วิธีสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริง ท่ามกลางความวิบัติทั้งหลาย

วันที่ 08 เดือน 09 ปี 2020

โดยเสี่ยวหยู, สหรัฐอเมริกา

ใน ค.ศ 2020 ไวรัสโควิด-19 ได้กวาดล้างโลกทั้งใบ ผลักโลกให้เข้าสู่ภาวะตื่นตระหนก ที่น่าเสียขวัญเช่นกันก็คือ การก่อฝูงยั้วเยี้ยเป็นจำนวนมหาศาลของตั๊กแตนโลคัสท์เหนือแอฟริกา ด้วยการอุบัติของภัยพิบัติและการกันดารอาหาร จึงมีบรรดาผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นจำนวนมากขึ้นทุกที ที่เริ่มสำนึกว่า ใกล้ถึงวันแห่งการทรงมาถึงขององค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว และราชอาณาจักรของพระเจ้ากำลังจะมาถึงแล้ว องค์พระเยซูเจ้าได้เคยตรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า “จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” (มัทธิว 4:17) นี่คือสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าทรงขอจากพวกเราทุกๆ คน หากพวกเรากลับใจอย่างแท้จริงเท่านั้น พวกเราจึงจะได้รับการปกป้องโดยพระเจ้าและได้รับการนำพาเข้าไปสู่อาณาจักรสวรรค์ก่อนความทุกข์ลำบากใหญ่หลวงจะมา แล้วการกลับใจใหม่ที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ และพวกเราจะสามารถสัมฤทธิ์มันได้อย่างไร?

สารบัญ

พฤติกรรมที่ดีงามบ่งสัญญาณของการกลับใจใหม่ที่แท้จริงใช่หรือไม่?

การกลับใจใหม่ที่แท้จริงคืออะไร?

เหตุใดพวกเราจึงไม่ได้สัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริงในการเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา?

วิธีที่จะสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริง

วิธีสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริง ท่ามกลางความวิบัติทั้งหลาย

พฤติกรรมที่ดีงามบ่งสัญญาณของการกลับใจใหม่ที่แท้จริงใช่หรือไม่?

เมื่อเอ่ยถึงการกลับใจใหม่ ผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าจำนวนมากจะพูดว่า “ตอนนี้ที่พวกเราเชื่อในพระเจ้า พวกเราไม่สาบานหรือต่อสู้ พวกเรายอมผ่อนปรนและอดทนต่อผู้อื่น พวกเราอธิษฐานและสารภาพต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเราทำงานและสละตัวพวกเราเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพวกเราไม่แม้แต่จะปฏิเสธพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าหลังจากที่ได้ทรงต้องมาอยู่ในสภาวะบุคคล พฤติกรรมที่ดีงามนี้พิสูจน์ว่า พวกเราได้กลับใจอย่างแท้จริงแล้ว เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พวกเราจะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ไปกับพระองค์” หลังจากที่พวกเราได้เริ่มการที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเราทิ้งนิสัยชั่วทั้งหลายของเราไป พวกเรากลายเป็นถ่อมใจ ยอมผ่อนปรน และพวกเราช่วยเหลือผู้อื่น และพวกเรากลายเป็นสามารถที่จะละวางสิ่งต่างๆ และสละตัวพวกเราเองเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐและให้คำพยานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างจริงๆ ในพฤติกรรมของพวกเรา ทว่ามันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเรายังไม่ได้ปลดเปลื้องตัวเราออกจากโซ่ตรวนแห่งบาป และยังคงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบาปบ่อยครั้ง โดยไม่สามารถที่จะหลีกหนีได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อใครบางคนพูดอะไรบางอย่างซึ่งน่าเจ็บปวดกับพวกเรา ซึ่งมิได้ละเมิดผลประโยชน์เบื้องต้นของพวกเรา พวกเราอาจสามารถอดกลั้นได้ และพวกเราจะไม่ไปประจันหน้ากับพวกเขาเพราะเรื่องนั้น แต่เมื่อใครบางคนพูดบางสิ่งที่ทำร้ายชื่อเสียงเกียรติยศและสถานะ และทำให้พวกเราตะขิดตะขวงใจ แม้ว่า พวกเราอาจไม่พูดอะไรในเชิงวิจารณ์พวกเขา แต่ก็มีความคับแค้นใจและอคติต่อพวกเขาเกิดขึ้นในหัวใจของพวกเรา และพวกเราอาจถึงขั้นนึกถึงการแก้แค้น ในหลายเรื่องราว แม้อาจปรากฏว่าพวกเราไม่ได้ทำความชั่วอันใหญ่หลวงใดๆ แต่บ่อยครั้งที่หัวใจของพวกเราทรยศด้วยความคิดชั่วต่างๆ บางครั้ง พวกเราอาจสามารถอดกลั้นและควบคุมตัวเองได้ในเวลาหนึ่ง แต่ชั่วขณะที่มันกลายเป็นว่ามากเกินไปแล้วสำหรับพวกเรา พวกเราก็ยังคงมีความโน้มเอียงที่จะทำชั่วอยู่ดี ในเมื่อสิ่งต่างๆ ดังกล่าวถูกเปิดโปงและสำแดงในตัวพวกเรา และพวกเราก็ยังไม่ได้หลีกหนีจากโซ่ตรวนของบาป แล้วจะพูดได้อย่างไรเล่า ว่าพวกเราได้กลับใจแล้วอย่างแท้จริง?

พวกเรามาอ่านบทตอนหนึ่งจากวจนะของพระเจ้ากันเถิด “การเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ในพฤติกรรมนั้นไม่มีความยั่งยืน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนในอุปนิสัยชีวิตของผู้คนแล้วไซร้ ไม่ช้าก็เร็ว ด้านเลวของพวกเขาก็จะแสดงตนออกมา เพราะแหล่งที่มาของการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของพวกเขานั้นคือความเร่าร้อน เมื่อควบคู่ไปกับพระราชกิจบางอย่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ณ เวลานั้นแล้ว มันง่ายที่สุดสำหรับพวกเขาที่จะกลายเป็นเร่าร้อน หรือไม่ก็แสดงความใจดีมีเมตตาออกมาชั่วเวลาหนึ่ง ในขณะที่พวกผู้ไม่เชื่อพูดกันว่า ‘การทำความประพฤติที่ดีงามหนึ่งอย่างนั้นง่าย สิ่งที่ยากก็คือ การทำความประพฤติที่ดีงามไปตลอดชีวิต’ ผู้คนไร้ความสามารถในการทำความประพฤติที่ดีงามไปทั้งชีวิตของพวกเขา พฤติกรรมของพวกเขาถูกชี้นำโดยชีวิต ไม่ว่าชีวิตของพวกเขาคืออะไร พฤติกรรมของพวกเขาก็คือสิ่งนั้น และเฉพาะพฤติกรรมที่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติเท่านั้นที่เป็นตัวแทนชีวิตและธรรมชาติของคนเรา สิ่งทั้งหลายซึ่งจอมปลอมไม่สามารถอยู่ได้ยืนยาว เมื่อพระเจ้าทรงพระราชกิจเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด มันไม่ใช่การประดับประดามนุษย์ด้วยพฤติกรรมที่ดีงาม—พระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของผู้คน เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเกิดใหม่ไปเป็นคนใหม่ […] การมีพฤติกรรมดีมิได้มีความหมายเดียวกับการเชื่อฟังพระเจ้า ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่า มันจะมีความหมายเท่ากับการเข้ากันได้กับพระคริสต์ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในพฤติกรรมนั้นมีพื้นฐานอยู่บนคำสอน และเป็นผลของความรู้สึกเร่าร้อน—การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมิได้มีพื้นฐานอยู่บนความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า หรืออยู่บนความจริง ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นขึ้นอยู่กับการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แม้ว่ามีหลายคราที่บางสิ่งที่ผู้คนทำนั้นได้รับการชี้นำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่นี่ก็มิใช่การแสดงออกของชีวิต ยิ่งแทบไม่ใช่เรื่องเดียวกับการรู้จักพระเจ้าเลย ไม่สำคัญว่า พฤติกรรมของบุคคลหนึ่งจะดีงามอย่างไร มันไม่ได้พิสูจน์ว่า พวกเขาเชื่อฟังพระเจ้า หรือพิสูจน์ว่า พวกเขานำความจริงไปปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมทั้งหลายเป็นภาพมายาชั่วครู่ชั่วยาม พวกมันเป็นการสำแดงความกระตือรือร้น และพวกมันไม่ใช่การแสดงออกของชีวิต” (“ความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงภายนอกกับการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์)

พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้พวกเราเห็นว่า แม้ว่าพฤติกรรมของพวกเราได้ปรับปรุงขึ้นหลังการที่เชื่อในพระเจ้า นี่ก็มิได้หมายความว่า มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอุปนิสัยของชีวิตพวกเรา พฤติกรรมที่ดีงามส่วนใหญ่เป็นผลลัพธ์ของความรู้สึกเร่าร้อน เป็นพฤติกรรมที่เป็นผลของคำสอนและกฎเกณฑ์ทั้งหลาย หรือไม่เช่นนั้น ก็เป็นการปฏิบัติที่เกิดจากการถูกขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพราะพวกเราเข้าใจความจริง ไม่ใช่เพราะพวกเรามีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และไม่ใช่เป็นการปฏิบัติที่ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติจากความพึงปรารถนาของพวกเราในการที่จะรักและทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย พวกเราได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามเป็นเวลาหลายพันปี พวกเราปริ่มล้นไปด้วยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานในทุกลักษณะ—ความโอหัง ความทะนงตน ความเห็นแก่ตัว ความต่ำศักดิ์ ความคิดคดทรยศ และความเจ้าเล่ห์ หากอุปนิสัยเหล่านี้ถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไขแล้วไซร้ แม้ว่า พวกเราอาจสามารถยึดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เฉพาะทั้งหลายได้ และพวกเราอาจดูภายนอกว่าเคร่งครัดศรัทธา แต่นั่นก็จะไม่ยืนยาว และเมื่อพวกเราเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่ไม่เห็นด้วย พวกเราก็ไม่สามารถที่จะหยุดตัวเองจากการทำบาปได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อถูกควบคุมจากธรรมชาติอันโอหังและทะนงตนเยี่ยงซาตาน พวกเราก็พยายามอยู่เสมอที่จะทำให้ผู้อื่นให้เกียรติพวกเรา และเมื่อผู้อื่นไม่ทำในสิ่งที่พวกเราพูด พวกเราก็เดือดดาลขึ้นมาและเริ่มทำการอบรมสั่งสอนพวกเขา เมื่อถูกชี้นำโดยธรรมชาติอันเห็นแก่ตัวของพวกเรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราทำนั้นอยู่ในความคำนึงถึงผลประโยชน์ของพวกเราเอง เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่บ้านเป็นไปอย่างราบรื่น พวกเราเต็มใจที่จะละวางสิ่งต่างๆ และสละตัวเองเพื่อพระเจ้า และพวกเราสามารถสู้ทนความยากลำบากใดๆ ก็ได้ แต่เมื่อโชคร้ายเข้ามา พวกเราก็ติเตียนพระเจ้าที่ไม่ทรงปกป้องพวกเรา พวกเราอาจถึงขั้นเริ่มรู้สึกเสียใจในสิ่งที่พวกเราได้ละวางไป และใคร่ครวญถึงการทรยศพระเจ้า บางคราว พวกเราสังเกตเห็นการกระทำของพี่น้องชายหญิงในคริสตจักรที่เป็นการฝ่าฝืนการทรงสอนต่างๆ ของพระเจ้าและถึงขั้นเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของคริสตจักรอย่างชัดแจ้ง และพวกเราสมควรที่จะพูดอะไรบางอย่างกับพวกเขา แต่ด้วยความที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเยี่ยงซาตานสำหรับการใช้ชีวิตแบบ “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน” และ “ยิ่งปัญหาน้อยย่อมจะยิ่งดี” พวกเราจึงนิ่งเงียบเสีย โดยเลือกที่จะพลีอุทิศผลประโยชน์ของคริสตจักรเพื่อธำรงสัมพันธภาพของพวกเรากับพวกเขาเอาไว้ มันยังเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนาน นี่แสดงให้เห็นว่า หากอุปนิสัยเสื่อมทรามของพวกเราถูกทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไข พวกเราย่อมไม่สามารถปฏิบัติความจริงหรือเชื่อฟังพระเจ้าได้ และอาจถึงขั้นต่อต้านพระองค์ จงดูพวกฟาริสีแห่งสองพันปีก่อนเป็นตัวอย่าง ภายนอกนั้น พวกเขาไม่ได้ปรากฏว่ามีการกระทำความชั่วใดๆ เลย พวกเขาได้เดินทางเผยแผ่ข่าวประเสริฐไปไกลและกว้างขวาง บ่อยครั้งที่ได้อธิบายความข้อความคำสอนของพระคัมภีร์ต่อผู้คน และสอนผู้คนให้เชื่อฟังธรรมบัญญัติ หลายพฤติกรรมของพวกเขานั้นดีงาม แต่เมื่อองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงปรากฏและเริ่มพระราชกิจของพระองค์ เป็นเพราะพระองค์ทรงปรากฏในแบบที่ปกติและธรรมดาสามัญยิ่งนักจากภายนอก และพระองค์มิได้รับการเรียกขานว่า พระเมสสิยาห์ และเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระองค์นั้นไม่พ้องกับมโนคติที่หลงผิดของพวกเขา อุปนิสัยอันโอหังและทะนงตนเยี่ยงซาตานของพวกเขาจึงได้ถูกเปิดโปงออกมา พวกเขากล่าวโทษและหมิ่นประมาทองค์พระเยซูเจ้าอย่างโจ่งแจ้ง พวกเขาไม่ใส่ใจเลยว่า ข่าวที่องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสออกมาเป็นความจริงหรือไม่ พวกเขาไม่ได้สนใจนำพาในพระองค์เลย ไม่สำคัญว่าพระองค์ได้ทรงแสดงหมายสำคัญและปาฏิหาริย์ไปมากมายเพียงใด และในท้ายที่สุด พวกเขาก็ได้สมคบคิดกับพวกผู้มีอำนาจของโรมันทำการตรึงกางเขนองค์พระเยซูเจ้า

ข้างบนนั้นแสดงให้เห็นว่า แม้ว่า อาจมีการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมภายนอกของพวกเรา แต่หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยชีวิตภายในของพวกเราแล้วไซร้ พวกเราก็จะยังคงถูกปกครองโดยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเราและจะยังคงโน้มเอียงที่จะกระทำบาปและต่อต้านพระเจ้าในชั่วขณะใดก็ได้ ผู้คนดังกล่าวไม่ได้กลับใจอย่างแท้จริงเช่นกันและโดยพื้นฐานแล้วก็ไม่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่จะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ ดังที่ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์นั่นเองว่า “ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป ทาสอยู่ในบ้านเพียงชั่วคราว บุตรต่างหากที่อยู่ตลอดไป” (ยอห์น 8: 34-35)

การกลับใจใหม่ที่แท้จริงคืออะไร?

ดังนั้นแล้ว การกลับใจใหม่ที่แท้จริงคืออะไรกัน? พระคัมภีร์บันทึกว่า “คนทั้งหลายที่ชำระล้างเสื้อผ้าของตนก็เป็นสุข เพื่อว่าพวกเขาจะมีสิทธิ์ในต้นไม้แห่งชีวิต และเข้าไปในนครนั้นโดยทางประตูได้” (วิวรณ์ 22:14) “เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์” (เลวีนิติ 11:45) พระเจ้านั้นทรงพิสุทธิ์ พระองค์ทรงดูหมิ่นบาปทั้งหลายของมนุษย์ และดังนั้น มาตรฐานของการกลับใจใหม่ที่แท้จริงก็คือ เมื่ออุปนิสัยเยี่ยงซาตานสารพัดในผู้คน—ความโอหัง ความทะนงตน ความเห็นแก่ตัว ความต่ำศักดิ์ ความคิดคดทรยศ และความเจ้าเล่ห์—ได้รับการชำระให้สะอาดและเปลี่ยนแปลงแล้ว เมื่อพวกเขาปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้าไม่ว่าสภาพแวดล้อมของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ไม่กระทำบาปหรือต่อต้านพระเจ้าอีกต่อไป แต่เชื่อฟังและเคารพพระเจ้าอย่างแท้จริง และเมื่อพระเจ้าได้ทรงรับพวกเขาไว้โดยครบบริบูรณ์แล้ว เฉพาะผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่ได้กลับใจใหม่แล้วอย่างแท้จริง

เหตุใดพวกเราจึงไม่ได้สัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริงในการเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา?

ผู้คนบางคนอาจถามว่า “เหตุใดหรือที่พวกเราได้ยอมรับการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้าและบาปของพวกเราก็ได้รับการยกโทษไปแล้ว ทว่าพวกเรากลับไม่สามารถสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริงได้? โดยหลักแล้ว นั่นก็เป็นเพราะว่า ในยุคพระคุณนั้น องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ซึ่งไม่ใช่พระราชกิจแห่งการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของผู้คน พวกเรามาอ่านอีกบทตอนของพระวจนะของพระเจ้ากันเถิด “แม้ว่าพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายท่ามกลางมนุษย์ แต่พระองค์เพียงแค่ทรงเสร็จสิ้นการไถ่บาปของมนุษยชาติทั้งปวงเท่านั้นและทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของมนุษย์ พระองค์ทรงไม่ได้ปลดเปลื้องมนุษย์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเขา การช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากอิทธิพลของซาตานอย่างสิ้นเชิงไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและแบกรับบาปต่าง ๆ นานาของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีกเพื่อปลดเปลื้องมนุษย์โดยสมบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา” (คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) นี่ให้ข้อมูลแก่พวกเราว่า ในยุคพระคุณนั้น องค์พระเยซูเจ้าเพียงได้ทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการไถ่มวลมนุษย์เท่านั้น ผลของการนั้นก็เพื่อที่จะทำให้มนุษย์สารภาพและกลับใจ ในส่วนหนึ่งของพระราชกิจแห่งการไถ่ องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสในหนทางแห่งการกลับใจใหม่ พระองค์ได้ทรงสอนผู้คนถึงวิธีที่จะสารภาพบาปของพวกเขาและกลับใจใหม่ วิธีแบกกางเขน และติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น พวกเขาจึงต้องรักผู้อื่นดั่งที่พวกเขารักตัวเองด้วยเช่นกัน พวกเขาต้องถ่อมใจ อดทน และยอมผ่อนปรน และยกโทษให้ผู้อื่นเจ็ดสิบคูณเจ็ดครั้ง และอื่นๆ เหล่านี้ล้วนเป็นข้อพึงประสงค์ที่มีต่อมนุษย์บนพื้นฐานของวุฒิภาวะของผู้คน ณ เวลานั้น นั่นคือ เมื่อผู้คนได้กระทำบาปไป พวกเขาได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์องค์พระเยซูเจ้าเพื่อสารภาพบาปของพวกเขาและกลับใจ บาปของพวกเขาก็ได้รับการยกโทษ และพวกเขาก็ได้มีสิทธิ์ที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและนมัสการพระเจ้าต่อไป ทั้งหมดที่ได้ถูกแสดงออกมาโดยองค์พระเยซูเจ้านั้นเป็นความจริงที่ผู้คนแห่งกาลสมัยนั้นสามารถเข้าใจได้ แต่นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของผู้คน และดังนั้น ไม่ว่าพวกเราจะอ่านพระคัมภีร์มากมายเพียงใด พวกเราสารภาพบาปและกลับใจอย่างไร หรือพวกเราพิชิตตัวเองอย่างไร พวกเราก็ยังคงไร้ความสามารถที่จะปลดเปลื้องตัวเองจากบาปและสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริงอยู่นั่นเอง

วิธีที่จะสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริง

ดังนั้น พวกเราจะสามารถสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริงได้อย่างไร? องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงเผยวจนะไว้ว่า “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:12–13) “ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:48) “ขอทรงแยกพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” (ยอห์น 17:17) พระวจนะเหล่านี้แสดงให้พวกเราเห็นว่า เพราะวุฒิภาวะของผู้คนแห่งกาลสมัยนั้นช่างต่ำต้อยนัก ในช่วงระหว่างยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าจึงมิได้ทรงแสดงความจริงไว้มากมายเกินไป และไม่ได้ทรงให้หนทางในการแก้ไขธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเรา ด้วยเหตุนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงได้ทรงเผยวจนะไว้ว่า พระองค์จะทรงกลับมา ว่าพระองค์จะทรงแสดงความจริงมากขึ้นและสูงส่งขึ้น และว่าพระองค์จะทรงแสดงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระมนุษย์ให้สะอาด ด้วยประการฉะนี้จึงเป็นการอนุญาตให้พวกเราปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากโซ่ตรวนแห่งบาปอย่างครบบริบูรณ์ และได้รับการชำระให้สะอาดและทำให้เปลี่ยนแปลง และโดยการยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระให้สะอาดในการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น พวกเราจึงสามารถสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริงได้

ในวันนี้ องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ์ฤทธิ์ผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ บนรากฐานของพระราชกิจแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ์ฤทธิ์ได้ทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยเริ่มจากพระนิเวศของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดงความจริงทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับความรอดของมวลมนุษย์ และพระองค์ได้ทรงมาพิพากษา ชำระให้สะอาด และทำให้บรรดาผู้ที่ยอมรับความรอดของพระองค์ในยุคสุดท้ายมีความเพียบพร้อม พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ์ฤทธิ์ตรัสว่า “ในยุคสุดท้ายนั้น พระคริสต์ทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและการกระทำของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปรีชาญาณและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่น ๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะซึ่งตีแผ่ให้เห็นว่ามนุษย์เหยียดหยันพระเจ้าอย่างไรนั้น ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตานและกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้า ในการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการแก้ไขและปรับแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการแก้ไขและการปรับแต่งเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญแต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ได้สูญเสียไปจนหมดสิ้น เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจให้ยอมหมอบราบต่อพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้าและความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในพระประสงค์ของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้าและในบรรดาความลึกลับที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักและรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทางและชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อทุกคนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ตอนที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิ์ฤทธิ์ทรงแสดงความจริงและทรงดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการชำระมนุษย์ให้สะอาดไปจนเสร็จสิ้นในยุคสุดท้าย พระองค์ไม่เพียงทรงบอกพวกเราถึงหลายหนทางสู่การปฏิบัติการกลับใจใหม่ที่แท้จริงเท่านั้น แต่ทรงแสดงพระวจนะแห่งการพิพากษา ทรงเปิดโปงธรรมชาติและธาตุแท้ของพวกเราซึ่งไม่เชื่อฟังและต่อต้านพระเจ้า และความจริงของความเสื่อมทรามของพวกเรา พระองค์ทรงประทานความจริงอันหลากหลายให้แก่พวกเรา อาทิ วิธีที่จะซื่อสัตย์ วิธีที่จะเชื่อฟัง วิธีที่จะรักพระเจ้า และอื่นๆ ด้วยประการฉะนี้จึงเป็นการให้เส้นทางสู่การปฏิบัติแก่พวกเราในทุกสิ่งทุกอย่างทั้งปวงที่ตกมาถึงพวกเรา โดยผ่านทางการได้รับประสบการณ์การพิพากษาของพระวจนะของพระเจ้า พวกเราจึงค่อยๆ มามองเห็นว่า พวกเราได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลุ่มลึกเพียงใด และมองเห็นว่า ธรรมชาติและธาตุแท้ของเรานั้นปริ่มล้นไปด้วยอุปนิสัยแห่งความโอหัง ความคิดว่าตนเป็นฝ่ายถูกเสมอ ความเห็นแก่ตัว ความต่ำศักดิ์ ความคิดคดทรยศ และความเจ้าเล่ห์เยี่ยงซาตาน เมื่อใช้ชีวิตโดยสิ่งเหล่านี้ ย่อมไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นมนุษย์อยู่ในสิ่งที่เราใช้ดำเนินชีวิต พวกเราน่ารังเกียจสำหรับผู้อื่น และที่มากกว่านั้นคือ พวกเราน่ารังเกียจและน่าเกลียดสำหรับพระเจ้า ท่ามกลางพระวจนะแห่งการพิพากษาของพระเจ้า พวกเรามองเห็นว่า พวกเราต่ำศักดิ์และเลวทราม ไร้ค่าคู่ควรต่อการใช้ชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และเมื่อถึงตอนนั้นเท่านั้น พวกเราจึงเริ่มรังเกียจบาปของพวกเราเองและปรารถนาที่จะกลับใจ ในเวลาเดียวกัน พวกเราจึงมารู้จักพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าที่ไม่ทรงยอมผ่อนปรนให้แก่การทำให้ขุ่นเคืองใดเลย และรู้ว่า หากพวกเรามิได้ปฏิบัติความจริงแล้วไซร้ พระเจ้าจะทรงรังเกียจและปฏิเสธพวกเราอย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นเท่านั้น ความยำเกรงในพระเจ้าจึงได้บังเกิดในตัวเรา พวกเราจึงเริ่มละทิ้งเนื้อหนังและปฏิบัติความจริง พวกเราจึงค่อยๆ มามีความเป็นจริงแห่งการเชื่อฟังพระเจ้าอยู่บ้าง และพวกเราไม่กบฏและต่อต้านพระเจ้าอีกต่อไป

ในการได้รับประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า พวกเราจะหลีกหนีจากบาปได้อย่างครบถ้วน พวกเราไม่ถูกธรรมชาติเยี่ยงซาตานของพวกเราตีโซ่ตรวนไว้อีกต่อไป และพวกเราเป็นอิสระในการที่จะปฏิบัติพระวจนะของพระเจ้า และในการที่จะเชื่อฟังและนมัสการพระเจ้า เมื่อถึงตอนนั้นเท่านั้น พวกเราจึงสามารถถูกพูดได้ว่า ได้กลับใจใหม่และได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างแท้จริง และถึงตอนนั้นเท่านั้น พวกเราจึงมีสิทธิ์ที่จะเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ การยอมรับการพิพากษาแห่งยุดท้ายของพระเจ้าอย่างชัดแจ้งนั้น เป็นหนทางเดียวที่จะสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่และการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ณ จุดนี้เอง เราจึงวางใจว่า บัดนี้ เจ้าได้เริ่มมองเห็นหนทางที่จะสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริงแล้ว—ดังนั้น ตอนนี้ พวกเราควรเลือกอะไรกันดี?

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เหตุใดพระเจ้าจึงทรงเปิดโอกาสให้พวกเราทนทุกข์?

โดยหลี่ถง ชาวคริสเตียนมากมายรู้สึกสับสนว่า พระเจ้าคือความรัก และพระองค์ทรงมหิทธิฤทธิ์ แล้วเหตุใดเล่าพระองค์จึงทรงยอมให้พวกเราทนทุกข์?...

แกะของพระเจ้าฟังเสียงของพระเจ้า: พวกเราควรฟังเพียงพระวจนะของพระเจ้าในขณะที่เจาะลึกหนทางที่แท้จริง

โดยซู่ซิง ประเทศจีน โรคระบาดได้แพร่กระจายต่อไปในช่วงหลายเดือนมานี้และจำนวนของกรณีและผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกที...

ความบาปคืออะไร? คริสตชนสามารถเอาชนะความบาปได้อย่างไร?

องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป ทาสอยู่ในบ้านเพียงชั่วคราว บุตรต่างหากที่อยู่ตลอดไป” (ยอห์น...