ความรอดโดยผ่านทางความเชื่อเปิดทางให้เข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าไหม?
โรคระบาดกระจายไปทั่วอย่างไม่ปรานี แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝูงแมลง ความอดอยากได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว หลายคนมีความกังวลตลอดเวลา...
พวกเราต้อนรับผู้แสวงหาทุกคนที่ถวิลหาการทรงปรากฏของพระเจ้า!
ผู้คนมากมายคิดว่าหลังจากที่องค์พระเยซูเจ้าถูกตรึงบนกางเขนและฟื้นคืนพระชนม์จากความตายแล้ว พระองค์ก็ได้กลายเป็นกายจิตวิญญาณที่ทรงพระสิริและเสด็จขึ้นสู่สวรรค์แล้ว ดังนั้น เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมา พระองค์ควรจะทรงปรากฏและทรงพระราชกิจในกายจิตวิญญาณที่ฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ ดังนั้น พวกเขาจึงถามว่า เหตุใดพระเจ้าจึงต้องทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังในฐานะบุตรมนุษย์อีกครั้งเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายด้วย? เราทุกคนรู้ว่าในยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าทรงปรากฏและทรงพระราชกิจ โดยการบังเกิดเป็นเนื้อหนังในฐานะบุตรมนุษย์เพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เพื่อใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขา และเพื่อแสดงความจริงเพื่อนำพวกเขา ในที่สุด พระองค์ก็ถูกตรึงบนกางเขนเพื่อรับบาปของมวลมนุษย์ เป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปให้แก่มนุษย์ หนทางที่ดีที่สุดสำหรับพระเจ้าที่จะทรงปรากฏ ทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ และทรงทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปก็คือการบังเกิดเป็นเนื้อหนัง ไม่เพียงแต่ซาตานจะถูกทำให้อับอาย แต่พระเจ้าก็ยังทรงได้รับพระสิริด้วย เห็นได้ชัดว่าการที่พระเจ้าทรงเลือกที่จะทรงพระราชกิจในฐานะผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังนั้นขึ้นอยู่กับความจำเป็นของพระราชกิจโดยแท้ พระองค์ไม่ได้ทรงกำหนดลักษณะการทรงปรากฏของพระองค์ตามมโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันของมนุษย์ แล้วเหตุใดพระเจ้าจึงต้องบังเกิดเป็นเนื้อหนังอีกครั้งเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายด้วย? นี่ก็เป็นไปตามความจำเป็นของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามเช่นกัน มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องได้รับความรอดจากพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง พระราชกิจของพระเจ้าในการช่วยผู้คนให้รอดนั้นไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ผู้คนคิดฝัน ไม่ใช่ว่าแค่ทรงแสดงความจริงให้ครบถ้วน แล้วให้ผู้คนอ่านพระวจนะของพระเจ้าด้วยตนเอง ชุมนุมสามัคคีธรรม และปฏิบัติและมีประสบการณ์กับพระวจนะเหล่านั้นก็พอแล้ว แบบนั้นย่อมไม่เกิดผลใดๆ มีกระบวนการที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงสำหรับพระราชกิจของพระเจ้าทุกระยะ และทุกระยะก็เกี่ยวข้องกับรายละเอียดมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าเพื่อชำระผู้คนให้บริสุทธิ์ในยุคสุดท้ายนั้น ต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในระยะยาว ในระหว่างนี้ พระองค์ทรงแสดงความจริงอย่างตรงเป้าหมายเพื่อพิพากษาและเปิดโปงผู้คน ตามสภาวะอันเสื่อมทรามต่างๆ และความเป็นกบฏกับการต่อต้านที่พวกเขาเผยออกมา ทั้งยังต้องให้ผู้คนมีประสบการณ์กับบททดสอบและการถลุงต่างๆ ซึ่งจะเผยพวกเขาออกมา เรื่องนี้พระเจ้าต้องบังเกิดเป็นเนื้อหนังและใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนเพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ ดังนั้น พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังจึงต้องมีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ ซึ่งทำให้พระองค์ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้สะดวก และผู้คนสามารถใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ พูดจาอย่างอิสระและทำตัวเป็นธรรมชาติเหมือนกับเวลาที่พวกเขาปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ซึ่งทำให้พระเจ้าทรงแสดงความจริงเพื่อชำระผู้คนให้บริสุทธิ์และช่วยพวกเขาให้รอดได้อย่างสะดวก ถ้าพระองค์ทรงปรากฏในฐานะกายจิตวิญญาณ ก็คงไม่ง่ายที่จะปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ลองคิดดูสิว่า ถ้ากายจิตวิญญาณของพระเจ้าปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้คนอย่างกะทันหัน พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร? พวกเขาคงจะหวาดกลัวและตื่นตระหนก การปฏิสัมพันธ์กับพระวิญญาณของพระเจ้าเพียงครั้งหรือสองครั้งจะทำให้ผู้คนหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจะหวาดกลัวเพราะไม่รู้ว่าพระเจ้าจะเสด็จมาเมื่อใด และไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับพระเจ้าอย่างไร ดังนั้นบอกฉันทีว่า พระราชกิจแห่งการช่วยผู้คนให้รอดจะเกิดผลได้หรือไม่ถ้าพระเจ้าเสด็จมาในฐานะกายจิตวิญญาณเพื่อทรงพระราชกิจนั้น? ย่อมไม่เกิดผล ถ้าหัวใจของผู้คนสั่นสะท้านด้วยความกลัว และพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น การป้องกันตัว และการหลบเลี่ยง พวกเขาก็จะไม่สามารถเปิดใจต่อพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะทรงแสดงความจริงเพื่อช่วยผู้คนให้รอดได้อย่างไรกัน? ยิ่งไปกว่านั้น เฉพาะพระพักตร์กายจิตวิญญาณของพระองค์ ผู้คนจะไม่มีมโนคติอันหลงผิดใดๆ เลย พวกเขาจะทำได้เพียงตัวสั่นด้วยความกลัว ไม่กล้าแสดงความเป็นกบฏหรือการต่อต้านแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกล้าทำตามเจตจำนงของตนเอง ในกรณีนั้น อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คนก็จะถูกซ่อนไว้และไม่อาจได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ได้ สิ่งนี้พิสูจน์ว่าการที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในฐานะกายจิตวิญญาณนั้นไม่เอื้อต่อการช่วยผู้คนให้รอด แต่เมื่อพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังในฐานะคนธรรมดา ก็ง่ายต่อการทรงพระราชกิจของพระองค์ เมื่อผู้คนเห็นว่าพระคริสต์เป็นคนธรรมดา พวกเขาก็จะเข้าใกล้พระเจ้าและเปิดใจต่อพระองค์ได้ง่าย และเมื่อพระเจ้าทรงแสดงพระวจนะเพื่อเปิดโปงผู้คน พวกเขาก็จะยอมรับได้ง่ายเช่นกัน แล้วถ้าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังในฐานะบุคคลพิเศษ หรือคนที่มีชื่อเสียง จะสามารถบรรลุผลลัพธ์นี้ได้ไหม? ผู้คนจะรู้สึกว่าพระเจ้าอยู่ไกลเกินเอื้อม และจะเกิดระยะห่างระหว่างพวกเขากับพระเจ้า แต่ถ้าพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังในฐานะคนธรรมดา ผู้คนก็จะสามารถเข้าใกล้พระเจ้า พูดจากใจจริง และไม่ว่าพวกเขามีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามใดๆ ก็สามารถเผยออกมาได้ ทั้งยังทำให้มโนคติอันหลงผิดและความคิดฝันใดๆ ที่พวกเขามีถูกเปิดโปงออกมาได้ง่ายด้วย ด้วยวิธีนี้ จึงทำให้พระเจ้าเปิดโปงและพิพากษาผู้คนได้ง่ายและสะดวก ดังนั้น ในพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระองค์ พระเจ้าจึงต้องบังเกิดเป็นเนื้อหนังในฐานะคนธรรมดา ภาพลักษณ์ของเนื้อหนังนี้ต้องไม่พิเศษเกินไป แบบนี้เท่านั้นผู้คนจึงจะเต็มใจปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้า เหมือนกับที่พวกเขาปฏิสัมพันธ์กับคนธรรมดา พวกเขาจะมีอิสระเสรีในการพูดและการกระทำ และพวกเขาจะสามารถพูดกับพระเจ้าจากใจจริงได้อย่างเรียบง่ายและเปิดเผย ยิ่งไปกว่านั้น เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง ความเป็นกบฏและความเสื่อมทรามของผู้คนก็สามารถเผยออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน ผ่านการพิพากษา การเปิดโปง และการตัดแต่งของพระเจ้า ผู้คนจะเต็มใจกลับใจเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า แสดงความตั้งใจแน่วแน่ต่อพระองค์ และมอบหัวใจของพวกเขาแด่พระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง เมื่อผู้คนเข้าใจความจริงอย่างถ่องแท้แล้ว พวกเขาก็จะสามารถนบนอบพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงในใจของพวกเขา และนมัสการพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงได้ ผู้ที่ได้รับความจริง จะสามารถบรรลุการมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าผู้ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริง สามารถรักพระเจ้าอย่างสุดซึ้ง และนบนอบจนถึงความตาย ด้วยวิธีนี้ พระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังจึงสามารถทำให้คนกลุ่มหนึ่งครบบริบูรณ์และได้รับพวกเขา อย่างที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสไว้ “ขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง แท้จริงแล้วพระองค์กำลังทำสงครามกับซาตานอยู่ในเนื้อหนัง เมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง พระองค์ก็กำลังทรงพระราชกิจของพระองค์ในโลกวิญญาณ และทำให้พระราชกิจทั้งปวงของพระองค์ในโลกวิญญาณกลายเป็นจริงบนแผ่นดินโลก คนที่ถูกพิชิตก็คือมนุษย์ มนุษย์ที่เป็นกบฏต่อพระองค์ ส่วนคนที่ถูกทำให้พ่ายแพ้คือร่างจำแลงของซาตาน (แน่นอนว่านี่ก็คือมนุษย์เช่นกัน) ที่เป็นอริกับพระองค์ และคนที่ได้รับการช่วยให้รอดในท้ายที่สุดก็คือมนุษย์เช่นกัน ดังนั้น จึงยิ่งจำเป็นที่พระเจ้าจะต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ที่มีเปลือกนอกเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เพื่อให้พระองค์สามารถทำสงครามกับซาตานได้จริง สามารถพิชิตมนุษย์ที่เป็นกบฏต่อพระองค์และมีเปลือกนอกแบบเดียวกันกับพระองค์ได้ และสามารถช่วยมนุษย์ที่มีเปลือกนอกเหมือนพระองค์และถูกซาตานทำร้ายไปแล้วนั้นให้รอด ศัตรูของพระองค์คือมนุษย์ เป้าหมายที่พระองค์จะพิชิตก็คือมนุษย์ และเป้าหมายที่พระองค์จะทรงช่วยให้รอดย่อมเป็นมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา ดังนั้นพระองค์จึงต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทำดังนี้ พระราชกิจของพระองค์จึงง่ายขึ้นมาก—พระองค์สามารถเอาชนะซาตานและพิชิตมวลมนุษย์ และยิ่งสามารถมากขึ้นที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอด” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามยิ่งจำเป็นต้องได้รับความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์) “สำหรับผู้คนที่เสื่อมทราม มีแต่พระราชกิจที่มอบพระวจนะที่ถูกต้องและเป้าหมายที่ชัดเจนให้ไล่ตามเสาะหา ทั้งยังมองเห็นและจับต้องได้เท่านั้น ที่เป็นพระราชกิจชนิดที่ทรงคุณค่าที่สุด มีเพียงพระราชกิจที่อยู่กับความเป็นจริงและการชี้นำที่ทันกาลเท่านั้นที่เหมาะกับความนิยมชมชอบของมนุษย์ และมีเพียงพระราชกิจที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเท่านั้นที่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากอุปนิสัยที่เสื่อมทรามและต่ำช้าของเขาได้ เรื่องนี้มีแต่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่สัมฤทธิ์ได้ มีแต่พระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่ช่วยมนุษย์ให้รอดจากอุปนิสัยดั้งเดิมที่เสื่อมทรามและต่ำช้าของเขาได้ ถึงแม้พระวิญญาณจะเป็นแก่นแท้ในธรรมชาติของพระเจ้า แต่พระราชกิจดังเช่นการนี้สามารถทำได้โดยเนื้อหนังของพระองค์เท่านั้น หากพระวิญญาณได้ทรงพระราชกิจเพียงฝ่ายเดียว เช่นนั้นแล้ว ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่พระราชกิจของพระองค์จะมีประสิทธิผล—นี่คือความจริงที่ชัดแจ้ง ผู้คนส่วนใหญ่กลายเป็นศัตรูของพระเจ้าก็เพราะเนื้อหนังนี้ อย่างไรก็ดี เมื่อเนื้อหนังนี้สรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ บรรดาผู้ที่ต่อต้านพระองค์จะไม่เพียงเลิกเป็นศัตรูของพระองค์เท่านั้น แต่ตรงกันข้าม จะกลายเป็นพยานของพระองค์ พวกเขาจะกลายเป็นพยานที่พระองค์ได้ทรงพิชิต พยานทั้งหลายที่เข้ากันได้กับพระองค์และมิอาจแยกจากพระองค์ได้ พระองค์จะทรงทำให้มนุษย์รู้ถึงความสำคัญที่พระราชกิจของเนื้อหนังมีต่อมนุษย์ และมนุษย์จะรู้จักความสำคัญของเนื้อหนังนี้ที่มีต่อความหมายแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ จะรู้จักคุณค่าที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของชีวิตมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น จะรู้ด้วยว่าโดยไม่คาดคิด เนื้อหนังนี้จะกลายเป็นน้ำพุแห่งชีวิตที่มีชีวิตซึ่งมนุษย์ไม่สามารถทนแยกจากได้” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามยิ่งจำเป็นต้องได้รับความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์) “เพราะฉะนั้น มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจึงยิ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับความรอดจากพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง และยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีพระราชกิจโดยตรงของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง มวลมนุษย์ต้องการพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังมาเลี้ยงดูเขา สนับสนุนเขา ให้น้ำเขา ให้อาหารเขา พิพากษาและตีสอนเขา และเขาต้องการพระคุณมากขึ้นและการไถ่ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นจากพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนัง มีเพียงพระเจ้าในเนื้อหนังเท่านั้นที่สามารถเป็นคนสนิทของมนุษย์ เป็นผู้เลี้ยงดูมนุษย์ เป็นความช่วยเหลือในปัจจุบันนี้ของมนุษย์ และทั้งหมดนี้เป็นความจำเป็นของการบังเกิดเป็นเนื้อหนังทั้งในวันนี้และในอดีตกาล” (พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามยิ่งจำเป็นต้องได้รับความรอดจากพระเจ้าผู้ประสูติเป็นมนุษย์)
ปี 2026 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ
โรคระบาดกระจายไปทั่วอย่างไม่ปรานี แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝูงแมลง ความอดอยากได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว หลายคนมีความกังวลตลอดเวลา...
เราทุกคนต่างรู้ ว่า 2,000 ปีก่อน องค์พระเยซูเจ้าปรากฏและทรงงานแห่งการไถ่ในแคว้นยูเดีย และประกาศว่า “จงกลับใจใหม่...
สองพันปีก่อน หลังถูกตรึงกางเขนและเสร็จงานแห่งการไถ่ องค์พระเยซูเจ้าทรงสัญญาว่าจะกลับมา ตั้งแต่นั้นมา...
ผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกคนเชื่อในพระสัญญาขององค์พระเยซูเจ้าที่ว่า “เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับพวกท่าน...