พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

เฉพาะบรรดาผู้ที่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้าวันนี้เท่านั้น ที่อาจรับใช้พระเจ้าได้

เพื่อที่จะเป็นคำพยานต่อพระเจ้าและทำให้พญานาคใหญ่สีแดงนั้นอับอาย คนเราจำต้องมีหลักการ และคนเราต้องทำได้ตามเงื่อนไขประการหนึ่ง นั่นก็คือ คนเราต้องรักพระเจ้าในหัวใจของพวกเขา และเข้าสู่พระวจนะของพระองค์ หากเจ้าไม่เข้าสู่พระวจนะของพระเจ้าแล้วไซร้ เจ้าจะไม่มีทางทำให้ซาตานอับอายได้เลย โดยผ่านการเจริญเติบโตในชีวิตของเจ้า เจ้าประกาศตัดขาดพญานาคใหญ่สีแดงและนำความอัปยศอดสูที่สุดมาสู่มัน การนี้เท่านั้นที่เป็นการทำให้พญานาคใหญ่สีแดงอับอายขายหน้าอย่างแท้จริง ยิ่งเจ้าเต็มใจนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติมากเท่าไร เจ้าก็ยิ่งพิสูจน์ความรักของเจ้าที่มีต่อพระเจ้าและความเกลียดของเจ้าที่มีต่อพญานาคใหญ่สีแดงนั้นมากเท่านั้น ยิ่งเจ้าเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้ามากเท่าไร เจ้าก็ยิ่งพิสูจน์ความถวิลหาของเจ้าที่มีต่อความจริงมากเท่านั้น ผู้คนที่ไม่ถวิลหาพระวจนะของพระเจ้าคือ ผู้คนซึ่งปราศจากชีวิต ผู้คนเช่นนั้นคือพวกที่อยู่ภายนอกพระวจนะของพระเจ้า ผู้ที่เป็นของศาสนา ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงย่อมมีความรู้อันลุ่มลึกมากขึ้นเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าผ่านทางการกินและการดื่มพระวจนะของพระองค์ หากเจ้าไม่ถวิลหาพระวจนะของพระเจ้าแล้วไซร้ เจ้าก็ย่อมไม่สามารถดื่มและกินพระวจนะของพระองค์ได้อย่างแท้จริง และหากเจ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้าแล้วไซร้ เจ้าก็ย่อมไม่มีวิธีที่จะให้คำพยานต่อพระเจ้าหรือทำให้พระเจ้าทรงสมดังพระทัยได้

ในการเชื่อในพระเจ้า คนเราควรรู้จักพระเจ้าอย่างไร? คนเราควรมารู้จักพระเจ้าโดยมีพื้นฐานอยู่บนพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าวันนี้ โดยปราศจากการเบี่ยงเบนหรือการเข้าใจผิด และก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด คนเราควรรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า นี่เป็นรากฐานของการรู้จักพระเจ้า ความเข้าใจผิดสารพัดเหล่านั้นทั้งหมดที่ขาดการเข้าใจอันบริสุทธิ์ในพระวจนะของพระเจ้าคือมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา พวกมันเป็นการเข้าใจที่เบี่ยงเบนและเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด ทักษะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเหล่าบุคคลสำคัญทางศาสนาก็คือ การเอาพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นที่เข้าใจในอดีตมาใช้และการวัดพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้กับพระวจนะเหล่านั้นในอดีต หากว่าในขณะที่กำลังรับใช้พระเจ้าแห่งวันนี้ เจ้าเกาะติดกับสิ่งต่างๆ ที่ถูกเปิดเผยโดยความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในอดีตแล้วไซร้ การปรนนิบัติของเจ้าก็จะก่อให้เกิดการหยุดชะงัก และการปฏิบัติของเจ้าก็จะล้าสมัยไม่เป็นอะไรมากไปกว่าพิธีการทางศาสนา หากเจ้าเชื่อว่าคนเหล่านั้นที่รับใช้พระเจ้าต้องดูภายนอกแล้วเป็นคนถ่อมใจ และอดทน ท่ามกลางคุณสมบัติอื่นๆ และหากเจ้านำความรู้ประเภทนี้ไปปฏิบัติวันนี้แล้วไซร้ ความรู้เช่นนั้นก็เป็นมโนคติที่หลงผิดทางศาสนา การปฏิบัติเช่นนั้นก็กลายเป็นการแสดงที่หน้าซื่อใจคดไปเสียแล้ว วลีที่ว่า“มโนคติที่หลงผิดทางศาสนา”หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่หมดสมัยและเลิกใช้ไปแล้ว (ซึ่งรวมถึงการเข้าใจวจนะต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงกล่าวไว้ก่อนหน้านี้และความสว่างที่ถูกเปิดเผยโดยตรงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์) และหากพวกมันถูกนำมาปฏิบัติวันนี้แล้วไซร้ พวกมันย่อมทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงักและไม่นำประโยชน์อันใดมาสู่มนุษย์เลย หากผู้คนไม่สามารถที่จะชะล้างสิ่งเหล่านั้นจากตัวพวกเขาเองที่เป็นของมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาแล้วไซร้ สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นสิ่งขัดขวางใหญ่หลวงต่อการปรนนิบัติของพวกเขาที่มีต่อพระเจ้า ผู้คนที่มีมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาไม่มีทางตามทันย่างก้าวแห่งพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาล้าหลังไปหนึ่งก้าว แล้วจากนั้นก็สองก้าว นี่เป็นเพราะว่ามโนคติที่หลงผิดทางศาสนาเหล่านี้ทำให้มนุษย์กลายเป็นคนที่ถือตัวว่าชอบธรรมและโอหังอย่างเกินปกติธรรมดา พระเจ้าไม่ทรงรู้สึกอาลัยอาวรณ์สำหรับสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้และได้ทรงทำไปในอดีต หากบางสิ่งบางอย่างคร่ำครึ พระองค์ย่อมทรงกำจัดมันทิ้งไปเสีย เจ้าไม่สามารถปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ของเจ้าได้อย่างแท้จริงกระนั้นหรือ? หากเจ้าเกาะติดอยู่กับพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ในอดีต นี่พิสูจน์ว่าเจ้ารู้จักพระราชกิจของพระเจ้ากระนั้นหรือ? หากวันนี้เจ้าไม่สามารถที่จะยอมรับความสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และกลับเกาะติดอยู่กับความสว่างของอดีตแทน นี่สามารถพิสูจน์ได้ไหมว่าเจ้าติดตามย่างพระบาทของพระเจ้า? เจ้ายังคงสามารถที่จะปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนาได้กระนั้นหรือ? หากเป็นกรณีเช่นนั้นแล้วไซร้ เจ้าย่อมจะกลายเป็นใครบางคนที่ต่อต้านพระเจ้า

หากผู้คนสามารถปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนาได้ พวกเขาจะไม่ใช้ความรู้สึกนึกคิดของตนมาประเมินพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าวันนี้ และกลับจะเชื่อฟังโดยตรงแทน แม้ว่าพระราชกิจของพระเจ้าวันนี้สำแดงชัดว่าไม่เหมือนกับพระราชกิจของอดีต เจ้าก็ยังไม่สามารถที่จะปล่อยวางทรรศนะต่างๆ ของอดีตและเชื่อฟังพระราชกิจของพระเจ้าวันนี้โดยตรงได้ หากเจ้าสามารถที่จะเข้าใจว่า เจ้าต้องให้ความสำคัญโดดเด่นต่อพระราชกิจของพระเจ้าวันนี้ ไม่ว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจอย่างไรในอดีต เช่นนั้นแล้ว เจ้าจึงจะเป็นใครบางคนผู้ซึ่งได้ปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของตนไปแล้ว ผู้ซึ่งเชื่อฟังพระเจ้า และผู้ซึ่งสามารถเชื่อฟังพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าและติดตามย่างพระบาทของพระองค์ได้ ในการนี้ เจ้าจะเป็นใครบางคนที่เชื่อฟังพระเจ้าอย่างแท้จริง เจ้าไม่วิเคราะห์หรือพินิจพิเคราะห์พระราชกิจของพระเจ้า นั่นคือ ราวกับว่าพระเจ้าได้ทรงลืมพระราชกิจก่อนหน้านี้ของพระองค์ไปแล้วนั่นเอง และเจ้าเองก็ได้ลืมมันไปแล้วเช่นกัน ปัจจุบันคือปัจจุบัน และอดีตคืออดีต และเนื่องจากวันนี้พระเจ้าได้ทรงเก็บแยกสิ่งที่พระองค์เคยทำในอดีตไว้ต่างหากแล้ว เจ้าก็ไม่ควรจมปลักอยู่กับมัน มีเพียงบุคคลเช่นนี้เท่านั้นเป็นผู้ที่เชื่อฟังพระเจ้าอย่างครบบริบูรณ์และปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนาของตนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

เพราะมีพัฒนาการใหม่ๆ อยู่เสมอในพระราชกิจของพระเจ้า มีพระราชกิจที่กลายเป็นล้าสมัยและเก่าในขณะที่พระราชกิจใหม่เกิดขึ้น พระราชกิจต่างชนิดเหล่านี้ เก่าและใหม่ก็ไม่ขัดแย้งกัน แต่เติมเต็มกัน แต่ละขั้นตอนเป็นส่วนต่อจากขั้นตอนล่าสุด เพราะมีพระราชกิจใหม่ สิ่งเก่าๆ จึงต้องถูกกำจัดทิ้งไปอย่างแน่นอน ยกตัวอย่างเช่น การปฏิบัติบางอย่างที่กำหนดให้มีมาช้านานและคำกล่าวทั้งหลายที่ติดเป็นนิสัยของมนุษย์ ควบคู่ไปกับประสบการณ์และการสอนทั้งหลายในหลายปีของมนุษย์ได้ก่อให้เกิดลักษณะทั้งหมด และก่อให้เกิดมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ในจิตใจของมนุษย์ ที่พระเจ้ายังมิได้ทรงเปิดเผยพระพักตร์ที่แท้จริงและพระอุปนิสัยประจำตัวของพระองค์ต่อมนุษย์อย่างเต็มที่ พร้อมกับตลอดหลายปีที่ทฤษฎีดั้งเดิมต่างๆ จากสมัยโบราณแพร่กระจายไป ยังไม่เป็นการเอื้ออำนวยมากขึ้นต่อการก่อเกิดมโนคติที่หลงผิดเช่นนั้นของมนุษย์ มันอาจกล่าวได้ว่า ตลอดครรลองแห่งความเชื่อของมนุษย์ในพระเจ้า อิทธิพลของมโนคติที่หลงผิดต่างๆ อันหลากหลายได้นำไปสู่การก่อรูปและวิวัฒนาการต่อเนื่องของความเข้าใจตามมโนคติที่หลงผิดทุกรูปแบบเกี่ยวกับพระเจ้าในผู้คน ซึ่งได้เป็นสาเหตุให้ผู้คนทางศาสนาจำนวนมากที่รับใช้พระเจ้ากลายเป็นศัตรูของพระองค์ไปเสียแล้ว ดังนั้นยิ่งมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนาของผู้คนรุนแรงมากขึ้นเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งต่อต้านพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และพวกเขาก็ยิ่งเป็นศัตรูของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น พระราชกิจของพระเจ้านั้นใหม่เสมอและไม่เคยเก่าเลย มันไม่เคยก่อรูปเป็นคำสอน แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับกำลังเปลี่ยนแปลงและถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องในขอบเขตที่ไม่มากก็น้อย การทรงพระราชกิจในหนทางนี้เป็นการแสดงออกถึงพระอุปนิสัยประจำตัวของพระเจ้าเอง มันยังเป็นหลักการประจำตัวแห่งพระราชกิจของพระเจ้าด้วย และเป็นหนึ่งในวิถีทางต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสำเร็จลุล่วงการบริหารจัดการของพระองค์ หากพระเจ้ามิได้ทรงกระทำพระราชกิจในหนทางนี้ มนุษย์ก็คงจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าได้ และซาตานก็คงจะไม่มีอันปราชัยลงไป ดังนั้นในพระราชกิจของพระองค์ จึงมีความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดูเหมือนเอาแน่นอนไม่ได้ แต่อันที่จริงแล้วเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ อย่างไรก็ตาม วิธีที่มนุษย์เชื่อในพระเจ้าก็แตกต่างกันพอสมควรเลยทีเดียว เขาเกาะติดอยู่กับคำสอนและระบบต่างๆ ที่เก่าแก่และคุ้นเคย และยิ่งพวกมันเก่าแก่มากเท่าไร พวกมันก็ยิ่งโอชะสำหรับเขามากเท่านั้น ความรู้สึกนึกคิดที่โง่เขลาของมนุษย์ ความรู้สึกนึกคิดที่แข็งราวกับหินนั้น จะสามารถยอมรับพระราชกิจและพระวจนะใหม่ๆ ซึ่งแทบมิอาจหยั่งถึงได้เลยของพระเจ้าได้อย่างไร? มนุษย์ชิงชังพระเจ้าผู้ทรงใหม่อยู่เสมอและไม่เคยเก่าเลย เขาชอบแต่เพียงพระเจ้าองค์ที่เก่าผู้ทรงพระทณฑ์ยาว พระเกศาขาว และติดอยู่กับที่ ดังนั้น ด้วยความที่พระเจ้าและมนุษย์ต่างก็มีสิ่งที่ตนเองชอบ มนุษย์จึงได้กลายเป็นศัตรูของพระเจ้า ความขัดแย้งเหล่านี้ยังคงมีอยู่มากมายกระทั่งในทุกวันนี้ ในเวลาที่พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจใหม่มาโดยตลอดเกือบหกพันปีแล้ว เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจึงเกินเยียวยา บางทีมันคงจะเป็นเพราะความดื้อรั้นของมนุษย์ หรือความมิอาจฝ่าฝืนได้แห่งประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าโดยมนุษย์คนใดก็ตาม—แต่นักบวชและสตรีเหล่านั้นเกาะติดนิ่งอยู่กับหนังสือและหนังสือพิมพ์เก่าคร่ำขึ้นรา ขณะที่พระเจ้าทรงไปต่อกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการที่ยังไม่เสร็จสิ้นของพระองค์ราวกับว่าพระองค์ไม่ทรงมีผู้ใดอยู่เคียงข้างพระองค์เลย แม้ว่าความขัดแย้งเหล่านี้สร้างความเป็นศัตรูระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และถึงขั้นหาข้อยุติไม่ได้ พระเจ้าก็หาได้ทรงใส่พระทัยพวกมันไม่ ราวกับว่าพวกมันอยู่ตรงนั้นและไม่ได้อยู่ตรงนั้นในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังคงเกาะติดกับความเชื่อและมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของตน และไม่เคยปล่อยวางพวกมันเลย ถึงกระนั้นสิ่งหนึ่งก็ปรากฏชัดในตัวมันเองก็คือ แม้ว่ามนุษย์ไม่เบี่ยงเบนไปจากจุดยืนของตน