เมื่อฉันอายุสิบแปดปี

วันที่ 12 เดือน 08 ปี 2020

โดย Yilian, ประเทศจีน

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “บางทีพวกเจ้าทุกคนอาจจำคำเหล่านี้ได้: เพราะว่าความยากลำบากชั่วคราวและเล็กน้อยของเรา จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีนิรันดร์มากมายอย่างไม่มีที่เปรียบ' พวกเจ้าทุกคนเคยฟังพระวจนะเหล่านี้มาก่อน แต่ไม่มีใครในพวกเจ้าที่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระวจนะเหล่านี้เลย วันนี้พวกเจ้าตระหนักรู้อย่างลุ่มลึกในนัยสำคัญที่แท้จริงของพระวจนะเหล่านี้แล้ว พระวจนะเหล่านี้จะได้รับการทำให้ลุล่วงโดยพระเจ้าในระหว่างยุคสุดท้าย และจะได้รับการทำให้ลุล่วงในบรรดาผู้ที่ถูกข่มเหงอย่างทารุณโหดร้าย โดยพญานาคใหญ่สีแดงในแผ่นดินที่มันนอนขดกายอยู่ พญานาคใหญ่สีแดงข่มเหงพระเจ้าและเป็นศัตรูของพระเจ้า และฉะนั้น ในแผ่นดินนี้ เหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าจึงตกอยู่ในความอัปยศอดสูและการกดขี่ และผลที่ได้ก็คือพระวจนะของพระเจ้าจักได้รับการทำให้ลุล่วงในพวกเจ้า…ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความทุกข์ เป็นความลำบากยากเย็นมหาศาลสำหรับพระเจ้าที่จะทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ในแผ่นดินแห่งพญานาคใหญ่สีแดง—แต่พระเจ้าก็ทรงปฏิบัติพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งของพระองคโดยผ่านความลำบากยากเย็นนี้เอง อันเป็นการสำแดงพระปรีชาญาณของพระองค์ และกิจการอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ และทรงใช้โอกาสนี้ทำให้ผู้คนกลุ่มนี้ครบบริบูรณ์” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่ถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนข่มเหงเมื่อสองสามปีก่อนค่ะ

พลบค่ำของวันหนึ่งในเดือนเมษายนปี 2017 ฉันกำลังชุมนุมอยู่กับพี่สาวอีกสองคน แล้วจู่ๆ เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบสิบกว่าคนก็บุกเข้ามา ฉันยังไม่ทันตอบโต้อะไร พวกเขาหลายคนก็เข้ามากดเราลง และบอกว่าห้ามขยับ ส่วนที่เหลือก็รื้อค้นสถานที่ทั้งข้างในและข้างนอก พวกเขาค้นบ้านจนเละเทะไม่เหลือเค้าเดิมในพริบตา เหตุการณ์ตรงหน้าฉันมันน่ากลัวมากค่ะ หัวใจของฉันเต้นรัว และฉันเรียกหาพระเจ้าซ้ำไปซ้ำมา “โอ้พระเจ้า! ข้าพระองค์กลัวเหลือเกิน ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำอะไรกับเราต่อ ได้โปรดทรงมอบศรัทธาและความเข้มแข็งเพื่อให้ข้าพระองค์ยืนหยัดเป็นพยานได้ด้วยเถิด” หลังจากอธิษฐาน ฉันก็นึกถึงพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า: “เจ้ารู้ว่าทุกอย่างในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเจ้าล้วนมีอยู่เพราะการยอมอนุญาตของเรา ทุกอย่างเราเป็นคนวางแผนไว้ทั้งหมด จงมองให้ชัดเจนและทำให้เราพึงพอใจในสภาพแวดล้อมที่เรามอบให้เจ้า จงอย่ากลัว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จอมทัพจะอยู่กับเจ้าอย่างแน่นอน พระองค์ทรงอยู่เบื้องหลังพวกเจ้า และพระองค์คือโล่ของเจ้า” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าเพิ่มศรัทธาและความกล้าหาญให้ฉัน ฉันรู้ว่าฉันมีพระเจ้าทรงคอยหนุนหลัง และไม่ว่าจะมีอะไรเข้ามาก็ตาม ตราบใดที่ฉันยังพึ่งพาและมองไปที่พระเจ้าด้วยใจจริง พระองค์ก็จะทรงอยู่กับฉัน พอคิดแบบนั้น ฉันก็ไม่รู้สึกกังวลหรือกลัวเลยค่ะ

แต่แล้ว เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งก็เข้ามาตบฉันสองทีอย่างโหดร้าย จากนั้นก็บีบคางฉัน และถ่ายรูปฉันไป พวกเขายังค้นตัวเรา เอาเงินและของมีค่าของเราไปจนหมดด้วย หลังจากนั้น พวกเขาก็คุมตัวเราสามคนไปที่กองความมั่นคงสาธารณะประจำเทศบาลเพื่อสอบปากคำแยกกัน เจ้าหน้าที่คนที่ถ่ายรูปฉันตะคอกใส่ฉันว่า “แกทำอะไรในคริสตจักรนั่น? ใครเป็นผู้นำคริสตจักร? บอกมา!” พอฉันไม่ตอบ เธอก็บีบคางฉันด้วยความโมโหด้วยมือซ้าย แล้วจับฉันเชิดหน้าขึ้น เธอบีบคางฉันเจ็บมากๆ มันบังคับให้ฉันต้องยืนจิกสุดปลายเท้า จากนั้นเธอก็เงื้อมือขวาเหมือนจะตบฉัน แล้วพูดอย่างน่ากลัวว่า “บอกมาซะดีๆ ไม่งั้นเราก็มีวิธีจัดการแกอีกเยอะ!” พอเห็นว่าเธอดูโหดเหี้ยม ก็ทำให้ฉันกลัวเหมือนกันค่ะ ฉันไม่รู้ว่าเธอจะทรมานฉันแบบไหนอีก ฉันจึงเรียกหาพระเจ้าอย่างเร่งด่วน แล้วจังหวะนั้นเอง พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็ผุดขึ้นมาในความคิดฉัน: “ความเชื่อเป็นเหมือนสะพานไม้ซุงท่อนเดียว กล่าวคือ พวกที่ยึดไว้ด้วยชีวิตอย่างน่าสังเวชใจจะประสบความลำบากยากเย็นในการข้ามสะพานนั้นไป แต่บรรดาผู้ที่พร้อมจะสละตัวพวกเขาเองจะสามารถผ่านไปได้ ด้วยเท้าที่มั่นคงและปราศจากความกังวล หากว่ามนุษย์เก็บงำความคิดที่ขลาดกลัวและเกรงกลัว มันก็เป็นเพราะซาตานได้หลอกพวกเขา ด้วยกลัวว่าพวกเราจะข้ามสะพานแห่งความเชื่อเพื่อเข้าสู่พระเจ้า” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันตระหนักได้ว่าความคิดที่ขี้ขลาดและหวาดกลัว มาจากกลอุบายของซาตาน และตำรวจต้องการทรมานเนื้อหนังของฉัน เพื่อให้ฉันทรยศต่อพระเจ้าเพราะฉันไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดได้ และขายพี่น้องชายหญิงของตัวเอง ฉันหลงกลซาตานไม่ได้ ฉันเลยตัดสินใจว่า ต่อให้ตำรวจจะทรมานฉันอย่างไรฉันก็จะไม่มีวันกลายเป็นยูดาส ฉันรู้ว่าชีวิตและความตายของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และหากพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต พวกเขาก็ทำอะไรฉันไม่ได้ค่ะ พอฉันตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ฉันก็รู้สึกสงบขึ้นมาก หลังจากนั้น ต่อให้เธอบีบคางฉันแรงแค่ไหนตอนที่ยิงคำถามใส่ฉันข้อแล้วข้อเล่า ฉันก็ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น จากนั้นเจ้าหน้าที่อีกคนก็เรียกเธอออกไป ในที่สุดฉันก็ได้พัก

