หนีจากคมเขี้ยวแห่งความตาย

วันที่ 12 เดือน 08 ปี 2020

โดย Wang Cheng, ประเทศจีน

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระเจ้าไม่ทรงเคยห่างหายไปจากหัวใจของมนุษย์ และพระองค์ทรงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์ตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นแรงขับเคลื่อนสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ รากฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์ และแหล่งสะสมอันอุดมสำหรับการดำรงอยู่ของมนุษย์หลังกำเนิด พระองค์ทรงทำให้มนุษย์เกิดใหม่ และทรงทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตไปตามทุกบทบาทของเขาได้อย่างมุ่งมั่นไม่ท้อถอย เนื่องเพราะพระฤทธานุภาพของพระองค์และพลังชีวิตอันมิอาจดับมอดของพระองค์ มนุษย์ได้ใช้ชีวิตมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาพลังแห่งชีวิตของพระเจ้าได้เป็นหลักค้ำจุนสำคัญแห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์ และเป็นสิ่งซึ่งพระเจ้าได้ทรงจ่ายที่ราคาซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่เคยจ่ายมาก่อน พลังชีวิตของพระเจ้าสามารถพิชิตพลังอำนาจไม่ว่าใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมากล้นเกินกว่าพลังอำนาจใดๆ ชีวิตของพระองค์เป็นนิรันดร์ พระฤทธานุภาพของพระองค์นั้นพิเศษกว่าธรรมดาสามัญ และพลังชีวิตของพระองค์ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ โดยสิ่งที่ถูกสร้างหรือกองกำลังศัตรูใด พลังชีวิตของพระเจ้านั้นดำรงอยู่และแผ่รัศมีเฉิดฉาย ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดหรือสถานที่ใด สวรรค์และแผ่นดินโลกอาจผ่านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อันมากมายใหญ่หลวง แต่ชีวิตของพระเจ้านั้นเป็นเช่นเดิมตลอดกาล ทุกสรรพสิ่งอาจล้มหายตายจาก แต่ชีวิตของพระเจ้าจะยังคงอยู่ตามเดิม เพราะพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของการมีอยู่ของทุกสรรพสิ่งและรากฐานของการมีอยู่ของสิ่งเหล่านั้น” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) เมื่อผมอ่านบทตอนนี้ก่อนหน้านี้ ผมเข้าใจในทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ผมไม่เคยเข้าใจหรือเห็นคุณค่าบทตอนนี้เลยจริงๆ หลังจากนั้น ผมถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับ ข่มเหง และทรมานอย่างโหดเหี้ยม และพระวจนะของพระเจ้านี้เองที่ทรงนำผมให้หนีจากคมเขี้ยวแห่งความตายครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่ซาตานทำลายผม ผมเห็นกิจการที่มหัศจรรย์ของพระเจ้า และได้รับประสบการณ์ว่าสิทธิอำนาจของพระวจนะของพระเจ้านั้นเหนือกว่าทุกสิ่ง ผมได้รับความเข้าใจบางประการเกี่ยวกับพระเจ้า และความเชื่อของผมก็เติบโตขึ้น

นั่นคือเมื่อปี 2006 ตอนที่ความรับผิดชอบของผมในคริสตจักรคือการตีพิมพ์พระวจนะของพระเจ้า ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งระหว่างการส่งมอบ พี่น้องชายหญิงบางคนที่รับผิดชอบการส่งมอบหนังสือพวกนั้น และคนขับรถจากสำนักพิมพ์ที่เราจ้างทั้งหมดถูกตำรวจพรรคคอมมิวนิสต์จับ หนังสือพระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์หนึ่งพันเล่มที่อยู่ในรถคันนั้นถูกยึดไปทั้งหมด คนขับรถคนนั้นให้การซัดทอดเรา พี่น้องชายหญิงอีกราวๆ สิบคนจึงถูกจับไปด้วย คดีนั้นสร้างความปั่นป่วนไปถึงสองจังหวัด แล้วคณะกรรมการกลางก็เริ่มมาดูแลเอง ภายหลังรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนล่วงรู้ว่าผมเป็นผู้นำคริสตจักร และถึงขนาดส่งตำรวจติดอาวุธไปตรวจสอบขอบเขตงานของผม ในตอนนั้น พวกมันยึดรถสองคันกับรถบรรทุกหนึ่งคัน จากสำนักพิมพ์ที่เราร่วมงานด้วย รวมถึงเงินสด 65,500 หยวนจากพวกเขา พวกมันได้เงินมากกว่า 3,000 หยวนจากพี่น้องชายหญิงที่ไปช่วยในการส่งมอบอีกด้วย ตำรวจมาค้นบ้านผมสองครั้งหลังจากนั้น พังประตูเข้ามาทุกครั้ง พวกมันพังข้าวของทุกอย่างที่หยิบจับ ทิ้งให้บ้านย่อยยับไม่มีชิ้นดี สุดท้ายพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่ได้จับผม แต่พวกมันกักตัวเพื่อนบ้านและคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผม และพยายามบังคับให้พวกเขาเปิดเผยที่อยู่ของผม

ผมไม่มีทางเลือกนอกจากหนีไปยังบ้านญาติที่อยู่ห่างไกลออกไปมาก เพื่อหนีการจับกุมและข่มเหงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แล้วผมก็ประหลาดใจเมื่อคืนที่สามที่ผมอยู่ที่นั่น ตำรวจจากบ้านเกิดของผมประสานงานกับตำรวจติดอาวุธท้องถิ่นและตำรวจฝ่ายอาชญากรรม และคนมากกว่า 100 คนได้ปิดล้อมบ้านญาติของผมอย่างแน่นหนาจนไม่มีอะไรเล็ดลอดได้ แล้วตำรวจก็บุกเข้ามาในบ้าน ประมาณสิบกว่านายเล็งปืนมาที่หัวผม และหนึ่งในนั้นตะโกนว่า “ถ้าขยับนิดเดียว แกตายแน่!” พวกมันพุ่งเข้ามาใส่กุญแจมือผมอย่างทุลักทุเล บิดแขนขวาของผมไพล่หลังเหนือไหล่ และกระชากแขนซ้ายผมขึ้นจากข้างหลัง พวกมันใส่กุญแจมือผมไม่ได้ ก็เลยยันเท้าบนหลังผมเพื่อดึงแขนผมขึ้น แล้วก็ใช้กำลังช่วยกันใส่กุญแจมือที่ข้อมือผม มันเจ็บปวดเหลือทน พวกมันเอาเงิน 650 หยวนที่เจอในตัวผมไป และถามผมว่าเงินของคริสตจักรอยู่ที่ไหน บอกให้ผมเอาเงินทั้งหมดให้มัน นี่ทำให้ผมโกรธจัด พวกมันเป็น “ตำรวจของประชาชน” แบบไหนกัน ผมเข้าร่วมงานชุมนุม อ่านพระวจนะของพระเจ้า และทำหน้าที่ด้วยความเชื่อของผม แต่พวกมันรวมกองกำลังมากันใหญ่โต และทำถึงขนาดนั้นเพียงเพื่อจะจับผม แล้วตอนนี้พวกมันก็ต้องการปล้นและยักยอกเงินของคริสตจักร มันไม่ตลกสักนิด! พอเห็นว่าผมไม่ยอมพูด เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็เข้ามาตบผมอย่างแรงมากถึงสองครั้ง เตะผมลงไปกองกับพื้น แล้วพวกมันก็เตะผมไปมาเหมือนลูกฟุตบอล ผมเจ็บปวดจนสลบไป พอผมรู้สึกตัว ก็อยู่ในรถตำรวจที่กำลังขับกลับไปบ้านเกิดของผม ผมถูกตำรวจล่ามโซ่ตรวนหนักๆ ในรถนั้น ปลายหนึ่งล่ามที่คอผม ส่วนอีกปลายหนึ่งล่ามที่เท้า ผมทำได้แค่ขดตัวกลม คว่ำหน้า และทิ้งน้ำหนักบนอกกับศีรษะไม่ให้ล้ม เมื่อเห็นความน่าสังเวชของผม พวกตำรวจก็เอาแต่หัวเราะเยาะและพูดเหยียดหยามต่างๆ นานา ผมรู้ดีมาก ว่าพวกมันทำกับผมแบบนั้นเพราะความเชื่อของผมในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ข้อพระคัมภีร์นี้ที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ในยุคพระคุณผุดขึ้นในใจว่า “ถ้าโลกนี้เกลียดชังพวกท่าน ก็จงรู้ว่า โลกเกลียดชังเราก่อน” (ยอห์น 15:18) ยิ่งพวกมันทำให้ผมอับอายแบบนั้นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งเห็นความน่าเกลียดของพวกมัน และธรรมชาติชั่วร้ายแบบซาตานในการเกลียดชังพระเจ้าของพวกมันมากขึ้นเท่านั้น ผมเกลียดพวกมันยิ่งขึ้นไปอีก ผมอธิษฐานร้องหาพระเจ้าไม่หยุดภายในหัวใจของผม ขอให้พระเจ้าทรงปกป้องหัวใจของผม เพื่อที่ไม่ว่าการทรมานแบบไหนก็ตามที่ผมกำลังจะเผชิญ ผมก็สามารถยืนหยัดเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอายได้ หลังจากอธิษฐาน ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “จงสงบนิ่งอยู่ภายในเรา เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า พระผู้ไถ่เพียงหนึ่งเดียวของพวกเจ้า พวกเจ้าต้องทำหัวใจของพวกเจ้าให้สงบนิ่งอยู่ตลอดเวลาและมีชีวิตอยู่ภายในตัวเรา เราคือก้อนหินของเจ้า เครื่องค้ำจุนของพวกเจ้า” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) จริงครับ ทุกอย่างของมนุษย์อยู่ภาพในความเข้าใจและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า และพระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนดว่าเราจะอยู่หรือตาย เมื่อมีพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เบื้องหลังผม ผมจะต้องกลัวอะไรล่ะ ความคิดนี้ต่ออายุความเชื่อของผม แล้วผมก็เต็มใจพึ่งพิงพระเจ้าเพื่อเผชิญการทรมานที่โหดร้ายซึ่งรอผมอยู่

ผมไม่รู้ว่าผมหมดสติเพราะความเจ็บปวดกี่ครั้งกี่หน ตลอดการเดินทางประมาณ 18 ชั่วโมง ผมจำได้แค่ว่าเป็นเวลาตีสอง ตอนที่ผมไปถึงสถานกักกันในเมืองบ้านเกิดของผม มันรู้สึกเหมือนเลือดในตัวผมข้นแข็งไปหมด มือกับเท้าผมบวมมาก มันทั้งชาและไร้ความรู้สึก ขยับไม่ได้เลย ผมได้ยินเจ้าหน้าที่สองคนพูดถึงผมว่า “หมอนั่นตายแล้วเหรอ” หลังจากนั้นพวกมันก็กระชากโซ่ที่ล่ามผมแล้วลากผมลงไป ผมรู้สึกถึงฟันกุญแจมือที่บาดลึกลงไปในเนื้อ แล้วพวกมันก็ลากๆ ผมลงจากรถแล้วโยนผมลงพื้น ผมเจ็บปวดจนสลบไป ไม่นานหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ใช้กำลังเตะผมให้ตื่น แล้วลากผมถูลู่ถูกังเข้าไปในห้องขังรอประหาร วันต่อมา ตำรวจพร้อมปืนประมาณสิบกว่าคนมารับตัวผมจากสถานกักกัน แล้วพาผมไปสถานที่ห่างไกลนอกชานเมือง มีลานกว้างล้อมรอบด้วยกำแพงสูง มันดูมีการคุ้มกันแน่นหนาจริงๆ มีตำรวจติดอาวุธเฝ้ายามอยู่ และมีป้าย “ฐานฝึกสุนัขตำรวจ” ที่ประตู พอเข้าไปในห้อง ผมเห็นเครื่องมือทรมานทุกรูปแบบเต็มไปหมด พอเห็นแบบนั้นเลือดในตัวผมก็เย็นเฉียบ ตอนแรกตำรวจให้ผมยืนที่กลางลานกว้างและสั่งไม่ให้ผมขยับเขยื้อน พวกมันเปิดกรงปล่อยสุนัขดุร้ายสี่ตัวออกมา แล้วชี้มาที่ผมพร้อมออกคำสั่งพวกสุนัข “ไป ฆ่ามัน!” สุนัขทั้งสี่ตัวกระโจนใส่ผมอย่างเหี้ยมเกรียม ผมรีบหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ผมตัวแข็งทื่อและมีเสียงหึ่งๆ ในหัว ผมคิดแค่อย่างเดียวว่า “พระเจ้า! ช่วยข้าพระองค์ด้วย! ช่วยข้าพระองค์ด้วย!” ผมร้องหาพระเจ้าภายในหัวใจของผมครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากนั้นไม่นาน ฉับพลันผมก็ตระหนักได้ว่าสุนัขพวกนั้นแค่กำลังขย้ำเสื้อผ้าของผมเท่านั้น และพวกมันไม่ได้ทำให้ผมบาดเจ็บเลย แล้วยังมีสุนัขตัวหนึ่งยื่นหน้าข้ามไหล่ผมมา ดมและเลียหน้าผม มันก็ไม่ทำร้ายผมเหมือนกัน ทันใดนั้นผมก็คิดถึงผู้เผยพระวจนะดาเนียลจากพระคัมภีร์ เขาถูกโยนเข้าไปในกรงสิงโตเพราะเขานมัสการพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงอยู่กับเขา พระองค์ทรงส่งเทวทูตไปปิดปากสิงโตไว้ สิงโตที่หิวโหยจึงไม่ได้ทำอันตรายใดๆ ดาเนียลเลย ความคิดนั้นให้ความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ขึ้นแก่ผม ผมรู้สึกจริงๆ ว่าทุกสิ่งนั้นอยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า และผมจะอยู่หรือตายก็ขึ้นอยู่กับพระองค์ ผมคิดว่า “ถ้าพระเจ้าทรงอนุญาตให้ผมเจ็บปวดเพราะความเชื่อของผมวันนี้ นั่นจะเป็นเกียรติและผมจะไม่ตัดพ้อเลย” การคิดถึงความตายไม่ได้บีบคั้นใจผมเลย และเมื่อผมพร้อมสละชีวิตเพื่อยืนหยัดเป็นพยานต่อพระเจ้า ผมก็เห็นกิจการอัศจรรย์ของพระเจ้าอีกกิจการหนึ่ง ผมได้ยินตำรวจพวกนั้นตะโกน “ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!” แต่สุนัขพวกนั้นแค่เข้ามากัดเสื้อผ้าของผม ดมผมและเลียผม แล้วก็หันหลังวิ่งหนีไป ตำรวจพากันห้ามสุนัขพวกนั้น และพยายามให้พวกมันกลับมาจู่โจมผม แต่พวกสุนัขต่างกระเจิดกระเจิงวิ่งหนีไปด้วยความตระหนก และก็ไม่ได้กัดผมอยู่ดี พวกตำรวจพูดอย่างงงงวยว่า “แปลกชะมัดเลยที่หมาไม่ยอมกัดมัน!” ได้ยินแบบนี้ทำให้ผมคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ถูกกุมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ทุกอย่างในชีวิตของเขาอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าทั้งสิ้น ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าสิ่งใดและทุกๆ สิ่ง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่และสาบสูญไปตามพระดำริของพระเจ้า นี่คือวิถีที่พระเจ้าทรงมีอำนาจกำกับเหนือทุกสิ่ง” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) การยังอยู่รอดปลอดภัยกลางฝูงสุนัขตำรวจนั้นคือพระเจ้าทรงปกป้องผมอย่างเงียบๆ แสดงให้ผมเห็นพระมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์และกิจการอันมหัศจรรย์ของพระองค์ ความเชื่อในพระเจ้าของผมเติบโตขึ้นอีก

เมื่อเห็นว่าสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปอย่างที่พวกมันหวังไว้ พวกตำรวจจึงนำผมเข้าไปในห้องทรมาน และจับผมห้อยกับกำแพงโดยใช้กุญแจมือ ผมเจ็บแปลบที่ข้อมือทันทีราวกับว่าข้อมือผมหักแล้ว กระนั้นพวกมันก็ยังไม่หยุดพัก แต่เริ่มเตะต่อยผม พอคนหนึ่งหมดแรง อีกคนก็ลงมือต่อ ผมถูกทำร้ายจนฟกช้ำดำเขียวและเสียเลือดเยอะมาก ค่ำคืนมาถึงแต่พวกมันก็ยังไม่ปล่อยผม ทันทีที่ผมปิดตาแม้แค่นิดเดียว พวกมันก็จะเอากระบองฟาดผม และตำรวจคนหนึ่งพูดตอนที่ตีผมว่า “พอมีใครทำแกสลบ ฉันจะปลุกแกด้วยวิธีเดียวกันเป๊ะ!” พอผมได้ยินเขาพูดแบบนั้น ผมก็รู้ว่าซาตานกำลังพยายามทำการทรมานที่โหดร้ายทุกรูปแบบเพื่อให้ผมยอมจำนน เพื่อที่พอผมถูกทรมานจนถึงจุดที่ผมเลอะเลือน ไม่สามารถครองสติได้ พวกมันจะได้ล้วงข้อมูลเรื่องคริสตจักรจากผม แล้วพวกมันจะสามารถจับกุมพี่น้องชายหญิงและยึดเงินของคริสตจักรได้ ผมกัดฟันทนความเจ็บปวด และเตือนตัวเอง “แม้ฉันจะโดนแขวนคอ ฉันก็จะไม่ยอมให้ซาตาน!” พวกมันทรมานผมแบบนั้นจนรุ่งสางของอีกวัน ผมรู้สึกเหมือนถูกสูบเอาความเข้มแข็งไปหมด รู้สึกว่าความตายจะเป็นการปลดเปลื้องผม และผมก็ไม่มีพลังงานจะทนต่อไปอีกแล้ว ผมร้องหาพระเจ้าไม่หยุดภายในหัวใจของผมว่า “โอ้พระเจ้า! เนื้อหนังของข้าพระองค์อ่อนแอ และข้าพระองค์ทนไม่ไหวอีกแล้ว ในขณะที่ข้าพระองค์ยังมีลมหายใจ ในขณะที่ข้าพระองค์ยังมีสติและตื่นตัว ขอให้พระองค์นำดวงวิญญาณข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์จะไม่เป็นยูดาสและทรยศพระองค์” ผมคิดถึงพระวจนะนี้ของพระเจ้าหลังจากการอธิษฐาน “ในงานรอบนี้ของพระเจ้า พระเจ้าเสด็จมาเป็นมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น ประสูติในสถานที่อาศัยของพญานาคใหญ่สีแดง การเสด็จมายังแผ่นดินโลกครั้งนี้ยิ่งมาพร้อมกับอันตรายที่อย่างสุดขีดกว่าแต่ก่อน สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญคือมีดและปืนและไม้กระบองและไม้พลอง สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญคือการทดลอง สิ่งที่พระองค์ทรงเผชิญคือฝูงชนที่สวมใส่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเจตนาอาฆาต พระองค์ทรงเสี่ยงที่จะถูกฆ่าทุกชั่วขณะ” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด ทรงมีเกียรติมาก พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองครั้ง ทรงทนต่อการทำให้อับอายอย่างใหญ่หลวงเพื่อทรงแสดงความจริงและทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ทรงถูกซาตานตามล่าและข่มเหงอย่างต่อเนื่อง ทรงถูกโลกศาสนากล่าวโทษและไม่ยอมรับ และถูกคนทั้งสองรุ่นปฏิเสธ ความทุกข์ของพระเจ้านั้นใหญ่หลวงมาก การคิดถึงความรักของพระเจ้าสะเทือนใจมากสำหรับผม และผมก็ตกลงใจ “ตราบใดที่ฉันยังมีลมหายใจแม้เพียงเฮือกเดียว ฉันจะยืนหยัดเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอาย!” พอเห็นว่าผมไม่ยอมปริปากพูด หรือร้องขอความเมตตาเป็นเวลานาน พวกตำรวจก็กลัวว่าพวกมันจะซ้อมผมจนตายและไม่สามารถเขียนรายงานส่งได้ พวกมันจึงหยุดทุบตีผม แต่จับผมห้อยไว้กับกำแพงอีกสองวันสองคืน

ตอนนั้นอากาศหนาวมาก ผมสวมเสื้อผ้าบางเฉียบและตัวเปียกชุ่ม ยิ่งกว่านั้นผมยังไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน ผมรู้สึกเหมือนผมคงไม่สามารถทนต่อไปได้อีก ตรงจุดนั้นเองที่พวกตำรวจลองเล่ห์กลอีกอย่างหนึ่ง โดยเรียกนักจิตวิทยาเข้ามา เพื่อพยายามชี้นำความคิดผม เพื่อล้างสมองผม นักจิตวิทยานั่นพูดว่า “คุณยังหนุ่มยังแน่น มีพ่อแม่ มีลูกๆ ตั้งแต่คุณถูกจับ ผู้เชื่อคนอื่นๆ รวมถึงผู้นำของคุณ ไม่ได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยคุณเลย คุณไม่โง่ไปหน่อยเหรอที่ทนทุกข์อย่างหนักแทนพวกเขา” ได้ยินคำโกหกนี้ ผมคิดว่า “ถ้าพี่น้องชายหญิงมาเยี่ยมฉัน ก็คือพวกเขาเดินตรงเข้าหากับดักไม่ใช่เหรอ” แกกำลังพยายามหลอกฉันและล่อฉันด้วยเล่ห์กลพวกนี้ เพื่อเล่นกับความสัมพันธ์ของฉันกับพี่น้องชายหญิง เพื่อที่ฉันจะเข้าใจผิด กล่าวโทษ และไม่ยอมรับพระเจ้า ฉันไม่ให้แกทำสำเร็จหรอก” ขอบคุณการปกป้องของพระเจ้า ผมมองเล่ห์กลของซาตานออกและไม่ถูกล่อลวง แล้วนักจิตวิทยาก็ส่ายหน้าอย่างพ่ายแพ้และพูดว่า “หมอนี่เกินเยียวยาแล้ว ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราก็ไม่ได้อะไรจากมันหรอก มันไม่เปิดปากแน่” พอพูดแล้วเขาก็ส่ายหน้าพลางเดินจากไปด้วยความพ่ายแพ้

พวกตำรวจก็เผยตัวตนที่แท้จริงออกมาอีกครั้งทันที และจับผมแขวนอีกหนึ่งวัน เย็นวันนั้น ผมหนาวมากจนตัวสั่นตั้งแต่หัวจดเท้า และมือของผมก็รู้สึกเหมือนจะหลุดออกมา มันเจ็บปวดอย่างมาก สติผมเลือนราง และผมรู้สึกเหมือนว่าไม่สามารถทนต่อไปได้ ตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งก็พรวดพราดเข้ามา แต่ละคนถือกระบองยาวประมาณหนึ่งเมตรได้ พวกมันเริ่มทุบตีผมที่เข่าและข้อเท้าอย่างรุนแรง และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็เริ่มหยิกเนื้อผม ผมเจ็บปวดมากจนอยากตาย ตอนนั้น สติผมพังทลายจริงๆ ในที่สุดผมก็ทนต่อไปไม่ไหว และผมก็เริ่มร้องไห้ ความคิดเรื่องการทรยศพระเจ้าเข้ามาในใจผม ผมคิดว่าบางทีผมอาจจะสามารถพูดถึงความเชื่อของตัวเองได้ ตราบใดที่ผมไม่นำพี่น้องชายหญิงของผมเข้ามาเกี่ยว พอเห็นผมร้องไห้ พวกตำรวจก็ปล่อยผมลงพื้น ให้ผมนอนอยู่ตรงนั้น รินน้ำให้ผมนิดหน่อย และปล่อยให้ผมพักครู่หนึ่ง พวกมันเอากระดาษกับปากกาที่เตรียมไว้ก่อนแล้วออกมา พร้อมจะจดบันทึก ในขณะที่ผมถลำลึกลงไปในการทดลองของซาตานมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังจะทรยศพระเจ้า ทันใดนั้นพระวจนะของพระเจ้าก็ผุดขึ้นในใจผม “กับบรรดาผู้ที่ไม่ได้แสดงให้เราเห็นความรักภักดีแม้แต่น้อยในระหว่างช่วงเวลาของความทุกข์ยากลำบาก เราจะไม่มีเมตตาอีกต่อไป เพราะความเมตตาของเราขยายเวลาเพียงถึงตอนนี้เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เราไม่มีความชอบให้กับใครก็ตามที่ครั้งหนึ่งเคยทรยศเรา เรายิ่งอยากที่จะเกี่ยวข้องกับบรรดาผู้ที่ขายผลประโยชน์ของเพื่อนๆ ของตนน้อยเข้าไปอีก นี่คืออุปนิสัยของเรา... ใครก็ตามที่ทำให้เราเสียใจ จะไม่ได้รับความเมตตาผ่อนปรนจากเราเป็นครั้งที่สอง” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) นี่ทำให้ผมตระหนักว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าไม่ทนต่อการทำให้ขุ่นเคืองใดๆ และใครก็ตามที่ทรยศพระเจ้าจะไม่มีทางได้รับพระเมตตาของพระองค์ จิตใจผมชัดแจ้งขึ้นทันที และผมคิดว่ายูดาสทรยศองค์พระเยซูเจ้าเพื่อเงิน 30 เหรียญ ผมจะทรยศพระเจ้าเพื่อความสบายกายเพียงครู่เดียวจริงๆ เหรอ หากไม่ใช่เพราะพระวจนะของพระเจ้าทรงนำและให้ความรู้แจ้งแก่ผมทันเวลา ผมก็อาจจะทรยศพระเจ้าและถูกประณามไปตลอดกาล! ในตอนนั้นผมนึกถึงเพลงสวดท่อนหนึ่งที่ว่า “หัวของฉันอาจแหลกและเลือดอาจไหล แต่อุปนิสัยของประชากรของพระเจ้าไม่อาจเสียไป คำแนะนำของพระเจ้าอยู่ในหัวใจ ฉันแน่วแน่ที่จะทำให้ซาตานผีร้ายอับอาย” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ผมฮัมเพลงนี้อย่างนุ่มนวลในหัวใจ และรู้สึกว่าความเชื่อของผมเติบโต ชีวิตและความตายของผมอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และผมรู้ว่าผมควรเชื่อฟังการจัดการเตรียมการของพระองค์ ตราบใดที่ผมมีลมหายใจเหลืออยู่สักเฮือกเดียว ผมก็จะยืนหยัดเป็นพยาน และไม่มีวันยอมให้ปีศาจพรรคคอมมิวนิสต์จีน!

เมื่อเห็นว่าผมแค่นอนนิ่งอยู่ที่พื้น พวกมันก็คอยโน้มน้าวผม คนหนึ่งพูดว่า “มันคุ้มกับความทุกข์ทรมานทั้งหมดนี้เหรอ เรากำลังให้โอกาสนายชดเชยสิ่งที่ทำผิดไป โดยบอกสิ่งที่สิ่งที่นายรู้นะ เรารู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่ว่านายจะพูดหรือไม่ เรามีพยานและหลักฐานพอสมควรที่จะตั้งข้อหาและตัดสินความผิดนาย” เมื่อเห็นพวกมันลองใช้ทุกเล่ห์กลในตำราเพื่อให้ผมทรยศพระเจ้าและให้ข้อมูลเรื่องผู้เชื่อคนอื่น ผมก็อดกลั้นความเดือดดาลไว้ไม่ได้ และตะโกนใส่พวกมัน “ในเมื่อพวกแกรู้ทุกอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องมาถามฉัน ถึงฉันจะรู้ทุกอย่าง ก็ไม่มีวันบอกพวกแกหรอก!” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดด้วยความโมโห “ถ้าแกไม่พูดวันนี้ แกตายแน่ อย่าได้คิดว่าแกจะมีชีวิตรอดออกไปเลย!” ผมตอบกลับไปว่า “ตั้งแต่ฉันตกอยู่ในกำมือพวกแก ยังไงฉันก็ไม่คาดหวังจะมีชีวิตรอดออกไปอยู่แล้ว!” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเตะท้องผมด้วยความโกรธ จนผมรู้สึกเหมือนถูกควักเครื่องในออกไป พวกมันรุมล้อมผมอีกครั้งและเริ่มเตะต่อยผม แล้วผมก็เจ็บปวดจนหมดสติอีกครั้งหนึ่ง พอผมฟื้นขึ้นมา ผมก็ถูกแขวนไว้เหมือนก่อนหน้านั้น แต่คราวนี้สูงกว่าเก่า ผมรู้สึกได้ว่าทั้งตัวผมเริ่มบวม ผมไม่สามารถพูดได้ด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากการปกป้องของพระเจ้า ผมไม่รู้สึกเจ็บปวดสักนิดเดียว เมื่อค่ำคืนมาถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจสี่นายอยู่เฝ้าดูผม สุดท้ายพวกมันก็ผล็อยหลับกันไปทั่วบริเวณ แล้วอยู่ๆ กุญแจมือผมก็เปิดออกเอง ผมร่วงลงบนพื้นอย่างแผ่วเบาเหมือนมีอะไรมารองรับด้านล่าง ถ้าผมไม่ประสบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ผมไม่มีทางเชื่อแน่! แล้วผมก็คิดถึงตอนที่เปโตรอยู่ในคุก และเทวทูตองค์หนึ่งจากองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ช่วยเขาให้รอด ในตอนนั้น โซ่ที่ล่ามเปโตรหลุดออกจากตัวเขา และประตูห้องขังของเขาก็เปิดออกเอง ตอนนั้นผมไม่กล้าเชื่อว่าผมกำลังประสบกับการกระทำอันมหัศจรรย์ของพระเจ้าเหมือนกับที่เปโตรเคยประสบ ชั่วขณะนั้นผมรู้สึกว่าผมได้รับการยกขึ้นและได้รับพระพรจากพระเจ้าอย่างแท้จริง! ผมตื้นตันใจอย่างเหลือล้น รีบคุกเข่าลงเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และถวายการอธิษฐานด้วยความขอบคุณ ผมพูดว่า “โอ้พระเจ้า! ขอบคุณสำหรับพระเมตตาและการดูแลของพระองค์ที่มีต่อข้าพระองค์ ข้าพระองค์ถูกซาตานทรมานจนเกือบตายหลายต่อหลายครั้ง และพระองค์ก็ทรงปกป้องผมอย่างเงียบๆ ทุกครั้ง เปิดโอกาสให้ข้าพระองค์เห็นพระมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์และกิจการอันมหัศจรรย์ของพระองค์” คำอธิษฐานนี้ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจอย่างเหลือล้น อบอุ่นอยู่ภายใน ผมอยากลุกขึ้นและเดินออกไปจริงๆ แต่ผมขยับแขนขาไม่ได้ ผมจึงไม่ได้ไปไหน จากนั้นผมก็หลับไปบนพื้นนั่นเอง จนถึงวันรุ่งขึ้น เมื่อพวกตำรวจเตะผมจนตื่น พวกตำรวจชั่วนั่นก็เริ่มทรมานผมด้วยวิธีใหม่ พวกมันย้ายผมไปอีกห้องหนึ่ง และให้ผมนั่งเก้าอี้สำนักงานที่ต่อพ่วงอยู่กับไฟฟ้า พวกมันใช้ข้อรัดเหล็กตรึงคอกับหัวผมไว้ และล็อคมือทั้งสองข้างของผมเพื่อไม่ให้ผมขยับเขยื้อน ทั้งหมดที่ผมทำได้คืออธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ จังหวะนั้นเองเจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็สับสวิตช์ไฟฟ้า แล้วตำรวจอีกประมาณสิบกว่าคนก็จ้องผมตาเขม็ง เพื่อดูว่าผมเป็นยังไงเวลาถูกช็อตด้วยไฟฟ้า พวกมันตกตะลึงเมื่อเห็นว่าผมไม่เป็นอะไรเลย พวกมันตรวจสอบสายไฟทั้งหมด และหลังจากนั้นสักพัก เมื่อผมยังไม่ตอบสนองใดๆ พวกมันคนหนึ่งก็พูดว่า “เก้าอี้เสียหรือเปล่า ทำไมไม่มีกระแสไฟฟ้า” เขาแตะตัวผมโดยไม่ได้คิด พร้อมเสียง “เปรี๊ยะ!” แรงกระชากทำให้เขากระเด็นตัวลอยถอยหลังไปเป็นเมตร เขานอนครวญครางด้วยความเจ็บปวดอยู่กับพื้น เจ้าหน้าที่ที่เหลือทั้งหมดกลัวมากจนพากันวิ่งหนีออกไป และพวกมันคนหนึ่งก็รีบวิ่งออกไปจนสะดุดล้ม ผ่านไปสักพักเจ้าหน้าที่สองคนก็กลับมาปล่อยผมจากเก้าอี้ ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวจะถูกไฟดูด ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้นั่นมาครึ่งชั่วโมงเต็ม แต่ไม่รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าสักนิดเดียว มันรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนเก้าอี้ธรรมดา นี่เป็นพระราชกิจอันมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของพระเจ้า ผมปลื้มปีติมาก ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนผมพร้อมสูญเสียทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตของผม ตราบใดที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับผม แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

หลังจากนั้นพวกมันก็นำผมไปสถานกักกัน ผมสะบักสะบอมไปทั้งตัว มือกับเท้าเจ็บปวดเหลือทน ผมตัวอ่อนปวกเปียก นั่งหรือยืนไม่ได้ กินอาหารก็ไม่ลง ผมทำได้แค่นอนราบอยู่ตรงนั้นอย่างไร้เรี่ยวแรง เมื่ออีกคนหนึ่งที่อยู่ในห้องขังรอประหารเดียวกับผมรู้ว่าผมไม่ได้บอกข้อมูลของใครเลย เขาก็ชื่นชมผมอย่างมาก เขาพูดว่า “พวกคุณผู้เชื่อเป็นวีรบุรุษตัวจริง!” ผมอธิษฐานถวายการสรรเสริญแด่พระเจ้าในหัวใจผม หลังจากนั้นพวกตำรวจก็พยายามสั่งให้นักโทษคนอื่นทุบตีและทรมานผม แต่น่าแปลกใจที่พวกเขายืนหยัดเคียงข้างผมและปกป้องผมครับ พวกเขาพูดว่า “ชายคนนี้เชื่อในพระเจ้า และไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น พวกคุณกำลังจะทรมานเขาจนตายนะ” ด้วยกลัวว่าทุกอย่างจะเกินควบคุม พวกตำรวจจึงไม่กล้าพูดอะไร แค่หลบออกไปเงียบๆ อย่างพ่ายแพ้

เมื่อเห็นว่าไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร พวกตำรวจก็เปลี่ยนไปใช้เล่ห์กลอีกอย่างหนึ่ง และเริ่มทำงานร่วมกับพวกคนดูแลในสถานกักกัน เพื่อให้งานตรากตรำเพิ่มแก่ผมเยอะมาก ทุกวันพวกมันให้ผมทำกระดาษเงินกระดาษทองสองมัดเพื่อเผาให้คนตาย และแต่ละมัดก็ทำขึ้นจากแผ่นตะกั่วและกระดาษแฟลช 1,600 แผ่น งานนี้มากกว่าที่นักโทษคนอื่นต้องทำเป็นสองเท่า มือของผมเจ็บปวดแสนสาหัสจนผมไม่สามารถหยิบอะไรได้ และแม้ว่าจะทำงานตลอดทั้งคืน ก็ไม่มีทางที่ผมจะทำให้เสร็จได้ทั้งหมด พวกตำรวจใช้ข้ออ้างนี้เพื่อตัดสินลงโทษทางกายกับผม บังคับให้ผมเลือกว่าจะอาบน้ำเย็นในอุณหภูมิติดลบ 20 องศา หรือว่าจะทำงานทั้งคืน หรือยืนเฝ้ายามเป็นเวลายาวนาน ผมได้นอนน้อยกว่า 3 ชั่วโมงทุกคืน ผมทนทุกข์แบบนี้อยู่ 1 ปี 8 เดือนที่สถานกักกันนั้น ต่อมาพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ตบผมด้วยข้อหา “ใช้องค์กรล้างสมองเพื่อบ่อนทำลายการบังคับใช้กฎหมาย” โดยไม่มีหลักฐานอะไรเลยสักนิด และตัดสินจำคุกผมสามปี เมื่อผมออกมา ผมก็ยังถูกสถานีตำรวจท้องถิ่นจับตาดูอย่างใกล้ชิด ผมไม่สามารถไปไหนมาไหนอย่างอิสระ และต้องพร้อมแสดงตัวทันทีที่พวกมันเรียกรายงานตัว ผมไม่มีอิสระส่วนตัวใดๆ เลย ผมไม่สามารถเข้าร่วมงานชุมนุมของคริสตจักรหรือทำหน้าที่ของผมได้ เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับผมจริงๆ และผมคิดว่าถ้าผมอยู่ภายใต้การจับตาดูของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถทำหน้าที่ของผมในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นได้ มันจะเป็นอะไรนอกจากการตายทั้งเป็นสำหรับผม ดังนั้น ภายหลังผมจึงออกจากเมืองเกิดเพื่อไปยังภูมิภาคอื่นที่ผมสามารถทำหน้าที่ของผมได้ในที่สุด

การข่มเหงอย่างโหดร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนฝังลึกอยู่ในความทรงจำของผม ผมได้เห็นโฉมหน้าอันเลวทรามของมัน การต่อต้านพระเจ้าเยี่ยงปีศาจของมัน และวิธีที่มันทำร้ายประชาชน และผมเกลียดมันเข้ากระดูกดำ ผมยังได้ประจักษ์การกระทำอันมหัศจรรย์ของพระเจ้า และพระมหิทธิฤทธิ์กับอำนาจอธิปไตยของพระองค์อีกด้วย เป็นกิจการมหัศจรรย์ของพระเจ้าที่ปกป้องผมเพื่อให้ผมสามารถหนีจากเงื้อมมือของซาตานได้ และนั่นคือสิ่งที่ฉุดผมกลับมาจากคมเขี้ยวแห่งความตาย ตลอดการข่มเหงอันโหดร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน พระวจนะของพระเจ้านั่นเองที่นำทางผม และเป็นพลังชีวิตของพระองค์ที่ช่วยเหลือผมเพื่อที่ผมจะสามารถเกาะเกี่ยวชีวิตไว้ได้ และสิ่งนี้ทำให้ความเชื่อของผมในการติดตามพระเจ้าแข็งแกร่งขึ้น ขอบคุณพระเจ้า! ขอให้พระสิริทั้งหมดเป็นของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์!

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ใช้วัยสาวในคุก

โดยเฉินซี มณฑลเหอเป่ย ทุกคนพูดว่าวัยหนุ่มสาวของเราเป็นช่วงเวลาที่แจ่มจรัสที่สุดและบริสุทธิ์ที่สุดของชีวิต บางทีสำหรับหลายคน...

เมื่อฉันอายุสิบแปดปี

โดย Yilian, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำเหล่านี้ได้: เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา...