บทที่ 19

ในจินตนาการของผู้คน ดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงสูงส่งมาก และพระองค์ทรงมิอาจหยั่งลึกได้  มันเป็นราวกับว่าพระเจ้าไม่ทรงอาศัยอยู่ท่ามกลางมนุษยชาติ และราวกับว่าพระองค์ทรงดูถูกผู้คนเพราะพระองค์ทรงสูงส่งเหลือเกิน  อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงทลายมโนคติที่หลงผิดของผู้คนและทรงกำจัดพวกมันทั้งหมดทิ้งไป โดยทรงฝังพวกมันไว้ใน “อุโมงค์ฝังศพ” ที่ซึ่งพวกมันกลับกลายเป็นขี้เถ้า  ท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อมโนคติที่หลงผิดของมนุษยชาติคล้ายคลึงกับท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อคนตาย โดยทรงนิยามพวกเขาตามพระทัย  ดูเหมือนว่า “มโนคติที่หลงผิด” ไม่มีปฏิกิริยา เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงพระราชกิจนี้ตั้งแต่การทรงสร้างพิภพเรื่อยมาจนกระทั่งวันนี้ และไม่เคยได้ทรงหยุด  เป็นเพราะเนื้อหนัง พวกมนุษย์จึงถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และเพราะการกระทำของซาตานบนแผ่นดินโลก พวกมนุษย์จึงก่อร่างมโนคติที่หลงผิดทุกลักษณะในครรลองแห่งประสบการณ์ของพวกเขา  สิ่งนี้เรียกว่า “การก่อร่างตามธรรมชาติ”  นี่เป็นพระราชกิจช่วงระยะสุดท้ายของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ดังนั้นวิธีการทรงพระราชกิจของพระองค์จึงได้ไปถึงจุดสูงสุดของมัน และพระองค์ทรงกำลังทำให้การฝึกผู้คนของพระองค์เข้มข้นขึ้น เพื่อให้พวกเขาสามารถได้รับการทำให้มีความครบบริบูรณ์ในพระราชกิจขั้นสุดท้ายของพระองค์ ซึ่งทำให้สมดังน้ำพระทัยของพระเจ้าในท้ายที่สุด  ก่อนหน้านี้ มีเพียงความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ท่ามกลางมนุษยชาติเท่านั้น แต่ไม่มีพระวจนะที่ตรัสโดยพระเจ้าพระองค์เอง  เมื่อพระเจ้าได้ตรัสด้วยพระสุรเสียงของพระองค์เอง ทุกคนก็ประหลาดใจ และพระวจนะของวันนี้ยิ่งน่าฉงนมากขึ้นไปอีก  ความหมายของพระวจนะเหล่านั้นยิ่งลำบากยากเย็นต่อการหยั่งลึกมากขึ้นไปอีก และพวกมนุษย์ก็ดูเหมือนจะงงงวย เนื่องจากพระวจนะของพระองค์ร้อยละห้าสิบมาระหว่างอัญประกาศ  “เมื่อเราพูด ผู้คนฟังเสียงของเราด้วยความสนใจอย่างล้นเหลือ ทว่าเมื่อเราเงียบลง พวกเขาก็เริ่ม ‘วิสาหกิจ’ ของพวกเขาเองอีกครั้ง”  บทตอนนั้นบรรจุคำหนึ่งไว้ในอัญประกาศ  ยิ่งพระเจ้าตรัสด้วยอารมณ์ขันมากขึ้นเท่าใด ดังที่พระองค์ทรงทำตรงนี้ พระวจนะเหล่านั้นก็ยิ่งสามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอ่านพระวจนะเหล่านั้นมากขึ้นเท่านั้น  ผู้คนสามารถยอมรับการถูกจัดการได้เมื่อพวกเขาผ่อนคลาย  อย่างไรก็ตาม โดยหลักแล้วการนี้เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนมากขึ้นหมดกำลังใจหรือผิดหวังเมื่อพวกเขาไม่ได้เข้าใจพระวจนะของพระเจ้า  นี่เป็นยุทธวิธีหนึ่งในการที่พระเจ้าทรงทำสงครามกับซาตาน  ในหนทางนี้เท่านั้นที่ผู้คนจะยังคงสนใจในพระวจนะของพระเจ้า และให้ความสนใจกับพระวจนะเหล่านั้นต่อไปแม้ในเวลาที่พวกเขาไม่สามารถติดตามเรื่องราวของพวกมันได้  อย่างไรก็ตาม มีเสน่ห์ยิ่งใหญ่เช่นกันในพระวจนะทั้งหมดของพระองค์ที่ไม่ถูกล้อมรอบด้วยอัญประกาศ และดังนั้นพวกมันจึงเป็นที่สังเกตเห็นได้มากขึ้นและทำให้ผู้คนรักพระวจนะของพระเจ้ามากยิ่งขึ้นไปอีกและรู้สึกถึงความหวานของพระวจนะของพระองค์ในหัวใจของพวกเขาเอง  เนื่องด้วยพระวจนะของพระเจ้ามาในรูปร่างที่หลากหลายอย่างยิ่ง และมีความเข้มข้นและหลายหลาก และเพราะไม่มีคำนามซ้ำๆ ท่ามกลางพระวจนะมากมายของพระเจ้า ในสำนึกรับรู้ที่สามของพวกเขา ผู้คนจึงเชื่อว่าพระเจ้าทรงใหม่อยู่เสมอและไม่มีวันทรงเก่า  ตัวอย่างเช่น “เราไม่ขอให้ผู้คนเป็นเพียงแค่ ‘ผู้บริโภค’ เรายังขอให้พวกเขาเป็น ‘ผู้ผลิต’ ที่เอาชนะซาตานอีกด้วย”  คำว่า “ผู้บริโภค” และ “ผู้ผลิต” ในประโยคนั้นมีความหมายคล้ายคลึงกับคำบางคำที่ตรัสในครั้งก่อนๆ แต่พระเจ้าไม่ใช่ไม่ทรงยืดหยุ่น กลับกัน พระองค์ทรงทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสดใหม่ของพระองค์ และถนอมความล้ำค่าของความรักของพระเจ้าด้วยประการนั้นเสียมากกว่า  พระอารมณ์ขันในพระวาทะของพระเจ้าบรรจุการพิพากษาของพระองค์และข้อเรียกร้องของพระองค์ต่อมนุษยชาติไว้  เนื่องด้วยพระวจนะของพระเจ้าล้วนมีวัตถุประสงค์ ดังที่พระวจนะเหล่านั้นล้วนมีความหมาย พระอารมณ์ขันของพระองค์จึงไม่เพียงแค่หมายจะทำให้บรรยากาศเบาขึ้นหรือทำให้ผู้คนหัวเราะลั่น อีกทั้งไม่เพียงแค่หมายให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อของพวกเขา  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระอารมณ์ขันของพระเจ้ามีเจตนาที่จะปลดปล่อยพวกมนุษย์ให้เป็นอิสระจากห้าพันปีของความเป็นทาส โดยไม่มีวันเป็นทาสอีก เพื่อให้พวกเขาสามารถยอมรับพระวจนะของพระเจ้าได้ดีขึ้น  วิธีการของพระเจ้าคือใช้น้ำตาลหนึ่งช้อนเพื่อช่วยให้ยาผ่านลงไป พระองค์ไม่ทรงกรอกยาขมล่วงลงคอของผู้คน  มีความขมอยู่ภายในความหวาน และก็มีความหวานอยู่ภายในความขมเช่นกัน

“เมื่อแสงสลัวริบหรี่เริ่มแสดงให้เห็นในทิศตะวันออก ผู้คนทั้งหมดภายในจักรวาลก็ให้ความสนใจกับมันมากขึ้นเล็กน้อย  เมื่อไม่ได้ติดอยู่ในสภาวะหลับใหลอีกต่อไป พวกมนุษย์ก็ออกผจญภัยเพื่อสังเกตการณ์แหล่งกำเนิดแสงตะวันออกนี้  เนื่องด้วยความสามารถอันจำกัดของพวกเขา จึงยังไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นสถานที่ที่แสงกำเนิดขึ้น”  การนี้กำลังเกิดขึ้นทุกหนแห่งในจักรวาล ไม่เพียงแค่ท่ามกลางบรรดาบุตรของพระเจ้าและประชากรของพระองค์เท่านั้น  ผู้คนในแวดวงศาสนาและผู้ไม่เชื่อล้วนมีปฏิกิริยาเช่นนี้  ในชั่วขณะที่ความสว่างของพระเจ้าฉายออกไป หัวใจของพวกเขาทั้งหมดก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และพวกเขาก็เริ่มค้นพบโดยมิได้เฉลียวรู้เลยว่าชีวิตของพวกเขาไร้ความหมาย ว่าชีวิตมนุษย์ไม่มีคุณค่า  พวกมนุษย์ไม่ไล่ตามเสาะหาอนาคต ไม่ให้การคำนึงถึงวันพรุ่งนี้ หรือกังวลเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้ ตรงกันข้าม พวกเขากลับยึดติดแนวคิดที่ว่าพวกเขาควรกินและดื่มมากขึ้นในขณะที่พวกเขายังคง “เยาว์วัย” และที่ว่าทั้งหมดจะคุ้มค่าเมื่อวันสุดท้ายมาถึง  พวกมนุษย์ไม่มีความพึงปรารถนาแต่อย่างใดที่จะปกครองพิภพ  ความกร้าวแกร่งแห่งความรักของมวลมนุษย์ที่มีต่อพิภพได้ถูก “มาร” ขโมยไปจนหมดสิ้น แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่ารากคือสิ่งใด  ทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้คือวิ่งกลับไปกลับมา แจ้งข่าวแก่กันและกัน เนื่องจากวันของพระเจ้ายังไม่มา  สักวันหนึ่ง ทุกคนจะมองเห็นคำตอบของความล้ำลึกที่มิอาจหยั่งลึกได้ทั้งหมด นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงหมายถึงอย่างแน่แท้เมื่อพระองค์ตรัสว่า “พวกมนุษย์ตื่นขึ้นจากการนอนหลับและความฝัน และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาตระหนักว่าวันของเราได้ค่อยๆ เกิดขึ้นกับพวกเขาโดยไม่คาดฝัน”  เมื่อเวลานั้นมาถึง ผู้คนทั้งหมดที่เป็นของพระเจ้าจะเป็นเหมือนใบไม้สีเขียว “รอคอยที่จะเล่นส่วนของพวกเขาเองเพื่อเราขณะที่เราอยู่บนแผ่นดินโลก”  ผู้คนมากมายเหลือเกินท่ามกลางประชากรของพระเจ้าในประเทศจีนยังคงกลับไปเหมือนเก่าหลังจากพระเจ้าดำรัสพระสุรเสียงของพระองค์ และดังนั้นพระเจ้าจึงตรัสว่า “…ถึงกระนั้น เพราะไร้พลังอำนาจที่จะปรับเปลี่ยนข้อเท็จจริง จึงไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากรอคอยให้เราประกาศแจ้งการตัดสินโทษ”  ยังคงจะมีบางคนท่ามกลางพวกเขาที่ต้องถูกกำจัดให้สิ้นไป—ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง  ตรงกันข้าม ผู้คนสามารถประจวบพ้องกับมาตรฐานหลังจากถูกทดสอบ ซึ่งโดยผ่านทางนี้พวกเขาจะได้รับการออก “ใบรับรองคุณภาพ” ให้ มิฉะนั้น พวกเขาก็จะกลายเป็นขยะในกองเศษวัสดุ  พระเจ้าทรงชี้ให้เห็นถึงสภาวะที่แท้จริงของมนุษยชาติอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้คนจึงรู้สึกถึงความล้ำลึกของพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ  “หากพระองค์ไม่ได้ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์จะสามารถรู้จักสภาวะที่แท้จริงของพวกเราดีเหลือเกินได้อย่างไร?”  อย่างไรก็ตาม เพราะความอ่อนแอของผู้คน “ในหัวใจของพวกมนุษย์ เราทั้งไม่สูงส่งและไม่ต่ำต้อย  ในความเห็นของพวกเขา เราจะดำรงอยู่หรือไม่ก็ไม่ได้สร้างความแตกต่าง”  นี่ไม่ใช่สภาวะโดยแน่แท้ของผู้คนทั้งหมดที่เหมาะสมที่สุดกับความเป็นจริงหรอกหรือ?  ในความเห็นของพวกมนุษย์ พระเจ้าทรงดำรงอยู่เมื่อพวกเขาแสวงหาพระองค์ และไม่ทรงดำรงอยู่เมื่อพวกเขาไม่แสวงหาพระองค์  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พระเจ้าทรงดำรงอยู่ในหัวใจของพวกมนุษย์ทันทีที่พวกเขาจำเป็นต้องมีความช่วยเหลือของพระองค์ แต่เมื่อพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีพระองค์อีกต่อไป พระองค์ก็จะไม่ทรงดำรงอยู่อีกต่อไป  นี่คือสิ่งที่อยู่ในหัวใจของผู้คน  ในความเป็นจริง ทุกคนบนแผ่นดินโลกคิดในหนทางนี้ รวมถึง “ผู้ถืออเทวนิยม” ทั้งหมด และ “ความประทับใจ” ของพวกเขาเกี่ยวกับพระเจ้าก็คลุมเครือและขุ่นมัวอีกด้วย

“เพราะฉะนั้น บรรดาภูเขาจึงกลายเป็นอาณาเขตระหว่างประชาชาติบนแผ่นดิน ห้วงน้ำจึงกลายเป็นสิ่งกีดขวางที่ทำให้ผู้คนจากแผ่นดินที่แตกต่างกันอยู่ห่างจากกัน และอากาศจึงกลายเป็นสิ่งซึ่งไหลจากบุคคลสู่บุคคลในพื้นที่ว่างเหนือแผ่นดินโลก”  นี่คือพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำขณะทรงกำลังสร้างพิภพ  การเอ่ยถึงการนี้ตรงนี้น่างุนงงสำหรับผู้คน กล่าวคือ มันจะเป็นไปได้ไหมว่าพระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะสร้างอีกพิภพหนึ่ง?  มันยุติธรรมที่จะพูดว่า ทุกครั้งที่พระเจ้าตรัส พระวจนะของพระองค์บรรจุไว้ด้วยการทรงสร้าง การบริหารจัดการ และความย่อยยับของพิภพ เพียงแต่ว่าบางครั้งพระวจนะเหล่านั้นชัดเจน และบางครั้งก็คลุมเครือ  การบริหารจัดการทั้งหมดของพระเจ้าถูกรวบรวมไว้ในพระวจนะของพระองค์ เพียงแต่ว่าผู้คนไม่สามารถแยกแยะพวกมันได้  พระพรที่พระเจ้าประทานแก่พวกมนุษย์ทำให้ความเชื่อของพวกเขาเติบโตขึ้นร้อยเท่า  จากภายนอกดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงกำลังทำสัญญากับพวกเขา แต่ในแก่นแท้แล้ว มันคือการประเมินวัดแห่งข้อเรียกร้องของพระเจ้าต่อผู้คนในราชอาณาจักรของพระองค์  บรรดาผู้ที่เหมาะสมสำหรับการช่วงใช้จะยังคงอยู่ ขณะที่พวกที่ไม่เหมาะสมจะถูกกลืนลงไปจนสิ้นในหายนะที่ตกลงมาจากฟ้าสวรรค์  “เสียงฟ้าร้องที่ดังก้องไปทั่วท้องฟ้าจะฟาดมนุษย์ให้ล้มลง เหล่าภูเขาสูงจะฝังพวกเขาเมื่อพวกมันโค่นล้ม สัตว์ป่าที่หิวโหยจะกัดกินพวกเขา และมหาสมุทรที่พุ่งพล่านจะท่วมทับศีรษะของพวกเขา  ขณะที่มนุษยชาติมีส่วนร่วมในความขัดแย้งขั้นภาตุฆาต พวกมนุษย์ทั้งหมดจะแสวงหาความย่อยยับของพวกเขาเองในหายนะที่เกิดขึ้นจากท่ามกลางพวกเขา”  นี่คือ “การปฏิบัติเป็นพิเศษ” ที่จะให้แก่พวกที่ไม่ได้มาตรฐานและที่จะไม่ได้รับความรอดในราชอาณาจักรของพระเจ้าในภายหลัง  ยิ่งพระเจ้าตรัสสิ่งต่างๆ เช่น “พวกเจ้าจะฝ่าทะลุกำมือแห่งกองกำลังของความมืดอย่างแน่นอนภายใต้การนำโดยความสว่างของเรา  เจ้าจะไม่สูญเสียความสว่างที่กำลังนำเจ้าท่ามกลางความมืดอย่างแน่นอน” มากขึ้นเท่าใด ผู้คนก็จะยิ่งกลายเป็นตระหนักรู้ความน่าเคารพของพวกเขาเองมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็มีความเชื่อมากขึ้นที่จะแสวงหาชีวิตใหม่  พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้มนุษย์ตามที่พวกเขาทูลขอจากพระองค์  ครั้นพระเจ้าได้ทรงเปิดโปงพวกเขาถึงระดับหนึ่งแล้ว พระองค์ก็ทรงเปลี่ยนแปลงลักษณะการดำรัสของพระองค์ โดยทรงใช้พระกระแสเสียงแห่งพระพรเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด  การทำข้อเรียกร้องต่อมนุษยชาติในหนทางนี้ให้ผลที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น  เพราะผู้คนทั้งหมดเต็มใจที่จะพูดคุยธุรกิจกับคู่ค้าของพวกเขา—พวกเขาล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจ—การนี้นี่เองคือสิ่งที่พระเจ้ากำลังหมายจะตรัสถึงในการตรัสเรื่องนี้  ดังนั้น “ซีนิม” คือสิ่งใด?  