พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 3

สิทธิอำนาจของพระเจ้า (2)

วันนี้เราจะมาสานต่อการสามัคคีธรรมของเราในหัวข้อ “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์” เราได้สามัคคีธรรมกันในหัวข้อนี้ไปแล้วสองคราว คราวแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และคราวที่สองเกี่ยวกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า หลังจากที่ได้รับฟังการสามัคคีธรรมทั้งสองคราวนี้แล้ว พวกเจ้าได้รับความเข้าใจใหม่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์ พระสถานภาพ และเนื้อแท้ของพระเจ้าหรือไม่? ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้พวกเจ้าสัมฤทธิ์ความรู้ที่มีสาระและความมั่นใจในความจริงของการดำรงอยู่ของพระเจ้ามากขึ้นหรือไม่? วันนี้เรามีแผนการที่จะขยายความในหัวข้อ “สิทธิอำนาจของพระเจ้า”

การเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าจากมุมมองระดับมหัพภาคและจุลภาค

สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นมีเอกลักษณ์ เป็นการแสดงออกถึงคุณลักษณะเฉพาะของพระเจ้าและเป็นแก่นแท้ที่พิเศษของพระเจ้า พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง ชนิดที่ไม่มีในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างและไม่ได้ทรงสร้างใดๆ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจประเภทนี้ กล่าวคือ มีเพียงพระผู้สร้าง—พระเจ้าพระผู้ทรงเอกลักษณ์—ที่แสดงออกในหนทางนี้และมีแก่นแท้นี้ ดังนั้นแล้ว เหตุใดพวกเราจึงควรพูดคุยเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้ากันเล่า? สิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองนั้นแตกต่างจาก “สิทธิอำนาจ” ที่มนุษย์คิดฝันในใจของเขาอย่างไร? สิทธิอำนาจมีสิ่งใดพิเศษกระนั้นหรือ? เหตุใดการพูดคุยเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าในที่นี้จึงมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ? พวกเจ้าแต่ละคนต้องพิจารณาประเด็นปัญหานี้อย่างรอบคอบ สำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้ว “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” เป็นแนวคิดที่คลุมเครือ เป็นแนวความคิดที่พึงต้องใช้ความพยายามอันใหญ่หลวงที่จะทำความเข้าใจ และการเสวนาใดๆ ในเรื่องนี้ก็มีแนวโน้มไปในเชิงนามธรรม ด้วยเหตุนั้นจึงมักจะมีช่องว่างระหว่างความรู้ที่มนุษย์สามารถมีได้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าและแก่นแท้ของสิทธิอำนาจของพระเจ้าอยู่เสมอ ในการที่จะเชื่อมช่องว่างนี้เข้าด้วยกัน ทุกคนต้องค่อยๆ มาทำความรู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ต่างๆ สิ่งต่างๆ และปรากฏการณ์หลากหลายที่อยู่ภายในขอบเขตของการเอื้อมถึงของมนุษย์และภายในความสามารถที่จะเข้าใจของมนุษย์ในชีวิตจริงของพวกเขา แม้ว่าวลี “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” อาจดูเหมือนมิอาจหยั่งลึกได้ แต่สิทธิอำนาจของพระเจ้าก็ไม่ได้เป็นนามธรรมแต่อย่างใด พระองค์สถิตอยู่กับมนุษย์โดยตลอดทุกนาทีของชีวิตมนุษย์ ทรงนำทางเขาโดยตลอดในทุกๆ วัน ดังนั้น ในชีวิตจริงแล้ว บุคคลทุกคนจำเป็นจะต้องมองเห็นและมีประสบการณ์กับแง่มุมที่จับต้องได้มากที่สุดแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้า แง่มุมที่จับต้องได้นี้คือข้อพิสูจน์ที่เพียงพอว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้ามีอยู่จริง และยังเปิดโอกาสให้คนเราระลึกรู้และจับใจความได้อย่างครบถ้วนในข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจดังกล่าว

พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา และหลังจากที่ได้ทรงสร้างแล้ว พระองค์ก็ทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่ง นอกเหนือจากการมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสรรพสิ่งแล้ว พระเจ้ายังทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แนวคิดที่ว่า “พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง” นี้หมายความว่าอย่างไร? จะสามารถอธิบายแนวคิดนี้ได้อย่างไร? แนวคิดนี้ใช้ได้อย่างไรกับชีวิตจริง? การเข้าใจข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะสามารถนำไปสู่การเข้าใจสิทธิอำนาจของพระองค์ได้อย่างไร? จากวลีที่ว่า “พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง” นี้นี่เองที่พวกเราควรมองเห็นว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงควบคุมนั้นหาใช่ส่วนหนึ่งของหมู่ดาวเคราะห์หรือส่วนหนึ่งของสิ่งทรงสร้างไม่ และยิ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมวลมนุษย์ แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง กล่าวคือ จากสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตไปจนถึงสิ่งที่เล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จากสิ่งที่มองเห็นได้ไปจนถึงสิ่งที่มองไม่เห็น จากหมู่ดาวแห่งห้วงจักรวาลไปจนถึงสิ่งต่างๆ ที่มีชีวิตบนแผ่นดินโลก ตลอดจนเหล่าจุลชีพที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ดำรงอยู่ในรูปแบบอื่นๆ นี่คือนิยามอันเที่ยงตรงของ “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ที่พระเจ้าทรง “ควบคุม” เป็นวงเขตแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ ขอบข่ายแห่งอธิปไตยและกฎเกณฑ์ของพระองค์

ก่อนที่มนุษยชาตินี้จะเกิดขึ้น ห้วงจักรวาล—กล่าวคือ ดาวเคราะห์ทั้งมวลและหมู่ดาวทั้งหมดในฟ้าสวรรค์—ได้ดำรงอยู่มาก่อนแล้ว ในระดับมหัพภาค เทห์ฟากฟ้าเหล่านี้มีการโคจรอย่างเป็นปกติตลอดมาภายใต้การควบคุมของพระเจ้าสำหรับการดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของพวกมัน ไม่ว่าจะผ่านไปหลายปีดีดักอย่างไรก็ตาม ดาวเคราะห์ใดไปถึงจุดใด ณ เวลาจำเพาะใด ดาวเคราะห์ใดทำหน้าที่ใดและเมื่อใด ดาวเคราะห์ใดโคจรไปตามวงโคจรใด และมันจะอันตรธานหรือถูกแทนที่เมื่อใด—สิ่งทั้งมวลเหล่านี้ดำเนินไปโดยไม่มีความผิดพลาดแม้แต่น้อย ตำแหน่งของดาวเคราะห์และระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์ทั้งหมดเป็นไปตามแบบแผนต่างๆ อันรัดกุม ซึ่งทั้งหมดนั้นสามารถใช้ข้อมูลอันเที่ยงตรงมาพรรณนาได้ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่ดาวเคราะห์เดินทางร่วมกันไป ความเร็วและรูปแบบของวงโคจร เมื่อใดดาวเคราะห์จะไปอยู่ตรงตำแหน่งใด—ทั้งหมดนี้สามารถคำนวณได้อย่างเที่ยงตรงและอธิบายด้วยกฎพิเศษต่างๆ ได้ ดาวเคราะห์ทั้งหลายได้ดำเนินตามกฎเหล่านี้มาหลายกัปหลายกัลป์โดยปราศจากการเบี่ยงเบนแม้แต่น้อย ไม่มีอำนาจใดสามารถเปลี่ยนหรือขัดขวางวงโคจรของพวกมันหรือแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้ เนื่องเพราะกฎพิเศษต่างๆ ที่กำกับดูแลการเคลื่อนไหวของพวกมันและข้อมูลอันเที่ยงตรงที่อธิบายกฎเหล่านั้นถูกสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว ดาวเคราะห์ทั้งหลายจึงทำตามกฎเหล่านี้โดยอัตโนมัติภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระผู้สร้าง ในระดับมหัพภาค ไม่เป็นการยากที่มนุษย์จะค้นพบแบบแผนบางอย่าง ข้อมูลบางอย่าง และกฎหรือปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายได้บางอย่าง แม้มนุษยชาติไม่ยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง และไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระผู้สร้างได้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาและทรงมีอำนาจครอบครองเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และยิ่งไปกว่านั้นไม่ได้ระลึกรู้ถึงการดำรงอยู่แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง กระนั้นก็ตาม เหล่านักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักฟิสิกส์ทั้งหลายของมนุษย์ก็กำลังค้นพบกันมากขึ้นทุกทีว่า การดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล และหลักการกับแบบแผนที่บงการการเคลื่อนที่ของพวกมันทั้งหมดนั้น ถูกกำกับดูแลและควบคุมโดยพลังงานมืดอันไพศาลและมองไม่เห็นอย่างหนึ่ง ข้อเท็จจริงนี้บีบให้มนุษย์ยอมเผชิญหน้าและยอมรับรู้ว่า มีองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงฤทธิ์ในท่ามกลางแบบแผนการเคลื่อนที่เหล่านี้ที่คอยจัดวางเรียบเรียงทุกสิ่งทุกอย่าง ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือปกติ และแม้ว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นโฉมพระพักตร์ที่แท้จริงของพระองค์ได้ พระองค์ก็ทรงกำกับดูแลและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในทุกชั่วขณะ ไม่มีมนุษย์หรือกำลังบังคับใดที่สามารถล่วงพ้นอธิปไตยของพระองค์ได้ ครั้นได้เผชิญกับข้อเท็จจริงนี้แล้ว มนุษย์ย่อมต้องระลึกรู้ว่า กฎต่างๆ ที่กำลังกำกับดูแลการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งนั้นไม่สามารถถูกมนุษย์ควบคุมได้ ไม่สามารถถูกใครก็ตามเปลี่ยนแปลงได้ เขาต้องยอมรับอีกด้วยว่า มนุษย์นั้นไม่สามารถเข้าใจกฎเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน และกฎเหล่านี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกบงการโดยองค์อธิปไตยองค์หนึ่ง เหล่านี้คือการแสดงออกทั้งหมดของสิทธิอำนาจแห่งพระเจ้าที่มวลมนุษย์สามารถรับรู้ได้ในระดับมหัพภาค

ในระดับจุลภาคนั้น ภูเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ ทะเล และผืนแผ่นดินทั้งหมดที่มนุษย์อาจมองเห็นบนแผ่นดินโลก ทุกฤดูกาลที่เขาผ่านประสบการณ์ ทุกสรรพสิ่งที่อาศัยแผ่นดินโลกอยู่ รวมถึงพืชพรรณ สัตว์ จุลชีพ และมนุษย์ ล้วนอยู่ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้า ภายใต้อธิปไตยและการควบคุมของพระเจ้านั้น ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นหรืออันตรธานไปโดยสอดคล้องกับพระดำริของพระองค์ กฎทั้งหลายเกิดขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลการดำรงอยู่ของสิ่งเหล่านี้ และสิ่งเหล่านี้ก็เจริญเติบโตและเพิ่มทวีคูณโดยเป็นไปตามกฎเหล่านี้ ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดอยู่เหนือกฎเหล่านี้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? มีเพียงคำตอบเดียวก็คือ เป็นเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้า หรือพูดอีกอย่างว่า เป็นเพราะพระดำริของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า เพราะการกระทำส่วนพระองค์ของพระเจ้าพระองค์เอง นี่หมายความว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าและพระกมลของพระเจ้านี่เองที่ให้กำเนิดกฎเหล่านี้ซึ่งขยับย้ายและเปลี่ยนแปลงไปตามพระดำริแห่งพระองค์ การขยับย้ายและการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นหรือเลือนหายไปก็เพื่อประโยชน์แห่งแผนการของพระองค์ ตัวอย่างเช่น การเกิดโรคระบาด โรคเกิดแพร่ระบาดโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ไม่มีผู้ใดรู้จุดกำเนิดของพวกมันหรือเหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดโรคระบาดจึงเกิดขึ้น และเมื่อใดก็ตามที่โรคหนึ่งแพร่ระบาดไปถึงบางสถานที่ พวกที่ถูกชี้ชะตาไว้ย่อมไม่สามารถหลีกหนีจากหายนะได้ วิทยาศาสตร์ของมนุษย์เข้าใจว่าโรคระบาดทั้งหลายเกิดจากการแพร่กระจายของจุลินทรีย์ที่ร้ายแรงหรือเป็นอันตราย และวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ไม่สามารถคาดคะเนหรือควบคุมความเร็ว แนวเขต และวิธีการแพร่เชื้อของพวกมันได้ แม้ผู้คนต่อต้านโรคระบาดโดยใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถควบคุมได้ว่าผู้คนหรือสัตว์ใดจะได้รับผลกระทบอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงเมื่อเกิดการระบาดของโรค สิ่งเดียวที่มนุษย์ทำได้ก็คือ พยายามป้องกันโรค ต้านทานโรคเอาไว้ และศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพวกมัน แต่ไม่มีใครรู้มูลเหตุที่อธิบายการเกิดขึ้นหรือการสิ้นสุดของโรคระบาดแต่ละโรค และไม่มีใครสามารถควบคุมพวกมันได้ ครั้นได้เผชิญกับการเกิดขึ้นและการแพร่กระจายของโรคระบาดแล้ว มาตรการแรกที่มนุษย์ใช้ก็คือ การพัฒนาวัคซีนขึ้นมา แต่บ่อยครั้งที่โรคระบาดวายไปเองก่อนที่วัคซีนจะพร้อมใช้ เหตุใดเล่าโรคระบาดจึงสลายตัว? บ้างก็พูดว่าพวกเชื้อโรคถูกควบคุมไว้ได้แล้ว ในขณะที่คนอื่นพากันพูดว่า พวกมันหายสูญไปก็เพราะการเปลี่ยนไปของฤดูกาล…ในส่วนที่ว่าการคาดเดาส่งเดชเหล่านี้ฟังขึ้นหรือไม่นั้น วิทยาศาสตร์กลับไม่สามารถให้คำอธิบายและไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ มนุษยชาติต้องไม่เพียงให้ความสำคัญกับการคาดเดาเหล่านี้ แต่ต้องให้ความสำคัญกับการขาดความเข้าใจและความหวาดกลัวที่มวลมนุษย์มีต่อโรคระบาดด้วย ในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้าย ไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุที่โรคระบาดก่อตัวหรือสาเหตุที่พวกมันจบลง เนื่องจากมนุษยชาติมีความเชื่อแต่ในวิทยาศาสตร์ วางใจในวิทยาศาสตร์จนหมดสิ้น และไม่ระลึกรู้ถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหรือยอมรับอธิปไตยของพระองค์ พวกเขาย่อมจะไม่มีวันได้มาซึ่งคำตอบ

ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งถือกำเนิด ใช้ชีวิต และพินาศไปก็เพราะสิทธิอำนาจแห่งพระองค์และการบริหารจัดการของพระองค์ บางสิ่งมาแล้วก็ไปอย่างเงียบเชียบ และมนุษย์ไม่สามารถบอกได้ว่าพวกมันมาจากไหนหรือจับความเข้าใจในแบบแผนที่พวกมันดำเนินตามได้ นับประสาอะไรที่จะเข้าใจเหตุผลต่างๆ ว่าเหตุใดพวกมันจึงมาและไป แม้ว่ามนุษย์สามารถมองเห็นทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาท่ามกลางทุกสรรพสิ่งด้วยตาของเขาเอง และสามารถได้ยินด้วยหูของเขา และสามารถมีประสบการณ์กับมันด้วยร่างกายของเขาเอง แม้ว่าทั้งหมดนั้นมีความเชื่อมโยงกับมนุษย์ และแม้ว่าจิตใต้สำนึกของมนุษย์จะจับความเข้าใจในความไม่ปกติ ความเป็นปกติ หรือแม้แต่ความแปลกประหลาดอันสัมพัทธ์ของนานาปรากฏการณ์ แต่เขาก็ยังคงไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเบื้องหลังของปรากฏการณ์เหล่านั้น ซึ่งก็คือน้ำพระทัยและพระกมลของพระผู้สร้าง มีเรื่องเล่ามากมายเบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้ หลายความจริงที่ถูกซ่อนไว้ เนื่องเพราะมนุษย์ได้พเนจรห่างไกลไปจากพระผู้สร้าง และเนื่องเพราะเขาไม่ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างกำกับดูแลทุกสรรพสิ่ง เขาก็จะไม่มีวันรู้และจับใจความทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ ส่วนใหญ่แล้ว การควบคุมและอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือขอบเขตแห่งจินตนาการของมนุษย์ ขอบเขตแห่งความรู้ของมนุษย์ ขอบเขตแห่งความเข้าใจของมนุษย์ และขอบเขตของสิ่งที่วิทยาศาสตร์ของมนุษย์จะสามารถสัมฤทธิ์ นั่นก็คืออยู่เหนือขอบเขตการล่วงรู้ของมนุษยชาติที่ทรงสร้าง บางคนกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าไม่เคยได้เป็นพยานในอธิปไตยของพระเจ้าด้วยตัวเจ้าเอง เจ้าจะสามารถเชื่อได้อย่างไรว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจแห่งพระองค์?” การมองเห็นไม่ใช่การเชื่อเสมอไป ทั้งยังไม่ใช่การระลึกรู้และการเข้าใจเสมอไป ดังนั้นแล้วการเชื่อมาจากแห่งหนใด? เราสามารถกล่าวได้อย่างมั่นใจว่าการเชื่อมาจากระดับและความลึกซึ้งของการจับความเข้าใจของผู้คนเกี่ยวกับความเป็นจริงและมูลเหตุของสิ่งต่างๆ รวมทั้งประสบการณ์ที่ผู้คนมีกับสิ่งเหล่านั้น หากเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง แต่เจ้าไม่สามารถระลึกรู้ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสามารถล่วงรู้ได้ถึงข้อเท็จจริงแห่งการควบคุมของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่งแล้วไซร้ ในหัวใจของเจ้า เจ้าก็จะไม่มีวันยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจประเภทนี้ ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นมีเอกลักษณ์ เจ้าจะไม่มีวันยอมรับพระผู้สร้างว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าและพระเจ้าของเจ้าอย่างแท้จริง

ชะตากรรมของมนุษยชาติและชะตากรรมแห่งจักรวาลมิอาจแยกจากอธิปไตยของพระผู้สร้างได้

พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่ บางคนอยู่ในวัยกลางคน บางคนได้เข้าสู่วัยชรา พวกเจ้ามาจากการไม่เชื่อในพระเจ้าจนมาถึงการเชื่อในพระองค์ และจากการเริ่มเชื่อในพระเจ้าจนมาถึงการยอมรับพระวจนะของพระองค์ และการมีประสบการณ์กับพระราชกิจของพระองค์ แล้วพวกเจ้ามีความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้ามากเพียงใด? เจ้าได้รับความรู้ความเข้าใจเชิงลึกอันใดในชะตากรรมมนุษย์บ้าง? คนเราสามารถสัมฤทธิ์ทุกสิ่งที่คนเราอยากได้อยากมีในชีวิตหรือไม่? ตลอดไม่กี่ทศวรรษแห่งการดำรงอยู่ของพวกเจ้า มีกี่อย่างที่พวกเจ้าสามารถสำเร็จลุล่วงในทางที่พวกเจ้าปรารถนา? มีกี่อย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เจ้าไม่เคยคาดหวัง? มีกี่อย่างที่มาในรูปของความประหลาดใจอันน่ายินดี? มีกี่อย่างที่ผู้คนยังคงรอคอยต่อไปในความมุ่งหวังว่าพวกมันจะให้ดอกผล—โดยรอคอยชั่วขณะที่เหมาะสม รอคอยน้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์โดยไม่รู้ตัว? มีกี่อย่างที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอับจนหนทางและถูกสกัดกั้น? ทุกคนเต็มไปด้วยความหวังเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขา โดยคาดหวังว่าทุกอย่างในชีวิตของพวกเขาจะเป็นไปตามที่พวกเขาปรารถนา ว่าพวกเขาจะไม่ขาดแคลนอาหารหรือเครื่องนุ่งห่ม ว่าโชคชะตาของพวกเขาจะเฟื่องฟูขึ้นอย่างน่าฮือฮา ไม่มีใครต้องการชีวิตที่ยากจนและถูกเอารัดเอาเปรียบ เต็มไปด้วยความยากลำบาก และถูกหายนะรุมเร้า แต่ผู้คนไม่อาจรู้ล่วงหน้าหรือควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ บางทีสำหรับบางคนแล้ว อดีตเป็นเพียงประสบการณ์จิปาถะอันยุ่งเหยิงปะปน พวกเขาไม่เคยเรียนรู้สิ่งที่เป็นน้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจว่าน้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์คืออะไร พวกเขาดำเนินชีวิตของตัวเองไปอย่างไม่คิดอะไร เหมือนสัตว์ทั้งหลายที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ใส่ใจเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษยชาติ หรือเหตุใดมนุษย์จึงมีชีวิต หรือมนุษย์ควรจะใช้ชีวิตอย่างไร ผู้คนเหล่านี้เข้าสู่วัยชราโดยที่ไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษย์เลย และกระทั่งชั่วขณะที่พวกเขาตาย พวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าชีวิตคือเรื่องเกี่ยวกับอะไร ผู้คนเหล่านี้ได้ตายไปแล้ว พวกเขามีชีวิตอยู่โดยปราศจากจิตวิญญาณ พวกเขาคือสัตว์ป่า แม้ว่าผู้คนใช้ชีวิตอยู่ภายในการทรงสร้างและได้รับความชื่นชมยินดีจากหลายหนทางที่โลกใช้สนองความจำเป็นทางวัตถุของพวกเขา และแม้ว่าพวกเขามองเห็นโลกวัตถุนี้รุดหน้าไปอย่างสม่ำเสมอ กระนั้นประสบการณ์ของพวกเขาเอง—สิ่งที่หัวใจและจิตวิญญาณของพวกเขารู้สึกและมีประสบการณ์—ก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับสิ่งที่จับต้องได้ทั้งหลาย และไม่มีวัตถุใดที่ทดแทนประสบการณ์ได้ ประสบการณ์คือการระลึกรู้ลึกลงไปในหัวใจของคนเรา เป็นบางสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การระลึกรู้นี้มีอยู่ในความเข้าใจของคนเราและการรับรู้ของคนเราเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และชะตากรรมมนุษย์ และบ่อยครั้งมันก็นำทางคนเราไปสู่การเข้าใจว่า องค์เจ้านายผู้มิอาจเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้นกำลังทรงจัดการเตรียมการสิ่งต่างๆ ทั้งหมด โดยจัดวางเรียบเรียงทุกอย่างสำหรับมนุษย์ ในท่ามกลางทั้งหมดนี้ คนเราทำได้เพียงยอมรับการจัดการเตรียมการและการจัดวางเรียบเรียงของชะตากรรม คนเราทำได้เพียงยอมรับเส้นทางข้างหน้าที่พระผู้สร้างได้วางเอาไว้ ยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมของคนเรา นี่คือข้อเท็จจริงประการหนึ่งซึ่งไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่ว่าคนเรามีความรู้ความเข้าใจเชิงลึกและท่าทีใดเกี่ยวกับชะตากรรม ก็ไม่มีใครเลยที่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนี้ได้

ในทุกๆ วัน เจ้าจะไปที่ใด เจ้าจะทำสิ่งใด ใครหรืออะไรที่เจ้าจะเผชิญ เจ้าจะพูดอะไร จะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า—มีอันใดในนี้ที่สามารถทำนายได้หรือ? ผู้คนไม่สามารถคาดการณ์ทั้งหมดนี้ล่วงหน้า นับประสาอะไรที่จะสามารถควบคุมได้ว่าสถานการณ์เหล่านี้จะพัฒนาไปอย่างไร ในชีวิต เหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้เหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ความผันผวนรายวันเหล่านี้และวิธีที่พวกมันเผยตัวออกมา หรือรูปแบบที่พวกมันเดินตามนั้นเป็นสิ่งเตือนความจำให้แก่มนุษยชาติอยู่เสมอว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน ว่ากระบวนการเกิดขึ้นของแต่ละเหตุการณ์ ธรรมชาติอันมิอาจหลบหลีกได้ของแต่ละเหตุการณ์นั้นไม่อาจขยับเปลี่ยนได้โดยเจตจำนงของมนุษย์ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ่ายทอดการเตือนสอนจากพระผู้สร้างมายังมวลมนุษย์ และส่งความนัยมาด้วยว่ามนุษย์ไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ ทุกเหตุการณ์คือการตอบโต้ความทะเยอทะยานลมๆ แล้งๆ อันคะนอง และความอยากที่จะกุมชะตากรรมของตนไว้ในมือตัวเองของมนุษยชาติ เหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเหมือนการตบหน้ามนุษยชาติอย่างแรง คนแล้วคนเล่า บีบให้ผู้คนพิจารณาเสียใหม่ว่าในท้ายที่สุดแล้ว ใครกันที่กำกับดูแลและควบคุมชะตากรรมของพวกเขา และเมื่อความทะเยอทะยานและความอยากทั้งหลายของพวกเขาถูกสกัดกั้นและทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี จึงเป็นธรรมดาที่มนุษย์ย่อมมาถึงการยอมรับชะตากรรมที่รอท่าอยู่โดยไม่รู้ตัว—การยอมรับความเป็นจริง ยอมรับน้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์และอธิปไตยของพระผู้สร้าง จากความผันผวนรายวันเหล่านี้สู่ชะตากรรมของชีวิตมนุษย์ทั้งหมดทั้งมวล หามีสิ่งใดที่ไม่ได้เปิดเผยแผนการของพระผู้สร้างและอธิปไตยของพระองค์ หามีสิ่งใดที่ไม่ได้ส่งความนัยว่า “สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างนั้นมิอาจก้ำเกินได้” หามีสิ่งใดที่ไม่ได้ถ่ายทอดความจริงอันเป็นนิรันดร์ที่ว่า “สิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างนั้นสูงสุด”

ชะตากรรมของมนุษยชาติและของจักรวาลนั้นเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง ผูกติดอยู่กับการจัดวางเรียบเรียงของพระผู้สร้างโดยมิอาจแยกออกจากกันได้ ในท้ายที่สุดแล้ว ชะตากรรมเหล่านี้ก็ไม่อาจแยกออกจากสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ ในกฎแห่งทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงมาเข้าใจการจัดวางเรียบเรียงของพระผู้สร้างและอธิปไตยของพระองค์ ในกฎเกณฑ์แห่งการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงมารับรู้การกำกับดูแลของพระผู้สร้าง ในชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง เขาจึงได้อนุมานวิธีต่างๆ ที่พระผู้สร้างทรงใช้อธิปไตยและการควบคุมของพระองค์เหนือทุกสรรพสิ่ง และในวงจรชีวิตของมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง มนุษย์จึงมามีประสบการณ์อย่างแท้จริงกับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างสำหรับทุกสรรพสิ่งและสิ่งมีชีวิต มาเป็นพยานว่าการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการเหล่านั้นอยู่เหนือกฎ กฎเกณฑ์ และขนบประเพณีทางโลกทั้งหมด พลังอำนาจและกำลังบังคับอื่นๆ ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษยชาติจึงถูกบีบให้ยอมระลึกรู้ว่าอธิปไตยของพระผู้สร้างมิอาจถูกสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดฝ่าฝืนได้ ระลึกรู้ว่าไม่มีกำลังบังคับใดสามารถช่วงชิงหรือดัดแปลงเหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า ภายใต้กฎและกฎเกณฑ์แห่งพระเจ้านี่เองที่มนุษย์และทุกสรรพสิ่งล้วนมีชีวิตอยู่และขยายเผ่าพันธุ์รุ่นแล้วรุ่นเล่า นี่ไม่ใช่รูปจำแลงที่แท้จริงของสิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้างหรอกหรือ? แม้ว่าในกฎเชิงวัตถุวิสัยทั้งหลาย มนุษย์มองเห็นอธิปไตยของพระผู้สร้างและการสถาปนาทุกเหตุการณ์และทุกสรรพสิ่งของพระองค์ มีกี่คนที่สามารถจับความเข้าใจหลักการแห่งอธิปไตยของพระผู้สร้างซึ่งอยู่เหนือจักรวาลได้? มีผู้คนมากเท่าใดที่สามารถรู้จัก ระลึกได้ ยอมรับ และนบนอบอย่างแท้จริงต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างที่มีเหนือชะตากรรมของพวกเขาเอง? เมื่อได้เชื่อในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้างแล้ว ผู้ใดเล่าจะเชื่อและระลึกรู้อย่างแท้จริงว่าพระผู้สร้างทรงบงการชะตากรรมของชีวิตมนุษย์เช่นกัน? ใครเล่าที่สามารถจับใจความได้อย่างแท้จริงในข้อเท็จจริงที่ว่าชะตากรรมของมนุษย์วางอยู่ในฝ่าพระหัตถ์แห่งพระผู้สร้าง? ท่าทีแบบใดที่มนุษยชาติควรมีต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างเมื่อเผชิญหน้าข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงกำกับดูแลและควบคุมชะตากรรมของมนุษยชาติ? นั่นเป็นการตัดสินใจซึ่งมนุษย์ทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงนี้ต้องทำเพื่อตัวพวกเขาเอง

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งหกในชีวิตมนุษย์

ในครรลองชีวิตของคนเรา บุคคลทุกคนย่อมมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่วิกฤติเป็นระยะๆ เหล่านี้คือขั้นตอนพื้นฐานที่สุดและสำคัญที่สุดที่กำหนดชะตากรรมในชีวิตของบุคคล ต่อจากนี้คือการบรรยายโดยย่อเกี่ยวกับเครื่องหมายบอกทางเหล่านี้ที่ทุกบุคคลต้องผ่านในครรลองแห่งชีวิตของพวกเขา

หัวเลี้ยวหัวต่อแรก: การเกิด

สถานที่เกิดของบุคคล ครอบครัวที่พวกเขาเกิดมา เพศ รูปลักษณ์ และเวลาเกิดของคนเรา—เหล่านี้คือรายละเอียดของหัวเลี้ยวหัวต่อแรกของชีวิตบุคคล

ไม่มีผู้ใดอาจเลือกรายละเอียดที่แน่นอนของหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ได้ รายละเอียดเหล่านี้ถูกพระผู้สร้างลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมภายนอกแต่อย่างใด และปัจจัยที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเหล่านี้ ซึ่งถูกพระผู้สร้างลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว การที่บุคคลหนึ่งจะถือกำเนิดมานั้นหมายความว่า พระผู้สร้างได้ทรงลุล่วงขั้นตอนแรกของชะตากรรมที่พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการสำหรับบุคคลนั้นแล้ว เนื่องเพราะพระองค์ได้ทรงลิขิตรายละเอียดทั้งหมดนี้ไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว จึงไม่มีผู้ใดมีพลังอำนาจในการแก้ไขดัดแปลงรายละเอียดใดๆ ไม่ว่าชะตากรรมที่ตามมาของบุคคลนั้นจะเป็นเช่นไร เงื่อนไขการเกิดของคนเราได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และจะคงอยู่อย่างที่มันเป็น กล่าวคือ รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้รับอิทธิพลจากชะตากรรมในชีวิตของคนเราแต่อย่างใดเลย อีกทั้งไม่ส่งผลกระทบในทางใดต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างที่มีเหนือชะตากรรมในชีวิตของคนเราด้วย

1) ชีวิตใหม่ถือกำเนิดมาจากแผนการของพระผู้สร้าง

รายละเอียดใดของหัวเลี้ยวหัวต่อแรก—สถานที่เกิดของคนเรา ครอบครัวของคนเรา เพศของคนเรา รูปลักษณ์ทางกายภาพของคนเรา เวลาเกิดของคนเรา—บุคคลหนึ่งสามารถเลือกสิ่งใดได้? เห็นได้ชัดว่าการเกิดของคนเรานั้นเป็นเหตุการณ์เชิงรับ คนเราเกิดมาในสถานที่จำเพาะ ณ เวลาจำเพาะ ในครอบครัวจำเพาะ ด้วยรูปลักษณ์จำเพาะทางกายภาพโดยมิได้ตั้งใจเอง คนเรากลายเป็นสมาชิกของครัวเรือนหนึ่ง เป็นกิ่งก้านของสาแหรกตระกูลหนึ่ง โดยมิได้จงใจ คนเราไม่มีทางเลือก ณ หัวเลี้ยวหัวต่อแรกของชีวิตนี้ แต่กลับถือกำเนิดมาในสภาพแวดล้อมที่ตายตัวตามแผนการของพระผู้สร้างเสียมากกว่า เข้าสู่ครอบครัวที่เจาะจง ด้วยเพศและรูปลักษณ์ที่เจาะจง และ ณ เวลาที่เจาะจงซึ่งเชื่อมโยงใกล้ชิดกับครรลองแห่งชีวิตของบุคคล บุคคลหนึ่งสามารถทำสิ่งใดได้ ณ หัวเลี้ยวหัวต่ออันวิกฤตินี้? โดยรวมแล้ว คนเราไม่มีทางเลือกเกี่ยวกับรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกำเนิดของคนเราเหล่านี้แม้แต่อย่างเดียว หากไม่ใช่เพราะการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้างและการทรงนำของพระองค์ ชีวิตที่ถือกำเนิดใหม่ในพิภพนี้คงไม่รู้ว่าจะไปทางไหนหรือจะพำนักอยู่แห่งหนใด คงจะไร้ญาติพี่น้อง ไม่มีพวกพ้อง และไม่มีบ้านที่แท้จริง แต่เพราะการจัดการเตรียมการอันพิถีพิถันของพระผู้สร้าง ชีวิตใหม่นี้จึงมีที่ให้พำนัก มีบิดามารดา มีสถานที่ให้เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น และมีญาติพี่น้อง และจากนั้น ชีวิตนั้นจึงเริ่มเดินไปบนครรลองแห่งการเดินทางของมัน ตลอดกระบวนการนี้ การทำให้ชีวิตใหม่นี้เกิดเป็นตัวตนขึ้นมาได้ถูกกำหนดโดยแผนการต่างๆ ของพระผู้สร้าง และทุกอย่างที่ชีวิตนี้จะได้ครอบครองก็จะได้รับการประทานจากพระผู้สร้าง จากร่างที่ลอยละล่องไร้ทิศทางโดยไม่มีสิ่งใดติดตัว ค่อยๆ กลายมาเป็นมนุษย์ซึ่งมีเลือดเนื้อ มองเห็นได้ จับต้องได้ เป็นหนึ่งในสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า ที่คิด หายใจ และรู้สึกร้อนหนาว สามารถมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมปกติของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างในโลกทางวัตถุ และเป็นผู้ที่จะก้าวผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างต้องผ่านประสบการณ์ในชีวิต การลิขิตล่วงหน้าโดยพระผู้สร้างเกี่ยวกับกำเนิดของบุคคลหมายความว่า พระองค์จะประทานทุกสิ่งซึ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดแก่บุคคลนั้น และในทำนองเดียวกัน ข้อเท็จจริงที่ว่าบุคคลหนึ่งได้เกิดมาย่อมหมายความว่า พวกเขาจะได้รับทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการอยู่รอดจากพระผู้สร้าง และจากจุดนั้นเป็นต้นไป พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในอีกรูปหนึ่ง ซึ่งจัดเตรียมให้โดยพระผู้สร้าง และอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง

2) เหตุใดมนุษย์ซึ่งต่างกันจึงกำเนิดมาภายใต้รูปการณ์แวดล้อมที่ต่างกัน

บ่อยครั้งที่ผู้คนชอบจินตนาการไปว่า หากพวกเขาได้เกิดใหม่ ก็คงจะเป็นในครอบครัวที่เด่นดัง หากพวกเขาเป็นผู้หญิง พวกเขาคงจะมีหน้าตาดั่งสโนว์ไวท์และเป็นที่รักของทุกคน และหากพวกเขาเป็นผู้ชาย พวกเขาคงจะเป็นเจ้าชายรูปงามซึ่งไม่ขาดแคลนสิ่งใดเลย พร้อมโลกทั้งใบที่คอยทำทุกสิ่งที่ต้องการให้ บ่อยครั้งที่มีพวกที่ตรากตรำทำงานอยู่ภายใต้ภาพมายามากมายเกี่ยวกับกำเนิดของตนและรู้สึกไม่พึงพอใจในกำเนิดของพวกเขาอย่างมาก ไม่พอใจในครอบครัวของพวกเขา รูปลักษณ์ของพวกเขา เพศของพวกเขา แม้กระทั่งเวลาเกิดของพวกเขา กระนั้นผู้คนก็ยังไม่เคยเข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงเกิดมาในครอบครัวเฉพาะครอบครัวหนึ่ง หรือเหตุใดพวกเขาจึงมีรูปร่างหน้าตาเฉพาะแบบหนึ่ง พวกเขาไม่รู้ว่า ไม่ว่าพวกเขาถือกำเนิด ณ แห่งหนใด หรือพวกเขามีรูปร่างหน้าตาเช่นใด พวกเขาก็จะต้องรับบทบาทอันหลากหลายและทำภารกิจที่แตกต่างกันในการบริหารจัดการของพระผู้สร้างให้ลุล่วง และจุดประสงค์นี้จะไม่มีวันเปลี่ยนไป ในสายพระเนตรของพระผู้สร้าง สถานที่เกิดของคนเรา เพศของคนเรา และรูปลักษณ์ทางกายของคนเราทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งชั่วคราว พวกมันเป็นอณูเล็กๆ ชุดหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์เล็กจิ๋วในแต่ละระยะของการบริหารจัดการมวลมนุษย์ทั้งปวงของพระองค์ และบั้นปลายกับบทอวสานที่แท้จริงของบุคคลหนึ่งนั้นหาได้ถูกกำหนดพิจารณาโดยการเกิดในระยะเฉพาะใดๆ ของพวกเขาไม่ แต่โดยภารกิจที่พวกเขาทำจนลุล่วงในชีวิตของพวกเขา และโดยการพิพากษาของพระผู้สร้างที่มีต่อพวกเขาเมื่อแผนการบริหารจัดการของพระองค์เสร็จสมบูรณ์

กล่าวกันว่า ทุกผลกระทบย่อมมีต้นเหตุ และว่าไม่มีผลใดที่ไร้เหตุ ดังนั้น การถือกำเนิดของคนเราจึงจำเป็นต้องผูกติดอยู่กับทั้งชีวิตปัจจุบันของคนเราและชีวิตก่อนหน้านี้ หากความตายของบุคคลคือการจบวาระชีวิตในปัจจุบันของพวกเขา เช่นนั้นแล้ว การเกิดของบุคคลก็คือการเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ หากวัฏจักรเดิมเป็นตัวแทนของชีวิตก่อนหน้านี้ของบุคคล เช่นนั้นแล้วย่อมเป็นธรรมดาที่วัฏจักรใหม่ก็คือชีวิตปัจจุบันของพวกเขา ในเมื่อกำเนิดของคนเราเชื่อมโยงกับชีวิตในอดีตของคนเรา รวมทั้งชีวิตปัจจุบันของคนเรา จึงกลายเป็นว่าตำแหน่งที่ตั้ง ครอบครัว เพศ รูปลักษณ์ และปัจจัยอื่นๆ ดังกล่าวซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดของคนเราล้วนจำเป็นต้องสัมพันธ์กับชีวิตปัจจุบันและชีวิตในอดีตของคนเรา นี่หมายความว่า ปัจจัยทั้งหลายในการเกิดของบุคคลไม่เพียงได้รับอิทธิพลจากชีวิตก่อนหน้านี้ของคนเรา แต่ยังถูกกำหนดพิจารณาจากโชคชะตาในชีวิตปัจจุบันของคนเราด้วย ซึ่งอธิบายความหลากหลายของรูปการณ์แวดล้อมอันแตกต่างกันที่ผู้คนได้ถือกำเนิดมา กล่าวคือ บ้างก็เกิดมาในครอบครัวยากจน ส่วนคนอื่นๆ ก็เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย บ้างก็เกิดมาในครอบครัวธรรมดาสามัญ ขณะที่คนอื่นมีวงศ์ตระกูลเด่นดัง บ้างก็เกิดทางใต้ ส่วนคนอื่นเกิดทางเหนือ บ้างก็เกิดในทะเลทราย ส่วนคนอื่นเกิดในดินแดนอันเขียวขจี การเกิดของผู้คนบางคนมาพร้อมกับเสียงโห่ร้องยินดี เสียงหัวเราะ และการเฉลิมฉลอง ส่วนการเกิดของคนอื่นนำมาซึ่งน้ำตา หายนะ และวิบัติ บ้างเกิดมาเป็นที่หวงแหนราวสมบัติล้ำค่า ส่วนคนอื่นเกิดมาก็ถูกทิ้งขว้างราววัชพืช บ้างเกิดมาพร้อมรูปร่างหน้าตาที่ดี ส่วนคนอื่นมาพร้อมรูปร่างที่คดงอ บ้างก็น่ารักชวนมอง ส่วนคนอื่นนั้นอัปลักษณ์ บ้างก็เกิดยามเที่ยงคืน ส่วนคนอื่นเกิดภายใต้เปลวแดดของพระอาทิตย์เที่ยงวัน…กำเนิดของผู้คนทุกจำพวกถูกกำหนดพิจารณาโดยชะตากรรมที่พระผู้สร้างทรงเตรียมไว้ให้พวกเขา กำเนิดของพวกเขากำหนดพิจารณาชะตากรรมในชีวิตปัจจุบันของพวกเขา ตลอดจนบทบาทที่พวกเขาจะแสดงและภารกิจที่พวกเขาจะทำให้ลุล่วง ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง ถูกพระองค์ลิขิตไว้ล่วงหน้า ไม่มีใครสามารถหลีกหนีชะตาที่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าของพวกเขาไปได้ ไม่มีใครเลยที่สามารถเปลี่ยนแปลงกำเนิดของพวกเขาได้ และไม่มีใครเลยที่สามารถเลือกชะตากรรมของพวกเขาได้

หัวเลี้ยวหัวต่อที่สอง: การเจริญเติบโต

ผู้คนเจริญเติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมทางบ้านที่แตกต่างกัน และเรียนรู้บทเรียนที่แตกต่างกันจากบิดามารดาของพวกเขา โดยขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาถือกำเนิดมาในครอบครัวประเภทใด ปัจจัยเหล่านี้กำหนดพิจารณาสภาพเงื่อนไขทั้งหลายที่บุคคลหนึ่งจะใช้ก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และการเจริญเติบโตก็เป็นตัวแทนของช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออันวิกฤติช่วงที่สองของชีวิตบุคคล คงไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ผู้คนไม่มีทางเลือก ณ หัวเลี้ยวหัวต่อนี้เช่นกัน มันถูกกำหนดตายตัว ถูกจัดการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน

1) พระผู้สร้างได้ทรงวางสภาพเงื่อนไขตายตัวสำหรับการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของแต่ละบุคคล

บุคคลไม่สามารถเลือกผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งทั้งหลายที่สอนสั่งและมีอิทธิพลต่อพวกเขาในขณะที่พวกเขาเจริญเติบโต คนเราไม่สามารถเลือกว่าจะได้รับความรู้หรือทักษะใดมา จะสร้างนิสัยใดขึ้นมา คนเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าบิดามารดาและญาติพี่น้องของตนเป็นใคร คนเราเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบใด กล่าวคือ สัมพันธภาพของคนเรากับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมของคนเรา และวิธีที่สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของคนเรา ทั้งหมดนั้นอยู่เหนือการควบคุมของคนเรา เช่นนั้นแล้วใครกันเล่าที่ตัดสินใจในสิ่งเหล่านี้? ผู้ใดจัดการเตรียมการสิ่งเหล่านี้? ในเมื่อผู้คนไม่มีทางเลือกในเรื่องนี้ ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถตัดสินใจในสิ่งเหล่านี้ให้กับตัวเองได้ และในเมื่อเห็นได้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ จึงไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่า การก่อรูปของผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดนี้วางอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้างนั่นเอง แน่นอนว่า เช่นเดียวกับที่พระผู้สร้างทรงจัดเตรียมรูปการณ์แวดล้อมเฉพาะเกี่ยวกับกำเนิดของทุกบุคคล พระองค์ก็ทรงจัดเตรียมรูปการณ์แวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงให้คนเราได้เจริญเติบโตขึ้นเช่นกัน หากการเกิดของบุคคลหนึ่งนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ รอบตัวพวกเขาแล้วไซร้ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของบุคคลนั้นก็จำเป็นจะต้องส่งผลกระทบต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งรอบตัวพวกเขาเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ผู้คนบางคนเกิดมาในครอบครัวยากจน แต่เติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมที่อุดมไปด้วยโภคทรัพย์ ส่วนคนอื่นๆ เกิดมาในครอบครัวที่มั่งคั่ง แต่กลับเป็นเหตุให้โชคลาภต่างๆ ของครอบครัวเสื่อมลง เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบยากจน ไม่มีกำเนิดของใครเลยที่ถูกกำกับดูแลด้วยกฎเกณฑ์ที่ตายตัว และไม่มีใครเลยที่เติบโตขึ้นภายใต้ชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลหนึ่งสามารถจินตนาการหรือควบคุมได้ พวกมันคือผลิตผลแห่งชะตากรรมของคนเรา และถูกกำหนดพิจารณาจากชะตากรรมของคนเรา แน่นอนว่า โดยรากเหง้าของพวกมันแล้ว สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดพิจารณาจากชะตากรรมซึ่งพระผู้สร้างทรงลิขิตไว้ล่วงหน้าสำหรับแต่ละบุคคล พวกมันถูกกำหนดพิจารณาโดยอธิปไตยของพระผู้สร้างที่อยู่เหนือชะตากรรมของบุคคลผู้นั้นและแผนการที่พระองค์ทรงวางไว้เพื่อชะตากรรมนั้น

2) รูปการณ์แวดล้อมอันหลากหลายที่ผู้คนเติบโตขึ้นมานั้นก่อให้เกิดบทบาทที่แตกต่างกัน

ในระดับพื้นฐาน รูปการณ์แวดล้อมทั้งหลายแห่งกำเนิดของบุคคลเป็นตัวกำหนดสิ่งแวดล้อมและรูปการณ์แวดล้อมที่พวกเขาต้องใช้เจริญเติบโตขึ้นมา และในทำนองเดียวกัน รูปการณ์แวดล้อมที่บุคคลหนึ่งเจริญเติบโตขึ้นมาก็คือผลงานของรูปการณ์แวดล้อมแห่งกำเนิดของพวกเขา ในระหว่างช่วงเวลานี้ คนเราเริ่มเรียนรู้ภาษา และจิตใจของคนเราเริ่มประสบพบเจอและซึมซาบสิ่งใหม่ๆ มากมาย อันเป็นกระบวนการของการที่คนเรากำลังเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ สิ่งทั้งหลายที่บุคคลได้ยินด้วยหูของคนเรา มองเห็นด้วยตาของคนเรา และซึมซับด้วยจิตใจของคนเราจะค่อยๆ เติมและให้ความมีชีวิตชีวาแก่โลกภายในของคนเรา ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่คนเราได้มาติดต่อสัมพันธ์ด้วย สามัญสำนึก ความรู้ และทักษะที่คนเราเรียนรู้ และวิธีคิดต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนเราและถูกใช้ฝังหัวหรือพร่ำสอนคนเรามา ทั้งหมดจะชี้นำและส่งอิทธิพลต่อชะตากรรมในชีวิตของบุคคล ภาษาที่คนเราเรียนรู้ในขณะที่คนเราเติบโตและวิธีคิดของคนเรานั้นไม่สามารถแยกจากสิ่งแวดล้อมที่คนเราใช้ชีวิตวัยเยาว์ของคนเราได้ และสิ่งแวดล้อมนั้นประกอบด้วยบิดามารดาและพี่น้องร่วมสายเลือด และผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งอื่นๆ รอบตัวพวกเขา ดังนั้น ครรลองแห่งพัฒนาการของบุคคลจึงถูกกำหนดพิจารณาจากสิ่งแวดล้อมที่คนเราเติบโตขึ้นมา และยังขึ้นอยู่กับผู้คน เหตุการณ์และสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับคนเราในระหว่างช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากเงื่อนไขที่บุคคลเติบโตขึ้นมานั้นถูกลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว สิ่งแวดล้อมที่คนเราอาศัยอยู่ในระหว่างกระบวนการนี้จึงถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าเป็นธรรมดาด้วยเช่นกัน มันไม่ได้ถูกตัดสินใจจากตัวเลือกหรือความชอบของบุคคล แต่เป็นไปตามแผนการของพระผู้สร้าง ซึ่งกำหนดพิจารณาโดยการจัดการเตรียมการอันรอบคอบของพระผู้สร้างและอธิปไตยของพระองค์เหนือชะตากรรมในชีวิตของบุคคลนั้น ดังนั้น ผู้คนที่บุคคลใดประสบพบเจอในครรลองของการเจริญเติบโต และสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาติดต่อสัมพันธ์ด้วย จึงล้วนเชื่อมโยงกับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างเป็นธรรมดา ผู้คนไม่อาจรู้ล่วงหน้าถึงประเภทต่างๆ เหล่านี้ของสัมพันธภาพระหว่างกันอันซับซ้อน ทั้งยังไม่อาจควบคุมพวกมันหรือหยั่งลึกถึงพวกมันได้ ผู้คนและสิ่งต่างๆ มากมายที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่บุคคลหนึ่งเติบโตขึ้นมา และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถจัดการเตรียมการหรือจัดวางเรียบเรียงโครงข่ายอันไพศาลของการเชื่อมโยงดังกล่าวได้ ไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดสามารถควบคุมการปรากฏอยู่ของผู้คน สิ่งต่างๆ และเหตุการณ์ทั้งหมดได้ นอกจากพระผู้สร้าง ทั้งพวกเขาก็ไม่อาจธำรงผู้คนและสิ่งเหล่านั้นเอาไว้หรือควบคุมการอันตรธานไปของผู้คนและสิ่งทั้งหมด แล้วก็เป็นโครงข่ายการเชื่อมโยงอันไพศาลดังกล่าวนั้นนั่นเองที่ปรับรูปทรงของพัฒนาการของบุคคลไปตามที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า และสร้างสิ่งแวดล้อมนานาที่ผู้คนเติบโตขึ้นมา มันคือสิ่งที่สร้างบทบาทอันหลากหลายซึ่งจำเป็นต่อพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระผู้สร้าง โดยวางรากฐานอันแข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นเพื่อให้ผู้คนประสบความสำเร็จในการทำภารกิจของพวกเขาให้ลุล่วง

หัวเลี้ยวหัวต่อที่สาม: ความมีอิสระ

หลังจากที่บุคคลหนึ่งได้ผ่านพ้นวัยเด็กและวัยรุ่น และค่อยๆ ไปถึงภาวะความเป็นผู้ใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก้าวต่อไปก็คือ พวกเขาจะต้องละทิ้งวัยเยาว์ของพวกเขาโดยสมบูรณ์ กล่าวคำอำลากับบิดามารดาของพวกเขา และเผชิญหน้าถนนที่ทอดไปข้างหน้าอย่างผู้ใหญ่ที่มีอิสระคนหนึ่ง ณ จุดนี้ พวกเขาจะต้องเผชิญกับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่ผู้ใหญ่คนหนึ่งต้องเผชิญหน้า เผชิญกับทุกส่วนของชะตากรรมของพวกเขาที่จะเผยตัวในไม่ช้า นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่สามที่บุคคลต้องผ่านล่วงไป

1) หลังจากกลายมามีอิสระ บุคคลก็เริ่มมีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้าง

หากการเกิดและการเจริญเติบโตของบุคคลคือ “ช่วงเวลาเตรียมพร้อม” สำหรับการเดินทางในชีวิตของคนเรา โดยเป็นการวางเสาหลักให้กับชะตากรรมของบุคคลแล้วไซร้ ความมีอิสระของคนเราก็คือการเปิดตัวบทรำพึงรำพันกับชะตากรรมในชีวิตของคนเรา หากการเกิดและการเจริญเติบโตของบุคคลคือความมั่งคั่งที่พวกเขาได้สั่งสมมาเพื่อตระเตรียมสำหรับชะตากรรมในชีวิตของพวกเขา เช่นนั้นแล้วความมีอิสระของบุคคลก็คือตอนที่พวกเขาเริ่มต้นใช้จ่ายหรือเพิ่มพูนความมั่งคั่งนั้น เมื่อคนเราจากบิดามารดาของคนเรามา และกลายมามีอิสระ ทั้งเงื่อนไขต่างๆ ทางสังคมที่คนเราเผชิญ และประเภทของงานและอาชีพที่มีให้คนเราทำ ต่างก็ถูกประกาศิตโดยชะตากรรมและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบิดามารดาของคนเราเลย ผู้คนบางคนเลือกวิชาเอกที่ดีในมหาวิทยาลัยและจบลงด้วยการได้งานที่พึงพอใจหลังจากสำเร็จการศึกษา สร้างก้าวย่างแรกแห่งชัยชนะในการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขา ผู้คนบางคนเรียนรู้และชำนาญในทักษะแตกต่างมากมาย แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยเจอสักงานที่เหมาะสมกับพวกเขา หรือไม่เคยได้ตำแหน่งที่พวกเขาต้องการ นับประสาอะไรกับอาชีพการงาน กล่าวคือ ณ จุดเริ่มของการเดินทางแห่งชีวิต พวกเขาพบว่าตัวเองติดขัดไปทุกการขยับตัว ถูกรุมเร้าด้วยอุปสรรคปัญหา ความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จอับเฉา และชีวิตของพวกเขานั้นไม่แน่นอน ผู้คนบางคนพยายามอย่างขยันขันแข็งในการศึกษาของพวกเขา ทว่ากลับพลาดโอกาสไปอย่างฉิวเฉียดที่จะได้เรียนต่อขั้นอุดมศึกษา พวกเขาดูเหมือนถูกกำหนดชะตากรรมให้ไม่มีวันสัมฤทธิ์ความสำเร็จ ความมุ่งมาดปรารถนาแรกสุดของพวกเขาในการเดินทางแห่งชีวิตของพวกเขาได้สลายไปในอากาศ ด้วยความที่ไม่รู้ว่าถนนที่ทอดไปข้างหน้านั้นราบเรียบหรือขรุขระ พวกเขาจึงรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าโชคชะตาของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความปรวนแปรขนาดไหน และดังนั้นจึงมองชีวิตด้วยความมุ่งหวังและความหวาดหวั่น ผู้คนบางคนทั้งที่ไม่ได้มีการศึกษาดีนัก กลับเขียนหนังสือและสัมฤทธิ์ชื่อเสียงในระดับหนึ่ง บางคนแม้ว่าแทบจะไม่รู้หนังสือเอาเสียเลย ก็หาเงินได้จากการทำธุรกิจและด้วยเหตุนั้นจึงสามารถค้ำจุนตัวเองได้…อาชีพที่คนเราเลือก วิธีที่คนเราหาเลี้ยงชีพ ผู้คนควบคุมได้หรือไม่ว่าพวกเขาจะเลือกตัวเลือกที่ดีหรือตัวเลือกที่ไม่ดีในบรรดาสิ่งเหล่านี้? สิ่งเหล่านี้เป็นไปโดยสอดคล้องกับความอยากได้อยากมีและการตัดสินใจของผู้คนหรือไม่? ผู้คนส่วนใหญ่มีความปรารถนาดังต่อไปนี้คือ ทำงานน้อย ได้เงินมาก ไม่ต้องกรำงานตากแดดตากฝน แต่งกายดี เรืองรองรุ่งโรจน์ไปทุกแห่งหน ตระหง่านง้ำเหนือคนอื่น และนำเกียรติมาสู่บรรพบุรุษของพวกเขา ผู้คนหวังที่จะมีความเพียบพร้อม แต่เมื่อพวกเขาเหยียบย่างก้าวแรกในการเดินทางของชีวิตพวกเขา พวกเขาจึงค่อยๆ มาตระหนักว่า โชคชะตาของมนุษย์นั้นไม่สมประกอบเพียงใด และเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงในข้อเท็จจริงที่ว่า แม้คนเราสามารถวางแผนการอันอาจหาญสำหรับอนาคตของคนเรา และแม้คนเราอาจเก็บงำความเพ้อฝันอันบ้าบิ่นต่างๆ เอาไว้ แต่ไม่มีใครมีความสามารถหรือพลังอำนาจที่จะทำให้ความฝันของพวกเขาเองเป็นจริงขึ้นมา และไม่มีใครอยู่ในฐานะที่จะควบคุมอนาคตของตนเองได้ จะมีระยะห่างอยู่เสมอระหว่างความฝันของคนเรากับความเป็นจริงต่างๆ ที่คนเราต้องเผชิญ สิ่งต่างๆ ไม่เคยเป็นดั่งที่คนเราต้องการให้พวกมันเป็น และเมื่อเผชิญกับความเป็นจริงต่างๆ ดังกล่าว ผู้คนก็ไม่มีวันที่จะสามารถสัมฤทธิ์ความพึงพอใจหรือความสุขสมใจได้เลย ผู้คนบางคนจะพยายามทุกทางที่จินตนาการได้ จะใช้ความอุตสาหะใหญ่หลวงและการพลีอุทิศที่ยิ่งใหญ่เพื่อประโยชน์ของชีวิตความเป็นอยู่และอนาคตของพวกเขา โดยขวนขวายที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตัวเอง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้พวกเขาสามารถทำให้ความฝันและความอยากได้อยากมีของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมาด้วยวิถีทางแห่งการทำงานหนักของพวกเขาเอง พวกเขาก็ไม่มีวันสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกเขาได้ และไม่ว่าพวกเขาจะพยายามอย่างหัวเด็ดตีนขาดเพียงใด พวกเขาก็ไม่มีวันไปได้เกินกว่าสิ่งที่โชคชะตาได้จัดสรรไว้ให้พวกเขา ไม่ว่าความสามารถ เชาวน์ปัญญา และพลังใจมีความแตกต่างกันอย่างไร ผู้คนทั้งหมดล้วนเสมอภาคกันเมื่ออยู่ต่อหน้าชะตากรรมซึ่งไม่แยกความต่างระหว่างคนยิ่งใหญ่กับคนตัวเล็ก คนสูงส่งกับคนต่ำต้อย คนที่ได้รับการยกย่องกับคนต่ำศักดิ์ อาชีพที่คนเราเสาะหา สิ่งที่คนเราทำเพื่อเลี้ยงชีพ และความอุดมสมบูรณ์ในโภคทรัพย์ที่คนเราสั่งสมได้ในชีวิตไม่ได้ถูกชี้ขาดโดยบิดามารดาของคนเรา พรสวรรค์ของคนเรา ความพยายามของคนเรา หรือความทะเยอทะยานของคนเรา แต่ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้าง

2) การไปจากบิดามารดาและการเริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งใจที่จะรับบทบาทของคนเราในโรงมหรสพแห่งชีวิต

เมื่อคนเราไปถึงภาวะความเป็นผู้ใหญ่ คนเราสามารถที่จะไปจากบิดามารดาของคนเราและดั้นด้นไปตามลำพัง และ ณ จุดนี้เองที่คนเราเริ่มรับบทบาทของคนเราเองอย่างแท้จริง ที่ทุกอย่างแจ่มชัดกว่าเดิม และภารกิจในชีวิตของคนเราค่อยๆ กลายมาเป็นชัดเจน โดยนามแล้ว คนเรายังคงผูกพันใกล้ชิดกับบิดามารดาของคนเรา แต่ด้วยภารกิจของคนเราและบทบาทที่คนเราแสดงในชีวิตนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมารดาและบิดาของคนเราเลย โดยแก่นแท้แล้ว ความผูกพันใกล้ชิดนี้สลายลงเมื่อบุคคลค่อยๆ กลายมามีอิสระ จากมุมมองทางชีววิทยา ผู้คนอดไม่ได้ที่จะยังคงพึ่งพิงบิดามารดาของพวกเขาทางจิตใต้สำนึก แต่หากกล่าวไปตามข้อเท็จจริงแล้ว ทันทีที่พวกเขาเติบโตเต็มที่ พวกเขาก็มีชีวิตที่แยกจากบิดามารดาของพวกเขาโดยสมบูรณ์ และจะแสดงบทบาทที่พวกเขารับมาอย่างเป็นอิสระ นอกเหนือจากการเกิดและการเลี้ยงดูเด็กแล้ว ความรับผิดชอบที่บิดามารดามีต่อชีวิตลูกๆ ของพวกเขาก็มีแค่จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่เป็นทางการให้ลูกๆ ได้เจริญเติบโต เพราะไม่มีสิ่งใดนอกจากการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้างที่มีอิทธิพลต่อชะตากรรมของบุคคล ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ว่าบุคคลหนึ่งจะพึงมีอนาคตชนิดใด มันได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้านานมาแล้ว และแม้แต่บิดามารดาของคนเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของคนเราได้ ในเรื่องของชะตากรรมนั้น ทุกคนเป็นอิสระ และทุกคนมีชะตากรรมของตนเอง ดังนั้นจึงไม่มีบิดามารดาของใครที่สามารถหยุดยั้งชะตากรรมในชีวิตของคนเรา หรือแสดงอิทธิพลแม้เพียงน้อยนิดต่อบทบาทที่คนเราแสดงในชีวิต อาจกล่าวได้ว่า ครอบครัวที่คนเราถูกลิขิตชะตาให้มาเกิดและสิ่งแวดล้อมที่คนเราเติบโตขึ้นมานั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเงื่อนไขล่วงหน้าที่ต้องมีเพื่อการทำให้ภารกิจในชีวิตของคนเรานั้นลุล่วง ไม่ว่าโดยวิธีใด เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้กำหนดชะตากรรมในชีวิตของบุคคล หรือประเภทของชะตาลิขิตที่บุคคลพึงปฏิบัติภารกิจของพวกเขาให้ลุล่วง และดังนั้น ไม่มีบิดามารดาของใครสามารถช่วยเหลือคนเราให้ทำภารกิจในชีวิตจนสำเร็จลุล่วงได้ และในทำนองเดียวกัน ไม่มีญาติพี่น้องของใครที่สามารถช่วยคนเรารับบทบาทในชีวิตของคนเราได้ วิธีที่คนเราทำภารกิจของตนจนสำเร็จลุล่วงและประเภทของสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่คนเราแสดงบทบาทของคนเราอยู่ภายในนั้น ล้วนถูกกำหนดโดยชะตากรรมในชีวิตของคนเราทั้งหมดทั้งสิ้น พูดอีกอย่างว่า ไม่มีสภาพเงื่อนไขบนพื้นฐานของความเป็นจริงอื่นใดสามารถแสดงอิทธิพลต่อภารกิจของบุคคล ซึ่งถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้าง ผู้คนทั้งมวลกลายมาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา จากนั้นพวกเขาจึงค่อยๆ เริ่มออกเดินทางไปบนถนนแห่งชีวิตของพวกเขาเองทีละก้าวๆ และทำให้ชะตาลิขิตต่างๆ ที่พระผู้สร้างได้ทรงวางแผนการไว้ให้พวกเขาลุล่วงได้ ตามธรรมชาติแล้วพวกเขาย่อมเข้าสู่ทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งมนุษยชาติอย่างไม่ตั้งใจ และรับตำแหน่งหน้าที่ในชีวิตของตัวเอง ที่ซึ่งพวกเขาเริ่มทำให้ความรับผิดชอบต่างๆ ของพวกเขาในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างนั้นลุล่วงเพื่อประโยชน์แห่งการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง เพื่อประโยชน์แห่งอธิปไตยของพระองค์

หัวเลี้ยวหัวต่อที่สี่: การสมรส

เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้นและเป็นผู้ใหญ่ คนเรายิ่งห่างไกลจากบิดามารดาของตนและสิ่งแวดล้อมที่คนเราเกิดมาและได้รับการเลี้ยงดู และกลับเริ่มแสวงหาทิศทางในชีวิตและไล่ตามเสาะหาเป้าหมายชีวิตของตัวเองในลีลาที่ต่างจากบิดามารดาของคนเราแทน ในระหว่างเวลานี้ คนเราไม่จำเป็นต้องมีบิดามารดาอีกต่อไป แต่กลับมีคู่หูสักคนที่คนเราสามารถใช้ชีวิตด้วยได้ นั่นก็คือ คู่สมรส บุคคลหนึ่งซึ่งชะตากรรมของคนเราเกี่ยวพันเข้าด้วยกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นเหตุการณ์ใหญ่ของชีวิตเหตุการณ์แรกหลังความเป็นอิสระก็คือการสมรส หัวเลี้ยวหัวต่อที่สี่ที่คนเราต้องผ่านล่วงไป

1) ทางเลือกของปัจเจกบุคคลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมรส

การสมรสเป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของบุคคลไม่ว่าบุคคลใด เป็นเวลาที่คนเราเริ่มเข้ารับความรับผิดชอบหลากหลายประเภทอย่างแท้จริง และค่อยๆ ทำภารกิจสารพัดประเภทให้เสร็จสิ้นลง ผู้คนเก็บงำภาพมายาเกี่ยวกับการสมรสเอาไว้มากมายก่อนที่พวกเขาจะมีประสบการณ์กับมันด้วยตนเอง และภาพมายาทั้งหมดเหล่านี้ก็สวยงามทีเดียว พวกผู้หญิงจินตนาการว่าอีกครึ่งหนึ่งของพวกเธอจะเป็นเจ้าชายรูปงาม และพวกผู้ชายจินตนาการว่าพวกเขาจะสมรสกับสโนว์ไวท์ ความเพ้อฝันเหล่านี้พิสูจน์ว่าทุกบุคคลมีข้อพึงประสงค์ที่แน่นอนสำหรับการสมรสอยู่ อันเป็นชุดข้อเรียกร้องและมาตรฐานต่างๆ ของตัวพวกเขาเอง แม้ในยุคที่ชั่วนี้ ผู้คนก็ถูกถล่มด้วยข่าวสารที่บิดเบือนเกี่ยวกับการสมรสอยู่ตลอดเวลา ซึ่งยิ่งสร้างข้อพึงประสงค์เพิ่มเติมและทำให้ผู้คนเกิดปมในใจและท่าทีแปลกๆ ทุกชนิดขึ้น บุคคลใดก็ตามที่ผ่านประสบการณ์กับการสมรสแล้วย่อมรู้ว่า ไม่ว่าคนเราเข้าใจมันเช่นไร ไม่ว่าคนเรามีท่าทีต่อมันอย่างไร การสมรสนั้นหาใช่เป็นเรื่องทางเลือกของปัจเจกบุคคลไม่

คนเราเผชิญกับผู้คนมากมายในชีวิตของคนเรา แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าใครจะมาเป็นคู่สมรสของตน แม้ว่าทุกคนจะมีแนวความคิดของตัวเองและจุดยืนส่วนบุคคลในหัวข้อของการสมรส แต่ไม่มีผู้ใดสามารถรู้ล่วงหน้าว่า แท้จริงแล้วใครจะกลายมาเป็นอีกครึ่งหนึ่งของพวกเขาในที่สุด และแนวความคิดต่างๆ ของคนเราเองในเรื่องนี้นั้นมีความสำคัญน้อยนิด หลังจากที่ได้พบกับใครบางคนที่เจ้าชอบ เจ้าสามารถไล่ตามไขว่คว้าบุคคลนั้น แต่ไม่ว่าพวกเขาจะสนใจเจ้าหรือไม่ ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถกลายมาเป็นคู่ของเจ้าได้หรือไม่—นั่นหาใช่เรื่องที่เจ้าจะตัดสินใจไม่ เป้าหมายแห่งความเสน่หาของเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลที่เจ้าจะสามารถแบ่งปันชีวิตของเจ้าด้วยได้ และในขณะเดียวกัน ใครบางคนที่เจ้าไม่เคยได้คาดหมายก็อาจเข้ามาในชีวิตของเจ้าอย่างเงียบเชียบ และกลายมาเป็นคู่ครองของเจ้า องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในชะตากรรมของเจ้า อีกครึ่งหนึ่งของเจ้า คนที่ชะตากรรมของเจ้าถูกผูกเข้าไว้อย่างแก้ไม่ออก และดังนั้น แม้มีการสมรสนับหลายล้านในโลกนี้ ทุกๆ การสมรสก็แตกต่างกัน นั่นคือ การสมรสมากมายนักที่ไม่สมดังปรารถนา มากมายนักที่มีความสุข มากมายนักที่เชื่อมโยงระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก มากมายนักที่เชื่อมโยงทิศเหนือกับทิศใต้ มากมายนักที่เป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบ มากมายนักที่มาจากสังคมระดับเดียวกัน มากมายนักที่มีความสุขและปรองดอง มากมายยิ่งนักที่เจ็บปวดและโศกเศร้า มากมายนักที่ยั่วให้คนอื่นรู้สึกอิจฉา มากมายนักที่ถูกเข้าใจผิดและไม่เป็นที่ยอมรับ มากมายยิ่งนักที่เต็มไปด้วยความชื่นบาน มากมายนักที่นองไปด้วยน้ำตาและนำมาซึ่งความรู้สึกหมดศรัทธาอาลัย…ในหมื่นแสนชนิดของการสมรสเหล่านี้ มนุษย์เปิดเผยความรักภักดีและการผูกพันมั่นหมายชั่วชีวิตต่อการสมรส พวกเขาเปิดเผยความรัก ความผูกพัน และความมิอาจพรากจากกันได้ หรือความกล้ำกลืนฝืนทนและความไม่เข้าใจกัน บางคนทรยศชีวิตสมรส หรือถึงขั้นรู้สึกชิงชังมัน ไม่ว่าการสมรสเองนำมาซึ่งความสุขหรือความปวดร้าว ภารกิจของทุกคนในการสมรสนั้นได้ถูกพระผู้สร้างลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วและจะไม่เปลี่ยนแปลง ภารกิจนี้เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนต้องทำให้เสร็จสิ้น ชะตากรรมของบุคคลแต่ละคนซึ่งซ่อนอยู่หลังทุกชีวิตสมรสนั้นไม่เปลี่ยนแปลงด้วยถูกกำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้วโดยพระผู้สร้าง

2) การสมรสเกิดจากชะตากรรมของคู่สมรสทั้งสอง

การสมรสเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในชีวิตของบุคคล เป็นผลงานของชะตากรรมของบุคคลและการเชื่อมโยงที่สำคัญยิ่งยวดในชะตากรรมของคนเรา และไม่ได้ตั้งอยู่บนอำนาจการตัดสินใจด้วยตัวเองและการเลือกชอบของตัวบุคคลนั้น และไม่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอกใดๆ แต่ถูกกำหนดโดยชะตากรรมของทั้งสองฝ่าย โดยการจัดการเตรียมการและการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้างสำหรับชะตากรรมของสมาชิกของคู่ครองทั้งสอง โดยผิวเผินแล้ว จุดประสงค์ของการสมรสก็คือการสืบสานเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ แต่ในความจริง การสมรสไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากพิธีกรรมที่คนเราก้าวผ่านในกระบวนการทำภารกิจของคนเราให้เสร็จสิ้น ในการสมรส ผู้คนไม่เพียงแค่แสดงบทบาทของการเลี้ยงดูคนรุ่นต่อไป พวกเขายังนำบทบาทอันหลากหลายทั้งหมดมาใช้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประคับประคองชีวิตสมรสและภารกิจต่างๆ ที่บทบาทเหล่านั้นกำหนดให้คนเราจำเป็นต้องทำจนเสร็จสิ้น เนื่องจากการเกิดของคนเรามีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่ล้อมรอบมันต้องก้าวผ่าน การสมรสของคนเราจึงย่อมจะส่งผลกระทบต่อผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ย่อมจะแปลงสภาพสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดในหนทางหลากหลาย

เมื่อคนเรากลายมามีอิสระ คนเราก็เริ่มการเดินทางในชีวิตของคนเราเอง ซึ่งนำทางคนเราให้ตรงไปหาผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับการสมรสของคนเราทีละก้าวๆ ในเวลาเดียวกัน อีกบุคคลหนึ่งที่กำลังจะมาอยู่ในการสมรสนั้นก็กำลังเข้าหาบรรดาผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งเดียวกันทีละก้าวๆ ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง ผู้คนสองคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน พร้อมด้วยชะตากรรมที่สัมพันธ์กัน ค่อยๆ เข้าสู่การสมรสเดียวกัน และกลายมาเป็นครอบครัวหนึ่งอย่างปาฏิหาริย์ “ตั๊กแตนโลคัสตาสองตัวเกาะเกี่ยวเชือกเส้นเดียวกัน” ดังนั้นเมื่อคนเราเข้าสู่ชีวิตสมรส การเดินทางในชีวิตของคนเราจะมีอิทธิพลและกระทบต่ออีกครึ่งหนึ่งของคนเรา และในทำนองเดียวกัน การเดินทางในชีวิตของคู่ของคนเราจะมีอิทธิพลและกระทบต่อชะตากรรมในชีวิตของตัวคนเราเอง กล่าวอีกอย่างว่า ชะตากรรมของมนุษย์เชื่อมโยงกันและกัน และไม่มีผู้ใดสามารถทำภารกิจในชีวิตของคนเราให้เสร็จสิ้นหรือแสดงบทบาทของคนเราอย่างเป็นอิสระจากผู้อื่นโดยสมบูรณ์ กำเนิดของคนเราส่งผลต่อห่วงโซ่แห่งสัมพันธภาพขนาดมหึมา การเจริญเติบโตก็เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่แห่งสัมพันธภาพอันซับซ้อนด้วยเช่นกัน และในทำนองคล้ายคลึงกัน การสมรสก็ดำรงอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถูกดำรงไว้ภายในโครงข่ายอันซับซ้อนและไพศาลของการติดต่อสัมพันธ์ของมนุษย์ โดยเกี่ยวข้องกับสมาชิกทุกคนของโครงข่ายนั้น และส่งอิทธิพลต่อชะตากรรมของทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของมัน การสมรสหนึ่งไม่ได้เป็นผลที่เกิดขึ้นจากครอบครัวของทั้งสองฝ่าย รูปการณ์แวดล้อมที่พวกเขาเติบโตขึ้นมา รูปลักษณ์ของพวกเขา อายุของพวกเขา คุณสมบัติของพวกเขา พรสวรรค์ของพวกเขา หรือปัจจัยอื่นใด แต่กลับกัน มันเกิดขึ้นจากภารกิจร่วมและชะตากรรมอันเกี่ยวพัน นี่คือจุดกำเนิดของการสมรส ผลงานของชะตากรรมมนุษย์ที่พระผู้สร้างทรงจัดวางเรียบเรียงและทรงจัดการเตรียมการ

หัวเลี้ยวหัวต่อที่ห้า: ผู้สืบสันดาน

หลังการวิวาห์ คนเราเริ่มฟูมฟักคนรุ่นต่อไป คนเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าคนเราจะมีบุตรกี่คนและมีบุตรประเภทใด สิ่งนี้ได้ถูกกำหนดจากชะตากรรมของบุคคล ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้างด้วยเช่นกัน นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อที่ห้าที่บุคคลหนึ่งต้องผ่านพ้น

หากคนเราเกิดมาเพื่อลุล่วงบทบาทของการเป็นบุตรของใครบางคน เช่นนั้นแล้วคนเราก็เลี้ยงดูคนรุ่นต่อไปเพื่อที่จะลุล่วงบทบาทของการเป็นบิดามารดาของใครบางคน บทบาทที่ขยับเปลี่ยนไปนี้ทำให้คนเรามีประสบการณ์กับระยะที่ต่างกันของชีวิตจากมุมมองที่ต่างกัน การขยับเปลี่ยนนี้ยังให้ชุดประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันแก่คนเรา ส่งผลให้คนเรามารู้จักอธิปไตยแห่งพระผู้สร้างซึ่งแสดงบทบาทไปในทางเดียวกันเสมอ และเป็นสิ่งที่ทำให้คนเราเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีใครสามารถก้าวล้ำหรือดัดแปลงแก้ไขการลิขิตล่วงหน้าของพระผู้สร้าง

1) คนเราไม่มีอำนาจควบคุมเหนือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเชื้อสายของคนเรา

การเกิด การเจริญเติบโต และการสมรสล้วนนำมาซึ่งความผิดหวังหลากหลายประเภทและในระดับที่แตกต่างกัน ผู้คนบางคนไม่พึงพอใจกับครอบครัวของพวกเขาหรือรูปลักษณ์ทางกายของตัวพวกเขาเอง บ้างก็ไม่ชอบบิดามารดาของตัวเอง บ้างก็คับแค้นใจ หรือมีเรื่องพร่ำบ่นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่พวกเขาได้เติบโตขึ้นมา และสำหรับผู้คนส่วนใหญ่แล้ว ท่ามกลางความผิดหวังเหล่านี้ การสมรสคือที่สุดของความไม่สมดังปรารถนา ไม่ว่าคนเราไม่พึงพอใจกับกำเนิด การเติบโตเต็มวัย หรือการสมรสของคนเราอย่างไร ทุกคนที่ได้ก้าวผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้วย่อมรู้ว่า คนเราไม่สามารถเลือกสถานที่และเวลาเกิดของพวกเขา รูปร่างหน้าตาของพวกเขา ผู้ที่เป็นบิดามารดาของพวกเขา และผู้ที่เป็นคู่สมรสของพวกเขาได้ แต่เพียงต้องยอมรับน้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์เท่านั้น กระนั้นเมื่อถึงเวลาที่ผู้คนจะฟูมฟักคนรุ่นต่อไป พวกเขาจะทุ่มความอยากได้อยากมีทั้งหมดที่พวกเขาไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ในครึ่งแรกของชีวิตพวกเขาลงบนผู้ที่เป็นพงศ์พันธุ์ของพวกเขา ด้วยความหวังว่าเชื้อสายของพวกเขาจะชดเชยความผิดหวังต่างๆ ในครึ่งแรกของชีวิตของตัวพวกเขาเอง ดังนั้นผู้คนจึงปล่อยตัวเองให้ดื่มด่ำอยู่ในความเพ้อฝันทุกประเภทเกี่ยวกับลูกๆ ของตัวเอง ว่าลูกสาวของพวกเขาจะโตขึ้นไปเป็นสาวงามผู้ชวนตะลึง ลูกชายของพวกเขาจะเป็นสุภาพบุรุษผู้โก้หรู ว่าลูกสาวของพวกเขาจะรอบรู้วัฒนธรรมและเปี่ยมพรสวรรค์ และลูกชายของพวกเขาจะเป็นนักเรียนที่ฉลาดหัวดีและเป็นดาวกีฬา ว่าลูกสาวของพวกเขาจะสุภาพอ่อนโยน มีคุณธรรม และมีเหตุผล และลูกชายของพวกเขาจะเฉลียวฉลาด มีความสามารถ และเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นได้ดี พวกเขาหวังว่าเชื้อสายของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย จะเคารพผู้ใหญ่ เข้าใจหัวอกพ่อแม่ เป็นที่รักและยกย่องของทุกคน…ณ จุดนี้ ความหวังของชีวิตผลิบานสดชื่น และความหลงใหลใหม่ๆ ก็ถูกจุดประกายขึ้นในหัวใจของผู้คน ผู้คนรู้ว่าพวกเขาไร้พลังและหมดสิ้นความหวังในชีวิตนี้ ว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสอีกครั้งหรือความหวังอีกครั้งที่จะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน และว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับชะตากรรมของพวกเขา และดังนั้นพวกเขาจึงยัดเยียดความหวังทั้งหมดของพวกเขา ความอยากได้อยากมีและอุดมคติที่ยังไม่เป็นจริงของพวกเขาให้กับคนรุ่นต่อไป โดยหวังว่าเชื้อสายของพวกเขาจะสามารถช่วยให้พวกเขาสัมฤทธิ์ความฝันของพวกเขาและทำให้ความอยากต่างๆ ของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมา หวังว่าลูกสาวและลูกชายของพวกเขาจะนำเกียรติยศมาสู่วงศ์สกุล กลายมามีความสำคัญ ร่ำรวย และโด่งดัง กล่าวสั้นๆ ก็คือ พวกเขาต้องการเห็นโชควาสนาของลูกๆ ของพวกเขาทะยานขึ้นสูง แผนการและความเพ้อฝันของผู้คนนั้นสมบูรณ์แบบ พวกเขาไม่รู้หรือว่าจำนวนบุตรที่พวกเขามี รูปลักษณ์ ความสามารถ และอื่นๆ ของลูกๆ ของพวกเขานั้นหาใช่สิ่งที่พวกเขาเป็นผู้ตัดสินใจไม่ พวกเขาไม่รู้หรือว่าไม่มีส่วนใดในชะตากรรมของลูกๆ ของพวกเขาอยู่ในมือพวกเขา? มนุษย์ไม่ได้เป็นนายแห่งชะตากรรมของตัวพวกเขาเอง ทว่าพวกเขาก็ยังหวังที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของคนรุ่นเยาว์ พวกเขาไร้พลังอำนาจที่จะหลีกหนีชะตากรรมของตัวเอง ทว่าพวกเขากลับพยายามที่จะควบคุมชะตากรรมของลูกชายและลูกสาว พวกเขาไม่ได้กำลังประเมินตัวเองสูงเกินไปหรอกหรือ? นี่มิใช่ความโง่เขลาเบาปัญญาและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์หรอกหรือ? ผู้คนจะพยายามทุกทางเพื่อประโยชน์ของเชื้อสายของพวกเขา แต่ในท้ายที่สุดแล้ว แผนการและความอยากได้อยากมีของคนเราก็มิอาจชี้ขาดว่าคนเราจะมีบุตรกี่คนและบุตรเหล่านั้นจะมีลักษณะอย่างไร ผู้คนบางคนไร้เงินทอง แต่กลับมีบุตรมากมาย ผู้คนบางคนที่อุดมด้วยโภคทรัพย์กลับยังไม่มีบุตรสักคน บ้างก็ต้องการลูกสาวแต่ความปรารถนานั้นก็ถูกปฏิเสธ บ้างต้องการลูกชายแต่กลับล้มเหลวที่จะผลิตบุตรชายออกมา สำหรับบางคน ลูกคือพระพร สำหรับคนอื่นๆ ลูกๆ คือคำสาปแช่ง คู่ครองบางคู่มีความเฉลียวฉลาด ทว่ากลับให้กำเนิดบุตรที่หัวช้า พ่อแม่บางคนขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ ทว่าลูกๆ ที่พวกเขาฟูมฟักกลับขี้เกียจสันหลังยาว พ่อแม่บางคนจิตใจดีและซื่อตรง แต่มีบุตรที่กลับกลายเป็นปลิ้นปล้อนและจิตใจโหดร้าย พ่อแม่บางคนสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ให้กำเนิดบุตรที่ไม่สมประกอบ พ่อแม่บางคนเป็นคนธรรมดาและไม่ประสบความสำเร็จ ทว่ากลับมีบุตรที่สัมฤทธิ์การใหญ่ พ่อแม่บางคนมีสถานภาพต่ำต้อย ทว่ากลับมีบุตรที่ผงาดสู่ความมีชื่อเสียงเด่นดัง…

2) หลังการฟูมฟักคนรุ่นต่อไป ผู้คนได้รับความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับชะตากรรม

ผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้าสู่ชีวิตแต่งงานทำเช่นนั้นในช่วงอายุราวสามสิบปี อันเป็นเวลาในชีวิตที่คนเรายังไม่มีความเข้าใจอันใดเกี่ยวกับชะตากรรมของมนุษย์ แต่เมื่อผู้คนเริ่มฟูมฟักลูกๆ และเมื่อเชื้อสายของพวกเขาเติบโต พวกเขาก็เฝ้ามองคนรุ่นใหม่มีชีวิตและประสบการณ์ทั้งหมดซ้ำรอยคนรุ่นก่อนหน้า และเมื่อมองเห็นอดีตของตัวพวกเขาเองสะท้อนอยู่ในลูกๆ พวกเขาจึงตระหนักว่าเส้นทางเดินของคนรุ่นเยาว์ก็เหมือนกับของพวกเขาเอง คือไม่สามารถถูกวางแผนหรือเลือกได้ ครั้นเผชิญกับข้อเท็จจริงนี้ พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับแต่โดยดีว่า ชะตากรรมของบุคคลทุกคนนั้นได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และโดยไม่ได้ตระหนักถึงมันเสียทีเดียวนัก ผู้คนก็ค่อยๆ วางความอยากได้อยากมีของตนลง และความหลงใหลในหัวใจของพวกเขาก็ทะลักทลายและวายวางลง…ด้วยความที่ได้ผ่านป้ายบอกทางสำคัญๆ ในชีวิตตามที่จำเป็นมาแล้ว ผู้คนในช่วงเวลานี้จึงได้สัมฤทธิ์ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับชีวิต และนำท่าทีใหม่มาใช้ บุคคลหนึ่งในวัยนี้สามารถคาดหวังจากอนาคตได้เท่าใดกัน และความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้อันใดหนอที่พวกเขาต้องตั้งตารอ? หญิงวัยห้าสิบปีแบบไหนกันที่ยังคงฝันถึงเจ้าชายรูปงาม? ชายวัยห้าสิบปีแบบไหนกันที่ยังคงมองหาสโนว์ไวท์? หญิงวัยกลางคนแบบไหนกันที่ยังคงหวังจะพลิกจากลูกเป็ดขี้เหร่มาเป็นหงส์? ชายชราส่วนใหญ่มีพลังขับดันในอาชีพการงานแบบเดียวกับชายหนุ่มหรือ? โดยสรุปแล้ว ไม่ว่าคนเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ผู้ใดก็ตามที่มีชีวิตมาถึงวัยนี้ย่อมมีแนวโน้มที่จะมีท่าทีซึ่งมีเหตุมีผลและใช้การได้เกี่ยวกับการสมรส ครอบครัว และลูกๆ โดยหลักแล้วบุคคลดังกล่าวไม่มีทางเลือกเหลืออยู่ ไม่มีแรงกระตุ้นที่จะท้าทายชะตากรรม ส่วนในด้านประสบการณ์ของมนุษย์นั้น ทันทีที่คนเรามาถึงวัยนี้ คนเราย่อมเกิดท่าทีบางอย่างขึ้นมาเองว่า “คนเราต้องยอมรับชะตากรรม ลูกๆ ของคนเรามีโชควาสนาของพวกเขาเอง ชะตากรรมของมนุษย์นั้นถูกฟ้าสวรรค์ลิขิตไว้” ผู้คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจความจริง หลังจากได้ฝ่าทุกความผันผวน ความคับข้องขุ่นมัว และความยากลำบากของพิภพนี้มาแล้ว ก็จะสรุปความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ด้วยคำว่า “นี่เป็นชะตากรรม!” แม้ว่าวลีนี้แสดงความตระหนักในชะตากรรมมนุษย์ของผู้คนทางโลกและบทสรุปที่พวกเขาได้มาถึงแล้วได้อย่างรัดกุม และแม้ว่ามันแสดงให้เห็นความอับจนหนทางของมนุษยชาติและอาจพรรณนาได้คมชัดและแม่นยำ แต่ก็ยังห่างไกลจากความเข้าใจในอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างมาก และไม่อาจแทนที่ความรู้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้เลย

3) ความเชื่อในชะตากรรมไม่สามารถแทนที่ความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยแห่งพระผู้สร้าง

หลังจากที่ได้ติดตามพระเจ้ามาหลายปีขนาดนี้ มีความแตกต่างอย่างมีสาระสำคัญระหว่างความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับชะตากรรม กับความรู้เกี่ยวกับผู้คนทางโลกหรือไม่? เจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วหรือเกี่ยวกับการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง และมารู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงแล้วหรือ? ผู้คนบางคนมีความเข้าใจที่ลุ่มลึกและรับรู้ได้ลึกซึ้งถึงวลีที่ว่า “นั่นเป็นชะตากรรม!” กระนั้นพวกเขาก็ไม่เชื่อในอธิปไตยของพระผู้สร้างแม้แต่น้อย พวกเขาไม่เชื่อว่าชะตากรรมของมนุษย์ได้ถูกจัดการเตรียมการและจัดวางเรียบเรียงโดยพระเจ้า และไม่เต็มใจจะนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นช่างเสมือนลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ถูกคลื่นซัดสาดโยนไปมา ละล่องคว้างไปตามกระแสน้ำ ไม่มีทางเลือก ได้แต่รอเฉยๆ และกล้ำกลืนยอมรับชะตากรรมของตน กระนั้นพวกเขาก็หาได้ระลึกรู้ไม่ว่า ชะตากรรมของมนุษย์นั้นอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถริเริ่มที่จะมารู้จักอธิปไตยของพระเจ้าด้วยตนเอง และด้วยการนั้น สัมฤทธิ์ความรู้เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า หยุดฝืนต้านชะตากรรม และใช้ชีวิตภายใต้การดูแลเอาใจใส่ การปกป้อง และการทรงนำของพระเจ้า กล่าวได้อีกอย่างว่า การยอมรับชะตากรรมไม่ใช่สิ่งเดียวกับการนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้าง การเชื่อในชะตากรรมหาได้หมายความว่าคนเรายอมรับ ระลึกรู้ และรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง การเชื่อในชะตากรรมเป็นแค่การระลึกรู้ความจริงของชะตากรรมและการสำแดงอันผิวเผินของมัน นี่แตกต่างจากการรู้ว่าพระผู้สร้างทรงปกครองชะตากรรมของมนุษยชาติอย่างไร จากการระลึกรู้ว่าพระผู้สร้างคือแหล่งกำเนิดแห่งอำนาจครอบครองเหนือชะตากรรมของทุกสรรพสิ่ง และแน่นอนว่ายังห่างไกลอย่างมากจากการนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการสำหรับชะตากรรมของมนุษยชาติของพระผู้สร้าง หากบุคคลหนึ่งเพียงเชื่อในชะตากรรมเท่านั้น—ต่อให้พวกเขารู้สึกเกี่ยวกับมันอย่างลึกซึ้ง—แต่ด้วยการนั้นกลับไม่สามารถรู้จักและระลึกรู้ในอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมของมนุษยชาติได้ ไม่สามารถยอมรับและนบนอบต่อสิทธิอำนาจนั้น เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตของพวกเขาก็จะเป็นโศกนาฏกรรมหนึ่ง เป็นชีวิตหนึ่งซึ่งอยู่ไปโดยสูญเปล่า เป็นความว่างเปล่า พวกเขาจะยังคงไม่สามารถมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง ไม่สามารถกลายเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างในความหมายที่จริงแท้ที่สุดของคำคำนี้ และไม่สามารถชื่นชมการเห็นชอบของพระผู้สร้างได้ บุคคลหนึ่งซึ่งรู้จักและมีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแท้จริงควรอยู่ในสภาวะกระตือรือร้นที่เป็นฝ่ายรุก ไม่ใช่ในสภาวะนิ่งเฉยรอเป็นฝ่ายรับหรือรู้สึกอับจนหนทาง ในขณะที่บุคคลดังกล่าวอาจจะยอมรับว่าทุกสรรพสิ่งถูกกำหนดชะตากรรม พวกเขาก็ควรมีคำนิยามที่ถูกต้องแม่นยำของคำว่าชีวิตและชะตากรรม นั่นก็คือ ทุกชีวิตอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง เมื่อคนเรามองย้อนกลับไปยังถนนที่คนเราได้เดินมา เมื่อคนเราย้อนรำลึกถึงทุกระยะของการเดินทางของคนเรา คนเราย่อมมองเห็นว่า ในทุกย่างก้าว ไม่ว่าการเดินทางนั้นจะทุลักทุเลหรือราบรื่น พระเจ้าก็กำลังทรงนำทางของคนเรา กำลังทรงวางแผนเส้นทางนั้น การจัดการเตรียมการอันพิถีพิถันของพระเจ้า การวางแผนอันระมัดระวังของพระองค์นี่เองที่นำทางคนเรามาถึงทุกวันนี้โดยไม่รู้ตัว การสามารถยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง การสามารถรับความรอดของพระองค์—ช่างเป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้! หากบุคคลมีท่าทีที่เป็นลบต่อชะตากรรม นั่นก็พิสูจน์ว่า พวกเขากำลังฝืนต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ให้พวกเขา ว่าพวกเขาไม่มีท่าทีนบนอบ หากคนเรามีท่าทีที่เป็นบวกต่ออธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ของพระเจ้าแล้วไซร้ เมื่อคนเราย้อนมองการเดินทางของคนเรา เมื่อถึงคราวที่มนุษย์เริ่มที่จะเข้าใจอธิปไตยของพระเจ้า คนเราจะมีความต้องการอย่างจริงจังตั้งใจมากขึ้นที่จะนบนอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการไว้ จะมีความตั้งใจแน่วแน่และมีความมั่นใจที่จะยอมให้พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียงชะตากรรมของคนเราและหยุดทำการกบฏต่อต้านพระเจ้า ด้วยความที่คนเรามองเห็นว่า เมื่อคนเราไม่จับใจความเกี่ยวกับชะตากรรม เมื่อคนเราไม่เข้าใจอธิปไตยของพระเจ้า เมื่อคนเราคลำทางไปข้างหน้าอย่างดื้อรั้น พยุงสังขารเดินโซเซฝ่าม่านหมอก การเดินทางนั้นย่อมยากเกินไป รวดร้าวหัวใจเกินไป ดังนั้นเมื่อคนเราระลึกรู้อธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์ คนที่ฉลาดย่อมเลือกที่จะรู้จักและยอมรับมัน อำลาวันเวลาอันปวดร้าวเมื่อตอนที่พวกเขาได้พยายามจะสร้างชีวิตที่ดีด้วยสองมือของพวกเขาเอง และหยุดดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและไล่ตามเสาะหาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “เป้าหมายชีวิต” ในหนทางของพวกเขาเอง เมื่อคนเราไม่มีพระเจ้า เมื่อคนเรามองไม่เห็นพระองค์ เมื่อคนเราไม่สามารถระลึกรู้อย่างชัดเจนถึงอธิปไตยของพระเจ้า ทุกวันก็ย่อมไร้ความหมาย ไร้คุณค่า น่าเวทนา ไม่ว่าคนเราจะอยู่แห่งหนใด งานการของคนเราจะเป็นอะไร วิธีการดำเนินชีวิตของคนเราและการไล่ตามเสาะหาเป้าหมายของคนเราไม่ได้นำอะไรมาให้คนเราเลยนอกจากหัวใจที่สลายอย่างไม่รู้จบและความทุกข์ทนที่ไม่มีการบรรเทา จนกระทั่งคนเราไม่สามารถทนมองย้อนกลับไปในอดีตของคนเราได้ มีเพียงเมื่อคนเรายอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้าง นบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และแสวงหาชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงเท่านั้นที่คนเราจะค่อยๆ เริ่มหลุดพ้นจากความทุกข์ทนและความเจ็บปวดหัวใจทั้งหมด และกำจัดความว่างเปล่าทั้งปวงในชีวิตให้หมดสิ้นไป

4) มีเพียงผู้ซึ่งนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างเท่านั้นที่สามารถบรรลุอิสรภาพที่แท้จริง

เนื่องเพราะผู้คนไม่ระลึกรู้การจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้าและอธิปไตยของพระเจ้า พวกเขาจึงเผชิญหน้ากับชะตากรรมอย่างเยาะเย้ยท้าทายและด้วยท่าทีที่เป็นกบฏเสมอ และพวกเขาต้องการที่จะปลดเปลื้องสิทธิอำนาจและอธิปไตยของพระเจ้าและสิ่งต่างๆ ที่ชะตากรรมเตรียมไว้ให้ทิ้งไป โดยหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อม ณ ปัจจุบันและแก้ไขดัดแปลงชะตากรรมของพวกเขา แต่พวกเขาไม่มีวันสามารถทำสำเร็จ และถูกขัดขวางในทุกการขยับตัว การดิ้นรนที่ก่อตัวลึกอยู่ในวิญญาณของคนเรานี้นำมาซึ่งความเจ็บปวดล้ำลึกชนิดที่กัดเซาะเข้าไปถึงกระดูกของคนเราในขณะที่คนเราใช้ชีวิตของตนอย่างทิ้งขว้างไปพลางๆ อะไรหรือคือสาเหตุของความเจ็บปวดนี้? มันเป็นเพราะอธิปไตยของพระเจ้า หรือเพราะบุคคลหนึ่งเกิดมาโชคร้าย? เห็นได้ชัดว่าไม่ถูกทั้งสองอย่าง โดยพื้นฐานแล้ว มันเกิดจากเส้นทางที่ผู้คนเลือกเดิน วิธีที่พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตของพวกเขา ผู้คนบางคนอาจไม่ตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อเจ้ารู้อย่างแท้จริง เมื่อเจ้ามาระลึกรู้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ เมื่อเจ้าเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนการไว้เพื่อเจ้าและได้ตัดสินพระทัยเพื่อเจ้านั้นคือผลประโยชน์และการคุ้มครองป้องกันอันยิ่งใหญ่ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมรู้สึกว่าความเจ็บปวดของเจ้าเริ่มเบาบางลง และความเป็นอยู่ทั้งปวงของเจ้ากลายมาเป็นผ่อนคลาย อิสระ และเสรี เมื่อตัดสินจากสภาวะของผู้คนส่วนใหญ่ กล่าวตามความจริงแล้ว พวกเขาไม่สามารถทำใจยอมรับได้อย่างแท้จริงถึงคุณค่าและความหมายในทางปฏิบัติของอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมมนุษย์ แม้ว่าในระดับความรู้สึกส่วนตัวแล้ว พวกเขาไม่ต้องการดำเนินชีวิตอย่างที่พวกเขาเคยทำมาก่อนอีกต่อไป และต้องการหลุดพ้นจากความเจ็บปวดของพวกเขา แต่ในแง่ความเป็นจริง พวกเขากลับไม่สามารถระลึกรู้และนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง และยิ่งไม่รู้วิธีแสวงหาและยอมรับการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้าง ดังนั้น หากผู้คนไม่สามารถระลึกรู้อย่างแท้จริงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระผู้สร้างทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือเรื่องราวทั้งหมดของมนุษย์ หากพวกเขาไม่สามารถนบนอบต่ออำนาจครอบครองของพระผู้สร้างได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้วก็ย่อมจะเป็นการยากที่พวกเขาจะไม่ถูกล่ามและถูกขับเคลื่อนโดยแนวความคิดที่ว่า “ชะตากรรมของคนเรานั้นอยู่ในมือของคนเราเอง” มันย่อมจะยากที่พวกเขาจะสลัดหลุดจากความเจ็บปวดในการคร่ำเคร่งดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และคงไม่จำเป็นต้องพูดว่า มันก็จะเป็นการลำบากสำหรับพวกเขาเช่นกันที่จะกลายมามีเสรีภาพและเป็นอิสระอย่างแท้จริง กลายมาเป็นผู้คนที่นมัสการพระเจ้า แต่มีหนทางที่จะทำให้คนเราเป็นอิสระจากสภาวะนี้อยู่หนทางหนึ่งซึ่งเรียบง่ายยิ่งนัก นั่นก็คือการอำลาวิถีชีวิตแต่เก่าก่อนของคนเรา การกล่าวคำอำลาเป้าหมายชีวิตก่อนหน้านี้ของคนเรา การสรุปและวิเคราะห์ลีลาชีวิต มุมมองของชีวิต การไล่ตามไขว่คว้า ความอยากได้อยากมี และอุดมคติต่างๆ ก่อนหน้านี้ของคนเรา และจากนั้นก็คือการเปรียบเทียบสิ่งเหล่านั้นกับน้ำพระทัยและข้อเรียกร้องที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ และดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่สอดคล้องเข้ากันได้กับน้ำพระทัยและข้อเรียกร้องของพระเจ้า ดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่มอบคุณค่าที่ถูกต้องของชีวิต นำทางคนเราไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับความจริง และอำนวยให้คนเรามีชีวิตอยู่กับสภาวะความเป็นมนุษย์และสภาพเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อเจ้ายังคงเจาะลึกลงไปซ้ำๆ และชำแหละเป้าหมายอันหลากหลายที่ผู้คนไล่ตามเสาะหาในชีวิตและหนทางการดำเนินชีวิตนับหมื่นแสนของพวกเขาอย่างระมัดระวัง เจ้าจะไม่พบสักอย่างเดียวที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระผู้สร้างซึ่งพระองค์ใช้ในการสร้างมนุษยชาติขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดดึงผู้คนให้ห่างออกจากอธิปไตยและการดูแลเอาใจใส่ของพระผู้สร้าง สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดคือกับดักที่เป็นเหตุให้ผู้คนกลายเป็นต่ำช้าและนำทางพวกเขาไปสู่นรก หลังจากที่เจ้าระลึกรู้การนี้ กิจของเจ้าก็คือการวางมุมมองเก่าของชีวิตลง อยู่ให้ห่างจากกับดักนานา ยอมให้พระเจ้าเข้ากำกับชีวิตของเจ้าและทำการจัดการเตรียมการสำหรับเจ้า มันคือการพยายามเพียงเพื่อที่จะนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการทรงนำของพระเจ้า เพื่อที่จะมีชีวิตโดยปราศจากการเลือกของปัจเจกบุคคล และเพื่อที่จะกลายเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งนมัสการพระเจ้า การนี้ฟังดูง่าย แต่ยากที่จะทำ ผู้คนบางคนสามารถทนความเจ็บปวดของมันได้ ส่วนคนอื่นๆ นั้นไม่สามารถทนได้ บ้างก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตาม ส่วนคนอื่นๆ นั้นไม่เต็มใจ พวกที่ไม่เต็มใจขาดความพึงปรารถนาและปณิธานที่จะทำเช่นนั้น พวกเขาตระหนักรู้ในอธิปไตยของพระเจ้าอย่างชัดเจน รู้ดีอย่างครบถ้วนว่าพระเจ้านี่เองที่ทรงวางแผนการและจัดการเตรียมชะตากรรมมนุษย์ แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงเตะถีบดิ้นรน และยังคงไม่ยอมประนีประนอมที่จะวางชะตากรรมของพวกเขาไว้ในฝ่าพระหัตถ์ของพระเจ้าและนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาคับแค้นใจในการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ดังนั้นจึงมีผู้คนบางคนที่ต้องการดูด้วยตัวเองเสมอว่า พวกเขามีความสามารถอะไร พวกเขาต้องการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมด้วยสองมือของพวกเขาเอง หรือสัมฤทธิ์ความสุขด้วยพลังอำนาจของพวกเขาเอง ต้องการมองเห็นว่าพวกเขาสามารถก้าวล้ำขอบเขตสิทธิอำนาจของพระเจ้า และผงาดเหนืออธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่ โศกนาฏกรรมของมนุษย์ไม่ได้อยู่ตรงที่เขาแสวงหาชีวิตที่มีความสุข ไม่ได้อยู่ตรงที่เขาไล่ตามเสาะหาชื่อเสียงและโชควาสนา หรือดิ้นรนต่อต้านชะตากรรมของตัวเขาเองผ่านม่านหมอก แต่อยู่ตรงที่หลังจากที่เขาได้เห็นแล้วว่าพระเจ้าทรงมีอยู่จริง หลังจากที่เขาได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงว่าพระเจ้าทรงมีอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์แล้ว เขาก็ยังคงไม่สามารถปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองให้ดีขึ้น ไม่สามารถชักเท้าขึ้นจากปลักตม แต่ยังคงใจแข็งและดึงดันในความผิดพลาดของเขา เขาเลือกที่จะดิ้นพราดอยู่ในโคลนต่อไป แข่งขันชิงดีกับอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างหัวชนฝา ฝืนต้านไปจนกว่าจะจบสิ้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ทั้งหมดนั้นไม่มีความรู้สึกเสียใจในสิ่งที่กระทำไปแม้เพียงเสี้ยวกระผีก มีเพียงเมื่อเขานอนหมดสิ้นสภาพและโลหิตไหลรินเท่านั้น ที่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจยอมแพ้และหันหลังกลับ นี่คือความโศกเศร้าอันแท้จริงของมนุษย์ ดังนั้น เราพูดเลยว่า บรรดาผู้ที่เลือกนบนอบนั้นมีสติปัญญา และพวกที่เลือกดิ้นรนและหลบหนีช่างโง่เขลาปัญญาเอาเสียจริง

หัวเลี้ยวหัวต่อที่หก: ความตาย

หลังจากความวุ่นวายมากมายเหลือเกิน ความคับข้องขุ่นมัวและความผิดหวังหลายครั้งครา หลังจากความชื่นบานและความเศร้าโศก และการขึ้นๆ ลงๆ มากมายยิ่งนัก หลังจากหลายต่อหลายปีที่ไม่สามารถลืมเลือน หลังจากได้จับตามองฤดูกาลผันเปลี่ยนครั้งแล้วครั้งเล่า คนเราก็ได้ผ่านเครื่องหมายบอกทางสำคัญต่างๆ ของชีวิตโดยปราศจากการสังเกต และในชั่วพริบตา คนเราก็พบว่าตัวเองเข้าสู่วัยสนธยาของคนเราเสียแล้ว มีรอยประทับเครื่องหมายแสดงเวลาทั้งหลายทั่วร่างของคนเรา กล่าวคือ คนเราไม่สามารถยืนหลังตรงได้อีกต่อไป เส้นผมของคนเราเปลี่ยนจากสีเข้มเป็นสีขาว ในขณะที่ดวงตาซึ่งครั้งหนึ่งเคยสดใสและแจ่มชัดเปลี่ยนเป็นขุ่นมัวและพร่าเลือน ผิวที่เคยเรียบเนียนและนุ่มนวลกลับกลายเป็นยับย่นและมีจุดด่างดำ การได้ยินของคนเราอ่อนแอลง ฟันของคนเราโยกคลอนและร่วงหล่น ปฏิกิริยาตอบสนองของคนเรากลายเป็นเฉื่อยชา การเคลื่อนไหวของคนเราเชื่องช้า…ณ จุดนี้ คนเราได้แสดงการอำลาครั้งสุดท้ายต่อหลายปีแห่งความรุ่มร้อนของวัยเยาว์ของคนเรา และเข้าสู่สนธยาแห่งชีวิตคนเรา นั่นคือ วัยชรา อันดับต่อไป คนเราจะเผชิญหน้ากับความตาย หัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายในชีวิตมนุษย์

1) มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงกุมพลังอำนาจแห่งชีวิตและความตายไว้เหนือมนุษย์

หากการเกิดของคนเราถูกลิขิตชะตาโดยชีวิตก่อนหน้าของคนเรา เช่นนั้นแล้วความตายก็เป็นเครื่องหมายแสดงบทอวสานของชะตาลิขิตนั้น หากการเกิดของคนเราคือตอนเริ่มต้นภารกิจของคนเราในชีวิตนี้ เช่นนั้นแล้ว ความตายของคนเราก็เป็นเครื่องหมายแสดงบทอวสานของภารกิจของคนเรา เนื่องจากพระผู้สร้างได้ทรงกำหนดชุดของรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับกำเนิดของบุคคลหนึ่งเอาไว้แล้ว มันจึงไม่จำเป็นต้องพูดว่า พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมชุดรูปการณ์แวดล้อมที่ตายตัวสำหรับความตายของคนเราไว้แล้วเช่นกัน พูดได้อีกอย่างว่า ไม่มีใครเลยที่เกิดมาโดยบังเอิญ ไม่มีความตายของใครเลยที่มาถึงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และทั้งการเกิดและความตายนั้นจำเป็นต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กับชีวิตในปัจจุบันและชีวิตก่อนหน้าของคนเรา ทั้งรูปการณ์แวดล้อมของการเกิดและความตายของคนเราได้ถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วโดยพระผู้สร้าง นี่คือชะตาลิขิตของบุคคล ชะตากรรมของบุคคล เนื่องจากมีคำอธิบายมากมายสำหรับกำเนิดของบุคคลหนึ่ง จึงเป็นความจริงเช่นกันที่ความตายของบุคคลจะเกิดขึ้นเป็นธรรมดาภายใต้ชุดรูปการณ์แวดล้อมพิเศษอันหลากหลายของมันเอง นี่คือเหตุผลสำหรับอายุขัยที่แปรปรวนของผู้คนและลักษณะกับเวลาแห่งความตายของพวกเขาที่แตกต่างกันไป ผู้คนบางคนแข็งแรงและมีสุขภาพดี ทว่าตายลงตั้งแต่อายุยังน้อย คนอื่นๆ อ่อนแอและเจ็บออดๆ แอดๆ ทว่ามีชีวิตอยู่จนถึงวัยชราและจากไปอย่างสงบ บ้างก็พินาศลงด้วยสาเหตุที่ไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนคนอื่นๆ ตายอย่างเป็นธรรมชาติ บ้างก็จบชีวิตของพวกเขาไกลบ้าน ส่วนคนอื่นๆ ปิดเปลือกตาลงเป็นครั้งสุดท้ายโดยมีผู้เป็นที่รักอยู่เคียงข้าง ผู้คนบางคนตายกลางอากาศ คนอื่นๆ ตายใต้พื้นโลก บ้างก็จมลงใต้น้ำ คนอื่นๆ สูญหายไปในความวิบัติ บ้างก็ตายในเวลาเช้า คนอื่นๆ ตายตอนกลางคืน…ทุกคนต้องการกำเนิดที่เด่นดัง ชีวิตที่เจิดจรัส และความตายที่มีเกียรติ แต่ไม่มีใครสามารถไปไกลเกินกว่าชะตาลิขิตของพวกเขาเองได้ ไม่มีใครสามารถหลีกพ้นอธิปไตยของพระผู้สร้างได้ นี่เป็นชะตากรรมของมนุษย์ มนุษย์สามารถวางแผนสำหรับอนาคตของพวกเขาได้ทุกประเภท แต่ไม่มีใครสามารถวางแผนลักษณะและเวลาเกิดของพวกเขาและลักษณะกับเวลาของการลาจากโลกนี้ของพวกเขา แม้ว่าผู้คนทำดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงและต้านทานการมาของความตาย ความตายก็ยังคงคืบคลานเข้ามาใกล้อย่างเงียบกริบโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยอยู่ดี ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะพินาศลงเมื่อใดหรือเช่นไร ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่าเมื่อใดมันจะเกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่มนุษยชาติที่กุมพลังอำนาจของชีวิตและความตายเอาไว้ ไม่ใช่ชีวิตบางอย่างในโลกธรรมชาติ แต่เป็นพระผู้สร้างผู้ทรงสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ ชีวิตและความตายของมวลมนุษย์ไม่ใช่ผลลัพธ์ของกฎบางอย่างแห่งโลกธรรมชาติ แต่เป็นผลสืบเนื่องของอธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

2) ผู้ซึ่งไม่รู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างจะถูกหลอนโดยความหวาดกลัวต่อความตาย

เมื่อคนเราเข้าสู่วัยชรา ความท้าทายที่คนเราเผชิญหน้าไม่ใช่การจัดเตรียมเพื่อครอบครัวหรือการมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคนเรา แต่เป็นวิธีที่จะบอกลาชีวิตของคนเรา วิธีที่จะพบจุดจบของชีวิตคนเรา วิธีที่จะใส่เครื่องหมายจุดจบประโยคตรงท้ายประโยคแห่งชีวิตคนเรา แม้โดยผิวเผินแล้ว ดูเหมือนว่าผู้คนให้ความใส่ใจเพียงน้อยนิดต่อความตาย แต่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงการสำรวจตรวจค้นหัวข้อนี้ได้ เพราะไม่มีใครเลยที่รู้ว่ามีอีกพิภพหนึ่งนอนรออยู่อีกฟากของความตายหรือไม่ พิภพที่มนุษย์มิอาจล่วงรู้หรือรู้สึกได้ พิภพที่พวกเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย นี่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่จะเผชิญกับความตายที่มาประจันหน้า หวาดกลัวที่จะเผชิญกับมันตามที่พวกเขาควรเผชิญ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับทำทุกอย่างที่จะหลีกเลี่ยงหัวข้อนี้ และดังนั้นมันจึงเติมความหวาดหวั่นเกี่ยวกับความตายให้กับบุคคลทุกคน และเพิ่มม่านแห่งความล้ำลึกให้กับข้อเท็จจริงซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้นี้ คลี่คลุมเงาถาวรลงบนหัวใจของทุกบุคคล

เมื่อคนเรารู้สึกถึงความเสื่อมของร่างกายคนเรา เมื่อคนเราสำนึกรับรู้ว่าตนกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ความตาย คนเราก็รู้สึกถึงความหวาดหวั่นอันคลุมเครืออย่างหนึ่ง ความเกรงกลัวอย่างหนึ่งซึ่งไม่สามารถบรรยายได้ ความเกรงกลัวต่อความตายทำให้คนเรารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นกว่าเดิมและรู้สึกอับจนหนทางมากขึ้นเรื่อยๆ และที่จุดนี้เอง คนเราจึงถามตัวเองว่ามนุษย์มาจากไหน? มนุษย์กำลังจะไปที่ใด? มนุษย์ตายไปพร้อมกับที่ชีวิตของเขาวิ่งผ่านเขาไปอย่างเร่งรีบแบบนี้หรือ? นี่คือจุดท้ายประโยคที่ทำเครื่องหมายแสดงจุดจบของชีวิตมนุษย์อย่างนั้นหรือ? ในท้ายที่สุดแล้ว อะไรคือความหมายของชีวิต? จะว่าไปแล้ว ชีวิตมีค่าอะไรหรือ? มันเกี่ยวกับความมีชื่อเสียงและโชควาสนาใช่หรือไม่? มันเกี่ยวกับการฟูมฟักเลี้ยงดูครอบครัวหนึ่งใช่หรือไม่?…ไม่ว่าคนเราจะครุ่นคิดตลอดมาเกี่ยวกับคำถามเฉพาะเหล่านี้อย่างไร ไม่ว่าคนเราจะเกรงกลัวความตายอย่างลึกล้ำเพียงใด ในส่วนลึกของหัวใจของบุคคลทุกคนมีความพึงปรารถนาที่จะหยั่งคะเนความล้ำลึกต่างๆ อันเป็นความรู้สึกหนึ่งของความไม่เข้าใจชีวิต และที่ปะปนมากับสิ่งเหล่านี้ก็คือความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจเกี่ยวกับโลก ความรู้สึกอิดออดที่จะจากไป บางทีอาจไม่มีใครเลยที่สามารถเสกสรรพรรณนาได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่มนุษย์เกรงกลัวนั้นคืออะไรกันแน่ สิ่งที่มนุษย์แสวงหาคือสิ่งใดกันแน่ สิ่งที่เขาซาบซึ้งตรึงใจนั้นคืออะไรกันแน่ และอะไรที่เขารู้สึกอิดออดไม่อยากทิ้งไว้ข้างหลัง…

ด้วยความที่พวกเขาเกรงกลัวความตาย ผู้คนจึงมีความกังวลมากมายเหลือเกิน ด้วยความที่พวกเขาเกรงกลัวความตาย ผู้คนจึงมีสิ่งต่างๆ มากมายที่พวกเขาไม่อาจปล่อยวางได้ ครั้นถึงเวลาที่พวกเขากำลังจะตาย บางผู้คนก็หงุดหงิดกระสับกระส่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่องนั้น พวกเขากังวลเกี่ยวกับลูกๆ ของพวกเขา คนที่พวกเขารัก ความอุดมในโภคทรัพย์ของพวกเขา ราวกับว่าพวกเขาสามารถลบความทุกข์และความหวาดหวั่นที่ความตายนำมาให้ออกไปได้ด้วยการวิตกกังวลนี้ ราวกับว่าพวกเขาสามารถหลีกหนีความอับจนหนทางและความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเดียวดายที่เคียงคู่มากับความตายได้ด้วยการผดุงความใกล้ชิดกับการดำรงชีวิตประเภทนี้เอาไว้ ในส่วนลึกของหัวใจมนุษย์มีความเกรงกลัวอันคลุมเครือ ความเกรงกลัวการพลัดพรากจากผู้เป็นที่รักทั้งหลายของคนเรา เกรงกลัวว่าจะไม่มีวันได้ทอดสายตามองไปยังผืนนภาสีครามอีกแล้ว ว่าจะไม่มีวันได้มองไปบนโลกวัตถุอีกแล้ว วิญญาณอันเปลี่ยวดายซึ่งคุ้นชินกับการอยู่ท่ามกลางผู้เป็นที่รัก กำลังอิดออดที่จะคลายมือที่เกาะกุมออกและจากไป คนเดียวตามลำพัง สู่พิภพหนึ่งซึ่งไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย

3) ชีวิตหนึ่งซึ่งใช้ไปกับการแสวงหาชื่อเสียงและโชควาสนา ทำให้คนเราตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกยามเผชิญหน้ากับความตาย

เพราะอธิปไตยและการลิขิตไว้ล่วงหน้าของพระผู้สร้าง วิญญาณอันเปลี่ยวดายซึ่งได้เริ่มต้นโดยไม่มีอะไรติดตัวมาเลย จึงได้รับบิดามารดาและครอบครัว ได้รับโอกาสที่จะกลายมาเป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ โอกาสที่จะมีประสบการณ์กับชีวิตมนุษย์และได้เห็นโลก วิญญาณดวงนี้ยังได้รับโอกาสที่จะมีประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้าง ที่จะรู้จักกับความอัศจรรย์เลิศเลอแห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และยิ่งไปกว่านั้น ที่จะรู้จักและกลายมาอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ทว่าผู้คนส่วนใหญ่หาได้คว้าโอกาสเหมาะซึ่งหายากและคงอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยามนี้เอาไว้จริงๆ ไม่ คนเราอ่อนระโหยไปกับการใช้คุณค่าของพลังงานทั้งชีวิตเพื่อต่อสู้กับชะตากรรม ใช้เวลาทั้งหมดของคนเราไปกับการชุลมุนวุ่นวายไปทั่ว ในความพยายามที่จะป้อนบำรุงครอบครัวของคนเรา และวิ่งรอกไปมาระหว่างความอุดมโภคทรัพย์กับสถานภาพ สิ่งต่างๆ ที่ผู้คนหวงแหนราวสมบัติล้ำค่าก็คือครอบครัว เงินทอง และชื่อเสียง และพวกเขามองสิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต ผู้คนทั้งหมดพร่ำบ่นเกี่ยวกับชะตากรรมของตนเอง ทว่าพวกเขาก็ยังคงผลักประเด็นปัญหาต่างๆ ที่จำเป็นต้องตรวจสอบและทำความเข้าใจที่สุดไปไว้ที่เบื้องลึกข้างในจิตใจของพวกเขา กล่าวคือประเด็นปัญหาที่ว่า เหตุใดมนุษย์จึงมีชีวิต มนุษย์ควรใช้ชีวิตอย่างไร อะไรคือคุณค่าและความหมายของชีวิต ไม่ว่าพวกเขาอาจจะอยู่นานแค่ไหน พวกเขาก็แค่ใช้ทั้งชีวิตของพวกเขาให้หมดไปกับการสาละวนแสวงหาชื่อเสียงและโชควาสนา จนกระทั่งวัยเยาว์ของพวกเขาได้หนีจากไป และพวกเขามีแต่ผมขาวและริ้วรอย พวกเขาใช้ชีวิตในหนทางนี้จนกระทั่งพวกเขามองเห็นว่าชื่อเสียงและโชควาสนาไม่อาจหยุดยั้งการเคลื่อนเข้าไปหาความชราภาพของพวกเขาได้ ว่าเงินทองไม่สามารถเติมเต็มความว่างเปล่าในหัวใจได้ ว่าไม่มีใครเลยที่ได้รับการยกเว้นจากกฎแห่งการเกิด การแก่ การเจ็บป่วย และการตาย ว่าไม่มีใครสามารถหลีกหนีสิ่งที่ชะตากรรมได้เตรียมไว้ให้แล้ว มีเพียงเมื่อพวกเขาถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตเท่านั้นที่พวกเขาจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า ต่อให้คนเรามีโภคทรัพย์มหาศาลและสินทรัพย์มากล้น ต่อให้คนเรามีสิทธิพิเศษและอยู่ในฐานะสูงส่ง คนเราก็ยังคงไม่สามารถหลบหนีความตายและต้องคืนสู่สถานะดั้งเดิมของพวกเขาอยู่ดี นั่นคือ ดวงวิญญาณอันโดดเดี่ยวที่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ในยามที่ผู้คนมีบิดามารดา พวกเขาเชื่อว่าบิดามารดาคือทุกสิ่งทุกอย่าง ในยามที่ผู้คนมีทรัพย์สมบัติ พวกเขาก็คิดว่าเงินทองคือปัจจัยหลักในการยังชีพของคนเรา ว่ามันคือวิถีทางที่คนเราใช้ในการดำเนินชีวิต ในยามที่ผู้คนมีสถานภาพ พวกเขาก็เกาะเกี่ยวมันไว้อย่างแน่นหนาและจะเสี่ยงชีวิตพวกเขาเพื่อมัน มีเพียงเมื่อผู้คนกำลังจะปลดปล่อยโลกนี้ไปเท่านั้นที่พวกเขาตระหนักว่า สิ่งต่างๆ ที่พวกเขาใช้ชีวิตไล่ตามเสาะหานั้น ไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากหมู่เมฆที่ลอยผ่านไป ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่พวกเขาสามารถเกาะกุมได้ ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่พวกเขาสามารถเอาไปด้วยได้ ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่สามารถละเว้นพวกเขาจากความตาย ไม่มีอะไรในนั้นเลยที่สามารถจัดเตรียมเพื่อนร่วมทางหรือการปลอบประโลมให้กับดวงวิญญาณที่เปลี่ยวดายระหว่างการเดินทางกลับของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีอะไรในสิ่งเหล่านี้เลยที่สามารถช่วยบุคคลหนึ่งให้รอดและทำให้พวกเขาสามารถอยู่เหนือความตายได้ ชื่อเสียงและโชควาสนาที่คนเราได้รับในโลกวัตถุให้ความพึงพอใจชั่วคราว ความยินดีที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สำนึกรับรู้แห่งความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจแบบผิดๆ ในระหว่างนั้นพวกมันก็ทำให้คนเราหลงทาง และดังนั้นผู้คนจึงถูกคลื่นลูกแล้วลูกเล่ากลืนหายไปในระหว่างที่พวกเขาดิ้นตะเกียกตะกายอยู่กลางทะเลแห่งมนุษยชาติอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างกระหายในสันติสุข ความสุขสบาย และความสงบเยือกเย็นในหัวใจ ในยามที่ผู้คนยังต้องตอบคำถามต่างๆ ที่สำคัญยิ่งยวดที่สุดต่อการทำความเข้าใจ—ว่าพวกเขามาจากไหน เหตุใดพวกเขาจึงมีชีวิต พวกเขากำลังจะไปที่ใด และอื่นๆ—พวกเขาก็ถูกชื่อเสียงและโชควาสนายั่วใจ ถูกพวกมันควบคุมและชักนำไปในทางที่ผิด และหลงทางไปอย่างไม่อาจย้อนคืน เวลาผ่านไปเร็วราวกับติดปีก หลายปีผ่านไปในชั่วพริบตา และก่อนที่คนเราตระหนักในสิ่งนี้ คนเราก็ได้บอกลาปีต่างๆ ที่ดีที่สุดของชีวิตคนเราไปแล้ว เมื่อถึงคราวที่คนเรากำลังจะไปจากโลกนี้ในเร็ววัน คนเราก็มาถึงจุดที่ค่อยๆ ตระหนักว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้กำลังลอยเคว้งคว้างห่างออกไป ว่าคนเราไม่สามารถเกาะกุมสิ่งครอบครองซึ่งเดิมทีเป็นของพวกเขาได้อีกต่อไป เช่นนั้นแล้วคนเราจึงได้รู้สึกอย่างแท้จริงว่า คนเราก็เหมือนเด็กทารกร้องไห้จ้าที่เพิ่งอุบัติเข้ามาสู่พิภพนี้โดยไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ณ จุดนี้เองที่คนเราจำใจต้องใคร่ครวญว่า คนเราได้ทำอะไรลงไปในชีวิตบ้าง การมีชีวิตมีคุณค่าอย่างไร มันมีความหมายอะไร เหตุใดคนเราจึงมาที่โลกนี้ และ ณ จุดนี้นี่เองที่คนเราต้องการรู้มากขึ้นทุกทีว่าชีวิตถัดไปมีอยู่จริงหรือไม่ ว่าสวรรค์มีจริงหรือไม่ ว่าการลงทัณฑ์อันสาสมนั้นมีอยู่จริงหรือไม่…ยิ่งคนเราเข้าใกล้ความตายมากขึ้นเท่าใด คนเราก็ยิ่งต้องการที่จะเข้าใจว่าชีวิตเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคนเราใกล้ความตายเข้าไปเท่าไร หัวใจของเราก็ยิ่งดูเหมือนว่างเปล่ามากขึ้นเท่านั้น ยิ่งคนเราใกล้ความตายมากขึ้นเท่าไร คนเราก็ยิ่งรู้สึกอับจนหนทางมากขึ้นเท่านั้น และดังนั้น ความเกรงกลัวที่คนเรามีต่อความตายจึงค่อยๆ เติบโตขึ้นในแต่ละวัน มีสองเหตุผลที่ความรู้สึกดังกล่าวสำแดงออกมาในผู้คนในยามที่พวกเขาเข้าใกล้ความตาย ประการแรกคือ พวกเขากำลังจะสูญเสียชื่อเสียงและความอุดมในโภคทรัพย์ที่ชีวิตพวกเขาเคยได้อาศัยพึ่งพิง กำลังจะละทิ้งทั้งหมดที่ดวงตามองเห็นในโลกนี้ไว้ข้างหลัง ประการที่สองคือ พวกเขากำลังจะเผชิญหน้า คนเดียวตามลำพัง กับพิภพที่ไม่คุ้นเคย ดินแดนลี้ลับที่ไม่รู้จัก ที่ซึ่งพวกเขากลัวที่จะย่างเท้าลงไป ที่ซึ่งพวกเขาไม่มีผู้เป็นที่รักและไม่มีการค้ำจุนในวิถีทางใดเลย เพราะเหตุผลสองประการนี้ ทุกคนซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความตายจึงรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ ผ่านประสบการณ์กับความตื่นตระหนกและสำนึกรับรู้แห่งความรู้สึกอับจนหนทางอย่างที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย มีเพียงเมื่อใครบางคนมาถึงจุดนี้จริงๆ แล้วเท่านั้น ที่พวกเขาตระหนักว่า ตอนที่คนเราก้าวเท้าลงบนแผ่นดินโลก สิ่งแรกที่พวกเขาต้องเข้าใจก็คือมนุษย์มาจากไหน เหตุใดผู้คนจึงมีชีวิต ใครเป็นผู้ลิขิตชะตากรรมของมนุษย์ และใครจัดเตรียมและมีอธิปไตยเหนือการดำรงอยู่ของมนุษย์ ความรู้นี้คือวิถีทางที่แท้จริงที่คนเราใช้ชีวิตอยู่ คือพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับความอยู่รอดของมนุษย์—ไม่ใช่การเรียนรู้วิธีที่จะจัดเตรียมเพื่อครอบครัวของคนเรา หรือวิธีที่จะสัมฤทธิ์ชื่อเสียงและความอุดมด้วยโภคทรัพย์ ไม่ใช่การเรียนรู้วิธีที่จะโดดเด่นออกมาจากฝูงชน และไม่ใช่วิธีที่จะใช้ชีวิตที่มั่งคั่งกว่าเดิม นับประสาอะไรกับการเรียนรู้วิธีที่จะมีความเก่งกาจยอดเยี่ยมและประสบความสำเร็จในการแข่งขันกับผู้อื่น แม้ว่าทักษะเพื่อความอยู่รอดอันหลากหลายที่ผู้คนใช้ชีวิตของพวกเขาให้หมดไปกับการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญนั้น สามารถเสนอความสุขสบายทางวัตถุได้อย่างล้นเหลือ แต่ทักษะเหล่านี้ก็ไม่เคยพาสันติสุขและการปลอบประโลมที่แท้จริงมาสู่หัวใจของคนเราเลย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับทำให้ผู้คนหลงทิศทางอยู่เนืองนิตย์ มีความลำบากยากเย็นในการควบคุมตนเอง และพลาดทุกโอกาสที่จะเรียนรู้ความหมายของชีวิต ทักษะเพื่อความอยู่รอดเหล่านี้สร้างคลื่นใต้น้ำแห่งความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิธีที่จะเผชิญหน้ากับความตายอย่างเหมาะสม ชีวิตของผู้คนกำลังถูกทำลายไปในหนทางนี้ พระผู้สร้างทรงปฏิบัติต่อทุกคนอย่างยุติธรรม ทรงมอบโอกาสเหมาะทั้งหลายแก่ทุกคน ซึ่งต้องใช้ทั้งชีวิตจึงจะได้มา เพื่อให้ได้รับประสบการณ์และรู้จักอธิปไตยของพระองค์ ทว่ามีเพียงเมื่อความตายขยับเข้ามาใกล้ เมื่อตอนที่ความน่าสะพรึงกลัวของมันปรากฏขึ้นรางๆ เท่านั้น ที่คนเราเริ่มมองเห็นความสว่าง—และแล้ว มันก็สายเกินไป!

ผู้คนใช้ชีวิตหมดไปกับการไล่ล่าเงินทองและชื่อเสียง พวกเขากอดรัดกองฟางเหล่านี้ไว้แนบอก พลางคิดว่าพวกมันเป็นวิถีทางเดียวแห่งการค้ำจุนของพวกเขา ราวกับว่าพวกเขาจะสามารถมีชีวิตอยู่ตลอดไปได้ด้วยการมีสิ่งเหล่านี้ ได้รับการยกเว้นจากความตาย แต่ในยามที่พวกเขากำลังจะตายแล้วเท่านั้นที่พวกเขาตระหนักว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ห่างไกลจากพวกเขาเพียงใด พวกเขาอ่อนแอขนาดไหนยามที่เผชิญหน้ากับความตาย พวกเขาแตกสลายได้ง่ายขนาดไหน พวกเขาเปลี่ยวดายและอับจนหนทางเพียงไร โดยไม่มีที่ใดให้หันหน้าไปพึ่งพา พวกเขาตระหนักว่า ชีวิตไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินทองหรือชื่อเสียง ว่าไม่ว่าบุคคลหนึ่งอาจอุดมด้วยโภคทรัพย์เพียงใด ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งขนาดไหน ทุกคนล้วนยากจนและไร้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมกันเมื่ออยู่ต่อหน้าความตาย พวกเขาตระหนักว่า เงินไม่สามารถซื้อชีวิตได้ ว่าชื่อเสียงไม่สามารถลบความตายได้ ว่าทั้งเงินทองและชื่อเสียงไม่สามารถยืดชีวิตคนเราได้แม้แต่นาทีเดียว วินาทีเดียว ยิ่งผู้คนรู้สึกเช่นนี้มากขึ้นเท่าใด ผู้คนก็ยิ่งโหยหาที่จะรักษาชีวิตไว้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งผู้คนรู้สึกในหนทางนี้มากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งหวาดหวั่นในการย่างกรายเข้ามาใกล้ของความตายมากขึ้นเท่านั้น มีเพียงที่จุดนี้เท่านั้นที่พวกเขาตระหนักอย่างแท้จริงว่า ชีวิตของพวกเขาไม่ได้เป็นของพวกเขา ไม่ใช่พวกเขาที่จะเป็นผู้ควบคุม และตระหนักว่า คนเราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าคนเราจะอยู่หรือตาย—ว่าทั้งหมดนี้อยู่นอกการควบคุมของคนเรา

4) จงมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง และเผชิญหน้าความตายอย่างสงบ

ณ ชั่วขณะที่บุคคลหนึ่งเกิดมา วิญญาณเปลี่ยวดายดวงหนึ่งก็เริ่มประสบการณ์ของตัวเองบนแผ่นดินโลก เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่พระผู้สร้างได้ทรงจัดการเตรียมการเพื่อวิญญาณดวงนั้น คงไม่จำเป็นต้องพูดว่า สำหรับบุคคลนั้น—ซึ่งก็คือดวงวิญญาณนั้น—นี่คือโอกาสอันยอดเยี่ยมที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง โอกาสที่จะมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และได้รับประสบการณ์กับมันด้วยตนเอง ผู้คนใช้ชีวิตของตัวเองภายใต้กฎต่างๆ ของชะตากรรมที่พระผู้สร้างทรงวางไว้ให้พวกเขา และให้แก่บุคคลใดก็ตามที่เป็นคนมีเหตุผลและมโนธรรม การใช้เวลาหลายทศวรรษในชีวิตของพวกเขาทำใจยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้างและการมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นหาใช่สิ่งที่ยากเกินจะทำไม่ เพราะฉะนั้น มันน่าจะง่ายมากสำหรับทุกคนที่จะระลึกรู้โดยผ่านทางประสบการณ์ชีวิตกว่าหลายสิบปีของพวกเขาเองว่า ชะตากรรมทั้งปวงของมนุษย์ล้วนถูกลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว และมันควรง่ายที่จะจับความเข้าใจหรือสรุปว่าการมีชีวิตหมายถึงอะไร ขณะที่คนเราอ้าแขนรับบทเรียนชีวิตเหล่านี้ คนเราจะค่อยๆ มาเข้าใจว่าชีวิตมาจากไหน มาจับความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่หัวใจจำเป็นต้องมีอย่างแท้จริง อะไรคือสิ่งที่จะนำทางคนเราไปบนเส้นทางชีวิตที่แท้จริง และอะไรคือภารกิจและเป้าหมายที่ควรจะเป็นของชีวิตมนุษย์ คนเราจะค่อยๆ ระลึกรู้ว่า หากคนเราไม่นมัสการพระผู้สร้าง หากคนเราไม่มาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์แล้วไซร้ ครั้นถึงคราวเผชิญกับความตาย—คราที่ดวงวิญญาณของคนเรากำลังจะเผชิญหน้ากับพระผู้สร้างอีกครั้ง—หัวใจของคนเราจะเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและความวุ่นวายสับสนอันไร้ขีดจำกัด หากบุคคลหนึ่งได้อยู่ในโลกมาหลายสิบปีแล้ว ทว่ายังไม่เข้าใจว่าชีวิตมนุษย์มาจากไหน ทั้งยังไม่ระลึกรู้ว่าชะตากรรมของมนุษย์วางอยู่ในฝ่ามือของใคร เช่นนั้นแล้วก็ไม่น่าประหลาดใจเลยที่พวกเขาจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างสงบ ในหลายสิบปีแห่งประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ของพวกเขา บุคคลหนึ่งซึ่งได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างคือบุคคลที่มีความซาบซึ้งในความหมายและคุณค่าของชีวิตอย่างถูกต้อง บุคคลเช่นนั้นมีความรู้ที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับจุดประสงค์ของชีวิต พร้อมด้วยประสบการณ์และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง และที่เหนือล้ำไปกว่านั้นก็คือ สามารถที่จะนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง บุคคลเช่นนั้นเข้าใจความหมายแห่งการทรงสร้างมวลมนุษย์ของพระเจ้า เข้าใจว่ามนุษย์ควรนมัสการพระผู้สร้าง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ครอบครองนั้นมาจากพระผู้สร้างและจะคืนกลับไปสู่พระองค์ในสักวันหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลในอนาคต บุคคลประเภทนี้เข้าใจว่าพระผู้สร้างทรงจัดการเตรียมการกำเนิดของมนุษย์และทรงมีอธิปไตยเหนือความตายของมนุษย์ และว่าทั้งชีวิตและความตายได้ถูกสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น เมื่อคนเราจับความเข้าใจได้อย่างแท้จริงในสิ่งเหล่านี้ คนเราจะสามารถเผชิญหน้าความตายได้อย่างสงบเป็นธรรมดา สามารถวางสิ่งครอบครองทางโลกทั้งหมดของคนเราลงอย่างสงบ ยอมรับและน้อมรับทุกสิ่งที่ตามมาอย่างมีความสุข และยินดีต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายซึ่งถูกจัดการเตรียมการโดยพระผู้สร้างอย่างที่มันเป็น แทนที่จะหวาดหวั่นกับมันและดิ้นรนขัดขืนมันอย่างมืดบอด หากคนเรามองชีวิตเหมือนเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้รับประสบการณ์กับอธิปไตยของพระผู้สร้างและมารู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ หากคนเรามองชีวิตคนเราเป็นดังโอกาสที่หายากในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ของคนเราในฐานะมนุษย์ที่ทรงสร้างและในอันที่จะทำภารกิจของคนเราให้เสร็จสิ้น เช่นนั้นแล้ว คนเราก็จะมีทรรศนะที่ถูกต้องต่อชีวิตอย่างแน่นอน จะใช้ชีวิตที่ได้รับพระพรและได้รับการทรงนำจากพระผู้สร้างอย่างแน่นอน จะเดินในความสว่างแห่งพระผู้สร้างอย่างแน่นอน จะรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างอย่างแน่นอน จะมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์อย่างแน่นอน และจะกลายมาเป็นพยานให้กับกิจการอันอัศจรรย์เลิศเลอของพระองค์ พยานต่อสิทธิอำนาจของพระองค์อย่างแน่นอน คงไม่จำเป็นต้องพูดว่า บุคคลเช่นนั้นจะได้รับความรักและการยอมรับจากพระผู้สร้างอย่างแน่นอน และมีเพียงบุคคลเช่นนั้นเท่านั้นที่สามารถมีท่าทีที่สงบต่อความตาย และยินดีต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตด้วยความชื่นบาน เห็นได้ชัดว่าบุคคลหนึ่งซึ่งมีท่าทีประเภทนี้กับความตายก็คือโยบ โยบอยู่ในสถานะที่ยอมรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุข และได้นำการเดินทางแห่งชีวิตของเขาไปสู่บทสรุปที่ราบรื่น และทำภารกิจในชีวิตของเขาจนเสร็จสมบูรณ์ เขาได้กลับคืนไปอยู่เคียงข้างพระผู้สร้าง

5) กิจที่เสาะแสวงทำและสิ่งที่ได้รับมาในชีวิตของโยบอำนวยให้เขาเผชิญความตายโดยสงบ

ในข้อพระคัมภีร์ได้เขียนเกี่ยวกับโยบไว้ว่า “และโยบก็สิ้นชีวิตเป็นคนแก่หง่อมทีเดียว” (โยบ 42:17) นี่หมายความว่า เมื่อโยบตายจากไป เขาไม่มีความเสียใจและไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย แต่ไปจากพิภพนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังที่ทุกคนรู้กันแล้ว โยบเป็นชายผู้หนึ่งซึ่งยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วในขณะที่เขายังมีชีวิต ความประพฤติของเขาได้รับการชมเชยจากพระเจ้าและได้รับการรำลึกถึงโดยผู้อื่น และชีวิตของเขาอาจกล่าวได้ว่ามีคุณค่าและนัยสำคัญที่เกินล้ำผู้อื่นทั้งปวง โยบได้ชื่นชมพระพรของพระเจ้า และได้รับการเรียกขานว่าชอบธรรมจากพระองค์บนแผ่นดินโลก และเขาได้ถูกพระเจ้าทดสอบและได้ถูกซาตานทดสอบเช่นกัน เขาได้ยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้าและคู่ควรที่จะได้รับการเรียกขานจากพระองค์ว่าบุคคลผู้ชอบธรรม ในหลายทศวรรษหลังจากที่เขาถูกพระเจ้าทดสอบ เขาใช้ชีวิตที่ยิ่งมีค่ากว่า เปี่ยมความหมายกว่า เป็นหลักเป็นฐานกว่า และเปี่ยมสันติสุขกว่าแต่ก่อน เนื่องเพราะความประพฤติอันชอบธรรมของเขา พระเจ้าจึงทรงทดสอบเขา และเนื่องเพราะความประพฤติอันชอบธรรมของเขาอีกเช่นกัน พระเจ้าจึงได้ทรงปรากฏแก่เขาและตรัสกับเขาโดยตรง ดังนั้น หลายปีหลังจากที่เขาถูกทดสอบ โยบก็ได้เข้าใจและได้ซาบซึ้งในคุณค่าของชีวิตอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ได้บรรลุความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้าง และได้รับความรู้ที่เที่ยงตรงและแน่ชัดมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีที่พระผู้สร้างประทานและนำพระพรของพระองค์คืนไป หนังสือของโยบบันทึกว่า พระยาห์เวห์พระเจ้าถึงกับประทานพระพรให้กับโยบมากมายกว่าที่พระองค์เคยทำมาก่อน โดยถึงกับทรงวางโยบในตำแหน่งที่จะรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างและเผชิญกับความตายอย่างสงบได้ดีขึ้น ดังนั้นเมื่อโยบแก่ตัวลงและเผชิญหน้าความตาย แน่นอนว่าเขาย่อมจะไม่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของเขาเลย เขาไม่มีความห่วงกังวล ไม่มีอะไรให้เสียใจ และแน่นอนว่าไม่ได้เกรงกลัวความตาย เนื่องเพราะเขาได้ใช้ชีวิตทั้งหมดของเขาไปกับการเดินบนทางแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องห่วงกังวลเกี่ยวกับจุดจบของตัวเขาเอง ทุกวันนี้มีผู้คนกี่คนเล่าที่สามารถปฏิบัติในทุกทางเหมือนกับที่โยบได้ทำตอนที่เขาได้เผชิญหน้ากับความตายของตัวเขาเอง? เหตุใดจึงไม่มีใครสามารถรักษาบุคลิกลักษณะภายนอกที่เรียบง่ายแบบนั้น? มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นก็คือ โยบได้ใช้ชีวิตของเขาในการไล่ตามเสาะหาการเชื่อ ความระลึกรู้ และการนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้าด้วยตัวเขาเอง และด้วยการเชื่อ การระลึกรู้ และการนบนอบนี้เองที่เขาได้ใช้ก้าวผ่านหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในชีวิต ได้ใช้ชีวิตในช่วงหลายปีสุดท้ายของเขา และได้ต้อนรับหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้าย ไม่ว่าสิ่งที่โยบได้รับประสบการณ์จะเป็นอะไร กิจต่างๆ ที่เขาเสาะแสวงทำและเป้าหมายในชีวิตของเขานั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่เป็นความสุข เขาไม่ได้มีความสุขเพียงเพราะพระพรต่างๆ หรือการชมเชยที่พระผู้สร้างประทานแก่เขาเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเพราะกิจที่เขาเสาะแสวงทำและเป้าหมายชีวิตของเขา เพราะการเติบโตของความรู้และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างที่เขาได้บรรลุโดยผ่านทางความยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว และยิ่งไปกว่านั้น เพราะประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ในฐานะผู้ที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง อยู่ภายใต้กิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระเจ้า และเพราะประสบการณ์และความทรงจำอันแผ่วเบาทว่าไม่อาจลืมเลือนได้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ร่วมกัน การได้ใกล้ชิดสนิทสนม และความเข้าใจในกันและกันระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า โยบมีความสุขก็เพราะความสุขสบายและความชื่นบานที่มาจากการได้รู้จักน้ำพระทัยแห่งพระผู้สร้าง และเพราะความเคารพซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ได้เห็นว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ น่าอัศจรรย์ ดีงาม และสัตย์ซื่อ โยบสามารถเผชิญความตายโดยปราศจากความทุกข์ใดๆ ก็เพราะเขาได้รู้ว่า ในการตายนั้น เขาจะได้กลับไปเคียงข้างพระผู้สร้าง กิจต่างๆ ที่เขาได้เสาะแสวงทำและสิ่งต่างๆ ที่เขาได้รับมาในชีวิตนั่นเองที่ได้อำนวยให้เขาเผชิญกับความตายอย่างสงบ อำนวยให้เขาเผชิญกับความน่าจะเป็นของการที่พระผู้สร้างจะทรงนำชีวิตของเขาคืนไปได้อย่างสงบ และยิ่งไปกว่านั้น อำนวยให้เขาได้ยืนอย่างไร้มลทินและไร้กังวลเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้สร้าง ทุกวันนี้ผู้คนสามารถสัมฤทธิ์ความสุขประเภทที่โยบได้ครอบครองหรือไม่? พวกเจ้ามีสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการทำเช่นนั้นหรือไม่? ในเมื่อทุกวันนี้ผู้คนมีสภาพเงื่อนไขเหล่านี้ เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถที่จะมีชีวิตอย่างเป็นสุขดังเช่นที่โยบได้มี? เหตุใดพวกเขาจึงไม่สามารถหลีกหนีความทุกข์ของการเกรงกลัวความตายได้? ในตอนที่กำลังเผชิญกับความตาย ผู้คนบางคนปัสสาวะราดออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ส่วนคนอื่นๆ ก็สั่นเทิ้ม เป็นลมหมดสติ ต่อว่าฟ้าสวรรค์และมนุษย์ไม่ต่างกัน บางคนถึงกับร่ำไห้คร่ำครวญ เหล่านี้หาใช่ปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันเมื่อความตายคืบใกล้เข้ามาแต่อย่างใดไม่ โดยหลักแล้ว ผู้คนประพฤติไปในทางที่น่าตะขิดตะขวงใจเหล่านี้ก็เพราะลึกลงไปภายในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาเกรงกลัวความตาย เพราะพวกเขาไม่มีความรู้ที่ชัดเจนและความซึ้งคุณค่าในอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ นับประสาอะไรที่จะนบนอบต่อสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง ผู้คนมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบนี้ก็เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรเลยนอกจากจัดการเตรียมการและกำกับดูแลทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวพวกเขาเอง ควบคุมชะตากรรมของพวกเขาเอง ชีวิตและความตายของพวกเขาเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลยที่พวกเขาไม่เคยสามารถที่จะหลีกหนีความเกรงกลัวที่มีต่อความตายได้

6) โดยการยอมรับอธิปไตยของพระผู้สร้างเท่านั้นที่คนเราจะสามารถคืนกลับไปเคียงข้างพระองค์ได้

เมื่อคนเราไม่มีความรู้และประสบการณ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ ความรู้ของคนเราเกี่ยวกับชะตากรรมและความตายก็ย่อมจะไม่ปะติดปะต่อกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นวางอยู่ในฝ่าพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ตระหนักว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมและอธิปไตยของพระเจ้า ไม่ระลึกรู้ว่ามนุษย์ไม่สามารถปลดเปลื้อง หรือหลีกหนีอธิปไตยดังกล่าวไปได้ ด้วยเหตุผลนี้เอง เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องเผชิญกับความตาย จึงมีคำสั่งเสีย ความห่วงกังวล ความเสียใจของพวกเขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พวกเขาหนักอึ้งไปด้วยปมในใจมากมายเหลือเกิน ความรู้สึกอิดออดไม่เต็มใจมากมายเหลือเกิน ความรู้สึกสับสนมากมายเหลือเกิน นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเกรงกลัวความตาย สำหรับบุคคลใดก็ตามที่ได้ถือกำเนิดมาในพิภพนี้ การเกิดเป็นสิ่งจำเป็น และความตายเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่มีใครเลยที่สามารถผงาดเหนือครรลองของสิ่งต่างๆ หากคนเราปรารถนาที่จะจากพิภพนี้ไปอย่างไร้ความเจ็บปวด หากคนเราต้องการที่จะสามารถเผชิญหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายของชีวิตโดยปราศจากความฝืนใจหรือความห่วงกังวล หนทางเดียวก็คือจากไปอย่างไม่มีความรู้สึกเสียใจ และหนทางเดียวที่จะจากไปโดยปราศจากความรู้สึกเสียใจเลยก็คือ การรู้จักอธิปไตยของพระเจ้า รู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และนบนอบต่อพระองค์ มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถอยู่ห่างไกลจากความต่อสู้ดิ้นรนของมนุษย์ จากความชั่ว จากพันธนาการของซาตาน และเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถใช้ชีวิตเหมือนชีวิตของโยบ ได้รับการทรงนำและได้รับพระพรจากพระผู้สร้างได้ ชีวิตหนึ่งซึ่งเป็นอิสระและมีเสรีภาพ ชีวิตหนึ่งซึ่งมีค่าและความหมาย ชีวิตหนึ่งซึ่งซื่อสัตย์และจริงใจเปิดเผย เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถน้อมรับต่อการทดสอบและการลิดรอนของพระผู้สร้าง การจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างได้เหมือนกับโยบ มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราสามารถนมัสการพระผู้สร้างด้วยชีวิตทั้งหมดของคนเรา และได้รับคำชมเชยของพระองค์ ดังที่โยบได้ทำ และได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ มองเห็นพระองค์ทรงปรากฏ เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถมีชีวิตอยู่และตายไปอย่างเป็นสุข ปราศจากความเจ็บปวด ปราศจากความห่วงกังวล ปราศจากความรู้สึกเสียใจเหมือนกับโยบ เพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่คนเราจะสามารถมีชีวิตอยู่ในความสว่างเหมือนกับโยบ และผ่านทุกหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตในความสว่าง เสร็จสิ้นการเดินทางของคนเราในความสว่างอย่างราบรื่น เสร็จสิ้นภารกิจของคนเราอย่างประสบความสำเร็จ—ได้รับประสบการณ์ เรียนรู้ และมารู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—และตายจากไปในความสว่าง และยืนเคียงข้างพระผู้สร้างตราบชั่วนิจนิรันดร์ ในฐานะมนุษย์ที่ทรงสร้างและที่พระองค์ทรงชมเชย

จงอย่าพลาดโอกาสเหมาะที่จะได้รู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง

หัวเลี้ยวหัวต่อทั้งหกที่พรรณนาไปข้างต้นเป็นระยะที่มีความสำคัญยิ่งยวดซึ่งพระผู้สร้างทรงวางไว้ และบุคคลปกติทุกคนต้องผ่านล่วงในชีวิตของพวกเขา จากมุมมองของมนุษย์ ทุกหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เป็นจริง ไม่มีใครสามารถเดินเลี่ยงไปได้ และหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งหมดมีความสัมพันธ์กับการลิขิตไว้ล่วงหน้าและอธิปไตยของพระผู้สร้าง ดังนั้น สำหรับมนุษย์แล้ว แต่ละหัวเลี้ยวหัวต่อนี้คือด่านสำคัญ และตอนนี้พวกเจ้าทั้งหมดล้วนเผชิญหน้ากับคำถามที่จริงจังว่า จะผ่านแต่ละด่านไปอย่างประสบความสำเร็จได้อย่างไร

หลายทศวรรษที่ก่อเกิดเป็นชีวิตมนุษย์นั้นไม่ยาวและไม่สั้น ช่วงเวลายี่สิบปีเศษระหว่างการเกิดและการเจริญวัยไปเป็นผู้ใหญ่ผ่านไปในชั่วพริบตา และแม้ว่า ณ จุดนี้ของชีวิต บุคคลหนึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้ว แต่ผู้คนในกลุ่มอายุนี้แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์และชะตากรรมมนุษย์ เมื่อพวกเขาเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น พวกเขาก็ค่อยๆ ก้าวไปสู่วัยกลางคน ผู้คนในวัยสามสิบกว่าและสี่สิบกว่ามีประสบการณ์ของชีวิตและชะตากรรมในขั้นหัดบิน แต่แนวคิดของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงคลุมเครืออยู่มาก กระทั่งถึงวัยสี่สิบแล้วนั่นเองที่ผู้คนบางคนเริ่มเข้าใจมวลมนุษย์และจักรวาลซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น และจับความเข้าใจได้ว่าชีวิตมนุษย์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ชะตากรรมมนุษย์เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ผู้คนบางคนแม้ได้เป็นผู้ติดตามพระเจ้ามานานแล้วและตอนนี้อยู่ในวัยกลางคน ก็ยังคงไม่สามารถมีความรู้และนิยามที่ถูกต้องแม่นยำเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้า นับประสาอะไรกับการนบนอบที่แท้จริง ผู้คนบางคนไม่ใส่ใจในสิ่งใดเลยนอกจากการพยายามที่จะได้รับพระพร และแม้ว่าพวกเขามีชีวิตอยู่มาหลายปี พวกเขาก็ไม่รู้หรือเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างที่มีอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์เลยแม้แต่น้อย และไม่เคยแม้แต่จะย่างก้าวที่เล็กที่สุดเข้าสู่บทเรียนในทางปฏิบัติแห่งการนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ผู้คนเช่นนั้นช่างโง่เขลาเบาปัญญาอย่างสิ้นเชิง และชีวิตของพวกเขาก็ถูกใช้ไปอย่างเปล่าประโยชน์

หากช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์ถูกแบ่งออกตามระดับประสบการณ์ชีวิตและความรู้เกี่ยวกับชะตากรรมมนุษย์ของผู้คน พวกมันจะสามารถถูกแบ่งอย่างคร่าวๆ ได้เป็นสามระยะ ระยะแรกคือวัยเยาว์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาระหว่างการเกิดและวัยกลางคน หรือจากการเกิดกระทั่งถึงวัยสามสิบปี ระยะที่สองคือการเจริญวัยไปเป็นผู้ใหญ่ จากวัยกลางคนสู่วัยชรา หรือจากอายุสามสิบปีถึงหกสิบปี และระยะที่สามคือช่วงเวลาแห่งการเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวของคนเรา ซึ่งลงท้ายด้วยการเริ่มต้นของวัยชรา เริ่มจากอายุหกสิบปีจนกระทั่งคนเราไปจากพิภพนี้ พูดอีกอย่างได้ว่า ตั้งแต่การเกิดถึงวัยกลางคน ความรู้ของผู้คนส่วนใหญ่เกี่ยวกับชะตากรรมและชีวิตนั้นถูกจำกัดอยู่กับการลอกเลียนแนวคิดของผู้อื่น และแทบไม่มีสาระที่เป็นจริงในทางปฏิบัติเลย ในระหว่างช่วงเวลานี้ ทรรศนะที่คนเรามีต่อชีวิตและวิธีที่คนเราสร้างหนทางของคนเราในโลกนั้นค่อนข้างผิวเผินและไร้เดียงสา นี่คือช่วงเวลาอ่อนเยาว์ของคนเรา เพียงหลังจากที่คนเราได้ลิ้มรสความชื่นบานและความโศกเศร้าทั้งมวลของชีวิตแล้วเท่านั้นที่คนเราได้รับความเข้าใจที่แท้จริงอย่างหนึ่งเกี่ยวกับชะตากรรม และ—โดยจิตใต้สำนึก ลึกลงไปในหัวใจของคนเรา—ค่อยๆ มาซึ้งคุณค่าของความมิอาจเปลี่ยนกลับได้ของชะตากรรม และตระหนักอย่างช้าๆ ว่า อธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือชะตากรรมมนุษย์นั้นมีอยู่จริง นี่คือช่วงเวลาแห่งการเจริญไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของคนเรา บุคคลหนึ่งเข้าสู่ช่วงเวลาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวของพวกเขาเมื่อพวกเขาหยุดดิ้นรนต่อต้านชะตากรรม และเมื่อพวกเขาไม่เต็มใจที่จะถูกดึงดูดเข้าสู่การต่อสู้ดิ้นรน และกลับรู้จักความเป็นไปของชีวิตตัวเอง นบนอบต่อน้ำพระทัยแห่งฟ้าสวรรค์ สรุปรวมผลสำเร็จและความผิดพลาดต่างๆ ในชีวิตของตนเอง และรอการพิพากษาของพระผู้สร้างที่มีต่อชีวิตของพวกเขาแทน เมื่อพิจารณาประสบการณ์และสิ่งถือครองอันแตกต่างที่ผู้คนได้มาในระหว่างสามช่วงเวลานี้ ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ โอกาสทองที่คนเราจะได้รู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างนั้นไม่ได้มีมากมายนัก หากคนเรามีชีวิตอยู่ถึงอายุหกสิบปี คนเราย่อมมีเวลาเพียงสามสิบปีโดยประมาณที่จะทำความรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง หากคนเราต้องการช่วงเวลาที่ยาวกว่านั้น นั่นก็เป็นไปได้ต่อเมื่อชีวิตคนเรายืนยาวเพียงพอ ต่อเมื่อคนเราสามารถมีชีวิตอยู่ถึงหนึ่งศตวรรษเท่านั้น เราจึงพูดเลยว่า ตามกฎการดำรงอยู่ของมนุษย์ตามปกตินั้น แม้เป็นกระบวนการที่ยาวนานมาก นับจากตอนที่คนเราเผชิญกับหัวข้อของการทำความรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้างเป็นครั้งแรกจนกระทั่งถึงเวลาที่คนเราสามารถระลึกรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยนั้น และจากตรงนั้นจนถึงจุดที่คนเราสามารถนบนอบต่ออธิปไตยของพระผู้สร้าง หากคนเรานับปีดูจริงๆ แล้ว คนเรามีโอกาสไม่เกินสามสิบหรือสี่สิบปีเลยที่จะได้รับบำเหน็จรางวัลเหล่านี้ และบ่อยครั้งที่ผู้คนหลงลืมตัวไปกับความอยากได้อยากมีและความทะเยอทะยานของพวกเขาในการที่จะได้รับพระพร ดังนั้นพวกเขาจึงมิอาจหยั่งรู้ว่า แก่นสารของชีวิตมนุษย์นั้นอยู่ที่ไหนและไม่จับความเข้าใจในความสำคัญของการทำความรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง ผู้คนเช่นนั้นไม่หวงแหนโอกาสอันล้ำค่าของการเข้าสู่พิภพมนุษย์เพื่อมีประสบการณ์กับชีวิตมนุษย์และอธิปไตยของพระผู้สร้างนี้ และพวกเขาหาได้ตระหนักไม่ว่าการที่สิ่งมีชีวิตทรงสร้างได้รับการทรงนำจากพระผู้สร้างด้วยพระองค์เองนั้นล้ำค่าอย่างไร เราจึงพูดเลยว่า ผู้คนที่ต้องการให้พระราชกิจของพระเจ้าจบลงโดยเร็ว ผู้ซึ่งปรารถนาว่าพระเจ้าจะทรงจัดการเตรียมจุดจบของมนุษย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่พวกเขาอาจมองเห็นสภาวะบุคคลที่แท้จริงของพระองค์ในทันที และได้รับพระพรโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้—พวกเขามีความผิดฐานไม่เชื่อฟังในระดับที่เลวร้ายที่สุด และพวกเขาช่างโง่เขลาอย่างถึงที่สุด ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีปัญญาในหมู่มนุษย์ บรรดาผู้ที่มีความเฉียบแหลมทางจิตใจอย่างที่สุด คือผู้ที่พึงปรารถนาที่จะคว้าโอกาสอันไม่เหมือนใครนี้ไว้ในช่วงเวลาอันจำกัดของพวกเขา เพื่อทำความรู้จักอธิปไตยของพระผู้สร้าง สองความอยากที่แตกต่างกันนี้เผยให้เห็นสองทรรศนะและการไล่ตามเสาะหาที่แตกต่างกันอย่างมหาศาล กล่าวคือ บรรดาผู้ที่แสวงหาพระพรมีความเห็นแก่ตัวและต่ำช้า และแสดงให้เห็นการไร้ความคำนึงถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่เคยพยายามทำความรู้จักอธิปไตยของพระเจ้า ไม่เคยพึงปรารถนาที่จะนบนอบต่ออธิปไตยนั้น แต่แค่ต้องการมีชีวิตตามที่พวกเขาพอใจ พวกเขาเป็นพวกคนเสื่อมที่ไม่อนาทรร้อนใจ และเป็นผู้คนในหมวดหมู่นี้นี่เองที่จะถูกทำลายล้าง บรรดาผู้ที่พยายามทำความรู้จักพระเจ้านั้นสามารถวางความอยากของตัวเองลง มีความเต็มใจที่จะนบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และพวกเขาพยายามที่จะเป็นผู้คนประเภทที่มีความนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าและสนองข้อพึงปรารถนาของพระเจ้า ผู้คนดังกล่าวมีชีวิตอยู่ในความสว่างและในท่ามกลางพระพรของพระเจ้า และแน่นอนว่าพวกเขาจะได้รับการชมเชยจากพระเจ้า ไม่ว่าอย่างไร ทางเลือกของมนุษย์นั้นไม่มีประโยชน์ และมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าพระราชกิจของพระเจ้าจะใช้เวลานานเท่าใด จะเป็นการดีกับผู้คนมากกว่าหากพวกเขาปล่อยตัวเองให้เป็นไปตามพระปรานีของพระเจ้าและนบนอบต่ออธิปไตยของพระองค์ หากเจ้าไม่วางตัวเองให้เป็นไปตามพระปรานีของพระเจ้าแล้วไซร้ อะไรเล่าที่เจ้าจะสามารถทำได้? พระเจ้าจะทรงได้ผลลัพธ์เป็นการทนทุกข์กับความสูญเสียอันใดอย่างนั้นหรือ? หากเจ้าไม่ปล่อยตัวเองให้ขึ้นอยู่กับพระปรานีของพระเจ้า แต่กลับพยายามวางตัวเองเป็นผู้กำกับควบคุมแล้วไซร้ เจ้าก็กำลังสร้างทางเลือกที่โง่เขลา และท้ายที่สุดเจ้าก็จะเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ทนทุกข์กับความสูญเสีย ต่อเมื่อผู้คนให้ความร่วมมือกับพระเจ้าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เท่านั้น ต่อเมื่อผู้คนรีบเร่งที่จะยอมรับการจัดวางเรียบเรียงของพระองค์ ทำความรู้จักสิทธิอำนาจของพระองค์ และทำความเข้าใจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำเพื่อพวกเขาเท่านั้น พวกเขาจึงจะมีความหวัง มีเพียงในหนทางนี้เท่านั้นที่ชีวิตของพวกเขาจะไม่ถูกใช้ให้หมดไปอย่างไร้ประโยชน์ และพวกเขาจะบรรลุในความรอด

ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์

หลังจากที่ได้ฟังทุกสิ่งที่เราเพิ่งได้พูดไป แนวคิดของพวกเจ้าเกี่ยวกับชะตากรรมได้เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่? เจ้าเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมนุษย์ว่าอย่างไร? พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ทุกบุคคลยอมรับอธิปไตยของพระองค์และการจัดการเตรียมการของพระองค์ในเชิงรุกหรือไม่ก็ในเชิงรับ และไม่ว่าคนเราดิ้นรนอย่างไรในครรลองชีวิตของคนเรา ไม่ว่าคนเราเดินไปบนเส้นทางคดเคี้ยวสักกี่สาย ในท้ายที่สุดแล้ว คนเราจะกลับคืนสู่วงโคจรแห่งชะตากรรมที่พระผู้สร้างได้ทรงขีดเส้นไว้ให้พวกเขา นี่คือความมิอาจถูกพิชิตได้แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างและลักษณะที่สิทธิอำนาจของพระองค์ควบคุมและกำกับดูแลจักรวาล การควบคุมและกำกับดูแลในรูปแบบของความมิอาจถูกพิชิตได้นี้นี่เองที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกฎต่างๆ ที่ลิขิตชีวิตของทุกสรรพสิ่ง อำนวยให้มนุษย์มาเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยปราศจากการแทรกแซง ทำให้โลกหมุนตามปกติและเคลื่อนไปข้างหน้าวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พวกเจ้าได้เป็นพยานให้กับข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้และเจ้าเข้าใจพวกมัน ไม่ว่าจะอย่างผิวเผินหรือลึกซึ้ง และความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับความจริง และขึ้นอยู่กับความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า เจ้ารู้จักความเป็นจริงของความจริงดีเพียงใด เจ้าผ่านประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าไปมากเพียงใดแล้ว เจ้ารู้จักแก่นแท้และพระอุปนิสัยของพระเจ้าดีเพียงใด—เหล่านี้ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งของความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การดำรงอยู่ของอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าขึ้นอยู่กับการที่มนุษย์นบนอบหรือไม่นบนอบต่อพวกมันหรือไม่? ข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจนี้ถูกกำหนดโดยการที่มนุษยชาตินบนอบหรือไม่นบนอบต่อสิทธิอำนาจนี้หรือไม่? สิทธิอำนาจของพระเจ้าดำรงอยู่ไม่ว่ารูปการณ์แวดล้อมจะเป็นอย่างไร ในทุกสถานการณ์ พระเจ้าทรงสั่งการและจัดการเตรียมการทุกชะตากรรมมนุษย์และทุกสรรพสิ่งตามพระดำริของพระองค์และความปรารถนาของพระองค์ ความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์จะไม่ส่งผลให้การนี้เปลี่ยนแปลงไป มันเป็นอิสระจากเจตจำนงของมนุษย์ ไม่สามารถถูกแก้ไขดัดแปลงโดยความเปลี่ยนแปลงใดๆ ของกาลเวลา พื้นที่ และภูมิประเทศ เนื่องเพราะสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นคือแก่นแท้ของพระองค์นั่นเอง ไม่ว่ามนุษย์จะสามารถรู้จักและยอมรับอธิปไตยของพระเจ้าได้หรือไม่ และไม่ว่ามนุษย์จะสามารถนบนอบต่ออธิปไตยนี้ได้หรือไม่—ข้อพิจารณาทั้งสองนี้ไม่ได้ดัดแปลงแก้ไขข้อเท็จจริงที่ว่าอธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์แม้แต่น้อย กล่าวได้ว่า ไม่ว่ามนุษย์มีท่าทีเช่นไรต่ออธิปไตยของพระเจ้า ท่าทีนั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์และเหนือทุกสรรพสิ่งได้อยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่นบนอบต่ออธิปไตยของพระเจ้า พระองค์ก็ยังทรงบัญชาชะตากรรมของเจ้าอยู่ดี ต่อให้เจ้าไม่สามารถรู้จักอธิปไตยของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ก็ยังคงมีอยู่จริง สิทธิอำนาจของพระเจ้าและข้อเท็จจริงที่อธิปไตยของพระเจ้าอยู่เหนือชะตากรรมมนุษย์นั้นเป็นอิสระจากเจตจำนงของมนุษย์ และไม่เปลี่ยนแปลงไปตามการเลือกชอบหรือทางเลือกของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นอยู่ในทุกแห่งหน ทุกโมงยาม ทุกขณะเวลา ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะจากไป แต่สิทธิอำนาจของพระองค์จะไม่มีวันจากไป เพราะพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ และสิทธิอำนาจของพระองค์ไม่ถูกจำกัดหรือขีดคั่นโดยผู้คน เหตุการณ์ หรือสิ่งต่างๆ โดยห้วงอวกาศ หรือภูมิประเทศ ตลอดเวลาทั้งหมด พระเจ้าทรงกวัดไกวสิทธิอำนาจของพระองค์ แสดงพระอิทธิฤทธิ์ของพระองค์ สืบสานพระราชกิจบริหารจัดการของพระองค์ดังพระองค์ได้ทรงทำเสมอ ตลอดเวลาทั้งหมด พระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดเตรียมเพื่อทุกสรรพสิ่ง ทรงจัดวางเรียบเรียงทุกสรรพสิ่ง—ดังเช่นที่พระองค์ได้ทรงทำเสมอ ไม่มีใครเลยที่เปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ มันคือข้อเท็จจริง มันคือความจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนับแต่ครั้งโบราณกาล!

ท่าทีและการปฏิบัติอันเหมาะสมสำหรับผู้ซึ่งปรารถนาจะนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้า

ตอนนี้มนุษย์รู้และคำนึงถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้าและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมของมนุษย์ด้วยท่าทีอะไร? นี่คือปัญหาที่แท้จริงปัญหาหนึ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าทุกบุคคล ในเวลาที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาในชีวิตจริง เจ้าควรรู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าและอธิปไตยของพระองค์อย่างไร? เมื่อเจ้าถูกประจันหน้าด้วยปัญหาเหล่านี้ และไม่รู้ว่าจะทำความเข้าใจ รับมือ และรับประสบการณ์กับมันอย่างไร ท่าทีอะไรที่เจ้าควรนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นจริงถึงเจตนาของเจ้าที่จะนบนอบ ความอยากที่จะนบนอบ และความเป็นจริงของการนบนอบของเจ้าต่ออธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า? ก่อนอื่น เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะรอคอย จากนั้นเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหา แล้วเจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะนบนอบ “การรอคอย” หมายถึงการรอคอยเวลาของพระเจ้า การรอผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงจัดการเตรียมการเพื่อเจ้า การรอคอยน้ำพระทัยของพระองค์ที่จะค่อยๆ เปิดเผยตัวเองต่อเจ้า “การแสวงหา” หมายถึง การสังเกตและการทำความเข้าใจพระเจตนาอันเปี่ยมด้วยพระดำริของพระเจ้าที่มีต่อเจ้าโดยผ่านทางผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงวางโครงร่างเอาไว้ การทำความเข้าใจความจริงโดยผ่านทางสิ่งเหล่านั้น การเข้าใจสิ่งที่พวกมนุษย์ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงและหนทางต่างๆ ที่พวกเขาต้องยึดถือไว้ การทำความเข้าใจในผลลัพธ์ที่พระเจ้าทรงตั้งใจที่จะสัมฤทธิ์ในมนุษย์และความสำเร็จลุล่วงอะไรที่พระองค์ทรงตั้งใจบรรลุในพวกเขา “การนบนอบ” แน่นอนว่าย่อมอ้างอิงถึงการยอมรับผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงจัดวางเรียบเรียงเอาไว้ การยอมรับในอธิปไตยของพระองค์ และโดยผ่านการยอมรับนี้ มารู้ว่าพระผู้สร้างทรงลิขิตขีดเขียนชะตากรรมมนุษย์อย่างไร พระองค์ทรงจัดหาให้กับมนุษย์ด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างไร พระองค์ทรงพระราชกิจความจริงในมนุษย์อย่างไร ทุกสรรพสิ่งภายใต้การจัดการเตรียมการและอธิปไตยของพระเจ้าเป็นไปโดยสอดคล้องกับกฎธรรมชาติต่างๆ และหากเจ้าตั้งปณิธานว่าจะยอมให้พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการและลิขิตขีดเขียนทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเจ้า เจ้าควรเรียนรู้ที่จะรอคอย เจ้าควรเรียนรู้ที่จะแสวงหา และเจ้าควรเรียนรู้ที่จะนบนอบ นี่คือท่าทีที่ทุกบุคคลผู้ซึ่งต้องการที่จะนบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าต้องนำมาใช้ คุณสมบัติพื้นฐานที่ทุกบุคคลผู้ซึ่งต้องการที่จะยอมรับอธิปไตยและการจัดการเตรียมการของพระเจ้าต้องมี เพื่อที่จะมีท่าทีเช่นนั้น เพื่อที่จะมีคุณสมบัติเช่นนั้น เจ้าต้องทำงานหนักขึ้น นี่คือหนทางเดียวที่เจ้าสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงที่แท้จริงได้

การยอมรับพระเจ้าเป็นองค์เจ้านายผู้ทรงเอกลักษณ์ของเจ้าคือก้าวแรกในการบรรลุความรอด

ความจริงต่างๆ ที่เกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้าคือความจริงที่ทุกบุคคลต้องคำนึงถึงอย่างจริงจัง ต้องได้รับประสบการณ์และเข้าใจด้วยหัวใจของพวกเขา เพราะความจริงเหล่านี้มีผลต่อชีวิตของทุกบุคคล ต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของทุกบุคคล ต่อหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญยิ่งยวดที่ทุกบุคคลต้องผ่านในชีวิต ต่อความรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าและท่าทีที่คนเราควรใช้เผชิญกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และต่อบั้นปลายสุดท้ายของทุกบุคคลเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงต้องใช้พลังงานทั้งชีวิตในการรู้จักและทำความเข้าใจความจริงเหล่านี้ เมื่อเจ้ามองดูสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างตรงๆ เต็มตา เมื่อเจ้ายอมรับอธิปไตยของพระองค์ เจ้าจะค่อยๆ มาตระหนักและเข้าใจความจริงของการดำรงอยู่ของสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่หากเจ้าไม่เคยระลึกรู้สิทธิอำนาจของพระเจ้า และไม่เคยยอมรับอธิปไตยของพระองค์ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเจ้ามีชีวิตอยู่กี่ปี เจ้าก็จะไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าแม้แต่น้อยเลย หากเจ้าไม่รู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแท้จริงแล้วไซร้ เมื่อเจ้าไปถึงสุดปลายถนน ต่อให้เจ้าได้เชื่อในพระเจ้ามาหลายทศวรรษ เจ้าก็จะไม่มีอะไรมาแสดงให้เห็นว่าชีวิตเจ้าสัมฤทธิ์สิ่งใดบ้าง และเจ้าก็จะไม่มีความรู้แม้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์เป็นธรรมดา นี่ไม่ใช่สิ่งที่น่าเศร้ามากหรอกหรือ? ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าได้เดินมาไกลเพียงใดแล้วในชีวิต ไม่ว่าตอนนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว ไม่ว่าการเดินทางที่เหลือของเจ้าอาจยาวไกลสักเท่าใด ก่อนอื่น เจ้าต้องระลึกรู้สิทธิอำนาจของพระเจ้าและจริงจังกับมัน และยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าคือองค์เจ้านายผู้ทรงเอกลักษณ์ของเจ้า การบรรลุความรู้ที่ชัดเจนแม่นยำและการเข้าใจความจริงเหล่านี้เกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์คือบทเรียนภาคบังคับสำหรับทุกคน มันคือกุญแจของการรู้จักชีวิตมนุษย์และการบรรลุความจริง เช่นนั้นคือชีวิตแห่งการทำความรู้จักพระเจ้า เป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของมันที่ทุกคนต้องเผชิญในแต่ละวัน ซึ่งไม่มีใครเลยที่สามารถเลี่ยงหนีได้ หากใครบางคนปรารถนาที่จะใช้ทางลัดในการไปถึงเป้าหมายนี้ เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าตอนนี้เลยว่า มันเป็นไปไม่ได้! หากเจ้าต้องการหลีกหนีอธิปไตยของพระเจ้า นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่! พระเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงองค์เดียวของมนุษย์ พระเจ้าคือองค์เจ้านายแต่เพียงองค์เดียวของชะตากรรมมนุษย์ และดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะลิขิตชะตากรรมของเขาเอง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะก้าวออกนอกชะตากรรมนั้น ไม่ว่าคนเราจะมีความสามารถมากมายขนาดไหน คนเราก็ไม่สามารถมีอิทธิพลต่อชะตากรรมของผู้อื่น นับประสาอะไรที่จะสามารถจัดวางเรียบเรียง จัดการเตรียมการ ควบคุม หรือเปลี่ยนแปลงชะตากรรมเหล่านั้น มีเพียงพระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ เท่านั้นที่ทรงลิขิตทุกสรรพสิ่งให้กับมนุษย์ เนื่องจากมีเพียงพระเจ้าพระองค์เองพระผู้ทรงเอกลักษณ์เท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์และกุมอธิปไตยเหนือชะตากรรมมนุษย์ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่เป็นองค์เจ้านายผู้ทรงเอกลักษณ์ของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่เพียงกุมอธิปไตยเหนือมนุษยชาติที่ทรงสร้างมาเท่านั้น แต่เหนือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้ทรงสร้างซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดสามารถมองเห็นได้ เหนือหมู่ดาว และเหนือห้วงจักรวาลอีกด้วย นี่คือข้อเท็จจริงที่มิอาจโต้แย้งได้ ข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่จริง ซึ่งไม่มีบุคคลใดหรือสิ่งใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากยังมีพวกเจ้าสักคนหนึ่งไม่พึงพอใจกับสิ่งต่างๆ ตามที่พวกมันเป็นอยู่ โดยเชื่อว่าเจ้ามีทักษะหรือความสามารถพิเศษบางอย่าง และยังคิดไปอีกว่าด้วยจังหวะแห่งโชคดีบางอย่าง เจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงรูปการณ์แวดล้อมต่างๆ ในปัจจุบันของเจ้าได้ หรือไม่เช่นนั้นก็หลีกหนีพวกมันได้ หากเจ้าพยายามที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเจ้าเองโดยใช้ความพยายามของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลให้เจ้าโดดเด่นกว่ามิตรสหายของเจ้าและทำให้มีชื่อเสียงและโชควาสนา เช่นนั้นแล้ว เราบอกเจ้าเลยว่า เจ้ากำลังทำสิ่งต่างๆ ให้ยากสำหรับตัวเจ้าเอง เจ้าแค่กำลังหาเรื่องใส่ตัวเท่านั้น เจ้ากำลังขุดหลุมศพให้ตัวเอง! สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว เจ้าจะค้นพบว่าตัวเจ้าได้เลือกทางผิดไป และความพยายามต่างๆ ของเจ้านั้นสูญเปล่า ความทะเยอทะยานของเจ้า ความอยากที่จะดิ้นรนต่อต้านชะตากรรม และการประพฤติปฏิบัติอันผิดมหันต์ของตัวเจ้าเองจะนำเจ้าล่องไปตามถนนที่ไม่มีทางย้อนคืน และเจ้าจะต้องจ่ายราคาที่สาสมกับการกระทำนี้ แม้ว่าในตอนนี้เจ้ามองไม่เห็นความรุนแรงของผลสืบเนื่องที่ตามมา แต่เมื่อเจ้ามีประสบการณ์กับความจริงต่อไปและซึ้งคุณค่าของความจริงอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า พระเจ้าคือองค์เจ้านายของชะตากรรมมนุษย์ เจ้าจึงจะมาตระหนักอย่างช้าๆ ในสิ่งที่เราพูดถึงในวันนี้และความนัยที่แท้จริงของมัน การที่เจ้าจะมีหัวใจและจิตวิญญาณอย่างแท้จริงหรือไม่ และการที่เจ้าจะเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งรักความจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่าทีที่เจ้ามีต่ออธิปไตยของพระเจ้าและต่อความจริงว่าเป็นท่าทีแบบใด โดยธรรมชาติแล้ว นี่จึงเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเจ้าสามารถที่จะรู้จักและเข้าใจสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างแท้จริงหรือไม่ หากในชีวิตของเจ้า เจ้าไม่เคยเลยที่จะสำนึกรับรู้ถึงอธิปไตยของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และยิ่งไม่เคยระลึกรู้และยอมรับสิทธิอำนาจของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมจะไร้คุณค่าอย่างถึงที่สุด และไม่ต้องสงสัยเลยว่า เจ้าจะเป็นเป้าของความเกลียดและการปฏิเสธของพระเจ้า อันเนื่องมาจากเส้นทางที่เจ้าได้ใช้เดินและทางเลือกที่เจ้าได้เลือกไป แต่ในพระราชกิจของพระเจ้า บรรดาผู้ที่สามารถยอมรับการทดสอบของพระองค์ ยอมรับอธิปไตยของพระองค์ นบนอบต่อสิทธิอำนาจของพระองค์ และค่อยๆ ได้รับประสบการณ์จริงของพระวจนะของพระองค์ จะได้บรรลุความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระองค์ พวกเขาจะกลายเป็นขึ้นตรงต่อพระผู้สร้างอย่างแท้จริง ผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่จะได้รับการช่วยให้รอดอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาได้รู้จักอธิปไตยของพระเจ้าแล้ว เพราะพวกเขาได้ยอมรับมันแล้ว ความซึ้งคุณค่าที่พวกเขามีต่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอธิปไตยของพระเจ้าเหนือชะตากรรมมนุษย์ ความนบนอบที่พวกเขามีต่ออธิปไตยนั้นเป็นจริงและถูกต้องแม่นยำ เมื่อพวกเขาเผชิญความตาย พวกเขาจะมีจิตใจที่ไม่สะทกสะท้านต่อความตายเหมือนกับโยบ และนบนอบต่อการจัดวางเรียบเรียงและการจัดการเตรียมการในทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า โดยไม่มีตัวเลือกของปัจเจกบุคคล ไม่มีความอยากของปัจเจกบุคคล มีเพียงบุคคลเช่นนั้นเท่านั้นที่จะสามารถหวนคืนไปเคียงข้างพระผู้สร้างในฐานะมนุษย์ทรงสร้างที่แท้จริง

17 ธันวาคม ค.ศ. 2013

ก่อนหน้า: พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2

ถัดไป: พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

คำนำ

เจ้าทุกคนควรตรวจสอบใหม่ว่า ตลอดชั่วชีวิตของเจ้า เจ้าได้เชื่อในพระเจ้าอย่างไร เพื่อที่เจ้าอาจได้เห็นว่า ในขณะที่กำลังทำการติดตามพระเจ้า...

พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 3

การสามัคคีธรรมในไม่กี่ครั้งที่ผ่านมาของพวกเราได้ส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อพวกเจ้าทุกคนแล้ว ณ ขณะนี้ ในที่สุดผู้คนก็สามารถรู้สึกได้จริงๆ...

วิธีรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้าและผลลัพธ์ที่พระราชกิจของพระองค์จะสัมฤทธิ์

ก่อนอื่น พวกเราจงมาขับร้องเพลงสรรเสริญกันเถิด: เพลงเฉลิมราชอาณาจักร (1) ราชอาณาจักรเคลื่อนลงสถิตบนพิภพเสียงร้องคลอตาม: มหาชนแซ่ซ้องเรา...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้

ติดต่อเราผ่าน Messenger