เมื่อฉันอายุ 20 ปี

วันที่ 12 เดือน 03 ปี 2022

โดย หลิวเสี่ยว, ประเทศจีน

ตอนอายุยี่สิบ ฉันถูกตำรวจจับกุมและทรมาน เพราะเชื่อในพระเจ้า ฉันไม่มีวันลืมประสบการณ์อันเจ็บปวดนั้น วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน เจ็ดโมงเช้า ฉันประชุมอยู่กับพี่น้องหญิงอีกสามคน ที่ห้องนอนบ้านพี่สาวท่านหนึ่ง จู่ๆ พี่เขาก็ตะโกนจากห้องนั่งเล่นว่า “คุณเป็นใคร? ต้องการอะไร?” มีเสียงผู้ชายพูดมาว่า “เราเป็นตำรวจ! เรามาที่นี่เพื่อค้นบ้านคุณ!” พอได้ยินฉันก็กลัวมาก หัวใจเต้นแรง ฉันจึงรีบล็อกประตูห้องนอน และซ่อนหนังสือพระวจนะของพระเจ้า ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอให้ทรงปกป้องใจ ประทานความกล้าและสติปัญญาแก่ฉัน เพื่อให้ยืนหยัดเป็นพยานได้ หลังอธิษฐาน ฉันก็นึกถึงพระวจนะที่ว่า “เจ้าไม่ควรกลัวสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่สำคัญว่าเจ้าอาจเผชิญความยากลำบากและภยันตรายมากเพียงใด เจ้าสามารถจะยังคงมั่นคงอยู่ต่อหน้าเราได้ โดยไร้อุปสรรคใดๆ กีดขวาง เพื่อที่เจตจำนงของเราจะได้รับการดำเนินการโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น นี่คือหน้าที่ของเจ้า…จงอย่ากลัวเลย ด้วยการสนับสนุนของเรา ใครเล่าจะสามารถขวางกั้นถนนสายนี้ได้?” (“บทที่ 10” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะมอบความกล้าและความเชื่อให้ฉัน พระเจ้าเป็นผู้ทรงมหิทธานุภาพ ทรงสนับสนุนฉัน ฉันต้องกลัวอะไร? ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทรงยืนอยู่ข้างๆ ฉันจึงค่อยใจเย็นลงได้ จากนั้น ตำรวจก็เริ่มเตะที่ประตูของเรา เพียงไม่นาน พวกเขาก็เตะประตูจนเป็นรู มีบางคนพุ่งเข้ามา ลากเราไปที่ห้องนั่งเล่น ห้องนั่งเล่นกระจัดกระจาย หนังสือพระวจนะเกลื่อนอยู่ที่พื้น ฉันโมโหและแค้นใจ ตำรวจพวกนี้บุกเข้ามาอย่างกับอันธพาล รื้อค้นไปทั่วทุกซอกทุกมุม! ใช้อำนาจบาตรใหญ่ไม่สนกฎหมาย

พอไปถึงโรงพัก เราถูกแยกไปสอบสวน ในห้องสอบสวน มีตำรวจชายอยู่ห้าหกคน ทุกคนร่างกายใหญ่โตเทอะทะ ดูชั่วร้าย หนึ่งในนั้นถือท่อนเหล็กยาวครึ่งเมตร หนาสามถึงสี่เซนติเมตร แสยะยิ้มพูดว่า “เราจับตาดูแกมานานแล้ว ใครประกาศการเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้? เอาหนังสือพระวจนะมาจากไหน?” พอฉันไม่ตอบ เขาก็หัวเราะและพูดว่า “ไม่พูดหรือ? ได้ ตอนนี้ฉันจะยังไม่ตีแก ฉันจะสั่งสอนแกก่อนนิดหน่อย ฉันจะให้แกทุกข์ระทม” แล้วเขาก็บอกให้ฉันยืนท่าม้า พอเขาคิดว่าฉันยืนไม่ถูก ก็เตะขาฉันอย่างแรง พอเขาเห็นแขนฉันเริ่มตก ก็ใช้แท่งเหล็กตีแขนฉัน ผ่านไปไม่นาน ฉันก็ยกแขนทั้งสองข้างไม่ได้อีก ตัวฉันสั่นไปหมด ขาก็ปวดด้วย เขาบอกให้ฉันนั่งยองพิงกับตู้เหล็ก พอนั่งยองได้ราวสิบนาที ฉันก็อยู่ในท่านั้นไม่ไหวอีกต่อไป เลยทรุดลงกับพื้น เจ้าหน้าที่สองคนดึงตัวฉันขึ้น แล้วสั่งให้ฉันนั่งยองต่อไป แล้วก็สอบสวนฉัน ฉันไม่พูดอะไร หนึ่งในนั้นเลยกระชากผมฉัน กดฉันไว้กับตู้เหล็ก ดึงผมฉันหลุดออกไปสองปอย เจ้าหน้าที่อีกคนที่ถือกระบองไฟฟ้าอยู่ คอยเปิดปิดมันตลอด เสียงประจุไฟฟ้าลอยมาเข้าหูฉัน เขาขู่ฉันว่า “ฟังให้ดี กระบองนี่พอมีไฟแล้วร้อนมาก ร้อนจนเนื้อสุก ถ้ายังไม่ยอมพูด เดี๋ยวแกได้โดนแน่!” ฉันคิดว่า “ตำรวจพวกนี้ทำได้ทุกอย่าง ถ้าเขาใช้กระบองนั่นกับฉันจริงๆ ฉันจะทนได้หรือเปล่า?” ฉันกลัวมาก ตอนนั้นฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอให้พระองค์ทรงนำฉัน แล้วก็นึกถึงที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรกได้” (มัทธิว 10:28) ฉันเลยเข้าใจ ซาตานทำลายร่างกายฉันได้ แต่ทำลายดวงจิตฉันไม่ได้ ต่อให้ฉันถูกทรมานจนตาย มันก็เป็นเพียงการตายทางกาย ดวงจิตฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ถ้าฉันยังห่วงแต่เนื้อหนัง ฉันก็จะกลายเป็นยูดาส แล้ววิญญาณ ดวงจิต และร่างกายก็จะถูกทำลายและถูกลงโทษ ฉันยังคิดด้วยว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต ซาตานก็ไม่กล้าเอาชีวิตฉัน อย่างเช่นตอนที่ซาตานทดลองโยบ พระเจ้าทรงไม่อนุญาต ซาตานก็ไม่กล้าเอาชีวิตโยบไป พอคิดเรื่องพวกนี้ ฉันก็รู้สึกกลัวน้อยลง ฉันจึงตัดสินใจว่า ต่อให้ถูกฆ่าก็จะไม่ทรยศพระเจ้าและพี่น้องชายหญิง ฉันเลยบอกพวกเขาไปว่า ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น เขาโมโห ยกกระบองไฟฟ้ามาชอร์ตฉัน แต่จู่ๆ กระบองไฟฟ้าก็ใช้การไม่ได้ เขางงแล้วพูดว่า “อ้าว ทำไมใช้ไม่ได้ เมื่อกี้ยังได้เลย!” ฉันขอบคุณพระเจ้าในหัวใจซ้ำๆ พอวิธีนี้ไม่ได้ผล ตำรวจก็ลองใช้วิธีอื่น เจ้าหน้าที่หลายคนกดฉันลง แล้วเอาบุหรี่มาจี้แขนฉัน ฉันกรีดร้องอย่างเจ็บปวด แต่พวกนั้นจับฉันไว้แน่นจนขยับไม่ได้ ตอนนั้นฉันทุกข์ระทมมากและหมดหนทาง ฉันคิดว่า “ตั้งแต่เริ่มการสอบสวนมา พวกนั้นใช้หลายต่อหลายวิธีทรมานฉัน ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันจะทนได้หรือเปล่า?” ตอนนั้น ฉันนึกถึงเพลงสรรเสริญนี้ “ฉันจะมอบถวายความรักและความจงรักภักดีของฉันต่อพระเจ้า และทำภารกิจของฉันจนครบบริบูรณ์ในการถวายพระเกียรติแด่พระองค์ ฉันมุ่งมั่นที่จะตั้งมั่นในคำพยานของฉันต่อพระเจ้า และไม่มีวันยอมให้ซาตาน แม้ว่าศีรษะของพวกเราอาจแตกและเลือดของพวกเราอาจไหลหลั่ง แต่กระดูกสันหลังของประชากรของพระเจ้าก็ไม่สามารถทำให้งอได้ ด้วยคำเตือนสติของพระเจ้าซึ่งรัดรึงหัวใจของฉัน ฉันมุ่งมั่นที่จะดูหมิ่นซาตานมารร้าย ความเจ็บปวดและความยากลำบากได้ถูกพระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า ฉันจะสัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระองค์จนตาย ฉันจะไม่มีวันเป็นเหตุให้พระเจ้าทรงร่ำไห้อีก และไม่มีวันเป็นเหตุให้พระองค์ทรงกังวลอีกเลย…” (“ฉันปรารถนาที่จะเห็นวันแห่งพระสิริของพระเจ้า” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) มันมอบกำลังและความมั่นใจให้ทันที ถึงฉันจะถูกตำรวจจับกุมไปทรมาน แต่ฉันก็ไม่อาจยอมให้ซาตาน เพียงเพราะความเจ็บปวด ดังนั้น ฉันจึงกลั้นน้ำตาและปิดปากสนิท

ตำรวจคนหนึ่งคอยถามกดดันว่า “หน้าที่ของแกคืออะไร? ใครเป็นผู้นำ? เงินบริจาคอยู่ไหน?” ฉันบอกไปว่า “ฉันไม่รู้” เขาโมโหมาก ใช้โทรศัพท์หวดที่หน้าฉันทั้งสองข้าง พร้อมตะคอกว่า “ทีนี้บอกได้หรือยัง? จะบอกไหม!” ฉันไม่รู้ว่าเขาตีไปกี่ครั้ง แต่หน้าฉันบวมช้ำไปหมด ใกล้จะรู้สึกชา ตำรวจอีกคนพูดว่า “โทรศัพท์มันเบาไป นุ่มนวลไป ดูนี่!” จากนั้น เขาก็หยิบท่อนเหล็กจะตีฉัน แต่ตำรวจอีกคนหยุดเขาไว้ แล้วพูดกับฉันว่า “นี่ แกตอบเรามาดีกว่า ถ้าเขาใช้ท่อนเหล็กนั่นตี แกจะทนได้หรือ?” ฉันนิ่งเงียบ เจ้าหน้าที่คนที่ถือท่อนเหล็ก ก็หวดอย่างแรงเข้าที่เอวและขาฉัน หลายต่อหลายครั้ง ฉันร้องด้วยความเจ็บปวด พวกนั้นกลัวเสียงร้องฉันจะทำคนอื่นตกใจ ก็เลยถอดถุงเท้าฉัน เอามาอุดปากฉันไว้ แล้วก็ใช้ท่อนเหล็กตีที่ก้นของฉัน พอฉันพยายามจะหลบ เจ้าหน้าที่อีกสามคนก็เข้ามาประชิดทันที คนหนึ่งจับหัวฉัน คนหนึ่งจับหลัง ส่วนอีกคนจับขาฉัน แล้วก็ตีฉันต่อ ตีแต่ละครั้ง สร้างความเจ็บปวดอันเกินจะทานทน ผ่านไปเจ็ดแปดครั้ง พวกนั้นก็ฉุดฉันขึ้นแล้วถามอีกว่า “เงินบริจาคอยู่ไหน? ใครเป็นผู้นำ?” ฉันไม่ได้ตอบ พวกนั้นเลยกดฉันลงกับเตียงแล้วก็ตีฉันต่อ เพียงไม่นาน ฉันรู้สึกได้ว่าก้นข้างหนึ่งเริ่มบวมขึ้นมา พวกนั้นเอาแต่ถามฉันแบบนี้ย้ำๆ ซ้ำๆ จนฉันทนไม่ไหวอีก ฉันคิดว่า “การทรมานและการทุบตีพวกนี้ มันจะสิ้นสุดลงตอนไหน? หรือพวกเขาจะทรมานฉันจนตายจริงๆ?” ฉันรู้สึกอ่อนแอมาก จึงเฝ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าซ้ำๆ ว่า “พระเจ้า! ข้าพระองค์ทนการทรมานอีกไม่ไหวแล้ว ขอทรงประทานกำลังและความมั่นใจ นำข้าฯ ให้ยืนหยัดเป็นคำพยานด้วยเถิด” หลังอธิษฐาน ฉันนึกถึงพระวจนะที่ว่า “เมื่อผู้คนพร้อมที่จะพลีอุทิศชีวิตของพวกเขา ทุกสิ่งทุกอย่างก็กลายเป็นไม่สลักสำคัญ และไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะพวกเขาได้ สิ่งใดจะสามารถสำคัญกว่าชีวิตได้?” (“บทที่ 36” ของ การตีความความล้ำลึกต่างๆ แห่งพระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันจึงเข้าใจว่า ที่ฉันอ่อนแอเพราะกลัวความตาย ซาตานเจอจุดอ่อนฉัน และใช้การทรมานบีบให้ฉันทรยศต่อพระเจ้า ฉันต้องไม่ถูกมันลวง วันนั้นไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ฉันต้องเชื่อฟังการจัดวางเรียบเรียงของพระเจ้า ต่อให้ตาย ฉันก็จะไม่ทรยศพระเจ้าและพี่น้องชายหญิง พอตัดสินใจว่าจะเสี่ยงชีวิต มันก็ไม่เจ็บปวดมากนักอีกต่อไป พวกตำรวจรู้ได้ว่า คงไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการจากฉัน เลยพาน้องสาวฉันเข้ามา บังคับให้เธอมองดู ตอนที่พวกนั้นทุบตีฉันอีก จากนั้นพวกเขาก็พาฉันออกจากห้อง ฉันได้ยินเสียงกรีดร้องของน้องจากข้างนอก น้ำตาฉันไหลนองหน้า ฉันแค้นใจอย่างมาก ตำรวจพวกนี้ชั่วช้าอย่างน่าเหลือเชื่อ ทีแรกทรมานฉัน แล้วตอนนี้ก็มาทรมานน้องฉันอีก ฉันอธิษฐานให้น้องสาวของฉันในใจ ขอให้พระเจ้าทรงนำ ให้เธอเอาชนะการทรมานและยืนหยัดได้

ตอนนั้นตำรวจคนหนึ่งเอาขนมปังกับน้ำมาให้ พูดเสียงปลอบๆ ว่า “ผมคิดว่าคุณคงเจ็บปวดมาก ทำไมต้องทำแบบนี้? บอกเรื่องที่รู้ออกมาดีกว่า จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ ผมรู้ว่าผู้เชื่อในพระเจ้าไม่ได้ทำอะไรไม่ดีหรอก แต่ที่นี่มันก็แบบนี้ ถ้าพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ให้เชื่อในพระเจ้า คุณก็ห้ามเชื่อ” ฉันไม่สนใจเขา แล้วคิดว่า “ไม่ว่าคุณพูดอะไร ฉันก็จะไม่ขายพี่น้องและทรยศพระเจ้าเด็ดขาด” หลังผ่านไปสักพัก น้องฉันถูกพาออกมา ฉันเห็นว่าน้องฉันผมเผ้ายุ่งเหยิง แทบจะเดินไม่ไหว เห็นได้ชัดว่าเธอถูกตำรวจทุบตีและทรมาน ฉันทั้งแค้นใจ ทั้งใจสลาย จากนั้นพวกเขาก็เรียกชื่อฉันอีก ฉันรู้สึกจุกที่ลำคอขึ้นมา ไม่รู้ว่าคราวนี้ พวกนั้นมีแผนจะทรมานฉันอย่างไรอีก อาการบาดเจ็บของฉันรุนแรง แค่ขยับก็เจ็บ ความทุกข์จะจบลงตอนไหนกัน? พอเข้าห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่ก็หยิบท่อนเหล็กขึ้นมาเพื่อตีฉัน แต่คนที่เอาขนมปังกับน้ำมาให้ฉัน บอกว่าอยากคุยกับฉันตามลำพัง เขาพาฉันออกจากห้อง และพูดว่า “คุณเข้าใจสถานการณ์ที่นี่แล้ว ถ้าคุณยังไม่พูด พวกเขาจะทุบตีคุณอีก คุณทนการทุบตีมากกว่านี้ไหวหรือ?” ในเวลานั้น ฉันนึกว่าเขาจะช่วยฉัน ฉันคิดว่า “หรือฉันควรจะบอกเรื่องที่ไม่สำคัญไป ไม่แน่ฉันอาจจะหลีกเลี่ยงการถูกทุบตีอีกก็ได้” ตอนนั้น ฉันนึกถึงพระวจนะที่ว่า “ในทุกเวลา ประชากรของเราควรเตรียมพร้อมต่อต้านกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน…เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในกับดักของซาตาน ซึ่งในเวลานั้นก็คงจะสายเกินกว่าจะเสียใจ” (“บทที่ 3” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะพระเจ้าย้ำเตือนฉัน ฉันตระหนักว่า ตำรวจคนนี้แค่เสแสร้ง ไม่ได้พยายามช่วยฉันจริงๆ เขาอยากจะลวงให้ฉันขายคริสตจักรและทรยศพระเจ้า ฉันนึกออกว่าเขานั่นแหละที่เอาโทรศัพท์ตีฉันก่อนหน้านี้ แล้วตอนที่เจ้าหน้าที่คนอื่นใช้ท่อนเหล็กตีฉัน เขาก็ช่วยกดฉัน แต่ตอนนี้เขากลับเอาของกินมาให้ฉัน พูดจาฟังดูมีน้ำใจมาก เล่ห์เหลี่ยมจัดเหลือเกินค่ะ ฉันเกือบจะหลงกลเข้าให้แล้ว พอเห็นฉันไม่พูดเขาก็ถามว่า “ถูกทุบตีเพราะไม่พูด มันคุ้มกันแล้วจริงๆ หรือ?” ฉันตอบหนักแน่นว่า “ใช่! ฉันไม่มีวันขายพี่น้องชายหญิงและทรยศพระเจ้า” พอเขาเห็นความมุ่งมั่นของฉัน ก็พูดอย่างชั่วช้าว่า “ท่าทางไม้อ่อนคงใช้ไม่ได้ผลนะ!” ภายในห้อง ตำรวจยังคงถามฉันต่อ เรื่องของคริสตจักร ว่าใครเป็นผู้นำ แต่ฉันก็ยังไม่พูดอะไร เจ้าหน้าที่คนหนึ่งหมดความอดทน เขาหยิบท่อนเหล็กขึ้นมา ตีก้นฉันที่ยังเจ็บอยู่หลายครั้งอย่างโกรธจัด แต่ละครั้งรู้สึกเหมือนสาดเกลือใส่แผลเปิด ฉันอดกรีดร้องออกมาไม่ได้ เจ้าหน้าที่อีกคนขู่ฉันว่า “ต่อไปเราจะใช้ไฟฟ้า เดี๋ยวแกพูดแน่” ขณะที่พูด จู่ๆ เจ้าหน้าที่ก็คว้าคอเสื้อฉันแล้วผลักไปที่มุม ตบหน้าฉันอย่างแรง ตบไม่หยุดจนเขาเหนื่อยและเหงื่อท่วมตัว ฉันรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ใบหน้า เวียนหัวและคลื่นไส้มากจนอยากอาเจียน จากนั้น เขาก็เอาหมวกเหล็กเข้ามา เอามาสวมหัวฉัน แล้วใช้ท่อนเหล็กตีที่หมวก ขณะที่ตีหมวก เขาก็ถามว่า “รู้สึกดีไหม? เสียงที่มันก้องในหูนี้ จะติดหูแกไปตลอดชีวิต!” เสียงมันดังก้องในหูฉันไม่หยุด มันเจ็บปวดมาก ผ่านไปสักพัก ฉันก็รู้สึกเวียนหัวและหายใจไม่ออก แล้วพวกเขาก็ถอดหมวกออก แล้วสวมให้ฉันแบบกลับด้าน ฉันมองอะไรไม่เห็น ได้ยินก็แต่ที่พวกนั้นลุกมาเตะหมวก แล้วฉันก็ร่วงลงกระแทกพื้น พวกนั้นพยุงฉันขึ้นมา แล้วก็เตะที่หมวกซ้ำอีก ฉันร่วงลงกับพื้นอีกครั้ง พวกนั้นเตะแรงมาก และทุกครั้งที่ฉันร่วงไปกองกับพื้น บาดแผลที่หลังฉันก็เจ็บปวดอีก พวกนั้นเตะฉันไปเรื่อยๆ จนเหนื่อย แล้วก็บอกให้ฉันยืนท่าม้าโดยที่สวมหมวกไว้ หัวฉันหมุนติ้วๆ รู้สึกเวียนหัวมาก แทบจะยืนไม่ไหว พวกนั้นสั่งให้ฉันเหยียดแขนไปตรงๆ แล้ววางแก้วน้ำสองใบบนแขนฉัน ฉันปวดแขนและขามาก ขาฉันก็สั่นไม่หยุด แทบจะประคองไว้ไม่ไหว พอพวกเขาเห็นท่ายืนฉันผิดไป ก็เตะขาฉัน หลังจากนั้น ตำรวจสองสามคนก็กดตัวฉันลงบนโซฟา เจ้าหน้าที่อีกคนเอาท่อนเหล็กตีฉันที่หลังส่วนล่างกับก้น เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดว่า “ตีซ้ำที่เดิมไปเรื่อยๆ ตีเข้าไป เดี๋ยวมันทนเจ็บไม่ไหวก็พูดเอง” ทุกครั้งที่ตี ฉันรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่สุด จนต้องกรีดร้องออกมา แล้วใครสักคนก็จะเอาผ้าขี้ริ้วอุดปากฉัน พอต้องเจอการทรมานที่ไม่จบสิ้น ฉันรู้สึกกลัวและหมดหนทาง ฉันจึงเรียกหาพระเจ้าในหัวใจ “พระเจ้า! ข้าพระองค์เกรงจะทนไม่ไหว ขอทรงประทานความเชื่อ นำให้ข้าฯ ประสบสภาพแวดล้อมนี้ได้ด้วยเถิด” หลังอธิษฐาน ฉันนึกถึงพระวจนะที่ว่า “ความเชื่อเป็นเหมือนสะพานไม้ซุงต้นเดียว กล่าวคือ พวกที่ยึดติดอยู่กับชีวิตอย่างยอมจำนนจะประสบความลำบากยากเย็นในการข้ามสะพานนั้นไป แต่บรรดาผู้ที่พร้อมจะพลีอุทิศตัวพวกเขาเองจะสามารถข้ามไปได้ด้วยเท้าที่มั่นคงและปราศจากความกังวล หากว่ามนุษย์เก็บงำความคิดที่ขลาดอายและเกรงกลัว นั่นก็เป็นเพราะซาตานได้หลอกพวกเขา ด้วยกลัวว่าพวกเราจะข้ามสะพานแห่งความเชื่อเพื่อเข้าสู่พระเจ้า” (“บทที่ 6” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันใคร่ครวญพระวจนะจนเข้าใจว่า เป็นเพราะกลัวเจ็บปวดและทนทุกข์ ฉันจึงอยากหนีจากสภาพแวดล้อมนี้ และฉันก็ถูกซาตานหลอก แต่ชีวิตฉันอยู่ในพระหัตถ์ หากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต ซาตานก็ทำอะไรฉันไม่ได้ ฉันจึงไม่กลัวอีกต่อไป

หลังมื้อค่ำ ฉันถูกพาไปที่ออฟฟิศของรองสารวัตรสถานีตำรวจ เขายิ้มให้ฉันแล้วก็บอกว่า “เสี่ยวจ้าวที่ถูกจับกุมพร้อมคุณสารภาพแล้ว เรากำลังส่งเธอกลับบ้าน ถ้าคุณสารภาพ ผมจะเตรียมมื้อค่ำให้ทันที แล้วจะซื้อตั๋วรถไฟให้ คุณก็กลับบ้านพร้อมเธอได้เลย เป็นยังไง? ผมจะให้เวลาสักครู่ ให้คิดเรื่องข้อเสนอของผม ถ้าไม่พูดอะไร ก็จะต้องกลับไปอยู่ที่เดิม พวกเขาจะทุบตีหรือทรมานคุณด้วยวิธีใด ผมก็ควบคุมไม่ได้นะ” ฉันคิดว่า “ถ้าฉันไม่ตอบคำถาม พวกนั้นคงทรมานฉันต่อ และอาจจะจำคุกฉันด้วยก็เป็นได้…” ยิ่งคิดฉันก็ยิ่งเศร้า ฉันรู้ดีว่าฉันห่างไกลจากพระเจ้ามาก จึงเฝ้าเรียกหาพระเจ้าซ้ำๆ ในหัวใจ “พระเจ้า ข้าพระองค์กลัวติดคุก โปรดประทานเจตจำนงที่จะทนทุกข์ นำให้ข้าฯ ชนะจุดอ่อนของเนื้อหนังด้วยเถิด” อธิษฐานแล้วก็นึกถึงเพลงสรรเสริญพระวจนะนี้ค่ะ “เจ้าคือสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง—แน่นอนว่าเจ้าควรนมัสการพระเจ้าและไล่ตามเสาะหาชีวิตที่มีความหมาย ในเมื่อเจ้าเป็นมนุษย์ เจ้าก็ควรสละตัวเจ้าเองเพื่อพระเจ้าและสู้ทนความทุกข์ทุกอย่าง! เจ้าควรยอมรับความทุกข์เล็กน้อยที่เจ้าต้องมีในวันนี้และใช้ชีวิตที่มีความหมายอย่างยินดีและอย่างมั่นใจดังเช่นโยบและเปโตร พวกเจ้าคือผู้คนที่ไล่ตามเสาะหาเส้นทางที่ถูกต้อง เป็นผู้ที่แสวงหาการปรับปรุงให้ดีขึ้น พวกเจ้าคือผู้คนที่ผงาดขึ้นมาในชนชาติแห่งพญานาคใหญ่สีแดง เป็นผู้ที่พระเจ้าตรัสเรียกว่าชอบธรรม นั่นไม่ใช่ชีวิตที่มีความหมายที่สุดหรอกหรือ?” (“ชีวิตอันเปี่ยมความหมายที่สุด” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ฉันใคร่ครวญพระวจนะจนเข้าใจว่า ฉันถูกจับกุมและทรมานเพราะเชื่อในพระเจ้า ฉันอาจติดคุกก็ได้ นี่เป็นความทุกข์ที่ชอบธรรม ความทุกข์ของฉันเปี่ยมความหมาย พระเจ้าจะทรงเห็นชอบ ฉันไม่อาจทรยศพระเจ้าเพียงเพราะเนื้อหนังทนทุกข์ได้ ฉันยอมติดคุกดีกว่าขายพี่น้องชายหญิง จากนั้นมา ไม่ว่าเขาพยายามจะหลอกฉันอย่างไร ฉันก็ไม่พูดอะไร เขาส่ายหัวอย่างระอาใจ ตำรวจอีกคนหยิบท่อนเหล็กขึ้นมา และตีฉันเข้าที่หลังกับก้นอีกครั้ง ตีแต่ละครั้ง ความเจ็บปวดมันแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย และมันแทบจะเกินทน ฉันยิ่งเกลียดปีศาจนั่นกว่าเดิม พรรคคอมมิวนิสต์นั่น ไม่ว่าจะโดนตีสักแค่ไหน ฉันก็กัดฟันทน แล้วตัดสินใจว่า จะยืนหยัดเป็นคำพยานให้แก่พระเจ้า เวลานั้นก็ดึกมากแล้ว พอรองสารวัตรเห็นว่าคงไม่ได้ข้อมูลอะไรจากฉัน เขาก็จากไป ต่อมา ตำรวจคนที่เอาขนมปังมาให้ก็พูดว่า “ยังไม่พูดอีกหรือ? งั้นคืนนี้ฉันก็จะไม่หลับไม่นอน แกได้ทุกข์ระทมแน่ ฉันจะง้างปากแกให้ได้!” เขาเอาไม้บรรทัดยาวประมาณ 40 เซนติเมตรมา จับมือฉันข้างหนึ่งแบออก แล้วใช้ไม้บรรทัดตีลงไปอย่างแรง แต่ละครั้งที่ตี ทำให้ฉันรู้สึกปวดแสบที่ฝ่ามือ ฉันพยายามดึงมือกลับ แต่เขาจับไว้แน่นแล้วก็ตีต่อไป จนมือของฉันบวมทั้งสองข้าง จากนั้น เขาก็หยิบท่อนเหล็กขึ้นมาตีหลังฉันอีกครั้ง ทุกครั้งที่โดนตี ความเจ็บปวดสุดสยองก็แล่นไปทั่ว เจ็บจนเหงื่อแตกพลั่ก ฉันกลั้นไม่ไหว ได้แต่กรีดร้อง เขาพูดด้วยความโมโหว่า “ลองมากี่อย่างแล้วยังไม่ยอมพูดอีก จะให้ทำยังไงถึงจะทรยศพระเจ้า? บอกมา จะเจ็บกว่านี้ หรือจะตายดี”

พอเขาเห็นว่าฉันยังคงเงียบ ก็พูดอย่างโกรธจัดว่า “ฉันยังมีอีกหลายวิธีให้ใช้กับแก ดูซิใครจะแน่กว่ากัน” เขาไปเอาเสื้อนวมมาใส่ ตั้งแอร์ไว้ที่อุณหภูมิต่ำสุด สั่งให้ฉันทำท่าม้าอยู่หน้าแอร์ แล้วก็เริ่มราดน้ำลงบนหัวและตัวฉัน ตอนนั้นฉันเปียกโชกทั้งตัว และสั่นสะท้านเพราะความหนาว ฉันเอามือลงถูแขนตัวเอง เพื่อช่วยให้อบอุ่น พอเขาเห็นอย่างนั้น ก็ใช้ท่อนเหล็กตีแขนฉัน สั่งให้ฉันเหยียดแขนต่อไป ผ่านไปสักพัก เขาก็บอกให้ฉันแยกขาออกให้กว้างที่สุด แล้วก็สั่งให้ฉันถอดเสื้อกับกางเกงออก เหลือแค่ชุดชั้นใน และยืนเท้าเปล่าบนน้ำ พอฉันไม่ยอมถอดเสื้อผ้า เขาก็พูดเฉียบขาดว่า “จะถอดเอง หรือจะให้ช่วยถอด!” ฉันไม่มีทางเลือก ฉันรู้สึกถูกทำให้อับอายมาก แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นค่ะ จากนั้น เขาก็ปรับอุณหภูมิตู้จ่ายน้ำให้เย็นสุด แล้วก็คอยเอาน้ำสาดใส่ฉัน ฉันสั่นสะท้านไปทั้งตัวเพราะความหนาว เข่าก็มีอาการปวดตุบๆ เขาราดน้ำเพิ่มอีก แล้วพูดว่า “สบายไหม? คืนนี้เป็นคืนพิเศษ ตามสบายนะ” ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ฉันเริ่มหายใจไม่ออก เจ็บที่หัวใจ ร่างกายเป็นสีม่วง เจอการทรมานอย่างป่าเถื่อนแบบนี้ ฉันรู้สึกอ่อนแอมาก ฉันเพิ่งอายุ 20 นี่ฉันจะตายแล้วหรือ? ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าในหัวใจ “พระเจ้า ข้าฯ ทนการทรมานจากพวกตำรวจไม่ไหวจริงๆ ข้าฯ รู้สึกอ่อนแอเหลือเกิน โปรดทรงนำให้ข้าฯ เข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ด้วยเถิด” หลังอธิษฐาน ฉันนึกถึงพระวจนะบทตอนหนึ่งค่ะ “บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำพูดเหล่านี้ได้ ความว่า ‘เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ’ พวกเจ้าทุกคนเคยได้ฟังคำพูดเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่มีใครในหมู่พวกเจ้าที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้เลย วันนี้พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างลุ่มลึกถึงนัยสำคัญที่แท้จริงของคำพูดเหล่านี้แล้ว คำพูดเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย และจะได้รับการทำให้ลุล่วงในบรรดาผู้ที่ถูกพญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงอย่างทารุณโหดร้ายในแผ่นดินที่มันนอนขดกายอยู่ พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า และฉะนั้น ในแผ่นดินนี้ เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าจึงตกอยู่ภายใต้การเหยียดหยามและกดขี่ และผลที่ได้ก็คือคำพูดเหล่านี้ได้รับการทำให้ลุล่วงในตัวพวกเจ้า ในคนกลุ่มนี้นี่เอง เนื่องจากพระราชกิจเริ่มเปิดตัวในแผ่นดินที่ต่อต้านพระเจ้า พระราชกิจทั้งปวงของพระเจ้าจึงเผชิญกับอุปสรรคมหาศาล และการทำพระวจนะมากมายของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงย่อมใช้เวลา ด้วยเหตุนั้น ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้าประการหนึ่งก็คือผู้คนได้รับการถลุง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์ พระเจ้าทรงมีความลำบากยากเย็นมหาศาลในการดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง—แต่พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งของพระองค์ผ่านทางความลำบากยากเย็นนี้ อันเป็นการสำแดงพระปัญญาของพระองค์และกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ และทรงใช้โอกาสนี้ทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์” (“พระราชกิจของพระเจ้าเรียบง่ายดังที่มนุษย์จินตนาการหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พญานาคใหญ่สีแดงเกลียดพระเจ้ายิ่งกว่าสิ่งไหน ฉันเกิดมาในประเทศนี้ ผู้เชื่อในพระเจ้าต้องทนการข่มเหงและความโหดร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ทรงใช้การข่มเหงและความทุกข์ยากทำให้ความเชื่อเราเพียบพร้อม แล้วฉันก็นึกว่า ก่อนจะถูกจับและถูกข่มเหง ฉันมั่นใจในความเชื่อของฉันมาก ยินดีละทิ้งและพลีอุทิศให้พระเจ้า แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้ว นั่นไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริง เป็นเพียงความแน่วแน่ชั่วคราว เรียกว่า “คำพยาน” ไม่ได้ และคงไม่โน้มน้าวซาตาน เมื่อการข่มเหง ความทุกข์และการทรมานมาถึง ถ้ายืนหยัดเป็นคำพยานได้ ไม่นบนอบต่อซาตาน นี่ถึงจะเป็นความเชื่อที่แท้จริง ฉันนึกถึงคำพยานมากมายที่ตัวเองได้อ่าน พี่น้องชายหญิงมากมายถูกจับกุม พวกเขาต้องทนการทรมานที่เลวร้ายกว่าฉันมาก แต่พวกเขาก็ไม่ยอมให้ซาตาน ด้วยการอธิษฐานและพึ่งพาพระเจ้า ด้วยความเชื่อที่แท้จริง พวกเขาได้ให้คำพยานอันกึกก้อง ฉันจึงควรเอาอย่างพวกเขา และยืนหยัดเป็นพยาน เมื่อตระหนักดังนั้น ฉันก็มีกำลัง

ถึงตอนเที่ยง ฉันถูกพาไปที่สถานกักกัน ระหว่างทางพวกนั้นขู่ฉันว่า “เราจะพาไปตรวจที่โรงพยาบาล แต่ห้ามบอกใครว่าแผลพวกนี้ฝีมือเรา บอกไปว่าแกยืนกรานมาที่นี่ พ่อแม่ไม่เห็นด้วยและตีแก ถ้าแกกล้าพูดความจริง แกได้โดนหนักกว่านี้แน่!” พอได้ยินแบบนั้น ฉันก็โกรธมาก ตำรวจพวกนี้ช่างหน้าไม่อาย ที่บอกให้ฉันโกหก! ระหว่างการตรวจร่างกาย หมอบอกว่าหัวใจฉันเต้นช้ามาก เขายังเห็นอีกว่าใบหน้ากับมือของฉันบวมและแดง บั้นท้ายฉันเป็นสีม่วงและบวม มีรอยช้ำที่ต้นขาเต็มไปหมด เขาเลยถามฉันว่า “คุณได้รับบาดแผลพวกนี้มาได้อย่างไร?” ฉันชำเลืองดูตำรวจข้างๆ ฉันพูดได้แค่ว่า “ฉันไม่ระวังแล้วก็ล้มลง” ที่สถานกักกัน ก่อนหน้าที่ตำรวจทำให้ต้นขาและบั้นท้ายฉันบาดเจ็บหนัก ทำให้ตอนเข้านอน ฉันไม่กล้านอนราบ ตอนนั่งก็ต้องใช้มือรับน้ำหนักขณะหย่อนตัวลง ตอนอาบน้ำ ถ้าฉันเผลอไปโดนตรงที่บาดเจ็บ ก็จะปวดจนชาไปทั้งตัว หมอคนหนึ่งที่ถูกจำคุกห้องขังเดียวกัน บอกฉันว่า “ตำรวจพวกนี้เหี้ยมโหดเกินไปแล้ว บาดแผลบนตัวคุณพวกนี้ อย่างน้อยต้องรักษาเป็นเดือน” แต่รู้ไหม หลังผ่านไปสิบวัน ก็ไม่ได้เจ็บแผลมากเท่าไรแล้ว ฉันก็ได้แต่ขอบคุณพระเจ้า

เวลาสองเดือนในสถานกักกัน ตำรวจนำตัวฉันขึ้นศาลสิบครั้ง พอฉันยังไม่พูด ก็บังคับให้เซ็น “หนังสือสามฉบับ” ก็จะมีจดหมายกลับใจ จดหมายตัดขาด และจดหมายปฏิเสธพระเจ้า ฉันไม่ยอม พวกนั้นเลยขู่ว่า “ถ้าไม่เซ็น แกจะถูกตัดสินจำคุกหลายปี ไม่มีวันได้ออกไป แกจะไม่มีวันเป็นอิสระอีก” ฉันนึกถึงเวลายาวนานที่จะต้องติดคุก ชีวิตที่ไม่มีใครให้ปรับทุกข์ จากการทำงานหนักที่ต้องทำทุกวัน จากการต้องทนถูกพวกผู้คุมและนักโทษข่มเหง…ฉันจะทนชีวิตแบบนั้นได้ยังไง? ฉันรู้สึกกลัวมาก จึงรีบอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้า! เมื่อนึกถึงชีวิตอันมืดมนในคุก ข้าฯ ทุกข์ทรมานยิ่งนัก จึงขอทรงนำให้ข้ามีความเชื่อเพื่อเผชิญสภาพแวดล้อมเบื้องหน้าด้วยเถิด” หลังอธิษฐาน ฉันก็นึกถึงพระวจนะที่ว่า “ความเชื่อและความรักอย่างถึงที่สุดเป็นสิ่งที่พวกเราพึงต้องมีในช่วงระยะนี้แห่งพระราชกิจ พวกเราอาจจะสะดุดจากความเลินเล่อแม้เพียงเล็กน้อยที่สุด ด้วยว่าช่วงระยะนี้แห่งพระราชกิจแตกต่างไปจากช่วงระยะก่อนหน้านี้ทั้งหมด กล่าวคือ สิ่งที่พระเจ้าทำกำลังทำให้มีความเพียบพร้อมก็คือความเชื่อของมวลมนุษย์ ซึ่งทั้งมองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ สิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำคือทรงแปลงพระวจนะเป็นความเชื่อ เป็นความรักและเป็นชีวิต” (“เส้นทาง… (8)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันพิจารณาพระวจนะและเข้าใจ ระหว่างบททดสอบ จะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ ก็ต้องมีความเชื่อในพระเจ้า ฉันนึกไปตั้งแต่ถูกจับกุม ตอนที่ต้องทนการทรมานในมือตำรวจ ฉันได้เห็นด้วยตัวเองว่าพระเจ้าทรงปกป้องฉัน ลำพังตัวฉันเอง ไม่อาจเอาชนะการทรมานอันโหดร้ายของตำรวจได้ ที่ฉันทำได้ เพราะพระเจ้าทรงปกป้องและทรงนำฉันอย่างเงียบๆ ฉันเข้าใจด้วยว่า ทรงใช้สภาพแวดล้อมนี้ ทำให้ความเชื่อฉันเพียบพร้อม ต่อให้ต้องถูกจำคุกก็เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันต้องเชื่อฟัง พึ่งพาพระเจ้าเพื่อเผชิญมัน วางใจว่าจะทรงนำฉัน ฉันจึงบอกไปอย่างหนักแน่นว่า “ฉันไม่เซ็น!” เขาได้แต่ถอนใจและชี้มาทางฉัน แล้วพูดว่า “แกนี่มันหมดหวังแล้วจริงๆ” แล้วก็จากไป ดูท่าทางสิ้นหวัง

ในเช้าวันหนึ่งเดือนกันยายน ตำรวจพาลุงกับป้าของฉันเข้ามา พอเห็นฉันถูกใส่กุญแจมือกับเก้าอี้เหล็ก ป้าก็พูดทั้งน้ำตาว่า “เด็กโง่ มาทนอยู่ที่นี่ตั้งหลายวันได้อย่างไร? เราออกตามหาหนูจนทั่ว ที่ผ่านมาลุงเขาก็ร้อนใจมาก จนตาบวมไปหมดแล้ว เซ็นคำปฏิญาณว่าจะเลิกเชื่อในพระเจ้าไปเถอะ เดี๋ยวป้าพากลับบ้าน ไม่ต้องทนทุกข์อยู่ที่นี่แล้ว นะ เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกกับเราว่า แค่เซ็นคำปฏิญาณ ก็จะได้ประกันตัวรอพิจารณาคดี แล้วก็กลับบ้านได้เลย” ตำรวจยังพูดอีกว่า “ดูสิว่าลุงกับป้าเขาเป็นห่วงแค่ไหน ดีต่อคุณแค่ไหน ทำตามที่พวกเขาบอก เซ็นหนังสือแล้วกลับบ้านเถอะ” ฉันมองใบหน้าซูบผอม และผมหงอกขาวของลุง ดวงตาขุ่นมัวของลุงที่บวมจนปิด น้ำตาไหลอาบหน้าเขา ในตอนนั้น ฉันถึงกับร้องไห้ออกมาเช่นกัน และรู้สึกทุกข์ระทม เพราะว่าฉันถูกจับกุม พวกเขาเลยเป็นห่วงฉันมาก ขับรถข้ามคืนตรงดิ่งมาเพื่อเยี่ยมฉัน ลุงฉันปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นลูกสาวของตัวเองมาโดยตลอด แต่ตอนนี้เขาอายุมากแล้ว สุขภาพก็ไม่ดี ฉันไม่เคยทำอะไรเพื่อเขาเลย มีแต่ทำให้เขาเป็นห่วง ฉันเสียใจที่ทำแบบนี้กับเขา ฉันใจสลายที่เห็นลุงกับป้าร้องไห้และเศร้าโศกเช่นนี้ ฉันแข็งใจต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว รู้สึกเป็นหนี้พวกเขา ฉันคิดว่า “ฉันควรเซ็นหนังสือแล้วกลับบ้านกับพวกเขาจริงหรือ?” หนังสือนั้นก็ไม่มีอะไรที่ดูหมิ่นพระเจ้า ถ้าเซ็นไปก็ไม่น่ามีอะไรเสียหาย ถ้าฉันเซ็นชื่อแล้วกลับบ้านกับพวกเขา พวกเขาก็ไม่ต้องเสียใจและปวดใจอีก แต่ถ้าเซ็น ก็จะเป็นการปฏิเสธและทรยศพระเจ้า ขณะที่ต่อสู้อยู่ภายในใจ ป้าก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น พูดว่า “เด็กโง่! ฟังป้าสิ เซ็นชื่อไปได้แล้ว!” ฉันเห็นสายตาที่คาดหวังของพวกเขา แล้วคิดว่าต้องไม่ทำให้พวกเขาเศร้าหรือเป็นห่วงอีก เพราะอย่างนั้น ฉันจึงเซ็นชื่อในคำปฏิญาณไป ตอนที่ฉันเซ็นชื่อนั้น หัวใจฉันก็รู้สึกว่างเปล่าในทันที แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ ฉันเซ็นคำปฏิญาณไปทำไมกันนะ? นี่คือทรยศพระเจ้าไม่ใช่หรือ? พระเจ้าคงไม่ต้องการคนอย่างฉันอีก นี่ชีวิตของการเชื่อในพระเจ้าของฉันจบแล้วเหรอ? จิตใจฉันว่างเปล่าไปหมด ไม่รู้ว่ากลับไปห้องขังได้อย่างไร ในตอนนั้น พอนึกถึงการเซ็นชื่อในคำปฏิญาณทีไร ฉันก็รู้สึกสำนึกผิดอย่างมาก จนหยุดร้องไห้ไม่ได้เลย รู้สึกเหมือนโลกของฉันจบสิ้นแล้ว ฉันนึกถึงพระวจนะบทตอนที่ว่า “กับบรรดาผู้ที่ไม่ได้แสดงให้เราเห็นความจงรักภักดีแม้แต่น้อยในระหว่างช่วงเวลาของความทุกข์ลำบาก เราจะไม่ปรานีอีกต่อไป เพราะความปรานีของเราขยายเวลามาเพียงถึงตอนนี้เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เราไม่มีความชอบให้กับใครก็ตามที่ครั้งหนึ่งเคยทรยศเรา นับประสาอะไรที่เราจะชอบเชื่อมสัมพันธ์กับบรรดาผู้ที่ขายผลประโยชน์ของผองเพื่อนของตน นี่คืออุปนิสัยของเรา ไม่ว่าบุคคลคนนั้นอาจเป็นใครก็ตาม เราจำต้องบอกเรื่องนี้กับพวกเจ้าว่า ใครก็ตามที่ทำให้เราเสียใจจะไม่ได้รับความเมตตาผ่อนผันจากเราเป็นครั้งที่สอง และใครก็ตามที่สัตย์ซื่อต่อเราตลอดมาจะยังคงอยู่ในหัวใจของเราตลอดกาล” (“จงตระเตรียมความประพฤติที่ดีงามให้พอเพียงสำหรับบั้นปลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้า มิอาจถูกล่วงเกิน ฉันคิดถึงการประสบกับบททดสอบนี้ และการเซ็นคำปฏิญาณว่าจะเลิกเชื่อในพระเจ้า ฉันรู้ว่าเป็นการปฏิเสธ และทรยศพระเจ้าต่อหน้าซาตาน ตอนนี้ฉันมีมลทินที่ล้างไม่ออก เกลียดตัวเองที่ไม่มีที่ในใจให้พระเจ้า ไม่แสวงหาน้ำพระทัยเมื่อบททดสอบมาถึง ถ้าในตอนนั้นฉันอธิษฐานเพื่อแสวงหามากกว่านี้ ก็คงไม่ถูกซาตานหลอก ในช่วงเวลานั้น ฉันใช้ชีวิตในสภาวะโทษตัวเอง และมาทบทวนว่า ทำไมฉันถึงทรยศพระเจ้า เพราะลุงกับป้าปฏิบัติต่อฉันดีเหลือเกิน ฉันไม่อยากให้พวกเขาเป็นห่วง ไม่อยากรู้สึกเป็นหนี้พวกเขา ฉันอยู่โดยติดในอารมณ์ตัวเองทั้งนั้น ที่จริงตำรวจโทรเรียกลุงกับป้ามาที่นั่น ใช้ความรู้สึกที่ฉันมีต่อครอบครัว หลอกล่อให้ทรยศพระเจ้า และเป็นเพราะว่าฉันขาดการหยั่งรู้ จึงตกหลุมเล่ห์ลวงของซาตาน ทรยศพระเจ้า ฉันนี่ช่างโง่เหลือเกิน ฉันเสียใจและกล่าวโทษตัวเอง ฉันคิดว่า ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง ฉันจะไม่ปฏิเสธพระเจ้า ไม่เซ็นหนังสือนั้น

จากนั้น ญาติฉันก็เอาอาหารเสริมเพื่อสุขภาพเช่นโสม เขากวาง ให้ตำรวจ ให้เงินกำนัลอีก 2,000 หยวน และลุงฉันก็จ่ายเงินประกันอีกห้าพันหยวน ก่อนตำรวจจะให้ประกันตัวออกมา ขณะที่ทำเรื่องประกันตัว ตำรวจให้ฉันปลดล็อกคอมพิวเตอร์ที่ถูกยึดไว้ บอกว่าถ้าไม่ยอม ก็ติดคุกอยู่ดี พี่ชายกับลุงแนะนำให้ฉันให้ความร่วมมือ ฉันคิดว่า “ในคอมพิวเตอร์มีข้อมูลคริสตจักร และถ้าตำรวจพบเข้า คงเป็นอันตรายต่องานของคริสตจักรแน่ ฉันเสียโอกาสยืนหยัดเป็นคำพยานไปแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้น ฉันไม่ยอมที่จะทำสิ่งใด ที่เป็นการทรยศพระเจ้าแน่” ฉันบอกตำรวจว่า ฉันไม่รู้รหัสผ่าน แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ คอยกดดันฉันต่อ ขอให้ฉันเปิดคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วพยายามนึกรหัสผ่าน แต่แล้วคอมพิวเตอร์ก็เปิดไม่ติด ตำรวจโทรถามช่างว่าเพราะอะไร เขาบอกว่า อาจเป็นเพราะฮาร์ดไดรฟ์เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจเลยบอกว่า “ไปจ่ายเงินที่สำนักงาน ทำเรื่องประกันตัวให้เสร็จ” พอได้เห็นทั้งหมดนี้ ฉันนึกถึงสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า “ไม่ว่าสิ่งใดและทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง สร้างขึ้นมาใหม่และปลาสนาการไปตาม พระดำริของพระเจ้า นี่คือหนทางที่พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือทุกสรรพสิ่ง” (“พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันรู้สึกจริงๆ ว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นมีอยู่ทุกที่ และทุกสิ่งล้วนอยู่ในพระหัตถ์อย่างแท้จริง ฉันเห็นว่าพระเจ้าทรงอยู่ข้างฉันจริงๆ ทรงนำและคอยดูแลฉัน ใจฉันเปี่ยมด้วยคำขอบคุณและสรรเสริญพระเจ้า!

ต่อมา จากความผิดอาญาฐาน “จัดการและใช้ลัทธิบ่อนทำลายการใช้กฎหมาย” ทางพรรคตัดสินจำคุกฉัน 18 เดือน โดยคุมประพฤติ 18 เดือน ฉันกลัวว่าถ้าติดต่อกับพี่น้องชายหญิง พวกเขาจะอยู่ในอันตราย ฉันจึงแอบอ่านพระวจนะของพระเจ้าอยู่ที่บ้าน ถึงพรรคคอมมิวนิสต์จำกัดอิสรภาพตัวฉัน แต่จำกัดความปรารถนาที่จะติดตามพระเจ้าไม่ได้ นี่เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลง ทำให้เห็นแก่นแท้เยี่ยงปีศาจของพรรคคอมมิวนิสต์ ว่าเกลียดความจริงและต้านทานพระเจ้า และฉันละทิ้งและบอกปัดมันได้โดยสมบูรณ์ ฉันยังรู้สึกได้ถึงอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าด้วย มีหลายครั้งที่ทนการทรมานเนื้อหนังอย่างโหดร้ายไม่ไหว ก็พระวจนะนี่เองที่ให้ความเชื่อและกำลัง นำให้เอาชนะการทรมานครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันรู้สึกจริงๆ ว่าพระเจ้าคือหนึ่งเดียวที่ฉันพึ่งพาได้ หลังประสบกับการข่มเหง ฉันเห็นว่าวุฒิภาวะฉันน้อยไป เพราะฉันไม่เข้าใจความจริง และไม่เห็นแก่นแท้ของอารมณ์ จึงทำตามครอบครัว เซ็นคำปฏิญาณ แต่พระเจ้าทรงไม่ได้กำจัดฉันทิ้งจากการฝ่าฝืน แต่ให้โอกาสฉันกลับใจอีกครั้ง ทรงใช้พระวจนะเพื่อนำฉันและให้ความรู้แจ้ง ฉันรู้สึกถึงความรักและพระเมตตาของพระองค์ ฉันมุ่งมั่นยิ่งขึ้นที่จะไล่ตามเสาะหาความจริง สักวันหนึ่ง พรรคคอมมิวนิสต์อาจจะจับกุมฉันไปอีก แต่ฉันยินดีพึ่งพาพระเจ้า เป็นพยานอันกึกก้องให้ทรงพอพระทัย!

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ผลที่เก็บเกี่ยวได้โดยผ่านทางโรคภัยไข้เจ็บ

โดย จางลี่ ประเทศจีน ปี 2007 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของฉัน ในปีนั้น สามีของฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง...

ติดต่อเราผ่าน Messenger