ตรงนี้พระเจ้าไม่ทรงอ้างอิงถึงราชอาณาจักรบนแผ่นดินโลก ซึ่งถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม แต่กลับอ้างอิงถึงการชุมนุมของเหล่าทูตสวรรค์ทั้งหมดที่ได้มาจากพระเจ้าเสียมากกว่า  พระวจนะที่ว่า “ตั้งมั่นและไม่สั่นคลอน” แสดงนัยว่าเหล่าทูตสวรรค์จะฝ่าทะลุกองกำลังทั้งหมดของซาตาน จึงจัดตั้งซีนิมไปทั่วทั้งจักรวาลด้วยประการนั้น  ด้วยเหตุนั้น ความหมายที่แท้จริงของซีนิมจึงเป็นการชุมนุมของเหล่าทูตสวรรค์ทั้งหมดบนแผ่นดินโลก และตรงนี้มันอ้างอิงถึงบรรดาผู้ที่อยู่บนแผ่นดินโลก  เพราะฉะนั้น ราชอาณาจักรที่จะดำรงอยู่ในภายหลังบนแผ่นดินโลกจะถูกเรียกว่า “ซีนิม” และไม่ใช่ “ราชอาณาจักร”  ไม่มีความหมายที่แท้จริงสำหรับ “ราชอาณาจักร” บนแผ่นดินโลก ในสาระสำคัญแล้ว มันคือซีนิม  ด้วยเหตุนั้น เฉพาะเมื่อเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับคำจำกัดความของซีนิมเท่านั้นที่คนเราจะสามารถรู้จักความหมายที่แท้จริงของพระวจนะที่ว่า “เจ้าจะแผ่สง่าราศีของเราไปทั่วทั้งจักรวาลอย่างแน่นอน”  การนี้สาธิตแสดงการจัดอันดับของผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินโลกในอนาคต  ผู้คนทั้งหมดในซีนิมจะได้เป็นกษัตริย์ที่ปกครองทุกกลุ่มชนบนแผ่นดินโลกหลังจากพวกเขาได้ทนทุกข์กับการตีสอนแล้ว  ทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโลกจะปฏิบัติการตามปกติเพราะการบริหารจัดการผู้คนของซีนิม  นี่ไม่ใช่สิ่งใดมากไปกว่าภาพร่างคร่าวๆ ของสถานการณ์  พวกมนุษย์ทั้งหมดจะยังคงอยู่ภายในราชอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะถูกทิ้งไว้ในซีนิม  พวกมนุษย์บนแผ่นดินโลกจะสามารถสื่อสารกับเหล่าทูตสวรรค์ได้  เมื่อเป็นเช่นนั้น ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะเชื่อมต่อกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้คนทั้งหมดบนแผ่นดินโลกจะนบนอบและรักพระเจ้าตามอย่างเหล่าทูตสวรรค์ในฟ้าสวรรค์  ณ เวลานั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏต่อผู้คนทั้งหมดบนโลกอย่างเปิดเผย และเปิดโอกาสให้พวกเขามองเห็นพระพักตร์ที่แท้จริงของพระองค์ด้วยตาเปล่าของพวกเขา และพระองค์จะทรงเปิดเผยพระองค์เองต่อพวกเขาทุกเวลา

ก่อนหน้า: บทที่ 18

ถัดไป: บทที่ 20

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

อะไรคือความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า?

ผู้คนเชื่อในพระเจ้ามานาน ถึงกระนั้นพวกเขาส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจว่าคำว่า “พระเจ้า” หมายถึงอะไร และเพียงติดตามด้วยความว้าวุ่นสับสนเท่านั้น...

มนุษย์ผู้ที่ได้จำกัดเขตพระเจ้าไว้ในมโนคติที่หลงผิดของเขาสามารถได้รับวิวรณ์ของพระเจ้าได้อย่างไร?

พระราชกิจของพระเจ้ากำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเสมอ และแม้ว่าเป้าประสงค์ของพระราชกิจของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง...

เส้นทาง… (1)

ในชั่วชีวิตของพวกเขา ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขาจะเผชิญกับความผิดพลาดล้มเหลวแบบใด และพวกเขาจะอยู่ภายใต้กระบวนการถลุงแบบใด  สำหรับบางคน...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้