8. ความรู้สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเจ้าได้จริงหรือ?

โดย Danyi, เกาหลีใต้

ฉันเกิดมาในครอบครัวชาวนาค่ะ ผู้คนดูถูกเราเพราะเรายากจน และตอนเป็นเด็กฉันก็ถูกกีดกันและเย็นชาใส่บ่อยๆ หลังจากเริ่มเข้าโรงเรียน ฉันได้ยินครูของฉันพูดเสมอว่า “การเป็นผู้มีการศึกษาคือ การได้อยู่ ณ จุดสูงสุดของสังคม” และ “ความรู้สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเจ้าได้” ดังนั้นฉันจึงสาบาน ว่าฉันจะเรียนให้หนัก เข้ามหาวิทยาลัย และทำให้พวกที่ดูถูกเรา เห็นว่าสาวชาวนาอย่างฉันทำอะไรได้บ้าง ตอนนั้นฉันเชื่อว่าความรู้เป็นทุกอย่าง ว่ามันเป็นกุญแจเพื่อไขชะตากรรมของบุคคลหนึ่งให้เปิดออก ฉันไม่เคยคิดเลยว่ามโนคติที่หลงผิดนี้จะนำความเจ็บปวดหนักหนามาสู่ครอบครัวของเรา

ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคปี 90 ฉันตื่นแต่เช้าและเข้านอนดึก อ่านตำราทั้งวันทั้งคืนเพื่อเตรียมสอบ บางครั้งฉันถึงขนาดไม่กินข้าวกินปลา ฉันเรียนดีเป็นอันดับต้นๆ เสมอ และดังนั้น พวกครูๆ จึงให้ความสนใจในการศึกษาของฉันมาก สำหรับฉันแล้ว ฉันรู้สึกมั่นใจทีเดียว แต่ ทั้งที่คาดหวังขนาดนั้น ฉันก็สอบไม่ผ่าน นี่ทำให้ฉันตกอยู่ในความสิ้นหวังค่ะ แค่คิดว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนั้นฉันก็ทนไม่ได้แล้ว แต่ดูจากที่พ่อแม่ฉันแก่แล้วและเรื่องที่เราขาดเงิน ฉันก็ต้องเผชิญความเป็นจริงค่ะ ฉันต้องล้มเลิกเรื่องการสอบใหม่ ดังนั้นฉันจึงเริ่มทำงาน ผ่านไปไม่นาน ฉันก็ได้งานที่บริษัทออกแบบแห่งหนึ่ง ฉันต้องทำงานล่วงเวลาทุกวัน แต่ค่าจ้างต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ในขณะเดียวกัน พวกที่มีการศึกษาและปริญญาบัตร ทำงานเล็กน้อย แต่ได้รับค่าจ้างสูงกว่ามาก และมีโอกาสเลื่อนตำแหน่งมากกว่า ดูเหมือนว่าการมีความรู้และปริญญาบัตรนั้นให้สถานะแก่ผู้คนและความนับถือจากผู้อื่น ซึ่งทำให้ฉันบูชาความรู้ยิ่งขึ้นอีกค่ะ แต่เมื่อรู้ว่ามหาวิทยาลัยไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับฉัน ก็ทำให้ฉันรู้สึกคับแค้นใจและอับจนหนทางค่ะ

ฉันคลอดลูกสาวในปี 2001 ฉันฝากความฝันที่ยังไม่เป็นจริงที่จะไปมหาวิทยาลัยทั้งหมดไว้กับเธอ ตอนที่เธอยังเล็กมาก ฉันบอกเธอว่า หนทางเดียวสู่อนาคตที่สดใสกว่าก็คือการเรียนให้หนักและไปเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี เงินของเรามีจำกัด แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะได้รับการศึกษาที่ดี ฉันจึงออกเงินค่าเรียนพิเศษให้เธอ ซื้อตำราเรียน และดาวน์โหลดสื่อการเรียนการสอนจากอินเตอร์เน็ต ฉันยังจัดเตรียมตารางเรียนให้เธออย่างระมัดระวังด้วย ฉันบอกเธอว่าต้องทำอะไรหลังเลิกเรียน ต้องใช้เวลาทำการบ้านนานแค่ไหน ต้องใช้เวลาอ่านหนังสือนานแค่ไหน… ฉันอัดตารางเวลาของเธอจนแน่น เพื่อให้แน่ใจว่าเธอเรียนรู้ว่าต้องจดจ่ออย่างไรเวลาอ่านหนังสือ ฉันจึงบอกเธอว่าเธอใช้ห้องน้ำไม่ได้จนกว่าเธอจะอ่านหนังสือครบหนึ่งชั่วโมง ตามปกติเวลาเธออ่านหนังสือ ฉันจะคอยกำกับเธอตลอดเวลา บางครั้งก็จนถึงเที่ยงคืน ด้วยการกดดันกวดขันอย่างหนักของฉัน เกรดของเธอก็ดีขึ้นบ้าง แต่หลังจากนั้นไม่นานฉันก็ได้รับโทรศัพท์ที่ไม่คาดฝันจากครูของเธอ เขาพูดว่า “พักหลังมานี้ลูกของคุณเหม่อลอยเวลาเรียน เธอไม่เล่นกับคนอื่นระหว่างพัก และเกรดของเธอก็ตก แต่เราไม่รู้ว่าทำไม” ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย ความแค้นใจในตัวลูกสาวของฉันพลุ่งขึ้นมา พลางคิดว่า “ฉันทุ่มเทให้แกขนาดนี้ ฉันลำบากลำบนช่วยแกเรียนหนังสือ แล้วแกมาทำให้ฉันผิดหวังแบบนี้ได้ยังไง เดี๋ยวกลับมาแกเจอฉันแน่!” พอเธอกลับมาบ้าน ฉันก็สวดเธอเป็นเวลานานจริงๆ ค่ะ เธอหงุดหงิดและพูดว่าฉันกดดันเธอมากเกินไป เธอร้องไห้ และขังตัวเองอยู่ในห้อง ฉันเรียกให้เธอออกมาไม่ได้ ฉันรู้สึกหมดหนทางค่ะ ฉันทิ้งตัวลงร้องไห้บนโซฟาและคิดว่า “เธอเข้าใจความเอาใจใส่ทั้งหมดที่ฉันแสดงให้เธอเห็นผิดไปได้ยังไง” หลังจากนั้น ฉันก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเรื่องการศึกษาของเธอ หากฉันเข้มงวดกับเธอก็เกรงว่าเธอจะเครียด แล้วใครจะรู้ว่าเธอจะมีปฏิกิริยายังไง แต่หากฉันไม่เข้มงวดกับเธอ เกรดเธอก็จะตกแล้วเธอก็จะไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย แล้วฉันจะรับประกันอนาคตที่สดใสให้เธอได้ยังไง ฉันครุ่นคิดเรื่องนี้จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ วันหนึ่ง ฉันนึกถึงแม่และการที่แม่แบ่งปันข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กับฉัน แม่บอกฉันบ่อยๆ ว่า “เมื่อลูกเผชิญความยากลำบาก ลูกสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าได้นะ แล้วพระองค์ก็จะทรงหาหนทางให้ลูกเอง” ดังนั้น ฉันจึงอธิษฐาน และบอกพระเจ้าเรื่องปัญหาของฉัน ฉันเริ่มอ่านพระวจนะของพระเจ้าและเข้าร่วมกับชีวิตคริสตจักร

ครั้งหนึ่ง ฉันบังเอิญเจอกับพี่สาวคนหนึ่งบนถนน ระหว่างที่เรากำลังคุยกัน ฉันก็แบ่งปันความขัดข้องใจเรื่องการศึกษาของลูกสาวฉันกับเธอ เธอตอบว่า “การสอนลูกๆ ของเรา บ่มเพาะพวกเขา แสดงให้พวกเขาเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง เป็นทุกสิ่งที่พ่อแม่ควรทำ เราทุกคนอยากให้ลูกๆ ของเราเข้ามหาวิทยาลัยและดีเลิศ ดังนั้นฉันจึงเข้าใจเลยค่ะ แต่ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นเกินมือเรา โชคชะตาของเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า หน้าตาของเรา งานของเรา ชีวิตสมรสของเรา การศึกษาของเรา การเงินของเรา และอายุขัยของเรา… ทั้งหมดนี้พระเจ้าทรงตัดสินพระทัยไว้ก่อนเราจะเกิดเสียอีก ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นได้เลย ลูกชายและลูกสาวของเรานั้นเหมือนกัน หน้าตาของพวกเขา ลักษณะนิสัยของพวกเขา เส้นทางชีวิตของพวกเขา และโชคลาภของพวกเขา ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยการสอนของพ่อแม่ พ่อแม่บางคนมีเชาว์ปัญญา มีสติปัญญา และมีความสามารถ แต่ลูกๆ ของพวกเขา นั้นโง่เขลา ไร้สมรรถภาพ และไม่สำเร็จลุล่วงอะไรเลย พ่อแม่บางคนขาดการอบรมและธรรมดาสามัญ แต่ลูกๆ ของพวกเขาหัวดี มีความสามารถพิเศษ โดดเด่น นี่แสดงให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราทำอะไร เราไม่สามารถเปลี่ยนโชคชะตาของเราได้ อย่างที่ว่ากันว่า ‘โชคชะตาของเราถูกตัดสินโดยสวรรค์’ เราต้องลุล่วงความรับผิดชอบของเราในการให้การศึกษาลูกๆ แต่เราต้องจำไว้ว่า ‘จงทำให้ดีที่สุด และที่เหลือฝากไว้กับพระเจ้า’ แบบนี้ คุณก็ไม่ต้องปวดร้าวมากนัก” ฉันรู้ว่าสิ่งที่เธอกำลังพูดนั้นเป็นความจริง ก่อนจะลากัน เธอพูดถึงพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์สองบทตอน และบอกว่าฉันควรอ่านพระวจนะเหล่านี้

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “นับแต่ชั่วขณะที่เจ้าเข้ามาในโลกนี้พร้อมกับเสียงร้องจ้า เจ้าก็เริ่มทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วง  เจ้าได้เริ่มการเดินทางของชีวิตของเจ้า โดยแสดงไปตามบทบาทของเจ้าในแผนการของพระเจ้าและในการทรงลิขิตของพระองค์  ไม่ว่าเจ้าจะมีภูมิหลังอย่างไร และการเดินทางข้างหน้าของเจ้าจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของฟ้าได้ และไม่มีใครควบคุมชะตาลิขิตของตนเองได้ เพราะมีเพียงพระองค์ผู้ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งเท่านั้นที่ทรงสามารถทำงานเช่นนั้นได้” (“พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “ผู้คนรู้ว่า พวกเขาไร้พลังและหมดสิ้นความหวังในชีวิตนี้ ว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกครั้งหรือความหวังอีกครั้งที่จะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน และว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับชะตากรรมของพวกเขา  และดังนั้นพวกเขาจึงทุ่มความหวังทั้งหมดของพวกเขา ความอยากได้อยากมีและอุดมคติที่ไม่สามารถถูกทำให้เป็นจริงของพวกเขาลงบนคนรุ่นต่อไป โดยหวังว่าเชื้อสายของพวกเขาสามารถช่วยให้พวกเขาสัมฤทธิ์ในความฝันของพวกเขาและทำให้ความอยากต่างๆ ของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมา หวังว่าลูกสาวและลูกชายของพวกเขาจะนำเกียรติยศมาสู่ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล กลายมามีความสำคัญ ร่ำรวย และโด่งดัง  กล่าวสั้นๆ ก็คือ พวกเขาพึงปรารถนาที่จะเห็นโชควาสนาของลูกๆ ของพวกเขาทะยานสูงขึ้นไป  แผนการและความเพ้อฝันของผู้คนนั้นเพียบพร้อม พวกเขาไม่รู้หรือว่าจำนวนบุตรที่พวกเขามี รูปลักษณ์ ความสามารถของลูกๆ ของพวกเขาและอื่นๆ นั้นหาใช่ที่พวกเขาเป็นผู้ตัดสินใจไม่ ไม่รู้หรือว่า ไม่มีชะตากรรมของลูกๆ ของพวกเขาแม้เพียงน้อยนิดที่อยู่ในมือพวกเขา? มนุษย์ไม่ได้เป็นนายแห่งชะตากรรมของตัวพวกเขาเอง ทว่าพวกเขาก็ยังหวังที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของคนรุ่นเยาว์ พวกเขาไร้พลังอำนาจที่จะหลีกหนีชะตากรรมของตัวเอง ทว่าพวกเขากลับพยายามที่จะควบคุมชะตากรรมของลูกชายและลูกสาว  พวกเขาไม่ได้กำลังประเมินค่าตัวเองสูงเกินไปหรอกหรือ? นี่มิใช่ความโง่เขลาเบาปัญญาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์หรอกหรือ?” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าจับใจฉัน ตอนฉันเป็นเด็ก ฉันทำงานหนักเสมอเพื่อเติมเต็มความฝันที่จะเข้ามหาวิทยาลัยของฉัน แต่ทั้งๆ ที่ฉันพยายามอย่างหนัก ฉันก็ยังพลาดหวัง ตอนที่ลูกสาวของฉันเกิด ความรู้สึกนี้ก็เริ่มกรุ่นขึ้นอีกครั้ง มันรู้สึกเหมือนโอกาสครั้งที่สองค่ะ ฉันฝากฝังความหวังทั้งหมดสำหรับชีวิตของฉันไว้บนบ่าของลูกสาว ฉันอยากให้เธอเรียนรู้ เป็นเลิศ มีอนาคตที่สดใสในภายภาคหน้า ให้ใช้ชีวิตในฝันของฉันเพื่อฉัน แต่ทั้งๆ ที่ฉันพยายาม สิ่งต่างๆ ก็ยังไม่เป็นไปตามนั้น ลูกสาวของฉันมีเหตุผลและประพฤติตัวดีมาตลอด และเกรดของเธอก็ดีพอใช้ ตอนที่ฉันกดดันเธอนั่นเองที่เธอเริ่มแย่ลง เกรดของเธอและเส้นทางที่เธอเลือกเดินในชีวิต ทั้งคู่อยู่นอกการควบคุมของฉัน ทั้งหมดนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าค่ะ ฉันไม่สามารถควบคุมโชคชะตาของตัวเองได้ด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงของลูกสาวฉันเลย ฉันโอหังมาถึงตอนนั้นและฉันก็ประเมินตัวเองสูงเกินไป การตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นความโล่งใจสำหรับฉันค่ะ

หลังจากนั้น ฉันก็เลิกจัดการตารางเวลาของลูกสาวฉันอย่างที่เคยทำ และเลิกเรียกร้องจากเธออย่างมาก สักพักต่อมา เมื่อฉันไปที่โรงเรียน ครูของเธอพูดว่า “ลูกสาวของคุณฉลาดหลักแหลมและมีศักยภาพมาก เรียนพิเศษสักหน่อยเธอก็น่าจะสามารถเข้าโรงเรียนชั้นนำได้แน่นอน แบบนั้น การเข้ามหาวิทยาลัยก็จะไม่เป็นปัญหาเลย” สิ่งที่เขาพูดทำให้ท่าทีของฉันรวนเร ฉันไม่สนว่าลูกสาวเป็นที่หนึ่งของชั้นเรียนหรือเปล่า แต่ฉันอยากให้เธอเข้ามหาวิทยาลัยมาตลอด ไม่อย่างนั้น เธอจะเผชิญความกดดันมากเกินไปในชีวิตภายหน้า และเธอจะไม่มีทางได้รับที่ยืนในสังคม ฉันสังเกตเห็นว่าสามีของฉันเริ่มบังคับให้เธออ่านหนังสือ อยากให้เธอกลายเป็นนักเรียนอันดับหนึ่ง เวลาเกรดของเธอดี เขาก็ให้รางวัลเธอ ถ้าไม่ เขาก็ลงโทษเธอ จริงๆ ฉันไม่ได้เห็นด้วยกับเขา แต่ฉันก็ไม่ห้ามเขาเหมือนกัน ฉันคิดด้วยซ้ำว่าถ้าวิธีการของเขาได้ผล และเธอไปได้ดีจริงๆ มันจะนำเกียรติมาสู่บรรพชนของเรา แต่ฉันก็ค่อยๆ ได้ค้นพบค่ะ ว่าภายใต้แรงกดดันแบบนั้น ลูกสาวของเราก็เริ่มกลายมาต่อต้านสังคม เธอจะขังตัวเองอยู่ในห้อง โดยไม่พูดกับเราเลย และโกรธใส่ฉันเสมอเลยค่ะ มีครั้งหนึ่ง สามีฉันดุด่าเธอเพราะเธอท่องจำคัมภีร์อี้จิงไม่ได้ เธอเสียใจมากจนวิ่งปิดประตูปึงปังออกจากบ้านไป เราตามหาเธอ แต่ก็หาเธอไม่เจอเลย เรากลัวมากว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ และนึกไปต่างๆ นานาว่า “เธอจะประสบอุบัติเหตุรถยนต์หรือเปล่า เธอจะทำอะไรโง่ๆ ไหม” สุดท้ายเธอก็กลับมาบ้านกลางดึกด้วยความโล่งใจของฉันค่ะ ช่วงนั้นเอง ฉันเห็นรายงานข่าวที่ทำให้หัวใจของฉันแทบกระดอนออกมา นักเรียนมัธยมต้นฆ่าตัวตายเพราะกดดันเรื่องเรียน ฉันเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นข้อมูลเพิ่มเติม และสิ่งที่ฉันพบนั้นน่ากลัวมาก มีนักเรียนมากมายเกิดปัญหาทางจิตเนื่องจากกดดันในการเรียน บางคนเปลี่ยนไปเป็นต่อต้านสังคมหรือสูญเสียความสามารถในการรวบรวมสมาธิ และบางคนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ฉันกลัวจนเหงื่อเย็นผุดพรายแล้วก็นอนไม่หลับทั้งคืน

