พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)

ควรเข้าหาพระคริสตธรรมคัมภีร์ในเรื่องความเชื่อในพระเจ้าอย่างไร? นี่คือคำถามในหลักการ ทำไมเราจึงพูดคุยกันถึงคำถามนี้? เนื่องจากในอนาคตเจ้าจะเผยแพร่ข่าวประเสริฐและทำให้พระราชกิจของยุคอาณาจักรขยายกว้างออกไป และการทำได้แค่พูดถึงพระราชกิจของพระเจ้าในวันนี้ก็ไม่เพียงพอ เพื่อทำให้พระราชกิจของพระองค์กว้างออกไปนั้น สิ่งสำคัญมากยิ่งกว่าก็คือเจ้าต้องสามารถแก้ไขมโนคติที่หลงผิดเก่าๆ ทางศาสนาและวิถีทางความเชื่อแบบเก่าๆ ของผู้คน และทำให้พวกเขาเชื่อมั่นอย่างสมบูรณ์—และการไปถึงจุดนั้นต้องเกี่ยวข้องกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว วิธีการดั้งเดิมของผู้คนเกี่ยวกับความเชื่อนั้น (ที่เป็นของศาสนาคริสต์ หนึ่งในสามศาสนาใหญ่ของโลก) คือการอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ การแยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ใช่ความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า การแยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์คือความนอกคอกและความนอกรีต และถึงแม้ว่าผู้คนจะอ่านหนังสืออื่นๆ แต่รากฐานของหนังสือเหล่านั้นก็ต้องเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ กล่าวคือ หากเจ้าเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ และภายนอกพระคริสตธรรมคัมภีร์ เจ้าต้องไม่นมัสการหนังสือเล่มใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ หากเจ้าทำ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังทรยศพระเจ้า นับตั้งแต่เวลาที่มีพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นต้นมา ความเชื่อของผู้คนในองค์พระผู้เป็นเจ้าคือความเชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แทนที่จะพูดว่าผู้คนเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า จะเป็นการดีกว่าที่จะพูดว่าพวกเขาเชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แทนที่จะพูดว่าพวกเขาได้เริ่มต้นอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ จะเป็นการดีกว่าที่จะพูดว่าพวกเขาได้เริ่มต้นเชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์ และแทนที่จะพูดว่าพวกเขาได้กลับไปอยู่เฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า คงจะเป็นการดีกว่าที่จะพูดว่าพวกเขาได้กลับไปอยู่ต่อหน้าพระคริสตธรรมคัมภีร์ ด้วยวิธีนี้ ผู้คนนมัสการพระคริสตธรรมคัมภีร์เสมือนว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์คือพระเจ้า เสมือนว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์คือโลหิตแห่งชีวิตของพวกเขา และการสูญเสียพระคริสตธรรมคัมภีร์ก็คงจะเหมือนกับการสูญเสียชีวิตของพวกเขา ผู้คนมองว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์สูงส่งเท่ากับพระเจ้า และมีแม้กระทั่งผู้ที่มองว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์สูงส่งกว่าพระเจ้า หากผู้คนปราศจากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากพวกเขาไม่สามารถรู้สึกถึงพระเจ้า พวกเขาสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้—แต่ทันทีที่พวกเขาสูญเสียพระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือสูญเสียบทและคำคมที่ขึ้นชื่อจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ก็เสมือนกับว่าพวกเขาได้สูญเสียชีวิตของพวกเขาไปแล้ว และดังนั้น ทันทีที่ผู้คนเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาก็เริ่มต้นอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ และจดจำพระคริสตธรรมคัมภีร์ และยิ่งพวกเขาสามารถจดจำพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้มากเท่าใด นี่ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าพวกเขารักองค์พระผู้เป็นเจ้าและมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น บรรดาผู้ที่ได้อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์และสามารถพูดถึงพระคริสตธรรมคัมภีร์แก่ผู้อื่นได้นั้นล้วนเป็นบรรดาพี่น้องชายหญิงที่ดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ความเชื่อและความรักภักดีของผู้คนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าถูกวัดไปตามขอบเขตความเข้าใจพระคริสตธรรมคัมภีร์ของพวกเขา ผู้คนส่วนใหญ่เพียงแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงควรเชื่อในพระเจ้า อีกทั้งไม่เข้าใจว่าจะเชื่อในพระเจ้าอย่างไร และพวกเขาไม่ทำสิ่งใดนอกจากค้นหาเบาะแสเพื่อถอดรหัสบทอ่านทั้งหลายของพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างหูหนวกตาบอด ผู้คนไม่เคยไล่ตามเสาะหาทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เลย ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากศึกษาและตรวจสอบพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างสิ้นหวัง และไม่มีผู้ใดเคยพบพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ใหม่กว่าภายนอกพระคริสตธรรมคัมภีร์ ไม่มีผู้ใดเคยแยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ อีกทั้งไม่มีผู้ใดเคยกล้าที่จะทำเช่นนั้น ผู้คนได้ศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ พวกเขาคิดคำอธิบายมากมาย และใช้ความพยายามอย่างมากมาย พวกเขายังมีความคิดเห็นที่แตกต่างมากมายเกี่ยวกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ ซึ่งพวกเขาโต้เถียงกันอย่างไม่จบไม่สิ้น จนถึงขนาดที่มีการก่อตั้งนิกายที่แตกต่างกันมากกว่าสองพันนิกายในวันนี้ พวกเขาทุกคนต้องการหาคำอธิบายพิเศษบางอย่างหรือความล้ำลึกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในพระคริสตธรรมคัมภีร์ พวกเขาต้องการสำรวจพระคริสตธรรมคัมภีร์ และหาความเป็นมาของพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในอิสราเอล หรือความเป็นมาของพระราชกิจของพระเยซูในยูดาห์ หรือความล้ำลึกเพิ่มเติมที่ไม่มีใครคนอื่นรู้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ การเข้าหาพระคริสตธรรมคัมภีร์ของผู้คนเป็นการเข้าหาที่มีความหลงใหลและความเชื่อ และไม่มีใครสามารถเข้าใจเรื่องราวภายในหรือเนื้อแท้ของพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้ชัดเจนอย่างครบถ้วน ดังนั้น ในวันนี้ผู้คนจึงยังคงมีความรู้สึกอัศจรรย์ใจเกินกว่าจะพรรณนาได้เมื่อพูดถึงของพระคริสตธรรมคัมภีร์ และพวกเขาหลงใหลพระคริสตธรรมคัมภีร์มากยิ่งขึ้นไปอีก และมีความเชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์มากยิ่งขึ้นไปอีก วันนี้ ทุกคนต้องการที่จะหาคำเผยพระวจนะต่างๆ เกี่ยวกับพระราชกิจในยุคสุดท้ายในพระคริสตธรรมคัมภีร์ พวกเขาต้องการค้นพบว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจใดในระหว่างยุคสุดท้าย และมีหมายสำคัญใดบ้างสำหรับยุคสุดท้าย ด้วยวิธีนี้ การนมัสการพระคริสตธรรมคัมภีร์ของพวกเขาจึงแรงกล้ายิ่งขึ้น และยิ่งใกล้ถึงยุคสุดท้ายมากเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งให้ความเชื่อถือกับคำเผยพระวจนะทั้งหลายในพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างหูหนวกตาบอดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำเผยพระวจนะต่างๆ ที่เกี่ยวกับยุคสุดท้าย ด้วยความเชื่อในพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างหูหนวกตาบอดเช่นนั้น ด้วยความเชื่อใจในพระคริสตธรรมคัมภีร์เช่นนั้น พวกเขาจึงไม่มีความอยากที่จะแสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของผู้คนนั้น พวกเขาคิดว่ามีเพียงพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้นที่สามารถนำพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์มาได้ พวกเขาสามารถพบรอยพระบาทของพระเจ้าได้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้น ความล้ำลึกทั้งหลายของพระราชกิจของพระเจ้าถูกซ่อนอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้น มีเพียงพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้น—ไม่ใช่ในหนังสือหรือผู้คนอื่นๆ—ที่สามารถชี้แจงทุกสิ่งของพระเจ้าและความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจของพระองค์ได้ พระคริสตธรรมคัมภีร์สามารถนำพระราชกิจแห่งฟ้าสวรรค์มาสู่แผ่นดินโลกได้ และพระคริสตธรรมคัมภีร์สามารถทำได้ทั้งเริ่มต้นและสรุปปิดตัวยุคทั้งหลาย ด้วยมโนคติที่หลงผิดเหล่านี้ ผู้คนจึงไม่มีแนวโน้มที่จะค้นหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้น ไม่ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์จะเป็นการช่วยเหลือผู้คนในอดีตมากเพียงใดก็ตาม แต่พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้กลายเป็นอุปสรรคต่อพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้า หากปราศจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ผู้คนจะสามารถค้นหารอยพระบาทของพระเจ้าที่อื่นได้ แต่ในวันนี้ รอยพระบาทของพระองค์อยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มาตลอด และการขยายพระราชกิจล่าสุดของพระองค์ออกไปได้กลายเป็นเรื่องยากขึ้นเป็นสองเท่า และเป็นการต่อสู้ดิ้นรนที่ยากลำบาก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะบทและคำคมที่ขึ้นชื่อจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ รวมทั้งคำเผยพระวจนะต่างๆ จากพระคริสตธรรมคัมภีร์ พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้กลายเป็นรูปเคารพในจิตใจของผู้คน ได้กลายเป็นปริศนาในสมองของพวกเขา และพวกเขาเพียงแค่ไม่สามารถเชื่อว่าพระเจ้าทรงสามารถทรงพระราชกิจภายนอกพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้ พวกเขาไม่สามารถเชื่อว่าผู้คนสามารถพบพระเจ้าภายนอกพระคริสตธรรมคัมภีร์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่สามารถเชื่อได้ว่าพระเจ้าทรงสามารถแยกทางจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ในระหว่างพระราชกิจขั้นสุดท้ายและเริ่มต้นใหม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่ผู้คนคิดไม่ถึง พวกเขาไม่สามารถเชื่อสิ่งนี้ได้ อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถจินตนาการถึงสิ่งนี้ได้ พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้กลายเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ต่อการที่ผู้คนจะยอมรับพระราชกิจใหม่ของพระเจ้า และเป็นความยากลำบากต่อการที่พระเจ้าจะทรงขยายพระราชกิจใหม่นี้ให้กว้างไกล ดังนั้น หากพวกเจ้าไม่เข้าใจเรื่องราวภายในของพระคริสตธรรมคัมภีร์ พวกเจ้าจะไม่สามารถเผยแพร่ข่าวประเสริฐได้สำเร็จ อีกทั้งจะไม่สามารถเป็นคำพยานต่อพระราชกิจใหม่ได้ ถึงแม้ว่าในวันนี้พวกเจ้าจะไม่ได้อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่พวกเจ้ายังคงมีไมตรีจิตต่อพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างยิ่ง กล่าวคือ พระคริสตธรรมคัมภีร์อาจไม่ได้อยู่ในมือของพวกเจ้า แต่มโนคติที่หลงผิดมากมายของพวกเจ้ามาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ พวกเจ้าไม่เข้าใจต้นกำเนิดของพระคริสตธรรมคัมภีร์หรือเรื่องราวภายในเกี่ยวกับพระราชกิจสองช่วงระยะก่อนหน้านี้ของพระเจ้า ถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะไม่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์บ่อยครั้ง พวกเจ้าต้องเข้าใจพระคริสตธรรมคัมภีร์ พวกเจ้าต้องสัมฤทธิ์ผลในความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ และด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่พวกเจ้าจะสามารถรู้ได้ว่าแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับสิ่งใดบ้าง เจ้าจะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อชนะใจผู้คน เพื่อทำให้พวกเขายอมรับว่ากระแสนี้คือหนทางที่แท้จริง เพื่อทำให้พวกเขายอมรับว่าเส้นทางที่เจ้าเดินในวันนี้คือเส้นทางแห่งความจริง ยอมรับว่าเส้นทางนี้ได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และยอมรับว่าเส้นทางนี้ไม่เคยมีมนุษย์คนใดเริ่มดำเนินการมาก่อน

หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจแห่งยุคธรรมบัญญัติ พันธสัญญาเดิมก็ได้ถูกเขียนขึ้น และเป็นเวลานั้นนั่นเองที่ผู้คนเริ่มอ่านพระคริสตธรรรมคัมภีร์ หลังจากที่พระเยซูได้เสด็จมา พระองค์ได้ทรงพระราชกิจแห่งยุคพระคุณ และบรรดาอัครทูตของพระองค์ได้เขียนพันธสัญญาใหม่ขึ้น ด้วยเหตุนี้พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ของพระคริสตธรรมคัมภีร์จึงได้ถูกเขียนขึ้น และแม้กระทั่งจนถึงทุกวันนี้ บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าทั้งหมดก็ได้อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์มาตลอด พระคริสตธรรมคัมภีร์คือหนังสือประวัติศาสตร์ แน่นอนว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ยังบรรจุไว้ด้วยการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะ และการพยากรณ์ดังกล่าวไม่ใช่ประวัติศาสตร์แต่อย่างใด พระคริสตธรรมคัมภีร์ประกอบด้วยหลายส่วน—ไม่ได้มีแค่คำเผยพระวจนะเท่านั้น หรือแค่พระราชกิจของพระยาห์เวห์เท่านั้น และไม่ได้แค่หมวดจดหมายฝากของเปาโลเท่านั้น เจ้าต้องรู้ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ประกอบด้วยกี่ส่วน พันธสัญญาเดิมมีหนังสือปฐมกาล อพยพ…และยังมีหนังสือการเผยพระวจนะที่บรรดาผู้เผยพระวจนะได้เขียนขึ้นอีกด้วย ในท้ายที่สุด พันธสัญญาเดิมจบลงด้วยหนังสือมาลาคี หนังสือเล่มนี้บันทึกพระราชกิจแห่งยุคธรรมบัญญัติซึ่งนำโดยพระยาห์เวห์ จากหนังสือปฐมกาลจนถึงหนังสือมาลาคีเป็นบันทึกที่ครอบคลุมเกี่ยวกับพระราชกิจทั้งหมดแห่งยุคธรรมบัญญัติ กล่าวคือ พันธสัญญาเดิมบันทึกทุกสิ่งที่ผู้คนที่ได้รับการทรงนำโดยพระยาห์เวห์ในยุคธรรมบัญญัติได้รับประสบการณ์มา ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติในพันธสัญญาเดิมนั้น บรรดาผู้เผยพระวจนะจำนวนมากที่พระยาห์เวห์ทรงให้มีขึ้นได้พูดคำเผยพระวจนะเพื่อพระองค์ พวกเขาได้ให้คำแนะนำกับชนเผ่าและชนชาติต่างๆ และพยากรณ์พระราชกิจที่พระยาห์เวห์จะทรงปฏิบัติ ผู้คนที่พระองค์ทรงให้มีขึ้นเหล่านี้ทั้งหมดได้รับมอบพระวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะจากพระยาห์เวห์ นั่นคือ พวกเขาสามารถมองเห็นนิมิตต่างๆ จากพระยาห์เวห์และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ และดังนั้นพวกเขาจึงได้รับแรงบันดาลใจจากพระองค์และได้เขียนคำเผยพระวจนะขึ้น งานที่พวกเขาทำคือการแสดงออกถึงพระสุรเสียงของพระยาห์เวห์ คือแสดงออกถึงการเผยพระวจนะของพระยาห์เวห์ และพระราชกิจของพระยาห์เวห์ ณ เวลานั้นเป็นเพียงการนำผู้คนโดยใช้พระวิญญาณ พระองค์ไม่ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และผู้คนไม่ได้มองเห็นสิ่งใดจากพระพักตร์ของพระองค์เลย ดังนั้น พระองค์จึงทรงให้มีผู้เผยพระวจนะมากมายเพื่อทำพระราชกิจของพระองค์ และทรงประทานพระดำรัสที่พวกเขาได้ส่งต่อไปยังทุกชนเผ่าและทุกวงศ์ของอิสราเอล งานของพวกเขาคือการพูดคำเผยพระวจนะ และพวกเขาบางคนได้เขียนคำสอนที่พระยาห์เวห์ทรงมีให้กับพวกเขาเพื่อแสดงต่อผู้อื่น พระยาห์เวห์ทรงให้มีผู้คนเหล่านี้ขึ้นเพื่อพูดคำเผยพระวจนะ เพื่อพยากรณ์พระราชกิจของอนาคตหรือพระราชกิจที่ยังต้องทำในระหว่างเวลานั้น เพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นความอัศจรรย์และพระปรีชาญาณของพระยาห์เวห์ หนังสือคำเผยพระวจนะเหล่านี้แตกต่างอย่างยิ่งจากหนังสือเล่มอื่นๆ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ หนังสือเหล่านี้คือถ้อยคำทั้งหลายที่พูดหรือเขียนขึ้นโดยบรรดาผู้ที่เคยได้รับพระวิญญาณแห่งการเผยพระวจนะ—โดยบรรดาผู้ที่เคยได้รับนิมิตต่างๆ หรือพระสุรเสียงจากพระยาห์เวห์ นอกเหนือจากหนังสือเกี่ยวกับคำเผยพระวจนะเหล่านี้แล้ว สิ่งอื่นทุกอย่างในพันธสัญญาเดิมประกอบด้วยบันทึกต่างๆ ที่ผู้คนได้บันทึกหลังจากที่พระยาห์เวห์ได้ทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจของพระองค์แล้ว หนังสือเหล่านี้ไม่สามารถแทนที่การพยากรณ์ที่พูดโดยบรรดาผู้เผยพระวจนะที่พระยาห์เวห์ทรงให้มีขึ้น เช่น หนังสือปฐมกาลและอพยพไม่สามารถถูกนำไปเปรียบเทียบกับหนังสืออิสยาห์และหนังสือดาเนียลได้ คำเผยพระวจนะต่างๆ ถูกพูดขึ้นก่อนที่จะมีการดำเนินพระราชกิจ ในขณะที่หนังสืออื่นๆ เขียนขึ้นหลังจากที่พระราชกิจได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนสามารถทำได้ บรรดาผู้เผยพระวจนะในเวลานั้นได้รับแรงบันดาลใจจากพระยาห์เวห์และได้พูดคำเผยพระวจนะบางประการ พวกเขาได้พูดคำมากมาย และพวกเขาได้เผยพระวจนะเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ มากมายของยุคพระคุณ รวมทั้งความย่อยยับของโลกในยุคสุดท้าย—ซึ่งเป็นพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงวางแผนที่จะทำ หนังสือทั้งหมดที่เหลือต่างบันทึกพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติในอิสราเอล ดังนั้น เมื่อเจ้าอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ เจ้ากำลังอ่านเกี่ยวกับสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติในอิสราเอลเป็นหลัก โดยพื้นฐานแล้ว พันธสัญญาเดิมของพระคริสตธรรมคัมภีร์บันทึกพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในการทรงนำอิสราเอล การที่พระองค์ทรงใช้โมเสสเพื่อนำทางคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ ผู้ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากโซ่ตรวนของฟาโรห์ และนำพวกเขาออกสู่ทุ่งว่าง ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาเข้าสู่คานาอันและทุกสิ่งหลังจากนี้คือชีวิตของพวกเขาในคานาอัน นอกเหนือจากนี้ ทั้งหมดประกอบด้วยบันทึกเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์ทั่วทั้งอิสราเอล ทุกสิ่งที่บันทึกในพันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในอิสราเอล คือพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติในดินแดนที่พระองค์ได้ทรงสร้างอาดัมและเอวาขึ้น นับตั้งแต่ที่พระเจ้าได้ทรงเริ่มต้นนำผู้คนบนโลกอย่างเป็นกิจจะลักษณะหลังจากโนอาห์ ทั้งหมดที่บันทึกอยู่ในพันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจเกี่ยวกับอิสราเอล แล้วเหตุใดจึงไม่มีการบันทึกพระราชกิจใดนอกเหนือจากในอิสราเอล? เพราะดินแดนอิสราเอลคือเปลของมวลมนุษย์ ในปฐมกาลนั้น ไม่มีประเทศอื่นใดนอกเหนือจากอิสราเอล และพระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงพระราชกิจในที่อื่นใด ด้วยวิธีนี้ สิ่งที่ถูกบันทึกในพันธสัญญาเดิมแห่งพระคริสตธรรมคัมภีร์จึงเป็นพระราชกิจของพระเจ้าในอิสราเอลในเวลานั้นทั้งหมด ถ้อยคำที่พูดโดยบรรดาผู้เผยพระวจนะ โดยอิสยาห์ ดาเนียล เยเรมีย์ และเอเสเคียล…ถ้อยคำทั้งหลายของพวกเขาพยากรณ์พระราชกิจอื่นๆ ของพระองค์บนแผ่นดินโลก ถ้อยคำเหล่านั้นพยากรณ์พระราชกิจของพระยาห์เวห์พระเจ้าพระองค์เอง ทั้งหมดนี้มาจากพระเจ้า การบันทึกเหล่านี้คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และนอกเหนือจากหนังสือเหล่านี้ของบรรดาผู้เผยพระวจนะแล้ว สิ่งอื่นๆ ทั้งหมดคือบันทึกประสบการณ์ทั้งหลายของผู้คนเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์ ณ เวลานั้น

พระราชกิจแห่งการทรงสร้างเกิดขึ้นก่อนที่จะมีมวลมนุษย์ แต่หนังสือปฐมกาลมาหลังจากที่มีมวลมนุษย์แล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นหนังสือที่โมเสสเขียนขึ้นในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ เป็นเหมือนกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่พวกเจ้าในวันนี้ กล่าวคือ หลังจากที่สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น พวกเจ้าก็เขียนมันลงไปเพื่อแสดงให้ผู้คนในอนาคตเห็น และสำหรับผู้คนในอนาคตนั้น สิ่งที่เจ้าได้บันทึกไว้คือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาที่ผ่านไปแล้ว—บันทึกเหล่านั้นไม่ได้เป็นสิ่งใดที่มากไปกว่าประวัติศาสตร์ สิ่งต่างๆ ที่บันทึกในพันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในอิสราเอล และสิ่งที่บันทึกในพันธสัญญาใหม่คือพระราชกิจของพระเยซูในระหว่างยุคพระคุณ พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่เก็บข้อมูลพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติในสองยุคที่แตกต่างกัน พันธสัญญาเดิมเก็บข้อมูลพระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ และดังนั้นพันธสัญญาเดิมจึงเป็นหนังสือระวัติศาสตร์ ในขณะที่พันธสัญญาใหม่คือผลิตผลของพระราชกิจในยุคพระคุณ เมื่อพระราชกิจใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น พันธสัญญาใหม่ก็จะกลายเป็นล้าสมัยเช่นเดียวกัน—และดังนั้น พันธสัญญาใหม่ก็จะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าพันธสัญญาใหม่ไม่ได้เป็นระบบเท่ากับพันธสัญญาเดิม อีกทั้งไม่ได้บันทึกสิ่งต่างๆ มากเท่า พระวจนะมากมายทั้งหมดที่พระยาห์เวห์ตรัสถูกบันทึกอยู่ในพันธสัญญาเดิมแห่งพระคริสตธรรมคัมภีร์ ในขณะที่พระวจนะของพระเยซูได้รับการบันทึกเพียงบางส่วนเท่านั้นในหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่ม แน่นอนว่าพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายเช่นกัน แต่ไม่ได้มีการบันทึกอย่างละเอียด ในพันธสัญญาใหม่มีเรื่องราวที่ได้รับการบันทึกน้อยกว่าเนื่องจากพระราชกิจที่พระเยซูทรงได้ปฏิบัติมากเท่าใด ปริมาณของพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติในช่วงเวลาสามปีครึ่งบนแผ่นดินโลกและงานของบรรดาอัครทูตนั้นน้อยกว่าพระราชกิจของพระยาห์เวห์มากนัก และดังนั้น ในพันธสัญญาใหม่จึงมีหนังสือน้อยกว่าพันธสัญญาเดิม

พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือประเภทใด? พันธสัญญาเดิมคือพระราชกิจของพระเจ้าในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ พันธสัญญาเดิมของพระคริสตธรรมคัมภีร์บันทึกพระราชกิจทั้งหมดของพระยาห์เวห์ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติและพระราชกิจการแห่งทรงสร้างของพระองค์ ทั้งหมดในพันธสัญญาเดิมบันทึกพระราชกิจที่พระยาห์เวห์ทรงปฏิบัติ และในท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกิจของพระยาห์เวห์สิ้นสุดลงด้วยหนังสือมาลาคี พันธสัญญาเดิมบันทึกพระราชกิจสองประการที่พระเจ้าทรงได้ปฏิบัติ อันได้แก่ ประการหนึ่งคือพระราชกิจแห่งการทรงสร้าง และอีกประการหนึ่งคือการประกาศใช้ธรรมบัญญัติ พระราชกิจทั้งสองประการนี้คือพระราชกิชที่พระยาห์เวห์ทรงได้ปฏิบัติ ยุคธรรมบัญญัติเป็นสิ่งแทนพระราชกิจภายใต้พระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้า คือความครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจที่ดำเนินการภายใต้พระนามของพระยาห์เวห์เป็นหลัก ดังนั้น พันธสัญญาเดิมจึงบันทึกพระราชกิจของพระยาห์เวห์ และพันธสัญญาใหม่บันทึกพระราชกิจของพระเยซู ซึ่งเป็นพระราชกิจที่ได้รับการดำเนินการภายใต้พระนามของพระเยซูเป็นหลัก นัยสำคัญของพระนามของพระเยซูและพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติถูกบันทึกในพันธสัญญาใหม่เป็นส่วนใหญ่ ในระหว่างยุคธรรมบัญญัติตามพันธสัญญาเดิม พระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างพระวิหารและแท่นบูชาในอิสราเอล พระองค์ได้ทรงนำทางชีวิตชาวอิสราเอลบนแผ่นดินโลก ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าพวกเขาคือประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ผู้คนกลุ่มแรกที่พระองค์ได้ทรงคัดเลือกบนแผ่นดินโลกและผู้ที่สมดังพระทัยของพระองค์ กลุ่มแรกที่พระองค์ได้ทรงนำทางด้วยพระองค์เอง สิบสองชนเผ่าของอิสราเอลคือคนกลุ่มแรกที่ได้รับเลือกของพระยาห์เวห์ และดังนั้นพระองค์จึงทรงพระราชกิจในพวกเขาเสมอจนกระทั่งพระราชกิจของพระยาห์เวห์ในยุคธรรมบัญญัติได้รับการสรุปปิดตัว พระราชกิจช่วงระยะที่สองคือพระราชกิจของยุคพระคุณตามพันธสัญญาใหม่ และพระราชกิจนี้ได้รับการดำเนินการท่ามกลางผู้คนชาวยิว ท่ามกลางหนึ่งในสิบสองชนเผ่าของอิสราเอล ขอบเขตของพระราชกิจนี้เล็กลงเนื่องจากพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระเยซูได้ทรงพระราชกิจทั่วทั้งดินแดนยูเดียเท่านั้น และได้ทรงพระราชกิจเพียงสามปีครึ่งเท่านั้น ดังนั้น สิ่งที่บันทึกในพันธสัญญาใหม่จึงไม่สามารถเกินกว่าปริมาณพระราชกิจที่บันทึกในพันธสัญญาเดิม พระราชกิจของพระเยซูในยุคพระคุณได้รับการบันทึกในหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่มเป็นหลัก เส้นทางที่ผู้คนในยุคพระคุณเดินคือเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยในชีวิตของพวกเขาที่ผิวเผินมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการบันทึกในหนังสือหมวดจดหมายฝาก หนังสือหมวดจดหมายฝากแสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจอย่างไรในเวลานั้น (แน่นอนว่า ไม่ว่าเปาโลได้รับการตีสอนหรือได้รับเคราะห์ร้ายหรือไม่ก็ตาม แต่ในงานที่เขาทำนั้น เขาได้รับการชี้แนะจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาเป็นใครบางคนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้งาน ณ เวลานั้น เปโตรก็ได้รับการทรงใช้งานโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นกัน แต่เขาไม่ได้ทำงานมากเท่ากับเปาโล แม้ว่างานของเปาโลจะมีความไม่บริสุทธิ์ของมนุษย์อยู่ แต่ก็สามารถเห็นได้จากหนังสือหมวดจดหมายฝากที่เปาโลได้เขียนขึ้นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงพระราชกิจอย่างไรในเวลานั้น เส้นทางที่เปาโลได้นำนั้นคือเส้นทางที่ถูกต้อง มันเป็นถูกต้อง และเป็นเส้นทางของพระวิญญาณบริสุทธิ์)

หากเจ้าปรารถนาที่จะพบเห็นพระราชกิจของยุคธรรมบัญญัติ และพบเห็นว่าชาวอิสราเอลติดตามวิถีของพระยาห์เวห์อย่างไร เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องอ่านพันธสัญญาเดิม หากเจ้าปรารถนาที่จะเข้าใจพระราชกิจของยุคพระคุณ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องอ่านพันธสัญญาใหม่ แต่เจ้าจะพบเห็นพระราชกิจของยุคสุดท้ายได้อย่างไร? เจ้าต้องยอมรับการเป็นผู้ทรงนำของพระเจ้าในวันนี้ และเข้าสู่พระราชกิจของวันนี้ เพราะนี่คือพระราชกิจใหม่ และไม่เคยมีผู้ใดได้บันทึกถึงมันในพระคริสตธรรมคัมภีร์มาก่อน วันนี้ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงคัดเลือกผู้ที่ได้รับการเลือกสรรคนอื่นๆ ในประเทศจีน พระเจ้าทรงพระราชกิจในผู้คนเหล่านี้ พระองค์ทรงดำเนินการต่อไปจากพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และทรงดำเนินการต่อไปจากพระราชกิจของยุคพระคุณ พระราชกิจในวันนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ไม่เคยเดิน และเป็นวิธีที่ไม่มีใครเคยพบเห็น การนี้คือพระราชกิจที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน—การนี้คือพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ดังนั้น พระราชกิจที่ไม่เคยมีการทำมาก่อนจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์ เพราะตอนนี้คือตอนนี้ และยังไม่ได้กลายเป็นอดีต ผู้คนไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า ใหม่กว่าบนแผ่นดินโลก และนอกอิสราเอลแล้ว ไม่รู้ว่าพระราชกิจได้ไปไกลเกินขอบเขตของอิสราเอลแล้ว และเกินจากการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะ ไม่รู้ว่าพระราชกิจนี้คือพระราชกิจใหม่และน่าพิศวงที่อยู่นอกเหนือคำเผยพระวจนะทั้งหลาย และคือพระราชกิจที่ใหม่กว่านอกเหนืออิสราเอล และคือพระราชกิจที่ผู้คนทั้งไม่สามารถรับรู้หรือจินตนาการได้ พระคริสตธรรมคัมภีร์จะมีบันทึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจเช่นนั้นได้อย่างไร? ใครจะสามารถบันทึกทุกๆ เสี้ยวส่วนของพระราชกิจของวันนี้ไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีการละเว้นได้? ใครจะสามารถบันทึกพระราชกิจนี้ ที่ทรงฤทธกว่า รอบรู้กว่า ที่ฝ่าฝืนระเบียบแบบแผนในหนังสือเก่าผุพังเล่มนั้นได้? พระราชกิจของวันนี้ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ และดังนั้น หากเจ้าปรารถนาที่จะเดินบนเส้นทางใหม่ของวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องแยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ เจ้าต้องไปไกลกว่าหนังสือต่างๆ เกี่ยวกับคำเผยพระวจนะหรือประวัติศาสตร์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถเดินบนเส้นทางใหม่ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถเข้าสู่อาณาจักรใหม่และพระราชกิจใหม่ เจ้าต้องเข้าใจว่าทำไมวันนี้จึงมีการขอให้เจ้าไม่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ ทำไมจึงมีพระราชกิจอื่นที่แยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ ทำไมพระเจ้าจึงไม่ทรงมองหาการปฏิบัติที่ใหม่กว่า ละเอียดมากกว่าในพระคริสตธรรมคัมภีร์ และทำไมจึงมีพระราชกิจที่ทรงฤทธิ์กว่าภายนอกนอกพระคริสตธรรมคัมภีร์แทน นี่คือทั้งหมดที่พวกเจ้าควรเข้าใจ เจ้าต้องรู้ความแตกต่างระหว่างพระราชกิจเก่าและพระราชกิจใหม่ และถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ เจ้าต้องสามารถชำแหละพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้ หากไม่แล้ว เจ้าก็จะยังคงนมัสการพระคริสตธรรมคัมภีร์ และจะเป็นการยากที่เจ้าจะเข้าสู่พระราชกิจใหม่และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เหตุใดจึงศึกษาวิถีนั้นที่ต่ำและล้าสมัย ในเมื่อมีวิถีที่ใหม่กว่า? เหตุใดจึงใช้ชีวิตท่ามกลางบันทึกประวัติศาสตร์เก่าๆ ในเมื่อมีพระวาทะต่างๆ ที่ใหม่กว่า และพระราชกิจที่ใหม่กว่า? พระวาทะใหม่ๆ สามารถจัดเตรียมให้เจ้าได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านี่คือพระราชกิจใหม่ บันทึกเก่าๆ ไม่สามารถทำให้เจ้าอิ่มอกอิ่มใจ หรือตอบสนองความจำเป็นในปัจจุบันของเจ้าได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นคือประวัติศาสตร์ และไม่ใช่พระราชกิจของที่นี่และตอนนี้ วิถีที่สูงที่สุดคือพระราชกิจที่ใหม่ที่สุด และด้วยพระราชกิจใหม่นี้ ไม่ว่าวิถีของอดีตจะสูงเพียงใดก็ตาม วิถีนั้นก็ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ของภาพสะท้อนของผู้คน และไม่ว่าวิถีนั้นจะมีคุณค่าในฐานะสิ่งอ้างอิงอย่างไรก็ตาม วิถีนั้นก็ยังคงเป็นวิถีเก่า วิถีเก่าเป็นประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะได้รับการบันทึกใน “หนังสือศักดิ์สิทธิ์” ก็ตาม วิถีเก่าก็คือประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีบันทึกถึงวิถีนี้ใน “หนังสือศักดิ์สิทธิ์” ก็ตาม วิธีใหม่ก็คือวิธีของที่นี่และตอนนี้ วิถีนี้สามารถช่วยเจ้าให้รอดได้ และวิถีนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเจ้าได้ เพราะนี่คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

พวกเจ้าต้องเข้าใจพระคริสตธรรมคัมภีร์—พระราชกิจนี้มีความจำเป็นอย่างที่สุด! วันนี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ เพราะไม่มีอะไรใหม่ในนั้น ทั้งหมดเป็นเรื่องเก่า พระคริสตธรรมคัมภีร์คือหนังสือประวัติศาสตร์ และหากเจ้าได้กินและดื่มพันธสัญญาเดิมในระหว่างยุคพระคุณแล้ว—หากเจ้าได้นำสิ่งที่เป็นข้อพึงประสงค์ในเวลาของพันธสัญญาเดิมในระหว่างยุคพระคุณมาปฏิบัติแล้ว—พระเยซูก็คงจะทรงปฏิเสธเจ้าและกล่าวโทษเจ้า หากเจ้าได้นำพันธสัญญาเดิมมาประยุกต์ใช้กับพระราชกิจของพระเยซู เจ้าคงจะได้เป็นพวกฟาริสี หากวันนี้เจ้านำพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่มารวมกันเพื่อกินและดื่มและปฏิบัติ เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าในวันนี้จะกล่าวโทษเจ้า เจ้าจะไล่ตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันนี้ไม่ทันแล้ว! หากเจ้ากินและดื่มพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็จะอยู่นอกกระแสของพระวิญญาณบริสุทธิ์! ในระหว่างเวลาของพระเยซู พระเยซูทรงนำคนยิวและทุกคนที่ติดตามพระองค์ตามพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในพระองค์ในเวลานั้น พระองค์ไม่ได้ทรงนำพระคริสตธรรมคัมภีร์มาเป็นพื้นฐานของสิ่งที่พระองค์ทรงทำ แต่พระองค์ตรัสไปตามพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงใส่พระทัยกับสิ่งที่พระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวไว้ อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงค้นหาเส้นทางเพื่อนำผู้ติดตามของพระองค์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ นับตั้งแต่เวลาที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นพระราชกิจ พระองค์ทรงเผยแพร่วิถีแห่งการกลับใจ—ซึ่งเป็นคำที่ไม่ได้มีการกล่าวถึงไว้ในคำเผยพระวจนะทั้งหลายของพันธสัญญาเดิมโดยสิ้นเชิง พระองค์ไม่เพียงแต่ไม่ทรงปฏิบัติตามพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงนำเส้นทางใหม่และทรงพระราชกิจใหม่ด้วย พระองค์ไม่เคยทรงอ้างถึงพระคริสตธรรมคัมภีร์เมื่อพระองค์ทรงเทศนาเลย ในระหว่างยุคธรรมบัญญัตินั้น ไม่เคยมีผู้ใดสามารถกระทำการอัศจรรย์ในการเยียวยารักษาผู้เจ็บป่วยและการขับไล่ปีศาจของพระองค์ได้ ดังนั้น พระราชกิจของพระองค์ คำสอนของพระองค์ และสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระวจนะของพระองค์จึงเกินกว่ามนุษย์คนใดในยุคธรรมบัญญัติเช่นเดียวกัน พระเยซูเพียงทรงพระราชกิจที่ใหม่กว่าของพระองค์ และถึงแม้ว่าผู้คนมากมายกล่าวโทษพระองค์โดยใช้พระคริสตธรรมคัมภีร์—และแม้กระทั่งใช้พันธสัญญาเดิมเพื่อตรึงกางเขนพระองค์—พระราชกิจของพระองค์ก็เหนือกว่าพันธสัญญาเดิม หากนี่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว เหตุใดผู้คนจึงตรึงพระองค์เข้ากับบนกางเขน? นั่นไม่ได้เป็นเพราะในพันธสัญญาเดิมไม่ได้กล่าวถึงสิ่งใดที่เกี่ยวกับคำสอนของพระองค์และความสามารถในการเยียวยารักษาผู้เจ็บป่วยและการขับไล่ปีศาจของพระองค์หรอกหรือ? พระราชกิจของพระองค์ได้รับการปฏิบัติเพื่อนำเส้นทางใหม่ ไม่ใช่เพื่อตั้งใจมีเรื่องกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ หรือเพื่อตั้งใจไม่ใช้พันธสัญญาเดิมอีกต่อไป พระองค์เพียงเสด็จมาเพื่อดำเนินพันธกิจของพระองค์ เพื่อนำพระราชกิจใหม่มายังผู้ที่โหยหาและแสวงหาพระองค์ พระองค์ไม่ได้เสด็จมาเพื่ออธิบายพันธสัญญาเดิมหรือค้ำจุนพระราชกิจของพันธสัญญาเดิม พระราชกิจของพระองค์ไม่ได้เป็นไปเพื่อให้ยุคธรรมบัญญัติพัฒนาต่อไปได้ เพราะพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้พิจารณาถึงว่าพระราชกิจมีพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นพื้นฐานหรือไม่ พระเยซูเพียงเสด็จมาเพื่อปฏิบัติพระราชกิจที่พระองค์ทรงควรต้องทำ ดังนั้น พระองค์จึงไม่ได้ทรงอธิบายคำเผยพระวจนะทั้งหลายของพันธสัญญาเดิม อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจตามพระวจนะของยุคธรรมบัญญัติแห่งพันธสัญญาเดิม พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อสิ่งที่พันธสัญญาเดิมกล่าวไว้ พระองค์ไม่ทรงใส่พระทัยว่าพันธสัญญาเดิมจะเห็นชอบกับพระราชกิจของพระองค์หรือไม่ และไม่ทรงใส่พระทัยว่าผู้อื่นจะรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระองค์หรือไม่ หรือพวกเขาจะกล่าวโทษพระราชกิจของพระองค์อย่างไร พระองค์เพียงทรงพระราชกิจที่พระองค์ควรต้องทำต่อไป ถึงแม้ว่าผู้คนมากมายจะใช้การพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมากล่าวโทษพระองค์ก็ตาม สำหรับผู้คนแล้ว มันปรากฏเสมือนว่าพระราชกิจของพระองค์ไม่มีพื้นฐาน และมีหลายส่วนของพระราชกิจที่ขัดแย้งกับบันทึกของพันธสัญญาเดิม นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของมนุษย์หรอกหรือ? จำเป็นต้องนำหลักข้อเชื่อมาใช้กับพระราชกิจของพระเจ้าหรือ? และพระเจ้าต้องทรงพระราชกิจตามการพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะหรือ? ในที่สุดแล้ว สิ่งใดที่ยิ่งใหญ่กว่ากัน พระเจ้าหรือพระคริสตธรรมคัมภีร์? เหตุใดพระเจ้าต้องทรงพระราชกิจตามพระคริสตธรรมคัมภีร์? เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะไม่ทรงมีสิทธิ์ทำเกินกว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์? พระเจ้าทรงไม่สามารถแยกจากพระคริสตธรรมคัมภีร์และปฏิบัติพระราชกิจอื่นหรือ? เหตุใดพระเยซูและสาวกทั้งหลายของพระองค์จึงไม่รักษาวันสะบาโตต่อไป? หากพระองค์ทรงรักษาวันสะบาโตต่อไปและปฏิบัติตามพระบัญญัติของพันธสัญญาเดิม เหตุใดเล่าพระเยซูจึงไม่รักษาวันสะบาโตต่อไปหลังจากที่พระองค์เสด็จมา แต่ทรงล้างพระบาท เอาผ้าคลุมพระเศียร หักขนมปัง และดื่มไวน์? ทั้งหมดนี้มิใช่ไม่มีอยู่ในพระบัญญัติของพันธสัญญาเดิมหรอกหรือ? หากพระเยซูทรงให้เกียรติพันธสัญญาเดิม เหตุใดพระองค์จึงทรงยุติความเกี่ยวข้องกับหลักข้อเชื่อเหล่านี้? เจ้าควรรู้ว่าอันใดที่มาก่อน พระเจ้าหรือพระคริสตธรรมคัมภีร์! พระองค์ทรงเป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต แล้วพระองค์จะไม่ทรงสามารถเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพระคริสตธรรมคัมภีร์ด้วยหรอกหรือ?

พระราชกิจที่พระเยซูทรงปฏิบัติในระหว่างเวลาของพันธสัญญาใหม่ได้เริ่มต้นพระราชกิจใหม่ นั่นคือ พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชกิจตามพระราชกิจของพันธสัญญาเดิม อีกทั้งพระองค์ไม่ได้ทรงนำพระวจนะทั้งหลายที่พระยาห์เวห์แห่งพันธสัญญาเดิมตรัสไว้มาปฏิบัติ พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์เอง และพระองค์ทรงพระราชกิจที่ใหม่กว่า และพระราชกิจที่สูงส่งกว่าธรรมบัญญัติ ดังนั้น พระองค์จึงตรัสไว้ว่า “อย่าคิดว่าเรามาล้มเลิกธรรมบัญญัติและคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะ เราไม่ได้มาล้มเลิก แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ” ดังนั้น จากสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติสำเร็จลุล่วงไปนั้น หลักข้อเชื่อมากมายได้ถูกล้มเลิกไป ในวันสะบาโตเมื่อพระองค์ทรงนำบรรดาสาวกผ่านทางทุ่งนา พวกสาวกของพระองค์เด็ดรวงข้าวแล้วกิน พระองค์ไม่ได้ทรงรักษาวันสะบาโตและได้ตรัสว่า “บุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต” ในเวลานั้น ตามกฎของคนอิสราเอล ผู้ใดก็ตามที่ไม่รักษาวันสะบาโตจะถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตาย อย่างไรก็ตาม พระเยซูไม่ได้เสด็จเข้าสู่พระวิหาร อีกทั้งยังไม่ทรงรักษาวันสะบาโต และพระราชกิจของพระองค์ไม่ได้ปฏิบัติโดยพระยาห์เวห์ในระหว่างเวลาของพันธสัญญาเดิม ดังนั้น พระราชกิจที่พระเยซูทรงปฏิบัติจึงมากเกินกว่าธรรมบัญญัติของพันธสัญญาเดิม พระราชกิจของพระองค์สูงส่งกว่าพันธสัญญาเดิม และไม่เป็นไปตามพันธสัญญาเดิม ในระหว่างยุคพระคุณ พระเยซูไม่ได้ทรงพระราชกิจตามธรรมบัญญัติของพันธสัญญาเดิม และได้ทรงยุติความเกี่ยวข้องกับหลักข้อเชื่อเหล่านั้นไปแล้ว แต่คนอิสราเอลได้ยึดติดอยู่กับพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างบ้าระห่ำและได้กล่าวโทษพระเยซู—การนี้ไม่ใช่การปฏิเสธพระราชกิจของพระเยซูหรอกหรือ? วันนี้ โลกศาสนาก็ยึดติดอยู่กับพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างบ้าระห่ำด้วยเช่นกัน และผู้คนบางคนพูดว่า “พระคริสตธรรมคัมภีร์คือหนังสือศักดิ์สิทธิ์ และต้องอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์” บางคนพูดว่า “พระราชกิจของพระเจ้าต้องได้รับการยกขึ้นสูงตลอดไป พันธสัญญาเดิมคือพันธสัญญาของพระเจ้ากับคนอิสราเอล และไม่สามารถเลิกใช้ได้ และวันสะบาโตต้องได้รับการรักษาไว้เสมอ!” พวกเขาไม่ได้ไร้สาระหรอกหรือ? เหตุใดพระเยซูจึงไม่ทรงรักษาวันสะบาโต? พระองค์ทรงทำบาปหรือ? ผู้ใดสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้อย่างหมดจด? ไม่ว่าผู้คนจะอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างไรก็ตาม เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะรู้พระราชกิจของพระเจ้าโดยใช้พลังการทำความเข้าใจของพวกเขา พวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่ได้รับความรู้ที่บริสุทธิ์เกี่ยวกับพระเจ้าเท่านั้น แต่มโนคติที่หลงผิดของพวกเขาจะชั่วร้ายยิ่งขึ้นไปอีกจนพวกเขาจะเริ่มต้นต่อต้านพระเจ้า หากไม่ใช่เพราะการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าในวันนี้ ผู้คนก็คงจะล่มจมไปด้วยมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง และพวกเขาก็คงจะตายท่ามกลางการตีสอนของพระเจ้า

ก่อนหน้า:นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)

ถัดไป:เกี่ยวกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ (2)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง