การแยกแยะและการวิเคราะห์ข่าวลือและคำร้ายสาระของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและโลกศาสนา (ตอนที่ 1)

วันที่ 07 เดือน 07 ปี 2021

(1) พรรคคอมมิวนิสต์จีนแพร่ข่าวลือว่า: การเชื่อในพระเจ้าและการเผยแผ่พระกิตติคุณขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเป็นการต่อต้านพรรคและรัฐบาล

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง

“พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับพวกเขาว่า ‘สิทธิอำนาจทั้งหมดในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค’” (มัทธิว 28:18-20)

“พวกท่านจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน” (มาระโก 16:15)

“แต่พวกท่านจะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กิจการ 1:8)

“แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐนิรันดร์แก่คนทั้งหลายที่อยู่บนแผ่นดินโลก แก่ทุกประชาชาติ ทุกเผ่า ทุกภาษา และทุกชนชาติ” (วิวรณ์ 14:6)

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าไม่ได้มีส่วนในทางการเมืองของมนุษย์ กระนั้นชะตากรรมของประเทศหรือชนชาติหนึ่งก็ยังถูกควบคุมโดยพระเจ้า พระเจ้าทรงควบคุมโลกนี้และจักรวาลทั้งหมดทั้งสิ้น ชะตากรรมของมนุษย์และแผนการของพระเจ้าเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น และไม่มีมนุษย์ ประเทศ หรือชนชาติใดที่ได้รับการยกเว้นจากอธิปไตยของพระเจ้า หากมนุษย์ปรารถนาจะรู้ชะตากรรมของเขา เขาจะต้องมาอยู่เฉพาะพระพักตร์ พระเจ้าจะทรงทำให้ผู้คนที่ติดตามและนมัสการพระองค์มีความเจริญรุ่งเรือง และจะทรงนำความเสื่อมและการสาบสูญไปสู่ผู้คนที่ต่อต้านและปฏิเสธพระองค์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระราชกิจของทุกยุคริเริ่มโดยพระเจ้าพระองค์เอง แต่เจ้าควรรู้ไว้ว่า ไม่ว่าพระเจ้าจะทรงพระราชกิจในหนทางใด พระองค์ก็มิได้เสด็จมาเพื่อเริ่มต้นขบวนการ หรือเพื่อจัดการประชุมพิเศษ หรือเพื่อสถาปนาองค์กรแบบใดก็ตามแทนพวกเจ้า พระองค์เสด็จมาเพื่อดำเนินพระราชกิจที่พระองค์ควรจะทรงทำเท่านั้น พระราชกิจของพระองค์ไม่ทนทุกข์กับการจำกัดควบคุมของมนุษย์คนใด พระองค์ทรงพระราชกิจของพระองค์ไม่ว่าพระองค์จะทรงปรารถนาอย่างไร ไม่สำคัญว่ามนุษย์จะคิดหรือรู้สิ่งใดเกี่ยวกับมัน พระองค์ทรงกังวลกับการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสิ้นเท่านั้น ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบัน ได้มีพระราชกิจมาแล้วสามช่วงระยะ จากพระยาห์เวห์ถึงพระเยซู และจากยุคธรรมบัญญัติถึงยุคพระคุณ พระเจ้าไม่เคยทรงเรียกให้มีการประชุมพิเศษสำหรับมนุษย์ อีกทั้งพระองค์ไม่เคยทรงรวมพลมวลมนุษย์ทั้งหมดเข้าด้วยกันเพื่อที่จะเรียกให้มีการประชุมพิเศษเพื่อการทำงานทั่วโลกและยืดขยายแดนครอบครองในพระราชกิจของพระองค์ออกไปด้วยผลจากการนั้น ทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำคือการดำเนินพระราชกิจริเริ่มของยุคหนึ่งทั้งยุคในเวลาที่เหมาะสมและในสถานที่ที่เหมาะสม ด้วยการนั้นจึงนำมาซึ่งยุคนั้นและนำทางเผ่าพันธุ์มนุษย์ในวิธีที่พวกเขาจะดำรงชีวิต การประชุมพิเศษคือการชุมนุมของมนุษย์ การรวมตัวกันของผู้คนเพื่อเฉลิมฉลองวันหยุดคืองานของมนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงถือปฏิบัติวันหยุด และที่มากกว่านั้น ทรงพบว่าวันหยุดเหล่านั้นน่าชิงชัง พระองค์ไม่ทรงเรียกให้มีการประชุมพิเศษ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงพบว่าการประชุมเหล่านั้นน่าชิงชัง บัดนี้ เจ้าควรเข้าใจอย่างแน่ชัดว่าอะไรคือพระราชกิจที่ทรงทำโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์!

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ผู้คนทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจจุดมุ่งหมายของงานของเราบนโลก นั่นคือ สิ่งที่เราปรารถนาที่จะได้รับในท้ายที่สุด และระดับที่เราต้องสัมฤทธิ์ผลในงานนี้ก่อนที่งานจะสามารถครบบริบูรณ์ได้ หากว่าหลังจากที่เดินมากับเราจนถึงวันนี้ ผู้คนยังไม่เข้าใจว่างานของเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เช่นนั้นแล้ว พวกเขาไม่ได้เดินมากับเราอย่างเปล่าประโยชน์หรอกหรือ? หากผู้คนติดตามเรา พวกเขาควรรู้เจตจำนงของเรา เราได้ทำงานบนแผ่นดินโลกมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว และจนถึงวันนี้ เรายังคงดำเนินการงานของเราเช่นนี้ต่อไป ถึงแม้ว่างานของเราจะมีโครงการมากมาย จุดประสงค์ของงานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าเราเต็มเปี่ยมไปด้วยคำพิพากษาและการตีสอนต่อมนุษย์ ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เราทำยังคงเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งการช่วยเขาให้รอด และเพื่อประโยชน์แห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐของเราให้ดียิ่งขึ้นและขยายงานของเราออกไปให้ไกลยิ่งขึ้นท่ามกลางประชาชาติทั้งปวงเมื่อมนุษย์ได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์แล้ว ดังนั้นวันนี้ ในยามที่ผู้คนจำนวนมากจมลึกอยู่ในความท้อใจมานานแล้ว เรายังคงทำงานของเราต่อไป เราทำงานที่เราต้องทำเพื่อพิพากษาและตีสอนมนุษย์ต่อไป ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงว่ามนุษย์เบื่อหน่ายกับสิ่งที่เราพูด และเขาไม่มีความพึงปรารถนาที่จะสนใจงานของเรา เราก็ยังคงดำเนินการตามหน้าที่ของเราอยู่ เนื่องจากจุดประสงค์ของงานของเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลง และแผนดั้งเดิมของเราจะไม่หยุดชะงัก หน้าที่ของการพิพากษาของเราคือการทำให้มนุษย์สามารถเชื่อฟังเรายิ่งขึ้น และหน้าที่ของการตีสอนของเราคือการช่วยให้มนุษย์สามารถรับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แม้ว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการบริหารจัดการของเราก็ตาม แต่เราไม่เคยทำสิ่งใดที่ไร้ประโยชน์ต่อมนุษย์ เนื่องจากเราพึงปรารถนาที่จะทำให้ประชาชาติต่างๆ ทั้งหมดนอกเหนือไปจากอิสราเอลเชื่อฟังดังเช่นผู้คนแห่งอิสราเอล ทำให้พวกเขาเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ซึ่งเราคงจะมีหลักที่มั่นคงในแผ่นดินที่อยู่นอกอิสราเอล นี่คือการบริหารจัดการของเรา มันคืองานที่เรากำลังทำให้สำเร็จลุล่วงท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย แม้กระทั่งบัดนี้ ผู้คนจำนวนมากก็ยังคงไม่เข้าใจการบริหารจัดการของเรา เพราะว่าพวกเขาไม่มีความสนใจในเรื่องต่างๆ ดังกล่าว และใส่ใจเฉพาะอนาคตและบั้นปลายของตนเองเท่านั้น ไม่ว่าเราจะกล่าวอะไรก็ตาม พวกเขายังคงไม่แยแสต่องานที่เราทำ แต่กลับมุ่งเน้นอยู่กับบั้นปลายในวันพรุ่งนี้ของตนเพียงอย่างเดียว หากเรื่องต่างๆ ดำเนินไปอย่างนี้ งานของเราจะสามารถแผ่ขยายไปได้อย่างไร? ข่าวประเสริฐของเราจะได้รับการเผยแผ่ไปทั่วทั้งโลกได้อย่างไร? จงรู้ไว้เถิดว่าเมื่องานของเราเผยแผ่ออกไป เราจะทำให้พวกเจ้ากระจัดกระจายไป และโจมตีพวกเจ้าเหมือนดังที่พระยาห์เวห์ได้โจมตีแต่ละเผ่าของอิสราเอล ทั้งหมดนี้จะถูกทำลงไปเพื่อที่ข่าวประเสริฐของเราจะสามารถเผยแผ่ไปทั่วทั้งโลกได้ เพื่อที่ข่าวประเสริฐจะสามารถไปถึงประชาชาติทั้งหลาย เพื่อที่นามของเราจะได้รับการสรรเสริญโดยบรรดาผู้ใหญ่และเด็กๆ เช่นเดียวกัน และนามอันศักดิ์สิทธิ์ของเราจะได้เป็นที่ยกย่องในปากของผู้คนจากทุกเผ่าและทุกชาติ มันเป็นไปเพื่อที่ว่า ในยุคสุดท้ายนี้ นามของเราจะได้รับการสรรเสริญท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย เพื่อที่ประชาชาติทั้งหลายจะได้เห็นกิจการทั้งหลายของเราและพวกเขาจะเรียกเราว่าองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เนื่องจากกิจการทั้งหลายของเรา และเพื่อที่วจนะของเราจะได้บังเกิดขึ้นในอีกไม่นาน เราจะทำให้ผู้คนทั้งปวงรู้ว่าเราไม่ได้เป็นเพียงพระเจ้าของผู้คนแห่งอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังเป็นพระเจ้าของประชาชาติในบรรดาชาติทั้งหมดอีกด้วย แม้แต่บรรดาชาติที่เราได้สาปแช่ง เราจะปล่อยให้ผู้คนทั้งหมดได้เห็นว่าเราคือพระเจ้าของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง นี่คืองานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา จุดประสงค์ของแผนงานของเราสำหรับยุคสุดท้าย และงานเดียวที่จะต้องทำให้ลุล่วงในยุคสุดท้าย

ตัดตอนมาจาก “งานแห่งการเผยแผ่ข่าวประเสริฐคืองานแห่งการช่วยมนุษย์ให้รอดด้วยเช่นกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

สิ่งใดคือจุดประสงค์ของการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ? ดังที่ได้กล่าวไว้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่พระราชกิจช่วงระยะนี้ได้เริ่มต้น พระเจ้าได้เสด็จมาทรงพระราชกิจของพระองค์ในครั้งนี้เพื่อเปิดยุคสมัยใหม่อย่างเป็นทางการ เพื่อนำยุคสมัยใหม่มาและสิ้นสุดยุคสมัยเก่า ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งที่ตอนนี้สามารถมองเห็นได้ในพวกเราที่อยู่ที่นี่ตอนนี้และที่ได้ถูกทำให้ลุล่วงแล้ว กล่าวคือพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจใหม่ และผู้คนที่นี่ได้ยอมรับการนี้แล้วและได้ออกมาจากยุคธรรมบัญญัติและยุคพระคุณแล้ว โดยไม่อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์อีกต่อไป ไม่ดำรงชีวิตใต้กางเขนอีกต่อไป ไม่ร้องเรียกพระนามขององค์พระเยซูเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดอีกต่อไป แต่อธิษฐานต่อพระนามของพระเจ้าในยุคปัจจุบันและยอมรับพระวจนะที่พระเจ้าทรงแสดงออกในตอนนี้พร้อมกัน และถือพระวจนะเหล่านั้นเป็นหลักธรรมแห่งการอยู่รอด วิธีการและวัตถุประสงค์ของชีวิตมนุษย์ ในแง่นี้ ผู้คนที่นี่ไม่ได้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ไปแล้วหรอกหรือ? เช่นนั้นแล้ว ผู้คนอีกมากที่ไม่ได้ยอมรับข่าวประเสริฐนี้และพระวจนะเหล่านี้ดำรงชีวิตในยุคสมัยใดเล่า? พวกเขายังคงดำรงชีวิตในยุคพระคุณ ตอนนี้เป็นการทรงเรียกของพวกเจ้าที่จะนำพาผู้คนเหล่านี้ออกจากยุคพระคุณและให้พวกเขาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่นี้ เจ้าสามารถทำให้พระบัญชานี้สำเร็จลุล่วงได้โดยการอธิษฐานและร้องเรียกพระนามของพระเจ้าเท่านั้นหรือ? มันเพียงพอหรือที่จะประกาศพระวจนะของพระเจ้าไม่กี่คำเท่านั้น? ไม่อย่างแน่นอน การนี้พึงประสงค์ให้พวกเจ้าทั้งหมดต้องแบกรับความรับผิดชอบต่อหน้าที่เผยแผ่ข่าวประเสริฐ เผยแผ่พระวจนะของพระเจ้า เผยแผ่ทั้งสองออกไปและแผ่ขยายขอบเขตของทั้งสอง สิ่งใดคือความหมายของการ “แผ่ขยายขอบเขตของทั้งสอง”? ย่อมหมายถึงการเผยแผ่ข่าวประเสริฐของพระเจ้าไปเกินกว่าเพียงแค่ผู้คนที่อยู่ที่นี่ หมายถึงการทำให้ผู้คนมากขึ้นตระหนักรู้พระราชกิจใหม่ของพระเจ้า และจากนั้นก็ประกาศพระวจนะของพระเจ้าแก่พวกเขา มันหมายถึงการใช้ประสบการณ์ของพวกเจ้าเพื่อเป็นพยานต่อพระราชกิจของพระเจ้าและเพื่อนำพาพวกเขาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่อีกด้วย เช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะเป็นเช่นเดียวกันกับพวกเจ้า เจตนารมณ์ของพระเจ้าเด่นชัดมาก—พระองค์คงจะไม่มีเพียงแค่พวกเจ้าที่ได้ยินและได้ยอมรับพระวจนะของพระองค์และได้เริ่มติดตามพระองค์เข้าสู่ยุคสมัยใหม่แล้ว พระองค์ทรงต้องประสงค์ที่จะนำเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งปวงเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ นี่คือเจตนารมณ์ของพระเจ้า และนี่คือความจริงหนึ่งที่ทุกบุคคลที่ติดตามพระเจ้าอยู่ในปัจจุบันควรเข้าใจ พระเจ้าไม่ได้กำลังทรงนำผู้คนหนึ่งหมู่หรือหนึ่งกลุ่มเล็กๆ เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ แต่กำลังทรงนำมนุษยชาติทั้งมวลเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เพื่อสัมฤทธิ์วัตถุประสงค์นี้ มันจำเป็นที่จะต้องเผยแผ่ข่าวประเสริฐ และใช้วิธีการและช่องทางมากมายในการทำเช่นนั้น

ตัดตอนมาจาก “สำหรับเหล่าผู้นำและคนทำงาน การเลือกสรรเส้นทางคือความสำคัญสูงสุด (1)” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์

(2) พรรคคอมมิวนิสต์จีนและโลกศาสนาแพร่ข่าวลือว่า: คริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นลัทธิ

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

การผ่านไปของยุคต่างๆ การพัฒนาด้านสังคม และโฉมหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปของธรรมชาติ ล้วนแล้วแต่ติดตามการปรับเปลี่ยนในพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะ มวลมนุษย์เปลี่ยนแปลงในเวลาที่พ้องกับพระราชกิจของพระเจ้า และไม่ได้พัฒนาด้วยตัวเอง พระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระเจ้านั้นถูกอ้างอิงเพื่อที่จะนำสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมด และผู้คนทั้งปวงของทุกศาสนาและทุกนิกาย สู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าองค์เดียว โดยไม่คำนึงถึงว่าเจ้านับถือศาสนาอะไร ในท้ายที่สุดเจ้าก็จะนบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงสามารถดำเนินการพระราชกิจนี้ได้ ไม่สามารถทำได้โดยหัวหน้าศาสนาใดๆ มีศาสนาที่สำคัญมากมายในโลก และแต่ละศาสนาก็มีหัวหน้า หรือผู้นำของตัวเอง และบรรดาผู้ติดตามก็กระจายไปทั่วประเทศและภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ทุกประเทศ ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก มีศาสนาต่างๆ อยู่ภายในประเทศ อย่างไรก็ตามโดยไม่คำนึงถึงว่าจะมีกี่ศาสนาทั่วโลก ในท้ายที่สุดผู้คนทั้งปวงภายในจักรวาลก็จะดำรงอยู่ภายใต้การทรงนำของพระเจ้าองค์เดียว และการดำรงอยู่ของพวกเขาก็ไม่ได้นำโดยหัวหน้าหรือผู้นำทางศาสนา กล่าวคือมวลมนุษย์ไม่ถูกนำโดยหัวหน้าหรือผู้นำทางศาสนาคนใดคนหนึ่ง ตรงกันข้ามมวลมนุษย์ทั้งปวงได้รับการทรงนำทางโดยพระผู้สร้าง ผู้ที่ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่ง และผู้ที่ทรงสร้างมวลมนุษย์อีกด้วย—นี่คือข้อเท็จจริง แม้ว่าโลกจะมีศาสนาสำคัญมากมาย แต่โดยไม่คำนึงถึงว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด ศาสนาเหล่านี้ทั้งหมดก็ดำรงอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง และไม่มีศาสนาใดสามารถเกินเลยวงเขตแห่งอำนาจครอบครองนี้ การพัฒนาของมวลมนุษย์ ความก้าวหน้าทางสังคม การพัฒนาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ—แต่ละเรื่องไม่สามารถแยกออกจากการจัดการเตรียมการของพระผู้สร้างได้ และพระราชกิจนี้ไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่หัวหน้าทางศาสนาใดสามารถทำได้ หัวหน้าทางศาสนาเป็นเพียงผู้นำของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนขององค์หนึ่งเดียว ผู้ที่ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งได้ หัวหน้าทางศาสนาสามารถนำทางพวกเขาทั้งหมดภายในศาสนาทั้งปวงได้ แต่พวกเขาไม่สามารถบังคับบัญชาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดใต้ฟ้าสวรรค์ได้—นี่คือข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป หัวหน้าด้านศาสนาเป็นเพียงผู้นำ และไม่สามารถยืนเทียบเท่ากับพระเจ้า (พระผู้สร้าง) ได้ ทุกสรรพสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง และในบทอวสานทุกสรรพสิ่งก็จะกลับสู่พระหัตถ์ของพระผู้สร้าง แต่เดิมนั้นมวลมนุษย์ได้ถูกพระเจ้าทรงสร้าง และโดยไม่คำนึงถึงศาสนา บุคคลทุกคนจะกลับมาอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า—การนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ พระเจ้าเท่านั้นทรงสูงส่งที่สุดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และผู้ปกครองสูงสุดท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดที่จะต้องกลับสู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์เช่นกัน ไม่สำคัญว่าสถานะของมนุษย์ผู้หนึ่งจะสูงเพียงใด มนุษย์ผู้นั้นไม่สามารถนำพามวลมนุษย์ไปสู่บั้นปลายที่เหมาะสมได้ และไม่มีใครมีความสามารถที่จะจำแนกทุกสรรพสิ่งโดยสอดคล้องกับประเภทได้ พระยาห์เวห์พระองค์เองได้ทรงสร้างมวลมนุษย์และได้ทรงจำแนกแต่ละประเภทโดยสอดคล้องกับประเภท และเมื่อวาระสิ้นสุดมาถึง พระองค์ก็จะยังคงทรงพระราชกิจของพระองค์เองด้วยพระองค์เอง โดยจำแนกทุกสรรพสิ่งโดยสอดคล้องกับประเภท—พระราชกิจนี้ไม่สามารถทำได้โดยผู้ใดนอกจากพระเจ้า พระราชกิจทั้งสามช่วงระยะที่ทรงดำเนินการตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงวันนี้ล้วนดำเนินการโดยพระเจ้าพระองค์เอง และดำเนินการโดยพระเจ้าองค์เดียว ข้อเท็จจริงของพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะคือข้อเท็จจริงของการที่พระเจ้าทรงเป็นผู้นำของมวลมนุษย์ เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ ณ บทอวสานของพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะ ทุกสรรพสิ่งจะถูกจำแนกโดยสอดคล้องกับประเภท และกลับสู่ภายใต้อำนาจปกครองของพระเจ้า เพราะทั่วทั้งจักรวาลมีพระเจ้าองค์เดียวองค์นี้เท่านั้นทรงดำรงอยู่ และไม่มีศาสนาอื่นใด ผู้ที่ไม่สามารถสร้างโลกได้จะไม่สามารถนำโลกไปสู่บทอวสานได้ ในขณะที่พระองค์ผู้ทรงสร้างโลกจะทรงสามารถนำไปสู่บทอวสานได้อย่างแน่นอน ดังนั้นหากคนเราไร้ความสามารถที่จะนำยุคสู่บทอวสานได้ และเพียงมีความสามารถที่จะช่วยมนุษย์ฝึกฝนจิตใจของเขาได้ เช่นนั้นแล้วเขาก็จะไม่ใช่พระเจ้าอย่างแน่นอน และจะไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าของมวลมนุษย์อย่างแน่นอน เขาจะไม่สามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้ มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถทำงานเช่นนี้ได้ และทั้งหมดที่ไร้ความสามารถที่จะทำงานนี้ได้คือศัตรูและไม่ใช่พระเจ้าอย่างแน่นอน ศาสนาชั่วทั้งหมดเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า และในเมื่อศาสนาเหล่านั้นเข้ากันไม่ได้กับพระเจ้า จึงเป็นศัตรูของพระเจ้า พระราชกิจทั้งหมดกระทำโดยพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียวองค์นี้ และทั่วทั้งจักรวาลได้รับการบัญชาโดยพระเจ้าหนึ่งเดียวองค์นี้ โดยไม่คำนึงถึงว่าพระองค์กำลังทรงพระราชกิจในประเทศอิสราเอลหรือในประเทศจีน โดยไม่คำนึงถึงว่าพระราชกิจดำเนินการโดยพระวิญญาณหรือโดยเนื้อหนัง ทั้งหมดก็กระทำโดยพระเจ้าพระองค์เอง และไม่สามารถทำได้โดยผู้อื่นใด เป็นเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของมวลมนุษย์ทั้งปวงอย่างแน่นอน พระองค์จึงทรงพระราชกิจโดยอิสระ ปราศจากการเหนี่ยวรั้งโดยสภาพเงื่อนไขใดๆ—นี่คือนิมิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนิมิตทั้งหมด

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสามช่วงระยะคือเส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ช่วงระยะของพระราชกิจแห่งยุคสุดท้าย และสองช่วงระยะก่อนหน้าในอิสราเอลและยูเดียนั้นเป็นแผนการแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้าในจักรวาลทั้งหมดทั้งมวล ไม่มีใครสามารถปฏิเสธเรื่องนี้ได้ และนี่คือข้อเท็จจริงแห่งพระราชกิจของพระเจ้า แม้ว่าผู้คนไม่ได้มีประสบการณ์หรือรู้เห็นพระราชกิจนี้มากนัก แต่ข้อเท็จจริงก็ยังคงเป็นข้อเท็จจริง และไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปฏิเสธได้ ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าในทุกแผ่นดินแห่งจักรวาลทั้งหมดจะยอมรับพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะ หากเจ้ารู้จักเพียงช่วงระยะหนึ่งของพระราชกิจเป็นพิเศษ และไม่เข้าใจพระราชกิจอีกสองช่วงระยะ ไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้าในอดีตกาล เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไร้ความสามารถที่จะพูดความจริงทั้งมวลของแผนการบริหารจัดการทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าได้ และความรู้เรื่องพระเจ้าของเจ้านั้นลำเอียง เพราะในการเชื่อในพระเจ้าของเจ้า เจ้าไม่รู้จักหรือเข้าใจพระองค์ และดังนั้นเจ้าจึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นคำพยานต่อพระเจ้า โดยไม่คำนึงถึงว่าความรู้ปัจจุบันของเจ้าเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ลึกซึ้งหรือผิวเผิน ในท้ายที่สุดพวกเจ้าต้องมีความรู้ และต้องเชื่ออย่างสิ้นเชิง และผู้คนทั้งหมดจะเห็นความครบถ้วนบริบูรณ์แห่งพระราชกิจของพระเจ้าและนบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้า ในบทอวสานของพระราชกิจนี้ ทุกศาสนาจะกลายเป็นหนึ่ง สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดจะกลับสู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดจะนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว และศาสนาที่ชั่วร้ายทั้งหมดจะสูญสลายไป ไม่มีวันปรากฏอีกครั้ง

ตัดตอนมาจาก “การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้าทั้งสามช่วงระยะคือเส้นทางสู่การรู้จักพระเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การตรวดสอบความจริงเพียงแค่ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า อย่าฟังข่าวลือของซาตานอย่างเด็จขาด

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา” (ยอห์น 10:27) “เวลานั้น...

การแยกแยะและการวิเคราะห์ข่าวลือและคำร้ายสาระของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและโลกศาสนา (ตอนที่ 2)

(3) พรรคคอมมิวนิสต์จีนและโลกศาสนาแพร่ข่าวลือว่า: คริสตจักรของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง...

พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อพวกที่เชื่อข่าวลือของซาตานและหันหลังให้พระองค์อย่างไร?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง “งูจึงพูดกับหญิงนั้นว่า ‘พวกเจ้าจะไม่ตายแน่ เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า พวกเจ้ากินผลจากต้นไม้นั้นวันใด...

ติดต่อเราผ่าน Messenger