อชีวิตและค่านิยมทั้งหลายของพวกเขา รวมทั้งเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่ในห้วงลึกของดวงจิตของพวกเขา และแก่นแท้ของพวกเขา  หากบุคคลหนึ่งไม่สามารถยอมรับความจริงได้ พวกเขาย่อมจะไม่ได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงในแง่มุมเหล่านี้  เฉพาะโดยการได้รับประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้า การเข้าสู่ความจริงอย่างเต็มที่ การเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนเราและทัศนะของคนเราที่มีต่อการดำรงอยู่และชีวิต การปรับมุมมองที่คนเรามีต่อสิ่งต่างๆ ให้ตรงกับพระวจนะของพระเจ้า และการกลับกลายมามีความสามารถที่จะนบนอบและจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์เท่านั้น จึงจะพูดได้ว่าอุปนิสัยของคนเราได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว  ในเวลานี้เจ้าอาจดูเหมือนใช้ความพยายามอยู่บ้าง และมีความยืดหยุ่นเมื่อเผชิญความยากลำบากในยามที่เจ้าปฏิบัติหน้าที่ เจ้าอาจมีความสามารถที่จะดำเนินการจัดการเตรียมการเกี่ยวกับพระราชกิจจากเบื้องบนจนเสร็จสิ้นได้ หรือเจ้าอาจมีความสามารถที่จะไปแห่งหนใดก็ตามที่ถูกบอกให้ไป ภายนอกแล้วอาจดูเหมือนเจ้าเชื่อฟังอยู่บ้าง แต่เมื่อมีบางสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้าเกิดขึ้น ความเป็นกบฏของเจ้าก็แสดงตัวออกมา  ตัวอย่างเช่น เจ้าไม่นบนอบการถูกตัดแต่ง และถึงกับนบนอบน้อยลงเมื่อเผชิญความวิบัติตามธรรมชาติหรือที่มนุษย์สร้างขึ้น เจ้ากล้าพร่ำบ่นพระเจ้าด้วยซ้ำ  ดังนั้น การนบนอบและความเปลี่ยนแปลงภายนอกเพียงเล็กน้อยจึงเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ทางด้านพฤติกรรม  มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเล็กน้อย แต่นี่ก็ไม่มากพอที่จะนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของเจ้า  เจ้าอาจมีความสามารถที่จะล่องไปตามเส้นทางสารพัน ทนทุกข์กับความยากลำบากสารพัด และสู้ทนการเหยียดหยามอันใหญ่หลวง เจ้าอาจรู้สึกใกล้ชิดพระเจ้ามาก และพระวิญญาณบริสุทธิ์อาจทรงพระราชกิจบางอย่างกับเจ้า  อย่างไรก็ตาม เมื่อพระเจ้าทรงขอให้เจ้าทำบางสิ่งที่ไม่คล้อยตามมโนคติที่หลงผิดของเจ้า เจ้าก็ยังคงอาจจะไม่นบนอบ แต่เจ้าอาจจะมองหาข้อแก้ตัว ต้านทานและกบฏต่อพระเจ้า และในกรณีที่เลวร้ายก็ถึงกับย้อนถามและสู้ตอบพระองค์  นี่จะเป็นปัญหาที่รุนแรง!  นี่จะแสดงให้เห็นว่าเจ้ายังคงมีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้าอยู่ ว่าเจ้าไม่เข้าใจความจริงอย่างแท้จริง และเจ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตเลย  หลังจากพวกเขาถูกปลดหรือถูกให้ออกไปแล้ว บางคนยังคงกล้าตัดสินพระเจ้าและกล่าวว่าพระเจ้าไม่ทรงชอบธรรม  พวกเขาถึงกับโต้แย้งพระเจ้าและสู้กลับ เผยแพร่มโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้าและความขุ่นเคืองที่พวกเขามีต่อพระเจ้าในทุกที่ที่ไป  ผู้คนเช่นนี้คือมารชั่วที่ต้านทานพระเจ้า  คนที่มีธรรมชาติอันชั่วร้ายเยี่ยงปีศาจจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและควรถูกละทิ้ง  มีเพียงผู้ที่สามารถแสวงหาและยอมรับความจริงในทุกสถานการณ์ รวมถึงนบนอบต่อพระราชกิจของพระเจ้าได้เท่านั้นที่มีหวังในการได้รับความจริงและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย  ในประสบการณ์ของเจ้า เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะสภาวะทั้งหลายที่ภายนอกดูปกติ  เจ้าอาจสะอื้นไห้ระหว่างอธิษฐาน หรือรู้สึกว่าหัวใจของเจ้ารักพระเจ้ายิ่งนักและอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าเหลือเกิน ทว่าสภาวะเหล่านี้เป็นเพียงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และไม่ได้บ่งชี้ว่าเจ้าคือผู้ที่รักพระเจ้า  หากเจ้ายังสามารถรักและนบนอบพระเจ้าได้แม้ในยามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงงาน และในยามที่พระเจ้าทรงทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับมโนคติอันหลงผิดของเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นผู้ที่รักพระเจ้าโดยแท้จริง  เมื่อนั้นเท่านั้นเจ้าจึงจะเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของตนไปแล้ว  มีเพียงบุคคลเช่นนี้ที่มีความเป็นจริงความจริง

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเรา

518. การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของคนเราไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม อีกทั้งไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เสแสร้งจากภายนอกหรือการปรับเปลี่ยนชั่วคราวที่ทำไปเพราะความกระตือรือร้น  ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะดีเพียงใด ก็ไม่สามารถแทนที่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงภายนอกเหล่านี้สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยความพยายามของมนุษย์ แต่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้ด้วยความพยายามของคนเราแต่เพียงอย่างเดียว  พึงต้องมีการผ่านประสบการณ์กับการพิพากษา การตีสอน บททดสอบ และกระบวนการถลุงของพระเจ้า รวมทั้งการทำให้เพียบพร้อมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงจะสัมฤทธิ์การนี้  แม้ว่าผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าจะแสดงพฤติกรรมที่ดีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีพวกเขาแม้สักคนเดียวที่นบนอบพระเจ้าอย่างแท้จริง รักพระเจ้าอย่างแท้จริง หรือสามารถทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?  เป็นเพราะว่านี่พึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิต และการเปลี่ยนแปลงเพียงพฤติกรรมย่อมไม่เพียงพอ  การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยหมายความว่าเจ้ารู้จักและมีประสบการณ์กับความจริง และความจริงได้กลายเป็นชีวิตของเจ้า ความจริงสามารถชี้นำและมีอำนาจครอบครองชีวิตของเจ้าและทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวเจ้า  นี่คือการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้า  เฉพาะผู้คนที่มีความจริงเสมือนเป็นชีวิตเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตนไปแล้ว  ในอดีตอาจมีความจริงบางอย่างที่เจ้าไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้เวลาที่เจ้าเข้าใจความจริงเหล่านั้น แต่บัดนี้เจ้าสามารถปฏิบัติความจริงไม่ว่าจะเป็นแง่มุมใดก็ตามที่เจ้าเข้าใจโดยปราศจากอุปสรรคหรือความลำบากยากเย็น  เมื่อเจ้าปฏิบัติความจริง เจ้าย่อมพบว่าตนเองเปี่ยมด้วยสันติและความสุข แต่หากเจ้าไม่สามารถปฏิบัติความจริง เจ้าจะรู้สึกเจ็บปวดและมโนธรรมของเจ้าก็จะถูกรบกวน  เจ้าสามารถปฏิบัติความจริงในทุกสิ่ง ดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และมีรากฐานของการใช้ชีวิต  นี่หมายความว่าอุปนิสัยของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปแล้ว  บัดนี้เจ้าสามารถปล่อยมือจากมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของเจ้า ความชอบและการไล่ตามไขว่คว้าทางด้านเนื้อหนังของเจ้า และสิ่งเหล่านั้นที่เจ้าไม่สามารถปล่อยมือได้มาก่อน  เจ้ารู้สึกว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นประเสริฐโดยแท้ และการปฏิบัติความจริงเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดที่ควรจะทำ  นี่หมายความว่าอุปนิสัยของเจ้าได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว  การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยฟังดูง่ายมาก แต่อันที่จริงเป็นกระบวนการที่เกี่ยวพันกับประสบการณ์มากมาย  ในช่วงนี้ผู้คนจำเป็นต้องทุกข์ทนกับความยากลำบากมากมาย พวกเขาจำเป็นต้องสยบร่างกายของตนเองและขบถต่อเนื้อหนังของตน พวกเขาจำเป็นต้องทุกข์ทนกับการพิพากษา การตีสอน การตัดแต่ง บททดสอบ และกระบวนการถลุงอีกด้วย และพวกเขายังจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์กับความล้มเหลว การล้มลง การดิ้นรนต่อสู้ภายใน และความทรมานมากมายในหัวใจของพวกเขาด้วย  หลังจากมีประสบการณ์เหล่านี้แล้วเท่านั้น ผู้คนจึงจะสามารถเข้าใจธรรมชาติของตนเองได้บ้าง แต่การมีความเข้าใจอยู่บ้างนั้นไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์ในทันที พวกเขาต้องก้าวผ่านประสบการณ์อันยาวนานก่อนที่พวกเขาจะสามารถละทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้ทีละเล็กทีละน้อยในที่สุด  นี่คือสาเหตุที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเรา  ตัวอย่างเช่น หากเจ้าเผยให้เห็นความเสื่อมทรามในเรื่องหนึ่ง เมื่อเจ้าตระหนักดังนั้น เจ้าจะสามารถปฏิบัติความจริงได้ในทันทีหรือไม่?  เจ้าไม่สามารถ  เมื่อความเข้าใจดำเนินมาถึงระยะนี้ ผู้อื่นย่อมตัดแต่งเจ้า และแล้วสภาพแวดล้อมของเจ้าก็จะเคี่ยวเข็ญและบีบบังคับเจ้าให้กระทำการตามหลักธรรมความจริง  บางครั้งเจ้ายังทำใจให้ทำเช่นนั้นไม่ได้ และเจ้าพูดกับตนเองว่า “ฉันต้องทำเช่นนี้หรือ?  ทำไมฉันถึงทำในแบบที่ฉันต้องการไม่ได้?  ทำไมจึงขอให้ฉันปฏิบัติความจริงอยู่เสมอ?  ฉันไม่อยากทำเช่นนี้ ฉันเบื่อแล้ว!”  การผ่านประสบการณ์กับพระราชกิจของพระเจ้าพึงต้องก้าวผ่านกระบวนการดังต่อไปนี้คือ จากการไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริงไปสู่การปฏิบัติความจริงด้วยความเต็มใจ จากการคิดลบและความอ่อนแอไปสู่ความเข้มแข็งและความสามารถที่จะขบถต่อเนื้อหนัง  เมื่อผู้คนมีประสบการณ์ไปถึงจุดหนึ่ง แล้วก้าวผ่านบททดสอบและกระบวนการถลุงบางอย่าง และเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้าและความจริงบางอย่างในท้ายที่สุด เมื่อนั้นพวกเขาก็ค่อนข้างจะมีความสุขและเต็มใจที่จะกระทำการตามหลักธรรมความจริง  ในช่วงเริ่มต้น ผู้คนไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติความจริง  จงดูตัวอย่างของการปฏิบัติหน้าที่ของคนเราด้วยความอุทิศตนเถิด กล่าวคือ เจ้ามีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าและการอุทิศตนต่อพระเจ้า และเจ้ามีความเข้าใจในความจริงอยู่บ้างอีกด้วย แต่เมื่อใดเล่าที่เจ้าจะสามารถอุทิศตนได้อย่างสุดใจ?  เมื่อใดเจ้าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้อย่างคู่ควร?  การนี้จำต้องผ่านกระบวนการหนึ่ง  ในระหว่างกระบวนการนี้ เจ้าอาจทนทุกข์กับความยากลำบากมากมาย  ผู้คนบางคนอาจจะตัดแต่งเจ้า และผู้อื่นอาจวิพากษ์วิจารณ์เจ้า  ดวงตาของทุกคนจะจ้องมองเจ้า พินิจพิเคราะห์เจ้า และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะเริ่มต้นตระหนักว่าเจ้าเป็นคนผิดและว่าเจ้าเป็นผู้ที่ยังทำได้ไม่ดีพอ ว่าการไร้ซึ่งความอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าคือสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับ และเจ้าก็ต้องไม่สุกเอาเผากิน!  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าจากภายใน และตำหนิเจ้าเมื่อเจ้าทำความผิดพลาด  ในระหว่างกระบวนการนี้ เจ้าจะเกิดความเข้าใจในบางสิ่งเกี่ยวกับตัวเจ้าเอง และจะรู้ว่าเจ้ามีสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์มากเกินไป เจ้าเก็บงำสิ่งจูงใจส่วนตัวมากเกินไป และมีความอยากอันฟุ้งเฟ้อมากเกินไปเวลาปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า  ทันทีที่เจ้าเข้าใจแก่นแท้ของสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าเจ้าสามารถมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและมีสำนึกกลับใจที่แท้จริง เจ้าก็ย่อมจะสามารถได้รับการชำระให้บริสุทธิ์จากสิ่งที่เสื่อมทรามเหล่านั้น  หากเจ้าแสวงหาความจริงในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้งเพื่อแก้ปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของเจ้าเอง เจ้าจะค่อยๆ ย่างเท้าลงบนเส้นทางแห่งความเชื่อที่ถูกต้อง เจ้าจะเริ่มมีประสบการณ์ชีวิตที่แท้จริง และอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าจะเริ่มได้รับการชำระให้บริสุทธิ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป  ยิ่งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเจ้าได้รับการชำระให้บริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้าก็จะยิ่งเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่านั้น

แม้ว่าบัดนี้จะมีผู้คนมากมายกำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ แต่โดยแก่นแท้ มีกี่คนที่กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างสุกเอาเผากิน?  มีกี่คนที่สามารถยอมรับความจริงและปฏิบัติหน้าที่ของตนตามหลักธรรมความจริง?  มีกี่คนที่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามข้อกำหนดของพระเจ้าหลังจากที่อุปนิสัยของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว?  ด้วยการตรวจสอบสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เจ้าจะสามารถรู้ได้ว่าเจ้าปฏิบัติหน้าที่ได้ตามมาตรฐานแล้วหรือยัง และเจ้าจะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอุปนิสัยของเจ้าเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่  การสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของคนเราไม่ใช่เรื่องที่เรียบง่าย นั่นไม่ได้หมายถึงแค่มีการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมไม่กี่อย่าง การได้รับความรู้เกี่ยวกับความจริงบ้าง การมีความสามารถที่จะพูดคุยเล็กน้อยเกี่ยวกับประสบการณ์ของคนเรากับทุกแง่มุมของความจริง หรือมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง หรือหันมานบนอบบ้างเล็กน้อยหลังจากถูกบ่มวินัย  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้ประกอบกันขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของคนเรา  เหตุใดเราจึงกล่าวการนี้?  แม้ว่าเจ้าอาจได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว แต่เจ้ายังคงไม่นำความจริงไปปฏิบัติอย่างแท้จริง  บางทีเนื่องจากเจ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพียงชั่วคราว และสถานการณ์ก็เอื้ออำนวย หรือรูปการณ์แวดล้อมปัจจุบันของเจ้าได้บังคับเจ้า เจ้าจึงได้ประพฤติตนในหนทางนี้  ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจ้าอารมณ์ดี เมื่อสภาวะของเจ้าเป็นปกติ และเมื่อเจ้ามีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เจ้าก็จะสามารถปฏิบัติความจริง  แต่สมมุติว่าเจ้าอยู่ท่ามกลางบททดสอบ เมื่อเจ้ากำลังทนทุกข์เหมือนโยบท่ามกลางบททดสอบของเจ้า หรือเจ้ากำลังเผชิญหน้าบททดสอบแห่งความตาย  เมื่อสิ่งนี้มาถึง เจ้าจะยังคงสามารถปฏิบัติความจริงและตั้งมั่นในคำพยานได้หรือไม่?  เจ้าจะสามารถกล่าวบางสิ่งคล้ายที่เปโตรกล่าวไว้ได้หรือไม่ว่า “ต่อให้ข้าพระองค์ต้องตายหลังจากที่ได้รู้จักพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ตายอย่างเปรมปรีดิ์และมีความสุขได้อย่างไร?”  เปโตรให้ค่ากับสิ่งใด?  สิ่งที่เปโตรให้ค่าคือการนบนอบ และเขาถือว่าการรู้จักพระเจ้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังนั้นเขาจึงสามารถนบนอบได้จนวันตาย  การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ต้องใช้ประสบการณ์ชั่วชีวิตจึงจะสัมฤทธิ์  การเข้าใจความจริงนั้นง่ายกว่าเล็กน้อย แต่การสามารถปฏิบัติความจริงในบริบทต่างๆ กลับยาก  เหตุใดผู้คนจึงมีปัญหาอยู่เสมอกับการนำความจริงไปปฏิบัติ?  ในข้อเท็จจริงแล้ว ความลำบากยากเย็นเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน และล้วนเป็นอุปสรรคขัดขวางที่มาจากอุปนิสัยอันเสื่อมทราม  เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องทนทุกข์อย่างมากและยอมลำบากเพื่อที่จะสามารถนำความจริงไปปฏิบัติได้  หากเจ้าไม่มีอุปนิสัยอันเสื่อมทราม เจ้าย่อมจะไม่ต้องทนทุกข์และยอมลำบากเพื่อที่จะปฏิบัติความจริง  นี่คือข้อเท็จจริงที่เห็นได้ชัดมิใช่หรือ?  บางครั้งมันอาจดูราวกับว่าเจ้ากำลังนำความจริงไปปฏิบัติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธรรมชาติของการกระทำของเจ้าไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเจ้ากำลังทำเช่นนั้นอยู่  เมื่อติดตามพระเจ้า ผู้คนมากมายสามารถละทิ้งครอบครัวและอาชีพการงานของพวกเขา และปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อว่าพวกเขากำลังปฏิบัติความจริงอยู่  อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยสามารถให้คำพยานที่แท้จริงจากประสบการณ์  เกิดอะไรขึ้นตรงจุดนี้กันแน่?  เมื่อประเมินพวกเขาตามมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์ พวกเขาดูเหมือนกำลังปฏิบัติความจริง  กระนั้นพระเจ้าก็หาได้ทรงยอมรับไม่ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่คือการปฏิบัติความจริง  หากสิ่งทั้งหลายที่เจ้าทำมีสิ่งจูงใจส่วนตัวอยู่เบื้องหลังและมีการปลอมปน เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมหมิ่นเหม่ที่จะเบี่ยงเบนจากหลักธรรม และไม่สามารถพูดได้ว่ากำลังปฏิบัติความจริง นี่เป็นเพียงการประพฤติปฏิบัติอย่างหนึ่งเท่านั้น  พูดให้ถูกต้องก็คือการประพฤติปฏิบัติเยี่ยงนี้ของเจ้าน่าจะถูกพระเจ้ากล่าวโทษ พระองค์จะไม่ทรงเห็นชอบหรือจดจำการประพฤติปฏิบัติเช่นนี้  เมื่อชำแหละเรื่องนี้ต่อไปจนถึงแก่นแท้และรากเหง้าของมันแล้ว เจ้าก็คือคนทำชั่ว และพฤติกรรมภายนอกของเจ้าก็ประกอบกันขึ้นเป็นการต่อต้านพระเจ้า  จากภายนอก เจ้าไม่ได้กำลังขัดขวางหรือรบกวนสิ่งใด และเจ้าก็ยังไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายที่แท้จริง  มันดูเหมือนจะมีตรรกะและสมเหตุสมผล แต่ภายในมีสิ่งปนเปื้อนจากมนุษย์ มีเจตนาเยี่ยงมนุษย์ และแก่นแท้ของการกระทำของเจ้าก็คือแก่นแท้ของการทำชั่วและต้านทานพระเจ้า  ดังนั้นเจ้าควรที่จะกำหนดว่ามีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าแล้วหรือยัง และเจ้ากำลังนำความจริงไปปฏิบัติหรือไม่ โดยใช้พระวจนะของพระเจ้าและมองดูสิ่งจูงใจเบื้องหลังการกระทำของเจ้าเอง  นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าการกระทำของเจ้าคล้อยตามความคิดฝันแบบมนุษย์และความคิดอ่านของมนุษย์หรือไม่ หรือว่าการกระทำเหล่านั้นเหมาะสมกับรสนิยมของเจ้าหรือไม่ สิ่งทั้งหลายเช่นนั้นไม่สำคัญเลย  ตรงกันข้าม นี่ขึ้นอยู่กับการตรัสของพระเจ้าว่าเจ้าทำตามเจตนารมณ์ของพระองค์หรือไม่ ว่าการกระทำของเจ้ามีความเป็นจริงความจริงหรือไม่ และว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นไปตามมาตรฐานที่พระองค์กำหนดไว้หรือไม่  การประเมินวัดตัวเจ้าเองกับข้อกำหนดของพระเจ้าเท่านั้นจึงจะถูกต้องแม่นยำ  การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยและการนำความจริงไปปฏิบัติไม่ใช่เรื่องเรียบง่ายและง่ายดายอย่างที่ผู้คนจินตนาการ  บัดนี้พวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้แล้วใช่หรือไม่?  เจ้ามีประสบการณ์ใดๆ กับการนี้หรือไม่?  เมื่อพูดถึงแก่นแท้ของปัญหา พวกเจ้าอาจไม่เข้าใจมัน การเข้าสู่ของพวกเจ้าได้เป็นไปโดยผิวเผินอย่างเกินควร  พวกเจ้าวิ่งวุ่นดำเนินงานทั้งวัน จากรุ่งอรุณจนถึงพลบค่ำ ตื่นแต่เช้าตรู่และเข้านอนดึก ถึงกระนั้นเจ้าก็ยังไม่สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้า และพวกเจ้าไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในทางอุปนิสัยคืออะไร  นี่หมายความว่าการเข้าสู่ของพวกเจ้านั้นตื้นเขินเกินไป ใช่หรือไม่?  ไม่ว่าเจ้าจะได้เชื่อพระเจ้ามานานเพียงใด พวกเจ้าอาจไม่สำนึกรับรู้ถึงแก่นแท้และสิ่งทั้งหลายที่ลึกซึ้งที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย  อาจกล่าวได้หรือไม่ว่าอุปนิสัยของเจ้าได้เปลี่ยนแปลงแล้ว?  เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงเห็นชอบในตัวเจ้าหรือไม่?  อย่างน้อยที่สุด เจ้าจะรู้สึกมั่นคงเป็นพิเศษเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำ และเจ้าจะรู้สึกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำและให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าและทรงพระราชกิจในตัวเจ้าขณะที่เจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ขณะที่เจ้ากำลังทำงานใดๆ ในพระนิเวศของพระเจ้าหรือทำงานทั่วไป  การกระทำของเจ้าจะเข้ากันได้อย่างกลมเกลียวกับพระวจนะของพระเจ้า และทันทีที่เจ้าได้รับประสบการณ์ในระดับใดระดับหนึ่งแล้ว เจ้าจะรู้สึกว่าวิธีที่เจ้ากระทำการในอดีตนั้นค่อนข้างจะเหมาะสม  อย่างไรก็ตาม หากหลังจากที่ได้รับประสบการณ์เป็นระยะเวลาหนึ่ง เจ้ารู้สึกว่าบางสิ่งที่เจ้าเคยทำในอดีตนั้นไม่เหมาะสม และเจ้าไม่พอใจในสิ่งเหล่านั้น และรู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับความจริง เช่นนั้นแล้วนี่พิสูจน์ให้เห็นว่าทุกสิ่งที่เจ้าทำไปนั้นเป็นไปเพื่อต้านทานพระเจ้า  เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการรับใช้ของเจ้าเต็มไปด้วยการเป็นกบฏ การต้านทานและหนทางลงมือกระทำการของมนุษย์ ว่าเจ้าไม่สามารถสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้อย่างสิ้นเชิง

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของคนเรา

519. หากบุคคลหนึ่งมีพฤติกรรมที่ดีงามมากมาย นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาครองความเป็นจริงความจริง  มีเพียงปฏิบัติความจริงและปฏิบัติตนไปตามหลักธรรมเท่านั้น เจ้าจึงสามารถครองความเป็นจริงความจริงได้  มีเพียงการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถครองความเป็นจริงความจริงได้  ผู้คนบางคนมีใจกระตือรือร้น สามารถกล่าวคำสอน ทำตามข้อบังคับ และทำความดีมากมาย แต่สามารถพูดถึงพวกเขาได้เพียงว่าพวกเขาครองสภาวะความเป็นมนุษย์อยู่เล็กน้อย  ผู้ที่สามารถกล่าวคำสอนและทำตามข้อบังคับอยู่เสมอไม่จำเป็นต้องสามารถปฏิบัติความจริงได้เสมอไป  แม้ว่าสิ่งที่พวกเขาพูดจะถูกต้องและฟังดูเหมือนไม่มีปัญหา แต่พวกเขาก็ไม่มีอะไรจะพูดในเรื่องที่เกี่ยวกับแก่นแท้ของความจริง  เพราะฉะนั้น ไม่ว่าใครบางคนจะสามารถกล่าวคำสอนได้มากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเข้าใจความจริง และไม่ว่าพวกเขาจะเข้าใจคำสอนมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้  นักทฤษฎีทางศาสนาทุกคนสามารถอธิบายพระคัมภีร์ได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาทั้งหมดก็ล้มเพราะพวกเขาไม่ยอมรับความจริงทั้งหมดที่พระเจ้าทรงแสดงไว้  ผู้คนที่ได้รับประสบการณ์กับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาย่อมแตกต่างออกไป กล่าวคือ พวกเขาได้เข้าใจความจริงแล้ว พวกเขากำลังหยั่งรู้ประเด็นปัญหาทั้งหมด พวกเขารู้วิธีที่จะปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า วิธีที่จะปฏิบัติตนโดยสอดคล้องกับหลักธรรมความจริง และวิธีที่จะปฏิบัติตนให้พระเจ้าพึงพอพระทัย และพวกเขาเข้าใจธรรมชาติของความเสื่อมทรามที่พวกเขาเผยออกมา  เมื่อแนวคิดและมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเองถูกเผยออกมา พวกเขาย่อมสามารถหยั่งรู้และขัดขืนเนื้อหนังได้  นี่คือวิธีที่การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยสำแดงออกมา  การสำแดงหลักของผู้คนที่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยแล้วก็คือการที่พวกเขาเข้าใจความจริงอย่างชัดเจนแล้ว และเมื่อดำเนินการสิ่งทั้งหลาย พวกเขานำความจริงไปปฏิบัติด้วยความถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้นและพวกเขาไม่เปิดเผยความเสื่อมทรามบ่อยครั้งอย่างที่เป็นมา  โดยทั่วไป บรรดาผู้ที่อุปนิสัยของพวกเขาได้แปลงสภาพไปแล้วนั้นดูเหมือนจะมีสำนึกและหยั่งรู้เป็นพิเศษ และเนื่องจากการเข้าใจความจริงของพวกเขา พวกเขาไม่เผยความความคิดว่าตนเองถูกหรือความโอหังมากอย่างแต่ก่อน  พวกเขาสามารถมองทะลุและหยั่งรู้ความเสื่อมทรามที่ถูกเปิดเผยในตัวพวกเขาได้อย่างมากมาย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เกิดความโอหัง  พวกเขาสามารถเข้าใจได้อย่างเหมาะสมว่าพวกเขาควรอยู่ที่ใด และอะไรคือสิ่งที่มีสำนึกที่พวกเขาควรทำ ควรรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างไร และควรพูดหรือไม่พูดเรื่องใด รวมทั้งควรพูดและทำสิ่งใดกับผู้คนแบบใด  ด้วยเหตุนี้ ผู้คนที่เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแล้วจึงค่อนข้างมีเหตุผล และมีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์อย่างแท้จริง  เนื่องจากพวกเขาเข้าใจความจริง พวกเขาจึงสามารถกล่าวและมองเห็นสิ่งทั้งหลายอย่างสอดคล้องกับความจริง และพวกเขามีหลักธรรมในทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำ พวกเขาไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคล เหตุการณ์ หรือเรื่องราวใดๆ และพวกเขาทั้งหมดมีทัศนะของพวกเขาเองและสามารถค้ำจุนหลักธรรมความจริงทั้งหลายได้  อุปนิสัยของพวกเขาจะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างมั่นคง พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา และไม่สำคัญว่ารูปการณ์แวดล้อมของพวกเขาเป็นอย่างไร พวกเขาก็เข้าใจวิธีทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างถูกต้องเหมาะสมและวิธีที่จะประพฤติตนให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  อันที่จริงแล้ว บรรดาผู้ที่อุปนิสัยของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วนั้นไม่มุ่งเน้นสิ่งซึ่งจะทำภายนอกเพื่อให้ผู้อื่นคิดดีกับพวกเขา พวกเขาได้รับความชัดเจนภายในเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำเพื่อให้พระเจ้าพึงพอพระทัย  เพราะฉะนั้น จากภายนอกแล้ว พวกเขาอาจไม่ดูเหมือนว่ามีใจกระตือรือร้นมากนักหรือได้ทำสิ่งใดที่สำคัญ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทำนั้นมีความหมาย มีคุณค่า และให้ผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  ผู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยย่อมครองความเป็นจริงความจริงเป็นอันมากอย่างแน่นอน และการนี้สามารถยืนยันได้โดยมุมมองเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายของพวกเขาและหลักธรรมแห่งการกระทำของพวกเขา  แน่นอนที่สุดว่าผู้ที่ยังไม่ได้รับความจริงนั้นยังไม่สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตแต่อย่างใด  อันที่จริงแล้วจะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยได้อย่างไร?  มนุษย์ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำ พวกเขาทั้งหมดต้านทานพระเจ้า และพวกเขาทั้งหมดมีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้า  พระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดโดยทำให้ผู้ที่มีธรรมชาติที่ต้านทานพระเจ้าและผู้ที่สามารถต้านทานพระเจ้ากลายเป็นผู้ที่สามารถนบนอบและยำเกรงพระเจ้า  นี่คือความหมายของการเป็นใครบางคนที่อุปนิสัยเปลี่ยนแปลงไปแล้ว  ไม่ว่าบุคคลหนึ่งจะเสื่อมทรามเช่นไรหรือมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามมากเพียงใด ตราบใดที่พวกเขาสามารถยอมรับความจริง ยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า และยอมรับบททดสอบและกระบวนการถลุงต่างๆ พวกเขาย่อมจะเข้าใจพระเจ้าอย่างแท้จริง และในเวลาเดียวกันพวกเขาจะสามารถมองเห็นแก่นแท้ธรรมชาติของตนเองได้อย่างชัดเจน  เมื่อพวกเขารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะสามารถเกลียดตนเองและซาตานได้ และพวกเขาจะเต็มใจขัดขืนซาตาน และนบนอบพระเจ้าอย่างสมบูรณ์  เมื่อคนคนหนึ่งมีปณิธานเช่นนี้ พวกเขาย่อมจะสามารถไล่ตามเสาะหาความจริง  หากผู้คนมีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า หากอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขาได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และพระวจนะของพระเจ้าหยั่งรากในตัวพวกเขา และได้กลายเป็นชีวิตของพวกเขาและเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ของพวกเขา หากพวกเขาดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า และได้เปลี่ยนแปลงและกลายเป็นคนใหม่อย่างสมบูรณ์—เช่นนั้นแล้วนี่ย่อมนับเป็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขา  การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยไม่ได้หมายถึงการมีความเป็นมนุษย์ที่เป็นผู้ใหญ่และมากประสบการณ์ และไม่ได้หมายความว่าอุปนิสัยภายนอกทั้งหลายของผู้คนนั้นสุภาพอ่อนโยนขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเคยโอหัง แต่มาบัดนี้สามารถพูดคุยกันได้อย่างมีเหตุมีผล หรือว่าพวกเขาเคยไม่ฟังใครเลย แต่มาบัดนี้สามารถรับฟังผู้อื่นได้นิดหน่อย การเปลี่ยนแปลงภายนอกเช่นนั้นไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นการแปลงสภาพในอุปนิสัย  แน่นอนว่าการแปลงสภาพทั้งหลายในอุปนิสัยย่อมรวมถึงการสำแดงทั้งหลายดังกล่าว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการที่ชีวิตของพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว  ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้าและความจริงได้หยั่งรากอยู่ในตัวพวกเขา เป็นใหญ่อยู่ในตัวพวกเขา และกลายเป็นชีวิตของพวกเขาไปแล้ว  ทัศนะที่พวกเขามีเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายก็เปลี่ยนแปลงไปแล้วเช่นกัน  พวกเขาสามารถมองทะลุสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกและในหมู่มวลมนุษย์ วิธีที่ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม วิธีที่พญานาคใหญ่สีแดงต้านทานพระเจ้า และแก่นแท้ของพญานาคใหญ่สีแดงได้  พวกเขาสามารถเกลียดชังพญานาคใหญ่สีแดง ซึ่งก็คือซาตาน อยู่ในหัวใจของพวกเขา และพวกเขาสามารถหันไปหาและติดตามพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์  นี่หมายความว่าอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และพระเจ้าทรงได้รับพวกเขาไว้แล้ว  การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตเป็นการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานที่สำคัญ ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นผิวเผิน  เฉพาะผู้ที่สัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตแล้วเท่านั้นที่ได้รับความจริง และพวกเขาเท่านั้นที่ได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

520. หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการชำระให้สะอาดจากความเสื่อมทราม และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ต้องมีความรักให้กับความจริงและสามารถยอมรับความจริง  การยอมรับความจริงหมายถึงสิ่งใด?  การยอมรับความจริงหมายความว่าไม่ว่าเจ้าจะมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามจำพวกใด หรือมีพิษใดของพญานาคใหญ่สีแดง—พิษของซาตาน—อยู่ในธรรมชาติของเจ้า เมื่อพระวจนะของพระเจ้าเปิดโปงสิ่งเหล่านี้ เจ้าก็ควรยอมรับสิ่งเหล่านี้และนบนอบ เจ้าไม่สามารถมีตัวเลือกที่แตกต่างออกไป และเจ้าควรรู้จักตนเองตามพระวจนะของพระเจ้า  นี่หมายถึงการสามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้าและยอมรับความจริง  ไม่ว่าพระเจ้าจะตรัสสิ่งใด ไม่ว่าพระดำรัสของพระองค์จะรุนแรงเพียงใด และไม่ว่าพระองค์จะใช้พระวจนะใด เจ้าก็สามารถยอมรับพระวจนะเหล่านั้นได้ตราบที่สิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นเป็นความจริง และเจ้าสามารถยอมรับพระวจนะเหล่านั้นได้ตราบที่พระวจนะเหล่านั้นคล้อยตามความเป็นจริง  เจ้าสามารถนบนอบต่อพระวจนะของพระเจ้าไม่ว่าเจ้าเข้าใจพระวจนะเหล่านั้นลึกซึ้งเพียงใดก็ตาม และเจ้าสามารถยอมรับและนบนอบต่อความสว่างจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่บรรดาพี่น้องชายหญิงของเจ้าสามัคคีธรรมกัน  เมื่อบุคคลดังกล่าวได้ไล่ตามเสาะหาความจริงไปจนถึงจุดหนึ่ง พวกเขาย่อมสามารถได้มาซึ่งความจริงและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา  ต่อให้ผู้คนที่ไม่รักความจริงจะมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง สามารถทำสิ่งดีได้บ้าง สามารถละทิ้งและสละเพื่อพระเจ้า แต่พวกเขาก็สับสนเกี่ยวกับความจริงและไม่ปฏิบัติต่อความจริงอย่างจริงจัง ดังนั้นอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาจึงไม่เคยเปลี่ยนแปลง  เจ้าสามารถมองเห็นได้ว่าเปโตรมีความเป็นมนุษย์ที่คล้ายคลึงกับสาวกคนอื่น แต่เขาโดดเด่นเพราะเขาไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างกระตือรือร้น  ไม่ว่าพระเยซูตรัสสิ่งใด เขาก็ไตร่ตรองสิ่งนั้นอย่างจริงจังตั้งใจ  พระเยซูตรัสถามว่า “ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย เจ้ารักเราไหม?”  เปโตรตอบอย่างซื่อสัตย์ว่า “ข้าพระองค์รักพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์เท่านั้น ทว่าข้าพระองค์ไม่ได้รักองค์พระผู้เป็นเจ้าบนแผ่นดินโลก”  ภายหลังเขาก็เข้าใจและคิดว่า “นี่ไม่ถูกต้อง พระเจ้าบนแผ่นดินโลกทรงเป็นพระเจ้าในสวรรค์  นั่นไม่ใช่พระเจ้าองค์เดียวกันทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกหรอกหรือ?  หากฉันรักพระเจ้าในสวรรค์เท่านั้น เช่นนั้นแล้ว ความรักของฉันก็ไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  ฉันต้องรักพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เพราะเมื่อนั้นเท่านั้นความรักของฉันจึงจะสัมพันธ์กับชีวิตจริง”  ด้วยเหตุนี้ เปโตรจึงได้มาเข้าใจความหมายที่แท้จริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าจากสิ่งที่พระเยซูตรัสถาม  การที่จะรักพระเจ้า และเพื่อให้ความรักนี้สัมพันธ์กับชีวิตจริง คนเราต้องรักพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์บนแผ่นดินโลก  การรักพระเจ้าที่คลุมเครือและไม่ปรากฏแก่ตานั้นไม่เป็นจริงและไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ในขณะที่การรักพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงและทรงปรากฏแก่ตาคือความจริง  จากพระวจนะของพระเยซู เปโตรได้รับความจริงและความเข้าใจเจตนารมณ์ของพระเจ้า  เป็นที่ชัดเจนว่า การเชื่อในพระเจ้าของเปโตรได้เพียงมุ่งเน้นไปที่การไล่ตามเสาะหาความจริงเท่านั้น  ในท้ายที่สุด เขาได้สัมฤทธิ์ความรักของพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง—พระเจ้าบนแผ่นดินโลก  เปโตรจริงจังตั้งใจเป็นพิเศษในการไล่ตามเสาะหาความจริงของเขา  แต่ละครั้งที่พระเยซูได้ทรงให้คำชี้แนะแก่เขา เขาไตร่ตรองพระวจนะของพระเยซูอย่างจริงจังตั้งใจ  บางทีเขาก็ไตร่ตรองเป็นเวลาหลายเดือน หนึ่งปี หรือแม้กระทั่งหลายปีก่อนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะประทานความรู้แจ้งแก่เขา และเขาได้เข้าใจแก่นแท้แห่งพระวจนะของพระเจ้า  ในหนทางนี้ เปโตรจึงเข้าสู่ความจริง และเมื่อเขาเข้าสู่ความจริง อุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของเขาก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงและเริ่มใหม่

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์

521. กุญแจสำคัญในการสัมฤทธิ์ความเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยคือการรู้จักธรรมชาติของตนเอง และเรื่องนี้ก็ต้องทำตามที่พระเจ้าทรงเปิดโปงเอาไว้  เฉพาะในพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นที่คนคนหนึ่งจะสามารถรู้จักธรรมชาติอันน่าเกลียดของตน พิษต่างๆ ของซาตานที่อยู่ในธรรมชาติของตน ความโง่เขลาและความไม่รู้ของตน ตลอดจนองค์ประกอบที่เปราะบางและเป็นลบในธรรมชาติของตนได้  หลังจากที่เจ้ารู้จักสิ่งเหล่านี้อย่างถ่องแท้และเกลียดตนเองได้จริง ขบถต่อเนื้อหนังได้ ยืนหยัดปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า ยืนหยัดไล่ตามเสาะหาความจริงขณะทำหน้าที่ของตนเพื่อที่จะสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงทางอุปนิสัย และกลายเป็นคนที่รักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง เจ้าย่อมจะออกเดินไปบนเส้นทางของเปโตรแล้ว  ถ้าไม่มีพระคุณของพระเจ้าหรือความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ยากที่จะเดินไปบนเส้นทางนี้ เพราะถ้าไม่มีความจริง ผู้คนก็จะไม่สามารถขบถต่อตนเอง  การเดินไปบนเส้นทางแห่งการได้รับการทำให้เพียบพร้อมอย่างเปโตรนั้นต้องมีความแน่วแน่ มีความเชื่อ และต้องพึ่งพาพระเจ้าเป็นสำคัญ  ยิ่งไปกว่านั้น ตัวบุคคลก็ต้องนบนอบพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์และไม่ออกห่างจากพระวจนะของพระเจ้าเป็นอันขาดไม่ว่าเรื่องใด  นี่คือแง่มุมที่สำคัญยิ่งซึ่งจะละเมิดมิได้อย่างเด็ดขาด  ขณะที่คนเรามีประสบการณ์อยู่นั้น ยากมากที่จะทำความรู้จักตนเอง และถ้าไม่มีพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็จะไม่มีผลลัพธ์ใดๆ เกิดขึ้น  การที่จะเดินบนเส้นทางของเปโตรนั้น คนเราต้องมุ่งทำความรู้จักตนเองและเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตน  เส้นทางของเปาโลไม่ใช่เส้นทางที่ไล่ตามเสาะหาชีวิตหรือมุ่งรู้จักตนเอง แต่เป็นเส้นทางที่มุ่งเน้นเรื่องการทำงาน เรื่องความยิ่งใหญ่และเกียรติของงานที่ทำเป็นพิเศษ  เจตนาของเขาคือการนำงานและความทุกข์ของตนมาแลกเป็นพรและรางวัลจากพระเจ้า  เจตนานี้ผิด  เปาโลไม่ได้สนใจเรื่องของชีวิต และไม่ได้ให้ความสำคัญใดๆ กับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของตน  เขามุ่งสนใจรางวัลเท่านั้น  เป้าหมายที่เขาไล่ตามเสาะหานั้นผิด เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เป็นธรรมดาที่เส้นทางที่เขาเดินจะพลอยผิดไปด้วย  นี่เกิดจากธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเขา  เห็นได้ชัดว่าเปาโลไม่มีความจริงแม้แต่น้อย และไม่มีมโนธรรมหรือสำนึกอันใด  ในการช่วยผู้คนให้รอดและเปลี่ยนแปลงผู้คน พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขาเป็นหลัก  จุดประสงค์แห่งพระวจนะของพระเจ้าคือการทำให้อุปนิสัยของผู้คนเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้คนสามารถรู้จักพระองค์และนบนอบพระองค์ และสามารถนมัสการพระองค์ได้อย่างเป็นปกติ  นี่คือจุดประสงค์แห่งพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า  วิธีการไล่ตามเสาะหาของเปาโลนั้นขัดแย้งและเป็นปฏิปักษ์กับเจตนารมณ์ของพระเจ้าโดยตรง  สวนทางกับเจตนารมณ์เหล่านั้นโดยสิ้นเชิง  อย่างไรก็ดี วิธีการไล่ตามเสาะหาของเปโตรกลับสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้าทุกประการ  เปโตรมุ่งเน้นชีวิตและการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัย ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการให้เกิดขึ้นในตัวผู้คนผ่านทางพระราชกิจของพระองค์นั่นเอง  ดังนั้น เส้นทางของเปโตรจึงได้รับพรและความเห็นชอบจากพระเจ้า ขณะที่เส้นทางของเปาโลคือสิ่งที่พระเจ้าทรงชิงชังและสาปแช่งโดยแท้เพราะสวนทางกับเจตนารมณ์ของพระองค์

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

522. ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจตนเองอย่างผิวเผินมาก  พวกเขาไม่รู้ชัดถึงสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติของตนเลย  รู้จักแต่สภาวะที่เสื่อมทรามบางอย่างที่ตนเผยออกมา สิ่งที่พวกเขามีแนวโน้มที่จะทำ หรือข้อบกพร่องที่ตนมีเท่านั้น และนี่ก็ทำให้พวกเขานึกว่ารู้จักตนเองแล้ว  ถ้าพวกเขาปฏิบัติตามกฎข้อบังคับบางอย่าง แน่ใจได้ว่าตนไม่ได้ทำบางสิ่งผิดพลาด และสามารถหลีกเลี่ยงการกระทำผิดบางอย่างได้ พวกเขาก็จะนึกว่าตนเองมีความเป็นจริงในการเชื่อในพระเจ้าและทึกทักเอาว่าพวกเขาจะได้รับความรอด  นี่เป็นเพียงความคิดฝันของมนุษย์เท่านั้น  ถ้าเจ้ายึดปฏิบัติตามสิ่งเหล่านั้น เจ้าจะเว้นจากการกระทำผิดได้จริงหรือ?  เจ้าจะบรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของตนได้จริงหรือ?  เจ้าจะใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ได้จริงหรือ?  เจ้าจะทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้จริงหรือ?  ไม่ได้แน่  นี่เป็นเรื่องที่แน่นอน  ผู้คนควรมีมาตรฐานที่สูงในการเชื่อในพระเจ้า ได้แก่ การได้มาซึ่งความจริง และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของตนก็มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง  นี่ย่อมต้องให้ผู้คนพยายามทำความรู้จักตนเองเสียก่อน  ถ้าคนเรารู้จักตนเองอย่างตื้นเขินเกินไป นี่ก็จะไม่แก้ปัญหาอันใดเลย และอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน  เจ้าต้องรู้จักตนเองในระดับที่ลงลึก  ซึ่งหมายถึงการรู้จักธรรมชาติของเจ้า และรู้ว่าธรรมชาติในตัว มีองค์ประกอบใดอยู่บ้าง สิ่งเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากที่ใด และมาจากไหน  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าสามารถเกลียดสิ่งเหล่านี้ได้จริงหรือไม่?  เจ้ามองเห็นดวงจิตที่อัปลักษณ์และธรรมชาติอันเลวของตนเองหรือยัง?  ถ้าเจ้ามองเห็นความจริงเกี่ยวกับตนเองอย่างแท้จริง เจ้าจะเกลียดตนเอง  เมื่อเจ้าเกลียดตนเอง แล้วจากนั้นก็พยายามนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ เจ้าจะสามารถขบถต่อเนื้อหนังและมีเรี่ยวแรงมาปฏิบัติความจริง และนั่นก็จะไม่ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นการดิ้นรนอีกต่อไป  เหตุใดผู้คนมากมายจึงกระทำการตามความพอใจทางเนื้อหนังของตน?  เพราะพวกเขามองว่าตนเองเป็นคนที่ค่อนข้างดี รู้สึกว่าการกระทำของตนนั้นเหมาะสมและชอบด้วยเหตุผลอย่างยิ่ง ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ และถึงกับถูกต้องโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงกระทำการด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง  เมื่อพวกเขารู้จริงว่าธรรมชาติของตนเป็นเช่นไรกันแน่—อัปลักษณ์ น่ารังเกียจ และน่าสมเพชเพียงใด—พวกเขาก็จะเลิกคิดว่าตนเองสูงส่งมาก เลิกโอหังเช่นนั้น และไม่รู้สึกกระหยิ่มใจขนาดนั้นอีกต่อไป  พวกเขาจะคิดว่า “ฉันต้องปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าบ้างโดยที่สองเท้ายังติดดินอย่างมั่นคง  มิฉะนั้น ฉันจะเข้าไม่ถึงมาตรฐานของการเป็นมนุษย์ และละอายใจที่จะมีชีวิตอยู่เบื้องหน้าพระเจ้า”  พวกเขาจะมองเห็นโดยแท้ว่าตนนั้นตัวเล็กและไร้นัยสำคัญอย่างแท้จริง  ถึงจุดนี้ การปฏิบัติความจริงย่อมจะกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขา และพวกเขาก็จะดูเหมือนอย่างที่มนุษย์ควรเป็นอยู่บ้าง  คนคนหนึ่งจะขบถต่อเนื้อหนังได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาเกลียดตนเองอย่างแท้จริงเท่านั้น  ถ้าไม่เกลียดตนเอง พวกเขาก็จะไม่สามารถขบถต่อเนื้อหนัง  การเกลียดตนเองโดยแท้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  การที่จะทำเช่นนั้น คนเราต้องมีหลายสิ่ง  ประการแรก คนเราต้องรู้จักธรรมชาติของตน  ประการที่สอง พวกเขาต้องมองเห็นว่าตนนั้นอ่อนด้อยและน่าสมเพช เป็นคนตัวเล็กและไร้นัยสำคัญอย่างยิ่ง และต้องมองเห็นดวงจิตที่สกปรกและน่าสมเพชของตน  เมื่อมองเห็นครบถ้วนว่าแท้จริงแล้วตนเองเป็นเช่นใด—เมื่อสัมฤทธิ์ผลดังนี้แล้ว—พวกเขาย่อมรู้จักตนเองอย่างแท้จริง และกล่าวได้ว่าพวกเขารู้จักตนเองอย่างถูกต้องแม่นยำ  ถึงจุดนี้เท่านั้น พวกเขาจึงจะเกลียดตนเองได้ ถึงขนาดสาปแช่งตนเอง รู้สึกอย่างแท้จริงว่าผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักจนไร้ซึ่งสภาพเสมือนมนุษย์  วันหนึ่ง หากพวกเขาเผชิญภัยคุกคามจากความตายอย่างแท้จริง พวกเขาก็จะคิดว่า “นี่คือการลงโทษอันชอบธรรมจากพระเจ้า  พระเจ้าทรงชอบธรรมโดยแท้  ฉันสมควรตาย!”  ถึงจุดนั้น พวกเขาจะไม่เปล่งเสียงแสดงความคับข้องใจ และยิ่งจะไม่พร่ำบ่นพระเจ้า—พวกเขาจะรู้สึกแต่เพียงว่าตนนั้นอ่อนด้อย น่าสมเพช สกปรก และเสื่อมทรามโดยสิ้นเชิง ควรถูกพระเจ้ากำจัดและทำลายเสีย และพวกเขาจะรู้สึกว่าดวงจิตเช่นของตนนั้นไม่เหมาะที่จะมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลก  ดังนั้น พวกเขาก็จะไม่พร่ำบ่นหรือต่อต้านพระเจ้า และยิ่งจะไม่ทรยศพระองค์  แต่ถ้าพวกเขาไม่รู้จักตนเอง และยังคงนึกว่าตนนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างดี เช่นนั้นแล้วเมื่อการตายคุกคามเข้ามาใกล้ พวกเขาก็จะคิดว่า “ฉันทำไว้ดีมากแล้วในความเชื่อของฉัน  ฉันไล่ตามเสาะหาความจริงอย่างหนัก พลีอุทิศไปมากมาย และทนทุกข์มากนัก แต่สุดท้าย พระเจ้ากลับปล่อยให้ฉันตาย  ฉันไม่รู้ว่าความชอบธรรมของพระเจ้าอยู่ที่ไหน  ทำไมพระองค์ถึงปล่อยให้ฉันตาย?  ถ้าแม้กระทั่งคนอย่างฉันยังต้องตาย แล้วจะมีใครสามารถได้รับความรอด?  เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่จบสิ้นกันหมดหรอกหรือ?”  ประการแรก พวกเขาจะมีมโนคติอันหลงผิดเกี่ยวกับพระเจ้า  ประการที่สอง พวกเขาจะพร่ำบ่นพระองค์และไม่มีการนบนอบแต่อย่างใด  แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นเหมือนเปาโลที่ไม่รู้จักตนเองแม้ในยามที่เขากำลังจะตาย  เมื่อการลงโทษของพระเจ้ามาถึงตัวพวกเขา นั่นย่อมจะสายเกินไปแล้ว

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, ภาคที่สาม

523. เมื่อผู้คนย่างเท้าบนเส้นทางสู่การทำให้มีความเพียบพร้อม อุปนิสัยเก่าๆ ของพวกเขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้  นอกจากนั้น ชีวิตของพวกเขาจะเติบโตต่อไป และพวกเขาจะค่อยๆ เข้าสู่ความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น  พวกเขามีความสามารถที่จะเกลียดโลกและผู้คนทั้งมวลที่ไม่ไล่ตามเสาะหาความจริง  พวกเขาเกลียดตัวพวกเขาเองเป็นพิเศษ แต่มากยิ่งไปกว่านั้นคือ พวกเขารู้จักตัวพวกเขาเองอย่างชัดเจน  พวกเขาเต็มใจที่จะใช้ชีวิตตามความจริง และพวกเขาทำให้การไล่ตามเสาะหาความจริงเป็นเป้าหมายของพวกเขา  พวกเขาไม่เต็มใจที่จะใช้ชีวิตภายในความคิดที่สร้างขึ้นด้วยสมองของพวกเขาเอง และพวกเขารู้สึกเกลียดความคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ เกลียดความหยิ่งผยอง และความทะนงตัวของมนุษย์  พวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่สมควรเป็นอย่างดียิ่ง มีวิจาณญาณแยกแยะและสติปัญญาเมื่อเผชิญสิ่งทั้งหลาย และจงรักภักดีและนบนอบพระเจ้า  หากพวกเขาได้รับประสบการณ์การตีสอนและการพิพากษา ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่กลายเป็นคนคิดลบหรืออ่อนแอเท่านั้น แต่พวกเขายังสำนึกขอบคุณสำหรับการตีสอนและการพิพากษานี้จากพระเจ้าอีกด้วย  พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่ได้โดยไร้การตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า ว่าสิ่งนี้คุ้มครองปกป้องพวกเขา  พวกเขาไม่ไล่ตามเสาะหาความเชื่อเกี่ยวกับสันติสุขและความชื่นบานยินดีและเกี่ยวกับการเสาะแสวงที่จะกินขนมปังของพวกเขาให้อิ่มท้อง  อีกทั้งพวกเขายังไม่ไล่ตามเสาะหาความชื่นชมยินดีทางเนื้อหนังชั่วขณะเดียว  นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในบรรดาผู้ที่ได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เรื่องจริงเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการพิชิตชัย (4)

524. หากใครคนหนึ่งสามารถทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยได้ในขณะที่ทำหน้าที่ของตน มีหลักธรรมในคำพูดและการกระทำของตน และเข้าสู่ความเป็นจริงในทุกแง่มุมของความจริง เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็เป็นบุคคลที่ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า  สามารถกล่าวได้ว่าพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้ามีประสิทธิผลกับพวกเขาอย่างสมบูรณ์ ว่าพระวจนะของพระเจ้าได้กลายเป็นชีวิตของพวกเขา พวกเขาได้มาซึ่งความจริง และพวกเขาสามารถใช้ชีวิตโดยสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า  หลังจากนี้ ธรรมชาติของเนื้อหนังของพวกเขา—กล่าวคือ รากฐานที่แท้จริงของการดำรงอยู่ดั้งเดิมของพวกเขา—จะสั่นสะเทือนจนแยกจากกันและพังทลาย  เฉพาะเมื่อผู้คนมีพระวจนะของพระเจ้าเป็นดังชีวิตของพวกเขาแล้วเท่านั้น พวกเขาจึงจะกลายเป็นคนใหม่  หากพระวจนะของพระเจ้ากลายเป็นชีวิตของผู้คน หากนิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า การเปิดโปงและข้อกำหนดที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษยชาติ และมาตรฐานสำหรับชีวิตมนุษย์ที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์ให้ผู้คนทำได้ กลายเป็นชีวิตของพวกเขา หากผู้คนใช้ชีวิตตามพระวจนะและความจริงเหล่านี้ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็ได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระวจนะของพระเจ้า  ผู้คนเช่นนั้นเกิดใหม่และได้กลายเป็นผู้คนใหม่โดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า  นี่คือเส้นทางซึ่งเปโตรใช้ไล่ตามเสาะหาความจริง  นี่คือเส้นทางของการได้รับการทำให้เพียบพร้อม  เปโตรได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระวจนะของพระเจ้า เขาได้รับชีวิตจากพระวจนะของพระเจ้า ความจริงที่พระเจ้าทรงแสดงไว้ได้กลายเป็นชีวิตของเขา และเขาก็กลายเป็นบุคคลที่ได้มาซึ่งความจริง

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีเดินบนเส้นทางของเปโตร

525. เมื่อผู้คนมีความเข้าใจที่จริงแท้ในพระอุปนิสัยของพระเจ้า เมื่อพวกเขาสามารถมองเห็นได้ว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าเป็นจริง บริสุทธิ์อย่างแท้จริง และชอบธรรมอย่างแท้จริง และเมื่อพวกเขาสามารถสรรเสริญความบริสุทธิ์และความชอบธรรมของพระเจ้าจากหัวใจของตน เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง และพวกเขาย่อมจะได้รับความจริงแล้ว  มีแต่ผู้ที่รู้จักพระเจ้าเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่ในความสว่าง  ผลลัพธ์โดยตรงของการรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงก็คือการสามารถรักและนบนอบพระเจ้าได้อย่างแท้จริง  เมื่อผู้คนรู้จักพระเจ้าโดยแท้ เข้าใจความจริงและได้รับความจริง โลกทัศน์และทัศนคติที่พวกเขามีต่อชีวิตย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ซึ่งหลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงย่อมจะเกิดขึ้นกับอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตของพวกเขาด้วย  เมื่อผู้คนมีเป้าหมายที่ถูกต้องในชีวิต สามารถไล่ตามเสาะหาความจริง และประพฤติปฏิบัติตนตามความจริง เมื่อพวกเขานบนอบพระเจ้าโดยสมบูรณ์และดำรงชีวิตตามพระวจนะของพระองค์ เมื่อพวกเขารู้สึกมั่นคงและสว่างไสวอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ และหัวใจของพวกเขาก็เป็นอิสระจากความมืดมิด และเมื่อพวกเขาสามารถดำรงชีวิตอย่างอิสระและเสรีอยู่ในการสถิตของพระเจ้าทุกประการ เมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะได้รับชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะกลายเป็นผู้ที่มีความจริงและมีความเป็นมนุษย์  นอกจากนี้แล้ว ความจริงทั้งหมดที่เจ้าเข้าใจและได้มานั้นล้วนมาจากพระวจนะของพระเจ้าและมาจากพระเจ้าพระองค์เอง  มีเพียงเมื่อเจ้าได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าผู้ทรงสูงสุด—พระผู้สร้าง และพระองค์ตรัสว่าเจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้างที่ได้มาตรฐานและเจ้าใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์แล้วเท่านั้น ชีวิตของเจ้าจึงจะมีความหมายอย่างที่สุด

—พระวจนะฯ เล่ม 3 บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย, วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์

526. หากในการเชื่อในพระเจ้าของมนุษย์ เขาไม่จริงจังเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหลายของชีวิต ไม่ไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริง ไม่ไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา ยิ่งไม่ไล่ตามเสาะหาความรู้ในเรื่องพระราชกิจของพระเจ้าแล้วไซร้ เขาย่อมไม่สามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้  หากเจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วไซร้ เจ้าจะต้องเข้าใจพระราชกิจของพระเจ้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าต้องเข้าใจนัยสำคัญของการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์ และสาเหตุที่พระราชกิจของพระองค์ถูกดำเนินการในมนุษย์  เจ้าสามารถยอมรับพระราชกิจนี้ได้หรือไม่?  ในช่วงระหว่างการตีสอนประเภทนี้ เจ้าสามารถสัมฤทธิ์ประสบการณ์และความรู้แบบเดียวกับเปโตรหรือไม่?  หากเจ้าไล่ตามเสาะหาความรู้ในเรื่องของพระเจ้าและในเรื่องของพระราชกิจแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และหากเจ้าไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าแล้วไซร้ เจ้าย่อมมีโอกาสที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม

สำหรับบรรดาผู้ที่กำลังจะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมนั้น ขั้นตอนนี้ของงานแห่งการถูกพิชิตเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ มนุษย์สามารถได้รับประสบการณ์กับงานแห่งการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์ได้ถูกพิชิตแล้วเท่านั้น  ไม่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ใดเลยในการที่เพียงแสดงบทบาทแห่งการถูกพิชิตเท่านั้น นั่นไม่ได้จะทำให้เจ้าเหมาะสมสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้า  เจ้าจะไม่มีวิถีทางที่จะแสดงบทบาทในส่วนของเจ้าในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ เพราะเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาชีวิต และไม่ได้ไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงและการสร้างขึ้นใหม่ในตัวเจ้าเอง และดังนั้น เจ้าจึงไม่มีประสบการณ์จริงของชีวิต  ในช่วงระหว่างพระราชกิจซึ่งเป็นขั้นเป็นตอนนี้ ครั้งหนึ่งเจ้าเคยเป็นคนปรนนิบัติและเป็นตัวประกอบเสริมความเด่น แต่หากในท้ายที่สุดแล้วเจ้าไม่ได้ไล่ตามเสาะหาที่จะเป็นเปโตร และการไล่ตามเสาะหาของเจ้าไม่เป็นไปตามเส้นทางที่เปโตรได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วไซร้ เจ้าย่อมจะไม่ได้รับประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเจ้าเป็นธรรมดา  หากเจ้าเป็นใครบางคนซึ่งไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วไซร้ เจ้าก็ย่อมจะได้เป็นคำพยาน และเจ้าจะพูดว่า “ในพระราชกิจของพระเจ้าซึ่งเป็นขั้นเป็นตอนนี้ ข้าพระองค์ได้ยอมรับพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า และแม้ว่าข้าพระองค์ได้สู้ทนความทุกข์อันใหญ่หลวง ข้าพระองค์ก็ได้มารู้วิธีที่พระเจ้าทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม ข้าพระองค์ได้รับพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ ข้าพระองค์ได้มีความรู้เกี่ยวกับความชอบธรรมของพระเจ้า และการตีสอนของพระองค์ได้ช่วยข้าพระองค์ให้รอด  พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ได้มาถึงข้าพระองค์โดยไม่คาดฝันและนำพรและพระคุณมาให้ข้าพระองค์ การพิพากษาและการตีสอนของพระองค์นี่เองที่ได้คุ้มครองปกป้องและชำระข้าพระองค์ให้บริสุทธิ์  หากข้าพระองค์ไม่ได้ถูกตีสอนและพิพากษาโดยพระเจ้า และหากพระวจนะอันกร้าวกระด้างของพระเจ้าไม่ได้มาถึงข้าพระองค์โดยไม่คาดฝัน ข้าพระองค์ก็คงไม่สามารถได้รู้จักพระเจ้า และข้าพระองค์ก็คงยังไม่สามารถได้รับการช่วยให้รอดด้วยเช่นกัน  ในวันนี้ ข้าพระองค์มองเห็นว่า ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง คนเราไม่เพียงชื่นชมทุกสิ่งที่พระผู้สร้างทรงสร้างขึ้นเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ สิ่งมีชีวิตทรงสร้างทั้งมวลควรชื่นชมพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าและการพิพากษาอันชอบธรรมของพระองค์ เพราะพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้นมีค่าควรแก่การชื่นชมยินดีของมนุษย์  ในฐานะสิ่งสิ่งมีชีวิตทรงสร้างซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม คนเราควรชื่นชมพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า  ในพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้านั้น มีการตีสอนและการพิพากษา และยิ่งไปกว่านั้น มีความรักยิ่งใหญ่อยู่  แม้ว่าข้าพระองค์ไร้ความสามารถที่จะได้รับความรักของพระเจ้าไว้จนครบบริบูรณ์ในวันนี้ แต่ข้าพระองค์ก็มีโชควาสนาที่ได้มองเห็นมัน และในการนี้ ข้าพระองค์ได้รับการอวยพรแล้ว” นี่คือเส้นทางซึ่งบรรดาผู้ที่ได้รับประสบการณ์กับการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมใช้เดิน และนี่คือความรู้ที่พวกเขาพูดถึง  ผู้คนดังกล่าวเป็นเหมือนเปโตร พวกเขามีประสบการณ์เดียวกันกับเปโตร  ผู้คนดังกล่าวคือบรรดาผู้ที่ได้รับชีวิต คือผู้ที่ครองความจริงด้วยเช่นกัน  เมื่อพวกเขาผ่านประสบการณ์ไปจนถึงขั้นสุดท้ายจริงๆ ในช่วงระหว่างการพิพากษาของพระเจ้า พวกเขาจะกำจัดอิทธิพลของซาตานออกจากตัวพวกเขาได้จนหมดสิ้น และได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา

527. สิ่งที่เราต้องการคือผู้คนเหมือนเปโตร ผู้คนซึ่งไล่ตามเสาะหาการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม  ความจริงในวันนี้ได้ถูกมอบให้กับบรรดาผู้ซึ่งโหยหาและแสวงหามัน  ความรอดนี้ถูกมอบให้แก่บรรดาผู้ซึ่งโหยหาที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้า และไม่ได้หมายเพียงให้พวกเจ้าได้รับไว้เอง จุดประสงค์ของความรอดก็เพื่อที่พระเจ้าอาจทรงได้รับพวกเจ้าไว้ พวกเจ้าได้รับพระเจ้าก็เพื่อที่พระเจ้าอาจทรงได้รับพวกเจ้า  วันนี้ เราได้กล่าววจนะเหล่านี้กับพวกเจ้า และพวกเจ้าได้ยินวจนะเหล่านี้แล้ว และพวกเจ้าจึงควรปฏิบัติตามวจนะเหล่านี้  ในท้ายที่สุดแล้ว เวลาที่พวกเจ้านำวจนะเหล่านี้ไปปฏิบัติจะเป็นชั่วขณะที่เราได้รับพวกเจ้าไว้โดยผ่านทางวจนะเหล่านี้ ในเวลาเดียวกัน พวกเจ้าก็จะได้รับวจนะเหล่านี้ไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งกล่าวได้ว่า จะได้รับความรอดซึ่งสูงส่งที่สุดนี้ไว้  ทันทีที่พวกเจ้าได้รับการชำระให้สะอาด พวกเจ้าจะได้กลายเป็นมนุษย์ที่แท้จริง หากเจ้าไร้ความสามารถที่จะดำเนินชีวิตด้วยความจริงหรือดำเนินชีวิตด้วยสภาพเสมือนผู้ซึ่งได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วไซร้ ก็ย่อมสามารถพูดได้ว่า เจ้านั้นมิใช่มนุษย์ แต่เป็นซากศพเดินได้ เป็นสัตว์ร้าย เพราะเจ้าปราศจากความจริง ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เจ้าไม่มีลมปราณของพระยาห์เวห์ ดังนั้นเจ้าคือบุคคลที่ตายแล้วซึ่งไม่มีจิตวิญญาณ!  แม้ว่าเป็นไปได้ที่จะเป็นคำพยานหลังจากที่ได้รับการพิชิต แต่สิ่งที่เจ้าได้รับนั้นเป็นเพียงความรอดเล็กน้อยเท่านั้น และเจ้ายังไม่ได้กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ครองจิตวิญญาณ  แม้ว่าเจ้าได้รับประสบการณ์กับการตีสอนและการพิพากษาไปแล้ว ก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์เป็นการที่อุปนิสัยของเจ้าได้รับการสร้างขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลง  เจ้ายังคงเป็นตัวเจ้าคนเดิม เจ้ายังคงเป็นของซาตาน และเจ้าไม่ใช่ใครบางคนที่ได้รับการชำระให้สะอาดแล้ว  มีเพียงบรรดาผู้ซึ่งได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมแล้วเท่านั้นที่มีคุณค่า และผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ได้รับชีวิตจริง

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา

528. ในเส้นทางของการปรนนิบัติในอนาคตของเจ้า เจ้าจะสามารถสนองเจตนารมณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?  ประเด็นหนึ่งซึ่งสำคัญยิ่งยวดก็คือ การไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ชีวิต ไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย และไล่ตามเสาะหาการเข้าสู่ความจริงที่ลึกขึ้น—นี่คือเส้นทางสู่การสัมฤทธิ์การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและการได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า  พวกเจ้าล้วนเป็นผู้รับพระบัญชาของพระเจ้า ว่าแต่ว่า พระบัญชาประเภทใดเล่า?  การนี้สัมพันธ์กับขั้นตอนถัดไปของพระราชกิจ ขั้นตอนถัดไปจะเป็นพระราชกิจอันยิ่งใหญ่กว่าซึ่งได้รับการดำเนินการเสร็จสิ้นโดยทั่วถึงทั้งจักรวาล ดังนั้นในวันนี้ พวกเจ้าควรไล่ตามเสาะหาการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยชีวิตของเจ้า เพื่อที่ในภายภาคหน้า เจ้าอาจกลายเป็นข้อพิสูจน์อย่างแท้จริงของการที่พระเจ้าทรงได้รับพระสิริโดยผ่านทางพระราชกิจของพระองค์ อันเป็นการทำให้พวกเจ้าเป็นแบบอย่างสำหรับพระราชกิจในอนาคตของพระองค์  การไล่ตามเสาะหาของวันนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการวางรากฐานสำหรับพระราชกิจในอนาคตอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เพื่อที่เจ้าอาจถูกใช้โดยพระเจ้า และสามารถเป็นพยานต่อพระองค์ได้  หากเจ้าทำให้การนี้เป็นเป้าหมายแห่งการไล่ตามเสาะหาของเจ้า เจ้าย่อมจะมีความสามารถที่จะได้รับการสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เจ้ายิ่งตั้งเป้าหมายของการไล่ตามเสาะหาของเจ้าสูงขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมมากขึ้นเท่านั้น  เจ้าไล่ตามเสาะหาความจริงมากขึ้นเท่าใด พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ยิ่งทรงพระราชกิจมากขึ้นเท่านั้น  เจ้ายิ่งทุ่มกำลังวังชาเข้าไปในการไล่ตามเสาะหามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งได้รับมากขึ้นเท่านั้น  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำให้ผู้คนมีความเพียบพร้อมไปตามสภาวะภายในของพวกเขา  ผู้คนบางคนกล่าวว่า พวกเขาไม่เต็มใจที่จะถูกใช้โดยพระเจ้า หรือได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระองค์ ว่าพวกเขาแค่ต้องการให้เนื้อหนังของพวกเขาคงอยู่อย่างปลอดภัยและไม่ทุกข์ทนกับความโชคร้ายอันใด  ผู้คนบางคนไม่เต็มใจที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักร ทว่ากลับเต็มใจที่จะลงไปสู่บาดาลลึก  ในกรณีนั้น พระเจ้าก็จะทรงอนุญาตให้ตามที่เจ้าปรารถนา  สิ่งใดก็ตามที่เจ้าไล่ตามเสาะหา พระเจ้าจะทรงทำให้มันเกิดขึ้น  ดังนั้นแล้ว สิ่งใดเล่าที่เจ้ากำลังไล่ตามเสาะหา ณ ปัจจุบัน?  ใช่การได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมหรือไม่?  การกระทำและพฤติกรรมปัจจุบันของเจ้านั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า และการได้รับการรับไว้โดยพระองค์หรือไม่?  เจ้าต้องประเมินวัดตัวเจ้าเองดังนั้นอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวันของเจ้า  หากเจ้าทุ่มหมดทั้งหัวใจเข้าไปในการไล่ตามเสาะหาเพียงเป้าหมายเดียว แน่ใจได้เลยว่าพระเจ้าจะทรงทำให้เจ้ามีความเพียบพร้อม  เช่นนั้นเองที่เป็นเส้นทางของพระวิญญาณบริสุทธิ์  เส้นทางที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำผู้คนอยู่นั้นบรรลุได้โดยวิถีทางแห่งการไล่ตามเสาะหาของพวกเขา  ยิ่งเจ้ากระหายที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมและได้รับการรับไว้โดยพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ยิ่งทรงพระราชกิจภายในตัวเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  ยิ่งเจ้าล้มเหลวที่จะแสวงหามากขึ้นเท่าใด และยิ่งเจ้าคิดลบและถอยหลังมากขึ้นเท่าใด  เจ้าก็ยิ่งตัดโอกาสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการทรงพระราชกิจมากขึ้นเท่านั้น ในขณะที่เวลาดำเนินต่อไป พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงทอดทิ้งเจ้า  เจ้าปรารถนาที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าปรารถนาที่จะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าปรารถนาที่จะถูกใช้โดยพระเจ้าหรือไม่?  เจ้าควรไล่ตามเสาะหาการทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์แห่งการได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อม และการได้รับการรับไว้ และการถูกใช้โดยพระเจ้า เพื่อที่จักรวาลและทุกสรรพสิ่งสามารถมองเห็นได้ว่า การกระทำทั้งหลายของพระเจ้าได้รับการสำแดงอยู่ในตัวเจ้า  พวกเจ้าเป็นนายท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และในท่ามกลางของทุกสิ่งที่มีอยู่ เจ้าจะปล่อยให้พระเจ้าทรงชื่นชมคำพยานและพระสิริโดยผ่านทางพวกเจ้า—นี่คือข้อพิสูจน์ว่า พวกเจ้านั้นเป็นที่ได้รับการอวยพรมากที่สุดในบรรดาชนทุกรุ่น!

—พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ผู้คนที่ได้เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยแล้วคือบรรดาผู้ที่ได้เข้าไปสู่ความเป็นจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าแล้ว

ก่อนหน้า: น. ว่าด้วยวิธีที่จะสลัดทิ้งอิทธิพลของซาตานและสัมฤทธิ์ความรอด

ถัดไป: 11. พระวจนะว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า

ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย การเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ หน้าที่รับผิดชอบของผู้นำและคนทำงาน ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง ว่าด้วยการไล่ตามเสาะหาความจริง การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ความเป็นจริงความจริงที่ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องเข้าสู่ ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 1) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 2) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 3) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 4) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 5) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 6) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 7) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 8) คำพยานจากประสบการณ์หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ (เล่มที่ 9) วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger