พวกเราจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างและได้รับการรับขึ้นไปในอาณาจักรสวรรค์ทันทีทันใดหรือไม่ เมื่อพระเยซูทรงกลับมา?

วันที่ 22 เดือน 10 ปี 2020

โดย Huan Bao

ในการประชุมกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน หวังจิง เชียวหยา เกาหมิงหยวน หลิวจี ฟานปิง และคนอื่นๆ เพิ่งจะได้สรุปการเสวนาของพวกเขาเกี่ยวกับงานของคริสตจักร

แล้วหวังจิงก็พูดอย่างเคร่งขรึมว่า “พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย ปัจจุบันนี้โลกเต็มไปด้วยการดันดารอาหาร แผ่นดินไหว และภัยพิบัติ รวมทั้งสงครามก็กำลังระอุอยู่เนืองนิตย์—ยังมีพระจันทร์สีเลือดมากมายเหลือเกินอีกด้วย เหล่านี้ทั้งหมดคือหมายสำคัญของยุคสุดท้ายและการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้า! พวกเราสามารถเห็นได้จากกระแสนิยมในโลกว่า พวกเราได้มาถึงเวลาวิกฤติของการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว และบางทีพระองค์อาจทรงกลับมาแล้ว พวกเรายังคงตื่นตัวและอธิษฐาน เพื่อที่พวกเราจะสามารถต้อนรับการทรงกลับมาของพระองค์ มีสิ่งอื่นอีกที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของฉันตอนนี้ซึ่งฉันอยากเสวนากับทุกคน ฉันไม่รู้ว่าทำไม แต่สองสามปีหลังมานี้ฉันรู้สึกเหมือนว่าฉันได้ห่างจากองค์พระผู้เป็นเจ้าในทางจิตวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ ใจกระตือรือร้นและความรักที่ฉันเคยมี ได้ค่อยๆ สลายไป และถึงแม้ว่าฉันจะได้ประกาศข่าวประเสริฐและทำงานให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดหลายปีมานี้ แต่ฉันก็ได้ทนทุกข์มาพอสมควร ฉันได้ค้นพบว่า ฉันแค่ไม่สามารถดูเหมือนจะค้ำจุนพระวจนะของพระองค์ได้ ฉันยังคงพบว่าตัวฉันเองทำบาปและต่อต้านคำสอนของพระองค์เป็นนิจศีล องค์พระเยซูเจ้าทรงพึงประสงค์อย่างชัดเจนมากให้พวกเราเป็นผู้คนที่ไร้มลทินและซื่อสัตย์ และมีเพียงผู้คนที่ซื่อสัตย์เท่านั้นที่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ในการมีปฏิสัมพันธ์ของฉันกับคนอื่นๆ ฉันโกหกและหลอกลวงบ่อยครั้งแค่เพื่อที่จะปกป้องผลประโยชน์ของฉันเอง หากฉันเห็นว่ามีพี่น้องชายหรือพี่น้องหญิงสักคนในคริสตจักรที่ไม่ได้กำลังทำได้ดีอย่างที่ฉันกำลังทำ ฉันก็โอหังและดูถูกพวกเขา และเมื่อมีการหยุดชะงักบางอย่างในบ้านของฉัน หรือสมาชิกในครอบครัวสักคนเจ็บป่วยหรือทนทุกข์จากความวิบัติบางจำพวก ฉันก็เข้าใจองค์พระผู้เป็นเจ้าผิดและติเตียนองค์พระผู้เป็นเจ้า ฉันผูกติดอยู่กับบาปอยู่เนืองนิตย์ และฉันยังไม่ได้รับประสบการณ์กับพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือนำพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปปฏิบัติจริงๆ ฉันยังไม่ได้มีความสามารถที่จะดำรงชีวิตไปตามความเป็นจริงของพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า คุณคิดว่าผู้คนเช่นพวกเราที่ทำบาปอยู่เสมอ สารภาพ และทำบาปอีกครั้ง จะสามารถได้รับการรับขึ้นไปในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์จริงๆ หรือ เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา? ฉันฉงนฉงายจริงๆ ว่าพวกเราจะถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงขับออกเมื่อพระองค์ทรงกลับมา”

เพื่อนร่วมงานจำนวนหนึ่งได้ระบุแยกแยะอย่างลุ่มลึกกับสิ่งที่หวังจิงจำเป็นที่จะต้องพูด และเริ่มเสวนาการนั้น

เชียวหยาพูดอย่างไม่สบายใจว่า “เป็นจริงยิ่งนัก ฉันก็ได้ทบทวนการนี้เมื่อเร็วๆ นี้เช่นกัน จากทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในโลกตอนนี้ พวกเราสามารถเห็นได้ว่า วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่กับพวกเราแล้ว แต่พวกเราก็ยังคงดำรงชีวิตในสภาวะของการทำบาปและการสารภาพนี้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าพวกเรากำลังทำงานหนัก แต่พวกเราก็ยังคงละโมบสิ่งไร้ค่า และเพลิดเพลินในความหรรษายินดีแห่งบาป เมื่อใครคนอื่นทำบางสิ่งเพื่อกระทบกระแทกหน้า สถานะ หรือผลประโยชน์ของพวกเรา พวกเราก็กระทำเล่ห์กลอันหยุมหยิม พวกเรากำลังขาดพร่องความยอมผ่อนปรนและความอดทนอย่างสิ้นเชิง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราไม่ครองหัวใจที่เปี่ยมรัก แม้กระทั่งบรรดา“บรรดาศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสก็ทะเลาะกันด้วยเรื่องชื่อและผลประโยชน์ส่วนบุคคล และมีปัญหาความขัดแย้งเนื่องจากความอิจฉาริษยา พวกเขาเพียงอธิบายพระคัมภีร์และเทววิทยาในงานและคำเทศนาของพวกเขาเท่านั้น และพวกเขายังคงทำการอวดอยู่เสมอว่า พวกเขาได้ทำงานไปมากเพียงใดแล้วเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาได้วิ่งไปทุกหนแห่งและประกาศข่าวประเสริฐอย่างไร—พวกเขาไม่ได้กำลังดำรงชีวิตไปตามความเป็นจริงของพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าแต่อย่างใดเลย องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบริสุทธิ์ แต่พวกเราเต็มไปด้วยบาปอย่างทั่วถึง แต่ทุกวันพวกเรากลับหวังให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา และทรงรับพวกเราขึ้นไปในอาณาจักรสวรรค์ นั่นไม่ใช่แค่ความฝันอันโง่เขลาหรอกหรือ?”

ฟานปิงได้เตรียมการตอบโต้ไว้แล้ว “จะสามารถมีความกังขาอันใดเกี่ยวกับการนี้ได้อย่างไร? ถึงแม้ว่าพวกเรายังคงทำบาปเป็นนิจศีลและถูกจำกัดควบคุม ผูกติดกับบาป และไม่ปฏิบัติตามพระวจนะหลายวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พวกเราก็ไม่สามารถสูญสิ้นความหวังได้! ในพระคัมภีร์ เปาโลพูดว่า ‘คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด เพราะว่าการเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด’ (โรม 10:9-10) ‘แต่ถ้าเป็นทางพระคุณ ก็ไม่ได้เป็นทางการประพฤติ ถ้าเป็นทางการประพฤติ พระคุณก็จะไม่เป็นพระคุณอีกต่อไป’ (โรม 11:6) พวกเราเพิ่งจะได้รับความชอบธรรมโดยความเชื่อ ดังนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่ทรงมองพวกเราว่าเต็มไปด้วยบาปอีกต่อไป และในฟีลิปปี 3:20-21 กล่าวว่า ‘แต่เราเป็นพลเมืองแห่งสวรรค์ และเรารอคอยผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงร่างกายอันต่ำต้อยของเรา ให้เหมือนพระกายของพระองค์ที่เต็มด้วยพระรัศมี ตามพลังอำนาจที่ทำให้พระองค์สามารถให้ทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจของพระองค์’ ใน 1 โครินธ์ 15:51-52 ‘นี่แน่ะ ข้าพเจ้ามีความล้ำลึกที่จะบอกกับพวกท่าน คือเราจะไม่ล่วงหลับหมดทุกคน แต่จะถูกเปลี่ยนใหม่ทุกคน ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีการเป่าแตร และพวกที่ตายแล้วจะถูกทำให้เป็นขึ้นโดยปราศจากความเสื่อมสลาย แล้วเราจะถูกเปลี่ยนใหม่’ เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา รูปทรงทางเนื้อหนังของพวกเราจะเปลี่ยนแปลงในพริบตา และพวกเราจะไม่ถูกล่ามและผูกติดกับบาปอีกต่อไป—พวกเราจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ แล้วจากนั้นพวกเราจะสามารถได้รับการรับขึ้นไปในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ พวกเราแค่จำเป็นที่จะต้องมีความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า!”

เพื่อนร่วมงานบางคนผงกศีรษะเป็นการเห็นด้วย ในขณะที่คนอื่นขมวดคิ้ว เกาหมิงหยวนยืนขึ้น เทน้ำแก้วหนึ่งให้ตัวเขาเอง และเดินกลับไปกลับมาในห้องในขณะที่พูดว่า “บทตอนเหล่านี้ซึ่งพี่น้องชายฟานเพิ่งพาดพิงถึงนั้น คือทุกสรรพสิ่งที่เปาโลพูด จะเป็นการถูกต้องจริงๆ หรือ ที่จะปรับการปฏิบัติของพวกเราให้เข้ากับคำพูดของเปาโล? ในช่วงหลายปีของการชุมนุมและการประกาศ พวกเราแทบจะไม่ได้เคยพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราไม่นำพระวจนะเหล่านั้นไปปฏิบัติ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเรากลับยกตัวและเป็นพยานต่อคำพูดของเปาโลอยู่เนืองนิตย์ แม้กระทั่งกับบางสิ่งซึ่งวิกฤติพอกับการเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ พวกเราคิดว่า พวกเราได้รับความชอบธรรมโดยความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงอย่างเดียวโดยครบถ้วนบริบูรณ์ และทั้งๆ ที่มีข้อเท็จจริงว่า พวกเราทำบาปอยู่เนืองนิตย์ และยังไม่ได้สัมฤทธิ์การชำระให้บริสุทธิ์ พวกเราก็จะแค่เปลี่ยนแปลงรูปร่างและได้รับการนำขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ทันทีทันใด เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา การปฏิบัติของพวกเราได้มีพื้นฐานอยู่บนคำพูดของเปาโลมาตลอดหลายปีมานี้—พวกเราได้มีการยืนยันของการนี้จากพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือยัง? พวกเราได้เก็บเกี่ยวผลผลิตที่ดีหรือยัง? พวกเราทำงานและประกาศไปตามคำพูดของเปาโล และดูเหมือนว่าบรรดาพี่น้องชายหญิงทั้งหมดของพวกเรามีความเชื่อในคำพูดเหล่านั้น เมื่อได้รับการรับขึ้นไปในสวรรค์ในเวลาของการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ไม่มีผู้ใดมุ่งเน้นไปที่ การนำพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปปฏิบัติ และการพิทักษ์รักษาพระบัญญัติในชีวิตประจำวันของพวกเขา พวกเขาบางคนปล่อยใจตัวพวกเขาเองมากขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วยซ้ำ โดยปฏิบัติตามการเลือกชอบทางเนื้อหนังของพวกเขา การไล่ตามเสาะหาชื่อและสถานะ ติดตามกระแสนิยมชั่วของโลก แค่หมกมุ่นอยู่กับการกิน การดื่ม และการรื่นเริง พวกเขาไม่มีความยำเกรงพระเจ้าแต่อย่างใดเลย แต่กำลังดำรงชีวิตในบาปโดยไม่มีการกลับใจใหม่ที่แท้จริง บรรดาพี่น้องชายหญิงทั้งหมดของพวกเราดูเหมือนว่าจะรู้สึกว่า เนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงให้อภัยบาปของพวกเรา ถึงแม้ว่าพวกเราจะยังไม่ได้กลายเป็นบริสุทธิ์ แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าย่อมจะทรงมีความสามารถที่จะทำให้พวกเราบริสุทธิ์ได้ในพริบตาเมื่อพระองค์เสด็จมา และเช่นนั้นแล้ว พวกเราย่อมจะได้เข้าไปในอาณาจักรแห่งสวรรค์ตามที่คาดหวัง พวกคุณทั้งหมดคิดจริงๆ หรือว่า ความเชื่อประเภทนี้คล้อยตามน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า? พระเจ้าตรัสว่า ‘เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์’ (เลวีนิติ 11:45) และพระคัมภีร์กล่าวว่า ‘[…] เพราะถ้าปราศจากความบริสุทธิ์แล้ว ก็จะไม่มีใครได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย’ (ฮีบรู 12:14) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบริสุทธิ์และทรงชอบธรรม และมีเพียงบรรดาผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาปและชำระให้บริสุทธิ์แล้วเท่านั้น ที่สามารถเข้าไปในสวรรค์ได้ พวกเราไม่สามารถสัมฤทธิ์ความบริสุทธิ์นั้นได้ ดังนั้น พวกเราจึงไม่ควรค่าที่จะได้เห็นพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเราทำบาปอยู่เนืองนิตย์และไม่นำพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปปฏิบัติ แต่พวกเราก็รอคอยอยู่เนืองนิตย์ ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับพวกเราขึ้นไปสู่อาณาจักรสวรรค์—นั่นไม่ใช่แค่ปราสาทในท้องฟ้าหรอกหรือ?”

ขณะที่งงงวยอยู่นั้น หวังจิงคิดกับตัวเธอเองว่า “สิ่งที่พี่น้องชายเกาพูดนั้นแท้จริง! การแสวงหาของพวกเรามีพื้นฐานอยู่บนคำพูดของเปาโล และถึงแม้ว่าการนั้นจะง่ายกว่า แต่พวกเราก็ไม่ได้รับประสบการณ์กับการเติบโตอันใดเลยในชีวิตของพวกเรา ไม่เพียงแค่ความเชื่อของพวกเรา ในความรักที่มีให้องค์พระผู้เป็นเจ้าและการนบนอบต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า จะไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่น้อยเท่านั้น แต่พวกเรายังได้ให้ความสนใจต่อการปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์น้อยลงเรื่อยๆ บางครั้งก็ปล่อยใจพวกเราเองและทำบาปอย่างมัวเมา และเมื่อเวลาผ่านไป พวกเราก็ไม่แม้แต่จะตำหนิตำเตียนตัวพวกเราเองอีกเลยเสียด้วยซ้ำ...โดยการปฏิบัติตามคำพูดของเปาโล ไม่เพียงแต่พวกเราจะได้ล้มเหลวที่จะทำบาปน้อยลงเท่านั้น แต่พวกเรายังได้ดำรงชีวิตในบาปอยู่เนืองนิตย์โดยไม่มีการกลับใจใหม่ที่แท้จริง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบริสุทธิ์—หากพวกเราดำเนินต่อไปเยี่ยงนี้ พวกเราย่อมไม่อาจสามารถเห็นพระพักตร์ของพระองค์ได้ ดังนั้นแล้ว พวกเราจะสามารถถึงขั้นฝันที่จะได้รับการรับขึ้นไปในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้อย่างไรเล่า?”

ฟานปิงชี้นิ้วไปที่พี่น้องชายเกา แล้วพูดด้วยความขุ่นเคืองว่า “พี่น้องชายเกา คุณพูดอย่างนั้นไม่ได้นะ! องค์พระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขนและทรงไถ่พวกเราจากบาปของพวกเรา ดังนั้น พวกเราจึงได้รับความชอบธรรมอย่างชัดเจนมากโดยความเชื่อในพระองค์ของพวกเรา ไม่มีผู้ใดสามารถกล่าวโทษพวกเราสำหรับบาปของพวกเราได้ ดังที่เปาโลพูดว่า ‘ใครจะฟ้องคนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้? พระเจ้าทรงทำให้พวกเขาเป็นคนชอบธรรมแล้ว ใครจะเป็นผู้ลงโทษอีก?’ (โรม 8:33-34) เนื่องจากพระเจ้าได้ทรงทำให้พวกเราชอบธรรม และพวกเราได้รับการช่วยให้รอดครั้งหนึ่งแล้ว เช่นนั้นแล้ว พวกเราจึงได้รับการช่วยให้รอดตลอดชั่วกัลปาวสาน และพวกเราไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับว่าพวกเราทำบาปหรือไม่ หรือว่าพวกเราได้รับการชำระให้สะอาดหรือยัง ตราบเท่าที่พวกเราเชื่อในคำพูดของเปาโล เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา ในพริบตาพวกเราจะเปลี่ยนแปลงรูปทรง และได้รับการรับขึ้นไปในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ หากพวกเราไม่มีความเชื่อแม้กระทั่งในการนี้ เช่นนั้นแล้ว พวกเรายังคงเป็นผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่หรือไม่?”

