พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

บทที่ 120

ศิโยน! จงชื่นบาน! ศิโยน! จงขับร้องออกมา! เราได้หวนคืนด้วยความมีชัย เราได้หวนคืนอย่างได้รับชัยชนะ! กลุ่มชนทั้งผอง! จงรีบเข้าแถวเป็นลำดับเถิด! ทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้าง! บัดนี้จงมาหยุดเถิด เพราะภาวะบุคคลของเราเผชิญหน้ากับทั้งจักรวาลและปรากฏในทิศตะวันออกของโลก! ใครเล่ากล้าที่จะไม่คุกเข่าในการนมัสการ? ใครเล่ากล้าที่จะไม่เรียกเราว่าพระเจ้าเที่ยงแท้? ใครเล่ากล้าที่จะไม่มองด้วยความเคารพ? ใครเล่ากล้าที่จะไม่ให้การสรรเสริญ? ใครเล่ากล้าที่จะไม่ชื่นบาน? ประชากรของเราจะได้ยินเสียงของเรา และบุตรทั้งหลายของเราจะรอดชีวิตในราชอาณาจักรของเรา! ภูเขา แม่น้ำ และทุกสรรพสิ่งจะเปล่งเสียงไชโยอย่างมิรู้จบสิ้น และกระโดดโลดเต้นโดยไม่หยุดหย่อน ณ เวลานี้ ไม่มีผู้ใดเลยจะกล้าถอยกลับ และไม่มีผู้ใดเลยที่กล้าลุกขึ้นเพื่อต้านทาน นี่คือกิจการอันน่าอัศจรรย์ของเรา และยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า นั่นคือฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเรา! เราจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเคารพเราในหัวใจของมัน และนอกเหนือจากการนี้อีกก็คือ เราจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างสรรเสริญเรา! นี่คือจุดมุ่งหมายท้ายที่สุดของแผนการบริหารจัดการแห่งหกพันปีของเรา และมันคือสิ่งที่เราได้ลิขิตไว้แล้ว ไม่มีบุคคลสักคนเดียวหรือวัตถุสักสิ่งเดียวหรือเหตุการณ์สักเหตุการณ์เดียวกล้าที่จะลุกขึ้นเพื่อต้านทานเราหรือต่อต้านเรา ประชากรทั้งหมดของเราจะหลั่งไหลไปยังภูเขาของเรา (กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พิภพที่เราจะสร้างในภายหลัง) และพวกเขาจะนบนอบต่อหน้าเรา เพราะเรามีบารมีและการพิพากษา และเราถือสิทธิอำนาจ (การนี้อ้างอิงถึงตอนที่เราอยู่ในร่างกาย) เรายังมีสิทธิอำนาจในเนื้อหนังด้วยเช่นกัน แต่เพราะข้อจำกัดทั้งหลายของเวลาและพื้นที่ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามได้เมื่ออยู่ในเนื้อหนัง จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าเราได้มาซึ่งสง่าราศีอันครบบริบูรณ์แล้ว ถึงแม้ว่าเราได้รับบุตรหัวปีทั้งหลายในเนื้อหนัง ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าเราได้รับสง่าราศีแล้ว เป็นเพียงเมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยนและเปลี่ยนรูปลักษณ์ของเราแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถกล่าวได้ว่าเราถือสิทธิอำนาจ—กล่าวคือ ว่าเราได้มาซึ่งสง่าราศีแล้ว) ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะยากสำหรับเรา โดยวจนะจากปากของเรา ทั้งหมดจะถูกทำลาย และโดยวจนะจากปากของเรา ทั้งหมดจะมาดำรงอยู่และได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ เช่นนั้นคือฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเราและเช่นนั้นคือสิทธิอำนาจของเรา เพราะเราเต็มไปด้วยฤทธานุภาพและเต็มอิ่มไปด้วยสิทธิอำนาจ ไม่มีบุคคลใดจะสามารถกล้าเป็นอุปสรรคต่อเรา เราได้มีชัยเหนือทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว และเราได้ชัยชนะเหนือบุตรทั้งปวงแห่งการกบฏแล้ว เรากำลังนำพาบุตรหัวปีทั้งหลายของเราหวนคืนสู่ศิโยนพร้อมกับเรา เราไม่ได้กำลังหวนคืนสู่ศิโยนเพียงลำพัง ดังนั้น ทั้งหมดจะได้เห็นบุตรหัวปีทั้งหลายของเรา และด้วยเหตุนั้นจะได้พัฒนาหัวใจแห่งความเคารพสำหรับเรา นี่คือจุดมุ่งหมายของเราในการได้มาซึ่งบุตรหัวปีทั้งหลาย และการนี้ได้เป็นแผนของเรามานับตั้งแต่การทรงสร้างโลก

เมื่อทั้งหมดพร้อมแล้ว นั่นจะเป็นวันแห่งการหวนคืนสู่ศิโยนของเรา และวันนี้จะเป็นวันที่กลุ่มชนทั้งมวลฉลองรำลึก เมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยน ทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกจะเงียบงัน และทั้งหมดบนแผ่นดินโลกจะอยู่ในสันติสุข เมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยน ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับสู่รูปลักษณ์ดั้งเดิมของมัน จากนั้น เราจะเริ่มงานของเราในศิโยน เราจะลงโทษคนเลวและให้บำเหน็จคนดี และเราจะนำพาความชอบธรรมของเรามาบังคับใช้ และเราจะดำเนินการพิพากษาของเราให้เสร็จสิ้น เราจะใช้วจนะของเราเพื่อสำเร็จลุล่วงทุกสิ่งทุกอย่าง โดยทำให้ผู้คนทั้งหมดและทุกสรรพสิ่งได้รับประสบการณ์กับมือที่ตีสอนของเรา และเราจะทำให้ผู้คนทั้งหมดได้เห็นสง่าราศีอันเต็มเปี่ยมของเรา ปรีชาญาณอันเต็มเปี่ยมของเรา และความอารีอันเต็มเปี่ยมของเรา ไม่มีบุคคลใดจะกล้าลุกขึ้นในการพิพากษา เพราะในเรานั้น ทุกสรรพสิ่งสำเร็จลุล่วงแล้ว และในที่นี้ ให้มนุษย์ทุกคนได้เห็นความทรงเกียรติอันเต็มเปี่ยมของเรา และลิ้มรสชาติชัยชนะอันเต็มเปี่ยมของเรา เพราะในเรานั้นทุกสรรพสิ่งได้รับการสำแดงแล้ว จากการนี้ เป็นไปได้ที่จะเห็นฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเราและสิทธิอำนาจของเรา ไม่มีผู้ใดจะกล้าที่จะทำให้เราขุ่นเคือง และไม่มีผู้ใดที่จะกล้าเป็นอุปสรรคต่อเรา ในเรานั้น ทั้งหมดได้รับการทำให้เปิดกว้าง ใครเล่าจะกล้าซ่อนเร้นสิ่งใดไว้? เรามั่นใจว่าจะไม่แสดงให้บุคคลนั้นได้เห็นความปรานี! พวกตัวเคราะห์ร้ายเช่นนั้นต้องรับการลงโทษอันรุนแรงของเราไว้ และเดนมนุษย์เช่นนั้นต้องได้รับการชำระล้างจากสายตาของเรา เราจะปกครองพวกเขาด้วยคทาเหล็กและเราจะใช้สิทธิอำนาจของเราเพื่อพิพากษาพวกเขา โดยไม่มีความปรานีแม้แต่น้อย และโดยไม่ถนอมความรู้สึกของพวกเขาเลย เพราะเราคือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ที่ปราศจากอารมณ์และเปี่ยมบารีและไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ ทั้งหมดควรเข้าใจและเห็นการนี้ มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการที่พวกเขาก็จะมาถูกเราซัดโทษใส่และถูกทำให้ย่อยยับลงไป “โดยไม่มีสาเหตุหรือเหตุผล” เพราะคทาของเราจะซัดโทษใส่ทุกคนที่ทำให้เราขุ่นเคือง เราไม่ใส่ใจว่าพวกเขารู้จักประกาศกฤษฎีกาบริหารของเราหรือไม่ นั่นจะไม่มีความสำคัญเลยสำหรับเรา เนื่องจากตัวตนของเราไม่ทนยอมรับการถูกทำให้ขุ่นเคืองโดยใครก็ตาม นี่คือเหตุผลที่ทำไมจึงกล่าวกันว่าเราคือสิงโต ใครก็ตามที่เราสัมผัส เราซัดโทษใส่ นั่นคือเหตุผลที่ทำไมจึงกล่าวกันว่า ตอนนี้ถือเป็นการหมิ่นประมาทหากจะพูดว่าเราคือพระเจ้าแห่งความเมตตาสงสารและความรักมั่นคง ในแก่นแท้แล้ว เราไม่ใช่แกะ แต่เป็นสิงโต ไม่มีใครเลยกล้าที่จะทำให้เราขุ่นเคือง ใครก็ตามที่ทำให้เราขุ่นเคือง เราจะลงโทษด้วยความตาย ทันทีและโดยปราศจากความปรานี นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นถึงอุปนิสัยของเรา ดังนั้น ในยุคสุดท้ายผู้คนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งจะล่าถอยไป และนี่จะเป็นการลำบากยากเย็นสำหรับผู้คนที่จะทน แต่สำหรับส่วนของเรา เราผ่อนคลายและมีความสุข และเราไม่เห็นว่าการนี้เป็นกิจที่ลำบากยากเย็นแต่อย่างใดเลย เช่นนั้นเองที่เป็นอุปนิสัยของเรา

เราหวังว่าผู้คนทั้งหมดจะมีหัวใจอันนบนอบที่จะเชื่อฟังทั้งหมดที่เป็นของเรา หากพวกเขามี เราจะอวยพรมวลมนุษย์เป็นอย่างมากอย่างแน่นอน เพราะว่าตามที่เราได้พูดไปแล้วนั้น บรรดาผู้ที่เข้ากันได้กับเราจะได้รับการสงวนไว้ ในขณะที่พวกที่ไม่เป็นมิตรกับเราจะถูกสาปแช่ง เราได้ลิขิตการนี้ไว้แล้ว และไม่มีใครเลยที่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ สิ่งทั้งหลายที่เราได้กำหนดพิจารณาคือสิ่งทั้งหลายที่เราได้สำเร็จลุล่วงแล้ว และใครก็ตามที่สวนทางกับสิ่งเหล่านั้นจะถูกตีสอนทันที เรามีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องมีในศิโยนและทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพึงปรารถนา ไม่มีการพูดเปรยสักนิดถึงโลกในศิโยน และเมื่อเปรียบเทียบกับโลกแล้ว มันคือวัง มั่งคั่งและโอฬาร แต่ไม่มีใครเลยที่ได้เคยเข้าไปในนั้น และดังนั้น ในจินตนาการของมนุษย์ มันไม่ดำรงอยู่เลย ชีวิตในศิโยนไม่เหมือนกับชีวิตบนแผ่นดินโลก บนแผ่นดินโลก ชีวิตคือการกิน การสวมใส่เสื้อผ้า การเล่น และการแสวงหาความยินดี ในขณะที่ในศิโยนมันแตกต่างไปอย่างมากมาย มันคือชีวิตของพระบิดาและบุตรทั้งหลายที่ดื่มด่ำอยู่ในความชื่นบาน เติมที่ว่างทั้งหมดทั้งมวลของจักรวาลอยู่เสมอ แต่ก็ยังมาอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันเสมอเช่นกัน บัดนี้ที่ได้มาถึงการนี้แล้ว เราจะบอกพวกเจ้าว่าศิโยนตั้งอยู่ที่ใด ศิโยนคือที่ที่เราพักอาศัย มันคือสถานที่ตั้งของภาวะบุคคลของเรา ดังนั้น ศิโยนต้องเป็นสถานที่บริสุทธิ์ และมันต้องอยู่ไกลออกไปจากแผ่นดินโลก นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราจึงดูหมิ่นผู้คน สิ่งทั้งหลาย และเรื่องทั้งหลายของแผ่นดินโลก และเรารังเกียจการกิน การดื่ม การเล่น และการแสวงหาความยินดีของเนื้อหนัง เพราะไม่สำคัญว่าความยินดีทั้งหลายทางโลกนั้นจะน่าชื่นชมเพียงใด สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับชีวิตในศิโยน มันคือความแตกต่างระหว่างสวรรค์กับแผ่นดินโลก และไม่มีทางที่จะเปรียบเทียบทั้งสองนี้เลย เหตุผลที่มีข้อพิศวงมากมายบนแผ่นดินโลกที่มนุษย์ไม่สามารถแก้ได้ก็คือว่า ผู้คนยังไม่ได้ยินสิ่งใดเลยเกี่ยวกับศิโยน เอาล่ะ ศิโยนอยู่ที่ใดกันแน่? มันอยู่บนดาวเคราะห์อีกดวง ตามที่ผู้คนจินตนาการว่ามันจะอยู่ ใช่หรือไม่? ไม่! นั่นเป็นเพียงความเพ้อฝันในจิตใจของมนุษย์ มนุษย์คำนึงถึงสวรรค์ชั้นที่สามซึ่งเราได้พาดพิงถึงไปแล้ว ว่ามีความหมายเชิงอนาคตวิสัย แต่สิ่งที่พวกมนุษย์เข้าใจในมโนคติที่หลงผิดของพวกเขานั้นช่างตรงกันข้ามกับความหมายของเราเป็นพอดี สวรรค์ชั้นที่สามที่พาดพิงถึงตรงนี้ไม่เทียมเท็จเลยแม้แต่น้อย นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเราจึงพูดว่าเราจะไม่ทำลายดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มวลดารา และเทห์ฟากฟ้า และเราจะไม่กำจัดสวรรค์และแผ่นดินโลกทิ้ง เราจะสามารถทำลายสถานที่อยู่อาศัยของเราได้หรือ? เราจะสามารถกำจัดภูเขาศิโยนได้หรือ? การนี้ไม่น่าหัวเราะหรอกหรือ? สวรรค์ชั้นที่สามคือสถานที่อยู่อาศัยของเรา มันคือภูเขาศิโยน และการนี้จริงแท้แน่นอน (เหตุใดเราจึงพูดว่ามันจริงแท้แน่นอน? นั่นเป็นเพราะมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เราพูดตอนนี้ได้แต่อย่างใดเลย เขาสามารถเพียงได้ยินมันเท่านั้น วงเขตของการคิดของมนุษย์เพียงไม่สามารถครอบคลุมมันได้ และดังนั้นตอนนี้เราจะไม่พูดเกี่ยวกับศิโยนอีก มิฉะนั้นอาจเสี่ยงที่ผู้คนจะคำนึงถึงมันว่าเป็นนิยายเรื่องหนึ่ง)

หลังจากที่เราหวนคืนสู่ศิโยน บรรดาผู้ที่อยู่บนแผ่นดินโลกจะยังคงสรรเสริญเราต่อไปดั่งเช่นในอดีต พวกคนปรนนิบัติที่จงรักภักดีเหล่านั้นจะรอคอยตลอดไปเพื่อทำการปรนนิบัติเรา แต่การทำหน้าที่ของพวกเขาจะมาถึงบทอวสานแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือการใคร่ครวญรูปการณ์แวดล้อมของการทรงสถิตของเราบนแผ่นดินโลก ในเวลานั้น เราจะเริ่มนำพาความวิบัติลงมายังพวกที่จะทนทุกข์กับหายนะ กระนั้นทุกคนก็ยังเชื่อว่าเราคือพระเจ้าผู้ชอบธรรม เราจะไม่ลงโทษพวกคนปรนนิบัติที่จงรักภักดีเหล่านั้นอย่างแน่นอน เพียงแต่จะยอมให้พวกเขารับพระคุณของเราไว้ เพราะเราได้พูดไว้แล้วว่าเราจะลงโทษคนทำชั่วทั้งหมด และว่าบรรดาผู้ที่ทำความประพฤติดีจะรับความชื่นชมยินดีทางวัตถุที่เราประทานไว้ อันเป็นการสาธิตแสดงว่าเราคือพระเจ้าแห่งความชอบธรรมและความสัตย์ซื่อพระองค์เอง เมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยน เราจะเริ่มที่จะหันไปหาแต่ละชนชาติในโลก เราจะนำพาความรอดมาสู่คนอิสราเอลและตีสอนคนอียิปต์ นี่คือขั้นตอนถัดไปของงานของเรา จากนั้นงานของเราจะไม่เป็นอย่างเดียวกันกับที่เป็นในปัจจุบันนี้ กล่าวคือ มันจะไม่ใช่งานในเนื้อหนัง แต่จะอยู่เหนือเนื้อหนังอย่างครบบริบูรณ์—และมันจะถูกทำจนเสร็จเช่นนั้นตามที่เราได้พูดไว้ และมันจะยืนหยัดเช่นนั้นตามที่เราได้บัญชาไว้ ไม่ว่าสิ่งใดจะถูกพูดออกมา ตราบเท่าที่มันถูกพูดจากปากของเรา มันจะได้รับการทำให้ลุล่วงทันทีในความเป็นจริง นี่คือความหมายที่แท้จริงของการที่วจนะของเราถูกพูดออกมาและการที่คำพูดนั้นกำลังถูกทำให้ลุล่วงไปในเวลาเดียวกัน เพราะวจนะของเราคือสิทธิอำนาจในตัวเอง ตอนนี้เรากำลังพูดถึงสิ่งทั่วไปบางอย่าง อันเป็นหนทางหนึ่งที่จะให้เบาะแสสักสองสามอย่างแก่ผู้คนบนแผ่นดินโลก เพื่อที่พวกเขาอาจไม่จับความเข้าใจไปทั่วอย่างสะเปะสะปะ เมื่อเวลานั้นมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างจะได้รับการจัดการเตรียมการโดยเรา และไม่มีใครเลยที่ควรปฏิบัติตนอย่างเอาแต่ใจ มิฉะนั้นแล้วพวกเขาจะถูกซัดโทษใส่โดยมือของเรา ในจินตนาการของพวกมนุษย์นั้น ทั้งหมดที่เราพูดถึงนั้นคลุมเครือ เพราะจะว่าไปแล้ววิธีการคิดของมนุษย์นั้นถูกจำกัด และความคิดของมนุษย์ก็อยู่ไกลจากสิ่งที่เราได้พูดถึงเท่ากับที่แผ่นดินโลกอยู่ไกลจากสวรรค์ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครเลยที่สามารถจับใจความการนี้ได้ สิ่งเดียวที่จะต้องทำก็คือมาอยู่ในแนวเดียวกับสิ่งที่เราพูด นี่คือครรลองของสิ่งทั้งหลายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราได้พูดว่า “ในยุคสุดท้าย สัตว์ร้ายจะโผล่ขึ้นมาเพื่อข่มเหงประชากรของเรา และพวกที่เกรงกลัวความตายจะถูกทำเครื่องหมายด้วยตราผนึกเพื่อที่จะถูกสัตว์ร้ายคร่าไป พวกที่ได้เคยเห็นเราจะถูกสัตว์ร้ายฆ่าตาย” “สัตว์ร้าย” ในวจนะเหล่านี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อ้างอิงถึงซาตาน ผู้หลอกลวงมวลมนุษย์ กล่าวคือ เมื่อเราหวนคืนสู่ศิโยน พวกคนปรนนิบัติกลุ่มใหญ่จะถอนตัวไป นั่นคือ พวกเขาจะถูกสัตว์ร้ายคร่าไป สรรพสิ่งที่ทรงสร้างเหล่านี้ทั้งหมดจะไปยังบาดาลลึกเพื่อรับการตีสอนชั่วนิรันดร์ไว้ “พวกที่ได้เคยเห็นเรา” อ้างอิงถึงพวกคนปรนนิบัติซึ่งจงรักภักดีเหล่านั้นที่ได้เคยถูกเราพิชิต “ได้เคยเห็นเรา” อ้างอิงถึงการที่พวกเขาได้ถูกเราพิชิต “ถูกสัตว์ร้ายฆ่าตาย” อ้างอิงถึงซาตาน เมื่อได้ถูกเราพิชิตแล้ว ไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาเพื่อต้านทานเรา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ซาตานจะไม่กล้าที่จะปฏิบัติงานอันใดกับพวกคนปรนนิบัติเหล่านี้ และดังนั้น ดวงจิตของผู้คนเหล่านี้จะได้รับการช่วยให้รอดแล้ว การที่กล่าวเช่นนี้ก็เนื่องจากความสามารถของพวกเขาที่จะจงรักภักดีต่อเรา และมันหมายความว่าพวกคนปรนนิบัติที่จงรักภักดีเหล่านั้นจะสามารถรับพระคุณของเราและพรของเราได้ ดังนั้น เราพูดว่าดวงจิตของพวกเขาจะได้รับการช่วยให้รอดแล้ว (นี่ไม่ได้อ้างอิงถึงการขึ้นสู่สวรรค์ชั้นที่สาม ซึ่งเป็นเพียงมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์เท่านั้น) แต่พวกคนรับใช้ชั่วเหล่านั้นจะถูกซาตานผูกมัดไว้อีกครั้งแล้วก็ถูกโยนลงไปในบาดาลลึก นี่คือการลงโทษของเราต่อพวกเขา นี่คือลงทัณฑ์อันสาสมของพวกเขา และมันคือบำเหน็จสำหรับบาปทั้งหลายของพวกเขา

ขณะที่จังหวะก้าวเดินของงานของเราเร็วขึ้น เวลาของเราบนแผ่นดินโลกค่อยๆ ลดน้อยลง วันที่แห่งการหวนคืนของเราสู่ศิโยนใกล้เข้ามาแล้ว เมื่องานของเราบนแผ่นดินโลกได้มาถึงบทอวสาน มันจะเป็นเวลาสำหรับการหวนคืนของเราสู่ศิโยน เราไม่พึงปรารถนาที่จะดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกเลย แต่เพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของเรา เพื่อประโยชน์ของแผนของเรา เราจึงได้สู้ทนความทุกข์ทั้งมวล ในวันนี้ เวลานั้นได้มาถึงแล้ว เราจะทำให้จังหวะก้าวเดินของเราเร็วขึ้น และไม่มีใครเลยที่จะสามารถตามทันเราได้ การที่มนุษย์สามารถเข้าใจมันได้หรือไม่นั้น เราจะบอกพวกเจ้าอย่างละเอียดถึงทั้งหมดที่มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะจับใจความ กระนั้นพวกเจ้าบนแผ่นดินโลกก็ต้องรู้ ดังนั้น เราพูดว่าเราคือพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงอยู่เหนือเวลาและพื้นที่ หากไม่ใช่เป็นเพราะจุดประสงค์ของเราที่จะได้มาซึ่งบุตรหัวปีทั้งหลายและเป็นการทำให้ซาตานปราชัยด้วยเหตุนี้แล้วไซร้ เราคงจะได้หวนคืนสู่ศิโยนไปแล้ว หากมิได้เป็นเช่นนั้น เราคงจะไม่มีวันได้สร้างมวลมนุษย์เป็นแน่ เราดูหมิ่นโลกของมนุษย์ และเรารังเกียจผู้คนที่แยกจากเรา จนถึงขอบข่ายที่จะพิจารณาการทำลายมวลมนุษย์ทั้งปวงในคราวเดียว อย่างไรก็ตาม งานของเรามีลำดับและโครงสร้าง สำนึกรับรู้ถึงสัดส่วนและความพอประมาณ และมันไม่ใช่เป็นแบบส่งเดช ทั้งหมดที่เราทำหมายที่จะทำให้ซาตานปราชัย และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มันหมายที่จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับบุตรหัวปีทั้งหลายของเราได้ทันทีที่เป็นไปได้ นี่คือจุดมุ่งหมายของเรา

ก่อนหน้า:บทที่ 119

ถัดไป:บทนำ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง