ในที่สุดฉันก็ได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว

วันที่ 12 เดือน 03 ปี 2022

โดย ไมเคิ้ล, อินโดนีเซีย

สมัยเด็กฉันเรียนแต่ในโรงเรียนคาทอลิกจนจบมัธยมปลาย ฉันแข็งขันมากในการภาวนาและเข้าร่วมการสามัคคีธรรม รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ของคริสตจักร ฉันโหยหาให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนเมฆและนำฉันเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์เสมอ ฉันได้เห็นหมายสำคัญของการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ปรากฏขึ้นแล้ว และความวิบัติครั้งใหญ่นั้นใกล้เข้ามา แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ยังไม่ได้ทรงปรากฏบนก้อนเมฆ ฉันเคยมองไปที่ท้องฟ้าและนึกสงสัยว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาเมื่อไรนะ” วันหนึ่งในการอ่านพระคัมภีร์ของฉัน ฉันสังเกตเห็นว่ามีคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ในเรื่องการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าแค่พระองค์เสด็จมาบนเมฆ เห็นว่าพระคัมภีร์กล่าวหลายสิ่งแตกต่างกัน ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวว่า “เพราะว่าฟ้าแลบออกมาจากทิศตะวันออกและส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้นด้วย” (มัทธิว 24:27) “พวกท่านทั้งหลายก็เช่นกัน จงเตรียมพร้อมไว้ เพราะว่าบุตรมนุษย์จะเสด็จมาในเวลาที่พวกท่านมิได้คาดหมาย” (มัทธิว 24:44) เมื่อสังเกตเห็นว่าข้อพระคัมภีร์เหล่านั้นทั้งหมดกล่าวถึง “บุตรมนุษย์” ฉันก็สับสนค่ะ องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกลับมาในฐานะบุตรมนุษย์ได้อย่างไร แล้วฉันก็จำได้ที่หนังสือกิจการกล่าวถึง ว่าองค์พระเยซูเจ้าจะเสด็จลงมาจากสวรรค์แบบเดียวกับที่พระองค์เสด็จขึ้นไป ดังนั้นในเมื่อพระองค์เสด็จขึ้นไปบนเมฆ ฉันจึงคิดว่าพระองค์จะเสด็จกลับลงมาบนเมฆอย่างแน่นอน ทำไมข้อพระคัมภีร์บางข้อถึงกล่าวว่าพระองค์จะเสด็จมาในฐานะบุตรมนุษย์ แต่ข้อพระคัมภีร์อื่นๆ กล่าวว่าพระองค์จะเสด็จมาบนเมฆล่ะ มันดูขัดแย้งกันสำหรับฉันนะคะ ฉันไปถามบาทหลวง แต่เขาตอบเลี่ยงๆ ว่ามนุษย์เราไม่สามารถเข้าใจหรืออธิบายพระคัมภีร์ได้อย่างสมบูรณ์หรอก และเขาก็แนะนำฉันไม่ให้มองหาคำตอบค่ะ ฉันนึกสงสัยว่า “แบบนั้นมันจะดีได้ยังไง ถ้าฉันไม่รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมายังไง แล้วฉันจะต้อนรับพระองค์ตอนที่พระองค์ทรงกลับมาได้ยังไงล่ะ” ต่อมาฉันก็ไปถามศิษยาภิบาลตามคริสตจักรโปรเตสแตนสองสามแห่ง แต่พวกเขาก็พูดเหมือนที่บาทหลวงคนนั้นพูดไม่มีผิด พวกเขารับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้ามาหลายสิบปี แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปรากฏยังไงเมื่อพระองค์ทรงกลับมา ฉันผิดหวังจริงๆ ค่ะ ฉันหันเข้าหาอินเตอร์เน็ตเพื่อดูว่าจะสามารถหาคำอธิบายที่มีเหตุผลได้ไหม แต่หลังจากมองหาในนั้นอยู่สักพัก ฉันก็ยังหาคำตอบที่กระจ่างไม่ได้ ฉันรู้สึกท้อจริงๆ และมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้อ่านสองสิ่งที่แตกต่างกันในพระคัมภีร์เกี่ยวกับวิธีที่พระองค์จะทรงกลับมา ข้าพระองค์สับสนมาก และมีคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบมากมาย แต่ข้าพระองค์รู้สึกเหมือนคนตาบอดคลำเปะปะไปในความมืด ขอทรงนำข้าพระองค์ให้เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ด้วยเถิด”

ฉันอธิษฐานแบบนี้อยู่สามปี แล้วในเดือนสิงหาคมปี 2018 ฉันก็ค้นพบภาพยนตร์ข่าวประเสริฐของคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์บนยูทูบ และเห็นว่าภาพยนตร์เหล่านั้นมียอดวิวเยอะเลย พอเห็นว่ามีคนมากมายกำลังชมภาพยนตร์ของพวกเขา ก็ทำให้ฉันสงสัยใคร่รู้ ฉันจึงเริ่มลองดูภาพยนตร์พวกนั้น เรื่องแรกที่ฉันดูคือ เมืองนั้นจะล่มจม มันวิเคราะห์เหตุผลเบื่องหลังความว่างเปล่าในคริสตจักรทั้งหลายอย่างถ้วนถี่ และฉันก็ได้รับจากภาพยนตร์เรื่องนี้มากมายเลยค่ะ ฉันรู้สึกเหมือนว่าคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ครอบครองความจริง และการสามัคคีธรรมของพวกเขาก็ให้ความรู้แจ้ง ฉันดูวิดีโอของพวกเขาต่อไป ในวิดีโอเหล่านั้นมีทอล์คโชว์เรื่องหนึ่ง แท้จริงแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาอย่างไร ซึ่งมีคำตอบที่ฉันแสวงหามาเนิ่นนานค่ะ พวกเขาแถลงอย่างแจ่มแจ้งว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกลับมาในทางหนึ่งนอกจากแค่เสด็จมาบนเมฆ พวกเขาอ้างถึงคำเผยพระวจนะเหล่านี้ในพระคัมภีร์ค่ะ “นี่แน่ะ เรากำลังมาเหมือนอย่างขโมย” (วิวรณ์ 16:15) “เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด’” (มัทธิว 25:6) “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” (วิวรณ์ 3:20) พวกเขาพูดเรื่องที่ว่ามีคำเผยพระวจนะอยู่สองประเภท เรื่องที่องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาอย่างเปิดเผยบนก้อนเมฆ และเรื่องที่พระองค์เสด็จมาอย่างลับๆ เหมือนอย่างขโมย แต่สองข้อนี้ไม่ขัดแย้งกัน เพราะคำเผยพระวจนะเหล่านี้จะไม่ถูกกระทำให้ลุล่วงในเวลาเดียวกันค่ะ องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาอย่างลับๆ ก่อน จากนั้นก็เสด็จมาอย่างเปิดเผยบนก้อนเมฆ พวกเขายังพูดด้วยว่าการเสด็จมาอย่างลับๆ ของพระองค์หมายถึง ว่าเมื่อพระองค์ทรงกลับมา พระองค์ทรงจุติเป็นบุตรมนุษย์เสด็จมายังแผ่นดินโลก ซึ่งทำให้ลูกา 17:24-25 ลุล่วงอย่างสมบูรณ์ “เพราะว่าบุตรมนุษย์ ในวันของพระองค์นั้นจะเหมือนอย่างฟ้าแลบ เมื่อแลบออกจากฟ้าข้างหนึ่ง ก็ส่องสว่างไปถึงฟ้าอีกข้างหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน” “บุตรมนุษย์” หมายถึงพระองค์ทรงบังเกิดจากมนุษย์และพระองค์ทรงมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ และทรงเข้าร่วมกิจกรรมของมนุษย์ได้ทุกอย่าง หากพระองค์มาในกายวิญญาณ ก็ชัดเจนว่าเราเรียกพระองค์ว่าบุตรมนุษย์ไม่ได้ เพราะแบบนั้นคำเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าเรื่องที่พระองค์ทรงปรากฏและเสด็จมาในฐานะบุตรมนุษย์ หมายถึงว่าพระองค์จะทรงกลับมาในร่างมนุษย์ซึ่งทรงจุติมา หากพระเจ้าทรงไม่ใช่ร่างมนุษย์ซึ่งทรงจุติมา พระองค์ก็ไม่สามารถทรงถูกเรียกว่าบุตรมนุษย์ได้ ดังเช่นพระยาห์เวห์พระเจ้า ในฐานะกายวิญญาณ ก็ไม่สามารถถูกกล่าวถึงในฐานะบุตรมนุษย์ได้ พวกเขาเชื่อมโยงเรื่องนี้กับคำเผยพระวจนะหนึ่งขององค์พระเยซูเจ้าด้วย “แต่ก่อนหน้านั้นจำเป็นที่บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์หลายอย่าง และคนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน” พวกเขาพูดต่อไปว่า “นี่พิสูจน์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงปรากฏในเนื้อหนังเมื่อพระองค์ทรงกลับมา กายวิญญาณของพระองค์ไม่ได้ถูกจำกัดโดยเวลาหรือพื้นที่ และทุกคนเกรงกลัวพระองค์ ไม่มีใครจะกล้าต่อต้านพระองค์ หากพระเจ้าทรงปรากฏต่อมวลมนุษย์ในสันฐานกายวิญญาณของพระองค์ พระองค์ก็จะไม่ทรงทนทุกข์หลายอย่าง น้อยยิ่งกว่าที่คนในยุคนี้จะไม่ยอมรับท่าน มีเพียงบุตรมนุษย์ในเนื้อหนังเท่านั้นที่จะทนทุกข์ คำเผยพระวจนะนี้เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมา ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่พระองค์ทนทุกข์ในครั้งแรกที่พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์” ได้ยินพวกเขาพูดเรื่องนี้ทำให้หัวใจฉันเบิกบานค่ะ หากองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาอย่างลับๆ ในเนื้อหนังก่อน จากนั้นค่อยทรงปรากฏอย่างเปิดเผยบนก้อนเมฆ คำเผยพระวจนะทั้งหมดในพระคัมภีร์เกี่ยวกับการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะลุล่วง และจะไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ ค่ะ ในที่สุดความสับสนตลอดหลายปีของฉันก็คลี่คลายลง ฉันตื่นเต้นมากเมื่อพบคำตอบที่ฉันเฝ้าแสวงหามายาวนาน ฉันไม่เคยนึกฝันว่าฉันจะพบคำตอบผ่านคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ค่ะ ฉันขอบคุณพระเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ต่อมาฉันก็ไปที่ช่องยูทูบของพวกเขาเพื่อดาวน์โหลดภาพยนตร์ข่าวประเสริฐเพิ่มเติม และติดตามพวกเขาบนเฟซบุ๊กค่ะ ฉันจะดูภาพยนตร์ของพวกเขาเมื่อไรก็ตามที่ฉันมีเวลา ฉันดู พระองค์ผู้ทรงกลับมานั้นเป็นใคร รับขึ้นไปในหายนะ ทำลายบ่วง พระนามของพระเจ้าเปลี่ยนไปแล้วงั้นหรือ?! และอื่นๆ ฉันได้เรียนรู้ความจริงบางอย่าง อย่างวิธีแยกแยะพระคริสต์แท้จริงจากพระคริสต์เทียมเท็จ ความหมายของพระนามพระเจ้าในแต่ละยุค ความแตกต่างระหว่างหญิงพรหมจารีมีปัญญาและโง่ ความเชื่อแบบไหนที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และคนประเภทไหนที่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้ ทั้งหมดนี้คือความจริงและความล้ำลึกที่ฉันไม่เคยรู้ตลอดหลายปีแห่งความเชื่อของฉันค่ะ ฉันอัศจรรย์ใจที่พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เปิดเผยสิ่งที่หลายทั้งปวงนี้ และพระวจนะเหล่านี้ช่วยให้ฉันรู้จักพระเจ้าดีขึ้นจริงๆ ค่ะ ฉันดาวน์โหลดและบันทึกภาพยนตร์พวกนี้ทั้งหมด ฉันสังเกตเห็นด้วยว่าภาพยนตร์เหล่านี้ทั้งหมดเป็นคำพยานว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาแล้ว ในเนื้อหนังในฐานะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันแปลกใจระคนยินดี และฉันต้องการรู้เพิ่มเติมจริงๆ เกี่ยวกับการทรงจุติเป็นมนุษย์ และทำไมพระเจ้าต้องเสด็จมาในเนื้อหนังเพื่อทรงพระราชกิจค่ะ หลังจากนั้น ฉันดู ความล้ำลึกของความเลื่อมใสในศาสนา

พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์สองบทตอนเกี่ยวกับการทรงจุติเป็นมนุษย์อยู่ในนั้นค่ะ “‘การจุติเป็นมนุษย์’ คือการทรงปรากฏของพระเจ้าในเนื้อหนัง พระเจ้าทรงพระราชกิจท่ามกลางมวลมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นในพระฉายาของเนื้อหนัง ดังนั้น เพื่อที่พระเจ้าจะทรงจุติเป็นมนุษย์ได้นั้น ประการแรกพระองค์ต้องทรงเป็นเนื้อหนังก่อน นั่นคือ เนื้อหนังที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ นี่คือข้อกำหนดเบื้องต้นที่สำคัญที่สุด อันที่จริงแล้ว ความหมายโดยนัยของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็คือว่า พระเจ้าทรงพระชนม์ชีพและทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง คือว่าพระเจ้าในแก่นสารที่แท้จริงของพระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ทรงกลายเป็นมนุษย์” “เพราะพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ที่มีแก่นสารของพระเจ้า พระองค์จึงทรงอยู่เหนือมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นทั้งปวง เหนือมนุษย์คนใดๆ ที่สามารถกระทำพระราชกิจของพระเจ้าได้ และดังนั้นแล้ว ท่ามกลางทุกคนที่มีเปลือกมนุษย์เช่นเดียวกับของพระองค์ ท่ามกลางทุกคนที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์แล้ว มีเพียงพระองค์ที่ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เองซึ่งทรงจุติมาเป็นมนุษย์—ผู้คนอื่นๆ ทั้งหมดต่างเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้น แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะมีสภาวะความเป็นมนุษย์ แต่มนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นไม่มีสิ่งใดนอกจากสภาวะความเป็นมนุษย์ ในขณะที่พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์นั้นแตกต่างออกไป นั่นคือ ในเนื้อหนังของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงมีเพียงแค่สภาวะความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ พระองค์ทรงมีเทวสภาพด้วยเช่นกัน…เนื่องจากพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ แก่นสารของพระองค์จึงเป็นการรวมกันระหว่างสภาวะความเป็นมนุษย์และเทวสภาพ การรวมกันนี้เรียกว่าพระเจ้าพระองค์เอง พระเจ้าพระองค์เองบนแผ่นดินโลก” (“แก่นสารของเนื้อหนังที่พระเจ้าประทับ” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พวกเขาสามัคคีธรรมในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “การทรงจุติเป็นมนุษย์คือพระวิญญาณพระเจ้าที่ทรงสวมใส่เนื้อหนัง นั่นก็คือ พระวิญญาณพระเจ้า บังเกิดขึ้นมาในเนื้อหนังพร้อมความเป็นมนุษย์ที่ปกติและการคิดแบบมนุษย์ปกติ และเพราะแบบนั้น ทรงกลายเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่ทรงพระราชกิจและตรัสท่ามกลางมนุษย์ เนื้อหนังนี้มีความเป็นมนุษย์ที่ปกติ แต่มีเทวสภาพโดยสมบูรณ์ด้วย แม้ว่าในการทรงปรากฏภายนอก เนื้อหนังของพระองค์จะดูปกติธรรมดา แต่พระองค์สามารถทรงพระราชกิจของพระเจ้า สามารถทรงแสดงพระสุรเสียงของพระเจ้า และทรงนำและช่วยมวลมนุษย์ให้รอด นี่เป็นเพราะพระองค์มีเทวสภาพโดยสมบูรณ์ เทวสภาพโดยสมบูรณ์หมายถึงทั้งหมดที่พระวิญญาณพระเจ้าครอบครอง พระอุปนิสัยภายในเนื้อแท้ของพระเจ้า เนื้อแท้ที่บริสุทธิ์และชอบธรรมของพระเจ้า ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น พระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระเจ้า และสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า ทั้งหมดนี้ได้บังเกิดขึ้นในเนื้อหนัง เนื้อหนังนี้คือพระคริสต์ คือพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงผู้ทรงอยู่บนแผ่นดินโลกนี้เพื่อทรงพระราชกิจและช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ตามที่ปรากฏภายนอก พระคริสต์ทรงปกติธรรมดา แต่มีความแตกต่างทางเนื้อแท้ระหว่างพระองค์กับมนุษย์ที่ทรงสร้าง มนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมีเพียงความเป็นมนุษย์เท่านั้น เขาไม่มีวี่แววของเนื้อแท้ที่เป็นของพระเจ้าแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ ยังไงก็ตาม พระคริสต์ไม่ได้ทรงมีความเป็นมนุษย์ที่ปกติเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือพระองค์มีเทวสภาพที่สมบูรณ์ พระองค์ทรงมีเนื้อแท้ของพระเจ้า พระองค์สามารถทรงเป็นตัวแทนพระเจ้าโดยสมบูรณ์ ทรงแสดงความจริงในฐานะพระเจ้าพระองค์เอง ทรงแสดงพระอุปนิสัยของพระเจ้าและทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น และทรงประทานความจริง หนทาง และชีวิตให้มนุษย์ ไม่มีมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นคนไหนที่มีความสามารถแบบนั้น พระคริสต์ทรงพระราชกิจและตรัส ทรงแสดงพระอุปนิสัยของพระเจ้า และทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น ในเนื้อหนังของพระองค์ ไม่ว่าพระองค์ทรงแสดงพระวจนะของพระเจ้าและทรงพระราชกิจของพระเจ้ายังไง พระองค์ก็ทรงทำภายในสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติเสมอ พระองค์ทรงมีเนื้อหนังปกติ ไม่มีอะไรเหนือธรรมชาติเกี่ยวกับพระองค์เลย นี่พิสูจน์ว่าพระเจ้าได้เสด็จมาอยู่ในเนื้อหนังนั้น พระองค์ได้ทรงกลายเป็นมนุษย์ทั่วไปแล้ว เนื้อหนังปกติธรรมดานี้ ได้ทำให้ข้อเท็จจริงของ ‘พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์’ ให้ลุล่วง พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ เพราะพระคริสต์ทรงมีเทวสภาพที่สมบูรณ์ พระองค์สามารถทรงเป็นตัวแทนพระเจ้า ทรงแสดงความจริง และช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้ เพราะพระคริสต์ทรงมีเทวสภาพที่สมบูรณ์ พระองค์สามารถทรงแสดงพระวจนะของพระเจ้าโดยตรง ไม่ใช่แค่ทรงถ่ายทอดหรือส่งผ่านพระวจนะของพระเจ้า พระองค์สามารถทรงแสดงความจริงเมื่อไรก็ได้ ที่ใดก็ได้ ทรงให้เสบียง รดน้ำ และดูแลมนุษย์ ทรงนำมวลมนุษย์ทั้งหมด เพียงเพราะพระคริสต์ทรงมีเทวสภาพที่สมบูรณ์ และทรงครอบครองพระอัตลักษณ์และเนื้อแท้ของพระเจ้า เราสามารถพูดได้ไหมว่าพระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงพระองค์เอง”

ถึงตรงนี้ ฉันเข้าใจว่า พระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์คือพระวิญญาณของพระเจ้าห่อคลุมในเนื้อหนังปกติธรรมดา ซึ่งทรงพระชนม์ชีพท่ามกล่างพวกเรา ภายนอกพระองค์ทรงดูเหมือนบุคคลทั่วไป แต่ภายในคือพระวิญญาณของพระเจ้าและเทวสภาพอันสมบูรณ์ นั่นก็เหมือนกับองค์พระเยซูเจ้า ภายนอกพระองค์ทรงดูเหมือนคนทั่วไป แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นพระองค์จึงสามารถแสดงความจริงได้ ทรงประทานหนทางแห่งการกลับใจให้พวกเรา และทรงยกผู้คนขึ้นจากความตาย ในท้ายที่สุด พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์ พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทำสิ่งเหล่านี้ได้ ตัวละครเอกในภาพยนตร์ถามอีกคำถามหนึ่งว่า “ทำไมพระเจ้าจึงทรงต้องเสด็จมาในเนื้อหนังเพื่อช่วยมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามให้รอดล่ะ” นั่นเป็นคำถามที่ยอดเยี่ยมมากค่ะ และฉันต้องการเข้าใจจริงๆ ว่าทำไมพระเจ้าจึงทรงจำเป็นต้องจุติเป็นมนุษย์เพื่อช่วยพวกเราให้รอดด้วยเช่นกัน ฉันดูต่อไปด้วยใจจดจ่อค่ะ

พี่น้องชายหญิงในภาพยนตร์อ่านพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์หลายบทตอน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เนื้อหนังของมนุษย์ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามไปแล้ว และมันได้ถูกทำให้มืดบอดอย่างลึกที่สุด และได้รับอันตรายอย่างลึกซึ้ง เหตุผลที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดที่พระเจ้าทรงพระราชกิจในเนื้อหนังโดยพระองค์เองนั้นเป็นเพราะเป้าหมายแห่งความรอดของพระองค์คือมนุษย์ ผู้มีเนื้อหนัง และเพราะซาตานยังใช้เนื้อหนังของมนุษย์มารบกวนพระราชกิจของพระเจ้าอีกด้วย การสู้รบกับซาตานนั้นแท้ที่จริงแล้วคือพระราชกิจแห่งการพิชิตมนุษย์ และในเวลาเดียวกันนั้น มนุษย์ก็ยังเป็นเป้าหมายแห่งความรอดของพระเจ้าอีกด้วย ในหนทางนี้ พระราชกิจของพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์จึงจำเป็นที่สุด ซาตานได้ทำให้เนื้อหนังของมนุษย์เสื่อมทราม และมนุษย์ได้กลายเป็นรูปจำแลงของซาตาน และได้กลายเป็นเป้าหมายที่ต้องถูกพระเจ้าทำให้พ่ายแพ้ ในหนทางนี้ พระราชกิจแห่งการทำการสู้รบกับซาตานและการช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจึงเกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก และพระเจ้าต้องทรงกลายเป็นมนุษย์เพื่อที่จะทำการสู้รบกับซาตาน นี่คือพระราชกิจแห่งความสัมพันธ์กับชีวิตจริงขั้นสูงสุด” (“มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งทรงปรากฏในรูปมนุษย์มากกว่า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) แท้ที่จริงแล้วเป็นเพราะซาตานได้ทำให้เนื้อหนังของมนุษย์เสื่อมทราม และมนุษย์คือผู้ที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะช่วยให้รอด พระเจ้าจึงต้องทรงยอมรับเนื้อหนังเพื่อทำการสู้รบกับซาตานและเพื่อเป็นผู้เลี้ยงมนุษย์ด้วยพระองค์เอง นี่เท่านั้นที่เป็นผลดีต่อพระราชกิจของพระองค์” (“การฟื้นคืนชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “เนื้อหนังของมนุษย์ถูกทำให้เสื่อมทรามอย่างล้ำลึกมากที่สุด และมันได้กลายไปเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ต่อต้านพระเจ้า มากเสียจนกระทั่งว่ามันถึงกับต่อต้านและปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างเปิดเผย เนื้อหนังที่เสื่อมทรามของมนุษย์นี้ดื้อด้านมากเกินไปเท่านั้น และไม่มีสิ่งใดที่จัดการหรือเปลี่ยนแปลงได้ยากไปกว่าอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ ซาตานเข้ามาในเนื้อหนังของมนุษย์เพื่อก่อการรบกวนต่างๆ และมันใช้เนื้อหนังของมนุษย์เพื่อรบกวนพระราชกิจของพระเจ้า และขัดขวางแผนของพระเจ้า และด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงได้กลายเป็นซาตาน และได้กลายเป็นศัตรูของพระเจ้า เพื่อการที่มนุษย์จะได้รับการช่วยให้รอดนั้น เขาต้องได้รับการพิชิตเสียก่อน เป็นเพราะการนี้นี่เองที่พระเจ้าทรงรับความท้าทายและเสด็จมาเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำ และเพื่อทำการสู้รบกับซาตาน จุดมุ่งหมายของพระองค์คือความรอดของมนุษย์ ผู้ซึ่งได้ถูกทำให้เสื่อมทราม และคือการเอาชนะและการทำลายล้างซาตาน ซึ่งกบฏต่อพระองค์ พระองค์ทรงเอาชนะซาตานโดยผ่านทางพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยมนุษย์ของพระองค์ ขณะที่ในเวลาเดียวกันนั้นพระองค์ทรงช่วยมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามให้รอด ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นพระราชกิจที่สัมฤทธิ์ผลสองจุดมุ่งหมายในคราวเดียว” “เมื่อพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง แท้ที่จริงแล้วพระองค์กำลังทรงทำการสู้รบกับซาตานในเนื้อหนัง เมื่อพระองค์ทรงพระราชกิจในเนื้อหนัง พระองค์กำลังทรงพระราชกิจของพระองค์ในดินแดนฝ่ายวิญญาณ และพระองค์ทรงทำให้พระราชกิจของพระองค์ทั้งหมดในดินแดนฝ่ายวิญญาณเป็นจริงบนแผ่นดินโลก ผู้ที่ได้รับการพิชิตคือมนุษย์ มนุษย์ที่ไม่เชื่อฟังพระองค์ และผู้ที่ถูกทำให้พ่ายแพ้คือรูปจำแลงของซาตาน (แน่นอนว่า นี่ก็คือมนุษย์ด้วยเช่นกัน) ที่อยู่ในความเป็นปฏิปักษ์กับพระองค์ และผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอดในท้ายที่สุดแล้วนั้นก็คือมนุษย์ด้วยเช่นกัน ในหนทางนี้ พระเจ้าจึงจำเป็นมากยิ่งขึ้นไปอีกที่จะต้องทรงกลายมาเป็นมนุษย์ที่มีเปลือกภายนอกของสิ่งทรงสร้างหนึ่ง เพื่อที่พระองค์จะสามารถทำการสู้รบจริงกับซาตานได้ เพื่อพิชิตมนุษย์ที่ไม่เชื่อฟังพระองค์ และมีเปลือกภายนอกแบบเดียวกันกับพระองค์ และเพื่อช่วยมนุษย์ที่มีเปลือกภายนอกเหมือนพระองค์และได้ถูกซาตานทำให้ได้รับอันตรายไปแล้วนั้นให้รอด ศัตรูของพระองค์คือมนุษย์ เป้าหมายแห่งการพิชิตชัยของพระองค์คือมนุษย์ และเป้าหมายแห่งความรอดของพระองค์คือมนุษย์ที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น ดังนั้นพระองค์จึงต้องทรงกลายเป็นมนุษย์ และในหนทางนี้ พระราชกิจของพระองค์จึงกลายเป็นง่ายขึ้นมาก พระองค์สามารถเอาชนะซาตานและพิชิตมวลมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น สามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้” (“มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งทรงปรากฏในรูปมนุษย์มากกว่า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

การสามัคคีธรรมในภาพยนตร์ดำเนินต่อไปว่า “เหตุผลที่มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามต้องได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ก็คือ เนื้อหนังของมนุษย์ได้ถูกซาตานหลอกลวงและทำให้เสื่อมทรามอย่างทั่วถึง มวลมนุษย์ทั้งหมดอาศัยอยู่ภายใต้แดนครอบครองของซาตาน พวกเขาไม่สามารถแยกแยะระหว่างความดีและความชั่ว ความงามและความน่าเกลียด พวกเขาไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็นบวกและสิ่งที่เป็นลบได้ พวกเขาใช้ชีวิตตามปรัชญา กฏเกณฑ์ และธรรมชาติของซาตาน พวกเขาโอหัง หลอกลวง ชั่วร้าย กระด้าง โหดร้าย และเหม็นเบื่อความจริง สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดหยั่งลึกและได้กลายเป็นธรรมชาติโดยแท้ของผู้คน ภายใต้การควบคุมของพวกมัน ช่วยไม่ได้ที่ผู้คนจะทำบาปและต่อต้านพระเจ้า พวกเขาอาจจะมีความเชื่อ อ่านพระคัมภีร์ อธิษฐานและสารภาพบาปต่อพระเจ้า แต่แล้วพวกเขาก็ทำบาปต่อไปอีก พวกเขาไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองจากบาปได้ ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า ‘เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่การดีนั้นไม่สามารถทำได้เลย’ (โรม 7:18) พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง มีเพียงพระเจ้าที่รู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษยชาติอย่างครบถ้วน รู้ว่าพวกเขาถูกทำให้เสื่อมทรามถึงระดับไหน และมีเพียงพระเจ้าที่สามารถทรงตีแผ่และชำแหละธรรมชาติเยี่ยงซาตานและอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของมนุษย์ได้ สามารถทรงบอกมนุษย์ว่าจะใช้ชีวิตและทำตัวยังไงในฐานะมนุษย์ พระเจ้าประทานชีวิตและความจริงให้เรา พระองค์ทรงสามารถนำและช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้ นอกจากพระเจ้า ไม่มีมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นคนใดสามารถมองทะลุแก่นแท้ของความเสื่อมทรามของมนุษย์ได้ และไม่สามารถให้ความจริงแก่มนุษย์ได้ว่าจะทำตัวยังไงในฐานะเหล่ามนุษย์ ดังนั้นหากพระเจ้าทรงปรารถนาจะแย่งมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำจากกำมือของซาตานและช่วยพวกเขาให้รอด งั้นด้วยการทรงแสดงความจริงและพระอุปนิสัยของพระเจ้าโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์พระองค์เอง และทรงบอกความจริงทั้งหมดที่มนุษย์ต้องครอบครองแก่เขา เปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าใจความจริง รู้จักพระเจ้า และรู้ทันแผนการชั่วร้ายของซาตานและความคิดผิดๆ หลายๆ อย่างเท่านั้น มนุษย์จึงสามารถจะละทิ้งและปฏิเสธซาตานและกลับมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้ หากพระเจ้าทรงพระราชกิจในกายวิญญาณในยุคสุดท้าย นั่นจะไม่ชำระล้างอุปนิสัยเสื่อมทรามของพวกเราอย่างหมดจด เราไม่สามารถเห็นหรือสัมผัสพระวิญญาณพระเจ้าเจ้าได้ และเราจะไม่เข้าใจเมื่อพระองค์ตรัส ยิ่งกว่านั้น พระวิญญาณพระเจ้านั้นบริสุทธิ์เกินกว่าที่มนุษย์เสื่อมทรามจะเข้าใกล้ได้ พระเจ้าจะทรงฆ่าพวกเขาให้ตายเพราะความมีมลฑิน พันธสัญญาเดิมบันทึก ว่าคนได้ยินเสียงฟ้าร้องเมื่อพระยาห์เวห์พระเจ้าทรงปรากฏบนภูเขาซีนาย และคนอิสราเอลก็เห็นควันจากยอดภูเขาพร้อมกับสายฟ้า เสียงฟ้าร้องและเสียงแตร พวกเขาทั้งหมดยืนห่างออกมาและพูดกับโมเสสว่า ‘ท่านจงนำความมาเล่าเถิด เราจะฟัง แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับเราเลย เกรงว่าเราจะตาย’ (อพยพ 20:19) นั่นเป็นเหตุผลที่พระเจ้าในเนื้อหนังเท่านั้นที่สามารถทรงพระราชกิจแห่ง การช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและพิชิตพวกเขาอย่างสมบูรณ์ได้ พระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เปิดโปงมนุษย์ทุกประเภท เพราะมนุษย์ทั้งหมดโอหังและไม่ยอมโอนอ่อน เมื่อพระเจ้าทรงจุติเป็นมนุษย์เพื่อทรงแสดงความจริง มนุษย์ตอบสนองด้วยมโนคติของพวกเขา การต่อต้าน และแม้แต่สงครามเสมอ เพราะฉะนั้น ความจริงของการต่อต้านและการทรยศพระเจ้าของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจึงถูกตีแผ่อย่างครบถ้วน และพระเจ้าทรงทำการพิพากษาของพระองค์ต่อมนุษย์ตามความเสื่อมทรามที่พวกเขาเปิดเผยและธรรมชาติแท้จริงของพวกเขา โดยทางนี้เท่านั้น ที่การทรงพิชิตชัย ชำระให้บริสุทธิ์ และทำให้มวลมนุษย์มีความเพียบพร้อมของพระเจ้าจะสามารถถูกดำเนินไปอย่างราบรื่นได้ ผ่านการพิพากษาโดยพระวจนะของพระเจ้า มนุษย์ค่อยๆ ถูกพิชิตและชำระให้บริสุทธิ์ เมื่อมนุษย์ถูกพิชิตอย่างครบถ้วน เขาก็เริ่มเชื่อฟังพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ เขาเริ่มยอมรับและเชื่อฟังการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าและได้รับประสบการณ์พระราชกิจของพระเจ้า เขาตกลงใจแสวงหาความจริง และไม่ใช้ชีวิตตามปรัชญาและกฎเกณฑ์ของซาตานอีกต่อไป เมื่อมนุษย์ใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าทั้งหมด พระเจ้าก็จะมีชัยเหนือซาตานอย่างหมดจด และมนุษย์ที่เสื่อมทรามก็รับหน้าที่ช่วยแย่งชิงชัยชนะของพระองค์มาจากซาตาน โดยแก่นแท้แล้ว พระเจ้าทรงแย่งมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจากกำมือของซาตาน มีเพียงพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่สามารถมีผลแบบนี้ได้ นี่เป็นความจำเป็นอย่างที่สุดของการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เท่านั้นที่สามารถพิชิตและช่วยมวลมนุษย์ให้รอดอย่างทั่วถึง”

หลังจากดูภาพยนตร์นี้ฉันก็เข้าใจ ว่าในยุคสุดท้าย องค์พระเยซูเจ้าทรงกลับมาในเนื้อหนังเพื่อช่วยพวกเราให้รอด ตามความจำเป็นของเราทั้งหมด ซาตานได้ทำให้พวกเราเสื่อมทราม และเจ้าอุปนิสัยเสื่อมทรามและกบฏนี่เองที่ทำให้พวกเราต่อต้านและเป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า ด้วยการที่พระเจ้าทรงบังเกิดในฐานะบุตรมนุษย์ปกติธรรมดา และทรงปฏิสัมพันธ์กับพวกเราซึ่งๆ หน้าเท่านั้น ที่อุปนิสัยเยี่ยงซาตานภายในตัวเราเหล่านี้และมุมมองที่ผิดพลาดของเรา จะถูกตีแผ่อย่างครบถ้วนได้ พระเจ้าทรงแสดงความจริงโดยตรงเพื่อพิพากษา ตีแผ่ และชำระผู้คนให้บริสุทธิ์ตามอุปนิสัยเสื่อมทรามที่เราเปิดเผย เมื่อนั้นเท่านั้น ที่เราจะรู้สึกเสียใจอย่างแท้จริงและกลับใจต่อพระเจ้า และเกิดมีหัวใจที่เคารพนับถือพระเจ้าได้ อุปนิสัยที่เสื่อมทรามของเราจะค่อยๆ ถูกชำระให้สะอาดและเราจะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าได้โดยสมบูรณ์ พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นหนทางที่ดีที่สุดที่พระองค์จะทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ฉันพิจารณาเรื่องนี้อยู่สักพัก แล้วก็แน่ใจว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระสุรเสียงของพระเจ้า ว่าพระองค์คือองค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับมาในยุคสุดท้าย โดยไม่เหลือความคลางแคลงใจเลยค่ะ! หลังจากอธิษฐานและแสวงหาอยู่สามปี ในที่สุดฉันก็ได้รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงกลับมาในเนื้อหนังแล้ว ในหัวใจของฉันเกิดความรู้สึกที่ยากจะพรรณนา และฉันรู้สึกถึงความรักและเมตตาของพระเจ้าอยู่ลึกภายในตัวฉันค่ะ

ฉันติดต่อกับคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2019 แลเริ่มใช้ชีวิตคริสตจักรกับพี่น้องชายหญิงค่ะ จากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ฉันได้เห็นว่าพระเจ้าทรงเปิดเผยความล้ำลึกของพระราชกิจสามระยะของพระองค์ เรื่องราวเบื้องหลังและแก่นแท้ของพระคัมภีร์ นัยสำคัญของพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย และความจริงทุกด้าน ฉันรู้สึกได้ในหัวใจ ว่าพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือน้ำพุแห่งน้ำแห่งชีวิตที่ไหลริน ความบริบูรณ์ที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ ขอบคุณพระเจ้า! ฉันได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและมาเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ เพราะฉันดูภาพยนตร์ข่าวประเสริฐของคริสตจักร และฉันได้ต้อนรับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยซ้ำค่ะ!

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

คำพยานท่ามกลางการทรมาน

โดย หลีว อี้, ประเทศจีน การจับกุมครั้งแรกคือเดือนธันวาคม ค.ศ.2002 ขณะที่ไปเผยแผ่ข่าวประเสริฐนอกเมืองกับเหล่าผู้นับถือศาสนา...

หนึ่งวันที่ไม่มีทางลืม

โดย หลี่ ชิ่ง, ประเทศจีน ในเดือนธันวาฯ ค.ศ. 2012 ประมาณ 9 โมงเช้า ฉันเผยแผ่ข่าวประเสริฐอยู่กับพี่น้องชายหญิง แล้วก็มีรถตำรวจมาจอดตรงหน้าเรา...

ถูกล่ามโซ่ตรวน

โดย หลี่โม่, ประเทศจีน ในค.ศ. 2004 ฉันได้ยอมรับกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ไม่นานก็ถูกแจ้งความเพราะเผยแผ่ข่าวประเสริฐ...

ติดต่อเราผ่าน Messenger