จริงหรือไม่ที่พระราชกิจและพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าอยู่ในพระคัมภีร์?

วันที่ 01 เดือน 12 ปี 2021

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์พระผู้ช่วยให้รอด ได้ทรงปรากฏและทรงงานในยุคสุดท้าย ทรงแสดงพระวจนะนับล้านๆ คำ ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาเริ่มจากพระนิเวศของพระเจ้า เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดและชำระให้บริสุทธิ์ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ เป็นการรวมพระวจนะ ที่เข้าถึงได้ทางออนไลน์ ซึ่งไม่เพียงสั่นสะเทือนโลกศาสนา แต่รวมถึงโลกทั้งใบด้วย เหล่าคนที่รักความจริงและปรารถนาการทรงปรากฏของพระเจ้า จากทุกประเทศและทุกนิกาย ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และได้เห็นว่าเป็นความจริง เป็นถ้อยดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาเคยได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า และจำได้ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมา และมาอยู่เบื้องพระบัลลังก์ของพระเจ้า ดังที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา” (ยอห์น 10:27) แต่ขณะที่หลายคนในโลกศาสนายอมรับว่า พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นความจริง มีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ เนื่องจากพระวจนะของพระองค์ ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ พวกเขาจึงไม่ยอมรับ พวกเขาเชื่อว่า พระราชกิจและพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าอยู่ในพระคัมภีร์ และจะไม่พบนอกพระคัมภีร์ ถึงพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นความจริง แต่ในเมื่อไม่อยู่ในพระคัมภีร์ จะเป็นพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร? มีบางคนเห็นสมาชิกของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ อ่าน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ แทนที่จะอ่านพระคัมภีร์ ก็กล่าวโทษเรื่องนี้ ว่าการละออกจากพระคัมภีร์ เป็นการทรยศองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นเรื่องนอกรีต นี่ทำให้ผมนึกถึง เหล่าฟาริสีชาวยิว ที่คอยตัดสิน กล่าวโทษ และต่อสู้กับองค์พระเยซูเจ้า เพียงเพราะว่า พระวจนะเกินกว่าพระคัมภีร์ และพระนาม ไม่ใช่พระเมสสิยาห์ พวกเขาถึงกับตรึงกางเขนพระองค์ สุดท้ายก็ถูกพระเจ้าลงโทษและสาปแช่ง พิพากษาชาติอิสราเอล บทเรียนนี้เป็นสิ่งที่ชวนให้คิด! ทุกวันนี้ ผู้นับถือศาสนาจำนวนมากยืนกรานว่า พระราชกิจและพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าอยู่ในพระคัมภีร์ และจะไม่พบนอกพระคัมภีร์ กล่าวโทษพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ยึดติดกับความคิดที่เข้าใจผิดนี้ บางคนถึงกับยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นความจริง แต่ก็ยังไม่พิจารณาต่อ ส่งผลให้พลาดโอกาสต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนเกิดความวิบัติ น่าเศร้าที่พวกเขาตกสู่ความวิบัติ “พระราชกิจและพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าอยู่ในพระคัมภีร์ และจะไม่พบนอกพระคัมภีร์” ความคิดนี้ทำให้คนนับไม่ถ้วน พลาดโอกาสต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นอันตรายเกินจะบรรยาย จริงๆ แล้วความคิดนี้ผิดอย่างไร? เดี๋ยวผมจะแบ่งปันในสิ่งที่ผมรู้

