องค์พระเยซูเจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เมื่อพระองค์ตรัสบนไม้กางเขนว่า “สำเร็จแล้ว”?
คริสตชนเชื่อว่า เมื่อองค์พระเยซูเจ้าตรัสบนไม้กางเขนว่า “สำเร็จแล้ว” คือการตรัสว่าพระราชกิจช่วยมวลมนุษย์ของพระเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว...
พวกเราต้อนรับผู้แสวงหาทุกคนที่ถวิลหาการทรงปรากฏของพระเจ้า!
การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์โดยหลักแล้วคือการเปล่งถ้อยดำรัสและแสดงความจริง ผู้คนมากมายในโลกศาสนาเห็นว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ล้วนเป็นความจริงและเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้า และพวกเขาก็ยอมรับอย่างสิ้นเชิง โดยยอมรับว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้เสด็จกลับมา แต่เพราะศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาและรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนสร้างข่าวลือ เพื่อกล่าวโทษพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ว่าเป็นเพียงคนธรรมดาและบอกว่าพระองค์ไม่สามารถเป็นพระเจ้าได้ บางคนจึงขาดการแยกแยะและถูกชักพาให้หลงผิด พวกเขาจึงไม่กล้าแน่ใจว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย คือบุตรมนุษย์ผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง แล้วเราจะรู้จักบุตรมนุษย์ผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังได้อย่างไรกันแน่? ก่อนอื่น เราทุกคนยอมรับว่าองค์พระเยซูเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์ แล้วองค์พระเยซูเจ้าไม่ใช่คนธรรมดาหรอกหรือ? จากภายนอก องค์พระเยซูเจ้าก็เป็นคนธรรมดาจริงๆ เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจ พวกหัวหน้าปุโรหิต ธรรมาจารย์ และฟาริสีของศาสนายูดาห์ ล้วนกล่าวว่าองค์พระเยซูเจ้าเป็นชาวนาซาเร็ธ เป็นบุตรของช่างไม้ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ยอมรับว่าองค์พระเยซูเจ้าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์ และถึงกับตรึงพระองค์บนกางเขน ทุกวันนี้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงปรากฏและกำลังทรงพระราชกิจ ไม่ว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะทรงแสดงความจริงมากเพียงใด ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาก็ยังคงตัดสินและกล่าวโทษพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ โดยกล่าวว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นคนธรรมดาและไม่สามารถเป็นพระเจ้าได้ พวกเขากำลังทำผิดพลาดแบบเดียวกับพวกหัวหน้าปุโรหิต ธรรมาจารย์ และฟาริสี ของศาสนายูดาห์ อันที่จริง ความเชื่อของเราในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในทุกวันนี้ ตั้งอยู่บนความจริงทั้งมวลที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดง และยังตั้งอยู่บนคำเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าในพระคัมภีร์ด้วย องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงเผยพระวจนะครั้งแล้วครั้งเล่าว่าการเสด็จกลับมาของพระองค์จะเป็น “การเสด็จมาของบุตรมนุษย์” และ “การมาของบุตรมนุษย์” ตัวอย่างเช่น พระองค์ตรัสว่า “ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 24:27) “สมัยของโนอาห์เคยเป็นอย่างไร เมื่อบุตรมนุษย์เสด็จมาก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 24:37) แล้ว “การเสด็จมาของบุตรมนุษย์” หมายถึงอะไร? หมายถึงการที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังในฐานะคนธรรมดา เหมือนกับองค์พระเยซูเจ้า พระเจ้าไม่เคยตรัสว่าพระองค์จะทรงปรากฏต่อผู้คนในภาพลักษณ์ของบุคคลที่พิเศษ หรือบุคคลที่ยิ่งใหญ่เมื่อพระองค์เสด็จกลับมา แล้วอะไรคือความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างบุตรมนุษย์ที่ภายนอกดูธรรมดากับคนอื่นๆ? ก็คือพระองค์สามารถแสดงความจริงได้ แม้ว่าภายนอกบุตรมนุษย์จะดูธรรมดาและมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติเหมือนคนอื่นๆ แต่พระองค์ทรงความเป็นพระเจ้าอยู่ภายใน และพระองค์สามารถแสดงความจริงได้ แต่มนุษย์มีเพียงความเป็นมนุษย์ ไม่มีอะไรอื่น มวลมนุษย์ไม่สามารถแสดงความจริงได้ และไม่มีบุคคลที่พิเศษหรือบุคคลที่ยิ่งใหญ่คนใดสามารถแสดงความจริงได้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังในยุคสุดท้ายได้ทรงแสดงความจริงมากมาย มากกว่าที่องค์พระเยซูเจ้าทรงแสดงในตอนนั้นเป็นร้อยเท่าพันเท่า เมื่อได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็ยอมรับว่านั่นคือความจริง และยอมรับว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการทรงปรากฏของพระเจ้า และพวกเขาก็พากันมาติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเขามีประสบการณ์กับการพิพากษาและการตีสอนในพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และได้รับการทำให้เป็นผู้ชนะโดยพระเจ้า บุตรมนุษย์ธรรมดาผู้นี้สามารถแสดงความจริงมากมาย ทำพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ และพิชิตและช่วยผู้คนมากมายให้รอด นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีมนุษย์คนใดทำได้ จากภายนอก พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็คือคนธรรมดาจริงๆ แต่เมื่อคุณอ่านความจริงทั้งหมดที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงแล้ว คุณก็จะไม่พูดอีกว่าพระองค์เป็นคนธรรมดา คุณจะพูดว่า “เหมือนกับองค์พระเยซูเจ้า พระองค์ทรงมีทั้งความเป็นมนุษย์และเทวสภาพ พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังอย่างแน่นอน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงความจริงมากมาย นี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ใดๆ มากนัก ถ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้สถิตอยู่ภายในพระองค์ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่พระองค์จะทรงแสดงความจริงมากมายเช่นนี้ได้ ดังนั้น เราจึงไม่สามารถเชื่อศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสของโลกศาสนาได้เมื่อพวกเขากล่าวว่า ‘พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นคนธรรมดา’!” ถ้าบุตรมนุษย์ผู้นี้ไม่สามารถแสดงความจริงได้ ก็คงไม่ผิดที่คุณจะบอกว่าพระองค์เป็นคนธรรมดา แต่พระองค์สามารถแสดงความจริงทั้งมวลได้ และพระองค์กำลังทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาระยะหนึ่งอยู่ ดังนั้นพระองค์จึงเป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง ถ้าคุณยังกล้าพูดว่าพระองค์เป็นเพียงคนธรรมดา คุณก็กำลังหมิ่นประมาทพระเจ้า ก็เหมือนกับเมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจโดยการบังเกิดเป็นเนื้อหนังเมื่อสองพันปีก่อน ก่อนที่พระองค์จะทรงเริ่มปฏิบัติพันธกิจอย่างเป็นทางการ ก็คงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ถ้าคุณจะบอกว่าพระองค์เป็นคนธรรมดา เพราะผู้คนไม่สามารถรู้จักพระเจ้าได้เพียงแค่มองจากรูปลักษณ์ภายนอกของพระองค์ แต่หลังจากที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงแสดงความจริงมากมาย และถูกตรึงบนกางเขนเพื่อไถ่มวลมนุษย์แล้ว ผู้คนสองพันล้านคนทั่วโลกเรียกพระองค์ว่าพระผู้ช่วยให้รอดพระเยซู ติดตามพระองค์ และเชื่อในพระองค์ คุณยังจะกล้าพูดว่าพระองค์เป็นคนธรรมดาอีกไหม? ถ้าคุณยังพูดว่าพระองค์เป็นคนธรรมดา คุณก็จะเป็นคนที่หมิ่นประมาทพระเจ้า ดังนั้น อะไรคือพื้นฐานที่แท้จริงในการแยกแยะ ว่าใครคือพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังหรือแค่คนธรรมดา? พื้นฐานก็คือแก่นแท้ของพระองค์ หรือก็คือ พระวจนะและพระราชกิจของพระองค์ การที่พระองค์สามารถแสดงความจริงมากมายได้พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงมีแก่นแท้ความเป็นพระเจ้า และอย่างน้อยที่สุด พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็สถิตอยู่ภายในพระองค์ แม้ว่าภายนอกคุณจะไม่สามารถเห็นแก่นแท้ความเป็นพระเจ้าของพระองค์ได้ แต่การที่พระองค์สามารถแสดงความจริงมากมายได้ก็เป็นหลักฐานที่ดีที่สุด ดังนั้น คุณสามารถตัดสินได้อย่างแน่นอนว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นคนธรรมดาหรือเป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง โดยดูจากข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ได้ทรงแสดงความจริงมากมาย และกำลังทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายเป็นหลัก อย่างที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสไว้ “บุคคลที่เป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังมีแก่นแท้ของพระเจ้าอยู่ และบุคคลที่เป็นพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังนี้มีการแสดงออกของพระเจ้า ในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง พระองค์ย่อมนำพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำมาพร้อมกับพระองค์ด้วย และในเมื่อบุคคลผู้นี้คือพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง พระองค์ย่อมทรงแสดงออกซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และสามารถนำความจริงมาให้มนุษย์ มอบชีวิตและชี้ทางให้แก่มนุษย์ แน่นอนว่าเนื้อหนังที่ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้าย่อมไม่ใช่พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย ถ้ามนุษย์คิดจะตรวจสอบว่านี่คือเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเขาก็ต้องพิจารณาเรื่องนี้จากอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงออกมาและพระวจนะที่พระองค์ตรัส ซึ่งหมายความว่าการที่จะกำหนดลงไปว่าใช่เนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังหรือไม่ และใช่หนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น คนเราต้องแยกแยะโดยดูที่แก่นแท้ของพระองค์ ดังนั้น กุญแจสำคัญว่าใช่เนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังหรือไม่ จึงอยู่ที่แก่นแท้ของพระองค์ (พระราชกิจ ถ้อยดำรัส อุปนิสัยของพระองค์ และแง่มุมอื่นๆ อีกมาก) ไม่ใช่รูปปรากฏภายนอก ถ้ามนุษย์ตรวจสอบแต่รูปปรากฏภายนอก ยังผลให้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่ก็แสดงว่ามนุษย์เบาปัญญาและไม่รู้ความ” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำนำ) ทุกวันนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเจ้ามากี่ปีแล้วก็ตาม ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และแสวงหาความจริงก็ได้เข้าใจความจริงมากมาย สามารถรู้จักตนเองและปฏิบัติความจริง และมีคำพยานจากประสบการณ์ถึงการทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของตนได้บ้าง พวกเขาทุกคนรู้สึกโชคดีที่ได้เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ได้เข้าใจความจริงมากมาย ได้เริ่มต้นบนเส้นทางชีวิตที่ถูกต้อง และได้รับความรอดของพระเจ้า นี่คือพรที่พระเจ้าประทานแก่พวกเขา! ส่วนผู้ที่ไม่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ก็ทำได้เพียงตกอยู่ในความวิบัติ ร้องไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นี่คือจุดจบสำหรับผู้ที่ไม่ยอมรับบุตรมนุษย์ผู้แสดงความจริง และไม่สามารถต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ
คริสตชนเชื่อว่า เมื่อองค์พระเยซูเจ้าตรัสบนไม้กางเขนว่า “สำเร็จแล้ว” คือการตรัสว่าพระราชกิจช่วยมวลมนุษย์ของพระเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว...
ผู้เชื่อจำนวนมากอ่านถ้อยคำของเปาโลใน 2 ทิโมธีที่ว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” (2 ทิโมธี 3:16)...
ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เสด็จมาแล้ว ทรงแสดงความจริง ปรากฏและทรงงานเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ตั้งแต่เผยแพร่หนังสือ...
ผู้คนต่างตระหนักแล้วว่าความวิบัติครั้งใหญ่มาถึงเราแล้ว ผู้ที่คาดหวังว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาบนเมฆก็รอคอยด้วยลมหายใจที่แผ่วลง...