แต่พระบาทของพระเจ้าก็กำลังเคลื่อนไหวอยู่เสมอและพระองค์กำลังเปลี่ยนแปลงจุดยืนของพระองค์อยู่เสมอตามสภาพแวดล้อม ในท้ายที่สุด มนุษย์คือผู้ที่จะปราชัยโดยปราศจากการต่อสู้ ขณะเดียวกัน พระเจ้าทรงเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปัจจามิตรที่พ่ายแพ้ทั้งหมดของพระองค์ ทั้งยังทรงเป็นผู้ชนะเลิศของมวลมนุษย์ด้วยเช่นกัน ที่พ่ายแพ้และที่มิได้พ่ายแพ้ก็เหมือนกัน ใครเล่าจะสามารถแข่งขันกับพระเจ้าและมีชัยชนะได้? มโนคติที่หลงผิดต่างๆ ของมนุษย์ดูเหมือนมาจากพระเจ้าก็เพราะว่ามโนคติที่หลงผิดเหล่านั้นหลายเรื่องได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นผลตามหลังพระราชกิจของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็ไม่ทรงยกโทษให้มนุษย์เพราะเรื่องนี้ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ก็ไม่ทรงเทคำสรรเสริญให้กับมนุษย์สำหรับการผลิตผลงานต่างๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า “เพื่อพระเจ้า”ภายหลังจากพระราชกิจของพระองค์ที่อยู่นอกเหนือจากพระราชกิจของพระองค์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระองค์ทรงรู้สึกขยะแขยงอย่างที่สุดกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์และความเชื่อต่างๆ ที่เก่าแก่ เคร่งครัดศรัทธา และไม่ทรงมีแม้กระทั่งความสนพระทัยที่จะรับรู้วันที่ซึ่งมโนคติที่หลงผิดเหล่านี้ได้อุบัติขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ พระองค์ไม่ทรงยอมรับเลยว่ามโนคติที่หลงผิดเหล่านี้ถูกก่อให้เกิดโดยพระราชกิจของพระองค์ เนื่องจากมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของมนุษย์ถูกแพร่กระจายไปโดยมนุษย์ แหล่งที่มาของพวกมันคือความคิดต่างๆ และจิตใจของมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นซาตาน เจตนารมณ์ของพระเจ้าที่มีเสมอมาก็เพื่อที่จะให้พระราชกิจของพระองค์ใหม่และมีชีวิต ไม่ใช่เก่าและตายไปแล้ว และสิ่งที่พระองค์ทรงให้มนุษย์ยึดมั่นไว้นั้นก็แตกต่างกันไปตามยุคและช่วงเวลา และมิใช่คงอยู่เป็นนิตย์และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นี่เป็นเพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งผู้ทรงทำให้มนุษย์มีชีวิตและเป็นคนใหม่ แทนที่จะเป็นมารผู้ทำให้มนุษย์ตายและเป็นคนเก่า เจ้าทั้งหลายยังไม่เข้าใจเรื่องนี้อยู่อีกหรือ? เจ้ามีมโนคติที่หลงผิดต่างๆ เกี่ยวกับพระเจ้าและไม่สามารถที่จะปล่อยวางพวกมันได้เพราะว่าเจ้ามีจิตใจที่ปิดกั้น ไม่ใช่เพราะมีสำนึกน้อยเกินไปภายในพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ใช่เพราะว่าพระราชกิจของพระเจ้าผิดแผกไปจากความปรารถนาต่างๆ ของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น มันไม่ใช่เพราะว่าพระเจ้าทรงหละหลวมอยู่เสมอในหน้าที่ต่างๆ ของพระองค์ เจ้าไม่สามารถปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของเจ้าได้เพราะเจ้าหย่อนยานเกินไปในความเชื่อฟัง และเพราะเจ้าไม่มีสภาพเสมือนของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างเลยสักนิด นั่นก็คือ มันไม่ใช่เพราะพระเจ้ากำลังทำให้สิ่งต่างๆ ลำบากยากเย็นสำหรับเจ้า เจ้าได้ก่อให้เกิดทั้งหมดนี้ขึ้นและมันไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเลย นั่นก็คือ ความทุกข์และเคราะห์ร้ายทั้งมวลถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ พระดำต่างๆ ของพระเจ้าดีงามเสมอ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะเป็นเหตุให้เจ้าผลิตมโนคติที่หลงผิดต่างๆ แต่ทรงปรารถนาให้เจ้าเปลี่ยนแปลงและได้รับการเริ่มใหม่เมื่อยุคต่างๆ เคลื่อนผ่านไป ทว่าเจ้าไม่รู้ว่าสิ่งใดดีสำหรับเจ้า และพินิจพิเคราะห์หรือไม่ก็วิเคราะห์อยู่เสมอ มิใช่ว่าพระเจ้ากำลังทำสิ่งต่างๆ ให้ลำบากยากเย็นสำหรับเจ้า แต่เป็นที่ว่าเจ้าไม่มีความเคารพต่อพระเจ้าเลย และความไม่เชื่อฟังของเจ้านั้นใหญ่หลวงเกินไป สิ่งมีชีวิตทรงสร้างขนาดเล็กจิ๋ว ซึ่งกล้าที่จะเอาบางส่วนที่ไม่สลักสำคัญของมันที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้ไปก่อนหน้านี้มาใช้ แล้วก็หันกลับมาและใช้มันเพื่อโจมตีพระเจ้า—นี่มิใช่ความไม่เชื่อฟังของมนุษย์หรอกหรือ? มันยุติธรรมที่จะกล่าวว่า มนุษย์ทั้งหลายไม่มีคุณสมบัติอย่างสิ้นเชิงที่จะแสดงทรรศนะต่างๆ ของตนออกมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพวกเขายังคงมีคุณสมบัติน้อยลงที่จะโอ้อวดภาษาที่สวยหรูแต่เน่าเหม็นไร้ค่าของพวกเขาไปทั่วตามที่พวกเขาปรารถนา—โดยไม่กล่าวถึงมโนคติที่หลงผิดขึ้นราเหล่านั้นเลย มิใช่ว่าพวกเขายิ่งไร้ค่าขึ้นไปอีกหรอกหรือ?

