บทที่ 120

ศิโยน!  จงชื่นบาน!  ศิโยน!  จงขับร้องออกมา!  เราได้หวนคืนด้วยความมีชัย เราได้หวนคืนอย่างได้รับชัยชนะ!  กลุ่มชนทั้งผอง!  จงรีบเข้าแถวเป็นลำดับเถิด!  ทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้าง!  บัดนี้จงมาหยุดเถิด เพราะภาวะบุคคลของเราเผชิญหน้ากับทั้งจักรวาลและปรากฏในทิศตะวันออกของโลก!  ใครเล่ากล้าที่จะไม่คุกเข่าในการนมัสการ?  ใครเล่ากล้าที่จะไม่เรียกเราว่าพระเจ้าเที่ยงแท้?  ใครเล่ากล้าที่จะไม่มองด้วยความเคารพ?  ใครเล่ากล้าที่จะไม่ให้การสรรเสริญ?  ใครเล่ากล้าที่จะไม่ชื่นบาน?  ประชากรของเราจะได้ยินเสียงของเรา และบุตรทั้งหลายของเราจะรอดชีวิตในราชอาณาจักรของเรา!  ภูเขา แม่น้ำ และทุกสรรพสิ่งจะเปล่งเสียงไชโยอย่างมิรู้จบสิ้น และกระโดดโลดเต้นโดยไม่หยุดหย่อน  ณ เวลานี้ ไม่มีผู้ใดเลยจะกล้าถอยกลับ และไม่มีผู้ใดเลยที่กล้าลุกขึ้นเพื่อต้านทาน  นี่คือกิจการอันน่าอัศจรรย์ของเรา และยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า นั่นคือฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเรา!  เราจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเคารพเราในหัวใจของมัน และนอกเหนือจากการนี้อีกก็คือ เราจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างสรรเสริญเรา!  นี่คือจุดมุ่งหมายท้ายที่สุดของแผนการบริหารจัดการแห่งหกพันปีของเรา และมันคือสิ่งที่เราได้ลิขิตไว้แล้ว  ไม่มีบุคคลสักคนเดียวหรือวัตถุสักสิ่งเดียวหรือเหตุการณ์สักเหตุการณ์เดียวกล้าที่จะลุกขึ้นเพื่อต้านทานเราหรือต่อต้านเรา  ประชากรทั้งหมดของเราจะหลั่งไหลไปยังภูเขาของเรา (กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พิภพที่เราจะสร้างในภายหลัง) และพวกเขาจะนบนอบต่อหน้าเรา เพราะเรามีบารมีและการพิพากษา และเราถือสิทธิอำนาจ  (การนี้อ้างอิงถึงตอนที่เราอยู่ในร่างกาย  เรายังมีสิทธิอำนาจในเนื้อหนังด้วยเช่นกัน แต่เพราะข้อจำกัดทั้งหลายของเวลาและพื้นที่ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามได้เมื่ออยู่ในเนื้อหนัง จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าเราได้มาซึ่งสง่าราศีอันครบบริบูรณ์แล้ว  ถึงแม้ว่าเราได้รับบุตรหัวปีทั้งหลายในเนื้อหนัง ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าเราได้รับสง่าราศีแล้ว  เป็นเพียงเมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยนและเปลี่ยนรูปลักษณ์ของเราแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถกล่าวได้ว่าเราถือสิทธิอำนาจ—นั่นคือ กล่าวได้ว่าเราได้มาซึ่งสง่าราศีแล้ว)  ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะยากสำหรับเรา  โดยวจนะจากปากของเรา ทั้งหมดจะถูกทำลาย และโดยวจนะจากปากของเรา ทั้งหมดจะมาดำรงอยู่และได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์  เช่นนั้นคือฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเราและเช่นนั้นคือสิทธิอำนาจของเรา  เพราะเราเต็มไปด้วยฤทธานุภาพและเต็มอิ่มไปด้วยสิทธิอำนาจ ไม่มีบุคคลใดจะสามารถกล้าเป็นอุปสรรคต่อเรา  เราได้มีชัยเหนือทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว และเราได้ชัยชนะเหนือบุตรทั้งปวงแห่งการกบฏแล้ว  เรากำลังนำพาบุตรหัวปีทั้งหลายของเราหวนคืนสู่ศิโยนพร้อมกับเรา  เราไม่ได้กำลังหวนคืนสู่ศิโยนเพียงลำพัง  ดังนั้น ทั้งหมดจะได้เห็นบุตรหัวปีทั้งหลายของเรา และด้วยเหตุนั้นจะได้พัฒนาหัวใจแห่งความเคารพเพื่อเรา  นี่คือจุดมุ่งหมายของเราในการได้มาซึ่งบุตรหัวปีทั้งหลาย และการนี้ได้เป็นแผนของเรามานับตั้งแต่การสร้างโลก

เมื่อทั้งหมดพร้อมแล้ว นั่นจะเป็นวันแห่งการหวนคืนสู่ศิโยนของเรา และวันนี้จะเป็นวันที่กลุ่มชนทั้งมวลฉลองรำลึก  เมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยน ทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกจะเงียบงัน และทั้งหมดบนแผ่นดินโลกจะอยู่ในสันติสุข  เมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยน ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับสู่รูปลักษณ์ดั้งเดิมของมัน  จากนั้น เราจะเริ่มงานของเราในศิโยน  เราจะลงโทษคนเลวและให้บำเหน็จคนดี และเราจะนำพาความชอบธรรมของเรามาบังคับใช้ และเราจะดำเนินการพิพากษาของเราให้เสร็จสิ้น  เราจะใช้วจนะของเราเพื่อสำเร็จลุล่วงทุกสิ่งทุกอย่าง โดยทำให้ผู้คนทั้งหมดและทุกสรรพสิ่งได้รับประสบการณ์กับมือที่ตีสอนของเรา และเราจะทำให้ผู้คนทั้งหมดได้เห็นสง่าราศีอันเต็มเปี่ยมของเรา ปรีชาญาณอันเต็มเปี่ยมของเรา และความอารีอันเต็มเปี่ยมของเรา  ไม่มีบุคคลใดจะกล้าลุกขึ้นในการพิพากษา เพราะในเรานั้น ทุกสรรพสิ่งสำเร็จลุล่วงแล้ว และในที่นี้ ให้มนุษย์ทุกคนได้เห็นความทรงเกียรติอันเต็มเปี่ยมของเรา และลิ้มรสชาติชัยชนะอันเต็มเปี่ยมของเรา เพราะในเรานั้นทุกสรรพสิ่งได้รับการสำแดงแล้ว  จากการนี้ เป็นไปได้ที่จะเห็นฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเราและสิทธิอำนาจของเรา  ไม่มีผู้ใดจะกล้าทำให้เราขุ่นเคือง และไม่มีผู้ใดที่จะกล้าเป็นอุปสรรคต่อเรา  ในเรานั้น ทั้งหมดได้รับการทำให้เปิดกว้าง  ใครเล่าจะกล้าซ่อนเร้นสิ่งใดไว้?  เรามั่นใจว่าจะไม่แสดงให้บุคคลนั้นได้เห็นความปรานี!  พวกตัวเคราะห์ร้ายเช่นนั้นต้องรับการลงโทษอันรุนแรงของเราไว้ และเดนมนุษย์เช่นนั้นต้องได้รับการชำระล้างจากสายตาของเรา  เราจะปกครองพวกเขาด้วยคทาเหล็กและเราจะใช้สิทธิอำนาจของเราเพื่อพิพากษาพวกเขา โดยไม่มีความปรานีแม้แต่น้อย และโดยไม่ถนอมความรู้สึกของพวกเขาเลย เพราะเราคือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ที่ปราศจากอารมณ์และเปี่ยมบารมีและไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองได้  ทั้งหมดควรเข้าใจและเห็นการนี้ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการที่พวกเขาจะมาถูกเรากำราบและถูกทำให้ย่อยยับลงไป “โดยไม่มีสาเหตุหรือเหตุผล” เพราะคทาของเราจะกำราบทุกคนที่ทำให้เราขุ่นเคือง  เราไม่ใส่ใจว่าพวกเขารู้จักประกาศกฤษฎีกาบริหารของเราหรือไม่ นั่นจะไม่มีความสำคัญเลยสำหรับเรา เนื่องจากตัวตนของเราไม่ทนยอมรับการถูกทำให้ขุ่นเคืองโดยใครก็ตาม  นี่คือเหตุผลที่กล่าวกันว่าเราคือสิงโต ใครก็ตามที่เราสัมผัส เราจะกำราบ  นั่นคือเหตุผลที่กล่าวกันว่า ตอนนี้ถือเป็นการหมิ่นประมาทหากจะพูดว่าเราคือพระเจ้าแห่งความเมตตาสงสารและความรักมั่นคง  ในแก่นแท้แล้ว เราไม่ใช่แกะ แต่เป็นสิงโต  ไม่มีใครเลยกล้าที่จะทำให้เราขุ่นเคือง ใครก็ตามที่ทำให้เราขุ่นเคือง เราจะลงโทษด้วยความตาย ทันทีและโดยปราศจากความปรานี  นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นถึงอุปนิสัยของเรา  ดังนั้น ในยุคสุดท้ายผู้คนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งจะล่าถอยไป และนี่จะเป็นการลำบากยากเย็นสำหรับผู้คนที่จะทน แต่สำหรับส่วนของเรา เราผ่อนคลายและมีความสุข และเราไม่เห็นว่าการนี้เป็นกิจที่ลำบากยากเย็นแต่อย่างใดเลย  เช่นนั้นเองที่เป็นอุปนิสัยของเรา

เราหวังว่าผู้คนทั้งหมดจะมีหัวใจอันนบนอบที่จะเชื่อฟังทั้งหมดที่เป็นของเรา หากพวกเขามี เราจะอวยพรมวลมนุษย์เป็นอย่างมากแน่นอน เพราะว่าตามที่เราได้พูดไปแล้วนั้น บรรดาผู้ที่เข้ากันได้กับเราจะได้รับการสงวนไว้ ในขณะที่พวกที่ไม่เป็นมิตรกับเราจะถูกสาปแช่ง  เราได้ลิขิตการนี้ไว้แล้ว และไม่มีใครเลยที่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้  สิ่งทั้งหลายที่เราได้กำหนดพิจารณาคือสิ่งทั้งหลายที่เราได้สำเร็จลุล่วงแล้ว และใครก็ตามที่สวนทางกับสิ่งเหล่านั้นจะถูกตีสอนทันที  เรามีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องมีในศิโยนและทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพึงปรารถนา  ไม่มีการพูดเปรยสักนิดถึงโลกในศิโยน และเมื่อเปรียบเทียบกับโลกนี้แล้ว มันคือวัง มั่งคั่งและโอฬาร แต่ไม่มีใครเลยที่ได้เคยเข้าไปในนั้น และดังนั้น ในจินตนาการของมนุษย์ มันไม่ดำรงอยู่เลย  ชีวิตในศิโยนไม่เหมือนกับชีวิตบนแผ่นดินโลก บนแผ่นดินโลก ชีวิตคือการกิน การสวมใส่เสื้อผ้า การเล่น และการแสวงหาความยินดี ในขณะที่ในศิโยนมันแตกต่างไปอย่างมากมาย  มันคือชีวิตของพระบิดาและบุตรทั้งหลายที่ดื่มด่ำอยู่ในความชื่นบาน เติมที่ว่างทั้งหมดทั้งมวลของจักรวาลอยู่เสมอ แต่ก็ยังมาอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันเสมอเช่นกัน  บัดนี้ที่ได้มาถึงการนี้แล้ว เราจะบอกพวกเจ้าว่าศิโยนตั้งอยู่ที่ใด  ศิโยนคือที่ที่เราพักอาศัย มันคือสถานที่ตั้งของภาวะบุคคลของเรา  ดังนั้น ศิโยนต้องเป็นสถานที่บริสุทธิ์ และมันต้องอยู่ไกลออกไปจากแผ่นดินโลก  นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราจึงดูหมิ่นผู้คน สิ่งทั้งหลาย และเรื่องทั้งหลายของแผ่นดินโลก และเรารังเกียจการกิน การดื่ม การเล่น และการแสวงหาความยินดีของเนื้อหนัง เพราะไม่สำคัญว่าความยินดีทั้งหลายทางโลกนั้นจะน่าชื่นชมเพียงใด สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับชีวิตในศิโยน มันคือความแตกต่างระหว่างสวรรค์กับแผ่นดินโลก และไม่มีทางที่จะเปรียบเทียบทั้งสองนี้เลย  เหตุผลที่มีข้อพิศวงมากมายบนแผ่นดินโลกที่มนุษย์ไม่สามารถแก้ได้ก็คือว่า ผู้คนยังไม่ได้ยินสิ่งใดเลยเกี่ยวกับศิโยน  เอาล่ะ ศิโยนอยู่ที่ใดกันแน่?  มันอยู่บนดาวเคราะห์อีกดวง ตามที่ผู้คนจินตนาการว่ามันจะอยู่ ใช่หรือไม่?  ไม่!  นั่นเป็นเพียงความเพ้อฝันในจิตใจของมนุษย์  มนุษย์คำนึงถึงสวรรค์ชั้นที่สามซึ่งเราได้พาดพิงถึงไปแล้ว ว่ามีความหมายเชิงอนาคตวิสัย แต่สิ่งที่พวกมนุษย์เข้าใจในมโนคติที่หลงผิดของพวกเขานั้นช่างตรงกันข้ามกับความหมายของเราอย่างแน่นอน  สวรรค์ชั้นที่สามที่พาดพิงถึงตรงนี้ไม่เทียมเท็จเลยแม้แต่น้อย  นั่นคือเหตุผลที่เราพูดว่าเราจะไม่ทำลายดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มวลดารา และเทห์ฟากฟ้า และเราจะไม่กำจัดสวรรค์และแผ่นดินโลกทิ้ง  เราจะสามารถทำลายสถานที่อยู่อาศัยของเราได้หรือ?  เราจะสามารถกำจัดภูเขาศิโยนได้หรือ?  การนี้ไม่น่าหัวเราะหรอกหรือ?  สวรรค์ชั้นที่สามคือสถานที่อยู่อาศัยของเรา มันคือภูเขาศิโยน และการนี้จริงแท้แน่นอน  (เหตุใดเราจึงพูดว่ามันจริงแท้แน่นอน?  นั่นเป็นเพราะมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เราพูดตอนนี้ได้แต่อย่างใดเลย เขาสามารถเพียงได้ยินมันเท่านั้น  วงเขตของการคิดของมนุษย์แค่ไม่สามารถครอบคลุมมันได้ และดังนั้นตอนนี้เราจะไม่พูดเกี่ยวกับศิโยนอีก มิฉะนั้นอาจเสี่ยงที่ผู้คนจะถือว่ามันเป็นนิยายเรื่องหนึ่ง)

หลังจากที่เราหวนคืนสู่ศิโยน บรรดาผู้ที่อยู่บนแผ่นดินโลกจะยังคงสรรเสริญเราต่อไปดั่งเช่นในอดีต  พวกคนปรนนิบัติที่จงรักภักดีเหล่านั้นจะรอคอยตลอดไปเพื่อทำการปรนนิบัติเรา แต่การทำหน้าที่ของพวกเขาจะมาถึงบทอวสานแล้ว  สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือการใคร่ครวญรูปการณ์แวดล้อมของการทรงสถิตของเราบนแผ่นดินโลก  ในเวลานั้น เราจะเริ่มนำพาความวิบัติลงมายังพวกที่จะทนทุกข์กับหายนะ กระนั้นทุกคนก็ยังเชื่อว่าเราคือพระเจ้าผู้ชอบธรรม  เราจะไม่ลงโทษพวกคนปรนนิบัติที่จงรักภักดีเหล่านั้นอย่างแน่นอน เพียงแต่จะยอมให้พวกเขารับพระคุณของเราไว้  เพราะเราได้พูดไว้แล้วว่าเราจะลงโทษคนทำชั่วทั้งหมด และว่าบรรดาผู้ที่ทำความประพฤติดีจะรับความชื่นชมยินดีทางวัตถุที่เราประทานไว้ อันเป็นการสาธิตแสดงว่าเราคือพระเจ้าแห่งความชอบธรรมและความสัตย์ซื่อพระองค์เอง  เมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยน เราจะเริ่มหันไปหาแต่ละชนชาติในโลก เราจะนำพาความรอดมาสู่คนอิสราเอลและตีสอนคนอียิปต์  นี่คือขั้นตอนถัดไปของงานของเรา  จากนั้นงานของเราจะไม่เป็นอย่างเดียวกันกับที่เป็นในปัจจุบันนี้ กล่าวคือ  มันจะไม่ใช่งานในเนื้อหนัง แต่จะอยู่เหนือเนื้อหนังโดยสิ้นเชิง—และมันจะถูกทำจนเสร็จเช่นนั้นตามที่เราได้พูดไว้ และมันจะยืนหยัดเช่นนั้นตามที่เราได้บัญชาไว้  ไม่ว่าสิ่งใดจะถูกพูดออกมา ตราบเท่าที่มันถูกพูดจากปากของเรา มันจะได้รับการทำให้ลุล่วงทันทีในความเป็นจริง นี่คือความหมายที่แท้จริงของการที่วจนะของเราถูกพูดออกไปและการทำให้คำพูดนั้นลุล่วงไปจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เพราะวจนะของเราคือสิทธิอำนาจในตัวเอง  ตอนนี้เรากำลังพูดถึงสิ่งทั่วไปบางอย่าง อันเป็นหนทางหนึ่งที่จะให้เบาะแสสักสองสามอย่างแก่ผู้คนบนแผ่นดินโลก เพื่อที่พวกเขาอาจไม่จับความเข้าใจไปทั่วอย่างสะเปะสะปะ  เมื่อเวลานั้นมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างจะได้รับการจัดการเตรียมการโดยเรา และไม่มีใครเลยที่ควรปฏิบัติตนอย่างเอาแต่ใจ มิฉะนั้นแล้วพวกเขาจะถูกกำราบโดยมือของเรา  ในจินตนาการของพวกมนุษย์นั้น ทั้งหมดที่เราพูดถึงนั้นคลุมเครือ เพราะจะว่าไปแล้ววิธีการคิดของมนุษย์นั้นถูกจำกัด และความคิดของมนุษย์ก็อยู่ไกลจากสิ่งที่เราได้พูดถึงเท่ากับที่แผ่นดินโลกอยู่ไกลจากสวรรค์  เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครเลยที่สามารถจับใจความการนี้ได้  สิ่งเดียวที่จะต้องทำก็คือมาอยู่ในแนวเดียวกับสิ่งที่เราพูด นี่คือครรลองของสิ่งทั้งหลายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  เราได้พูดว่า  “ในยุคสุดท้าย สัตว์ร้ายจะโผล่ขึ้นมาเพื่อข่มเหงประชากรของเรา และพวกที่เกรงกลัวความตายจะถูกทำเครื่องหมายด้วยตราผนึกเพื่อที่จะถูกสัตว์ร้ายคร่าไป  พวกที่ได้เคยเห็นเราจะถูกสัตว์ร้ายฆ่าตาย”  “สัตว์ร้าย” ในวจนะเหล่านี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อ้างอิงถึงซาตาน ผู้หลอกลวงมวลมนุษย์  กล่าวคือ เมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยน พวกคนปรนนิบัติกลุ่มใหญ่จะถอนตัวไป นั่นคือ พวกเขาจะถูกสัตว์ร้ายคร่าไป  สรรพสิ่งที่ทรงสร้างเหล่านี้ทั้งหมดจะไปยังบาดาลลึกเพื่อรับการตีสอนชั่วนิรันดร์  “พวกที่ได้เคยเห็นเรา” อ้างอิงถึงพวกคนปรนนิบัติซึ่งจงรักภักดีเหล่านั้นที่ได้เคยถูกเราพิชิต  “ได้เคยเห็นเรา” อ้างอิงถึงการที่พวกเขาได้ถูกเราพิชิต  “ถูกสัตว์ร้ายฆ่าตาย” อ้างอิงถึงซาตาน เมื่อได้ถูกเราพิชิตแล้ว ไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาเพื่อต้านทานเรา  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ซาตานจะไม่กล้าปฏิบัติงานอันใดกับพวกคนปรนนิบัติเหล่านี้ และดังนั้น ดวงจิตของผู้คนเหล่านี้จะได้รับการช่วยให้รอดแล้ว การที่กล่าวเช่นนี้ก็เนื่องจากความสามารถของพวกเขาที่จะจงรักภักดีต่อเรา และมันหมายความว่าพวกคนปรนนิบัติที่จงรักภักดีเหล่านั้นจะสามารถรับพระคุณของเราและพรของเราได้  ดังนั้น เราพูดว่าดวงจิตของพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดแล้ว  (นี่ไม่ได้อ้างอิงถึงการขึ้นสู่สวรรค์ชั้นที่สาม ซึ่งเป็นเพียงมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์เท่านั้น)  แต่พวกคนรับใช้ชั่วเหล่านั้นจะถูกซาตานผูกมัดไว้อีกครั้งแล้วก็ถูกโยนลงไปในบาดาลลึก  นี่คือการลงโทษของเราต่อพวกเขา นี่คือการลงทัณฑ์อันสาสมของพวกเขา และมันคือบำเหน็จสำหรับบาปทั้งหลายของพวกเขา

ขณะที่จังหวะก้าวเดินของงานของเราเร็วขึ้น เวลาของเราบนแผ่นดินโลกค่อยๆ ลดน้อยลง  วันที่เราจะหวนคืนสู่ศิโยนใกล้เข้ามาแล้ว  เมื่องานของเราบนแผ่นดินโลกได้มาถึงบทอวสาน มันจะเป็นเวลาสำหรับการหวนคืนของเราสู่ศิโยน  เราไม่พึงปรารถนาที่จะดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกเลย แต่เพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของเรา เพื่อประโยชน์ของแผนของเรา เราจึงได้สู้ทนความทุกข์ทั้งมวล  ในวันนี้ เวลานั้นได้มาถึงแล้ว  เราจะทำให้จังหวะก้าวเดินของเราเร็วขึ้น และไม่มีใครเลยที่จะสามารถตามเราทันได้  การที่มนุษย์สามารถเข้าใจมันได้หรือไม่นั้น เราจะบอกพวกเจ้าอย่างละเอียดถึงทั้งหมดที่มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะจับใจความได้ กระนั้นพวกเจ้าบนแผ่นดินโลกก็ต้องรู้  ดังนั้น เราพูดว่าเราคือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงอยู่เหนือเวลาและพื้นที่  หากไม่ใช่เป็นเพราะจุดประสงค์ของเราที่จะได้มาซึ่งบุตรหัวปีทั้งหลายและเป็นการทำให้ซาตานปราชัยด้วยเหตุนี้แล้วไซร้ เราคงจะได้หวนคืนสู่ศิโยนไปแล้ว หากมิได้เป็นเช่นนั้น เราคงจะไม่มีวันได้สร้างมวลมนุษย์เป็นแน่  เราดูหมิ่นโลกของมนุษย์ และเรารังเกียจผู้คนที่แยกจากเรา จนถึงขอบเขตที่จะพิจารณาการทำลายมวลมนุษย์ทั้งปวงในคราวเดียว  อย่างไรก็ตาม งานของเรามีลำดับและโครงสร้าง สำนึกรับรู้ถึงสัดส่วนและความพอประมาณ และมันไม่ใช่เป็นแบบส่งเดช  ทั้งหมดที่เราทำหมายที่จะทำให้ซาตานปราชัย และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มันหมายที่จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับบุตรหัวปีทั้งหลายของเราได้ทันทีที่เป็นไปได้  นี่คือจุดมุ่งหมายของเรา

ก่อนหน้า: บทที่ 119

ถัดไป: บทนำ

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่ทรงสามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้

หนทางแห่งชีวิตไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ ก็สามารถมีได้ อีกทั้งก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ ก็สามารถบรรลุอย่างง่ายๆ ได้...

การรู้จักพระเจ้าคือเส้นทางสู่การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว

เจ้าทุกคนควรตรวจสอบใหม่ว่า ตลอดชั่วชีวิตของเจ้า เจ้าได้เชื่อในพระเจ้าอย่างไร เพื่อที่เจ้าอาจได้เห็นว่า ในขณะที่กำลังทำการติดตามพระเจ้า...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้