ทำไมเราถึงต้องฟังเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อต้อนรับพระองค์
ตอนนี้ ผู้คนมากมายในโลกศาสนาที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าต่างปรารถนาที่จะต้อนรับพระองค์และกำลังสืบค้นหนทางที่แท้จริง...
พวกเราต้อนรับผู้แสวงหาทุกคนที่ถวิลหาการทรงปรากฏของพระเจ้า!
ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงความจริงทั้งมวลเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ซึ่งได้ถูกนำไปลงบนโลกออนไลน์เพื่อให้ทุกคนได้แสวงหาและสืบค้นนานมาแล้ว ผู้คนมากมายที่ปรารถนาการทรงปรากฏของพระเจ้า ได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และยอมรับว่าเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้า พวกเขาทุกคนได้ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และกลับสู่เบื้องหน้าพระที่นั่งของพระเจ้า แต่ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสส่วนใหญ่ในโลกศาสนาไม่เพียงแต่ไม่สืบค้น แต่ยังกล่าวโทษพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างบ้าคลั่งว่าเป็นเพียงคนธรรมดา และว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าที่ทรงปรากฏเพื่อทรงพระราชกิจ และพวกเขาขัดขวางไม่ให้ผู้เชื่อสืบค้นหนทางที่แท้จริงโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด เรื่องนี้ทำให้ผู้คนมากมายที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าสับสน พวกเขาคิดว่าในเมื่อศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าในคริสตจักร และอธิบายและยกย่องพระคัมภีร์อยู่บ่อยครั้ง พวกเขาก็ควรจะเป็นผู้ที่เข้าใจพระคัมภีร์และรู้จักพระเจ้า และว่าถ้าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้เสด็จกลับมา ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสก็ควรจะยอมรับพระองค์ แล้วพวกเขาจะต่อต้านและกล่าวโทษพระองค์ได้อย่างไร? พวกเขารู้สึกว่าถ้าหนทางใดถูกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนากล่าวโทษ หนทางนั้นย่อมไม่ใช่หนทางที่แท้จริงอย่างแน่นอน มุมมองนี้ฟังขึ้นหรือไม่? คำพูดนี้มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นพื้นฐานหรือไม่? พวกเขาอิงจากอะไรถึงได้พูดว่าคนที่สามารถอธิบายพระคัมภีร์ได้คือคนที่รู้จักพระเจ้า? คำพูดแบบนี้เป็นเพียงมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ไม่ใช่หรือ? เป็นเพียงคำสอนนอกรีตและเหตุผลวิบัติไม่ใช่หรือ? พวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์ และพวกฟาริสีของศาสนายูดาห์ล้วนสามารถอธิบายพระคัมภีร์ได้ แล้วทำไมพวกเขายังคงตัดสินและกล่าวโทษองค์พระเยซูเจ้า และตรึงพระองค์บนกางเขนอีกเล่า? นี่เป็นปัญหาอะไรกันแน่? เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจ พระองค์ทรงเทศนาเป็นเวลาอย่างน้อยสามปี และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงแสดงล้วนเป็นความจริง แต่ถึงแม้ชาวยิวจะยอมรับว่าพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้ามีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจ พวกเขากลับไม่แสวงหาหรือสืบค้นแม้แต่น้อย และไม่ยอมรับความจริงที่องค์พระเยซูเจ้าทรงแสดง พวกเขายังถึงกับกล่าวโทษ ข่มเหง และจับกุมองค์พระเยซูเจ้าอย่างบ้าคลั่ง ยืนกรานที่จะตรึงพระองค์บนกางเขน พวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์ และพวกฟาริสีของศาสนายูดาห์ล้วนอธิบายพระคัมภีร์อยู่บ่อยครั้ง ในสายตาของผู้อื่น พวกเขาทั้งหมดเข้าใจพระคัมภีร์ และรู้จักพระเจ้า แล้วท่ามกลางคนทั้งปวง ทำไมถึงเป็นพวกเขาที่ตรึงองค์พระเยซูเจ้าบนกางเขนล่ะ? จากข้อเท็จจริงนี้ เราสามารถสรุปได้ว่า คนที่สามารถอธิบายพระคัมภีร์ได้ไม่จำเป็นต้องรู้จักพระเจ้า หรือนบนอบพระเจ้า เพราะพวกเขาคือคนประเภทที่จะตรึงพระเจ้าบนกางเขนนั่นเอง
ทุกวันนี้ ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสเหล่านี้ในโลกศาสนาก็สามารถอธิบายพระคัมภีร์ได้ แต่พวกเขารู้จักพระเจ้าจริงๆ หรือ? พวกเขาเป็นคนที่นบนอบพระเจ้าหรือต่อต้านพระองค์กันแน่? เราจะแยกแยะเรื่องนี้ได้อย่างไร? ก่อนอื่น เราต้องเห็นว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงความจริงมากมาย ซึ่งทุกคนสามารถอ่านได้ทางออนไลน์ ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาปฏิบัติต่อพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างไรกันแน่? มีกี่คนที่สืบค้นหนทางที่แท้จริง? มีกี่คนที่ยังคงกล่าวโทษและต่อต้าน? มีกี่คนที่ทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่ยอมรับและไม่ต่อต้าน? การที่พระเจ้าทรงแสดงความจริงนั้นเผยผู้คนออกได้อย่างดี เมื่ออยู่ต่อหน้าความจริง ทุกคนล้วนถูกจำแนกตามประเภทของตน อันที่จริง มีคนไม่มากนักที่สืบค้นหนทางที่แท้จริง เมื่อเผชิญกับความจริงที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดง และมีคนที่ต่อต้านและกล่าวโทษพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากเกินไป นี่คือข้อเท็จจริงที่เราทุกคนเห็นได้ ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสไม่เพียงแต่ไม่สืบค้นหรือไม่ยอมรับหนทางที่แท้จริงด้วยตนเอง แต่พวกเขายังขัดขวางไม่ให้ผู้เชื่อสืบค้นและยอมรับหนทางนั้นด้วย พวกเขาไม่ให้เสรีภาพในความเชื่อแก่ผู้เชื่อ และพวกเขาทุ่มสุดตัวเพื่อตีกรอบและควบคุมพวกเขา บังคับห้ามผู้เชื่อไม่ให้อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ไม่ให้ต้อนรับผู้ที่เป็นพยานให้พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และไม่ให้สืบค้นหนทางที่แท้จริง ผู้นำในโลกศาสนาเหล่านี้กระทำโดยไม่มีสำนึกใดๆ เลย พวกเขาทุ่มสุดตัวเพื่อกล่าวโทษการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ นี่ไม่ใช่การต่อต้านพระเจ้าหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่การทำบาปหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ? จากข้อเท็จจริงที่ว่าศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาขัดขวางไม่ให้ผู้เชื่อสืบค้นหนทางที่แท้จริง และถึงกับตีความพระคัมภีร์ผิดๆ เพื่อชักพาให้หลงผิด ตีกรอบ และควบคุมผู้เชื่อ เราจะเห็นได้ว่าแม้พวกเขาจะเข้าใจคำพูดและคำสอนบางอย่างของพระคัมภีร์ แต่พวกเขาก็ไม่รู้จักพระเจ้าเลย นี่เป็นเพราะการกระทำและการประพฤติของพวกเขาขัดต่อพระคัมภีร์อย่างรุนแรง และยิ่งขัดต่อความจริงมากยิ่งขึ้นไปอีก แล้วพวกเขาเป็นผู้รับใช้ที่ดีหรือผู้รับใช้ที่ชั่วร้ายกันแน่? ไม่ว่าใครจะพูดยังไง พวกเขาก็ไม่รู้จักพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย พวกเขาต่อต้านพระเจ้าและจะตรึงพระองค์บนกางเขนอีกครั้ง ดังนั้น ศิษยาภิบาลในศาสนาล้วนเป็นผู้เลี้ยงดูเทียมเท็จและผู้รับใช้ที่ชั่วร้าย พวกเขาไม่เป็นที่เห็นชอบของพระเจ้าอย่างแน่นอน แน่นอนว่า พวกเรามีพื้นฐานทางพระคัมภีร์ในการพูดเช่นนี้ และมีพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าเป็นข้อพิสูจน์ องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’ เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:22-23) “วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด พวกเจ้าปิดประตูแผ่นดินสวรรค์ไว้จากมนุษย์เพราะพวกเจ้าเองไม่เข้าไป และเมื่อคนอื่นจะเข้าไป พวกเจ้าก็ไม่ยอม” (มัทธิว 23:13) “วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเจ้าไปทั่วทั้งทางบกและทางทะเล เพื่อจะได้สักคนหนึ่งเข้าจารีต แต่เมื่อได้แล้ว ก็ทำให้เขาตกนรกยิ่งกว่าพวกเจ้าเองถึงสองเท่า” (มัทธิว 23:15) จากพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาจะสามารถเทศนาและทำงานได้ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ไม่ทรงยอมรับพวกเขา และกลับกล่าวโทษพวกเขาว่าเป็นคนทำชั่ว ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? ก็เพราะว่าพวกเขาได้ทำชั่วมากเกินไป พวกเขาได้ทำร้ายและทำลายผู้เชื่อ ทำให้หลายคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกในกลุ่มศาสนาของพวกเขากลายเป็นลูกของนรก คำพูดนี้ควรจะอธิบายอย่างไร? ทำไมพวกเขาถึงกลายเป็นลูกของนรกหลังจากเข้าร่วม? ก็เพราะว่าแม้จะเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าในศาสนา แต่พวกเขาก็ถูกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสชักพาให้หลงผิด ตีกรอบ และผูกมัดเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา พวกเขาแค่ยึดติดกับการเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าในศาสนา แต่ไม่ยอมรับการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า และพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระองค์ทรงทำในยุคสุดท้าย แล้วพวกเขาก็กลายเป็นคนที่ปฏิเสธและต่อต้านพระเจ้า และพวกเขาถูกกำจัดออกไป นี่ไม่ทำให้พวกเขากลายเป็นลูกของนรกหรอกหรือ? คนเหล่านี้ถูกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสทำร้ายและทำลายไปแล้ว นี่เป็นการลุล่วงพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าทุกประการ “ช่างเถิด เขาทั้งหลายเป็นผู้นำที่ตาบอด [ของคนตาบอด] ถ้าคนตาบอดนำทางคนตาบอด ทั้งสองคนจะตกลงไปในบ่อ” (มัทธิว 15:14) ดังนั้น ถ้าศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาไม่อนุญาตให้ผู้คนสืบค้นหนทางที่แท้จริง และกลับชักพาผู้คนให้หลงผิดและตีกรอบ ถึงกับสร้างข่าวลือ ใส่ร้าย และกล่าวโทษคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เช่นนั้นพวกเขาก็เป็นคนบาปมหันต์ พวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า และจุดจบสุดท้ายของพวกเขาย่อมหนีไม่พ้นความพินาศอย่างแน่นอน อย่างที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสไว้ “มีบรรดาผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ในคริสตจักรอันอลังการและสวดท่องพระคัมภีร์ตลอดทั้งวัน แต่กระนั้นก็ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่เข้าใจจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า ไม่มีใครสักคนท่ามกลางพวกเขาที่สามารถรู้จักพระเจ้า นับประสาอะไรที่คนหนึ่งคนใดท่ามกลางพวกเขาจะสามารถทำได้ตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า พวกเขาล้วนเป็นคนที่เลวทรามไร้ค่า แต่ละคนยืนค้ำหัวสั่งสอน ‘พระเจ้า’ พวกเขาคือคนที่ถือธงของพระเจ้า แต่กลับจงใจต้านทานพระเจ้า พวกเขาชูป้ายว่าเชื่อในพระเจ้า พลางกินเนื้อหนังและดื่มเลือดของมนุษย์ไปด้วย ทุกคนที่เป็นเช่นนี้คือเหล่ามารชั่วที่กลืนกินจิตวิญญาณของมนุษย์ เหล่าหัวหน้าปีศาจที่จงใจก่อกวนการออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องของผู้คน และเป็นเครื่องสะดุดที่คอยขัดแข้งขัดขาการแสวงหาพระเจ้าของผู้คน” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, ทุกคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าคือผู้คนที่ต้านทานพระเจ้า) ถ้าผู้คนไม่เรียนรู้ที่จะแยกแยะศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาเลย ยังคงเชื่อสิ่งที่พวกเขาพูดเสมอ และถูกพวกเขาตีกรอบและผูกมัดอยู่ตลอด เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็คือหญิงพรหมจารีที่โง่เขลาที่สุด โอกาสในการได้รับความรอดของพวกเขาจะถูกศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสทำลายไปโดยสิ้นเชิง และพวกเขาจะตกอยู่ในความมืด ร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน บอกฉันหน่อยสิว่า ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาจะต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ไหม? องค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทานการเผยแก่พวกเขาก่อนไหมเมื่อพระองค์เสด็จมา? แน่นอนว่าไม่ ถ้าพวกคุณตระหนักจริงๆ ว่าศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาคือศัตรูของพระคริสต์ที่ต่อต้านพระเจ้า และเป็นพวกมารที่ขัดขวางไม่ให้ผู้คนสืบค้นหนทางที่แท้จริง แล้วพวกคุณจะยังเชื่อคำพูดเยี่ยงมารที่ว่า “ถ้าหนทางใดถูกโลกศาสนากล่าวโทษ หนทางนั้นก็ไม่ใช่หนทางที่แท้จริง” ได้อีกหรือ? ถ้าคุณยังคงเชื่ออย่างหนักแน่นว่าศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาสามารถนำผู้คนเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ ยังคงฟังคำพูดของพวกเขาและนบนอบพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และในที่สุดก็ปฏิเสธหนทางที่แท้จริงและปฏิเสธการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า คุณก็คือคนโง่เง่าที่สุดไม่ใช่หรือ? คำถามนี้ควรค่าแก่การคิดทบทวน!
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ
ตอนนี้ ผู้คนมากมายในโลกศาสนาที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าต่างปรารถนาที่จะต้อนรับพระองค์และกำลังสืบค้นหนทางที่แท้จริง...
ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ได้ทรงงานและทรงแสดงความจริงมากมาย สิ่งเหล่านี้เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต...
สวัสดีพี่น้องชายหญิง พวกเราโชคดีมากที่ได้มาชุมนุมร่วมกัน—ขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้า!...
เพราะว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงความจริงเพื่อทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย หลายคนจึงแสวงหาและสืบค้นหนทางที่แท้จริง...