ใครบางคนที่รับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริงคือใครบางคนที่มีใจตรงกันกับพระทัยของพระเจ้า ผู้ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้า และผู้ที่สามารถปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนาได้ หากเจ้าปรารถนาที่จะให้การกินและการดื่มพระวจนะของพระเจ้าของเจ้ามีประสิทธิผลแล้วไซร้ เจ้าก็ต้องปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนาของเจ้า หากเจ้าปรารถนาที่จะรับใช้พระเจ้าแล้วไซร้ มันยิ่งจำเป็นมากขึ้นเป็นอันดับแรกที่จะต้องปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนาและเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าในทุกสิ่งที่เจ้ากระทำก่อนเป็นอันดับแรก นี่เป็นสิ่งที่ใครบางคนซึ่งรับใช้พระเจ้าควรมี หากเจ้าขาดความรู้นี้แล้วไซร้ ทันทีที่เจ้ารับใช้ เจ้าก็จะก่อให้เกิดการหยุดชะงักและความปั่นป่วนต่างๆ และหากเจ้าเกาะติดอยู่กับมโนคติที่หลงผิดทั้งหลายของเจ้าแล้วไซร้ เจ้าก็จะถูกพระเจ้ากระแทกจนล้มคว่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีวันลุกขึ้นมาอีกเลย จงเอาปัจจุบันเป็นตัวอย่าง ถ้อยคำและงานในวันนี้จำนวนมากไปกันไม่ได้กับพระคัมภีร์และกับพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงกระทำไว้ก่อนหน้านี้ และหากเจ้าไม่อยากที่จะเชื่อฟังแล้วไซร้ เจ้าก็อาจล้มลงได้ทุกเมื่อ หากเจ้าประสงค์ที่จะรับใช้ให้สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้วไซร้ เจ้าต้องปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนาและแก้ไขทรรศนะทั้งหลายของเจ้าเองให้ถูกต้องเสียก่อน หลายสิ่งที่จะถูกกล่าวจะเข้ากันไม่ได้กับสิ่งที่เคยถูกกล่าวในอดีต และหากเจ้าขาดเจตจำนงที่จะเชื่อฟังในตอนนี้ เจ้าก็จะไม่สามารถเดินในเส้นทางที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าได้ หากหนึ่งในวิธีการแห่งการกระทำกิจของพระเจ้าได้หยั่งรากอยู่ภายในตัวเจ้าแล้วและเจ้าไม่เคยปล่อยวางมันแล้วไซร้ วิธีการนี้ก็จะกลายเป็นมโนคติที่หลงผิดทางศาสนาของเจ้า หากสิ่งที่พระเจ้าทรงเป็นได้หยั่งรากภายในตัวเจ้าแล้วไซร้ เจ้าก็ย่อมได้รับความจริงเอาไว้แล้ว และหากพระวจนะและความจริงของพระเจ้าสามารถกลายเป็นชีวิตของเจ้าได้ เจ้าก็จะไม่มีมโนคติที่หลงผิดต่างๆ เกี่ยวกับพระเจ้าอีกต่อไป บรรดาผู้ที่ครองความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าจะไม่มีมโนคติที่หลงผิดเลย และย่อมจะไม่ยึดอยู่กับคำสอน

จงถามคำถามเหล่านี้เพื่อให้ตัวเจ้าตื่นตัวอยู่เสมอ:

1. ความรู้ที่อยู่ภายในตัวเจ้าแทรกแซงงานปรนนิบัติของเจ้าต่อพระเจ้าหรือไม่?

2. มีการปฏิบัติต่างๆ ทางศาสนากี่อย่างในชีวิตประจำวันของเจ้า? หากเจ้าเพียงนำเสนอการปรากฏภายนอกของความเคร่งครัดทางศาสนา นี่หมายความว่าชีวิตของเจ้าได้เติบโตขึ้นและเป็นผู้ใหญ่แล้วใช่หรือไม่?

3. เมื่อเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าสามารถที่จะปล่อยวางมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนาของเจ้าได้หรือไม่?

4. เมื่อเจ้าอธิษฐาน เจ้าสามารถที่จะกำจัดทิ้งพิธีการทางศาสนาได้ไหม?

5. เจ้าเป็นใครบางคนที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานโดยพระเจ้าไหม?

6. ความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้ามากขนาดไหนที่บรรจุไปด้วยมโนคติที่หลงผิดต่างๆ ทางศาสนา?

ก่อนหน้า:ในความเชื่อ คนเราต้องพุ่งเป้าไปที่ความเป็นจริง—การมีส่วนในพิธีกรรมทางศาสนาหาใช่ความเชื่อไม่

ถัดไป:ว่าด้วยกิจวัตรของการอธิษฐาน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง