ภัยพิบัติได้มาถึงแล้ว: คริสตชนควรกลับใจอย่างไรเพื่อให้ได้รับการทรงอารักขาจากพระเจ้า?

วันที่ 30 เดือน 08 ปี 2021

ทุกวันนี้ โรคระบาดได้แพร่กระจายไปแล้วทั่วโลก ผู้คนกำลังตายเป็นฝูงไปทั่วทั้งโลกและมีอีกหลายคนอยู่ในสภาวะแห่งความตื่นตระหนกตลอดเวลา โดยสำนึกว่ามหาวิบัติอยู่กับพวกเราแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าโรคระบาดนี้จะคงอยู่ไปนานแค่ไหนหรือมันจะเอาชีวิตไปกี่ชีวิต อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้ารู้ในหัวใจของพวกเขาว่า ทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นด้วยการทรงอนุญาตของพระเจ้า และว่าไม่มีสิ่งใดสามารถเกิดขึ้นได้โดยสิ้นเชิงโดยปราศจากการทรงอนุญาตนั้น แล้วสิ่งใดเล่าคือน้ำพระทัยของพระเจ้าในการอนุญาตให้ความวิบัติเหล่านี้มาถึงพวกเราโดยไม่คาดฝัน?

มองย้อนไปในประวัติศาสตร์และแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า

มีการบันทึกไว้ในภาคพันธสัญญาเดิมว่าผู้คนแห่งโสโดมนั้นชั่ว สำส่อน และเสื่อมทราม และว่านครแห่งนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความกระหายเลือดและการฆ่า มากจนถึงขนาดที่ผู้คนที่นั่นต้องการที่จะฆ่าทูตสวรรค์เสียด้วยซ้ำ ความคิดเรื่องการกลับใจใหม่ไม่เคยเข้ามาในใจพวกเขาเลยเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นแล้วพระเจ้าจึงได้ทรงกระหน่ำพรมไฟลงมาบนพวกเขาจากสวรรค์และทำลายพวกเขาทุกคน อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่แก่ประสบการณ์ในพระคัมภีร์รู้ว่า ก่อนที่พระเจ้าจะได้ทรงนำหายนะลงมายังนครแห่งนั้น อับราฮัมได้อ้อนวอนพระเจ้าในนามของโสโดม นี่คือบทตัดตอนหนึ่งจากบันทึกนี้จากพระคัมภีร์ ความว่า “พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘ที่โสโดมถ้าเราพบคนชอบธรรมในเมืองห้าสิบคน เราจะละเว้นเมืองนั้นทั้งเมืองเพราะเห็นแก่พวกเขา’…ท่านจึงทูลว่า…‘สมมุติพระองค์ทรงพบเพียงสามสิบคนที่นั่น’ พระองค์ตรัสตอบว่า ‘เราจะไม่ทำลายเพราะเห็นแก่สิบคนนั้น’” (ปฐมกาล 18:26-32) ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ไม่เพียงแค่เปิดเผยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งกว่านั้นยังให้สำนึกถึงความกรุณาและความปรานีอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแก่พวกเราอีกด้วย พระเจ้าคงจะได้ทรงละเว้นจากการทำลายโสโดมไปแล้ว หากจะสามารถพบผู้คนที่ชอบธรรมแค่สิบคน แม้ว่าผู้คนจะเสื่อมทรามและเลวอย่างดิ่งลึกเพียงใด พระเจ้าก็ยังคงได้ทรงหวังว่าพวกเขาจะกลับใจ เป็นข้อเท็จจริงอันเจ็บปวดที่ไม่สามารถพบผู้คนที่ชอบธรรมแม้เพียงสิบคนเสียด้วยซ้ำในนครอันใหญ่โตเช่นนั้น ดังนั้นแล้วในท้ายที่สุดแล้วพระเจ้าจึงมิได้ทรงมีทางเลือกใดนอกจากจะทำลายนครแห่งนั้น

ผู้คนที่ปัจจุบันนี้กำลังดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยการทดลอง เลวร้ายยิ่งกว่าผู้คนแห่งโสโดมในขวบปีทั้งหมดนั้นที่ได้ผ่านมาแล้วเสียอีก ผู้คนทุกวันนี้ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามจนสุดขั้วชนิดที่ว่า พวกเขาชื่นชมบูชาความชั่วร้ายและรักความไม่ชอบธรรม ทั้งนี้ แผ่นดินโลกท่วมล้นไปด้วยความรุนแรงและการผิดประเวณี และเจ้าสามารถเห็นบาร์คาราโอเกะ ร้านนวดเท้า โรงแรม และสโมสรเต้นรำอยู่ทุกหนทุกแห่งตามถนนสายหลักและซอยเล็กๆ สถานที่เหล่านั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความสำส่อน ทุกคนดำรงชีวิตอยู่เพื่อกิน ดื่ม สนุกสนานเพลิดเพลิน และปล่อยใจไปกับความยินดีทางกาย ต่ำทรามสุดขีด ไม่มีความรักใดเลยระหว่างผู้คน แต่ทุกคนกลับหลอกลวง ต่อสู้ และแก่งแย่งชิงดีซึ่งกันและกันเพื่อให้ได้สถานภาพ ชื่อเสียง และโชคลาภ ทั้งนี้ พวกเขาเล่นไม่ซื่อและวางอุบายหลอกลวงกันและกัน และถึงกับเริ่มสู้กันเพราะเรื่องเงินและผลกำไร มวลมนุษย์ทั้งปวงดำรงชีวิตภายใต้แดนครอบครองของซาตาน และไม่มีใครมีความรักอันใดให้กับสิ่งบวกทั้งหลาย หรือโหยหาความสว่าง หรือออกมายอมรับพระคุณแห่งความรอดของพระเจ้า แม้แต่บรรดาผู้เชื่อก็ดำรงชีวิตอยู่ในวงจรแห่งการทำบาปและการสารภาพ ไร้ความสามารถที่จะซื่อตรงต่อคำสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้โดยสิ้นเชิง พวกเขาถึงกับไปไกลมากจนถึงขั้นที่ติดตามกระแสนิยมทางโลกและไล่ตามเสาะหาความยินดีในเนื้อหนัง แม้ในยามที่พวกเขารู้ว่าพวกเขากำลังดำรงชีวิตอยู่ในบาป พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถสลัดทิ้งพันธะแห่งบาปได้—หัวใจของพวกเขาได้ไถลห่างไปไกลจากพระเจ้าเกินไปแล้ว มวลมนุษย์ทั้งปวงซึ่งเสื่อมทรามอย่างสุดขั้วเช่นนั้น ไม่ได้ไปถึงจุดที่พวกเขาน่าจะได้ถูกทำลายไปแล้วนานมาแล้วกระนั้นหรือ?

พระเจ้าทรงหวังว่าผู้คนจะสามารถกลับใจได้

ความวิบัติกำลังเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และน้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือการให้พวกเรามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เพื่อกลับใจ พระองค์ทรงปรารถนาให้ทุกคนกลับใจและมิทรงต้องการให้ผู้ใดพินาศ เมื่อสองพันปีที่แล้ว องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” (มัทธิว 4:17) ณ จุดนี้ พวกเจ้าบางคนอาจพูดว่า “พวกผู้ไม่เชื่อนั้นไม่เชื่อในพระเจ้าและไม่อาจเป็นไปได้ที่จะกลับใจ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า บ่อยครั้งที่พวกเราร้องไห้อย่างขมขื่นเฉพาะพระพักตร์พระองค์เมื่อพวกเราอธิษฐาน พวกเรายอมรับบาปในอดีตของพวกเราแต่โดยดี และพวกเราจะไม่ทำสิ่งใดที่ไม่ดีอีก ต่อให้พวกเราถูกจับกุมและคุมขัง พวกเราก็สามารถยอมผ่อนปรนและอดทนกับผู้อื่นได้ พวกเราสามารถบริจาคเพื่อการกุศลและบริจาคและช่วยเหลือผู้อื่นได้ ยิ่งกว่านั้นพวกเราสามารถใช้เวลาทั้งหมดของพวกเราตรากตรำและทำงานเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ และพวกเราก็จะไม่ทรยศองค์พระผู้เป็นเจ้า นี่มิใช่การกลับใจใหม่อันแท้จริงกระนั้นหรือ? หากพวกเราปฏิบัติในหนทางนี้อย่างหนักแน่นมั่นคง เช่นนั้นแล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะทรงอารักขาพวกเราและป้องกันพวกเราจากการถูกความวิบัติกวาดออกไป” แต่นี่เป็นกรณีเช่นนั้นจริงๆ หรือ? องค์พระผู้เป็นเจ้าเคยตรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป ทาสอยู่ในบ้านเพียงชั่วคราว บุตรต่างหากที่อยู่ตลอดไป” (ยอห์น 8:34-35) หลังจากที่พวกเราได้รับความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเราก็สามารถถ่อมใจและอดทนได้ พวกเราสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ และพวกเราสามารถทำเครื่องบูชา สละตัวเอง ประกาศข่าวประเสริฐ เป็นพยานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ และพวกเราก็มีพฤติกรรมที่ดีภายนอกบางอย่าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พวกเราไม่สามารถไม่ยอมรับได้ก็คืออุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่อยู่ในตัวพวกเรา อาทิ ความโอหัง เล่ห์ลวง ความแข็งขืน ความชั่ว และความเลวทราม ยังไม่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และพวกเรายังคงสามารถทำบาปได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น พวกเรารู้ดีเป็นอย่างยิ่งว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพึงประสงค์ให้พวกเราซื่อสัตย์ แต่เมื่อถูกธรรมชาติอันเต็มไปด้วยเล่ห์ลวงของพวกเราควบคุม ทันทีที่บางสิ่งบางอย่างล่วงล้ำผลประโยชน์ส่วนบุคคลของพวกเราเอง พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะโกหกและร่วมทำเล่ห์ลวง ทั้งนี้ เมื่อถูกธรรมชาติอันโอหังและทะนงของพวกเราควบคุม พวกเราก็ทำให้ผู้อื่นทำสิ่งที่พวกเราพูดเสมอไม่สำคัญว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร และเมื่อพวกเขาไม่ทำ พวกเราก็โกรธและอบรมสั่งสอนพวกเขา และเมื่อความวิบัติและการทดสอบทั้งหลายตกมาถึง พวกเราก็พร่ำบ่นร้องทุกข์และติเตียนองค์พระผู้เป็นเจ้า เหล่านี้เป็นแค่ตัวอย่างไม่กี่ตัวอย่างเท่านั้น บาปของพวกเราก็เหมือนวัชพืช—พวกมันขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็วหลังจากที่ถูกตัด ต่อให้เราร้องไห้อย่างขมขื่นทุกวันเมื่อพวกเราอธิษฐานและสารภาพบาปของพวกเรา พวกเราก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นี่สามารถเป็นการกลับใจใหม่อันแท้จริงได้กระนั้นหรือ? ใครเล่าจะสามารถรับประกันได้ว่าพระเจ้าจะทรงอารักขาบุคคลเช่นนั้นท่ามกลางความวิบัติทั้งหลาย? การกลับใจใหม่อันแท้จริงคือตอนที่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของใครบางคนได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และถูกทำให้เปลี่ยนแปลงโดยครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อพวกเขาไม่ทำชั่ว ทำบาป หรือต้านทานพระเจ้าอีกต่อไป นั่นคือตอนที่พวกเขาสามารถนบนอบต่อพระเจ้าและนมัสการพระเจ้าได้อย่างแท้จริง มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่เหมาะที่จะได้รับพระสัญญาและพระพรของพระเจ้าเป็นมรดกและเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ ดั่งที่มีการกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ไม่มีผิดเพี้ยนว่า “เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์” (เลวีนิติ 11:45) “คนทั้งหลายที่ชำระล้างเสื้อผ้าของตนก็เป็นสุข เพื่อว่าพวกเขาจะมีสิทธิ์ในต้นไม้แห่งชีวิต และเข้าไปในนครนั้นโดยทางประตูได้” (วิวรณ์ 22:14)

วิธีสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่อันแท้จริงและได้รับการทรงอารักขาจากพระเจ้า

เช่นนั้นแล้ว พวกเราจะสามารถสัมฤทธิ์การกลับใจใหม่อันแท้จริงได้อย่างไรเล่า? องค์พระผู้เป็นเจ้าเคยตรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” (ยอห์น 16:12-13) “เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า” (1 เปโตร 4:17) “ขอทรงแยกพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” (ยอห์น 17:17) องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเผยวจนะไว้ว่าพระองค์จะทรงกลับมาในยุคสุดท้าย ว่าพระองค์จะทรงแสดงความจริงที่มากกว่าและสูงกว่าในยุคพระคุณ และว่าพระองค์จะทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งเพื่อพิพากษาและชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ นี่เป็นไปเพื่อให้พวกเราสามารถเป็นอิสระจากพันธะแห่งบาปเป็นครั้งสุดท้ายให้จบสิ้นเสียทีและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และการแปลงสภาพ เนื่องจากพระราชกิจที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงทำในยุคพระคุณเป็นพระราชกิจแห่งการไถ่ ผู้คนจึงสามารถได้รับการยกโทษในบาปของพวกเขาได้โดยการที่เชื่อในพระองค์ อย่างไรก็ตาม ผู้คนก็ไม่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์จากธรรมชาติอันเต็มไปด้วยบาปของพวกเขา โดยการยอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในยุคสุดท้าย การให้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเราได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และถูกทำให้เปลี่ยนแปลง และไม่กลับไปทำชั่ว ทำบาป หรือต้านทานพระเจ้าอีกเลยเท่านั้น จึงจะกล่าวได้ว่าพวกเราได้กลับใจแล้วอย่างแท้จริง เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเราจึงจะมาอยู่ใต้การทรงอารักขาของพระเจ้าและมีชีวิตรอดจากความวิบัติทั้งหลายได้

องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์—พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย—กำลังทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้าบนรากฐานของพระราชกิจแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ…พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการ และตัดแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการ และการตัดแต่งอันแตกต่างกันทั้งหมดเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ แต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ไม่มีโดยสิ้นเชิง เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจเกี่ยวกับพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในน้ำพระทัยของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในบรรดาความล้ำลึกที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อผู้คนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

เพื่อจะช่วยพวกเราให้รอดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเรา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงความจริงทุกประการที่สามารถชำระพวกเราให้บริสุทธิ์และช่วยพวกเราให้รอดอย่างครบถ้วนได้ พระองค์ทรงเปิดเผยความล้ำลึกทั้งหลายแห่งพระราชกิจการบริหารจัดการหกพันปีของพระเจ้า พระองค์ทรงเปิดเผยแหล่งที่มาของความชั่วของโลก ตลอดจนแก่นแท้และความจริงเกี่ยวกับการถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามของมวลมนุษย์ โดยการได้รับประสบการณ์กับการพิพากษาของพระวจนะของพระเจ้า พวกเราเห็นว่าพวกเราถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างดิ่งลึกเพียงใด ความโอหัง ความเต็มไปด้วยเล่ห์ลวง ความแข็งขืน ความเลว ความเลวทราม—ไม่มีสิ่งใดที่พวกเราใช้ชีวิตตามมีสภาพคล้ายอันใดในสภาวะความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นการปลุกเร้าความเกลียดและความเกลียดชังที่พระเจ้าทรงมีต่อพวกเรา ในเวลาเดียวกัน พวกเรามารู้พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าที่ไม่ทนยอมรับการล่วงเกินใดเลย พวกเราระลึกถึงว่าพวกเราดำรงชีวิตตามอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเราเสมอ และระลึกถึงว่าหากพวกเราไม่ปฏิบัติความจริง เช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็จะทรงรังเกียจและปฏิเสธพวกเราเป็นแน่แท้ เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเราจึงจะหมอบราบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและกลับใจ พวกเราเกลียดชังบาปของพวกเราและปรารถนาที่จะใช้ชีวิตโดยพระวจนะของพระเจ้า โดยการละทิ้งเนื้อหนังของพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าและปฏิบัติความจริง อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเราก็ค่อยๆ ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และถูกทำให้เปลี่ยนแปลง พวกเราไม่กบฏต่อพระเจ้าหรือต้านทานพระองค์อีกต่อไป และพวกเราก็เริ่มที่จะนบนอบต่อพระเจ้าและเคารพพระองค์อย่างแท้จริง มีเพียงผู้คนเช่นนี้เท่านั้นที่เป็นบรรดาผู้ที่มีการกลับใจใหม่อันแท้จริงและจะได้รับการทรงอารักขาโดยพระเจ้าและมีชีวิตรอดจากความวิบัติทั้งหลายได้

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงปรากฏและทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์เมื่อสามสิบปีที่แล้ว พระราชกิจแห่งข่าวประเสริฐได้เผยแผ่อย่างกว้างไกลไปยังทุกชนชาติบนแผ่นดินโลก และพระวจนะเป็นล้านๆ คำที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงก็ได้รับการตีพิมพ์ทางช่องทางออนไลน์มานานแล้ว พระวจนะเหล่านี้ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 20 ภาษา ทั้งนี้ พระวจนะเหล่านี้เป็นพยานและเป็นที่เข้าถึงได้อย่างเปิดเผยสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง ในยุคที่มืดมนและชั่วที่สุดนี้ ความจริงทั้งหลายที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงแสดงปรากฏให้เห็นเหมือนความสว่างที่แท้จริง เหมือนฟ้าแลบที่วาบขึ้นจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก ความจริงเหล่านี้เป็นพยานต่อมวลมนุษย์ทั้งปวงว่า พระเจ้าได้ทรงปรากฏแล้วและองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว พระองค์ทรงแสดงความจริงเพื่อชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยมนุษย์ให้รอด และหนทางเดียวสำหรับมนุษย์ในการบรรลุความรอดโดยสมบูรณ์ก็คือการยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ อย่างไรก็ตาม มวลมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้วอย่างดิ่งลึกมาก ไม่มีใครเลยที่รักความจริง ทั้งหมดที่ผู้คนต้องการก็คือการละโมบความยินดีแห่งบาป พวกเขาไม่เต็มใจที่จะสืบค้นพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายหรือยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ในยุคสุดท้าย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ผู้คนกลับมีมโนคติอันหลงผิดที่ฝังลึกอย่างยิ่งเกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้า และบางคนก็ถึงกับต้านทานและกล่าวโทษพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายอย่างเปิดเผย ทุกคนดำรงชีวิตอยู่ในบาปโดยไม่มีความคิดอันใดเกี่ยวกับการกลับใจใหม่ น้อยคนเหลือเกินที่โหยหาความจริงหรือถวิลหาความสว่าง ความวิบัติทั้งหลายที่พวกเราเห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นสิ่งเตือนใจสุดท้ายของพระเจ้า เป็นการเตือนครั้งสุดท้ายของพระองค์สำหรับมวลมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ สิ่งเหล่านั้นคือความรอดของพระเจ้า โดยการมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อกลับใจเท่านั้น พวกเราจึงจะสามารถได้รับการทรงอารักขาจากพระเจ้าให้พ้นจากความวิบัติทั้งหลายได้

ใส่ใจการตักเตือนของพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ความวิบัติทุกลักษณะจะบังเกิดขึ้นตามติดกันมา ประชาชาติและสถานที่ทั้งหมดจะประสบหายนะ นั่นคือ ภัยพิบัติ การกันดารอาหาร น้ำท่วม ภัยแล้ง และแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง ความวิบัติเหล่านี้ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นเพียงแค่หนึ่งหรือสองที่เท่านั้น อีกทั้งความวิบัติเหล่านี้จะไม่จบลงภายในหนึ่งหรือสองวัน ในทางกลับกัน ความวิบัติเหล่านี้จะขยายไปทั่วเป็นบริเวณที่กว้างขึ้นทุกที และกลายเป็นรุนแรงมากขึ้นทุกที ในช่วงระหว่างเวลานี้ ทุกรูปแบบของภัยพิบัติจากแมลงจะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และปรากฏการณ์คนกินเนื้อคนจะบังเกิดขึ้นทุกที่ นี่คือการพิพากษาของเราต่อประชาชาติและกลุ่มประชาชนทั้งหมด” (“บทที่ 65” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “หากมวลมนุษย์ปรารถนาจะมีชะตากรรมที่ดี หากประเทศหนึ่งปรารถนาจะมีชะตากรรมที่ดี มนุษย์ก็จะต้องกราบไหว้พระเจ้าเพื่อนมัสการ กลับใจ และสารภาพต่อพระพักตร์ของพระเจ้า หรือหากไม่เช่นนั้น ชะตากรรมและปลายทางของมนุษย์ก็จะต้องเป็นมหันตภัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย” (“พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “งานขั้นสุดท้ายของเราไม่ใช่แค่เพื่อประโยชน์แห่งการลงโทษมนุษย์เท่านั้น แต่เพื่อการจัดการเตรียมการในเรื่องบั้นปลายของมนุษย์อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นไปเพื่อที่ผู้คนทั้งหมดอาจรับรู้กิจการและการกระทำของเรา เราต้องการให้แต่ละบุคคลได้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ทำมานั้นถูกต้อง และได้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ทำมานั้นเป็นการแสดงออกของอุปนิสัยของเรา ที่ให้กำเนิดมวลมนุษย์นั้นไม่ใช่การกระทำของมนุษย์ นับประสาอะไรที่จะเป็นการกระทำของธรรมชาติ แต่เป็นเรา ผู้บำรุงเลี้ยงทุกสิ่งมีชีวิตซึ่งอยู่ในการสร้าง หากปราศจากการดำรงอยู่ของเรา มวลมนุษย์ย่อมมีแต่จะพินาศและทุกข์ทนจากการหวดเฆี่ยนแห่งหายนะเท่านั้น ไม่มีมนุษย์คนใดจะได้เห็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อันสวยงาม หรือโลกอันเขียวขจีอีกเลย มวลมนุษย์จะเผชิญเพียงค่ำคืนอันเยือกเย็นและหุบเขาแห่งเงามรณะซึ่งไร้ปรานี เราคือความรอดเดียวเท่านั้นของมวลมนุษย์ เราคือความหวังเดียวเท่านั้นของมวลมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้นคือ เราก็คือพระองค์ผู้ซึ่งเป็นที่พึ่งแห่งการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ทั้งปวง หากไม่มีเรา—มวลมนุษย์จะหยุดนิ่งลงในทันที หากไม่มีเรา—มวลมนุษย์จะทุกข์ทนจากมหันตภัยและถูกบรรดาผีสางทุกลักษณะเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า กระนั้นก็ยังไม่มีใครใส่ใจเรา เราได้ทำงานที่ไม่มีใครอื่นทำได้ และหวังเพียงแค่ว่ามนุษย์จะสามารถตอบแทนเราด้วยความประพฤติที่ดีงามบ้าง” (“จงตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ความวิบัติทั้งหลายกำลังกลายเป็นร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก แพร่กระจายข้ามพื้นที่ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พวกเหล่านั้นที่ได้ถูกชี้ชะตากรรมไว้แล้วไม่สามารถหลีกหนีได้ และนั่นให้ความรู้สึกราวกับว่าปลายทางของโลกจะอยู่กับพวกเราในไม่ช้า อย่างไรก็ตาม พวกเราทุกคนรู้ว่าพระเจ้าทรงปกครองชะตากรรมของพวกเราและความวิบัติทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ เฉพาะเมื่อพวกเรามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อกลับใจและยอมรับการพิพากษาและการตีสอนของพระองค์ในยุคสุดท้ายเท่านั้น พวกเราจึงจะมีโอกาสได้รับการทรงอารักขาโดยพระเจ้าให้พ้นจากความวิบัติทั้งหลายและมีชีวิตรอดได้ หนทางที่โลกกำลังเป็นไปนั้นกำลังเปิดเผยคลี่คลายอยู่ต่อหน้าต่อตาพวกเรา ทันทีที่พระเจ้าได้ทรงช่วยทุกคนที่พระองค์ทรงสามารถช่วยให้รอดได้แล้ว พระองค์ก็จะทรงใช้มหาวิบัติทั้งหลายทำลายโลกที่เลวและไม่สะอาดใบนี้ เมื่อเวลานั้นมาถึง พวกเหล่านั้นที่ยังไม่ได้มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าจะถูกความวิบัติทั้งหลายกวาดออกไป โดยพวกเขาจะร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

บันทึกของบรรณาธิการ: หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว บัดนี้ท่านเข้าใจหรือไม่ว่า น้ำพระทัยของพระเจ้าในการทรงปล่อยความวิบัติทั้งหลายคือสิ่งใด? และบัดนี้ท่านได้พบหนทางในการที่จะได้รับการทรงอารักขาโดยพระเจ้าให้พ้นจากความวิบัติทั้งหลายหรือยัง? หากท่านมีคำถามหรือความลำบากยากเย็นเพิ่มเติมอันใด เรายินดีให้ท่านติดต่อเราได้ทุกเวลาโดยผ่านทางตัวเลือกการแชทและเมสเซนเจอร์บนเว็บไซต์ของเราและสื่อสารกับเราได้

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เหตุใดโลกศาสนาจึงต่อต้านและกล่าวโทษพระราชกิจใหม่ของพระเจ้าอย่างบ้าคลั่งอยู่เสมอ

สองพันปีมาแล้วเมื่อองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้ทรงปรากฏและทรงพระราชกิจในยูเดีย...

เหตุใดหรือพระเจ้าจึงทรงเปิดโอกาสให้คริสตชนทนทุกข์จากอาการป่วย?

โดย ตู๋ส้วย วลี “ตะเกียกตะกายหาหมอเมื่อคุณป่วย” สะท้อนความรู้สึกของผู้คนโดยตรงเกี่ยวกับความวิตกกังวล ความไร้หนทาง...

ติดต่อเราผ่าน Messenger