การถูกรับขึ้นไปแท้จริงแล้วคืออะไร?

วันที่ 01 เดือน 12 ปี 2021

สองพันปีก่อน หลังถูกตรึงกางเขนและเสร็จงานแห่งการไถ่ องค์พระเยซูเจ้าทรงสัญญาว่าจะกลับมา ตั้งแต่นั้นมา ผู้เชื่อทุกคนก็ถวิลหาให้พระผู้ช่วยให้รอดของเราเสด็จลงมาบนเมฆ เพื่อให้ถูกรับขึ้นไปหาพระองค์ บรรดาผู้เชื่อต่างหวังว่าจะถูกรับขึ้นไปได้ทุกเมื่อ แต่ที่เห็นอยู่กลับเป็นความวิบัติทั้งหลายที่ค่อยๆ คลี่คลายออกมา และยังไม่ได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงกลับมาบนเมฆ หลายคนรู้สึกท้อแท้มาก พวกเขานึกสงสัยอยู่ตลอดว่า ที่จริงองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาแล้ว และรับผู้เชื่อขึ้นไปบ้างแล้วหรือไม่ แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นอะไรทำนองนั้นเลย สิ่งที่เห็นคือความวิบัติและโรคระบาดที่ร้ายแรงใหญ่โตขึ้นทุกที มีผู้คนมากขึ้นกำลังล้มตายในความวิบัติ แม้แต่ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสบางคน ผู้คนกำลังหวาดกลัวหรือกำลังถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทอดทิ้ง รู้สึกว่าอาจตายในวิบัติได้ทุกเมื่อ พวกเขาคิดไม่ออกว่า ความวิบัติเริ่มแล้ว แต่องค์พระผู้เป็นเจ้ากลับยังไม่ทรงมารับพวกเขาขึ้นไป เป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับพวกเขา ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเป็นพยานว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมา ในฐานะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ทรงแสดงความจริงและทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย หลายคนที่ถวิลหาความจริงอ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ จดจำเสียงของพระเจ้าได้ และหันเข้าหาพระองค์ พวกเขากินดื่มพระวจนะของพระองค์ทุกวัน ได้รับการค้ำจุนและบำรุงเลี้ยง และร่วมงานสมรสของพระเมษโปดก รวมทั้งได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า และถูกรับขึ้นไปเบื้องพระบัลลังก์ก่อนความวิบัติทั้งหลาย ตอนนี้ ผู้เคร่งศาสนาหลายคนสับสน คิดว่า “ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกต้องเข้าใจผิดแน่เรื่ององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาแล้ว และรับพวกเขาขึ้นไป เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า ‘หลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงรับพวกเราซึ่งยังมีชีวิตอยู่ขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นนิตย์’ (1 เธสะโลนิกา 4:17) ถ้าพระองค์ทรงกลับมาแล้ว ทำไมเราถึงยังไม่ถูกพาขึ้นไป? พระองค์ควรจะพาผู้คนขึ้นไปบนท้องฟ้าไม่ใช่เหรอ? ผู้เชื่อฟ้าแลบจากทิศตะวันออกยังอยู่บนโลกชัดๆ พวกเขาจะถูกรับขึ้นไปได้ยังไง?” มันไม่สมเหตุสมผลสำหรับพวกเขาเลย เช่นนั้น การถูกรับขึ้นไปหมายถึงอะไรกันแน่? คนมากมายไม่เข้าใจความหมายแท้จริงของการถูกรับขึ้นไป แต่คิดว่ามันหมายถึงการถูกพาขึ้นไปบนท้องฟ้า ดังนั้นใครก็ตามที่ยังอยู่บนโลกก็ไม่ได้ถูกรับขึ้นไป พวกเขาคิดผิดอย่างมากค่ะ

การหวังให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมารับขึ้นไปนั้นถูกต้องทั้งหมด เพราะองค์พระเยซูเจ้าทรงบอกผู้เชื่อให้ต้อนรับพระองค์ แต่เปาโลกล่าวไว้ว่า “ทรงรับพวกเราขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ” คำกล่าวนั้นถูกต้องไหมคะ? องค์พระเยซูเจ้าเคยตรัสไหมว่าเมื่อทรงกลับมา พระองค์จะนำบรรดาผู้เชื่อขึ้นไปพบพระองค์ในฟ้าอากาศ? ไม่เคยค่ะ มีคำพยานในเรื่องนี้จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไหม? ไม่มีเลย เปาโลกล่าวเรื่องนี้ในนามขององค์พระเยซูเจ้าได้ไหมคะ? องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับรู้เรื่องนั้นไหม? ไม่เลยค่ะ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับผู้เชื่อขึ้นไปตามหนทางที่พระเจ้าทรงเตรียม องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “แต่ไม่มีใครรู้เรื่องวันหรือเวลานั้น แม้แต่พวกทูตในฟ้าสวรรค์หรือพระบุตร มีแต่พระบิดาเท่านั้น” (มาระโก 13:32) เปาโลเป็นมนุษย์ เป็นแค่อัครทูตเท่านั้น แล้วเขารู้ได้ยังไงว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับผู้เชื่อขึ้นไปยังไง? เปาโลพูดไปตามจินตนาการทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นตัวแทนองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย เรายึดตามวิธีนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน เราต้องติดตามพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าเรื่องทรงรับผู้เชื่อขึ้นไปในยุคสุดท้ายยังไง เพราะพระองค์คือพระคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งราชอาณาจักร พระวจนะของพระองค์มีสิทธิอำนาจ การต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าตามพระวจนะไม่อาจผิดได้ มาดูกันค่ะว่าองค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่ายังไง องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 24:27) “เพราะเหตุนี้พวกท่านจงเตรียมพร้อม เพราะในเวลาที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (มัทธิว 24:44) “เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด’” (มัทธิว 25:6) “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” (วิวรณ์ 3:20) “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา” (ยอห์น 10:27) “ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความที่พระวิญญาณตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย” (วิวรณ์ บทที่ 2, 3) คำเผยพระวจนะเรื่องการทรงกลับมา พระองค์ทรงกล่าวถึง “บุตรมนุษย์” เสมอ “การเสด็จมาของบุตรมนุษย์” “บุตรมนุษย์จะเสด็จมา” “ได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู” และ “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา” คำตรัสสำคัญเหล่านี้ กำลังบอกเราว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาในเนื้อหนังเป็นบุตรมนุษย์ เสด็จมายังโลกเพื่อตรัส เพื่อทรงเคาะประตู ใครเปิดประตูเมื่อยินเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นหญิงพรหมจารีมีปัญญาที่ต้อนรับและร่วมงานเลี้ยงกับองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาถูกรับขึ้นไปเฉพาะพระพักตร์พระองค์ องค์พระเยซูเจ้าไม่เคยตรัสว่าพระองค์จะทรงพาผู้คนขึ้นไปพบในท้องฟ้า แต่ทรงบอกให้ผู้คนฟังพระสุรเสียงเพื่อต้อนรับพระองค์ มาเฉพาะพระพักตร์ และร่วมงานเลี้ยงของพระองค์ เพื่อพบและต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ติดตามพระวจนะพระองค์และฟังเสียงพระเจ้า ทันทีที่เราได้ยินคนร้องว่าเจ้าบ่าวมาแล้ว เราต้องออกไปพบพระองค์ ไม่โง่รอให้ถูกพาขึ้นบนฟ้าตามจินตนาการของเราเอง ไม่อย่างนั้น เราจะไม่มีทางได้ยินเสียงและต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงกลับมาอย่างบุตรมนุษย์ อยู่ท่ามกลางเรา ตรัสกับเรา ดังนั้นถ้าเราแค่เฝ้ารอให้ถูกพาขึ้นไปบนท้องฟ้า เราก็อยู่บนเส้นทางที่ต่างจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น ความเชื่อของผู้คนว่าจะถูกรับขึ้นไปพบพระองค์บนท้องฟ้า นั้นเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเลย มันขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า เป็นแค่มโนคติอันหลงผิด แล้วการถูกรับขึ้นไปอย่างแท้จริงคืออะไร? พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้ความชัดเจนแก่เรา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “‘การถูกรับขึ้นไป’ มิใช่หมายถึงการถูกนำไปจากที่ต่ำต้อยไปสู่ที่สูงส่ง ดังที่ผู้คนอาจจินตนาการ นั่นเป็นมโนคติที่ผิดแบบมโหฬาร ‘การถูกรับขึ้นไป’ หมายถึงการลิขิตไว้ล่วงหน้าแล้วตามด้วยการคัดสรรของเรา มันมุ่งตรงไปที่ทุกคนที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าและเลือกสรรไว้ บรรดาผู้ที่ถูกรับขึ้นไปทั้งหมดคือผู้คนที่ได้รับสถานะบุตรหัวปีหรือบุตร หรือผู้ที่เป็นประชากรของพระเจ้า การนี้เข้ากันไม่ได้มากที่สุดกับมโนคติที่หลงผิดของผู้คน บรรดาผู้ที่จะมีส่วนแบ่งในบ้านของเราในอนาคตก็คือผู้ที่ได้ถูกรับขึ้นมาเบื้องหน้าเราทั้งหมด นี่เป็นจริง ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และมิอาจปฏิเสธได้อย่างแน่นอน มันเป็นการตีโต้ซาตาน ผู้ใดก็ตามที่เราได้ลิขิตไว้ล่วงหน้าจะถูกรับขึ้นมาเบื้องหน้าเรา” (“บทที่ 104” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “เนื่องจากว่าพวกเรากำลังตามหารอยพระบาทของพระเจ้า มันจึงจำเป็นที่พวกเราต้องค้นหาน้ำพระทัยของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า ถ้อยดำรัสของพระองค์—เพราะที่ใดก็ตามที่มีพระวจนะใหม่ๆ ที่พระเจ้าตรัส พระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่ที่นั่น และที่ใดที่มีก้าวพระบาทของพระเจ้า กิจการต่างๆ ของพระเจ้าอยู่ที่นั่น ที่ใดก็ตามที่มีการทรงแสดงออกของพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้าทรงปรากฏ และที่ใดที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั่นความจริง หนทาง และชีวิตดำรงอยู่” (“การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) นี่ทำให้เข้าใจทั้งหมดได้ง่ายขึ้นใช่ไหมคะ? “ถูกรับขึ้นไป” ไม่ใช่อย่างที่เราคิด ไม่ใช่การถูกนำจากที่ต่ำต้อยไปสู่ที่สูงส่ง จากแผ่นดินโลกไปสู่ท้องฟ้า มันไม่คลุมเครือและเหนือธรรมชาตินัก “ถูกรับขึ้นไป” เกิดเมื่อพระเจ้าทรงปรากฏในรูปมนุษย์เป็นบุตรมนุษย์บนโลกเพื่อตรัสและทรงงาน เราได้ยินถ้อยดำรัสของพระองค์ รับรู้ว่านี่คือความจริง และเสียงของพระเจ้า อีกทั้งนบนอบ และยอมรับงานของพระเจ้าได้ เรากินดื่มพระวจนะ ได้รับการให้น้ำและบำรุงเลี้ยงจากพระองค์ และได้รับความรอดของพระเจ้า นี่คือการถูกรับขึ้นไปเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เมื่อองค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาทรงงานแห่งการไถ่ คนทั้งหมดที่จำได้ว่าพระวจนะคือเสียงของพระเจ้า แล้วยอมรับและติดตามพราะองค์ อย่างเปโตร ยอห์น และสาวกคนอื่นๆ ก็ถูกรับขึ้นไปเฉพาะพระพักตร์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เสด็จมาแล้วในยุคสุดท้ายและกำลังทรงงานพิพากษาอยู่ ผู้คนจากทุกนิกายที่รักความจริงและปรารถนาการทรงปรากฏของพระเจ้า เห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นความจริงและเป็นเสียงของพระเจ้า ได้ยอมรับงานแห่งการพิพากษาของพระองค์ พวกเขากินดื่มพระวจนะของพระเจ้าทุกวัน ได้รับการให้น้ำและค้ำจุนจากพระวจนะ ถูกพิพากษาและชำระให้สะอาด พวกเขาคือหญิงพรหมจารีมีปัญญาที่ถูกรับขึ้นไปเฉพาะพระพักตร์ และร่วมงานสมรสของพระเมษโปดก ซึ่งทำให้คำเผยพระวจนะในวิวรณ์ลุล่วง “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” (วิวรณ์ 3:20)

ตอนนี้ เราทุกคนชัดเจนถึงความหมายของการถูกรับขึ้นไปแล้วนะคะ ตอนนี้พอนึกถึงแนวคิดเรื่องการพบองค์พระผู้เป็นเจ้าในท้องฟ้า มันโง่เขลาและไม่เป็นความจริง ใช่ไหมคะ? องค์พระเยซูเจ้าทรงตรัสหลายครั้งถึง “การเสด็จมาของบุตรมนุษย์” พร่ำเตือนมนุษย์ให้ฟังพระสุรเสียงของพระองค์ แล้วทำไมผู้คนถึงดึงดันจะต้อนรับพระองค์ตามคำของมนุษย์ แทนพระวจนะของพระองค์เอง? ทำไมพวกเขาถึงยึดติดอยู่กับ คำกล่าวไร้สาระที่ว่า “ทรงรับพวกเราขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ” นี่เป็นปัญหาประเภทไหน? มันไม่ได้ชี้ไปที่การกระหายพระพรมากเกินไปหรอกเหรอ? ไม่ใช่เพราะพวกเขาอยากถูกพาตรงขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า ห่างไกลจากความวิบัติ ที่พวกเขาจะอาบอยู่ในพระพรหรอกเหรอ? ลองคิดดูนะคะ บรรดาคนที่ได้รับการอภัยบาปแล้ว แต่ยังทำบาปอยู่เนืองนิตย์ จะถูกรับขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรได้เหรอ? พวกเขามีสิทธิ์ชื่นชมพระพรในนั้นไหม? เป็นความจริงที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไถ่เราจากบาปแล้ว แต่เราปฏิเสธไม่ได้ ว่าเรายังถูกควบคุมโดยธรรมชาติเปี่ยมบาปของตัวเอง และอดไม่ได้ที่จะทำบาปและต้านทานพระเจ้า เรายังไม่พ้นพันธนาการบาปและไม่สะอาดบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงบริสุทธิ์และชอบธรรม “ถ้าปราศจากความบริสุทธิ์แล้ว ก็จะไม่มีใครได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย” (ฮีบรู 12:14) แล้วคนที่ชุ่มด้วยความเสื่อมทรามเข้าสู่ราชอาณาจักรได้หรือ? นั่นเป็นแค่ความเพ้อฝัน ความหวังลมๆ แล้งๆ ไม่ใช่เหรอ? พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เจ้ารู้เพียงว่าพระเยซูจะเสด็จลงมาในระหว่างยุคสุดท้าย แต่พระองค์จะเสด็จลงมาอย่างไรกันแน่เล่า? คนบาปเช่นพวกเจ้า ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับการไถ่บาป และไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง หรือได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า เจ้าสามารถเป็นที่ถูกพระทัยของพระเจ้าได้หรือ? สำหรับเจ้า เจ้าผู้ซึ่งยังคงเป็นตัวตนเก่าของเจ้า เป็นความจริงที่ว่าเจ้าได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเยซู และที่ว่าเจ้าไม่ได้ถูกนับว่าเป็นคนบาปเพราะความรอดของพระเจ้า แต่นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าไม่ได้มีบาป และไม่ได้มีราคี เจ้าสามารถเป็นผู้วิสุทธิได้อย่างไรหากเจ้ายังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง? ภายใน เจ้าถูกรุมเร้าด้วยความมีราคี เห็นแก่ตัวและใจร้าย กระนั้นเจ้าก็ยังคงปรารถนาที่จะลงมาพร้อมกับพระเยซู—เจ้าคงจะไม่โชคดีขนาดนั้น! เจ้าได้พลาดไปขั้นตอนหนึ่งในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้าแล้ว นั่นคือ เจ้าเพียงได้รับการไถ่บาปเท่านั้น แต่เจ้ายังไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง เพื่อที่เจ้าจะได้เป็นที่ถูกพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าต้องทรงพระราชกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงและการชำระเจ้าให้สะอาดด้วยพระองค์เอง มิฉะนั้น เจ้าผู้ซึ่งได้รับการไถ่บาปเท่านั้น ก็จะไม่สามารถบรรลุการชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ได้ ด้วยวิธีนี้เจ้าจะไม่มีคุณสมบัติที่จะแบ่งปันในพรดีๆ ของพระเจ้า เพราะเจ้าได้พลาดขั้นตอนหนึ่งในพระราชกิจของพระเจ้าในการบริหารจัดการมนุษย์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลงและการทำให้มีความเพียบพร้อม ดังนั้นเจ้า คนบาปที่เพิ่งได้รับการไถ่บาป จึงไม่สามารถรับมรดกของพระเจ้ามาเป็นมรดกของเจ้าโดยตรงได้” (“ว่าด้วยเรื่องชื่อและอัตลักษณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “แม้ว่าพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายท่ามกลางมนุษย์ แต่พระองค์เพียงแค่ทรงเสร็จสิ้นการไถ่บาปของมวลมนุษย์ทั้งปวงเท่านั้นและทรงกลายเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปของมนุษย์ พระองค์ไม่ได้ทรงปลดเปลื้องมนุษย์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดของเขา การช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากอิทธิพลของซาตานอย่างครบถ้วนไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงกลายเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปและแบกรับบาปต่างๆ นานาของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังพึงต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีกเพื่อปลดเปลื้องมนุษย์โดยสมบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา และดังนั้น ในเมื่อมนุษย์ได้รับการยกโทษบาปของเขาแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงกลับสู่เนื้อหนังเพื่อนำทางมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่และได้เริ่มพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา พระราชกิจนี้ได้นำพามนุษย์เข้าสู่อาณาจักรที่สูงส่งขึ้น บรรดาผู้ที่นบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ทั้งหมดจะได้ชื่นชมกับความจริงที่สูงส่งขึ้นและได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับความจริง หนทางและชีวิต” (คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงงานแห่งการไถ่ ซึ่งเป็นเพียงแค่เพื่อไถ่ผู้คน และอภัยบาปให้แก่เรา แต่ธรรมชาติอันเปี่ยมบาปของเรายังคงอยู่ เรายังคงกบฏต่อพระเจ้าต่อไป และยังไม่รอดโดยสมบูรณ์ ดังนั้น การที่องค์พระเยซูเจ้าทรงอภัยบาปให้แก่เรานั้นยังไม่พอ เรายังต้องต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า และถูกรับขึ้นไป รับการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย แล้วจึงสามารถพ้นบาปและรอดโดยสมบูรณ์ กลายเป็นคนที่นบนอบและยำเกรงพระเจ้า แล้วเข้าสู่ราชอาณาจักรได้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ทรงแสดงความจริงและทรงงานแห่งการพิพากษา บนรากฐานงานแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า นี่ก็เพื่อแก้ไขธรรมชาติเปี่ยมบาปและอุปนิสัยเสื่อมทรามของมนุษย์ เราจะได้เป็นอิสระจากบาป และถูกพระเจ้าช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ พระเจ้าทรงผู้มหิทธิฤทธิ์ทรงปรากฏและทรงแสดงความจริงมากมาย ทรงบอกทุกอย่างที่จำเป็นให้มนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างเราได้รับการชำระให้สะอาด และถูกช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ ทรงเปิดเผยความล้ำลึกของแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า อย่างเช่น เป้าหมายที่พระเจ้าทรงบริหารจัดการมนุษย์ ซาตานทำให้มนุษย์เสื่อมทรามยังไง งานสามระยะของพระเจ้าช่วยมนุษย์ให้รอดโดยสมบูรณ์ยังไง ความหมายของงานพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระองค์ ความล้ำลึกของการทรงปรากฏในรูปมนุษย์และพระนามพระเจ้า จุดจบและบั้นปลายของบุคคลทุกประเภท และความงดงามของราชอาณาจักร พระวจนะเหล่านี้เปิดหูเปิดตาอย่างเหลือเชื่อ และโน้มน้าวใจที่สุด พระองค์ยังพิพากษา อีกทั้งตีแผ่รากเหง้าแห่งบาปและการต่อต้านพระเจ้าของมนุษย์ ซึ่งเป็นธรรมชาติและอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเราด้วย พระองค์ยังตีแผ่ความจริงว่าเราถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างหนักแค่ไหน และแสดงให้เราเห็นเส้นทางหนีจากความเสื่อมทรามและถูกช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรกิน ดื่ม และชื่นชมพระวจนะทุกวัน เราถูกพระวจนะพิพากษา ตีสอน จัดการ และตัดแต่ง และประสบบททดสอบทุกรูปแบบ เราเรียนรู้ความจริงมากมาย และมารู้จักธรรมชาติเยี่ยงซาตานของเราอย่างแท้จริง เราเห็นเลยว่า เราอยู่ในความเสื่อมทราม กบฏและทำให้พระเจ้าทรงขยะแขยงเสมอ พระเจ้าจะทรงลงโทษกำจัดเราทิ้ง หากไม่กลับใจและเปลี่ยนแปลง เราประสบกับพระอุปนิสัยอันชอบธรรม มิอาจล่วงเกินได้ และเกิดความเคารพพระเจ้า ความเสื่อมทรามของเราค่อยๆ ถูกชำระให้สะอาดและเปลี่ยนแปลง จนเราหนีพ้นพันธนาการบาปและเป็นพยานแด่พระเจ้าได้ในที่สุด พระเจ้าได้สร้างกลุ่มผู้ชนะจนเสร็จสิ้นแล้วก่อนความวิบัติทั้งหลาย ความวิบัติกำลังมา ผู้ต่อต้านไม่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และบรรดาผู้ที่เป็นของซาตานจะถูกทำลายในความวิบัติเหล่านั้น ผู้ที่ประสบการพิพากษาของพระเจ้าและถูกชำระให้สะอาด จะได้รับการทรงคุ้มครองของพระเจ้าตลอดความวิบัติ ถูกพาเข้าสู่ราชอาณาจักร และจะมีบั้นปลายอันงดงาม นี่คือการถูกรับขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรอย่างแท้จริง ผู้ชนะเหล่านี้ที่พระเจ้าทรงช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ คือผู้ที่ปฏิบัติตามพระวจนะ และทำตามน้ำพระทัยบนแผ่นดินโลก พวกเขาคือประชากรแห่งราชอาณาจักร นี่คือวิธีที่ราชอาณาจักรของพระคริสต์เกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก และคำเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าลุล่วง “ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก” (มัทธิว 6:9-10) “และข้าพเจ้าได้เห็นนครบริสุทธิ์ คือนครเยรูซาเล็มใหม่ลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า นครนี้เตรียมพร้อมเหมือนอย่างเจ้าสาวที่แต่งตัวไว้สำหรับสามี ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังจากพระที่นั่งว่า ‘นี่แน่ะ ที่ประทับของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว และพระองค์จะประทับกับเขาทั้งหลาย พวกเขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ พระเจ้าเองจะสถิตกับเขา และจะทรงเป็นพระเจ้าของเขา พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆ หยดจากตาของเขาทั้งหลาย และความตายจะไม่มีอีกต่อไป ความโศกเศร้า การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นผ่านไปแล้ว’” (วิวรณ์ 21:2-4) “อาณาจักรของโลกนี้กลับกลายเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์” (วิวรณ์ 11:15) ดังที่พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ทันทีที่พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์แล้ว มนุษย์จะถูกนำพาไปสู่พิภพหนึ่งซึ่งสวยงาม แน่นอนว่าชีวิตนี้จะยังคงอยู่บนแผ่นดินโลก แต่มันจะไม่เหมือนกับชีวิตมนุษย์วันนี้โดยสิ้นเชิง มันคือชีวิตที่มวลมนุษย์จะมีหลังจากที่มวลมนุษย์ทั้งปวงได้ถูกพิชิตแล้ว มันจะเป็นการเริ่มต้นใหม่สำหรับมนุษย์บนแผ่นดินโลก และสำหรับการที่มนุษย์จะมีชีวิตเช่นนั้นจะเป็นข้อพิสูจน์ว่ามวลมนุษย์ได้เข้าสู่อาณาจักรอันงดงามแห่งใหม่แล้ว มันจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตของมนุษย์และพระเจ้าบนแผ่นดินโลก ข้อสนับสนุนเกี่ยวกับชีวิตที่สวยงามเช่นนั้นต้องเป็นว่า หลังจากที่มนุษย์ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และถูกพิชิตแล้ว เขานบนอบเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้สร้าง และดังนั้น พระราชกิจแห่งการพิชิตชัยจะเป็นช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจของพระเจ้าก่อนที่มวลมนุษย์จะเข้าสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์ ชีวิตเช่นนั้นคือชีวิตในอนาคตของมนุษย์บนแผ่นดินโลก เป็นชีวิตที่สวยงามที่สุดบนแผ่นดินโลก เป็นชีวิตประเภทที่มนุษย์ถวิลหา เป็นชีวิตประเภทที่มนุษย์ไม่เคยได้สัมฤทธิ์มาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลก มันคือบทอวสานขั้นสุดท้ายของพระราชกิจบริหารจัดการ 6,000 ปี มันคือสิ่งที่มวลมนุษย์โหยหามากที่สุด และมันคือพระสัญญาของพระเจ้าที่มีกับมนุษย์ด้วยเช่นกัน” (“การฟื้นคืนชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

เมื่อมนุษย์ได้รับการทำให้ฟื้นคืนสู่สภาพเหมือนดั้งเดิมของพวกเขาแล้ว และเมื่อพวกเขาสามารถทำหน้าที่แต่ละอย่างของพวกเขาให้ลุล่วง คงอยู่กับที่ตั้งที่ถูกต้องเหมาะสมของพวกเขาเอง และนบนอบต่อการจัดการเตรียมการทั้งหมดของพระเจ้าได้ พระเจ้าก็จะทรงได้รับผู้คนกลุ่มหนึ่งบนแผ่นดินโลกผู้ซึ่งนมัสการพระองค์ และพระองค์จะได้ทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่งขึ้นบนแผ่นดินโลกที่นมัสการพระองค์อีกด้วย พระองค์จะทรงมีชัยชนะอันเป็นนิรันดร์บนแผ่นดินโลก และพวกเหล่านั้นทั้งหมดผู้ซึ่งต่อต้านพระองค์จะพินาศย่อยยับไปตลอดกาล นี่จะฟื้นคืนเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระองค์ในการทรงสร้างมนุษยชาติ ซึ่งจะฟื้นคืนเจตนารมณ์ของพระองค์ในการทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง และยังจะฟื้นคืนสิทธิอำนาจของพระองค์บนแผ่นดินโลก ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และท่ามกลางศัตรูของพระองค์อีกด้วย เหล่านี้จะเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะทั้งหมดของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นมา มนุษยชาติจะเข้าสู่การหยุดพักและเริ่มต้นชีวิตที่อยู่ในร่องครรลองที่ถูกต้อง พระเจ้าจะทรงเข้าสู่การหยุดพักอันเป็นนิรันดร์กับมนุษยชาติด้วยเช่นกัน และเริ่มต้นชีวิตอันเป็นนิรันดร์ซึ่งทั้งพระองค์เองและพวกมนุษย์ต่างก็มีร่วมกัน ความโสมมและการไม่เชื่อฟังบนแผ่นดินโลกจะปลาสนาการไปแล้ว และเสียงคร่ำครวญทั้งหมดจะได้เหือดหายไปแล้ว และทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ที่ต่อต้านพระเจ้าจะได้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว มีเพียงพระเจ้าและบรรดาผู้คนซึ่งพระองค์ได้ทรงนำความรอดมาให้เท่านั้นที่จะคงเหลืออยู่ เฉพาะสรรพสิ่งทรงสร้างของพระองค์เท่านั้นที่จะคงเหลืออยู่” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ณ จุดนี้ เรามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการถูกรับขึ้นไปแท้จริงคืออะไร การถูกรับขึ้นไป โดยหลักแล้วเกี่ยวกับการได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า ตามรอยพระบาทของพระองค์ หันหาพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และยอมรับงานพิพากษา เหตุใดโลกศาสนาจึงไม่ได้ถูกรับขึ้นไปก่อนความวิบัติ? โดยหลักก็เพราะพวกเขาไม่แสวงหาความจริง หรือฟังเสียงของพระเจ้า แต่ยืนกรานในมโนคติอันหลงผิดของตัวเอง ฟังแค่คำพูดมนุษย์ ไม่ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าตามวจนะ พวกเขาจึงตกลงสู่ความวิบัติ ผู้คนแค่รอองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆ เพื่อได้เปลี่ยนรูปร่างและถูกพาไปพบพระองค์บนท้องฟ้าทันที พวกเขาจึงแค่เฝ้ารออย่างนิ่งเฉย โดยไม่เตรียมตัวหรือแสวงหาที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า หัวใจของพวกเขาด้านชา แบบนี้จะต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ยังไง? พวกเขาจะตกสู่ความวิบัติ จนต้องกัดฟันร้องไห้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงงานพิพากษามาสามทศวรรษแล้ว พระองค์ทรงสร้างกลุ่มผู้ชนะเสร็จสิ้นไปแล้ว ก่อนความวิบัติที่กำลังมาอยู่ตอนนี้ ผู้ที่ได้ยินเสียงของพระเจ้าและต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าในความวิบัติ ยังมีโอกาสถูกรับขึ้นไป นี่เองคือการมีหวังที่จะถูกรับขึ้นไปท่ามกลางวิบัติ ส่วนผู้ที่ทำตามมโนคติหลงผิดที่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าต้องเสด็จมาบนเมฆ จะตกลงสู่ความวิบัติ ไม่สามารถถูกช่วยให้รอดได้ เมื่อความวิบัติทั้งหลายสิ้นสุดลง พระเจ้าจะทรงปรากฏแก่ทุกชนชาติอย่างเปิดเผย ทำให้คำเผยพระวจนะในวิวรณ์ 1:7 ลุล่วง “นี่แน่ะ พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวงจะเห็นพระองค์ แม้แต่คนทั้งหลายที่แทงพระองค์ และมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะคร่ำครวญเพราะพระองค์” มาสรุป ด้วยพระวจนะสองบทตอนนี้กันนะคะ “ผู้คนมากมายอาจไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราพูด แต่เรายังอยากบอกทุกคนที่ได้ชื่อว่าธรรมิกชนผู้ติดตามพระเยซูว่า เมื่อพวกเจ้ามองเห็นพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์บนเมฆขาวด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว นี่จะเป็นการทรงปรากฏต่อสาธารณะของดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม บางทีนั่นอาจเป็นเวลาแห่งความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวงสำหรับเจ้า ทว่าเจ้าควรรู้ว่าเวลาที่เจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์ยังเป็นเวลาที่เจ้าจะลงสู่นรกเพื่อรับการลงโทษด้วยเช่นกัน นั่นจะเป็นเวลาที่แผนการบริหารจัดการของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน และนั่นจะเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงปูนบำเหน็จรางวัลแก่คนดีและลงโทษคนเลว เพราะการพิพากษาของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นหมายสำคัญทั้งหลาย ในเวลาที่มีเพียงการแสดงออกของความจริงเท่านั้น บรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงและไม่แสวงหาหมายสำคัญ และดังนั้นจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว จะได้หวนคืนมาอยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมกอดของพระผู้สร้าง มีเพียงบรรดาผู้ที่ยืนกรานในการเชื่อว่า ‘พระเยซูผู้ไม่ได้ประทับมาบนเมฆขาวทรงเป็นพระคริสต์เทียมเท็จ’ เท่านั้นที่จะต้องอยู่ภายใต้การลงโทษชั่วนิรันดร์กาล เพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซูผู้ทรงจัดแสดงหมายสำคัญเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพระเยซูผู้ทรงป่าวประกาศการพิพากษาที่รุนแรงและปลดปล่อยหนทางที่แท้จริงและชีวิต และดังนั้น จึงเป็นได้เพียงว่าพระเยซูทรงจัดการกับพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงกลับมาบนเมฆขาวอย่างเปิดเผย พวกเขาดื้อรั้นเกินไป มั่นใจในตัวเองเกินไป โอหังเกินไป พวกคนเสื่อมเช่นนั้นจะสามารถได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลจากพระเยซูได้อย่างไร? การทรงกลับมาของพระเยซูเป็นความรอดที่ยิ่งใหญ่สำหรับบรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความจริงได้ แต่สำหรับพวกที่ไร้ความสามารถที่จะยอมรับความจริงได้แล้ว นี่เองคือหมายสำคัญหนึ่งแห่งการกล่าวโทษ พวกเจ้าควรเลือกเส้นทางของพวกเจ้าเอง และไม่ควรหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์และปฏิเสธความจริง เจ้าไม่ควรเป็นคนที่ไม่รู้เท่าทันและโอหัง แต่เป็นคนที่เชื่อฟังการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์และถวิลหาและแสวงหาความจริง พวกเจ้าจะได้รับประโยชน์ด้วยวิธีนี้เท่านั้น” (“ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พระคริสต์ของยุคสุดท้ายทรงนำมาซึ่งชีวิต และทรงนำมาซึ่งหนทางแห่งความจริงที่ยืนนานและสถาพร ความจริงนี้คือเส้นทางที่มนุษย์ได้รับชีวิต และเป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะได้รู้จักพระเจ้าและได้รับการรับรองจากพระเจ้า หากเจ้าไม่แสวงหาหนทางแห่งชีวิตที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงจัดเตรียมให้ เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีทางได้รับการรับรองจากพระเยซู และจะไม่มีทางมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเข้าสู่ประตูของอาณาจักรแห่งสวรรค์ เพราะเจ้านั้นเป็นทั้งหุ่นเชิดและนักโทษของประวัติศาสตร์ บรรดาพวกที่ถูกควบคุมโดยกฎระเบียบต่างๆ โดยตัวอักษร และถูกพันธนาการโดยประวัติศาสตร์จะไม่มีทางได้รับชีวิตหรือได้รับหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์ นี่เป็นเพราะทั้งหมดที่พวกเขามีนั้นคือน้ำขุ่นซึ่งได้ถูกเก็บกักมาเป็นเวลาหลายพันปีแทนที่จะเป็นน้ำแห่งชีวิตซึ่งไหลมาจากพระบัลลังก์ พวกที่ไม่ได้รับการจัดหาน้ำแห่งชีวิตมาให้จะยังคงเป็นซากศพ ของเล่นของซาตาน และบุตรแห่งนรกไปตลอดกาล เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะเห็นพระเจ้าได้อย่างไร? หากเจ้าเพียงแค่พยายามยึดติดกับอดีต เพียงแค่พยายามเก็บรักษาสิ่งต่างๆ อย่างที่เป็นอยู่โดยการอยู่นิ่งเฉย และไม่พยายามเปลี่ยนสถานภาพปัจจุบันและละทิ้งประวัติศาสตร์ไปเสีย เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่ต่อต้านพระเจ้าตลอดเวลาหรอกหรือ? ขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้านั้นมากมายมหาศาลและมีฤทธานุภาพ ดั่งคลื่นที่ถาโถมและฟ้าที่ร้องคำรามต่อเนื่อง—กระนั้นเจ้าก็นั่งรอคอยการทำลายล้างอย่างนิ่งเฉย เกาะติดอยู่กับความโง่เขลาของเจ้าและไม่ทำอะไรเลย อย่างนี้แล้ว เจ้าจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นใครสักคนที่ติดตามย่างพระบาทของพระเมษโปดกได้อย่างไร? เจ้าจะสามารถแก้ต่างกับพระเจ้าที่เจ้ายึดติดนั้นเป็นพระเจ้าที่ทรงมีความใหม่และไม่เคยเก่าอยู่เสมอได้อย่างไร? และคำพูดจากบรรดาหนังสือที่เก่าจนเหลืองคร่ำของเจ้าจะสามารถหอบหิ้วเจ้าข้ามเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร? คำพูดเหล่านั้นจะสามารถนำทางเจ้าในการแสวงหาขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าได้อย่างไร? และถ้อยคำเหล่านั้นจะสามารถพาเจ้าขึ้นไปสู่สวรรค์ได้อย่างไร? สิ่งที่เจ้าถือไว้ในมือของเจ้านั้นคือตัวอักษรที่สามารถให้ได้เพียงแต่การปลอบใจชั่วคราว ไม่ใช่ความจริงที่สามารถให้ชีวิตได้ คัมภีร์ทั้งหลายที่เจ้าอ่านสามารถประเทืองปลายลิ้นของเจ้าได้เท่านั้น และไม่ใช่ถ้อยคำแห่งปรัชญาที่สามารถช่วยให้เจ้ารู้จักชีวิตมนุษย์ได้ นับประสาอะไรกับเส้นทางที่สามารถนำทางเจ้าไปสู่ความเพียบพร้อม ความคลาดเคลื่อนนี้ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เจ้าพิจารณาไตร่ตรองหรอกหรือ? มันไม่ได้ทำให้เจ้าตระหนักถึงความล้ำลึกต่างๆ ที่บรรจุอยู่ภายในหรอกหรือ? เจ้าสามารถนำส่งตัวเจ้าเองสู่สวรรค์เพื่อพบพระเจ้าด้วยตัวของเจ้าเองได้หรือ? หากปราศจากการเสด็จมาของพระเจ้า เจ้าจะสามารถพาตัวเจ้าเองเข้าไปในสวรรค์เพื่อชื่นชมกับความสุขในครอบครัวกับพระเจ้าได้หรือ? เจ้ายังคงฝันกลางวันอยู่ในขณะนี้หรือไม่? เช่นนั้นแล้ว เราแนะนำให้เจ้าหยุดฝันแล้วมองดูว่าใครที่กำลังทำงานอยู่ในขณะนี้—ดูว่าใครที่กำลังดำเนินการงานในการช่วยมนุษย์ให้รอดระหว่างยุคสุดท้ายอยู่ในขณะนี้ หากเจ้าไม่ทำ เจ้าก็จะไม่มีวันได้รับความจริง และจะไม่มีวันได้รับชีวิต” (“พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

องค์พระเยซูเจ้าทรงไถ่มวลมนุษย์แล้วเหตุใดพระองค์จึงทรงงานพิพากษาเมื่อทรงกลับมาในยุคสุดท้าย

สองพันปีก่อน องค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ ถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปของมวลมนุษย์ ทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาป...

ทำไมพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์แห่งยุคสุดท้ายเป็นหญิง?

ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ได้ทรงงานและทรงแสดงความจริงมากมาย สิ่งเหล่านี้เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต...

ความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการทรยศองค์พระเยซูเจ้าหรือไม่?

กว่าสามสิบปีแล้ว ที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงปรากฏ เริ่มทรงงานและแสดงความจริงในปี 1991...

ติดต่อเราผ่าน Messenger