วันต่อมา ฉันกังวลว่าจะพูดอะไรกับลูกสาวของฉัน ด้วยรู้ว่าหากพูดผิดนิดเดียวอาจจะทำให้เธอหนีออกจากบ้านอีก หรือแย่กว่านั้น ฉันวิตกกังวลไปหลายวันหลังจากนั้น เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันต้องพินิจพิเคราะห์จุดยืนของฉันในเรื่องการศึกษาของลูกตัวเอง ฉันบูชาความรู้มาตลอด และคิดว่าการได้รับความรู้และเข้ามหาวิทยาลัยนั้นแผ้วถางทางสู่อนาคตที่สดใสขึ้น แต่นี่ลูกสาวฉันกำลังแตกสลายจากความเครียด ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไง อีกทั้งไม่รู้ว่ามันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง ฉันนึกสงสัยว่าทำไมชีวิตจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ วันหนึ่งในการเฝ้าเดี่ยวของฉัน ฉันชมวิดีโออ่านพระวจนะของพระเจ้าสองเรื่อง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เป็นเพราะการประดิษฐ์คิดค้นทางศาสตร์สังคมต่างๆ ของมวลมนุษย์ จิตใจของมนุษย์ได้กลับกลายเป็นถูกจับจองด้วยวิชาและความรู้  จากนั้นวิชาและความรู้ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับการปกครองมวลมนุษย์ และไม่มีพื้นที่พอเพียงสำหรับมนุษย์ที่จะนมัสการพระเจ้าอีกต่อไป และไม่มีสภาพเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการนมัสการพระเจ้าอีกแล้ว  ฐานะของพระเจ้าได้จมต่ำลงทุกทีในหัวใจของมนุษย์  เมื่อปราศจากพระเจ้าในหัวใจเขา โลกภายในของมนุษย์ย่อมมืดมน สิ้นหวัง และว่างเปล่า  ภายหลังต่อมาบรรดานักสังคมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ และนักการเมืองมากมายได้ออกมาเปิดตัว แสดงทฤษฎีทางศาสตร์สังคมต่างๆ ทฤษฎีแห่งวิวัฒนาการมนุษย์ และทฤษฎีอื่นๆ สารพัดซึ่งขัดแย้งกับความจริงที่ว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ทรงเติมหัวใจและจิตใจให้แก่มวลมนุษย์ และเช่นนี้เอง ผู้คนซึ่งเชื่อว่า พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างจึงกลับกลายน้อยลงตลอดเวลา และบรรดาผู้ที่เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการกลับมีจำนวนมากขึ้นตลอดเวลา  ผู้คนปฏิบัติต่อบันทึกต่างๆ เกี่ยวกับงานของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ในระหว่างยุคแห่งพันธสัญญาเดิมราวกับเป็นนิทานปรัมปราและตำนานมากขึ้นทุกที  ในหัวใจของพวกเขา ผู้คนกลับกลายเป็นไม่แยแสต่อความทรงเกียรติและความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ต่อหลักความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงดำรงอยู่และทรงอำนาจครอบครองเหนือสรรพสิ่งทั้งมวล  ความอยู่รอดของมวลมนุษย์และชะตากรรมของประเทศต่างๆ และชนชาติต่างๆ ไม่มีความสำคัญกับพวกเขาอีกต่อไป และมนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลกอันกลวงเป็นโพรงที่กังวลใส่ใจเพียงเรื่องการกิน การดื่ม และการวิ่งไล่ตามความหรรษายินดี…” (“พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “ซาตานใช้ความรู้เป็นเหยื่อ  จงฟังให้ดี: ความรู้เป็นแค่เหยื่อชนิดหนึ่งเท่านั้น  ผู้คนถูกล่อลวงให้เรียนอย่างหนักและปรับปรุงตัวเองวันแล้ววันเล่า เพื่อปรับใช้ความรู้เป็นอาวุธและเตรียมตัวเองให้พร้อมด้วยความรู้นั้น และก็เพื่อใช้ความรู้เพื่อเปิดทางผ่านสู่วิทยาศาสตร์ อีกนัยหนึ่ง ยิ่งเจ้าได้รับความรู้มากขึ้นเพียงใด เจ้าก็ยิ่งจะเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น  ซาตานบอกการนี้ทั้งหมดแก่ผู้คน มันบอกให้ผู้คนหล่อเลี้ยงอุดมคติอันสูงส่งขณะที่พวกเขากำลังศึกษาหาความรู้ สั่งสอนให้พวกเขาสร้างสมความทะเยอ ทะยานและความมุ่งมาดปรารถนา  โดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัวเลย ซาตานถ่ายทอดข้อความมากมายเยี่ยงนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกโดยไม่รู้สึกตัวว่าสิ่งเหล่านี้ถูกต้องหรือเป็นประโยชน์  ผู้คนเหยียบย่างบนเส้นทางนี้โดยที่ไม่รู้ตัว ถูกนำทางไปข้างหน้าโดยอุดมคติและความทะเยอทะยานของพวกเขาเองโดยที่ไม่รู้ตัว…เมื่อถูกซาตานล่อใจ พวกเขาเดินไปบนถนนที่มันได้เตรียมไว้ให้พวกเขาโดยไม่รู้ตัว  ขณะที่พวกเขาเดินไปตามถนนสายนี้ พวกเขาถูกบีบบังคับให้ยอมรับกฎเกณฑ์แห่งการดำรงชีวิตของซาตาน  โดยที่ไม่ตระหนักรู้อย่างสิ้นเชิง พวกเขาพัฒนากฎเกณฑ์ของพวกเขาเองซึ่งพวกเขาใช้ในการดำรงชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อะไรมากไปกว่ากฎเกณฑ์ของซาตาน ซึ่งมันได้ปลูกฝังในตัวพวกเขาอย่างหนักแน่น  ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ ซาตานทำให้พวกเขาหล่อเลี้ยงวัตถุประสงค์ของพวกเขาเองและกำหนดเป้าหมายในชีวิต กฎเกณฑ์ที่จะใช้ในการดำรงชีวิต และทิศทางในชีวิตของพวกเขาเอง ปลูกฝังสิ่งต่างๆ ของซาตานในตัวพวกเขาตลอดเวลา โดยใช้เรื่องราวต่างๆ อัตชีวประวัติต่างๆ และวิถีทางอื่นๆ ทั้งหมดที่เป็นไปได้เพื่อล่อลวงผู้คน ทีละน้อยๆ จนกระทั่งพวกเขาฮุบเหยื่อ” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 6” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  “ซาตานทำให้ผู้คนเสื่อมทรามโดยผ่านทางการศึกษาและอิทธิพลของพวกรัฐบาลแห่งชาติกับของผู้มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่  คำพูดฝ่ายผีปีศาจของพวกเขาได้กลายเป็นธรรมชาติชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  ‘ทุกคนทำเพื่อตนเอง ส่วนคนรั้งท้ายปล่อยให้มารพาไปตามยถากรรม’ เป็นหนึ่งคติพจน์เยี่ยงซาตานอันเป็นที่รู้จักกันดีที่ได้ถูกปลูกฝังเข้าไปในทุกคนและที่ได้กลายเป็นชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว  ยังมีคำพูดอื่นๆ ของปรัชญาทั้งหลายสำหรับการดำรงชีวิตที่เป็นเหมือนคติพจน์นี้อยู่อีก  ซาตานใช้วัฒนธรรมตามประเพณีอันประณีตของแต่ละชนชาติในการให้การศึกษาผู้คน เป็นเหตุให้มวลมนุษย์ตกลงไปและถูกกลืนกินโดยนรกขุมลึกแห่งการทำลายล้างซึ่งไร้พรมแดน และในตอนสุดท้ายแล้ว ผู้คนก็ถูกพระเจ้าทรงทำลายเพราะพวกเขารับใช้ซาตานและต้านทานพระเจ้า” (“วิธีที่จะรู้จักธรรมชาติของมนุษย์” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)

พระวจนะของพระเจ้าบ่งบอกแหล่งที่มาของความทุกข์ของมนุษย์ทั้งหมด เราชุ่มโชกอยู่ในพิษของซาตานผ่านการศึกษาของรัฐบาล และอิทธิพลของ คนดังและวัฒนธรรมประเพณี อย่างเช่น “ความรู้สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเจ้าได้” “โชคชะตาของคนอยู่ในมือของเขาเอง” และ “การเป็นผู้มีการศึกษาคือ การได้อยู่ ณ จุดสูงสุดของสังคม” คติพจน์เหล่านี้ทำให้เราไล่ตามความรู้ ให้คิดว่าความรู้คือทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้เราสามารถโดดเด่นจากฝูงชนและมีชีวิตที่ดี เราเริ่มไล่ตามและบูชาความรู้ ไม่ยอมรับการทรงดำรงอยู่และอธิปไตยของพระเจ้า เราหลบเลี่ยงและต่อต้านพระเจ้า และพระเจ้าทรงขาดหายไปจากหัวใจของเรา เราสูญเสียการดูแลและการอารักขา และเสบียงอาหารสำหรับชีวิตของพระองค์ เรากลับกลายเป็นว่างเปล่าและเสื่อมโทรม คนมากมายมีความรู้ เป็นที่รู้จัก และมีความนับถือของผู้อื่น แต่ชีวิตของพวกเขาว่างเปล่าและเจ็บปวด เจ้าหน้าที่ระดับสูงมากมายมีสติปัญญาและมีวุฒิการศึกษา แต่ในการดิ้นรนหาเงินทอง อำนาจ และสถานะ พวกเขาหลอกลวง ใส่ความ และฆ่ากันเอง บางคนฆ่าตัวตายหรือถูกคนอื่นฆ่าตาย สติปัญญาและสถานะของบุคคลไม่มีผลกระทบต่อโชคชะตาหรือบทอวสานสุดท้ายของพวกเขาเลย “โชคชะตาของคนอยู่ในมือของเขาเอง” และ “ความรู้สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเจ้าได้” เป็นคำโกหกของซาตาน ออกแบบมาเพื่อหลอกลวงและทำให้ผู้คนเสื่อมทราม พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ มนุษยชาติจำเป็นต้องมีความรอดของพระเจ้า และเสบียงอาหารสำหรับชีวิตของพระองค์ มนุษยชาติจำเป็นต้องนมัสการพระเจ้าและนบนอบต่ออธิปไตยของพระองค์เท่านั้นเพื่อมีบทอวสานที่ดี ผู้คนหลีกเลี่ยงและละทิ้งพระเจ้า คิดว่าความรู้สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขาได้ ท้ายที่สุด พวกเขาก็ต้านทานพระเจ้าและพินาศไป เป็นไปตามที่พระเจ้าตรัสว่า “หากเจ้าพึ่งพาความรู้ของเจ้าและความสามารถในหน้าที่รับผิดชอบต่างๆ ของเจ้า เมื่อนั้น เจ้าก็จะเป็นผู้ที่ล้มเหลวเสมอ และจะสูญสิ้นพระพรจากพระเจ้าเสมอ” (“พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  ฉันเคยเป็นแบบนี้เลยค่ะ!  ก่อนฉันจะมาเชื่อในพระเจ้า ฉันใช้ชีวิตตามหลักปฏิบัติแบบซาตานอย่างเช่น “ความรู้สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเจ้าได้” และ “การเป็นผู้มีการศึกษาคือ การได้อยู่ ณ จุดสูงสุดของสังคม” ฉันพยายามเต็มที่ในการศึกษาของฉัน เพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัยและเป็นเลิศ เมื่อฝันของฉันสลาย ฉันคิดว่าไม่มีอะไรให้ตั้งตารอแล้ว ว่าชีวิตไม่มีความหมาย หลังจากลูกสาวฉันเกิดมา ฉันก็ยัดเยียดหลักปฏิบัติแบบซาตานเหล่านี้ให้เธอ ใส่แรงกดดันทั้งหมดนี้ไปที่เธอ สุดท้าย เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่หนักอึ้งนี้ เธอก็กลายเป็นหัวแข็ง เปราะบาง ต่อต้านสังคม และโกรธเกรี้ยว เธอพูดความในใจกับฉันไม่ได้ และความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกของเราก็กลายเป็นปั้นปึ้ง ฉันใช้ชีวิตตามหลักการเพื่อการอยู่รอดของซาตาน ไม่เพียงทำให้ตัวเองหมดเรี่ยวแรง แต่ยังบังคับให้ลูกสาวของฉันทุกข์ลำบากและเกือบทำชีวิตเธอพัง นี่มาจากความเสียหายที่ซาตานทำไว้ ฉันรู้ว่าหากฉันยังคงใช้ชีวิตตามหลักปฏิบัติของซาตานต่อไป ต้องการให้ลูกของฉันเปลี่ยนชะตากรรมของเธอผ่านความรู้และความสามารถ ฉันก็มีแต่จะทำให้เธอล้มเหลว ตอนนี้นี่เองที่ฉันได้เข้าใจว่า ชะตากรรมและความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในอนาคตของลูกสาวฉันไม่ได้ตัดสินจากการเข้ามหาวิทยาลัย การนมัสการพระเจ้าเป็นหนทางเดียวสู่อนาคตที่ดี ในฐานะพ่อแม่ เราต้องสอนลูกๆ ของเราบนพื้นฐานของความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า และชี้แนะพวกเขาไปตามเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต นี่เป็นความรับผิดชอบของเราต่อพวกเขา

ในวันต่อๆ มา ฉันเลิกเคี่ยวเข็ญให้ลูกสาวฉันอ่านหนังสือและเป็นนักเรียนอันดับหนึ่ง ฉันปล่อยให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามครรลอง ในตอนค่ำ ฉันจะอ่านพระวจนะของพระเจ้ากับเธอ และสอนเธอว่าพระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งอย่างไร ผู้คนถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างไร พระเจ้าทรงช่วยเราให้รอดอย่างไร และอื่นๆ เมื่อลูกสาวฉันเผชิญความยากลำบาก เธอรู้จักอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้าค่ะ เธอค่อยๆ กลายเป็นมีเหตุผลมากขึ้นและเริ่มยิ้มบ่อยขึ้น เกรดของเธอกลายเป็นดีขึ้นกว่าก่อนหน้านั้นเสียอีก และความสัมพันธ์ของเราก็เปลี่ยนเป็นกลมเกลียวมากขึ้น วันหนึ่ง ฉันอ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ “พวกเราจะเริ่มด้วยการกล่าวถึงแง่มุมที่ผิวเผินที่สุดของความรู้  ไวยากรณ์และคำพูดในภาษาสามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้หรือไม่?  คำพูดสามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้หรือไม่?  (ไม่ได้)  คำพูดไม่สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้ คำพูดเป็นเครื่องมือที่ผู้คนใช้เพื่อพูดและคำพูดยังเป็นเครื่องมือที่ผู้คนใช้สื่อสารกับพระเจ้าอีกด้วย ไม่ต้องกล่าวถึงว่าในปัจจุบัน ภาษาและคำพูดคือวิธีที่พระเจ้าทรงสื่อสารกับผู้คนด้วย  คำพูดเป็นเครื่องมือ และคำพูดเป็นสิ่งจำเป็น  หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง และสองคูณสองเท่ากับสี่ นี่ไม่ใช่ความรู้หรอกหรือ?  แต่การนี้สามารถทำให้เจ้าเสื่อมทรามได้หรือไม่?  นี่เป็นความรู้ทั่วไป—มันเป็นรูปแบบที่ตายตัว—และดังนั้นมันไม่สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้  ดังนั้น ความรู้ประเภทใดหรือที่ทำให้ผู้คนเสื่อมทราม?  ความรู้ที่ทำให้เสื่อมทรามคือความรู้ที่ระคนไปด้วยทัศนคติและความคิดของซาตาน  ซาตานพยายามที่จะพร่ำฝังทัศนคติและความคิดเหล่านี้เข้าไปในมนุษยชาติโดยผ่านทางสื่อกลางของความรู้  ยกตัวอย่างเช่น ในบทความหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดผิดเกี่ยวกับคำที่เขียนขึ้นในตัวของมันเอง  ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติและเจตนาของผู้เขียนตอนที่พวกเขาได้เขียนบทความนั้น ตลอดจนเนื้อหาจากความคิดของพวกเขาด้วย  เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายซึ่งมีจิตวิญญาณ สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ผู้คนเสื่อมทรามได้” (“พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 5” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)  พระวจนะของพระเจ้าให้ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกบางอย่างกับฉันในเรื่องการมีความรู้ ความรู้ที่สัมพันธ์กับความจริงเป็นสิ่งที่เป็นบวก ที่ทุกคนควรมี เพราะมันเสริมขีดความสามารถของพวกเขา เราควรเข้าหามันอย่างเหมาะสม ความรู้ทางการเขียนและดนตรีเป็นสิ่งดี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์บางอย่างก็ดีเช่นกัน อย่างการเรียนรู้เรื่องเครื่องจักรกล เคมี ฟิสิกส์ ตลอดจนการแพทย์และการทำอาหาร เหล่านี้เป็นเครื่องมือที่เราจำเป็นต้องมีเพื่อที่จะอยู่รอด และควรจับความเข้าใจให้ดีทั้งหมด แต่ความรู้ไม่ใช่ความจริง มันไม่สามารถเปลี่ยนคนคนหนึ่งหรือเป็นชีวิตของพวกเขาได้ ไม่ควรบูชามันอย่างมืดบอด อย่างไรก็ตามคนมากมายเรียนรู้ว่า พวกเขาไม่มีวันจะหนีจากความเสื่อมทรามของซาตานได้ เว้นแต่พวกเขาจะใช้ชีวิตตามความจริง ชีวิตของพวกเขาจะเจ็บปวดและว่างเปล่า และเมื่อมหาวิบัติมาถึง พวกเขาก็จะพินาศ ฉันไม่เคยเข้าใจความจริง และไม่รู้ว่าจะเข้าหาความรู้อย่างไร ฉันถูกซาตานวางยาพิษ คิดว่าการไล่ตามความรู้จะสามารถเปลี่ยนโชคชะตาฉันและช่วยให้ฉันโดดเด่นได้ เมื่อความฝันของฉันแตกสลาย ฉันก็ฝากความหวังทั้งหมดไว้บนบ่าของลูกสาว ฉันใช้เวลา เงิน และพลังงานทั้งหมดของฉันไปกับการเล่าเรียนของเธอ ผลักดันให้เธอเข้ามหาวิทยาลัย แต่เธอกลับกลายเป็นต่อต้านสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ และเกือบหนีออกจากบ้าน จริงอยู่ว่า ซาตานสร้างบาดแผลลึกให้ฉัน แต่มันกลับทำร้ายลูกสาวฉันซะยิ่งกว่า ทั้งครอบครัวของเราได้ถูกทำให้เสียหายโดยความเชื่อผิดๆ แบบซาตานว่า “ความรู้สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเจ้าได้” พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แสดงให้ฉันเห็นว่า ซาตานใช้ความรู้หลอกลวงให้ผู้คนเสื่อมทรามอย่างไร ความรู้ไม่ใช่ความจริง มันไม่สามารถเปลี่ยนเราหรือช่วยเราให้รอดได้ พระเจ้าเท่านั้นคือความจริง พระวจนะของพระเจ้าเท่านั้นช่วยเรารอดได้ ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าการชี้แนะให้ลูกเชื่อในพระเจ้า ศึกษาพระวจนะของพระองค์และไล่ตามความจริง เป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่ถูกต้องในชีวิต