ฟานปิงเกือบจะพูดคำสุดท้ายไม่จบเมื่อหลิวจีเสนอการคัดค้านดังนี้ “พี่น้องชายฟาน ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณเพิ่งพูดไป คนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้คือใครกัน? พวกที่ทำบาปและสารภาพอยู่เนืองนิตย์ ที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการกลับใจใหม่หรือ? พวกเขาเป็นผู้เชื่อที่ขาดพร่องหัวใจของการเคารพพระเจ้า ผู้ที่ไม่สามารถเชื่อฟังพระองค์แต่เป็นกบฏต่อพระองค์และต้านทานพระองค์ ขโมยเครื่องบูชาของพระองค์อยู่เสมอ ผู้ที่สำส่อน อย่างนั้นหรือ? ผู้คนเยี่ยงนั้นจะสามารถเป็นคนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ได้หรือ? บนพื้นฐานของแนวคิดของคุณ ไม่สำคัญว่าพวกเราในฐานะผู้เชื่อกระทำบาปจำพวกใด—องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงยกโทษให้พวกเราไม่ว่าอย่างไรก็ตาม และเมื่อพระองค์เสด็จมา พวกเราก็แค่จะได้รับการรับขึ้นไปในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ หากเป็นกรณีเช่นนั้นจริงๆ คุณจะสามารถอธิบายวิวรณ์ 21:27 ได้อย่างไร? ‘และไม่มีสิ่งใดที่เป็นมลทิน หรือคนใดที่ประพฤติอย่างน่าสะอิดสะเอียน หรือประพฤติการหลอกลวงจะเข้าไปในนครนั้นได้ นอกจากพวกที่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิตของพระเมษโปดกเท่านั้น’ ยังมีฮีบรู 10:26-27 ด้วยเช่นกัน ความว่า ‘เพราะถ้าเรายังจงใจทำบาปอยู่เรื่อยๆ หลังจากได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว ก็จะไม่มีเครื่องบูชาลบบาปเหลืออยู่เลย แต่จะมีความหวาดกลัวในการรอคอยการพิพากษาและไฟอันร้ายแรง ซึ่งจะเผาผลาญบรรดาศัตรู’ ผมรู้สึกว่า มีเพียงบรรดาผู้ที่มีคำพยานที่แท้จริง ผู้ที่มีความสามารถที่จะปฏิบัติโดยสอดคล้องกับพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ที่เป็นคนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ นอกเหนือไปจากนั้น องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงเผยวจนะไว้ว่า เมื่อพระองค์ทรงกลับมาในยุคสุดท้าย พระองค์จะทรงแยกแกะจากแพะ ข้าวสาลีจากข้าวละมาน ทาสที่ดีจากคนชั่ว หากพวกเราจะสามารถตรงไปยังราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้เพราะพวกเราได้รับความชอบธรรมโดยความเชื่อ เพราะพวกเราได้รับการช่วยให้รอดโดยพระคุณ เช่นนั้นแล้ว คำเผยวจนะเหล่านี้จากองค์พระเยซูเจ้า จะได้รับการทำให้ลุล่วงได้อย่างไร? ผมไม่คิดจริงๆ ว่า การได้รับการรับขึ้นไปนั้น จะเรียบง่ายอย่างที่พวกเราได้จินตนาการว่าการนั้นเรียบง่าย”

เกาหมิงหยวนเปิดพระคัมภีร์ขึ้นมาแล้วพูดว่า “การสามัคคีธรรมของพี่น้องหญิงหลิวนั้นตรงประเด็น—การเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ไม่ง่ายอย่างที่พวกเราคิดว่าการนั้นเรียบง่าย ในวิวรณ์ 22:12 มีการเผยวจนะไว้ว่า ‘นี่แน่ะ เราจะมาในเร็วๆ นี้ และจะนำบำเหน็จของเรามาด้วย เพื่อตอบแทนตามการกระทำของแต่ละคน’ การนี้แสดงให้พวกเราเห็นว่า เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาในยุคสุดท้าย พระองค์จะประทานบำเหน็จหรือทรงลงโทษทุกบุคคลโดยสอดคล้องกับการกระทำของพวกเขา ในฐานะผู้เชื่อ การมีความสามารถที่จะเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการที่พวกเรานำพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าไปปฏิบัติและพิทักษ์รักษาเส้นทางขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่ บนพื้นฐานของสิ่งที่เปาโลพูด การที่พวกเรายึดติดเส้นทางของพระองค์หรือไม่ หรือว่าพวกเราทำบาปมากเพียงใดนั้น จะไม่สำคัญเลย—เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พวกเราก็แค่จะรับเอารูปร่างใหม่และถูกพาตรงขึ้นไปยังราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ทันที ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ถ้อยแถลงขององค์พระเยซูเจ้าที่ว่า ‘เพื่อตอบแทนตามการกระทำของแต่ละคน’ จะได้รับการทำให้ลุล่วงอย่างไร? พวกเราสามารถเห็นได้จากการนี้ว่า คำพูดของเปาโลเบี่ยงเบนไปจากเส้นทางที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้และข้อพึงประสงค์ของพระองค์จากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง หากพวกเราปฏิบัติตามคำพูดของเปาโลในความเชื่อของพวกเรา ในท้ายที่สุดแล้วนั่นจะเป็นการทำให้ตนเองปราชัย และพวกเราจะห่างไกลจากพระเจ้ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทางเลยที่พวกเราจะมีความสามารถที่จะตอบสนองข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าเพื่อเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ การนี้อธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับพวกเราเสียด้วยซ้ำว่า สิ่งที่เปาโลพูดเกี่ยวกับความชอบธรรมโดยความเชื่อและการรับเอารูปทรงใหม่ทันทีทันใดเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา แทบจะไม่อยู่ในแนวเดียวกับความจริงเลย—การนั้นไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกเสียจากมโนคติอันหลงผิดและการจินตนาการของเขาเอง! องค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถกำหนดพิจารณาว่า บุคคลจำพวกใดจะเข้าไปในราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ เปาโลเป็นแค่มนุษย์ที่เสื่อมทรามคนหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาที่จะกำหนดพิจารณาว่า พวกเราจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในราชอาณาจักรของพระเจ้าหรือไม่ หากพวกเราไม่รับเอาพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าเองเป็นหลักพื้นฐานของพวกเรา ในการรอคอยการเสด็จมาของพระองค์และการได้รับการรับขึ้นสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ หากพวกเราไม่ดำเนินพระวจนะของพระองค์จนเสร็จสิ้น แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับยึดติดความหลงผิดของพวกเราไปตามสิ่งใดก็ตามที่เปาโลพูด แค่รอให้การเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในทันที พวกเราก็มีความเสี่ยงที่จะถูกองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงขับออก! นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเราในฐานะผู้เชื่อ จำเป็นต้องทำไปตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าในทุกสรรพสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเราจำเป็นที่จะต้องทำให้พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นหลักพื้นฐานของพวกเราเป็นพิเศษ—นี่คือหนทางเดียวที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระองค์”

หวังจิงผงกศีรษะเป็นการเห็นด้วยกับการนี้แล้วพูดว่า "ผมขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้า การสามัคคีธรรมครั้งนี้มีความสว่างและมาจากความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์จริงๆ เมื่อคิดถึงวิธีที่พวกเราเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่ไม่มุ่งเน้นไปที่การนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ หรือเสาะแสวงที่จะปลดทิ้งความเสื่อมทรามของพวกเรา และได้รับการชำระให้สะอาด แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับค้ำจุนคำพูดของเปาโล และใช้คำพูดของเปาโลเป็นพื้นฐานในการแสวงหาของพวกเรา นั่นไม่ใช่การใช้พระวจนะของพระองค์แทนที่พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรอกหรือ? หนทางนี้ พวกเราคือผู้เชื่อในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติพวกเราก็แค่เชื่อในเปาโล นี่เป็นการต่อต้านพระเจ้า! การที่พวกเราแสวงหาโดยสอดคล้องกับคำพูดของเปาโล ไม่ใช่พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า โดยคำนึงถึงบางสิ่งว่าสำคัญเท่ากับการต้อนรับการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่หูหนวกตาบอดและโง่เขลาอย่างมหันต์หรอกหรือ?”

เชียวหยาก็อุทานเช่นกันว่า “นั่นถูกต้อง ตอนนี้ฉันตระหนักแล้วว่า หากพวกเราไม่ทุ่มเทความพยายามในพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า หรือไตร่ตรองพระวจนะเหล่านั้นอย่างจริงจังและเสาะแสวงที่จะรู้จักน้ำพระทัยของพระองค์ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับใช้คำพูดของมนุษย์เป็นพื้นฐานในการปฏิบัติของพวกเรา นั่นย่อมจะเป็นการต่อต้านองค์พระผู้เป็นเจ้าจริงๆ โดยไม่แม้แต่จะตระหนักถึงการนั้น นั่นเลวร้ายจริงๆ!”

การนี้จู่ๆ ก็นำพาบางสิ่งมาให้หวังจิงรำลึกได้ และเธอก็เร่งรีบถามขึ้นว่า “พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย เนื่องจากมีเพียงบรรดาผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาปและชำระให้บริสุทธิ์แล้วเท่านั้น ที่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ พวกเราจะสามารถปลดทิ้งข้อผูกมัดแห่งบาปได้อย่างไร? ฉันอยากจะปลดปล่อยตัวฉันเองให้เป็นอิสระจากความเสื่อมทราม แต่ฉันก็แค่อดไม่ได้ที่จะทำบาปตลอดเวลา ฉันลองพยายามที่จะดึงบังเหียนตัวฉันเอง แต่ฉันไม่สามารถทำการนั้นได้เลย จะสามารถทำอะไรได้เล่า?”

เกาหมิงหยวนมองรอบๆ ไปยังทุกคนที่อยู่ตรงนั้นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเราดำรงชีวิตในบาป และพวกเราก็ไม่สามารถแก้ไขรากของปัญหาโดยผ่านทางการควบคุมตัวเองได้เพียงอย่างเดียว มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถช่วยพวกเราให้รอดจากโซ่ตรวนแห่งบาปได้ ในข้อเท็จจริงแล้ว องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงชี้ชัดถึงหนทางสำหรับพวกเรานานมาแล้ว องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น’ (ยอห์น 16:12-13) ‘เราไม่พิพากษาคนที่ได้ยินถ้อยคำของเราและไม่ทำตาม เพราะว่าเราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย’ (ยอห์น 12:47-48) ‘ข้าพระองค์ไม่ได้ขอให้พระองค์เอาพวกเขาออกไปจากโลก แต่ขอให้ปกป้องเขาไว้ให้พ้นจากมารร้าย […] ขอทรงแยกพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง […] ข้าพระองค์แยกตัวให้บริสุทธิ์เพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย เพื่อให้เขารับการแยกให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง’ (ยอห์น 17:15, 17, 19) พวกเราสามารถเห็นได้จากพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ในยุคสุดท้ายเมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมา พระองค์จะทรงแสดงความจริงและปฏิบัติขั้นตอนของพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ โดยทรงนำทางพวกเราให้เข้าสู่ความจริงทั้งปวง ในหนทางนี้พวกเราสามารถหนีพ้นจากบาป โดยสัมฤทธิ์การชำระให้บริสุทธิ์และความรอดอันเต็มเปี่ยม พระราชกิจของพระเจ้านั้นสัมพันธ์กับชีวิตจริงเป็นอย่างมาก ไม่ใช่หนทางที่พวกเราจินตนาการว่าจะเป็นแต่อย่างใดเลย เป็นการเปลี่ยนแปลงในพริบตาอย่างสิ้นเชิงและทำให้พวกเราบริสุทธิ์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พระราชกิจและพระวจนะของพระองค์เป็นจริงเป็นอย่างมาก สัมพันธ์กับชีวิตจริงเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงใช้พระวจนะเพื่อพิพากษาและชำระบาปของมนุษย์ให้สะอาด เพื่อที่พวกเราจะสามารถได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระจากความเสื่อมทราม หากพวกเรายอมรับการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะของพระเจ้า ก้าวผ่านพระราชกิจของพระองค์ และนำพระวจนะของพระองค์ไปปฏิบัติ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเราจึงจะมีความสามารถที่จะหลีกหนีข้อผูกมัดแห่งบาป และได้รับการชำระให้สะอาดอย่างครบถ้วน แล้วจากนั้นจึงจะควรค่าที่จะได้รับการนำพาไปในราชอาณาจักรของพระเจ้าโดยพระองค์ และรับพระพระและพระสัญญาของพระองค์”

ตาของเชียวหยาเป็นประกาย และเธอก็พูดอย่างมีความสุขว่า “โอ้ ดังนั้นแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกลับมาในยุคสุดท้าย แสดงพระวจนะมากขึ้นอีก และปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษา เป็นการเปิดโอกาสให้พวกเราเข้าใจความจริงทั้งปวงจากพระวจนะของพระเจ้า และได้รับการชำระให้สะอาด การนี้สมเหตุสมผลมากเหลือเกิน และฉันก็อดไม่ได้นอกจากจะคิดถึงสิ่งที่เขียนไว้ใน 1 เปโตร 4:17 ความว่า ‘เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าเริ่มต้นที่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร?’ มีการเผยวจนะไว้ในพระคัมภีร์นานมาแล้วว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาในยุคสุดท้าย และปฏิบัติขั้นตอนหนึ่งของพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพื่อชำระพวกเราให้สะอาด คำขอบคุณจงมีแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ตอนนี้พวกเรามีเส้นทางที่จะหนีพ้นจากบาปและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์!”

หวังจิงยังได้พูดด้วยภาวะอารมณ์อีกด้วยว่า “ใช่แล้ว พระราชกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้าจริงๆ แล้วสัมพันธ์กับชีวิตจริงยิ่งนัก! หากพวกเราต้องการแสวงหาการชำระให้บริสุทธิ์และเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ พวกเราจำเป็นที่จะต้องก้าวผ่านการพิพากษาและการชำระให้สะอาดจากพระวจนะของพระเจ้า ในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเป็นอย่างมาก และแสวงหาการแปลงสภาพโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า ฉันขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าสำหรับความรู้แจ้งและการทรงนำนี้ การสามัคคีธรรมของวันนี้ได้แปรผันมุมมองอันไม่ถูกต้องของฉันจริงๆ มิฉะนั้นแล้วฉันก็คงจะยังคงแสวงหาต่อไปโดยอยู่บนพื้นฐานของคำพูดของเปาโล ผลสืบเนื่องนั้นไม่สามารถจินตนาการได้! ฉันขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง! โอ้ เพื่อนร่วมงานเกา แหล่งกำเนิดของการสามัคคีธรรมซึ่งให้ความรู้แจ้งนี้ที่คุณได้แบ่งปันวันนี้คืออะไรหรือ?”

เกาหมิงหยวนพูดยิ้มๆ ว่า “ผมไม่เข้าใจอะไรเลยของสิ่งเหล่านี้จนกระทั่งผมได้อ่านหนังสือโดยเฉพาะเล่มหนึ่ง ซึ่งผมได้นำมาที่นี่ด้วยวันนี้ ถ้าพวกเราจะอ่านบางส่วนของหนังสือเล่มนี้ด้วยกันจะเป็นอย่างไร?”

ทุกคนอุทานว่า “เยี่ยมไปเลย!”

ด้วยข้อยกเว้นของฟานปิง ที่มีท่าทางเศร้าหมองบนหน้าของเขา คนอื่นทุกคนในการประชุมนั้นรู้สึกว่า การสามัคคีธรรมครั้งนี้มีความรู้แจ้งและความกระจ่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และได้แก้ไขความไม่แน่ใจส่วนลึกที่สุดบางอย่างของพวกเขา พวกเขาอดไม่ได้นอกจากจะขอบคุณสำหรับการทรงนำขององค์พระผู้เป็นเจ้า

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

คนเราสามารถเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้แค่โดยการยอมรับการไถ่บาปขององค์พระเยซูเจ้าหรือ?

โดย Shen Qingqing, เกาหลีใต้ สารบัญ ความหมายที่แท้จริงของ “ความรอด” พวกเราสามารถรับความรอดและเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้อย่างไร?...

สมัยของโนอาห์ใน มัทธิว 24:37 ได้มาถึงแล้ว: พระเจ้าจะทรงหวนคืนเพื่อทรงพระราชกิจอย่างไร?

สารบัญ สมัยของโนอาห์ได้อุบัติขึ้นแล้ว: การนี้เป็นลางบอกเหตุสิ่งใด? องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาในยุคสุดท้ายอย่างไร?...

ความบาปคืออะไร? คริสตชนสามารถเอาชนะความบาปได้อย่างไร?

องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป ทาสอยู่ในบ้านเพียงชั่วคราว บุตรต่างหากที่อยู่ตลอดไป” (ยอห์น...