3. พระวจนะว่าด้วยการเป็นคำพยานต่อการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า

165. คำสรรเสริญได้มาสู่ศิโยน และสถานที่ประทับของพระเจ้าได้ปรากฏขึ้น  พระนามบริสุทธิ์อันรุ่งโรจน์ซึ่งได้รับการถวายสาธุการโดยบรรดาผู้คนทั้งปวงแพร่ไปทั่ว  โอ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์! พระเศียรแห่งจักรวาล พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย—พระองค์ทรงเป็นองค์ตะวันอันทรงแสงที่ขึ้นบนภูเขาศิโยน ซึ่งตั้งตระหง่านเหนือจักรวาลทั้งมวลด้วยพระบารมีและความโอ่อ่าตระการ…

ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  พวกข้าพระองค์ร้องเรียกไปยังพระองค์ด้วยความยินดีปรีดา พวกข้าพระองค์เต้นรำและขับร้อง  พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของพวกข้าพระองค์อย่างแท้จริง ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวาล!  พระองค์ได้ทรงจัดกลุ่มของผู้ชนะขึ้นและทำให้แผนการบริหารจัดการของพระเจ้าลุล่วง  ผู้คนทั้งปวงจะหลั่งไหลมายังภูเขาแห่งนี้  ผู้คนทั้งปวงจะคุกเข่าลงต่อหน้าพระบัลลังก์!  พระองค์คือพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์นั้นแต่ผู้เดียว พระองค์ทรงสมควรแก่พระสิริและพระเกียรติ  ขอพระสิริ คำสรรเสริญ และสิทธิอำนาจทั้งปวงจงมีแด่พระบัลลังก์!  ฤดูใบไม้ผลิแห่งชีวิตไหลออกจากพระบัลลังก์ ให้น้ำและหล่อเลี้ยงมวลชนซึ่งเป็นประชากรของพระเจ้า  ชีวิตเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน ความสว่างใหม่และวิวรณ์ใหม่ติดตามพวกเราไป ให้ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกใหม่ๆ เกี่ยวกับพระเจ้าแก่เราอยู่เนืองนิตย์  ท่ามกลางประสบการณ์มากหลาย พวกเรามาถึงความมั่นใจที่ครบบริบูรณ์เกี่ยวกับพระเจ้า  พระวจนะของพระองค์ได้รับการสำแดงอยู่เนืองนิตย์ พระวจนะของพระองค์ได้รับการสำแดงภายในผู้คนที่ถูกต้องเหล่านั้น  พวกเราช่างได้รับการอวยพรมากมายเสียจริง!  ทั้งการพบพระเจ้าแบบเผชิญกันในแต่ละวัน การพูดคุยกับพระเจ้าในทุกสรรพสิ่ง และการให้อำนาจอธิปไตยของพระเจ้าเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง  ขอให้พวกเราจงใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าอย่างรอบคอบ หัวใจของพวกเราพักผ่อนอย่างสงบเงียบในพระเจ้า และด้วยเหตุนี้เอง พวกเราจึงได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ในที่ซึ่งพวกเราได้รับความสว่างของพระองค์  ทุกวันในชีวิตของพวกเรา ในการกระทำของพวกเรา ในคำพูดของพวกเรา ในความคิดของพวกเราและในแนวคิดของพวกเรา พวกเราใช้ชีวิตภายในพระวจนะของพระเจ้า พวกเรามีความสามารถที่จะแยกแยะได้ตลอดเวลา  พระวจนะของพระเจ้าทรงนำเส้นด้ายทะลุผ่านรูเข็ม สิ่งต่างๆ สิ่งแล้วสิ่งเล่าที่ซ่อนเร้นภายในตัวพวกเราได้เข้ามาสู่ความสว่างอย่างไม่ได้คาดหมาย  การสามัคคีธรรมกับพระเจ้าไม่อนุญาตให้ล่าช้า ความคิดและแนวคิดของพวกเราถูกแผ่วางโดยพระเจ้า  พวกเรากำลังใช้ชีวิตต่อหน้าพระบัลลังก์ของพระคริสต์ทุกชั่วขณะ ที่ซึ่งพวกเราก้าวผ่านการพิพากษา  ทุกส่วนภายในร่างกายของพวกเรายังคงถูกจับจองโดยซาตาน  ในวันนี้ เพื่อที่จะฟื้นฟูอำนาจอธิปไตยของพระเจ้า วิหารของพระองค์ต้องได้รับการชำระให้สะอาด  การที่จะให้พระเจ้าทรงครองอย่างครบบริบูรณ์นั้น พวกเราต้องมีส่วนร่วมกับการต่อสู้ดิ้นรนที่เป็นเรื่องของความเป็นความตาย  เมื่อตัวตนเก่าของพวกเราได้ถูกตรึงกางเขนแล้วเท่านั้น ชีวิตที่ทรงคืนพระชนม์ของพระคริสต์จึงสามารถปกครองสูงสุดได้

ในตอนนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเริ่มปฏิบัติการในทุกๆ มุมของพวกเราเพื่อทำการสู้รบสำหรับการเรียกคืนของพวกเรา!  ตราบเท่าที่พวกเราพร้อมที่จะปฏิเสธตัวเอง และเต็มใจร่วมมือกับพระเจ้า พระเจ้าก็จะทรงมอบความกระจ่างแก่พวกเรา และชำระพวกเราให้บริสุทธิ์จากภายในตลอดเวลาอย่างแน่นอน และเรียกคืนสิ่งที่ซาตานได้จับจองกลับมาใหม่อีกครั้ง เพื่อที่พวกเราอาจกลายเป็นครบบริบูรณ์โดยพระเจ้าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  จงอย่าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์—จงใช้ชีวิตทุกชั่วขณะภายในพระวจนะของพระเจ้า  จงเสริมสร้างร่วมกับเหล่าธรรมิกชน จงได้รับการนำไปสู่ราชอาณาจักร และจงเข้าสู่พระสิริร่วมกับพระเจ้า

จาก “บทที่ 1” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

166. คริสตจักรฟีลาเดลเฟียได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ซึ่งก็เป็นไปเนื่องจากพระคุณและความปรานีของพระเจ้าทั้งสิ้น  ความรักแด่พระเจ้าเกิดขึ้นในหัวใจของเหล่าธรรมมิกชนจำนวนนับหมื่นแสนผู้ไม่หวั่นไหวในการเดินทางไกลทางจิตวิญญาณของตน  พวกเขายึดแน่นอยู่กับการเชื่อของตนว่า พระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเศียรแห่งจักรวาลผู้ทรงบัญชาทุกสรรพสิ่ง การนี้ได้รับการยืนยันโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ มันคงมั่นไม่ขยับเคลื่อนพอกันกับขุนเขา!  และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง!

โอ้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  วันนี้พระองค์นั่นเองคือผู้ซึ่งได้ทรงเปิดดวงตาฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเรา อันเป็นการเปิดโอกาสให้คนตาบอดมองเห็น ให้คนง่อยเดินได้  และให้คนเป็นโรคเรื้อนรักษาหายได้  พระองค์นั่นเองคือผู้ซึ่งได้ทรงเปิดช่องหน้าต่างสู่สวรรค์  เปิดโอกาสให้พวกเราได้ล่วงรู้ความล้ำลึกของอาณาจักรฝ่ายจิตวิญญาณ  การได้รับการแทรกซึมโดยพระวจนะอันบริสุทธิ์ของพระองค์ และได้รับการช่วยให้รอดจากสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเราซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม—เช่นนั้นคือพระราชกิจอันยิ่งใหญ่อย่างมิอาจประมาณได้ของพระองค์ และคือความปรานีอันยิ่งใหญ่อย่างมิอาจประมาณได้ของพระองค์  พวกเราคือเหล่าพยานของพระองค์!

นานแล้วที่พระองค์ได้ทรงซ่อนเร้นอยู่อย่างถ่อมพระทัยและเงียบกริบ  พระองค์ได้ทรงก้าวผ่านการคืนพระชนม์จากความตาย ความทุกข์แห่งการตรึงกางเขน ความชื่นบานยินดีกับความโศกเศร้าทั้งหลายของชีวิตมนุษย์ และการข่มเหงกับความทุกข์ยาก พระองค์ทรงได้รับประสบการณ์ และลิ้มรสชาติความเจ็บปวดของพิภพมนุษย์ และพระองค์ได้ทรงถูกทอดทิ้งโดยยุคนั้น  พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์คือพระเจ้าพระองค์เอง  พระองค์ได้ทรงช่วยพวกเราให้รอดจากกองมูล ทรงค้ำจุนพวกเราด้วยพระหัตถ์ข้างขวาของพระองค์ และทรงให้พระคุณของพระองค์แก่พวกเราอย่างไม่อั้นเพื่อประโยชน์แห่งน้ำพระทัยของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงหลอมรวมพระชนม์ชีพของพระองค์เข้ามาเป็นพวกเราโดยทุ่มเทความเจ็บปวดทั้งหมดที่มี ราคาที่พระองค์ได้ทรงจ่ายด้วยพระโลหิต พระเสโท และน้ำพระเนตรของพระองค์นั้นได้ตกผลึกไปบนเหล่าวิสุทธิชน  พวกเราคือผลผลิตของ[ก]ความพยายามอันอุตสาหะของพระองค์ พวกเราคือราคาที่พระองค์ได้ทรงจ่ายไป

โอ้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  เพราะความรักมั่นคงกับความปรานีของพระองค์ ความชอบธรรมกับพระบารมีของพระองค์ ความบริสุทธิ์และความถ่อมพระทัยของพระองค์นั่นเองที่ผู้คนทั้งมวลจะกราบไหว้เฉพาะพระพักตร์พระองค์ และนมัสการพระองค์จนชั่วนิรันดร

วันนี้ พระองค์ได้ทรงทำให้คริสตจักรทั้งมวลครบบริบูรณ์—คริสตจักรแห่งฟีลาเดลเฟีย—และเช่นนั้นจึงเป็นการทำให้แผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์ลุล่วงไป  เหล่าธรรมิกชนสามารถนบนอบตนเองเฉพาะพระพักตร์พระองค์ได้อย่างถ่อมใจ ได้รับการเชื่อมโยงในจิตวิญญาณ และกำลังติดตามไปด้วยความรัก ร่วมกันไปยังแหล่งกำเนิดแห่งน้ำพุ  น้ำแห่งชีวิตซึ่งมีชีวิตนั้นดำเนินไปโดยไม่หยุดยั้ง ทำการซักล้างและชำระล้างโคลนตมและน้ำโสโครกทั้งหมดในคริสตจักรออกไป และชำระพระวิหารของพระองค์ให้บริสุทธิ์อีกครั้ง  พวกเราได้มารู้จักพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง ได้เดินอยู่ภายในพระวจนะของพระองค์ ได้ระลึกรู้ถึงหน้าที่รับผิดชอบและหน้าที่ของพวกเราเอง และได้ทำทุกอย่างที่พวกเราทำได้เพื่อสละตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อคริสตจักร ด้วยการนิ่งสงบเฉพาะพระพักตร์พระองค์อยู่เสมอ พวกเราต้องใส่ใจพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการที่น้ำพระทัยของพระองค์จะถูกขัดขวางในตัวพวกเรา  ท่ามกลางธรรมิกชนทั้งหลายนั้นมีความรักซึ่งกันและกัน และความแข็งแกร่งของบางคนจะทดแทนให้กับการล้มเหลวของคนอื่นๆ  พวกเขามีความสามารถที่จะเดินไปในจิตวิญญาณได้ตลอดเวลา โดยได้รับการให้ความรู้แจ้งและการให้ความกระจ่างโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  พวกเขานำความจริงมาฝึกฝนปฏิบัติทันทีที่เข้าใจความจริงนั้น  พวกเขาก้าวทันความสว่างใหม่ และติดตามก้าวพระบาทของพระเจ้า

จงร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแข็งขัน การปล่อยให้พระองค์เข้าควบคุมก็คือการเดินไปกับพระองค์  แนวความคิด มโนคติที่หลงผิด ความคิดเห็นและความยุ่งเหยิงทางโลกวิสัยทั้งปวงของพวกเราอันตรธานไปเป็นอากาศธาตุบางเบาเสมือนควัน  พวกเราปล่อยให้พระเจ้าทรงครองราชย์สูงสุดในจิตวิญญาณของพวกเรา เดินไปกับพระองค์ และดังนั้นจึงได้รับอุตรภาพ อันเป็นการเอาชนะโลก และจิตวิญญาณของพวกเราก็ย่อมโบยบินอย่างเป็นอิสระ และบรรลุการปลดปล่อย นี่คือบทอวสานเมื่อพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงกลายเป็นองค์กษัตริย์  พวกเราสามารถที่จะไม่เต้นรำและขับร้องเพื่อเป็นการสรรเสริญ ถวายคำสรรเสริญของพวกเรา ถวายบทเพลงสรรเสริญใหม่ๆ ได้อย่างไรเล่า?

แท้จริงแล้วมีหนทางมากมายที่จะสรรเสริญพระเจ้า ได้แก่ การเรียกขานพระนามของพระองค์ การเข้าใกล้ชิดพระองค์ การคิดถึงพระองค์ การอ่านบทอธิษฐาน การเข้าร่วมในสามัคคีธรรม การใคร่ครวญและไตร่ตรอง การอธิษฐาน และบทเพลงแห่งการสรรเสริญ  ในการสรรเสริญประเภทเหล่านี้มีความชื่นชมยินดี และมีการเจิมตั้ง มีพลังอำนาจอยู่ในการสรรเสริญ และก็มีภาระด้วยเช่นกัน  ในการสรรเสริญมีความเชื่อ และมีความเข้าใจเชิงลึกใหม่

จงร่วมมือกับพระเจ้าอย่างแข็งขัน ประสานงานในการปรนนิบัติและกลายเป็นหนึ่งเดียว ทำให้เจตนารมณ์ทั้งหลายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ลุล่วงไป เร่งรุดที่จะกลายเป็นกายจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ เหยียบย่ำซาตาน และทำให้ชะตากรรมซาตานมาถึงบทอวสาน  คริสตจักรฟิลาเดลเฟียได้ถูกรับขึ้นไปอยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้าแล้วและได้รับการสำแดงอยู่ในพระสิริของพระองค์

จาก “บทที่ 2” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

167. กษัตริย์ผู้ทรงมีชัยชนะประทับอยู่ที่ราชบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์  พระองค์ได้ทรงทำการไถ่ได้สำเร็จและนำทางประชากรของพระองค์ให้ปรากฏอยู่ในพระสิริ  พระองค์ทรงถือจักรวาลในพระหัตถ์ของพระองค์ และด้วยพระปรีชาญาณและมหิทธิฤทธิ์แห่งพระเจ้าของพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างและทำให้ศิโยนแข็งแกร่งแล้ว  ด้วยพระบารมีของพระองค์ พระองค์ทรงพิพากษาโลกที่เต็มไปด้วยบาป พระองค์ได้ทรงทำการตัดสินประชาชาติทั้งหมดและกลุ่มชนทั้งปวง แผ่นดินโลกและทะเลและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งหมดในสิ่งเหล่านั้น รวมถึงพวกที่มึนเมากับเหล้าองุ่นของความสำส่อน  พระเจ้าจะทรงพิพากษาพวกเขาอย่างแน่นอน และพระองค์จะทรงพระพิโรธต่อพวกเขาอย่างแน่นอน และในที่นั้นจะมีการสำแดงถึงพระบารมีของพระเจ้าผู้ที่การพิพากษาของพระองค์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและนำส่งโดยไม่มีการล่าช้า  ไฟแห่งพระพิโรธจะเผาผลาญอาชญากรรมอันชั่วร้ายของพวกเขาให้สิ้นอย่างแน่นอน และหายนะจะบังเกิดขึ้นแก่พวกเขาในไม่ช้า พวกเขาจะไม่รู้ถึงหนทางใดที่จะหนีรอดไปได้และจะไม่มีที่ใดที่จะหลบซ่อน พวกเขาจะร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน และพวกเขาจะนำการทำลายล้างมาสู่ตัวของพวกเขาเอง

บุตรทั้งหลายผู้มีชัยชนะผู้ที่เป็นที่รักของพระเจ้าจะได้อยู่ในศิโยนอย่างแน่นอน และจะไม่มีวันออกห่างจากที่นั่น  กลุ่มชนจำนวนมหาศาลจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์อย่างใกล้ชิด พวกเขาจะใส่ใจการกระทำของพระองค์อย่างพิถีพิถัน และเสียงการสรรเสริญของพวกเขาจะไม่มีวันสิ้นสุด  พระเจ้าเที่ยงแท้องค์หนึ่งเดียวได้ทรงปรากฏแล้ว!  พวกเราจะมีความแน่ใจภายในจิตวิญญาณเกี่ยวกับพระองค์ และจะติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิด พวกเราจะรีบมุ่งไปข้างหน้าด้วยแรงของเราทั้งหมดและจะไม่ลังเลอีกต่อไป  บทอวสานของโลกกำลังเปิดเผยคลี่คลายต่อหน้าพวกเรา ชีวิตของคริสตจักรที่ถูกต้องเหมาะสมตลอดจนผู้คน กิจธุระทั้งหลาย และสิ่งทั้งหลายที่ล้อมรอบตัวพวกเราขณะนี้ถึงขั้นกำลังทำให้การฝึกฝนของพวกเราเข้มข้น  ขอให้พวกเรารีบเร่งนำหัวใจที่รักโลกยิ่งนักของพวกเรากลับมาเถิด!  ขอให้พวกเรารีบเร่งนำวิสัยทัศน์ที่ถูกบดบังของพวกเรากลับมาเถิด!  ขอให้พวกเรายังคงเดินต่อไปตามจังหวะของพวกเรา เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่ก้าวล้ำอาณาเขต  ขอให้พวกเราหุบปากของพวกเราเพื่อที่พวกเราจะได้เดินอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า และไม่แข่งขันเพื่อการได้และเสียของพวกเราเองอีกต่อไป  โอ!  จงปล่อยสิ่งนั้นไปเถิด—ความชื่นชอบอันละโมบของพวกเจ้าสำหรับโลกฆราวาสและความอุดมด้วยโภคทรัพย์!  โอ!  จงปลดปล่อยตัวพวกเจ้าให้เป็นอิสระจากสิ่งนั้น—ความผูกพันอันยึดติดของพวกเจ้าต่อบรรดาสามีและบรรดาบุตรสาวและบรรดาบุตรชาย!  โอ!  จงหันหลังให้กับสิ่งเหล่านั้น—ทัศนคติและอคติทั้งหลายของเจ้า!  โอ!  จงตื่นขึ้นเถิด เวลานั้นสั้นนัก!  จงมองขึ้นไป มองขึ้นไป จากภายในจิตวิญญาณและยอมให้พระเจ้าทรงควบคุม  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จงอย่าได้กลายเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งของโลท  มันช่างน่าเวทนาที่จะถูกทิ้งไป!  ช่างน่าเวทนาโดยแท้!  โอ!  จงตื่นขึ้นเถิด!

จาก “บทที่ 3” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

168. ภูเขาและแม่น้ำทั้งหลายเปลี่ยนแปลง ห้วงน้ำไหลไปตามครรลองของพวกมัน และชีวิตของมนุษย์ก็ไม่สู้ทนอย่างแผ่นดินโลกและท้องฟ้า  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้นคือชีวิตอันนิรันดร์และฟื้นคืน ซึ่งดำเนินต่อไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าตลอดกาล!  ทุกสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งปวงล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และซาตานก็อยู่ใต้พระบาทของพระองค์

วันนี้ โดยการคัดสรรที่กำหนดพิจารณาไว้ล่วงหน้าของพระเจ้านั่นเอง พระองค์จึงทรงช่วยพวกเราให้พ้นจากการฉวยจับของซาตาน  พระองค์ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของพวกเราอย่างแท้จริง  ชีวิตอันฟื้นคืนนิรันดร์ของพระคริสต์ได้ถูกใช้ทำงานขึ้นในตัวพวกเราอย่างแท้จริง ซึ่งลิขิตชะตาให้พวกเราเชื่อมโยงกับพระชนม์ชีพของพระเจ้า เพื่อที่พวกเราอาจจะมีความสามารถที่จะได้พบกับพระองค์แบบเผชิญหน้ากัน กินพระองค์ ดื่มพระองค์ และชื่นชมพระองค์จริงๆ  นี่เป็นของประทานอันไม่เห็นแก่พระองค์ที่พระเจ้าได้ทรงทำขึ้น โดยทรงจ่ายราคาด้วยพระโลหิตแห่งพระทัยของพระองค์

ฤดูกาลต่างๆ มาและไป เคลื่อนผ่านลมและน้ำค้างแข็ง พบกับความทุกข์ การข่มเหง และความทุกข์ลำบากของชีวิตมามากเหลือเกิน พบกับการปฏิเสธและการใส่ความให้ร้ายของโลกมามากเหลือเกิน พบกับข้อกล่าวหาเท็จจากรัฐบาลมามากเหลือเกิน แต่ถึงกระนั้นทั้งความเชื่อของพระเจ้าและความแน่วแน่ของพระองค์ก็ไม่ถูกลดทอนลงแม้แต่น้อย  พระองค์ทรงพักวางชีวิตของพระองค์เอง โดยได้ทรงอุทิศทุ่มเทอย่างสุดหัวใจแด่น้ำพระทัยของพระเจ้า และแด่การบริหารจัดการและแผนของพระเจ้า เพื่อที่สิ่งเหล่านั้นอาจได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วง  สำหรับมวลชนทั้งหมดแห่งประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงทุ่มเทจนสุดความพยายาม ทรงป้อนอาหารและให้น้ำพวกเขาอย่างระมัดระวัง  ไม่สำคัญว่าพวกเราจะมืดมนเพียงใดหรือลำบากยากเย็นเพียงใด พวกเราต้องนบนอบเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์เท่านั้น และชีวิตที่ฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเดิมของพวกเรา…สำหรับบุตรหัวปีทั้งหมดเหล่านี้ พระองค์ทรงตรากตรำอย่างไม่ทรงรู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยทรงงดเว้นอาหารและการหยุดพัก  จะกี่วันกี่คืน ผ่านความร้อนอันแผดเผาและความหนาวอันเยือกแข็งเพียงใด พระองค์ก็เฝ้าทอดพระเนตรอย่างสุดพระทัยอยู่ในศิโยน

โลก บ้าน งาน และทั้งหมดถูกงดเว้นโดยสิ้นเชิง อย่างเปรมปรีดิ์ อย่างเต็มใจ และความชื่นชมยินดีทางโลกทั้งหลายไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพระองค์…พระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์บดขยี้เข้าใส่พวกเรา เปิดโปงสิ่งทั้งหลายที่ซ่อนลึกอยู่ในหัวใจของพวกเรา  พวกเราจะไม่สามารถเชื่อมั่นได้อย่างไร?  ทุกประโยคที่มาจากพระโอษฐ์ของพระองค์อาจกลายเป็นจริงในตัวพวกเราเมื่อใดก็ได้  สิ่งใดก็ตามที่พวกเราทำ ไม่ว่าจะในการทรงสถิตของพระองค์หรือซ่อนเร้นจากพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงทราบ ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ไม่เข้าพระทัย  ทั้งหมดจะได้รับการเปิดเผยเฉพาะพระพักตร์พระองค์อย่างแท้จริง แม้จะมีแผนและการจัดการเตรียมการทั้งหลายของพวกเราเองอยู่ก็ตาม

ขณะนั่งอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ รู้สึกถึงความชื่นบานภายในจิตวิญญาณของพวกเรา สบายใจและสงบ ทว่ารู้สึกว่างเปล่าอยู่เสมอและเป็นหนี้บุญคุณต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง กล่าวคือ นี่เป็นการอัศจรรย์อย่างหนึ่งซึ่งมิอาจจินตนาการได้และเป็นไปไม่ได้ที่จะสัมฤทธิ์ผล  พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นทรงเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว!  นั่นเป็นข้อพิสูจน์อันไม่อาจโต้เถียง!  พวกเราที่เป็นของกลุ่มนี้ได้รับการอวยพรอย่างสุดจะพรรณนาได้!  หากไม่ใช่เพราะพระคุณและพระปรานีของพระเจ้า พวกเราย่อมจะทำได้เพียงไปสู่ความพินาศและติดตามซาตาน  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้นที่สามารถช่วยพวกเราให้รอดได้!

อา!  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง!  เป็นพระองค์ที่ได้ทรงเปิดดวงตาฝ่ายจิตวิญญาณของพวกเรา ช่วยให้พวกเรามองเห็นความล้ำลึกทั้งหลายของโลกฝ่ายจิตวิญญาณ  ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของราชอาณาจักรนั้นไร้พรมแดน  พวกเราจงระวังระไวในขณะที่พวกเรารอคอย  วันนั้นคงไม่ไกลเกินไป

เปลวไฟแห่งสงครามหมุนวนไปรอบๆ ควันปืนใหญ่คลุ้งอยู่เต็มอากาศ สภาพอากาศอุ่นขึ้น ภูมิอากาศแปรเปลี่ยน ภัยพิบัติจะแพร่กระจาย และผู้คนทำได้แค่ตายเท่านั้น โดยไร้ความหวังของการรอดชีวิต

อา!  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริง!  พระองค์ทรงเป็นป้อมปราการอันแน่นหนาของพวกเรา  พระองค์ทรงเป็นที่หลบภัยของพวกเรา  พวกเราพากันเบียดซุกอยู่ใต้ปีกของพระองค์ และหายนะไม่สามารถเข้าถึงพวกเราได้  เช่นนี้เองคือการปกป้องและการเอาพระทัยใส่ของพระเจ้าของพระองค์

พวกเราทุกคนเร่งเสียงของพวกเราให้ดังขึ้นในบทเพลง พวกเราขับร้องเพื่อการสรรเสริญ และเสียงแห่งการสรรเสริญของพวกเราก้องกังวานไปทั่วศิโยน!  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงได้ทรงตระเตรียมบั้นปลายอันรุ่งโรจน์ไว้ให้พวกเรา  จงระวังระไว—โอ้ จงเฝ้าดู!  ถึงตอนนี้ โมงยามก็ยังมิสายเกินไป

จาก “บทที่ 5” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

169. ตั้งแต่เมื่อครั้งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์—องค์กษัตริย์แห่งราชอาณาจักร—ทรงได้รับการเป็นพยาน ขอบเขตแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าได้เปิดเผยคลี่คลายด้วยความครบถ้วนไปทั่วทั้งจักรวาล  ไม่เพียงแต่การทรงปรากฏของพระเจ้าเท่านั้นที่ได้รับการเป็นพยานในประเทศจีน แต่พระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ยังได้รับการเป็นพยานในชนชาติทั้งมวลและในทุกสถานที่  พวกเขาทั้งหมดล้วนกำลังร้องเรียกพระนามอันบริสุทธิ์นี้ กำลังพยายามที่จะสามัคคีธรรมกับพระเจ้าในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ กำลังจับความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และกำลังรับใช้พระองค์ด้วยการร่วมมือกันในคริสตจักร  นี่คือหนทางอันน่าอัศจรรย์ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ

ภาษาของชนชาติต่างๆ ทั้งหลายนั้นแตกต่างจากกัน แต่มีพระวิญญาณเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น  พระวิญญาณนี้รวมประสานคริสตจักรทั้งหลายทั่วทั้งจักรวาลเข้าด้วยกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้าอย่างแท้จริง โดยไม่มีความแตกต่างแม้แต่น้อย  นี่คือบางสิ่งที่อยู่เหนือความสงสัย  บัดนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเรียกร้องไปยังพวกเขา และพระสุรเสียงของพระองค์ปลุกให้พวกเขาตื่นขึ้น  นี่คือพระสุรเสียงแห่งความปรานีของพระเจ้า  พวกเขาทั้งหมดร้องเรียกพระนามอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!  พวกเขาให้การสรรเสริญและพวกเขาร้องเพลงด้วย  ไม่มีทางที่จะมีการออกนอกลู่นอกทางใดๆ ในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เลย ผู้คนเหล่านี้ใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าตามเส้นทางที่ถูกต้อง พวกเขาไม่เปลี่ยนใจเลย—การอัศจรรย์มากมายจึงได้เกิดขึ้น  นี่เป็นบางสิ่งที่ผู้คนพบว่ายากจะจินตนาการและเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคาดเดาถึง

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์กษัตริย์แห่งชีวิตในจักรวาล!  พระองค์ประทับบนพระบัลลังก์อันรุ่งโรจน์และทรงพิพากษาโลก ทรงครองอำนาจเหนือทั้งหมด และทรงปกครองชนชาติทั้งมวล กลุ่มชนทั้งปวงคุกเข่าต่อพระองค์ อธิษฐานต่อพระองค์ เข้าใกล้ชิดพระองค์และสื่อสารกับพระองค์  ไม่ว่าเจ้าจะได้เชื่อในพระเจ้ามานานเท่าใดก็ตาม ไม่ว่าสถานะของเจ้าจะสูงเท่าใดก็ตาม หรือความอาวุโสของเจ้าจะมากเท่าใดก็ตาม หากเจ้าต่อต้านพระเจ้าในหัวใจของเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องถูกพิพากษาและต้องให้ตัวเจ้าเองหมอบราบเฉพาะพระพักตร์พระองค์ ส่งเสียงแห่งคำวิงวอนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดออกมา นี่เป็นการเก็บเกี่ยวผลของการกระทำของเจ้าเองโดยแท้  เสียงคร่ำครวญนี้คือเสียงของการถูกทรมานในบึงไฟและกำมะถัน และมันเป็นเสียงร้องของการถูกสั่งสอนด้วยคทาเหล็กของพระเจ้า นี่เป็นการพิพากษาต่อหน้าพระที่นั่งของพระคริสต์

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 8” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

170. พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธ์!  พระกายที่รุ่งโรจน์ของพระองค์ปรากฏขี้นในที่แจ้ง  พระกายฝ่ายจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ลุกขึ้น และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงครบบริบูรณ์ในพระองค์เอง!  ทั้งโลกและเนื้อหนังได้เปลี่ยนแปลงไป และการจำแลงพระกายของพระองค์บนภูเขาคือสภาวะบุคคลของพระเจ้า  พระองค์ทรงมีมงกุฎทองคำอยู่บนพระเศียรของพระองค์ ฉลองพระองค์ของพระองค์เป็นสีขาวบริสุทธิ์ ทรงคาดแถบทองคำที่พระอุระ และสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นแท่นรองพระบาทของพระองค์ พระเนตรของพระองค์เหมือนอย่างเปลวไฟ พระองค์ทรงถือดาบสองคมที่คมกริบในพระโอษฐ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงมีดาวเจ็ดดวงในพระหัตถ์ขวาของพระองค์  หนทางสู่ราชอาณาจักรนั้นส่องสว่างอย่างไร้เขตแดน พระสิริของพระองค์บังเกิดขึ้นและส่องสว่าง ภูเขาต่างๆ พากันชื่นชมยินดีและห้วงน้ำทั้งหลายพากันหัวเราะ และดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ ทั้งหมดโคจรอยู่ในการจัดการเตรียมการอย่างเป็นระเบียบของพวกมัน ซึ่งกำลังต้อนรับพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ ผู้ทรงเอกลักษณ์ ผู้ซึ่งชัยชนะของพระองค์กลับไปประกาศถึงความครบบริบูรณ์ของแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระองค์  ทุกสิ่งกระโดดและเต้นรำด้วยความชื่นชมยินดี! จงเปล่งเสียงแสดงความยินดี! พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ประทับบนบัลลังก์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์!  จงร้องเพลงเถิด!  ธงแห่งชัยชนะขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ชูขึ้นสูงเหนือภูเขาศิโยนที่สง่างามและเปี่ยมบารมี! ชนชาติทั้งมวลกำลังเปล่งเสียงร้องแสดงความยินดี กลุ่มชนทั้งปวงกำลังร้องเพลง ภูเขาศิโยนกำลังหัวเราะอย่างเปรมปรีดิ์ และพระสิริของพระเจ้าได้เกิดขึ้นแล้ว!  เราไม่เคยฝันว่าเราจะได้เห็นพระพักตร์ของพระเจ้า แต่แล้ววันนี้เราก็ได้เห็นแล้ว  ได้อยู่กับพระองค์แบบต่อหน้าทุกวัน เราวางแผ่หัวใจของเราต่อพระองค์  พระองค์ทรงจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มอย่างมากมาย  ชีวิต ถ้อยคำ การกระทำ ความนึกคิด แนวความคิดต่างๆ—ความสว่างแห่งพระสิริของพระเจ้าให้ความกระจ่างแก่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด  พระองค์ทรงนำทุกย่างก้าวตลอดวิถีทาง และการพิพากษาของพระองค์เกิดขึ้นโดยทันทีต่อหัวใจที่เป็นกบฏ

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 15” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

171. มีพยานได้เห็นบุตรมนุษย์ และพระเจ้าได้ทรงสำแดงพระองค์เองอย่างเปิดเผย  พระสิริของพระเจ้าเปล่งรัศมีออกไป ฉายแสงอย่างแรงกล้าเหมือนอย่างดวงอาทิตย์ที่กำลังแผดเผา! พระพักตร์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์เปล่งแสงด้วยความสว่างอันสุกใส ดวงตาของผู้ใดจะกล้าจ้องมองพระองค์ด้วยความต้านทานเล่า? ความต้านทานนำไปสู่ความตาย! ไม่มีการแสดงความปรานีให้เห็นแม้แต่น้อยที่สุดสำหรับสิ่งใดก็ตามที่เจ้าคิดอยู่ในหัวใจของเจ้า สำหรับถ้อยคำใดที่เจ้าพูดหรือสิ่งใดๆ ที่เจ้าทำ  พวกเจ้าทั้งหมดจะได้เข้าใจและจะได้เห็นว่าสิ่งใดคือสิ่งที่พวกเจ้าได้รับมา—ซึ่งไม่มีสิ่งใดเว้นแต่การพิพากษาของเราเท่านั้น! เราจะสามารถทนมันได้หรือเมื่อพวกเจ้าไม่ได้ใช้ความพยายามในการกินและดื่มถ้อยคำของเรา และกลับแทรกแซงตามอำเภอใจและทำลายการสร้างของเรา? เราจะไม่ปฏิบัติต่อบุคคลประเภทนี้อย่างอ่อนโยน! หากความประพฤติของเจ้าเสื่อมไปอย่างรุนแรงมากขึ้น เจ้าจะถูกเผาไหม้ในเปลวไฟ! พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงสำแดงในร่างทางจิตวิญญาณ โดยปราศจากเนื้อหนังหรือเลือดแม้เพียงส่วนน้อยที่สุดที่เชื่อมต่อจากศีรษะจรดปลายเท้า  พระองค์ทรงอยู่เหนือล้ำสากลพิภพ ประทับอยู่ที่บัลลังก์อันรุ่งโรจน์ในสวรรค์ชั้นที่สาม ทรงบริหารสรรพสิ่งทั้งปวง! จักรวาลและสรรพสิ่งทั้งหมดอยู่ในมือของเรา  หากเราพูดสั่งมัน มันจะเป็นตามนั้น  หากเรากำหนดมัน มันก็จะเป็นไปตามนั้น  ซาตานอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเรา มันอยู่ในบาดาลลึก! เมื่อเสียงของเราได้เปล่งออกไป ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะล่วงไปและจะไม่มีอีกต่อไป! สรรพสิ่งทั้งปวงจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่ นี่คือความจริงอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ที่ถูกต้องอย่างแน่นอน  เราได้พิชิตโลกแล้ว รวมทั้งมารร้ายทั้งปวงด้วย  เรากำลังนั่งคุยกับพวกเจ้าอยู่ ณ ที่นี้ และทุกคนที่มีหูควรจะฟังไว้ และทุกคนที่กำลังมีชีวิตอยู่ควรยอมรับไว้

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 15” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

172. พระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ องค์กษัตริย์ผู้ทรงเถลิงบัลลังก์ ทรงปกครองทั้งจักรวาล ทรงเผชิญหน้าประชาชาติทั้งมวลและปวงประชาทั้งผอง และทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์สาดฉายไปด้วยพระสิริของพระเจ้า  สิ่งมีชีวิตทั้งมวลในจักรวาลและจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลกจักต้องประจักษ์  บรรดาขุนเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ แผ่นดิน มหาสมุทร และสิ่งมีชีวิตทั้งมวลได้เปิดม่านของพวกมันออกในความสว่างแห่งโฉมพระพักตร์ของพระเจ้าเที่ยงแท้ และพวกเขาจะได้รับการรื้อฟื้น ราวกับตื่นขึ้นมาจากความฝัน ราวกับพวกเขาเป็นบรรดาหน่อพันธุ์ที่กำลังฝ่าพ้นขึ้นมาเหนือพื้นดิน!

อา!  พระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวทรงปรากฏอยู่เบื้องพิภพแล้ว  ผู้ใดหรือที่กล้าดีเข้าหาพระองค์ด้วยการต้านทาน?  ทุกคนสั่นเทาด้วยความเกรงกลัว  ทุกคนต่างเชื่อมั่นอย่างเป็นที่สุด และทุกคนขอร้องต่อการยกโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ผู้คนทั้งปวงทรุดลงคุกเข่าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และทุกปากล้วนนมัสการพระองค์!  บรรดาทวีปและมหาสมุทร ขุนเขา แม่น้ำทั้งหลาย—ทุกสรรพสิ่งต่างสรรเสริญพระองค์อย่างมิรู้จบ!  ฤดูใบไม้ผลิมาพร้อมสายลมละมุนอันอบอุ่น นำมาซึ่งสายฝนโปรยปรายของฤดู  เช่นเดียวกับผู้คนทั้งปวง กระแสแห่งสายธารทั้งหลายต่างไหลรินด้วยความระทมใจและความชื่นบานยินดี เป็นการหลั่งน้ำตาแห่งการเป็นหนี้และการตำหนิตัวเอง  แม่น้ำ ทะเลสาบ ฟองคลื่นซัดฝั่งและระลอกคลื่นใต้น้ำทั้งหลายล้วนกำลังขับร้อง สดุดีพระนามอันบริสุทธิ์แห่งพระเจ้าเที่ยงแท้!  เสียงสรรเสริญกังวานออกมาด้วยความกระจ่างแจ้งยิ่งนัก!  สิ่งเก่าแก่ทั้งหลายที่ครั้งหนึ่งเคยถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม—แต่ละสิ่งและทุกๆ สิ่งในสิ่งเก่าแก่เหล่านั้นจะได้รับการสร้างขึ้นใหม่และเปลี่ยนแปลง และจะได้เข้าสู่อาณาจักรหนึ่งซึ่งใหม่อย่างครบถ้วนบริบูรณ์…

นี่คือแตรอันบริสุทธิ์ และมันได้เริ่มส่งเสียงแล้ว!  จงฟังเสียงแตรเถิด  เสียงนั่นช่างเสนาะนัก เป็นดำรัสแห่งบัลลังก์ ประกาศแสดงมายังทุกชนชาติและผู้คน ว่าเวลานั้นได้มาถึงแล้ว ว่าบทอวสานสุดท้ายได้มาถึงแล้ว  แผนการบริหารจัดการของเราเสร็จสิ้นแล้ว  ราชอาณาจักรของเราได้ปรากฏอย่างเปิดเผยบนแผ่นดินโลกแล้ว  อาณาจักรทั้งหลายของโลกได้กลายมาเป็นราชอาณาจักรของเรา ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้า  แตรทั้งเจ็ดของเราส่งเสียงจากบัลลังก์ และสิ่งอันแสนอัศจรรย์ทั้งหลายก็จะบังเกิดขึ้น!  ผู้คนตรงที่สุดปลายแผ่นดินโลกจะเร่งรีบมาอย่างพร้อมเพรียงกันจากทุกทิศทางด้วยกำลังแห่งหิมะถล่มและพลังแห่งสายฟ้าฟาด บ้างก็แล่นเรือใบมาในทะเล บ้างก็เหินมาในเครื่องบิน บ้างขึ้นขี่ยานพาหนะทุกรูปร่างและทุกขนาด บ้างก็ควบมาบนหลังอาชา  จงเพ่งมองอย่างใกล้ชิด  จงสดับฟังอย่างระมัดระวัง  บรรดาผู้ซึ่งทรงเหล่าอาชาทุกสีสัน ทรงฤทธิ์และสง่างามด้วยจิตวิญญาณที่ถูกปลุกเร้าราวกับกำลังเข้าสู่สมรภูมิรบเหล่านี้นั้น ไม่แยแสต่อความตาย  ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของอาชาและเสียงเอ็ดตะโรของผู้คนที่กำลังโห่ร้องแด่พระเจ้าเที่ยงแท้ พวกผู้ชาย พวกผู้หญิง และเด็กจำนวนมากจะถูกกีบม้าเหยียบย่ำในทันใด บ้างก็จะตาย บ้างก็จะหายใจเฮือกสุดท้าย บ้างก็จะพิกลพิการเสียโฉม ด้วยไม่มีผู้ใดมาดูแลพวกเขา จึงโห่ร้องตีโพยตีพาย ครวญครางด้วยความเจ็บปวด  บุตรแห่งการกบฏ!  นี่ไม่ใช่บทอวสานสุดท้ายของพวกเจ้าหรอกหรือ?

เรามองด้วยความชื่นบานยินดีไปยังประชากรของเรา ผู้ซึ่งได้ยินเสียงเราและมาชุมนุมกันจากทุกชนชาติและทุกแผ่นดิน  บรรดาผู้คนทั้งผอง ซึ่งรักษาพระเจ้าเที่ยงแท้ไว้ติดปากพวกเขามาโดยตลอด สรรเสริญและกระโดดโลดเต้นอย่างไม่รู้จบด้วยความชื่นบานยินดี  พวกเขาเป็นพยานให้แก่โลก และเสียงการเป็นพยานของพวกเขาต่อพระเจ้าเที่ยงแท้นั้นเสมือนเป็นเสียงสนั่นก้องของห้วงน้ำมากหลาย  ผู้คนทั้งปวงจะเนืองแน่นกันเข้ามาในราชอาณาจักรของเรา

แตรทั้งเจ็ดของเราส่งเสียงปลุกพวกผู้หลับใหล!  จงลุกขึ้นมาโดยเร็ว มันยังไม่สายเกินไป  จงมองชีวิตของเจ้าเถิด!  จงเปิดตาของเจ้าและดูว่าบัดนี้มันคือโมงยามใด  มีอะไรอยู่ ณ ที่นั้นให้แสวงหา?  มีอะไรอยู่ ณ ที่นั้นให้ขบคิดหรือ?  และมีอะไรอยู่ ณ ที่นั้นให้เกาะติดหรือ?  เจ้าไม่เคยพิจารณาความแตกต่างของคุณค่าระหว่างการได้รับชีวิตของเรากับการได้รับทุกสิ่งที่เจ้ารักและเกาะติดเลยหรอกหรือ?  จงอย่าเอาแต่ใจหรือเล่นซนอีกต่อไป  จงอย่าพลาดโอกาสนี้  เวลานี้จะไม่มาอีกแล้ว!  จงลุกขึ้นยืนเดี๋ยวนี้ ฝึกฝนปฏิบัติการใช้จิตวิญญาณของเจ้า จงใช้เครื่องมือสารพัดเพื่อมองให้ทะลุปรุโปร่ง และสกัดขวางทุกแผนร้ายและเพทุบายของซาตาน และมีชัยเหนือซาตาน เพื่อที่ประสบการณ์ชีวิตของเจ้าจะได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเจ้าอาจใช้ชีวิตตามอุปนิสัยของเรา เพื่อที่ชีวิตของเจ้าอาจกลายเป็นผู้ใหญ่และช่ำชองประสบการณ์ และเจ้าอาจติดตามย่างก้าวของเราเสมอ  จงอย่าหวาดหวั่น จงอย่าอ่อนแอ จงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ ทีละก้าว ตรงไปจนสุดปลายถนน!

เมื่อแตรทั้งเจ็ดส่งเสียงอีกครั้ง มันจะเป็นการเรียกสู่การพิพากษา การพิพากษาพวกบุตรแห่งการกบฏ การพิพากษาประชาชาติทั้งมวลและปวงประชาทั้งผอง และแต่ละชนชาติจะยอมจำนนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า  โฉมพระพักตร์อันเปี่ยมสง่าราศีของพระเจ้าจะปรากฏอยู่เบื้องหน้าประชาชาติทั้งมวลและปวงประชาทั้งผองอย่างแน่นอน  ทุกคนจะเชื่อมั่นอย่างถึงที่สุด และโห่ร้องไม่รู้จบแด่พระเจ้าเที่ยงแท้  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะทรงเปี่ยมสง่าราศีกว่าเดิม และบรรดาบุตรของเราก็จะร่วมแบ่งปันสง่าราศรีและร่วมแบ่งปันความเป็นกษัตริย์กับเรา ทำการพิพากษาประชาชาติทั้งมวลและปวงประชาทั้งผอง ลงโทษคนชั่ว มีความปรานีต่อบรรดาผู้ที่เป็นของเราและช่วยพวกเขาให้รอด และทำให้ราชอาณาจักรแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ  โดยผ่านทางเสียงแตรทั้งเจ็ด ผู้คนมากมายมหาศาลจะได้รับการช่วยให้รอด หวนคืนมาอยู่เบื้องหน้าเรา เพื่อคุกเข่าและนมัสการด้วยการสรรเสริญอันเป็นนิตย์!

เมื่อแตรทั้งเจ็ดส่งเสียงอีกครั้งหนึ่ง มันจะเป็นตอนจบแห่งยุค เป็นเสียงแผดของแตรแห่งชัยชนะเหนือซาตานผู้เป็นมาร เป็นการคารวะที่ป่าวประกาศการเริ่มต้นดำรงชีวิตอย่างเปิดเผยในราชอาณาจักรบนแผ่นดินโลก!  ช่างเป็นเสียงอันสูงส่งเลิศลอย เสียงนี้กังวานสะท้อนไปรอบบัลลังก์ เสียงแผดนี้ของแตรสั่นสะเทือนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก อันเป็นหมายสำคัญแห่งชัยชนะของแผนการบริหารจัดการของเรา อันเป็นคำพิพากษาต่อซาตาน มันตัดสินโทษให้ทั้งพิภพอันเก่าแก่นี้ไปสู่ความตาย ให้หวนคืนสู่บาดาลลึก! เสียงแผดนี้ของแตรมีนัยสำคัญว่า ประตูกำแพงแห่งพระคุณกำลังจะปิดลงแล้ว ว่าชีวิตของราชอาณาจักรจะเริ่มต้นบนแผ่นดินโลก ซึ่งเป็นการถูกต้องและเหมาะสม  พระเจ้าทรงช่วยบรรดาผู้ที่รักพระองค์ให้รอด  ครั้นพวกเขากลับไปยังราชอาณาจักรของพระองค์แล้ว ผู้คนบนแผ่นดินโลกจะเผชิญหน้ากับการกันดารอาหารและโรคระบาด และชามทั้งเจ็ดกับภัยพิบัติทั้งเจ็ดของพระเจ้าจะเกิดผลอย่างต่อเนื่องตามกัน ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะล่วงไป แต่วจนะของเราจะต้องไม่!

จาก “บทที่ 36” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

173. เมื่อฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ซึ่งเป็นชั่วขณะเดียวกับที่เราเริ่มเปล่งวจนะของเราด้วยเช่นกัน—เมื่อฟ้าแลบ ทั้งสวรรค์ชั้นสูงสุดจะส่องสว่าง และการแปลงสภาพเกิดขึ้นในดวงดาวทั้งหมด  เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดทั้งมวลเสมือนว่ามันได้ผ่านการคัดแยก  ภายใต้ประกายของลำแสงจากทิศตะวันออกนี้ มวลมนุษย์ทั้งหมดได้รับการเปิดเผยออกมาในรูปสัณฐานดั้งเดิมของตน พวกเขาตาพร่า ไม่แน่ใจว่าจะทำอะไร และยิ่งไม่แน่ใจเข้าไปอีกว่าจะปกปิดคุณสมบัติพิเศษอันน่าเกลียดของพวกเขาอย่างไร  พวกเขาเป็นเหมือนกับสัตว์ที่หนีจากความสว่างของเราและหลบภัยในถ้ำในภูเขาด้วยเช่นกัน—กระนั้น ก็ไม่มีพวกเขาคนใดสามารถได้รับการลบล้างจากภายในความสว่างของเราได้  มนุษย์ทั้งหมดรู้สึกพิศวง ทั้งหมดกำลังรอ ทั้งหมดกำลังเฝ้าดู  ด้วยการกำเนิดขึ้นของความสว่างของเรา ทั้งหมดจะชื่นบานในวันที่พวกเขาเกิด และในทำนองเดียวกัน ทั้งหมดจะสาปแช่งวันที่พวกเขาเกิด  อารมณ์ที่ขัดแย้งกันนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะแสดงชัด น้ำตาจากการลงโทษตัวเองก่อเกิดแม่น้ำ และถูกพัดพาไปในกระแสน้ำเชี่ยวกราก และหายไปโดยทันทีอย่างไม่เหลือร่องรอย  วันของเราเข้าใกล้มนุษยชาติทั้งหมดอีกครั้ง ปลุกเร้าเผ่าพันธุ์มนุษย์อีกครั้ง และให้จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้งกับมนุษยชาติ  หัวใจของเราเต้น และภูเขากระโดดอย่างชื่นบานยินดี ห้วงน้ำเต้นรำด้วยความชื่นบานยินดี และคลื่นซัดสาดหน้าผาหิน ทั้งหมดเป็นไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจของเรา  เป็นเรื่องยากที่จะแสดงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเราออกมา  เราต้องการให้ทุกสรรพสิ่งที่มีมลทินเผาไหม้เป็นเถ้าธุลีภายใต้สายตาอันจับจ้องของเรา เราต้องการทำให้บุตรทั้งหมดที่ไม่เชื่อฟังหายตัวไปจากต่อหน้าต่อตาเรา และไม่อ้อยอิ่งปรากฏตัวอยู่อีกต่อไป  เราไม่เพียงแต่ได้สร้างจุดเริ่มต้นใหม่ในสถานที่อาศัยของพญานาคใหญ่สีแดงเท่านั้น เรายังได้เริ่มต้นงานใหม่ในจักรวาลด้วย  อีกไม่นาน ราชอาณาจักรของแผ่นดินโลกจะกลายเป็นราชอาณาจักรของเรา  อีกไม่นาน ราชอาณาจักรของแผ่นดินโลกจะไม่ดำรงอยู่ตลอดกาลเพราะราชอาณาจักรของเรา เพราะเราได้สัมฤทธิ์ชัยชนะแล้ว เพราะเราได้กลับมาอย่างฉลองชัยแล้ว  พญานาคใหญ่สีแดงได้ใช้ทุกๆ วิถีทางที่คิดฝันได้เพื่อทำให้แผนของเราหยุดชะงัก ด้วยหวังว่าจะลบงานของเราบนแผ่นดินโลก แต่เราจะท้อใจมากขึ้นทุกทีจากกลอุบายหลอกลวงของมันไปได้หรือ?  เราจะรู้สึกหวาดผวาจนสูญเสียความมั่นใจเพราะการข่มขู่ของมันได้หรือ?  ไม่เคยมีสิ่งใดๆ สักสิ่งเดียวในสวรรค์หรือบนแผ่นดินโลกที่เราไม่เคยถือไว้ในฝ่ามือของเรา การนี้เป็นจริงสำหรับพญานาคใหญ่สีแดง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่เป็นตัวประกอบเสริมความเด่นสำหรับเรามากขึ้นเท่าใด?  มันไม่ใช่เป้าหมายที่จะถูกจัดการในมือของเราด้วยเช่นกันหรือ?

ในช่วงระหว่างการจุติเป็นมนุษย์ของเราในโลกมนุษย์ มวลมนุษย์ได้มาถึงวันนี้โดยไม่รู้ตัวภายใต้การนำของเรา และได้มารู้จักเราโดยไม่รู้ตัว  แต่สำหรับวิธีการเดินบนเส้นทางที่อยู่ข้างหน้านั้น ไม่มีใครเฉลียวใจเลย ไม่มีใครตระหนักรู้เลย—และยิ่งไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าเส้นทางนั้นจะนำพวกเขาไปทิศทางใด  ใครสักคนจะมีความสามารถที่จะเดินบนเส้นทางนั้นไปจนถึงที่สุดได้ ก็ด้วยองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ทรงเฝ้าดูพวกเขาอยู่เท่านั้น  ใครสักคนจะมีความสามารถข้ามธรณีประตูที่นำไปสู่ราชอาณาจักรของเราได้ ก็โดยได้รับการนำโดยฟ้าแลบในทิศตะวันออกเท่านั้น  ท่ามกลางพวกมนุษย์ ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นใบหน้าของเรา ไม่เคยมีผู้ใดเคยเห็นฟ้าแลบในทิศตะวันออก  แล้วจะเคยมีผู้ที่เคยได้ยินถ้อยคำจากบัลลังก์ของเราน้อยลงไปอีกเท่าใด?  อันที่จริงแล้ว นับตั้งแต่โบราณกาล ไม่เคยมีมนุษย์คนใดที่ได้มาติดต่อโดยตรงกับตัวตนของเรา ตอนนี้ที่เราได้มาสู่โลก มีเพียงวันนี้เท่านั้นที่มนุษย์มีโอกาสจะเห็นเรา  แต่แม้กระทั่งตอนนี้ มนุษย์ยังคงไม่รู้จักเรา เช่นเดียวกับที่พวกเขาเพียงมองใบหน้าของเราและแค่ได้ยินเสียงของเรา แต่กลับไม่เข้าใจความหมายของเรา  มนุษย์ทั้งหมดเป็นเช่นนี้  พวกเจ้าที่เป็นหนึ่งในผู้คนของเราไม่รู้สึกภาคภูมิอย่างลึกซึ้งเมื่อเห็นใบหน้าของเราหรือ?  และพวกเจ้าไม่รู้สึกถึงความอับอายน่าสังเวชเพราะพวกเจ้าไม่รู้จักเราหรอกหรือ?  เราเดินท่ามกลางมนุษย์และเราใช้ชีวิตท่ามกลางมนุษย์ เพราะเราได้บังเกิดเป็นมนุษย์และเราได้มาสู่โลกมนุษย์  จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่แค่การทำให้มนุษยชาติมองดูเนื้อหนังของเรา แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการทำให้มนุษยชาติรู้จักเรา  สิ่งที่มากกว่านั้นคือ เราจะตัดสินบาปของมนุษยชาติโดยผ่านทางเนื้อหนังที่เราจุติมาเป็นมนุษย์ เราจะกำราบพญานาคใหญ่สีแดงและทำลายล้างที่หลบซ่อนของมันโดยผ่านทางเนื้อหนังที่เราจุติมาเป็นมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 12” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

174. เมื่อเราหันหน้าพูดกับจักรวาล มวลมนุษย์ทั้งปวงได้ยินเสียงเรา และในทันใดนั้นเอง ก็มองเห็นงานทั้งหมดที่เราได้ทำลงไปทั่วทั้งจักรวาล  พวกที่ตั้งตนต่อต้านเจตจำนงแห่งเรา กล่าวคือ ผู้ที่ต่อต้านเราด้วยความประพฤติของมนุษย์ จะต้องตกอยู่ภายใต้การตีสอนของเรา  เราจะนำเอามวลหมู่ดารามหาศาลในสวรรค์ชั้นฟ้ามาและทำให้พวกมันใหม่ และดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ก็จะถูกทำให้ใหม่เพราะเรา—ผืนฟ้าทั้งหลายจะไม่เป็นเหมือนดังที่พวกมันเคยเป็นอีกต่อไป และสิ่งต่างๆ นับหมื่นแสนบนแผ่นดินโลกจะถูกทำใหม่  ทั้งหมดจะกลายเป็นครบบริบูรณ์โดยผ่านทางวจนะของเรา  ประชาชาติทั้งหลายภายในจักรวาลจะถูกแบ่งกั้นสัดส่วนใหม่และแทนที่ด้วยราชอาณาจักรของเรา เพื่อที่ประชาชาติบนแผ่นดินโลกจะหายลับไปตลอดกาล และทั้งหมดจะกลายเป็นราชอาณาจักรหนึ่งซึ่งนมัสการเรา ประชาชาติทั้งมวลแห่งแผ่นดินโลกจะถูกทำลายและยุติการดำรงอยู่  พวกมนุษย์ภายในจักรวาล บรรดาพวกที่เป็นของมารทั้งหมดจะถูกทำลายจนสิ้นซาก และพวกที่บูชาซาตานทั้งหมดจะคว่ำคะมำลงโดยไฟของเราที่กำลังเผาผลาญ—นั่นก็คือ ยกเว้นบรรดาผู้ที่อยู่ในกระแสตอนนี้ ทั้งหมดจะกลายเป็นเถ้าถ่าน  เมื่อเราตีสอนกลุ่มชนทั้งหลาย บรรดาผู้ที่อยู่ในโลกศาสนาจะคืนสู่อาณาจักรของเรา ถูกงานของเราพิชิตในขอบข่ายที่ต่างกันไป เนื่องเพราะพวกเขาจะได้เห็นการลงมาจุติขององค์หนึ่งเดียวผู้บริสุทธิ์โดยการขี่เมฆขาวแล้ว  ผู้คนทั้งหมดจะถูกแยกจากกันตามประเภทของพวกเขา และจะได้รับการตีสอนที่สมน้ำสมเนื้อกับการกระทำของพวกเขา  ผู้คนทั้งหมดที่ได้ยืนต้านเราจะมีอันพินาศ นั่นคือ สำหรับบรรดาผู้ที่ความประพฤติของพวกเขาบนแผ่นดินโลกไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรา พวกเขาจะดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกต่อไปภายใต้การปกครองของบุตรทั้งหลายของเราและประชากรของเรา ทั้งนี้ก็เพราะวิธีการที่พวกเขาได้พ้นผิดด้วยตัวพวกเขาเอง  เราจะเปิดเผยตัวเราต่อกลุ่มชนนับหมื่นแสนและชนชาตินับหมื่นแสน และด้วยเสียงของเราเอง เราจะส่งเสียงก้องไปบนแผ่นดินโลก ป่าวประกาศถึงการเสร็จสิ้นงานอันยิ่งใหญ่ของเราเพื่อที่มวลมนุษย์ทั้งปวงจะได้เห็นด้วยตาของพวกเขาเอง

เนื่องจากเสียงของเรามีความเข้มลึก เราจึงสังเกตเห็นสภาวะของจักรวาลไปด้วยเช่นกัน  โดยผ่านทางวจนะของเรา สิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างนับหมื่นแสนถูกทำให้ใหม่ทั้งหมด  ฟ้าสวรรค์เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับแผ่นดินโลก  มนุษยชาติถูกเปิดโปงในรูปทรงดั้งเดิมของมัน และแต่ละบุคคลถูกแยกออกตามประเภทของพวกเขาอย่างช้าๆ และพบว่าพวกเขากลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัวตัวเองโดยไม่รู้ตัว  นี่จะทำให้เรายินดีอย่างใหญ่หลวง  เราเป็นอิสระจากการขัดขวางและงานอันยิ่งใหญ่ของเราก็สำเร็จลุล่วงลงโดยไม่อาจล่วงรู้ได้ และสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างนับหมื่นแสนก็ถูกแปลงสภาพไป  เมื่อตอนที่เราได้สร้างโลกขึ้นมา เราวางรูปแบบทุกสรรพสิ่งไปตามประเภทของพวกมัน วางทุกสรรพสิ่งที่มีรูปทรงไว้ในประเภทเดียวกันกับพวกมัน  เมื่อปลายทางของแผนการบริหารจัดการของเราขยับใกล้เข้ามา เราจะคืนสภาวะเดิมของการสร้างกลับสู่สภาพเดิม เราจะคืนทุกสิ่งทุกอย่างกลับสู่วิถีที่มันเคยเป็นอยู่ดั้งเดิม โดยเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างอย่างลุ่มลึก เพื่อที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับคืนสู่อ้อมอกของแผนการของเรา  เวลานั้นได้มาถึงแล้ว! ช่วงระยะสุดท้ายของแผนการของเรากำลังใกล้จะสำเร็จลุล่วงแล้ว  อา โลกเก่าที่ช่างไม่สะอาด! เจ้าจะตกอยู่ภายใต้วจนะของเราอย่างแน่นอน! เจ้าจะถูกแผนการของเราลดทอนลงไปเป็นสิ่งที่ไม่ใช่อะไรเลยอย่างแน่นอน! อา สิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างนับหมื่นนับแสน! พวกเจ้าทั้งหมดจะได้รับชีวิตใหม่ภายในวจนะของเรา—พวกเจ้าจะมีองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งทรงอธิปไตยของพวกเจ้า  อา โลกใหม่ที่บริสุทธิ์และไร้มลทิน! พวกเจ้าจะฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใหม่ภายในพระสิริของเราอย่างแน่นอน! อา ภูเขาศิโยน! จะไม่เงียบงันต่อไปอีกแล้ว–เราได้กลับมาอย่างมีชัยแล้ว! จากท่ามกลางการทรงสร้าง เราพินิจพิเคราะห์ทั้งแผ่นดินโลก  บนแผ่นดินโลก มวลมนุษย์ได้เริ่มชีวิตใหม่และได้มาซึ่งความหวังใหม่  อา ประชากรของเรา! เหตุใดเล่าพวกเจ้าจึงไม่สามารถคืนชีวิตกลับมาได้ภายในความสว่างของเรา? เหตุใดหรือพวกเจ้าจึงไม่สามารถกระโดดโลดเต้นเพื่อความชื่นบานภายใต้การนำของเรา? แผ่นดินทั้งหลายกำลังพากันร้องตะโกนด้วยความยินดีปรีดา ห้วงน้ำทั้งหลายต่างพากันเสียงแหบแห้งด้วยการสรวลเสเฮฮาอย่างรื่นเริงยินดี! อา อิสราเอลคืนชีพ! ไฉนเจ้าจึงไม่รู้สึกภาคภูมิใจเพราะการลิขิตไว้ล่วงหน้าของเรา? ผู้ใดกันเล่าที่ได้ร่ำไห้? ผู้ใดกันเล่าที่ได้พิลาปคร่ำครวญ? อิสราเอลประเทศเก่านั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป และอิสราเอลของวันนี้ได้ผงาดลุกขึ้นแล้ว ตั้งตรงและตระหง่านค้ำอยู่ในพิภพนี้ และได้ลุกขึ้นยืนอยู่ในหัวใจของมนุษยชาติทั้งมวล  อิสราเอลของวันนี้จะบรรลุแหล่งกำเนิดแห่งการดำรงอยู่โดยผ่านทางประชากรของเราอย่างแน่นอน! อา อียิปต์ที่น่าเกลียดชัง! แน่นอนเลยว่า เจ้าไม่ได้ยังคงยืนต้านเราอยู่ ใช่หรือไม่? เจ้าสามารถฉวยประโยชน์จากความปรานีของเราและพยายามที่จะหนีการตีสอนของเราได้อย่างไรกัน? เจ้าไม่ดำรงอยู่ภายในการตีสอนของเราได้อย่างไรกัน? แน่นอนว่า บรรดาผู้ที่เรารักทั้งหมดจะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร และพวกที่ยืนต้านเราทั้งหมดก็จะถูกเราตีสอนไปชั่วนิรันดรอย่างแน่นอน  เพราะเราเป็นพระเจ้าที่หวงแหน และจะไม่ละเว้นพวกมนุษย์ไว้เลยแม้แต่น้อยสำหรับทั้งหมดที่พวกเขาได้ทำลงไป  เราจะเฝ้าดูหมดทั้งแผ่นดินโลก และในการปรากฏทางทิศตะวันออกของโลกพร้อมกับความชอบธรรม บารมี ความพิโรธ และการตีสอนนั้น เราจะเปิดเผยตัวเราต่อชุมนุมของมนุษยชาติอันมากมายเหลือคณนา!

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 26” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

175. มหาชนแซ่ซ้องเรา มหาชนสรรเสริญเรา ทุกปากทั้งปวงขนานพระนามพระเจ้าแท้จริงเพียงหนึ่งเดียว ผู้คนทั้งผองแหงนจ้องมองกิจการของเรา  ราชอาณาจักรเคลื่อนลงสถิตบนพิภพแห่งมวลมนุษย์  บุคคลของเรานั้นมั่งมีและเอื้ออารี  ใครเล่าจะไม่ปีติยินดีกับการนี้? ใครเล่าจะไม่เริงระบำเพื่อความชื่นชมยินดี? โอ้ ศิโยน! ชูธงประจำชัยของเจ้าเพื่อสมโภชเรา! ขับร้องเพลงฉลองชัยแห่งชัยชนะของเจ้าเพื่อเผยแผ่นามศักดิ์สิทธิ์ของเรา! ทุกสิ่งสร้างกระทั่งสุดปลาย พิภพ! จงเร่งชำระตัวเจ้าให้สะอาดเพื่อเจ้าอาจได้เป็นเครื่องบูชาแด่เรา! หมู่ดาราในท้องนภาเบื้องบน! จงเร่งกลับไปยังตำแหน่งแห่งหนของพวกเจ้าเพื่อแสดงฤทธานุภาพอันทรงอิทธิฤทธิ์ของเราในพื้นฟ้า! เราสดับซาบซึ้งในน้ำเสียงทั้งหลายของผู้คนบนแผ่นดินโลก ผู้หลั่งรินความรักและความเคารพตราบอสงไขยของพวกเขาให้แก่เรามาในบทเพลง! ในวันนี้ เมื่อทุกสิ่งสร้างกลับคืนสู่ชีวิต เราจึงลงมายังพิภพแห่งมวลมนุษย์  ณ ช่วงเวลานี้ ณ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ มวลบุปผาระดมผลิดอกบานสะพรั่งอย่างโกลาหล มวลหมู่สกุณาขับขานพร้อมเพรียงประดุจเสียงเดียว สรรพสิ่งล้วนระริกรัวด้วยความชื่นชมยินดี! ในเสียงประโคมคารวะแห่งราชอาณาจักร อาณาจักรซาตานพลันโค่นสลาย มีอันบรรลัยไปในเสียงก้องกัมปนาทของเพลงเฉลิมราชอาณาจักร ไม่มีวันผงาดขึ้นมาได้อีกเลย!

ใครเล่าบนแผ่นดินโลกกล้าลุกขึ้นมาต้านทาน? ขณะที่เราลงมายังแผ่นดินโลก เรานำมาซึ่งการเผาผลาญ นำมาซึ่งความพิโรธ นำมาซึ่งทุกเภทแห่งมหันตภัย  อาณาจักรทั้งหลายแห่งแผ่นดินโลก ณ บัดนี้คืออาณาจักรของเรา! สูงขึ้นไปในนภดล หมู่เมฆอวนระคนและวนป่วนเป็นมวนคลื่น เบื้องล่างนภดลนั้นเล่า ทะเลสาบและลำน้ำพากันถั่งโถมกระเพื่อมพล่านเป็นท่วงทำนองปลุกเร้าอย่างเริงร่ายินดี  เหล่าสัตว์ซึ่งกำลังพักผ่อนทะยานพรวดออกจากคูหาของพวกมัน และเราปลุกผู้คนทั้งผองให้ตื่นจากความหลับใหล  วันซึ่งผู้คนมหาศาลเฝ้ารอคอยได้มาถึงแล้วในที่สุด! พวกเขาถวายบทเพลงอันไพเราะที่สุดทั้งหลายให้กับเรา!

ตัดตอนมาจาก “เพลงเฉลิมราชอาณาจักร” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

176. เมื่อการกล่าวทักทายราชอาณาจักรดังขึ้น—ซึ่งเป็นตอนที่เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวานขึ้นด้วย—เสียงนี้สั่นสะเทือนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก เขย่าสวรรค์ชั้นสูงสุด และทำให้ความรู้สึกลึกในใจของมนุษย์ทุกคนสั่นไหว  เพลงสรรเสริญราชอาณาจักรดังกังวานขึ้นอย่างเป็นพิธีการในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง เป็นการพิสูจน์ว่าเราได้ทำลายชนชาตินั้นและได้สถาปนาราชอาณาจักรของเราแล้ว  ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ราชอาณาจักรของเราได้รับการสถาปนาขึ้นบนแผ่นดินโลก  ณ ชั่วขณะนี้ เราเริ่มส่งทูตสวรรค์ของเราออกไปยังทุกๆ ชนชาติในโลกเพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นผู้เลี้ยงแก่บรรดาบุตรของเรา ผู้คนของเรา นี่ก็เพื่อให้เป็นไปตามข้อพึงประสงค์ต่างๆ ของงานขั้นตอนต่อไปของเราด้วย  อย่างไรก็ตาม เราไปยังที่ที่พญานาคใหญ่สีแดงนอนขดตัวอยู่ และแข่งขันกับมันด้วยตัวเอง  ทันทีที่มนุษย์ทั้งหมดมารู้จักเราในเนื้อหนังและสามารถเห็นกิจการของเราในเนื้อหนัง ถ้ำของพญานาคใหญ่สีแดงก็จะกลายเป็นขี้เถ้าและหายไปอย่างไร้ร่องรอย…

วันนี้ เราไม่เพียงกำลังลงมายังชนชาติของพญานาคใหญ่สีแดงเท่านั้น แต่เรายังกำลังหันไปเผชิญหน้ากับทั่วทั้งจักรวาลอีกด้วย ทำให้สวรรค์ชั้นสูงสุดทั้งหมดทั้งมวลสั่นไหว  มีสถานที่ใดสักแห่งไหมที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การพิพากษาของเรา?  มีสถานที่สักแห่งไหมที่ไม่ดำรงอยู่ภายใต้ความหายนะที่เรากระหน่ำลงไป?  ทุกที่ที่เราไป เราได้กระจาย “เมล็ดพันธุ์แห่งความวิบัติ” ทุกประเภทไว้แล้ว  นี่เป็นหนึ่งในวิธีทั้งหลายที่เราทำงาน และเป็นการกระทำแห่งความรอดสำหรับมนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย และสิ่งที่เรายื่นให้พวกเขายังคงเป็นความรักอย่างหนึ่ง  เราปรารถนาที่จะอนุญาตให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นอีกทำความรู้จักเราและสามารถเห็นเรา และด้วยวิธีนี้ มาเคารพพระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งพวกเขาไม่สามารถมองเห็นมานานหลายปีแล้ว แต่ผู้ซึ่ง ณ บัดนี้เป็นจริงแล้ว

ตัดตอนมาจาก “บทที่ 10” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

177. เป็นเวลาหลายสหัสวรรษ มนุษย์ได้ถวิลหาที่จะสามารถเป็นพยานการเสด็จมาถึงของพระผู้ช่วยให้รอด มนุษย์ได้ถวิลหาที่จะมองดูพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดประทับเมฆขาวขณะที่พระองค์เสด็จลงมาในสภาวะบุคคล ท่ามกลางบรรดาผู้ที่ร่ำร้องและโหยหาในพระองค์มาเป็นเวลาหลายพันปี มนุษย์ยังถวิลให้พระผู้ช่วยให้รอดทรงกลับมาและทรงอยู่ร่วมกับพวกเขาอีกครั้ง นั่นคือ ถวิลให้พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ซึ่งได้ทรงแยกไปจากผู้คนเป็นเวลาหลายพันปี เสด็จกลับมา และดำเนินพระราชกิจในการไถ่บาปที่พระองค์ได้ทรงกระทำท่ามกลางชาวยิวอีกครั้ง ทรงมีความสงสารและมีความรักต่อมนุษย์ ทรงให้อภัยบาปของมนุษย์และทรงแบกรับบาปของมนุษย์ และแม้กระทั่งทรงแบกรับการล่วงละเมิดทั้งหมดของมนุษย์ และทรงช่วยมนุษย์ให้พ้นจากบาป สิ่งที่มนุษย์ถวิลหาคือการที่พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดทรงเป็นเช่นเมื่อก่อน—พระผู้ช่วยให้รอดผู้ควรค่าที่จะรัก ทรงพระทัยดีมีเมตตา และทรงน่าเคารพ ผู้ที่ไม่เคยพิโรธต่อมนุษย์ และผู้ที่ไม่เคยทรงตำหนิมนุษย์ แต่เป็นผู้ที่ทรงยกโทษและทรงรับบาปทั้งหมดของมนุษย์เอาไว้ และผู้ที่จะแม้กระทั่งสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อมนุษย์เช่นก่อนหน้านี้ ตั้งแต่พระเยซูได้เสด็จจากไป บรรดาสาวกที่ได้ติดตามพระองค์ รวมทั้งเหล่าวิสุทธิชนทั้งหมดผู้ได้รับการช่วยให้รอดในพระนามของพระองค์ ที่ได้ร่ำร้องหาพระองค์และรอคอยพระองค์แทบขาดใจตลอดมา ทุกคนที่ได้รับการช่วยให้รอดโดยพระคุณของพระเยซูคริสต์ในช่วงระหว่างยุคพระคุณได้ถวิลหาวันอันปราโมทย์ในวาระสิ้นสุดนั้น เมื่อพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดเสด็จลงมาบนเมฆขาวเพื่อทรงปรากฏต่อหน้าผู้คนทั้งหมด แน่นอนว่า นี่ยังเป็นความปรารถนาร่วมของทุกคนที่ยอมรับพระนามของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดในวันนี้เช่นกัน ทุกคนในจักรวาลที่รู้จักความรอดของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดได้โหยหาแทบขาดใจตลอดมาให้พระเยซูคริสต์เสด็จมาถึงโดยฉับพลันเพื่อทรงปฏิบัติสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสไว้ในขณะที่ทรงอยู่บนแผ่นดินโลกให้ลุล่วง: “เราจะมาถึงเฉกเช่นที่เราได้จากไป” มนุษย์เชื่อว่า หลังการถูกตรึงกางเขนและการคืนพระชนม์ พระเยซูได้เสด็จกลับไปสู่สวรรค์บนเมฆขาวเพื่อทรงเข้าประจำที่ของพระองค์ ณ พระหัตถ์ขวาขององค์ผู้สูงสุด ในลักษณะเดียวกัน พระเยซูจะเสด็จลงมาอีกครั้งบนเมฆขาว (เมฆนี้อ้างถึงเมฆที่พระเยซูประทับตอนที่พระองค์ได้เสด็จกลับสู่สวรรค์) ท่ามกลางบรรดาผู้ที่เฝ้าโหยหาพระองค์แทบขาดใจตลอดมาเป็นเวลาหลายพันปี และพระองค์จะทรงมีพระฉายาและทรงสวมใส่เสื้อผ้าของชาวยิว หลังการทรงปรากฏต่อมนุษย์ พระองค์จะประทานอาหารแก่พวกเขา และทรงทำให้น้ำแห่งชีวิตไหลพุ่งออกมาสำหรับพวกเขา และจะทรงใช้ชีวิตท่ามกลางพวกเขา ทรงเปี่ยมไปด้วยพระคุณและทรงเปี่ยมไปด้วยความรัก ที่มีชีวิตชีวาและเป็นจริง มโนคติที่หลงผิดเช่นนี้ทั้งหมดคือสิ่งที่ผู้คนเชื่อกัน กระนั้นพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดก็ไม่ได้ทรงกระทำสิ่งนี้ พระองค์ได้ทรงกระทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่มนุษย์คิดไปเอง พระองค์ไม่ได้เสด็จมาถึงท่ามกลางพวกที่ได้โหยหาการเสด็จกลับมาของพระองค์ และพระองค์ไม่ได้ทรงปรากฏต่อผู้คนทั้งหมดในขณะที่ประทับบนเมฆขาว พระองค์ได้เสด็จมาถึงแล้ว แต่มนุษย์ไม่รู้จักพระองค์ และยังคงไม่รู้เท่าทันเกี่ยวกับพระองค์ มนุษย์แค่กำลังรอคอยพระองค์อย่างไร้จุดหมาย ไม่ตระหนักรู้ว่าพระองค์ได้เสด็จลงมาบน “เมฆขาว” แล้ว (เมฆซึ่งเป็นพระวิญญาณของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ พระอุปนิสัยครบถ้วนทั้งมวลของพระองค์ และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น) และบัดนี้ทรงสถิตท่ามกลางกลุ่มผู้ชนะทั้งหลายที่พระองค์จะทรงทำให้เป็นในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย มนุษย์ไม่รู้สิ่งนี้: ทั้งที่พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดผู้บริสุทธิ์ทรงมีความเอ็นดูและความรักทั้งมวลให้แก่มนุษย์ พระองค์ทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจใน “วิหาร” เหล่านั้นซึ่งเป็นที่อยู่ของความโสมมและเหล่าวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์ได้อย่างไร?  แม้ว่ามนุษย์เฝ้ารอคอยการมาถึงของพระองค์ตลอดมา พระองค์ทรงสามารถปรากฏต่อพวกที่กินเนื้อหนังของผู้ที่ไม่ชอบธรรม ดื่มเลือดของผู้ที่ไม่ชอบธรรม และสวมใส่เสื้อผ้าของผู้ที่ไม่ชอบธรรม ผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์แต่ไม่รู้จักพระองค์ และผู้ที่บีบคั้นพระองค์อยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร  มนุษย์รู้แต่เพียงว่าพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดทรงเปี่ยมไปด้วยความรักและท่วมท้นไปด้วยความสงสาร และรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาป ทรงเต็มไปด้วยการไถ่ อย่างไรก็ดี มนุษย์ไม่รู้ว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงปริ่มล้นด้วยความชอบธรรม พระบารมี พระพิโรธ และการพิพากษา ทรงมีสิทธิอำนาจ และเปี่ยมไปด้วยพระเกียรติ ดังนั้น แม้ว่ามนุษย์จะโหยหาและกระหายการเสด็จกลับมาของพระผู้ไถ่อย่างใจจดใจจ่อ และแม้การอธิษฐานของพวกเขาจะขับเคลื่อนฟ้า พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดก็ไม่ทรงปรากฏแก่บรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์แต่ไม่รู้จักพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จกลับมาบน ‘เมฆขาว’ แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

178. เราได้มอบสง่าราศีของเราแก่อิสราเอลแล้วจากนั้นก็เอาสง่าราศีนั้นออกไป และภายหลังจากนั้นเราได้นำพาคนอิสราเอลไปยังทิศตะวันออก และนำพามนุษยชาติทั้งมวลไปยังทิศตะวันออก  เราได้นำพาพวกเขาทั้งหมดไปยังความสว่างเพื่อที่พวกเขาจะได้อยู่ร่วมกับความสว่างอีกครั้ง และเชื่อมสัมพันธ์กับความสว่าง และไม่ต้องค้นคว้าหาความสว่างอีกต่อไป  เราจะปล่อยให้ผู้คนทั้งหมดที่กำลังค้นคว้าได้เห็นความสว่างอีกครั้งและได้เห็นสง่าราศีที่เราได้มีในอิสราเอล เราจะปล่อยให้พวกเขาได้เห็นว่าเราได้ลงมาบนเมฆขาวเข้าสู่ท่ามกลางมวลมนุษย์นานมาแล้ว จะปล่อยให้พวกเขาได้เห็นหมู่เมฆสีขาวนับไม่ถ้วนและผลไม้เป็นพวงอันอุดม และที่มากไปกว่านั้นคือ จะปล่อยให้พวกเขาได้เห็นพระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล  เราจะปล่อยให้พวกเขาเฝ้ามององค์เจ้านายแห่งพวกยิว พระเมสสิยาห์ซึ่งเป็นที่ถวิลหารอคอย และการปรากฏอันครบถ้วนของเราผู้ที่ได้ถูกพวกกษัตริย์ข่มเหงตลอดทั่วทั้งยุคต่างๆ  เราจะทำงานกับทั้งจักรวาลและเราจะปฏิบัติงานอันยิ่งใหญ่ เป็นการเปิดเผยสง่าราศีของเราทั้งหมดและกิจการของเราทั้งหมดต่อมนุษย์ในยุคสุดท้าย  เราจะแสดงโฉมหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเราในความครบถ้วนต่อบรรดาผู้ที่ได้รอคอยเรามานานหลายปีแล้ว ต่อบรรดาผู้ที่ได้ถวิลหาให้เราลงมาบนเมฆขาว ต่ออิสราเอลที่ได้ถวิลหาให้เราปรากฏอีกครั้งหนึ่ง และต่อมวลมนุษย์ทั้งปวงที่ข่มเหงเรา เพื่อที่ทั้งหมดจะได้รู้ว่าเราได้เอาสง่าราศีของเราไปและได้นำพาสง่าราศีนั้นไปยังทิศตะวันออกนานมาแล้ว เพื่อที่สง่าราศีนั้นจะได้ไม่อยู่ในแคว้นยูเดียอีกต่อไป  ด้วยเหตุที่ยุคสุดท้ายนั้นได้มาถึงแล้ว!

ตลอดทั่วทั้งจักรวาลเรากำลังทำงานของเรา และในทิศตะวันออก เสียงกระแทกสนั่นราวฟ้าร้องดังขึ้นอย่างไม่รู้จบ ทำให้ชนชาติทั้งปวงและคณะนิกายทั้งหมดสั่นสะเทือน  เป็นเสียงของเรานั่นเองที่ได้นำทางพวกมนุษย์ทั้งหมดเข้ามาสู่ปัจจุบัน  เราจะทำให้พวกมนุษย์ทั้งหมดถูกพิชิตโดยเสียงของเรา ตกลงสู่กระแสนี้ และนบนอบต่อหน้าเรา ด้วยเหตุที่เราได้เรียกคืนสง่าราศีของเราจากแผ่นดินโลกทั้งหมดและได้ให้สง่าราศีนั้นปรากฏขึ้นใหม่ในทิศตะวันออกนานมาแล้ว  ใครบ้างไม่ถวิลหาที่จะได้เห็นสง่าราศีของเรา? ใครบ้างไม่รอคอยการกลับมาของเราอย่างกระวนกระวายใจ? ใครบ้างไม่กระหายการปรากฏอีกครั้งของเรา? ใครบ้างไม่คะนึงหาความดีงามของเรา? ใครบ้างจะไม่มาหาความสว่าง? ใครบ้างจะไม่เฝ้ามองความมั่งคั่งของคานาอัน? ใครบ้างไม่ถวิลหาการกลับมาของพระผู้ไถ่? ใครบ้างไม่ชื่นชมองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่? เสียงของเราจะแผ่ไปทั่วทั้งแผ่นดินโลก เมื่อเผชิญหน้ากับประชากรที่เราเลือกสรร เราปรารถนาที่จะกล่าววจนะแก่พวกเขาเพิ่มเติมอีก  เรากล่าววจนะของเราต่อทั้งจักรวาลและต่อมวลมนุษย์ ราวกับเสียงฟ้าร้องอันเปี่ยมพละกำลังที่ทำให้ภูเขาและแม่น้ำสั่นสะเทือน  ดังนั้นวจนะในปากของเราจึงได้กลายเป็นขุมทรัพย์ของมนุษย์ และพวกมนุษย์ทั้งหมดก็ทะนุถนอมวจนะของเรา  ฟ้าแลบนั้นส่องแสงวาบจากทิศตะวันออกตลอดทางไปจนถึงทิศตะวันตก  วจนะของเราเป็นวจนะที่มนุษย์ไม่เต็มใจที่จะละทิ้งไป และในเวลาเดียวกันก็พบว่าวจนะเหล่านั้นยากหยั่งถึง แต่ก็ชื่นบานในถ้อยคำเหล่านั้นอย่างหาใดปาน  พวกมนุษย์ทั้งหมดล้วนเปรมปรีดิ์และเต็มไปด้วยความชื่นบานยินดี เฉลิมฉลองการมาของเราราวกับว่าทารกคนหนึ่งเพิ่งจะได้ถือกำเนิด  โดยเสียงของเรา เราจะนำพาพวกมนุษย์ทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าเรา  นับจากนั้นเป็นต้นไป เราจะเข้าสู่เผ่าพันธุ์ของพวกมนุษย์อย่างเป็นทางการเพื่อที่พวกเขาจะได้มานมัสการเรา  ด้วยสง่าราศีที่เราแผ่รัศมีและวจนะในปากของเรา เราจะทำเช่นนั้นจนพวกมนุษย์ทั้งหมดมาอยู่ต่อหน้าเราและเห็นว่าฟ้าแลบนั้นส่องแสงวาบจากทิศตะวันออก และว่าเรายังได้ลงมาสู่ “ภูเขามะกอกเทศ” แห่งทิศตะวันออกเช่นกัน  พวกเขาจะเห็นว่าเราได้อยู่บนแผ่นดินโลกนานมาแล้ว ไม่ใช่ในฐานะบุตรของพวกยิวอีกต่อไป แต่ในฐานะฟ้าแลบแห่งทิศตะวันออก  ด้วยเหตุที่เราได้คืนชีพมานานแล้ว และได้ไปจากท่ามกลางมวลมนุษย์แล้ว และจากนั้นได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งด้วยสง่าราศีท่ามกลางพวกมนุษย์  เราคือพระองค์ผู้ทรงได้รับการนมัสการมาหลายยุคสมัยนับไม่ถ้วนก่อนปัจจุบันนี้แล้ว และเรายังเป็นทารกที่ถูกคนอิสราเอลละทิ้งมาหลายยุคสมัยนับไม่ถ้วนก่อนปัจจุบันนี้แล้วเช่นกัน  ยิ่งไปกว่านั้น เราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ซึ่งเปี่ยมพระสิริแห่งยุคปัจจุบัน! ให้ทั้งหมดนั้นจงมาอยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของเราและเห็นโฉมหน้าอันเปี่ยมสง่าราศีของเรา ได้ยินเสียงของเรา และเฝ้ามองกิจการของเรา  นี่คือเจตจำนงครบถ้วนบริบูรณ์ของเรา มันคือจุดสิ้นสุดและจุดสุดยอดของแผนการของเรา รวมทั้งจุดประสงค์ของการบริหารจัดการของเรา  ให้ทุกชนชาตินมัสการเรา ทุกภาษายอมรับเรา มนุษย์ทุกคนมอบความเชื่อของเขาในตัวเรา และผู้คนทุกคนอยู่ภายใต้การกะเกณฑ์โดยเรา!

ตัดตอนมาจาก “เสียงฟ้าร้องทั้งเจ็ดดังกังวาน—การเผยพระวจนะว่าข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรจะเผยแผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

179. ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นที่รู้จักในนามพระยาห์เวห์ เรายังเคยถูกเรียกว่าพระเมสสิยาห์เช่นกัน และครั้งหนึ่งผู้คนเรียกเราว่าพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดด้วยความรักและความเคารพยกย่อง อย่างไรก็ดี ณ วันนี้ เราไม่ใช่พระยาห์เวห์หรือพระเยซูซึ่งผู้คนได้รู้จักในช่วงเวลาที่ผ่านมาอีกต่อไป เราคือพระเจ้าผู้ที่ได้กลับมาในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ที่จะนำพายุคนี้ไปสู่บทอวสาน เราคือพระเจ้าเองซึ่งลุกขึ้นมาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลก สมบูรณ์พร้อมด้วยอุปนิสัยครบถ้วนทั้งมวลของเรา และเต็มเปี่ยมไปด้วยสิทธิอำนาจ เกียรติ และสิริ ผู้คนไม่เคยเข้ามาร่วมสัมพันธ์กับเรา ไม่เคยได้รู้จักเรา และไม่รู้เท่าทันในอุปนิสัยของเราตลอดเวลา ตั้งแต่การสร้างโลกจนกระทั่งวันนี้ ไม่มีบุคคลสักคนเดียวที่เคยเห็นเรา นี่คือพระเจ้าผู้ที่ทรงปรากฏต่อมนุษย์ในยุคสุดท้ายแต่ได้ทรงถูกซ่อนไว้ท่ามกลางมนุษย์ พระองค์ทรงอาศัยอยู่ท่ามกลางมนุษย์ ทรงเที่ยงแท้และทรงเป็นจริง ดุจดวงสุรีย์ที่แผดเผาและเปลวเพลิงที่ลุกโชน ทรงถูกเติมด้วยฤทธานุภาพและทรงปริ่มล้นด้วยสิทธิอำนาจ ไม่มีแม้แต่คนเดียวหรือสิ่งเดียวที่จะไม่ถูกพิพากษาโดยวจนะของเรา และไม่มีแม้แต่คนเดียวหรือสิ่งเดียวที่จะไม่ถูกชำระให้บริสุทธิ์ผ่านการแผดเผาของไฟ ในท้ายที่สุด ชนชาติทั้งมวลจะได้รับการอวยพรเพราะวจนะของเรา และจะถูกทุบจนแหลกเป็นชิ้นๆ เพราะวจนะของเราเช่นกัน ด้วยวิธีนี้ ผู้คนทั้งหมดในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายจะเห็นว่าเราคือพระผู้ช่วยให้รอดที่ได้กลับมา และเห็นว่าเราคือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ซึ่งพิชิตมวลมนุษย์ทั้งปวง และทุกคนจะเห็นว่าครั้งหนึ่งเราคือเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมนุษย์ แต่เห็นว่าในยุคสุดท้ายเรายังได้กลายเป็นเปลวเพลิงแห่งสุริยันซึ่งเผาผลาญทุกสรรพสิ่งให้เป็นจุณด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับองค์ตะวันแห่งความชอบธรรมซึ่งเปิดเผยทุกสรรพสิ่ง นี่คืองานของเราในยุคสุดท้าย เราใช้ชื่อนี้และครองอุปนิสัยนี้เพื่อที่ผู้คนทั้งหมดจะได้เห็นว่าเราคือพระเจ้าที่ชอบธรรม ดวงสุรีย์ที่แผดเผา เปลวเพลิงที่ลุกโชน และเพื่อที่ทุกคนจะได้นมัสการเรา พระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว และเพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเรา เราไม่ใช่เพียงแค่พระเจ้าของคนอิสราเอลเท่านั้น และเราไม่ใช่เพียงพระผู้ไถ่ เราคือพระเจ้าของสิ่งทรงสร้างทั้งมวลทั่วทั้งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและห้วงทะเล

ตัดตอนมาจาก “พระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จกลับมาบน ‘เมฆขาว’ แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

180. แผนการบริหารจัดการนานหกพันปีของพระเจ้ากำลังจะสิ้นสุดลง และประตูแห่งราชอาณาจักรได้ถูกเปิดออกแล้วให้กับทุกคนที่แสวงหาการทรงปรากฏของพระองค์  พี่น้องชายหญิงที่รัก พวกเจ้ากำลังรออะไรอยู่?  อะไรคือสิ่งที่เจ้าแสวงหา?  เจ้ากำลังรอให้พระเจ้าทรงปรากฏใช่ไหม?  เจ้ากำลังค้นหารอยพระบาทของพระองค์ใช่ไหม?  เราโหยหาการทรงปรากฏของพระเจ้ายิ่งนัก!  และมันก็ยากยิ่งนักที่จะพบรอยพระบาทของพระเจ้า!  ในยุคเช่นนี้ ในโลกเช่นนี้ เราต้องทำอะไรเพื่อให้ได้ประจักษ์วันที่พระเจ้าทรงปรากฏ?  เราต้องทำอะไรเพื่อก้าวให้ทันตามก้าวพระบาทของพระเจ้า?  ทุกคนที่กำลังรอให้พระเจ้าทรงปรากฏต้องเผชิญกับบรรดาคำถามประเภทนี้  พวกเจ้าทั้งหมดได้พิจารณาคำถามเหล่านั้นมากกว่าหนึ่งครั้ง—แต่มีผลลัพธ์เช่นไรหรือ?  พระเจ้าทรงปรากฏที่ใด?  รอยพระบาทของพระเจ้าอยู่ที่ใด?  พวกเจ้ามีคำตอบหรือไม่?  ผู้คนมากมายอาจจะตอบกลับดังนี้: “พระเจ้าทรงปรากฏท่ามกลางบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์และรอยพระบาทของพระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางหมู่เรา มันเรียบง่ายเช่นนั้นเอง!” ไม่ว่าใครก็สามารถให้คำตอบเป็นสูตรตายตัวได้ แต่พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่หมายถึงการทรงปรากฏของพระเจ้าหรือรอยพระบาทของพระองค์?  การทรงปรากฏของพระเจ้าหมายถึงการทรงมาถึงของพระองค์บนโลกเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ด้วยพระองค์เอง ด้วยพระอัตลักษณ์และพระอุปนิสัยของพระองค์เอง และในวิธีที่เป็นมาโดยกำเนิดในพระองค์ พระองค์เสด็จลงมาท่ามกลางมวลมนุษย์เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจของการเริ่มต้นยุคหนึ่งและสิ้นสุดยุคหนึ่ง  การทรงปรากฏเช่นนี้ไม่ใช่รูปแบบของพิธีการ มันไม่ใช่เครื่องหมาย รูปภาพ การอัศจรรย์ หรือนิมิตยิ่งใหญ่อะไรสักอย่าง และยิ่งมีโอกาสน้อยกว่านั้นที่มันจะเป็นกระบวนการทางศาสนา  มันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นจริงและแท้จริงที่ไม่ว่าใครก็สามารถสัมผัสและมองเห็นได้  การทรงปรากฏแบบนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อการเสแสร้งทำ หรือเพื่อการงานระยะสั้นอะไรสักอย่าง หากแต่มันเป็นไปเพื่อการงานระยะหนึ่งในแผนการบริหารจัดการของพระองค์  การทรงปรากฏของพระเจ้ามีความหมายเสมอและมีความสัมพันธ์กับแผนการบริหารจัดการของพระองค์เสมอ  สิ่งที่เรียกว่า “การทรงปรากฏ” ในที่นี้นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก “การทรงปรากฏ” ในแบบที่พระเจ้าทรงใช้แนะนำ นำทาง และให้ความรู้แจ้งแก่มนุษย์  พระเจ้าทรงดำเนินพระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระองค์ระยะหนึ่งในแต่ละครั้งที่พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์  พระราชกิจนี้แตกต่างจากพระราชกิจของยุคอื่นใด  มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ และมนุษย์ไม่เคยมีประสบการณ์กับมันมาก่อน  มันคือพระราชกิจที่เริ่มต้นยุคใหม่และสิ้นสุดยุคเก่า และมันเป็นรูปแบบใหม่และดีขึ้นของพระราชกิจเพื่อความรอดของมวลมนุษย์ ยิ่งกว่านั้น มันยังเป็นพระราชกิจที่นำพามวลมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่ นี่คือความหมายของการทรงปรากฏของพระเจ้า

ตัดตอนมาจาก “การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

181. เมื่อพวกเจ้าได้เข้าใจความหมายของการทรงปรากฏของพระเจ้าแล้ว พวกเจ้าควรแสวงหารอยพระบาทของพระเจ้าอย่างไร?  คำถามนี้ไม่ยากที่จะอธิบาย กล่าวคือ ที่ใดก็ตามที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั้นเจ้าจะพบก้าวพระบาทของพระองค์  คำอธิบายเช่นนี้ฟังดูตรงไปตรงมา แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายในทางปฏิบัติ เพราะว่าผู้คนมากมายไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงปรากฏที่ใด นับประสาอะไรที่จะรู้ว่าที่ใดที่พระองค์เต็มใจ หรือที่ใดที่พระองค์ควรทรงปรากฏ  บางคนเชื่อด้วยอารมณ์หุนหันว่าที่ใดก็ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงพระราชกิจ ที่นั้นพระเจ้าทรงปรากฏ  หรือมิฉะนั้นพวกเขาก็เชื่อว่าที่ใดก็ตามที่มีร่างฝ่ายวิญญาณ ที่นั้นพระเจ้าทรงปรากฏ  หรือมิฉะนั้นพวกเขาก็เชื่อว่าที่ใดที่มีผู้คนที่มีชื่อเสียงสูงส่ง ที่นั้นพระเจ้าทรงปรากฏ  ในชั่วขณะนี้ให้เราลืมไปก่อนว่าการเชื่อเช่นนี้ถูกหรือผิด  เพื่ออธิบายคำถามเช่นนี้ พวกเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนเสียก่อน กล่าวคือ พวกเรากำลังค้นหารอยพระบาทของพระเจ้า  พวกเราไม่ได้กำลังแสวงหาร่างฝ่ายวิญญาณ และยิ่งไม่ได้กำลังไล่ตามเสาะหาร่างผู้มีชื่อเสียง พวกเรากำลังไล่เสาะหาตามรอยพระบาทของพระเจ้า  ด้วยเหตุผลนี้ เนื่องจากว่าพวกเรากำลังตามหารอยพระบาทของพระเจ้า มันจึงจำเป็นที่พวกเราต้องค้นหาน้ำพระทัยของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า ถ้อยดำรัสของพระองค์—เพราะที่ใดก็ตามที่มีพระวจนะใหม่ๆ ที่พระเจ้าตรัส พระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่ที่นั่น และที่ใดที่มีก้าวพระบาทของพระเจ้า กิจการต่างๆ ของพระเจ้าอยู่ที่นั่น  ที่ใดก็ตามที่มีการทรงแสดงออกของพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้าทรงปรากฏ และที่ใดที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั่นความจริง หนทาง และชีวิตดำรงอยู่  ในการค้นหารอยพระบาทของพระเจ้า พวกเจ้าได้ละเลยคำว่า “พระเจ้าคือความจริง หนทาง และชีวิต” และดังนั้น ผู้คนมากมายแม้ในเวลาที่พวกเขาได้รับความจริงไม่เชื่อว่าพวกเขาได้พบรอยพระบาทของพระเจ้าแล้ว และพวกเขายิ่งไม่ยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้า  เป็นความผิดพลาดร้ายแรงยิ่งนัก!  การทรงปรากฏของพระเจ้าไม่สามารถลงรอยกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ และพระเจ้ายิ่งไม่ทรงสามารถจะปรากฏโดยคำขอของมนุษย์  พระเจ้าทรงทำการเลือกและทรงทำแผนการของพระองค์เองเมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นพระองค์ทรงมีวัตถุประสงค์ของพระองค์เองและวิธีการของพระองค์เอง  ไม่ว่าพระองค์จะทรงพระราชกิจใด พระองค์ไม่ทรงมีความจำเป็นต้องทรงหารือกับมนุษย์หรือทรงหาคำแนะนำของเขา นับประสาอะไรที่จะทรงต้องแจ้งให้ทุกๆ คนรู้ถึงพระราชกิจของพระองค์  นี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้า ซึ่งยิ่งไปกว่านั้นควรได้รับการยอมรับจากทุกคน  หากพวกเจ้าปรารถนาที่จะประจักษ์ในการทรงปรากฏของพระเจ้า ตามก้าวพระบาทของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเดินออกห่างจากมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเสียก่อน  เจ้าต้องไม่เรียกร้องให้พระเจ้าทรงทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น นับประสาอะไรที่เจ้าจะควรวางพระองค์ไว้ในขอบเขตของเจ้าเองและจำกัดพระองค์ไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง  แต่เจ้ากลับควรถามว่าพวกเจ้าจะแสวงหารอยพระบาทของพระเจ้าอย่างไร เจ้าจะยอมรับการทรงปรากฏของพระเจ้าอย่างไร และเจ้าจะยอมจำนนต่อพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างไร กล่าวคือ นี่คือสิ่งที่มนุษย์ควรทำ เนื่องจากมนุษย์ไม่ใช่ความจริง และไม่ได้ครอบครองความจริง เขาจึงควรแสวงหา ยอมรับ และเชื่อฟัง

ตัดตอนมาจาก “การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

182. วันนี้พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใหม่  เจ้าอาจไม่มีความสามารถที่จะยอมรับวจนะเหล่านี้และวจนะเหล่านี้อาจดูแปลกสำหรับเจ้า แต่เราจะแนะนำให้เจ้าไม่ตีแผ่ความเป็นธรรมชาติของเจ้า เพราะมีเพียงผู้คนที่หิวและกระหายอย่างแท้จริงต่อความชอบธรรมเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถได้รับความจริง และมีเพียงผู้คนที่มีใจศรัทธาอย่างแท้จริงเท่านั้นที่สามารถได้รับการให้ความรู้แจ้งและการทรงนำจากพระองค์  ผลลัพธ์ทั้งหลายนั้นได้มาจากการแสวงหาความจริงด้วยความสงบเปี่ยมสติสัมปชัญญะ มิใช่ด้วยการวิวาทและการโต้เถียง  เมื่อเราพูดว่า “วันนี้พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใหม่แล้ว” เรากำลังอ้างอิงถึงเรื่องของการทรงกลับสู่เนื้อหนังของพระเจ้า  บางทีวจนะเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เจ้ารู้สึกอะไร บางทีเจ้าอาจดูหมิ่นวจนะเหล่านี้ หรือแม้แต่บางทีวจนะเหล่านี้เป็นที่สนใจของเจ้าอย่างยิ่ง  ไม่ว่าในกรณีใด เราหวังว่าบรรดาผู้ที่โหยหาอย่างแท้จริงให้พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์จะสามารถเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงนี้และพินิจพิเคราะห์มันอย่างรอบคอบ แทนที่จะด่วนสรุปต่างๆ นานาเกี่ยวกับมัน นั่นคือสิ่งที่บุคคลซึ่งมีปัญญาควรทำ

มันไม่ยากที่จะสืบค้นเข้าไปในสิ่งเช่นนี้ แต่มันจำเป็นที่พวกเราแต่ละคนต้องรู้ความจริงข้อนี้ กล่าวคือ พระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์จะทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์จะทรงครองการแสดงออกของพระเจ้า  ในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงก่อเกิดพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำ และในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และจะทรงสามารถนำความจริงสู่มนุษย์ ประทานชีวิตให้เขาและชี้หนทางให้เขา  เนื้อหนังที่ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่ถือว่าเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน ในเรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยแต่อย่างใด  หากมนุษย์ตั้งใจจะสืบค้นลงไปว่านั่นคือเนื้อหนังจากการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเขาต้องยืนยันเรื่องนี้จากพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงออกและพระวจนะที่พระองค์ตรัส  ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การที่จะยืนยันว่าเป็นเนื้อหนังจากการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ และเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น คนเราต้องแยกแยะบนพื้นฐานของแก่นแท้ของพระองค์  และดังนั้น ในการกำหนดว่านั่นเป็นเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์หรือไม่ กุญแจอยู่ในแก่นแท้ของพระองค์ (พระราชกิจของพระองค์ ถ้อยดำรัสของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์และแง่มุมอื่นๆ มากมาย) มากกว่ารูปปรากฏภายนอก  หากมนุษย์พินิจพิเคราะห์เพียงแค่พระรูปปรากฏภายนอกของพระองค์ และส่งผลให้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่ก็แสดงว่ามนุษย์มืดบอดและไม่รู้เท่าทัน  รูปปรากฏภายนอกไม่สามารถกำหนดแก่นแท้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พระราชกิจของพระเจ้าไม่มีวันสามารถสอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ พระรูปปรากฏภายนอกของพระเยซูไม่ได้ขัดกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์หรอกหรือ? โฉมพระพักตร์และเครื่องทรงของพระองค์ไม่สามารถให้เบาะแสเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์แท้จริงของพระองค์ได้หรอกหรือ? พวกฟาริสียุคแรกสุดไม่ได้ต่อต้านพระเยซูอย่างจริงจังก็เพราะพวกเขาแค่มองที่พระรูปปรากฏภายนอกของพระองค์เท่านั้น และหาได้ใส่ใจพระวจนะในพระโอษฐ์ของพระองค์หรอกหรือ? เรามีความหวังว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนที่แสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้าจะไม่ซ้ำรอยโศกนาฏกรรมแห่งประวัติศาสตร์  เจ้าต้องไม่กลายเป็นพวกฟาริสีแห่งยุคปัจจุบันและตอกตรึงพระเจ้ากับกางเขนอีกครั้ง  เจ้าควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงวิธีต้อนรับการทรงกลับมาของพระเจ้า และเจ้าควรมีจิตใจที่แจ่มชัดเกี่ยวกับวิธีที่จะเป็นใครบางคนซึ่งนบนอบต่อความจริง  นี่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่กำลังรอให้พระเยซูทรงกลับมาโดยการขี่มาบนก้อนเมฆ  พวกเราควรขยี้ตาฝ่ายวิญญาณของพวกเราเพื่อทำให้เห็นได้ชัดเจนและไม่กลายเป็นจมปลักอยู่ในคำพูดทั้งหลายแห่งความเพ้อฝันเกินจริง  พวกเราควรคิดถึงพระราชกิจของพระเจ้าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและมองตรงแง่มุมของพระเจ้าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง  อย่าหลงระเริงหรือปล่อยตัวเองให้หลุดหลงไปในฝันกลางวัน ที่ตลอดเวลาเฝ้าถวิลหาวันที่องค์พระเยซูเจ้าทรงขี่บนก้อนเมฆเสด็จลงมาโดยฉับพลันท่ามกลางพวกเจ้าและรับตัวพวกเจ้าที่ไม่เคยได้รู้จักหรือได้เห็นพระองค์และไม่รู้วิธีทำตามน้ำพระทัยของพระองค์  เป็นการดีกว่าที่จะคิดถึงเรื่องราวที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่านี้!

ตัดตอนมาจาก คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

183. ในคราวนี้ พระเจ้าเสด็จมาทรงพระราชกิจไม่ใช่ในกายจิตวิญญาณ แต่ในกายที่ธรรมดาสามัญมาก  ยิ่งไปกว่านั้น กายนี้ไม่เพียงแต่เป็นพระวรกายในการจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นพระวรกายที่พระเจ้าทรงกลับคืนสู่เนื้อหนังด้วยเช่นกัน เป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งธรรมดาสามัญมาก  เจ้าไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดที่ทำให้พระองค์โดดเด่นออกมาจากผู้อื่น แต่เจ้าสามารถได้รับความจริงซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนจากพระองค์ได้  เนื้อหนังซึ่งไร้นัยสำคัญนี้คือสิ่งที่พระวจนะแห่งความจริงทั้งหมดจากพระเจ้าจำแลงร่างขึ้นมาดำเนินพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย และแสดงพระอุปนิสัยทั้งหมดของพระเจ้าให้มนุษย์เข้าใจ  เจ้าไม่อยากอย่างใหญ่หลวงที่จะมองเห็นพระเจ้าในสวรรค์หรอกหรือ?  เจ้าไม่อยากอย่างใหญ่หลวงที่จะเข้าใจพระเจ้าในสวรรค์หรอกหรือ?  เจ้าไม่อยากอย่างใหญ่หลวงที่จะมองเห็นบั้นปลายของมวลมนุษย์หรอกหรือ?  พระองค์จะทรงบอกความลับเหล่านี้ทั้งหมดแก่เจ้า—ความลับที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดสามารถบอกเจ้าได้ และพระองค์จะทรงบอกกับเจ้าเช่นกันถึงความจริงที่เจ้านั้นไม่เข้าใจ  พระองค์ทรงเป็นประตูของเจ้าที่จะเข้าไปสู่ราชอาณาจักร  และเป็นผู้นำเจ้าเข้าไปสู่ยุคใหม่  มนุษย์ที่ธรรมดาสามัญเช่นนั้นถือครองความล้ำลึกอันมิอาจหยั่งลึกได้อยู่มากมาย  กิจการของพระองค์อาจมิอาจพิเคราะห์ได้สำหรับเจ้า แต่เป้าหมายโดยครบถ้วนบริบูรณ์ของพระราชกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัตินั้นเพียงพอที่จะเปิดโอกาสให้เจ้ามองเห็นว่าพระองค์มิใช่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งอย่างที่ผู้คนเชื่อ  เพราะพระองค์เป็นตัวแทนน้ำพระทัยของพระเจ้าและความใส่ใจที่พระเจ้าทรงแสดงต่อมวลมนุษย์ในยุคสุดท้าย  แม้เจ้าจะไม่สามารถได้ยินพระวจนะของพระองค์ที่ดูเหมือนจะสั่นสะเทือนฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก  หรือมองเห็นพระเนตรของพระองค์ประหนึ่งเปลวเพลิงอันลุกโชน  และแม้เจ้าไม่สามารถรู้สึกถึงความมีวินัยแห่งคทาเหล็กของพระองค์  แต่ถึงกระนั้น  เจ้าก็สามารถได้ยินจากพระวจนะของพระองค์ว่าพระเจ้าทรงพิโรธ และรู้ว่าพระเจ้ากำลังทรงแสดงความเมตตาสงสารต่อมวลมนุษย์  เจ้าสามารถมองเห็นพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าและพระปรีชาญาณของพระองค์ และยิ่งไปกว่านั้น ตระหนักถึงความกังวลห่วงใยที่พระเจ้าทรงมีให้กับมวลมนุษย์ทั้งปวง  พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายคือ การเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นพระเจ้าในสวรรค์ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกมนุษย์บนแผ่นดินโลก และทำให้มนุษย์สามารถรู้จัก  เชื่อฟัง เคารพ  และรักพระเจ้า  นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดพระองค์จึงได้ทรงกลับคืนสู่เนื้อหนังเป็นครั้งที่สอง  แม้ว่าสิ่งที่มนุษย์เห็นในวันนี้คือพระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเหมือนกับมนุษย์ พระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งทรงมีหนึ่งพระนาสิกและสองพระเนตร  และพระเจ้าองค์หนึ่งซึ่งไม่มีอะไรโดดเด่น  ในตอนท้าย พระเจ้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่า หากมนุษย์คนนี้มิได้ดำรงอยู่ ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงมหาศาล หากมนุษย์คนนี้มิได้ดำรงอยู่ ฟ้าสวรรค์จะสลัวลง แผ่นดินโลกจะดิ่งพรวดลงสู่ความอลหม่าน  และมวลมนุษย์ทั้งปวงจะดำรงชีวิตท่ามกลางการกันดารอาหารและภัยพิบัติทั้งหลาย  พระองค์จะทรงแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่า หากพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ไม่ได้เสด็จมาเพื่อช่วยพวกเจ้าให้รอดในยุคสุดท้าย พระเจ้าก็คงจะได้ทรงทำลายมวลมนุษย์ทั้งปวงในนรกไปเสียนานแล้ว หากไม่มีมนุษย์ผู้นี้อยู่ พวกเจ้าก็จะเป็นพวกคนบาปตัวฉกาจไปตลอดกาล  และเจ้าจะกลายเป็นซากศพชั่วนิรันดร  พวกเจ้าควรรู้ว่า หากเนื้อหนังนี้มิได้ดำรงอยู่ เช่นนั้นแล้ว มวลมนุษย์ทั้งปวงคงจะเผชิญหน้ากับหายนะที่มิอาจหลบหลีกได้เลย  และคงจะพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกหนีการลงโทษอันรุนแรงเสียยิ่งกว่าซึ่งพระเจ้าทรงตวงแบ่งให้กับมวลมนุษย์ในยุคสุดท้าย  หากเนื้อหนังธรรมดาสามัญนี้ไม่ถือกำเนิดขึ้น เจ้าทั้งหมดก็คงจะอยู่ในสภาวะที่พวกเจ้าร้องขอต่อชีวิตโดยที่ไม่มีความสามารถที่จะดำรงชีวิตได้ และอธิษฐานขอความตายโดยที่ไม่สามารถตายได้  หากเนื้อหนังนี้มิได้ดำรงอยู่ พวกเจ้าจะไม่สามารถได้รับความจริงและมาอยู่เบื้องหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้าในวันนี้ได้  แต่เจ้ากลับจะถูกพระเจ้าลงโทษเพราะบาปอันหนักหนาสาหัสของเจ้าแทน  พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่า หากมิใช่เพราะพระเจ้าทรงกลับคืนสู่เนื้อหนัง  ก็คงจะไม่มีผู้ใดเลยที่มีโอกาสได้รับความรอด  และหากมิใช่เพราะการมาของเนื้อหนังนี้ พระเจ้าก็คงจะวางบทอวสานให้กับยุคเก่าไปเสียนานแล้ว?  ด้วยความที่เป็นเช่นนี้ พวกเจ้ายังสามารถปฏิเสธการจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้าได้อยู่อีกหรือ?  เพราะพวกเจ้าสามารถได้รับประโยชน์มากมายเหลือเกินจากมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้  เหตุใดพวกเจ้าจึงจะไม่ยอมรับพระองค์อย่างเปรมปรีดิ์เล่า?

ตัดตอนมาจาก “เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

184. พระราชกิจของพระเจ้าคือบางสิ่งที่เจ้าไม่สามารถจับใจความได้  หากเจ้าไม่สามารถจับความเข้าใจได้อย่างเต็มที่ว่าตัวเลือกของเจ้านั้นถูกต้องหรือไม่  ทั้งยังไม่สามารถรู้ได้ว่าพระราชกิจของพระองค์สามารถประสบผลสำเร็จได้หรือไม่ แล้วเหตุใดหรือ เจ้าจึงไม่ลองเสี่ยงโชคของเจ้าและดูว่ามนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้อาจช่วยเหลือเจ้าได้อย่างใหญ่หลวงหรือไม่ และดูว่าพระเจ้าได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่จริงๆ หรือไม่? อย่างไรก็ตาม เราต้องบอกเจ้าว่า ในกาลของโนอาห์ พวกมนุษย์ได้กินและดื่ม สมรสกันและยอมพ่ายแพ้แก่ชีวิตสมรสจนถึงขอบข่ายที่พระเจ้าไม่ทรงสามารถทนรู้เห็นเป็นพยานได้  พระองค์จึงส่งน้ำท่วมใหญ่มาทำลายมวลมนุษย์ และไว้ชีวิตเพียงครอบครัวแปดคนของโนอาห์ กับนกและสัตว์ป่าทุกชนิด  อย่างไรก็ตาม ในยุคสุดท้าย ผู้ที่พระเจ้าทรงไว้ชีวิตคือทุกคนที่จงรักภักดีต่อพระองค์จนถึงบทอวสาน  แม้ทั้งสองยุคจะเป็นกาลสมัยที่มีความเสื่อมทรามอันใหญ่หลวงจนพระองค์ไม่ทรงสามารถทนรู้เห็นเป็นพยานได้ และมวลมนุษย์ในทั้งสองยุคกลับกลายเป็นเสื่อมทรามจนถึงกับปฏิเสธว่าพระเจ้าไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา  พระเจ้าก็ได้ทรงทำลายเพียงผู้คนในกาลสมัยของโนอาห์  มวลมนุษย์ในทั้งสองยุคทำให้พระเจ้าทรงทุกข์โศกอย่างใหญ่หลวง ทว่าพระเจ้าก็ยังคงทรงอดทนกับพวกมนุษย์ในยุคสุดท้ายจนกระทั่งถึงบัดนี้  เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า?  พวกเจ้าไม่เคยแปลกใจเลยหรือว่าเป็นเพราะเหตุใด?  หากพวกเจ้าไม่รู้จริงๆ เช่นนั้นก็จงให้เราบอกแก่พวกเจ้าเถิด  เหตุผลที่พระเจ้าสามารถประทานพระคุณให้แก่ผู้คนในยุคสุดท้ายนั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาเสื่อมทรามน้อยกว่าผู้คนในกาลสมัยของโนอาห์ หรือพวกเขาได้แสดงการกลับใจใหม่ต่อพระเจ้าแล้ว  และนับประสาอะไรที่จะเป็นเพราะวิทยาการในยุคสุดท้ายก้าวหน้าเสียจนพระเจ้าไม่สามารถตัดใจทำลายพวกเขาได้  แต่กลับเป็นเพราะพระเจ้าทรงมีพระราชกิจที่ต้องปฏิบัติในกลุ่มผู้คนในยุคสุดท้าย  และพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทรงพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เองในการจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์  และนอกจากนี้ พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทรงเลือกสรรคนส่วนหนึ่งในกลุ่มนี้ให้กลายเป็นวัตถุแห่งความรอดของพระองค์ และเป็นดอกผลของแผนการบริหารจัดการของพระองค์  และนำพาผู้คนเหล่านี้ไปสู่ยุคถัดไป  ดังนั้น ราคาที่พระเจ้าทรงจ่ายไปทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม  ต่างเป็นไปเพื่อการตระเตรียมสำหรับพระราชกิจซึ่งเนื้อหนังที่พระองค์ทรงจุติมาเป็นจะปฏิบัติในยุคสุดท้ายทั้งสิ้น  ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเจ้าได้มาถึงวันนี้นั้น ก็เป็นเพราะเนื้อหนังนี้  พวกเจ้ามีโอกาสที่จะรอดชีวิตก็เพราะพระเจ้าทรงดำรงชีวิตอยู่ในเนื้อหนังนี่เอง  โชควาสนาทั้งหมดนี้ได้มาก็เพราะมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้  แต่ไม่เพียงเท่านี้ ในท้ายที่สุด ทุกชนชาติจะนมัสการมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้ ทั้งยังขอบคุณและเชื่อฟังมนุษย์ที่ไร้นัยสำคัญผู้นี้ เพราะความจริง ชีวิต และหนทางที่พระองค์ทรงนำมานี่เองที่ได้ช่วยมวลมนุษย์ทั้งปวงให้รอด ได้บรรเทาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ได้ลดระยะห่างระหว่างมนุษย์และพระเจ้า และเปิดการเชื่อมโยงระหว่างพระดำริของพระเจ้าและมนุษย์  เป็นพระองค์เช่นกันที่ทรงได้รับพระสิริซึ่งยิ่งใหญ่กว่าสำหรับพระเจ้า  มนุษย์ธรรมดาสามัญเช่นนี้ไม่ควรค่าแก่ความไว้วางใจและความชื่นชมบูชาของเจ้าหรอกหรือ?  เนื้อหนังซึ่งธรรมดาสามัญเช่นนั้นไม่เหมาะที่จะได้รับการเรียกขานว่าพระคริสต์หรอกหรือ?  มนุษย์ธรรมดาสามัญเช่นนั้นไม่สามารถกลายเป็นการแสดงออกของพระเจ้าท่ามกลางมวลมนุษย์หรอกหรือ?  มนุษย์ผู้ซึ่งได้ไว้ชีวิตมวลมนุษย์จากความวิบัติเช่นนั้นไม่สมควรแก่ความรักของพวกเจ้าและความอยากของเจ้าที่จะยึดพระองค์ไว้ให้มั่นหรอกหรือ?  หากพวกเจ้าปฏิเสธความจริงซึ่งแสดงจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และรังเกียจการดำรงอยู่ของพระองค์ท่ามกลางพวกเจ้า  แล้วสิ่งใดเล่าที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าในบทอวสาน?

พระราชกิจทั้งหมดของพระเจ้าในยุคสุดท้ายกระทำผ่านมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้  พระองค์จะทรงมอบทุกสิ่งแก่เจ้า และสิ่งที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พระองค์จะทรงสามารถตัดสินทุกสิ่งที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเจ้า  มนุษย์เช่นนั้นสามารถเป็นอย่างที่พวกเจ้าเชื่อว่าพระองค์เป็นได้หรือไม่?  มนุษย์คนหนึ่งซึ่งเรียบง่ายธรรมดาจนไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง ความจริงของพระองค์ไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวใจพวกเจ้าอย่างถึงที่สุดกระนั้นหรือ?  การเป็นพยานต่อการกิจการของพระองค์ไม่เพียงพอที่จะโน้มน้าวใจพวกเจ้าอย่างที่สุดหรอกหรือ?  หรือว่าเส้นทางที่พระองค์ทรงนำทางเจ้านั้นไม่ควรค่าให้พวกเจ้าเดินไป?  เมื่อพิจารณาโดยรวมทุกอย่างแล้ว สิ่งใดหรือที่เป็นเหตุให้พวกเจ้าชิงชังพระองค์ และเหวี่ยงพระองค์ทิ้งไปและรักษาระยะห่างจากพระองค์  มนุษย์ผู้นี้นี่เองที่เป็นผู้แสดงความจริง  มนุษย์ผู้นี้นี่เองที่เป็นผู้จัดเตรียมความจริง  และมนุษย์ผู้นี้นี่เองที่เป็นผู้ให้เส้นทางให้พวกเจ้าติดตาม  อาจเป็นได้หรือไม่ว่าพวกเจ้ายังคงไม่สามารถค้นพบร่องรอยของพระราชกิจของพระเจ้าภายในความจริงเหล่านี้?  หากปราศจากพระราชกิจของพระเยซูแล้วไซร้ มวลมนุษย์ย่อมจะไม่สามารถได้ลงมาจากกางเขน  แต่หากปราศจากการจุติเป็นมนุษย์ในวันนี้ บรรดาผู้ที่ลงมาจากกางเขนย่อมจะไม่มีวันสามารถได้รับการเห็นชอบจากพระเจ้าหรือเข้าสู่ยุคใหม่ได้เลย  หากปราศจากการมาของมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้  พวกเจ้าก็คงจะไม่มีวันได้มีโอกาสที่จะมองเห็นโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า ทั้งยังไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมพอที่จะมองเห็น เนื่องเพราะพวกเจ้าทั้งหมดล้วนเป็นวัตถุที่ควรถูกทำลายสิ้นเมื่อนานมาแล้ว  เนื่องจากการมาถึงของการจุติเป็นมนุษย์ครั้งที่สองของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงยกโทษให้พวกเจ้าและแสดงความปรานีต่อพวกเจ้า  ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คำพูดที่เราต้องทิ้งไว้กับพวกเจ้าในตอนท้ายก็ยังคงเป็นคำพูดเหล่านี้ที่ว่า มนุษย์ธรรมดาสามัญผู้นี้ ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์นั้น  มีความสำคัญยิ่งชีวิตต่อพวกเจ้า  นี่คือสิ่งยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วท่ามกลางมวลมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

185. หากพระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จมาถึงในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายและยังคงถูกเรียกว่าพระเยซู และทรงถือกำเนิดอีกครั้งในแคว้นยูเดียและทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์ที่นั่น เช่นนั้นแล้วนี่คงจะพิสูจน์ว่าเราแค่สร้างประชาชนอิสราเอลขึ้นมาเท่านั้นและแค่ไถ่ประชาชนอิสราเอลเท่านั้น และพิสูจน์ว่าเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับประชาชาติทั้งหลาย นี่จะไม่ย้อนแย้งกับถ้อยคำของเราว่า “เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ที่ได้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง” หรอกหรือ?  เราได้ทิ้งแคว้นยูเดียมาและทำงานของเราท่ามกลางประชาชาติทั้งหลายเพราะเราไม่ใช่แค่พระเจ้าของประชาชนอิสราเอลเท่านั้น แต่เป็นพระเจ้าของสิ่งทรงสร้างทั้งมวล เราปรากฏท่ามกลางประชาชาติทั้งหลายในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายเพราะเราไม่ใช่แค่พระยาห์เวห์ พระเจ้าของประชาชนอิสราเอลเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น เพราะเราคือพระผู้สร้างของบรรดาผู้ที่ถูกเลือกสรรของเราทั้งหมดท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย เราไม่เพียงแค่ได้สร้างอิสราเอล อียิปต์ และเลบานอนเท่านั้น แต่ยังได้สร้างประชาชาติทั้งหลายนอกเหนือไปจากอิสราเอลเช่นกัน เพราะเหตุนี้ เราจึงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของสิ่งทรงสร้างทั้งมวล เราเพียงแต่ใช้อิสราเอลเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับงานของเรา ใช้แคว้นยูเดียและแคว้นกาลิลีเป็นฐานที่มั่นสำหรับงานแห่งการไถ่ของเรา และบัดนี้เราใช้ประชาชาติทั้งหลายเป็นฐานซึ่งเราจะนำพายุคทั้งยุคไปสู่บทอวสาน เราได้ทำงานสองช่วงระยะในอิสราเอล (งานสองช่วงระยะนี้คือยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ) และเราได้ดำเนินงานอีกสองช่วงระยะเพิ่มเติมจนเสร็จสิ้น (ยุคพระคุณและยุคแห่งราชอาณาจักร) ไปทั่วแผ่นดินทั้งหลายนอกเหนืออิสราเอล ท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย เราจะทำงานแห่งการพิชิตชัย และดังนั้นจะสรุปปิดตัวยุคนี้ หากมนุษย์เรียกเราว่าพระเยซูคริสต์ตลอดเวลา แต่ไม่รู้ว่าเราได้เริ่มต้นยุคใหม่แล้วในช่วงระหว่างยุคสุดท้ายและได้เริ่มลงมือดำเนินการงานใหม่แล้ว และหากมนุษย์ยังคงหมกมุ่นรอคอยการมาถึงของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดอยู่ต่อไป เช่นนั้นแล้วเราจะเรียกผู้คนเยี่ยงคนพวกนี้ว่าผู้ที่ไม่เชื่อในเรา พวกเขาคือผู้คนที่ไม่รู้จักเรา และการเชื่อในเราของพวกเขาก็เป็นเท็จ ผู้คนเช่นนี้จะสามารถเป็นพยานการเสด็จมาถึงของพระเยซูพระผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์ได้อย่างไรเล่า?  สิ่งที่พวกเขารอคอยนั้นไม่ใช่การมาถึงของเรา แต่เป็นการมาถึงของกษัตริย์ของพวกยิว พวกเขาไม่ได้โหยหาให้เราทำลายล้างโลกเก่าอันไม่บริสุทธิ์นี้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับถวิลหาการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู ซึ่งในนั้น พวกเขาจะได้รับการไถ่ พวกเขาตั้งตาคอยที่จะให้พระเยซูทรงไถ่มวลมนุษย์ทั้งปวงจากแผ่นดินที่มีมลทินและไม่ชอบธรรมแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง ผู้คนเช่นนี้จะสามารถกลายเป็นคนที่ทำงานของเราให้เสร็จสมบูรณ์ในยุคสุดท้ายได้อย่างไร?  ความอยากได้อยากมีทั้งหลายของมนุษย์ไม่สามารถทำให้ความปรารถนาของเราลุล่วงหรือทำให้งานของเราสำเร็จลุล่วงได้ เพราะมนุษย์ก็แค่เลื่อมใสหรือทะนุถนอมงานที่เราได้ทำก่อนหน้านั้นเท่านั้น และไม่รู้เลยว่าเราคือพระเจ้าเองผู้ที่ใหม่เสมอและไม่เคยเก่าเลย มนุษย์รู้เพียงแค่ว่าเราคือพระยาห์เวห์ และพระเยซู และไม่เฉลียวใจเลยว่าเราคือองค์หนึ่งเดียวสุดท้ายที่จะนำมวลมนุษย์ไปสู่บทอวสาน ทั้งหมดที่มนุษย์โหยหาและรู้จักนั้นมาจากมโนคติที่หลงผิดของพวกเขาเอง และเป็นแค่สิ่งซึ่งพวกเขาสามารถเห็นได้ด้วยตาของพวกเขาเองเท่านั้น มันไม่อยู่ในแนวเดียวกับงานที่เราทำ แต่ไม่กลมกลืนไปกับมัน หากงานของเราถูกดำเนินการปฏิบัติไปตามแนวความคิดของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วเมื่อไรมันจะจบสิ้น  เมื่อใดเล่า มวลมนุษย์จึงจะเข้าสู่การหยุดพัก? และเราจะสามารถเข้าสู่วันที่เจ็ด วันสะบาโต ได้อย่างไร?  เราทำงานตามแผนการของเราและตามจุดประสงค์ของเรา—ไม่ใช่ตามเจตนาของมนุษย์

ตัดตอนมาจาก “พระผู้ช่วยให้รอดได้เสด็จกลับมาบน ‘เมฆขาว’ แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

186. ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคนอเมริกัน คนอังกฤษ หรือสัญชาติอื่นใด เจ้าควรก้าวออกนอกขอบเขตของสัญชาติของเจ้าเอง ก้าวข้ามตัวของเจ้าเอง และชมพระราชกิจของพระเจ้าจากมุมมองของสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างขึ้น  ด้วยวิธีนี้เจ้าจะไม่วางข้อจำกัดบนรอยพระบาทของพระเจ้า  นี่เป็นเพราะว่าทุกวันนี้ผู้คนมากมายมีความคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงปรากฏในประเทศหนึ่งประเทศใดโดยเฉพาะหรือท่ามกลางผู้คนบางกลุ่ม  นัยสำคัญของพระราชกิจของพระเจ้านั้นลึกซึ้งยิ่งนัก และการทรงปรากฏของพระเจ้ามีความสำคัญยิ่งนัก!  มโนคติที่หลงผิดและความคิดของมนุษย์จะสามารถหยั่งวัดสองสิ่งนั้นได้อย่างไร  และดังนั้นเราจึงบอกว่า เจ้าควรตีฝ่ามโนคติที่หลงผิดเรื่องสัญชาติและชาติพันธุ์เพื่อแสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้า  เช่นนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะไม่ถูกจำกัดด้วยมโนคติที่หลงผิดของเจ้าเอง เช่นนี้เท่านั้นเจ้าจึงจะมีคุณสมบัติที่จะต้อนรับการทรงปรากฏของพระเจ้า  มิฉะนั้น เจ้าจะยังคงอยู่ในความมืดมิดนิรันดร์ และไม่มีวันได้รับการยอมรับจากพระเจ้า

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล  พระองค์ไม่ทรงถือว่าพระองค์เป็นสมบัติส่วนตัวของประเทศหรือผู้คนใดๆ แต่ทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ตามที่พระองค์ได้ทรงวางแผนไว้ โดยไร้ข้อจำกัด ทั้งในรูปแบบ ประเทศ หรือผู้คนใดๆ  บางทีเจ้าอาจไม่เคยจินตนาการถึงรูปแบบนี้ หรือบางที ทัศนคติของเจ้าที่มีต่อรูปแบบนี้เป็นไปในทางปฏิเสธ หรือบางที ประชาชาติที่พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์และผู้คนที่พระองค์ทรงเปิดเผยพระองค์อาจบังเอิญถูกเลือกปฏิบัติโดยทุกคน และบังเอิญเป็นผู้คนที่ล้าหลังที่สุดบนแผ่นดินโลก  ถึงอย่างนั้น พระเจ้าทรงมีพระปรีชาญาณของพระองค์  ด้วยมหิทธานุภาพของพระองค์ และโดยอาศัยความจริงของพระองค์และพระอุปนิสัยของพระองค์ พระองค์ได้ทรงรับไว้อย่างแท้จริงซึ่งผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจิตใจตรงกันกับพระองค์ และผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งพระองค์ทรงปรารถนาจะทำให้ครบบริบูรณ์—กลุ่มคนภายใต้การปกครองของพระองค์ ผู้ซึ่งได้ทนฝ่าการทดสอบและความทุกข์ลำบากทุกรูปแบบและการข่มเหงทุกรูปแบบ สามารถติดตามพระองค์จนถึงที่สุดท้ายปลายทาง  จุดมุ่งหมายของการทรงปรากฏของพระเจ้า ซึ่งเป็นอิสระจากข้อจำกัดของรูปแบบหรือประชาชาติใดๆ คือการทำให้พระองค์ทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสมบูรณ์ได้ตามที่พระองค์ได้ทรงวางแผนไว้  นี่เป็นเหมือนเมื่อครั้งพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในแคว้นยูเดีย กล่าวคือ จุดมุ่งหมายของพระองค์คือการบรรลุพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล  แม้กระนั้น ชาวยิวเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงทำเช่นนี้ และพวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะทรงสามารถเป็นเนื้อหนังและทรงอยู่ในรูปร่างขององค์พระเยซูเจ้า  “เป็นไปไม่ได้” ของพวกเขากลายเป็นพื้นฐานให้พวกเขาประณามและต่อต้านพระเจ้า และในที่สุดก็นำไปสู่การทำลายล้างประเทศอิสราเอล  วันนี้ผู้คนมากมายได้กระทำความผิดที่คล้ายกัน  พวกเขาป่าวประกาศด้วยพละกำลังทั้งหมดของพวกเขาถึงการทรงปรากฏของพระเจ้าที่กำลังใกล้เข้ามา แต่ในเวลาเดียวกันก็ประณามการทรงปรากฏของพระองค์ “เป็นไปไม่ได้” ของพวกเขาจำกัดการทรงปรากฏของพระเจ้าภายในขอบเขตของจินตนาการของพวกเขาอีกครั้ง  และดังนั้นเราจึงได้เห็นผู้คนมากมายระเบิดหัวเราะอย่างป่าเถื่อนและแหบห้าวหลังจากที่ได้มาพบกับพระวจนะของพระเจ้า  แต่เสียงหัวเราะนี้แตกต่างจากการประณามและการดูหมิ่นของชาวยิวเพียงใดหรือไม่?  พวกเจ้าไม่เคารพยำเกรงเมื่ออยู่ต่อหน้าความจริง และยิ่งไม่มีความรู้สึกโหยหาเลย?  ทั้งหมดที่เจ้าทำคือศึกษาโดยไร้ความพิถีพิถันและรอคอยด้วยความไม่แยแสสะเพร่า  เจ้าจะสามารถได้อะไรจากการศึกษาและการรอคอยเช่นนี้?  เจ้าคิดว่าเจ้าจะได้รับคำแนะนำส่วนตัวจากพระเจ้าหรือ?  หากเจ้าไม่สามารถเข้าใจถ้อยดำรัสของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะมีคุณสมบัติในทางใดที่จะประจักษ์ในการทรงปรากฏของพระเจ้า?  ที่ใดก็ตามที่พระเจ้าทรงปรากฏ ความจริงก็จะถูกแสดงที่นั่น และพระสุรเสียงของพระเจ้าก็จะอยู่ที่นั่น  เฉพาะบรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความจริงเท่านั้นจะสามารถได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า และเฉพาะผู้คนเช่นนี้เท่านั้นมีคุณสมบัติที่จะประจักษ์ในการทรงปรากฏของพระเจ้า  จงปลดปล่อยมโนคติที่หลงผิดของเจ้า! จงเงียบเสียงตัวเจ้าเองและนำถ้อยคำเหล่านี้มาอ่านอย่างระมัดระวัง  หากเจ้าโหยหาความจริง พระเจ้าจะทรงให้ความรู้แจ้งกับเจ้าและเจ้าจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์และพระวจนะของพระองค์ จงปลดปล่อยความเห็นของพวกเจ้าเกี่ยวกับ “เป็นไปไม่ได้”!  ยิ่งผู้คนเชื่อว่าบางสิ่งเป็นไปไม่ได้มากเท่าใด มันก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มากเท่านั้น เพราะพระปรีชาญาณของพระเจ้าทะยานสูงกว่าฟ้าสวรรค์ พระราชดำริของพระเจ้าอยู่สูงกว่าความคิดของมนุษย์ และพระราชกิจของพระเจ้าอยู่เหนือขอบเขตของความคิดและมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์  ยิ่งบางสิ่งเป็นไปไม่ได้มากขึ้นเท่าใด มันก็ยิ่งมีความจริงที่สามารถค้นหาได้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งบางสิ่งอยู่เลยมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของมนุษย์มากเท่าใด มันยิ่งบรรจุน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น  นี่เป็นเพราะ ไม่ว่าพระองค์จะทรงเปิดเผยพระองค์ที่ใด พระเจ้าก็ยังคงเป็นพระเจ้า และเนื้อแท้ของพระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเหตุของสถานที่หรือลักษณะของการทรงปรากฏของพระองค์  พระอุปนิสัยของพระเจ้ายังคงเหมือนเดิมไม่ว่ารอยพระบาทของพระองค์จะอยู่ที่ใด และไม่ว่ารอยพระบาทของพระเจ้าจะอยู่ที่ใด พระองค์ก็เป็นพระเจ้าของมวลมนุษย์ทั้งปวง เช่นเดียวกับที่องค์พระเยซูเจ้าไม่เพียงทรงเป็นพระเจ้าของชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่เป็นพระเจ้าของผู้คนทั้งหมดในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาอีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้นอีก พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวในจักรวาลทั้งมวล  ดังนั้นให้เราแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าและค้นพบการทรงปรากฏของพระองค์ในถ้อยดำรัสของพระองค์ และก้าวตามให้ทันก้าวพระบาทของพระองค์!  พระเจ้าทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต  พระวจนะของพระองค์และการทรงปรากฏของพระองค์ทรงดำรงอยู่ในเวลาเดียวกัน และพระอุปนิสัยและรอยพระบาทของพระองค์เปิดกว้างต่อมวลมนุษย์ตลอดเวลา  พี่น้องชายหญิงที่รัก เราหวังว่าพวกเจ้าสามารถเห็นการทรงปรากฏของพระเจ้าในคำพูดเหล่านี้ เริ่มติดตามก้าวพระบาทของพระองค์ในขณะที่เจ้าก้าวไปข้างหน้าสู่ยุคใหม่ และเข้าสู่สวรรค์และโลกใหม่ที่สวยงามซึ่งพระเจ้าได้ทรงเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ที่กำลังรอคอยการทรงปรากฏของพระองค์!

ตัดตอนมาจาก “การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เชิงอรรถ:

ก. ตัวบทต้นฉบับไม่มีวลี “ผลผลิตของ”

ก่อนหน้า: ง. พระวจนะว่าด้วยการเปิดเผยความจริงคือสิ่งใด

ถัดไป: 4. พระวจนะว่าด้วยการเปิดเผยความล้ำลึกแห่งการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เจ้ารู้หรือไม่ว่า พระเจ้าได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางมวลมนุษย์?

ยุคเก่าได้ผ่านไป และยุคใหม่ได้มาถึงแล้ว  ปีแล้วปีเล่า วันแล้ววันเล่า พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจไปมากมาย  พระองค์เสด็จเข้ามาสู่โลก...

การรักษาพระบัญญัติและการปฏิบัติความจริง

ในการปฏิบัตินั้น การรักษาพระบัญญัติควรเชื่อมโยงกับการนำความจริงไปปฏิบัติ ในขณะที่รักษาพระบัญญัติอยู่นั้น คนเราจะต้องปฏิบัติความจริง...

พระเจ้าทรงทำให้บรรดาผู้ซึ่งเป็นที่สมดังพระทัยของพระองค์มีความเพียบพร้อม

บัดนี้ พระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะได้รับผู้คนบางกลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ประกอบไปด้วยบรรดาผู้ที่เพียรพยายามที่จะร่วมมือกับพระองค์...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้