ก่อนจะลงลึกไปถึงเรื่องนั้น เราต้องรู้ให้แน่ชัดว่าพระคัมภีร์มาจากไหน มันประกอบด้วยสองส่วน คือพระคัมภีร์เดิม และพระคัมภีร์ใหม่ ชาวยิวมีความเชื่อในพระยาเวห์ และใช้องค์พระคัมภีร์แห่งพระคัมภีร์เดิม ขณะที่คริสเตียนเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า และใช้พระคัมภีร์ใหม่ ทั้งพระคัมภีร์เดิม และพระคัมภีร์ใหม่ ล้วนถูกมนุษย์รวบรวมขึ้นหลังจากพระเจ้าทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจหลายร้อยปี พระคัมภีร์ไม่ได้ตกมาจากสวรรค์ และแน่นอน พระเจ้าไม่ได้ทรงเขียนด้วยองค์เอง และมอบมันให้แก่เรา มันถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน ด้วยความร่วมมือในหมู่ผู้นำศาสนาในเวลานั้น แน่นอนว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ความรู้แจ้งและนำทางพวกเขา อย่างไม่ต้องสงสัย ในเมื่อมนุษย์ได้ทำการรวบรวมพระคัมภีร์ ก็ไม่มีทางที่พระคัมภีร์เดิมจะมีการรวมเนื้อหาของพระคัมภีร์ใหม่ และไม่มีทางที่พระคัมภีร์ใหม่จะรวมพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าไว้ นั่นเป็นเพราะผู้คนไม่มีทางเห็นอนาคตล่วงหน้า บทตอนและหนังสือทั้งหลาย ที่นำมาทำเป็นพระคัมภีร์ถูกคัดเลือกมา งานเขียนของผู้เผยพระวจนะหรืออัครทูต มีบางส่วนที่ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ บางส่วนถูกละเว้นหรือนำออกไป แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เมื่อมนุษย์เป็นคนรวบรวม ก็เป็นเรื่องปกติที่มีการคัดเลือก นำออก และละเว้น จุดที่ผู้คนจะเข้าใจผิด คือการยืนกรานว่า พระราชกิจและพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าอยู่ในพระคัมภีร์ ราวกับว่าทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่พระเจ้าตรัส และทรงทำในยุคนั้น นี่คือปัญหาประเภทไหนกัน? หนังสือบางเล่มของเหล่าผู้เผยพระวจนะ ไม่ได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เดิม และสองเล่มที่เรารู้ เช่นของเอโนคและเอซรา ต่างก็ไม่อยู่ในพระคัมภีร์ และเราแน่ใจได้ว่าต้องมีหนังสือของอัครทูตคนอื่นๆ อีก ที่ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ใหม่ ยังไม่นับว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงประกาศมากว่าสามปี และคงตรัสไปมากมาย แต่ที่อยู่ในพระคัมภีร์ มีน้อยนิดเหลือเกิน ดังเช่นที่อัครทูตยอห์นกล่าวว่า “พระเยซูยังทรงทำสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าจะเขียนให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคิดว่าแม้ที่ทั้งโลกไม่พอใส่หนังสือที่จะเขียนนั้น” (ยอห์น 21:25) ชัดเจนว่าพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้า ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์นั้นจำกัดมาก! พวกเรารู้โดยไม่ต้องสงสัยว่า ทั้งพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ ไม่ได้บันทึกพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าเอาไว้อย่างสมบรูณ์ ในยุคนั้น นี่เป็นความจริงที่ทุกคนยอมรับ มีคนมากมายในโลกศาสนา ที่ไม่เข้าใจพระคัมภีร์ หรือมันถูกรวมเข้าด้วยกันอย่างไร พวกเขาเชื่อว่า พระราชกิจและพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าอยู่ในพระคัมภีร์ แล้วก็ไม่ยอมรับและกล่าวโทษทุกสิ่ง ที่อยู่นอกพระคัมภีร์ เรื่องนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หรือไม่ การยืนยันเช่นนั้นคือการตัดสินพระราชกิจใช่หรือไม่? คือการต้านทานพระเจ้าใช่หรือไม่? พระคัมภีร์ถูกรวบรวมตามข้อเท็จจริงนั้น และมนุษย์เป็นผู้กระทำ แล้วมนุษย์จะใส่พระราชกิจขั้นต่อไป ไว้ในพระคัมภีร์ล่วงหน้าได้อย่างไร มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะคนเราไม่มีอำนาจหยั่งรู้ เหล่าผู้ที่รวบรวมพระคัมภีร์เดิม ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับองค์พระเยซูเจ้า และไม่ได้ประสบกับพระราชกิจพระองค์ พวกเขาจะใส่พระราชกิจกับพระวจนะ และหนังสือของอัครทูต ไว้ในพระคัมภีร์เดิมล่วงหน้าได้อย่างไร? แล้วก็ไม่มีทางด้วย ที่เหล่าผู้ที่รวบรวมพระคัมภีร์ใหม่ จะใส่พระราชกิจและพระวจนะ สำหรับยุคสุดท้าย ไว้ในองค์พระคัมภีร์ล่วงหน้าสองพันปี ทุกวันนี้ทั้งโลกศาสนาได้เป็นพยานแก่ พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ บางคนได้วิเคราะห์ และยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ล้วนเป็นความจริง และมีสิทธิอำนาจ แต่เพราะในพระคัมภีร์ไม่มีพระวจนะ และพระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และไม่สามารถหาพบได้ในพระคัมภีร์ พวกเขาจึงไม่ยอมรับว่าพระองค์คือพระเจ้าพระองค์เอง ความผิดพลาดของพวกเขา ก็เหมือนกับพวกฟาริสี ตอนที่ต้านทานและกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้าไม่ใช่หรือ? พวกฟาริสีคิดว่า ในเมื่อพระนามขององค์พระเยซูเจ้าไม่ใช่เมสสิยาห์ พระราชกิจและพระวจนะก็ไม่ตรงกับองค์พระคัมภีร์ของพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ยอมรับว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ ทุกวันนี้ผู้คนเห็นว่าพระคัมภีร์ไม่มีเผยพระวจนะถึงพระนามของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และพระวจนะของพระองค์ก็ไม่อยู่ในนั้นด้วย พวกเขาจึงกล่าวโทษพระราชกิจของพระองค์ พวกเขาทำบาปด้วยการตรึงกางเขนพระเจ้าอีกครั้ง ความจริงแล้ว แม้พระคัมภีร์ไม่มีพระราชกิจ และพระวจนะแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า แต่ก็มีคำเผยพระวจนะ เกี่ยวกับพระนามใหม่ในยุคสุดท้ายของพระองค์ เช่นบทนี้ในอิสยาห์ที่ว่า “บรรดาประชาชาติจะเห็นความชอบธรรมของท่าน และพระราชาทั้งหลายเห็นศักดิ์ศรีของท่าน และเขาจะเรียกท่านด้วยชื่อใหม่ ซึ่งพระโอษฐ์ของพระยาห์เวห์จะประทาน” (อิสยาห์ 62:2) และจะเห็นได้ในคำวิวรณ์ที่ว่า “คนที่ชนะ เราจะตั้งให้เขาเป็นเสาหลักอยู่ในพระวิหารของพระเจ้าของเรา และเขาจะไม่ออกไปจากพระวิหารอีกเลย และบนตัวเขา เราจะจารึกพระนามพระเจ้าของเรา และชื่อเมืองของพระเจ้าของเรา คือนครเยรูซาเล็มใหม่ที่ลงมาจากสวรรค์จากพระเจ้าของเรา และเราจะจารึกนามใหม่ของเราด้วย” (วิวรณ์ 3:12) “เราเป็นอัลฟาและโอเมกา ปฐมและอวสาน ผู้เป็นอยู่ ผู้เคยเป็นอยู่ และผู้ที่จะมา ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด” (วิวรณ์ 1:8) “ฮาเลลูยา เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงครอบครองอยู่” (วิวรณ์ 19:6) พระคัมภีร์ยังมีคำเผยพระวจนะด้วย พระเจ้าจะตรัสมากขึ้น และทรงพระราชกิจมากขึ้นในยุคสุดท้าย เช่นที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:12-13) และยังมีคำเตือนที่ปรากฏอยู่ในคำวิวรณ์ถึงเจ็ดครั้งว่า “ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความที่พระวิญญาณตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย” (วิวรณ์ บทที่ 2, 3) คำวิวรณ์ยังมีคำเผยพระวจนะว่า พระเจ้าจะทรงเปิดม้วนหนังสือปิดผนึกในยุคสุดท้าย เห็นชัดว่า มีคำเผยพระวจนะว่า พระเจ้าจะตรัสกับคริสตจักรในยุคสุดท้าย และทรงนำมนุษย์ไปสู่ความจริงทั้งมวล พระราชกิจและพระวจนะในยุคสุดท้ายจากพระเจ้า จะไปปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ล่วงหน้าได้อย่างไร? นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้! ด้วยคำเผยพระวจนะและความจริงที่ชัดเจนทั้งหมดนี้ ทำไมด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง คนจำนวนมากจึงมืดบอด ตัดสินและยืนกรานว่า พระราชกิจและพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าอยู่ในพระคัมภีร์ และจะไม่พบนอกพระคัมภีร์ล่ะ? เห็นชัดว่าการกล้าจะตัดสินและต้านทานพระเจ้า เมื่อได้ทรงปรากฏและทรงงานอยู่ คนเหล่านี้ไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้า และความจริง พระเจ้าจะทรงกล่าวโทษ และกำจัดพวกเขา และพวกเขาได้ตกสู่ความวิบัติแล้ว นี่ทำให้ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ลุล่วง “คนโง่ตายเพราะขาดสามัญสำนึก” (สุภาษิต 10:21) “ประชากรของเราถูกทำลายเพราะขาดความรู้” (โฮเชยา 4:6)

มาดูพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กัน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “สิ่งทั้งหลายที่ถูกบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์นั้นมีขีดจำกัด สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระราชกิจของพระเจ้าในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันได้ ข่าวประเสริฐสี่เล่มรวมทั้งหมดแล้วมีน้อยกว่าหนึ่งร้อยบท ซึ่งในนั้นเขียนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยจำนวนที่จำกัด เช่น พระเยซูทรงสาปแช่งต้นมะเดื่อ คำปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าสามครั้งของเปโตร พระเยซูทรงปรากฏแก่บรรดาสาวกภายหลังการตรึงกางเขนและการคืนพระชนม์ของพระองค์ การสอนเรื่องการอดอาหาร การสอนเรื่องการอธิษฐาน การสอนเรื่องการหย่า การประสูติและลำดับพงศ์ของพระเยซู การแต่งตั้งบรรดาสาวกของพระเยซู และอื่นๆ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ให้คุณค่าสิ่งเหล่านั้นเสมือนสมบัติล้ำค่า ถึงขั้นเปรียบเทียบพระราชกิจของวันนี้กับสิ่งเหล่านั้น พวกเขาถึงขั้นเชื่อว่าพระราชกิจทั้งหมดที่พระเยซูได้ทรงทำไว้ในพระชนม์ชีพของพระองค์รวมกันเป็นเพียงมากแค่นั้นเท่านั้น ราวกับว่าพระเจ้าทรงสามารถเพียงทำได้มากแค่นี้เท่านั้นและไม่มีสิ่งใดเพิ่มเติม นี่ไม่ใช่ไร้สาระหรอกหรือ?” (“ความล้ำลึกแห่งการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ในที่สุดแล้ว สิ่งใดยิ่งใหญ่กว่ากัน พระเจ้าหรือพระคัมภีร์? เหตุใดพระเจ้าต้องทรงพระราชกิจตามพระคัมภีร์? เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะไม่ทรงมีสิทธิ์ทำเกินกว่าพระคัมภีร์? พระเจ้าไม่สามารถแยกจากพระคัมภีร์และปฏิบัติพระราชกิจอื่นหรือ? เหตุใดพระเยซูและสาวกทั้งหลายของพระองค์จึงไม่รักษาวันสะบาโตต่อไป? หากพระองค์ทรงปฏิบัติตามวันสะบาโตและตามพระบัญญัติของพันธสัญญาเดิม เหตุใดเล่าพระเยซูจึงไม่รักษาวันสะบาโตหลังจากที่พระองค์เสด็จมา แต่ทรงล้างพระบาท เอาผ้าคลุมพระเศียร หักขนมปัง และดื่มเหล้าองุ่นแทน? ทั้งหมดนี้มิใช่ไม่มีอยู่ในพระบัญญัติของพันธสัญญาเดิมหรอกหรือ? หากพระเยซูทรงให้เกียรติพันธสัญญาเดิม เหตุใดพระองค์จึงทรงยุติความเกี่ยวข้องกับหลักคำสอนเหล่านี้? เจ้าควรรู้ว่าอย่างใดสำคัญกว่ากัน พระเจ้าหรือพระคัมภีร์! ในเมื่อทรงเป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต แล้วพระองค์จะไม่สามารถเป็นเจ้าเป็นนายเหนือพระคัมภีร์ด้วยหรอกหรือ?” (“เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ไม่มีใครรู้ความเป็นจริงของพระคัมภีร์ ว่าพระคัมภีร์ไม่ได้เป็นสิ่งใดมากไปกว่าบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และพันธสัญญาของพระราชกิจสองช่วงระยะของพระเจ้า และว่าพระคัมภีร์ไม่ได้ให้ความเข้าใจใดๆ เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของพระราชกิจของพระเจ้าแก่เจ้า ทุกคนที่ได้อ่านพระคัมภีร์รู้ว่าพระคัมภีร์บันทึกพระราชกิจสองช่วงระยะของพระเจ้าในช่วงระหว่างยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ พันธสัญญาเดิมบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลและพระราชกิจของพระยาห์เวห์นับตั้งแต่เวลาแห่งการทรงสร้างจนกระทั่งจุดสิ้นสุดของยุคธรรมบัญญัติ พันธสัญญาใหม่บันทึกพระราชกิจของพระเยซูบนแผ่นดินโลก ซึ่งอยู่ในหนังสือหมวดพระกิตติคุณสี่เล่ม ตลอดจนงานของเปาโล—เหล่านี้ไม่ใช่บันทึกประวัติศาสตร์หรือ? การยกสิ่งต่างๆ ในอดีตมากล่าวถึงในวันนี้ทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นประวัติศาสตร์ และไม่สำคัญว่าสิ่งเหล่านั้นอาจเที่ยงแท้หรือเป็นจริงเพียงใดก็ตาม สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นประวัติศาสตร์—และประวัติศาสตร์ไม่สามารถกล่าวถึงปัจจุบันได้ เพราะพระเจ้าไม่ทรงย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์! และดังนั้น หากเจ้าเพียงเข้าใจพระคัมภีร์เท่านั้น แต่ไม่เข้าใจพระราชกิจที่พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะปฏิบัติในวันนี้เลย และหากเจ้าเชื่อในพระเจ้าแต่ไม่แสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่เข้าใจความหมายของการแสวงหาพระเจ้า หากเจ้าอ่านพระคัมภีร์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เพื่อค้นคว้าประวัติศาสตร์การทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกทั้งหมดของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่ได้เชื่อในพระเจ้า แต่วันนี้ เนื่องจากเจ้าเชื่อในพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาชีวิต เนื่องจากเจ้าไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และไม่ไล่ตามเสาะหาไปตามตัวอักษรและคำสอนที่ตายไปแล้วหรือความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เจ้าต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าในวันนี้ และเจ้าต้องมองหาทิศทางของพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ หากเจ้าเป็นนักโบราณคดี เจ้าจะสามารถอ่านพระคัมภีร์ได้—แต่เจ้าไม่ใช่ เจ้าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และเจ้าควรจะแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าของวันนี้อย่างดีที่สุด” (“เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

หากเจ้าปรารถนาที่จะพบเห็นพระราชกิจของยุคธรรมบัญญัติ และดูว่าชาวอิสราเอลติดตามหนทางของพระยาห์เวห์อย่างไร เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องอ่านพันธสัญญาเดิม หากเจ้าปรารถนาที่จะเข้าใจพระราชกิจของยุคพระคุณ เช่นนั้นแล้ว เจ้าก็ต้องอ่านพันธสัญญาใหม่ แต่เจ้าจะพบเห็นพระราชกิจของยุคสุดท้ายได้อย่างไร? เจ้าต้องยอมรับการเป็นผู้นำของพระเจ้าในวันนี้ และเข้าสู่พระราชกิจของวันนี้ เพราะนี่คือพระราชกิจใหม่ และไม่เคยมีผู้ใดได้บันทึกถึงมันในพระคัมภีร์มาก่อน วันนี้ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงคัดเลือกผู้ที่ได้รับการเลือกสรรคนอื่นๆ ในประเทศจีน พระเจ้าทรงพระราชกิจในผู้คนเหล่านี้ พระองค์ทรงดำเนินการต่อจากพระราชกิจของพระองค์บนแผ่นดินโลก และทรงดำเนินการต่อจากพระราชกิจของยุคพระคุณ พระราชกิจในวันนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ไม่เคยเดิน และเป็นหนทางที่ไม่มีใครเคยพบเห็น นี่คือพระราชกิจที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน—นี่คือพระราชกิจล่าสุดของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ดังนั้น พระราชกิจที่ไม่เคยมีการทำมาก่อนจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์ เพราะตอนนี้คือตอนนี้ และยังไม่ได้กลายเป็นอดีต ผู้คนไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า ใหม่กว่าบนแผ่นดินโลก และนอกอิสราเอลแล้ว ไม่รู้ว่าพระราชกิจได้ไปไกลเกินวงเขตของอิสราเอลแล้ว และเกินจากการพยากรณ์ของบรรดาผู้เผยพระวจนะ ไม่รู้ว่านี่คือพระราชกิจที่ใหม่และน่าพิศวงซึ่งอยู่นอกเหนือคำเผยพระวจนะทั้งหลาย และคือพระราชกิจใหม่กว่าที่เลยพ้นอิสราเอล และคือพระราชกิจที่ผู้คนทั้งไม่สามารถรับรู้หรือจินตนาการได้ พระคัมภีร์จะมีบันทึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับพระราชกิจเช่นนั้นได้อย่างไร? ใครจะสามารถบันทึกทุกๆ เสี้ยวส่วนของพระราชกิจของวันนี้ไว้ล่วงหน้าโดยไม่มีการตกหล่นได้? ใครจะสามารถบันทึกพระราชกิจนี้ที่ทรงฤทธิ์กว่า มีสติปัญญากว่า และท้าทายระเบียบแบบแผนในหนังสือเก่าคร่ำคร่าเล่มนั้นได้? พระราชกิจของวันนี้ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ และดังนั้น หากเจ้าปรารถนาที่จะเดินบนเส้นทางใหม่ของวันนี้ เช่นนั้นแล้ว เจ้าต้องแยกจากพระคัมภีร์ เจ้าต้องไปไกลกว่าหนังสือทั้งหลายเกี่ยวกับคำเผยพระวจนะหรือประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์ เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะมีความสามารถที่จะเดินบนเส้นทางใหม่ได้อย่างเหมาะสม และเมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะมีความสามารถที่จะเข้าสู่อาณาจักรใหม่และพระราชกิจใหม่…เหตุใดจึงศึกษาหนทางที่ต่ำและล้าสมัยนั้น ในเมื่อมีหนทางที่สูงกว่า? เหตุใดจึงใช้ชีวิตท่ามกลางบันทึกประวัติศาสตร์เก่าๆ ในเมื่อมีถ้อยดำรัสต่างๆ ที่ใหม่กว่า และพระราชกิจที่ใหม่กว่า? ถ้อยดำรัสใหม่สามารถจัดเตรียมให้เจ้าได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านี่คือพระราชกิจใหม่ บันทึกเก่าๆ ไม่สามารถทำให้เจ้าอิ่มอกอิ่มใจ หรือตอบสนองความจำเป็นในปัจจุบันของเจ้าได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นคือประวัติศาสตร์ และไม่ใช่พระราชกิจของที่นี่และตอนนี้ หนทางที่สูงที่สุดคือพระราชกิจที่ใหม่ที่สุด และด้วยพระราชกิจใหม่นี้ ไม่ว่าหนทางของอดีตจะสูงเพียงใดก็ตาม หนทางนั้นก็ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ของภาพสะท้อนของผู้คน และไม่ว่าหนทางนั้นจะมีคุณค่าในฐานะแหล่งอ้างอิงอย่างไรก็ตาม หนทางนั้นก็ยังคงเป็นหนทางเก่า ถึงแม้ว่าจะได้รับการบันทึกใน ‘หนังสือศักดิ์สิทธิ์’ ก็ตาม หนทางเก่าก็คือประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีบันทึกถึงหนทางนี้ใน ‘หนังสือศักดิ์สิทธิ์’ ก็ตาม หนทางใหม่ก็คือหนทางของที่นี่และตอนนี้ หนทางนี้สามารถช่วยเจ้าให้รอดได้ และหนทางนี้สามารถเปลี่ยนแปลงเจ้าได้ เพราะนี่คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์” (“เกี่ยวกับพระคัมภีร์ (1)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ข้อเท็จจริงที่เราปรารถนาที่จะอธิบายตรงนี้ก็คือ สิ่งใดที่พระเจ้าทรงเป็นและทรงมีนั้น ไม่มีวันหมดและไม่มีที่สิ้นสุดชั่วนิรันดร์ พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตและทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างใดจะสามารถหยั่งลึกถึงพระองค์ได้ สุดท้ายนี้ เราต้องเตือนความจำทุกคนต่อไปว่า จงอย่าจำกัดเขตพระเจ้าไว้ในหนังสือ ในพระวจนะ หรือในถ้อยดำรัสในอดีตของพระองค์อีกเลย มีเพียงคำเดียวเท่านั้นที่จะบรรยายคุณลักษณะเฉพาะของพระราชกิจของพระเจ้า นั่นคือ ใหม่ พระองค์ไม่ทรงชอบที่จะใช้เส้นทางเก่าๆ หรือทำพระราชกิจของพระองค์ซ้ำ ที่มากกว่านั้น พระองค์ไม่ทรงต้องการให้ผู้คนนมัสการพระองค์โดยจำกัดเขตพระองค์ไว้ภายในวงเขตเฉพาะหนึ่ง นี่คือพระอุปนิสัยของพระเจ้า” (“คำแถลงท้ายเล่ม” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พระวจนะทำให้ทุกอย่างชัดเจนแล้วใช่ไหม? พระคัมภีร์บันทึกพระราชกิจเพียงสองช่วง ในยุคธรรมบัญญัติ และยุคพระคุณเท่านั้น มันคือหนังสือประวัติศาสตร์ ไม่อาจแทนงานและพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าได้ พระเจ้าคือพระผู้สร้าง เป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์ พระองค์ตรัสและทรงพระราชกิจมานับพันปี พระองค์ทรงเป็นแหล่งค้ำจุนอันไม่สิ้นสุดสำหรับมนุษย์ ทรงนำพวกเราไปข้างหน้าอยู่เสมอ พระวจนะของพระองค์คือน้ำพุของน้ำแห่งชีวิต ที่ไหลอยู่เสมอ พระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้า ไม่อาจถูกยับยั้งโดยผู้ใดหรือสิ่งใด แม้แต่พระคัมภีร์ก็ตาม พระองค์ไม่เคยหยุดตรัส และทรงปฏิบัติพระราชกิจใหม่ตาม แผนการบริหารจัดการ และความต้องการของมนุษย์ พระยาห์เวห์พระเจ้าออกธรรมบัญญัติ เพื่อนำชีวิตมนุษย์บนแผ่นดินโลกในยุคธรรมบัญญัติ ตอนที่ไม่มีพระคัมภีร์เลย องค์พระเยซูเจ้าทรงประกาศหนทางแห่งการกลับใจในยุคพระคุณ และทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ ซึ่งอยู่นอกเหนือพระคัมภีร์เดิม ตอนนี้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เสด็จมาในยุคสุดท้าย ทรงงานพิพากษาโดยเริ่มที่พระนิเวศ ทรงเปิดผนึกตราทั้งเจ็ดและม้วนหนังสือ แสดงความจริงทั้งมวลที่ชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ นี่คืองานช่วงระยะใหม่ที่ยกระดับสูงขึ้นกว่าเดิม ดำเนินการบนพื้นฐานแห่งพระราชกิจแห่งการไถ่แห่งยุคพระคุณ เป็นพระราชกิจที่ใหม่และสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่า และไม่มีทางที่จะปรากฏในพระคัมภีร์ล่วงหน้าได้ เรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่า พระราชกิจของพระเจ้าใหม่อยู่เสมอไม่เก่า ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอไม่ซ้ำเดิม พระราชกิจใหม่ของพระองค์ เหนือกว่าสิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์ ให้เส้นทางใหม่แก่มนุษย์ และให้ความจริงที่สูงขึ้น ดังนั้น ความเชื่อของเราไม่อาจยึดตามพระคัมภีร์เพียงอย่างเดียว และพูดไม่ได้อย่างแน่นอนว่า งานและพระวจนะทั้งหมดของพระเจ้าอยู่ในพระคัมภีร์ เราต้องแสวงหาพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และตามรอยพระบาทแห่งพระราชกิจให้ทัน เพื่อรับการค้ำจุนและเลี้ยงดูจากพระวจนะปัจจุบันของพระเจ้า ดังที่คำวิวรณ์กล่าวว่า “เป็นพวกที่ติดตามพระเมษโปดกไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ไหน” (วิวรณ์ 14:4) นี่คือหญิงพรหมจารีมีปัญญา ผู้เข้าร่วมงานเษกสมรสของพระเมษโปดกได้ และได้รับความรอดในยุคสุดท้ายจากพระเจ้า

เป็นเวลาสามสิบปีที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา และพระองค์ได้แสดงพระวจนะออกมานับล้านๆ คำ ถ้อยดำรัสของพระองค์มีมากมาย ไม่ขาดสิ่งใด ซึ่งเปิดเผยความล้ำลึกของพระคัมภีร์ พร้อมกับความล้ำลึกทั้งหมด ของแผนการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า เช่น เป้าประสงค์ของพระองค์ในการบริหารจัดการมนุษย์ การที่ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทราม การที่พระเจ้าช่วยมนุษย์ให้รอดทีละขั้นตอน จากกำลังบังคับของซาตาน การที่พระเจ้าชำระมนุษย์ ทำให้มนุษย์บริสุทธิ์ ด้วยบททดสอบและการถลุง นัยสำคัญของพระราชกิจแห่งการพิพากษา ความล้ำลึกของการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ และพระนามของพระองค์ เรื่องราวแท้จริงของพระคัมภีร์ ผลลัพธ์ของผู้คนทุกประเภท บั้นปลายสุดท้ายของมนุษย์ และการที่ราชอาณาจักรของพระคริสต์ได้เกิดขึ้นจริงบนโลกนี้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ยังทรงตัดสินและเปิดโปง ความจริงแห่งความเสื่อมทรามของมนุษย์ และธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่ต่อต้านพระเจ้า ทรงแสดงให้เห็นถึงเส้นทางหนีจากบาป การช่วยให้รอดอย่างสมบูรณ์โดยพระเจ้า เช่น วิธีกลับใจอย่างแท้จริง วิธีละทิ้งเนื้อหนัง ปฏิบัติความจริง การเป็นคนซื่อสัตย์ วิธีทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า จะยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่วอย่างไร วิธีได้รับความรู้ของพระเจ้า นบนอบต่อพระเจ้า รักพระเจ้า และอีกมาก พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มีมากมายและสูงส่งกว่าพระวจนะของพระเจ้า ในยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณ และทั้งหมดเป็นความจริง ที่เราต้องครอบครองเพื่อบรรลุความรอดของพระเจ้า ซึ่งเป็นการเปิดหูเปิดตาและเติมเต็มอย่างเหลือเชื่อ และให้เส้นทางการปฏิบัติในทุกสิ่งแก่เรา ในพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เราพบ ทุกคำตอบและการแก้ปัญหา สำหรับการดิ้นรนต่อสู้และคำถามทั้งหมดในความเชื่อของเรา พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์ จากพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ คือพระคัมภีร์แห่งยุคราชอาณาจักร เป็นหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์ ที่พระเจ้าประทานแก่มนุษย์ในยุคสุดท้าย ด้วยการกิน ดื่ม ปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ถูกพิพากษาและตีสอนด้วยพระวจนะ และเข้าใจความจริง ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร จะได้รับความเข้าใจที่แท้ของพระเจ้า อุปนิสัยอันเสื่อมทรามถูกชำระให้บริสุทธิ์ และเปลี่ยนแปลงไปในระดับต่างๆ สุดท้ายพวกเขาก็หนีจากพันธนาการแห่งบาป และเป็นคำพยานแห่งการเอาชนะซาตาน พวกเขาคือผู้ชนะที่พระเจ้าทรงทำให้ครบบริบูรณ์ก่อนเกิดความวิบัติ พระนาม พระราชกิจ และพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ อาจไม่ถูกบันทึกในพระคัมภีร์ แต่ผลลัพธ์อันแท้จริงที่ได้รับจากพระวจนะและพระราชกิจ ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ล้วนสำเร็จดังคำเผยพระวจนะของพระคัมภีร์ทั้งหมด ขณะนี้มีวิดีโอและภาพยนตร์เรื่องคำพยาน ของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรอยู่ทางออนไลน์ เป็นพยานแก่โลก ถึงพระราชกิจและการทรงปรากฏของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เปรียบดังแสงอันยิ่งใหญ่ ส่องสว่างจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ให้ความกระจ่างไปทั้งโลก ผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ จากทั่วทุกมุมโลก ที่รักความจริงกำลังพิจารณาถึงหนทางที่แท้จริง และหันไปหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ นี่คือคลื่นลูกใหญ่ที่กวาดล้างโลก ไม่มีแรงบังคับใดจะหยุดได้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “สักวันหนึ่ง เมื่อทั้งจักรวาลกลับคืนสู่พระเจ้า ศูนย์กลางของพระราชกิจของพระองค์ทั่วทั้งจักรวาลจะปฏิบัติตามถ้อยดำรัสของพระองค์ ไม่ว่าจะ ณ แห่งหนตำบลใด บางคนจะใช้โทรศัพท์ บางคนจะขึ้นเครื่องบิน บางคนจะขึ้นเรือข้ามทะเล และบางคนจะใช้เลเซอร์เพื่อรับถ้อยดำรัสของพระเจ้า ทุกคนจะนิยมบูชาและเปี่ยมด้วยความโหยหา พวกเขาทุกคนจะมาใกล้ชิดกับพระเจ้า และรวมตัวกันเข้าหาพระเจ้า และทุกคนจะนมัสการพระเจ้า และทั้งหมดนี้จะเป็นกิจการของพระเจ้า จงจดจำสิ่งนี้ไว้! พระเจ้าจะไม่เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในที่อื่นใดอย่างแน่นอน พระเจ้าจะทรงสำเร็จลุล่วงข้อเท็จจริงนี้ที่ว่า พระองค์จะทำให้ผู้คนทั้งหมดทั่วทั้งจักรวาลมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์และนมัสการพระเจ้าบนแผ่นดินโลก และพระราชกิจของพระองค์ในที่อื่นๆ จะยุติลง และผู้คนจะถูกบีบให้ต้องแสวงหาหนทางที่แท้จริง เหมือนดั่งโยเซฟ กล่าวคือ ทุกคนมาหาเขาเพื่ออาหาร และกราบไหว้เขาเพราะเขามีสิ่งต่างๆ ให้กิน เพื่อหลีกเลี่ยงกันดารอาหาร ผู้คนจะถูกบีบให้แสวงหาหนทางที่แท้จริง ชุมชนทางศาสนาทั้งหมดจะประสบทุกข์จากกันดารอาหารที่รุนแรง และมีเพียงพระเจ้าของวันนี้เท่านั้นที่เป็นน้ำพุของน้ำแห่งชีวิต ซึ่งมีน้ำพุที่ไหลรินตลอดเวลาจัดเตรียมไว้สำหรับความชื่นชมยินดีของมนุษย์ และผู้คนจะมาและพึ่งพาอาศัยพระองค์ นั่นจะเป็นเวลาที่กิจการของพระเจ้าได้รับการเปิดเผยและเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงได้รับพระสิริ ผู้คนทั้งหมดทั่วจักรวาลจะนมัสการ ‘มนุษย์’ ธรรมดาผู้นี้ นี่จะไม่ใช่วันแห่งพระสิริของพระเจ้าหรอกหรือ สักวันหนึ่ง…ยามที่ทั้งราชอาณาจักรชื่นบาน จะเป็นวันแห่งพระสิริของพระเจ้า และใครก็ตามที่มาหาพวกเจ้าและได้รับข่าวดีจากพระเจ้าก็จะได้รับการอวยพรจากพระเจ้า และประเทศและประชาชนที่ทำเช่นนั้นจะได้รับการอวยพรและได้รับการดูแลโดยพระเจ้า ดังนั้น ทิศทางในอนาคตจะเป็นดังนี้คือ ผู้ที่ได้รับถ้อยดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าจะมีเส้นทางให้เดินบนแผ่นดินโลก และต่อให้พวกเขาเป็นนักธุรกิจ หรือนักวิทยาศาสตร์ หรือนักการศึกษา หรือนักอุตสาหกรรม บรรดาผู้ที่ปราศจากพระวจนะของพระเจ้าจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากในการจะก้าวเดินแม้เพียงหนึ่งก้าว และจะถูกบีบให้ต้องแสวงหาหนทางที่แท้จริง นี่คือความหมายของ ‘ด้วยความจริง เจ้าจะเดินไปทั่วทั้งโลก เมื่อปราศจากความจริง เจ้าจะไม่ได้ไปที่ใดเลย’” (“อาณาจักรพันปีได้มาถึงแล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ยุคราชอาณาจักร คือยุคแห่งวจนะ พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อพิชิต ชำระให้บริสุทธิ์ และช่วยมนุษย์ให้รอด และทำให้กลุ่มของผู้ชนะครบบริบูรณ์ นี่แสดงให้เห็นอย่างเต็มที่ ถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพแห่งพระวจนะของพระเจ้า แต่ว่าโลกศาสนายึดติดกับพระคัมภีร์ ไม่ยอมรับการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์ ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ คนเหล่านี้ติดอยู่ในชีวิตเดิมแห่งการทำบาป การสารภาพ แล้วก็ทำบาปอีก และได้ถูกกำจัดทิ้งผ่านพระราชกิจของพระเจ้า ตกสู่ความวิบัติ ได้แต่ร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ยังคงรอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆ และถูกรับขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์เพื่อชีวิตนิรันดร์ นี่ไม่ใช่ความคิดเพ้อฝันหรอกหรือ? ดังที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “พวกท่านค้นดูในพระคัมภีร์เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเองเป็นพยานให้กับเรา แต่พวกท่านก็ยังไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยอห์น 5:39-40) ผู้ที่ยึดติดกับพระคัมภีร์จะไม่ได้รับความจริงหรือชีวิต มีเพียงผู้ที่เชื่อในพระคริสต์ ที่ติดตามและนบนอบต่อพระคริสต์ จึงจะได้รับความจริงและชีวิต พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงความจริง เพื่อชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยให้รอด ถ้าเราต้องการความจริงและชีวิต เราต้องไปไกลกว่าพระคัมภีร์ และตามรอยพระบาทของพระเจ้าให้ทัน ยอมรับและนบนอบต่อการพิพากษา และการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ นั่นเป็นทางเดียวเพื่อหนีจากบาป และถูกช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ เป็นทางเดียวที่พระเจ้าจะทรงพิทักษ์รักษาตลอดความวิบัติ และเข้าไปสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ ผู้ที่ไม่ยอมปล่อยวางพระคัมภีร์ไป แต่ติดอยู่กับพระวจนะและพระราชกิจในอดีตของพระเจ้า ผู้ที่ไม่ยอมรับหนทางแห่งความจริง ที่พระเจ้าประทานแก่เราในยุคสุดท้าย จะพลาดพระราชกิจในการช่วยมนุษย์ให้รอดโดยสมบูรณ์อย่างสิ้นเชิง และทำได้แค่ตกสู่ความวิบัติและถูกลงโทษได้เท่านั้น ดังที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระราชกิจของพระเจ้าไม่เคยรอผู้ใดที่ไม่สามารถก้าวทันพระองค์ และพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าไม่แสดงความเมตตาต่อมนุษย์ผู้ใด” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

เรามาสรุปด้วยพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ อีกบทตอน “พระคริสต์ของยุคสุดท้ายทรงนำมาซึ่งชีวิต และทรงนำมาซึ่งหนทางแห่งความจริงที่ยืนนานและสถาพร ความจริงนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ได้รับชีวิต และเป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะได้รู้จักพระเจ้าและได้รับการรับรองจากพระเจ้า หากเจ้าไม่แสวงหาหนทางแห่งชีวิตที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงจัดเตรียมให้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีทางได้รับการรับรองจากพระเยซู และจะไม่มีทางมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเข้าสู่ประตูของอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเจ้านั้นเป็นทั้งหุ่นเชิดและนักโทษของประวัติศาสตร์ บรรดาพวกที่ถูกควบคุมโดยกฎระเบียบต่างๆ โดยตัวอักษร และถูกพันธนาการโดยประวัติศาสตร์จะไม่มีทางได้รับชีวิตหรือได้รับหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์ นี่เป็นเพราะทั้งหมดที่พวกเขามีนั้นคือน้ำขุ่นซึ่งได้ถูกเก็บกักมาเป็นเวลาหลายพันปีแทนที่จะเป็นน้ำแห่งชีวิตซึ่งไหลมาจากพระบัลลังก์ พวกที่ไม่ได้รับการจัดหาน้ำแห่งชีวิตมาให้จะยังคงเป็นซากศพ ของเล่นของซาตาน และบุตรแห่งนรกไปตลอดกาล เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะเห็นพระเจ้าได้อย่างไร? หากเจ้าเพียงแค่พยายามยึดติดกับอดีต เพียงแค่พยายามเก็บรักษาสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็นอยู่โดยการอยู่นิ่งเฉย และไม่พยายามเปลี่ยนสถานภาพปัจจุบันและละทิ้งประวัติศาสตร์ไปเสีย เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่ต่อต้านพระเจ้าตลอดเวลาหรอกหรือ? ขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้านั้นมากมายมหาศาลและมีฤทธานุภาพ ดั่งคลื่นที่ถาโถมและฟ้าที่ร้องคำรามต่อเนื่อง—กระนั้นเจ้าก็นั่งรอคอยการทำลายล้างอย่างนิ่งเฉย เกาะติดอยู่กับความโง่เขลาของเจ้าและไม่ทำอะไรเลย อย่างนี้แล้ว เจ้าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นใครสักคนที่ติดตามย่างพระบาทของพระเมษโปดกได้อย่างไร? เจ้าจะสามารถแก้ต่างกับพระเจ้าที่เจ้ายึดติดนั้นเป็นพระเจ้าที่ทรงมีความใหม่และไม่เคยเก่าอยู่เสมอได้อย่างไร? และถ้อยคำจากบรรดาหนังสือที่เก่าจนเหลืองคร่ำของเจ้าจะสามารถหอบหิ้วเจ้าข้ามเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร? ถ้อยคำเหล่านั้นจะสามารถนำทางเจ้าในการแสวงหาขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร? และถ้อยคำเหล่านั้นจะสามารถพาเจ้าขึ้นไปสู่สวรรค์ได้อย่างไร? สิ่งที่เจ้าถือไว้ในมือของเจ้านั้นคือตัวอักษรที่สามารถให้ได้เพียงแต่การปลอบใจชั่วคราว ไม่ใช่ความจริงที่สามารถให้ชีวิตได้ คัมภีร์ที่เจ้าอ่านสามารถประเทืองปลายลิ้นของเจ้าได้เท่านั้น และไม่ใช่ถ้อยคำแห่งปรัชญาที่สามารถช่วยให้เจ้ารู้จักชีวิตมนุษย์ได้ นับประสาอะไรกับเส้นทางที่สามารถนำทางเจ้าไปสู่ความเพียบพร้อม ความคลาดเคลื่อนนี้ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เจ้าพิจารณาไตร่ตรองหรอกหรือ? มันไม่ได้ทำให้เจ้าตระหนักถึงความล้ำลึกต่างๆ ที่บรรจุอยู่ภายในหรอกหรือ? เจ้าสามารถนำส่งตัวเจ้าเองสู่สวรรค์เพื่อพบพระเจ้าด้วยตัวของเจ้าเองได้หรือ? หากปราศจากการเสด็จมาของพระเจ้า เจ้าจะสามารถพาตัวเจ้าเองเข้าไปในสวรรค์เพื่อชื่นชมกับความสุขในครอบครัวกับพระเจ้าได้หรือ? เจ้ายังคงฝันกลางวันอยู่ในขณะนี้หรือไม่? เช่นนั้นแล้ว เราแนะนำให้เจ้าหยุดฝันแล้วมองดูว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในขณะนี้—ดูว่าใครที่กำลังดำเนินการงานในการช่วยมนุษย์ให้รอดระหว่างยุคสุดท้ายอยู่ในขณะนี้ หากเจ้าไม่ทำ เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับความจริง และจะไม่มีวันได้รับชีวิต” (“พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

จริงหรือที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาบนก้อนเมฆ?

ตอนนี้ เรากำลังเห็นความวิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า กับโรคระบาดล้างโลก ผู้เชื่อรอคอยอย่างเร่งด่วนให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาบนเมฆ...

ความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการทรยศองค์พระเยซูเจ้าหรือไม่?

กว่าสามสิบปีแล้ว ที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงปรากฏ เริ่มทรงงานและแสดงความจริงในปี 1991...

เหตุใดในยุคสุดท้าย พระเจ้าจึงเสด็จมาปรากฏในรูปมนุษย์ มิใช่กายวิญญาณ?

เพราะว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงความจริงเพื่อทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย หลายคนจึงแสวงหาและสืบค้นหนทางที่แท้จริง...

แนวความคิดเรื่องตรีเอกานุภาพสมเหตุสมผลไหม?

ตั้งแต่องค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ทรงพระราชกิจแห่งยุคพระคุณ นานสองพันปี คริสตศาสนาทั้งหมดได้นิยามพระเจ้าแท้จริงหนึ่งเดียวในฐานะ...

ติดต่อเราผ่าน Messenger