วันหนึ่ง ลูกสาวของฉันบอกฉันเรื่องนักเรียนคนอื่นที่โต้เถียง ทะเลาะ สูบบุหรี่ และดื่มเหล้า และเดตกันเองอย่างเปิดเผย โรงเรียนทำเป็นไม่เห็นพฤติกรรมเหล่านี้ และพ่อแม่ของพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่อฉันถามลูกสาวว่าเธอคิดอย่างไร เธอพูดว่า “หนูเชื่อในพระเจ้า หนูไม่ทำสิ่งเหล่านั้นเพราะพระเจ้าไม่ชอบพวกมัน” ฉันรู้สึกตื้นตันใจค่ะ หากฉันไม่ได้นำเธอมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและให้เธออ่านพระวจนะของพระเจ้าเพื่อเข้าใจความจริง เธอก็อาจจะเดินไปตามทางที่ผิด เหมือนเด็กคนอื่นพวกนั้น เป็นพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นี่เองที่เปลี่ยนฉัน ที่ปลดปล่อยฉันจากโซ่ตรวนของความรู้ และช่วยให้ฉันชี้แนะลูกสาวไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง ฉันขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จากก้นบึ้งของหัวใจสำหรับการทรงอารักขาและความรอดของพระองค์ค่ะ!

ก่อนหน้า: 7. การรู้สึกตัวตื่นของทาสเงินตราคนหนึ่ง

ถัดไป: 9. พระวจนะของพระเจ้า ได้นำฉันออกจากโศกนาฏกรรมแห่งการสมรส

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

27. คนเราควรเคารพหน้าที่ของตัวเองอย่างไร

โดย Zheng Ye, เกาหลีใต้ไม่นานหลังจากมาเป็นผู้เชื่อ ผมสังเกตว่าพี่น้องชายหญิงที่เป็นผู้นำในขณะนั้นจัดการชุมนุมและสามัคคีธรรมถึงความจริงบ่อยๆ...

31. ยึดมั่นในหน้าที่ของฉัน

โดย Yangmu, เกาหลีใต้ฉันเคยรู้สึกอิจฉาเมื่อเห็นพี่น้องชายหญิงแสดง ร้องเพลง และเต้นรำในการสรรเสริญพระเจ้า...

43. เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Xiaowei, ประเทศจีนพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ การพิพากษาเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า แก่นพระวจนะจากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ข้อคัดสรรของพระวจนะแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ 170 หลักธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติความจริง ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย แนวทางสำหรับการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักร แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า (แก่นสารสำคัญของผู้เชื่อใหม่) คำพยานเกี่ยวกับประสบการณ์ทั้งหลายหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ วิธีที่ข้าพเจ้าได้หันกลับไปสู่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้