วันต่อมาตอนราวๆ ตีสาม ฉันถูกพาตัวไปที่สถานกักกันของเทศบาล ตอนที่พวกเขาจับฉันเข้าห้องขัง เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งสั่งอีกคนให้ฉีกเสื้อผ้าฉันออกจนหมด จากนั้นเธอก็ให้ฉันเอามือวางบนหัว หันหลัง แล้วทำท่าสควอชต่อหน้าทุกคน ฉันต้องทำแบบนั้นจนกว่าพวกเขาจะพอใจ ในขณะที่นักโทษคนอื่นก็ยืนอยู่ด้านข้าง หัวเราะเยาะฉัน ตอนนั้นฉันอารมณ์เสียและไม่พอใจมากค่ะ ฉันร้องตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ในใจว่า “ทำไมต้องมาหยามเกียรติกันแบบนี้?” ถ้าฉันไม่ได้มีประสบการณ์ด้วยตัวเองมันคงยากที่จะเชื่อ ว่าคนพวกนี้ที่เรียกกันว่า “ตำรวจของประชาชน” จะสามารถทำสิ่งที่น่ารังเกียจได้ขนาดนี้! จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็หันไปบอกพวกนักโทษว่า “ยัยนี่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ดังนั้นหล่อนคือเป้าหมายของการปราบปรามอย่างจริงจังของรัฐบาล สอนให้หล่อนรู้จักกฎหมายที” นับจากนั้น พวกนักโทษก็รังแกฉันอยู่ตลอดเวลา และด่าว่าฉันโดยไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น พวกเขาให้ฉันทำงานบ้านทั้งหมดที่สกปรกและเหนื่อยที่สุด อย่างล้างจาน ถูพื้นและขัดพื้น ทำไปสักพักเท้าฉันก็จะเจ็บและฉันก็จะหมดแรง แต่ถ้าฉันพักแม้แต่นิดเดียว หรือว่าทำงานช้า พวกเขาก็จะตะคอกใส่ฉัน ที่แย่กว่านั้น ทุกครั้งที่มีใครแหกกฎของคุก พวกเขาก็จะโทษฉัน มันไม่มีทางที่ฉันจะร้องขอเหตุผลได้เลย

การถูกรังแกและล่วงเกินทางคำพูดจากนักโทษคนอื่นๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ฉันรู้สึกทุกข์ระทมและอ่อนแอ ฉันไม่รู้เลยว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ หลายคืนฉันก็ได้แต่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มและร้องไห้อยู่เงียบๆ ช่วงนั้นฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างหนัก ตอนที่ฉันใกล้ถึงจุดที่จะทนไม่ไหว ฉันก็คิดถึงพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้า: “ในวันนี้ ทุกคนจะต้องเผชิญกับการทดสอบอันขมขื่น หากปราศจากการทดสอบเช่นนี้ หัวใจรักของพวกเจ้าที่มีต่อเราก็จะไม่เติบใหญ่แข็งแกร่งขึ้น และเจ้าก็จะไม่มีรักแท้ต่อเรา แม้ว่าการทดสอบเหล่านี้ก็แค่ประกอบด้วยรูปการณ์แวดล้อมเล็กน้อยทั้งหลายเท่านั้น แต่ทุกคนก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เพียงแต่ว่าความลำบากยากเย็นของการทดสอบต่างๆ จะแปรผันไปตามแต่ละตัวบุคคลเท่านั้น รูปการณ์แวดล้อมทั้งหลายคือพรจากเรา” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันเข้าใจว่า พระเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันไปอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ก็เพื่อทำให้ศรัทธาและความรักต่อพระเจ้าของฉันเพียบพร้อม ฉันจะได้ไม่ทรยศต่อพระองค์ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากเช่นนั้น เพื่อที่ฉันจะสามารถยืนหยัดเป็นพยานและสร้างความอัปยศให้ซาตานได้ ฉันนึกย้อนไปถึงตอนที่ทุกอย่างสงบสุข ฉันเปี่ยมล้นไปด้วยศรัทธา แต่ตอนนี้ที่ฉันทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดและความอัปยศบางประการ ฉันก็กลายเป็นคนอ่อนแอและคิดลบ ฉันได้เห็นว่าศรัทธาในพระเจ้าของฉันนั้นไม่เพียงพอแค่ไหน ฉันบอบบางเกินไป ราวกับดอกไม้ในเรือนกระจกที่ไม่สามารถทนต่อลมและฝนแม้เพียงเล็กน้อยได้ พระเจ้าทรงทำให้ศรัทธาของฉันเพียบพร้อมด้วยการเจอความยากลำบากต่างๆ และมันก็เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของฉันค่ะ ฉันต้องยืนหยัดเป็นพยานและสนองต่อพระเจ้า

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ตำรวจพาฉันเข้าไปสอบปากคำอีกครั้ง และเจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็พูดแบบประจบประแจงว่า “ถ้าเธอเป็นคนดี และเล่าทุกอย่างเกี่ยวกับคริสตจักรให้เราฟัง เราจะสู้เพื่อพาเธอออกไปแบบง่ายๆ เธอยังเด็กอยู่เลย ควรได้ออกไปเพลิดเพลินกับชีวิตวัยรุ่นนะ มาทุกข์ทรมานอยู่ในนี้มันไม่คุ้มกันหรอก” ส่วนเจ้าหน้าที่อีกคนก็พูดว่า “พวกเพื่อนๆ เธอกับเพื่อนร่วมชั้นน่ะทำตามฝันกันอยู่ข้างนอก แต่เธอกลับต้องมาถูกขังเพราะว่าเชื่อในพระเจ้า ถ้าพวกเขารู้ขึ้นมา พวกเขาจะคิดกับเธอยังไง” พอได้ยินพวกเขาพูดแบบนี้ ฉันก็คิดว่าตัวเองยังเด็กแค่ไหนที่ต้องมาติดคุก และสงสัยว่าถ้าเพื่อนๆ และครอบครัวรู้เรื่องนี้ พวกเขาจะหัวเราะฉันไหม ยิ่งคิดถึงมันมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกสับสน จากนั้นฉันก็ตระหนักได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ถูกต้อง ฉันจึงเร่งเรียกหาพระเจ้า: “โอ้พระเจ้า พวกตำรวจรบกวนข้าพระองค์ไม่หยุด ข้าพระองค์ไม่อยากทรยศพระองค์และเป็นยูดาส ได้โปรดทรงคุ้มครองหัวใจของข้าพระองค์ด้วย โปรดทรงชี้นำข้าพระองค์ที...” ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้: “ในทุกเวลา ประชากรของเราควรเตรียมพร้อมต่อต้านกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน […] เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในกับดักของซาตาน ซึ่งในเวลานั้นก็คงจะสายเกินกว่าจะเสียใจ” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าได้มอบสิ่งเตือนใจให้ฉันทันเวลา ว่าตำรวจพวกนั้นไม่ได้จริงใจเลยตอนที่พูดถึงอนาคตของฉัน ที่จริงพวกเขาแค่อยากชักจูงฉันแบบผิดๆ เพื่อทำให้ฉันทรยศต่อพระเจ้าและขายพี่น้องชายหญิงของตัวเอง พวกเขาช่างน่ากลัวจริงๆ พอคิดแบบนี้ ฉันก็พูดออกไปอย่างเด็ดขาดว่า “ฉันคือคนที่เชื่อในเส้นทางที่ถูกต้องของชีวิต ไม่ว่าคุณจะพูดยังไง ฉันก็จะไม่ทรยศต่อพระเจ้าหรอก” คำพูดนั้นทำเอาเจ้าหน้าที่ชะงักไปเลย อุบายของพวกเขาไม่สำเร็จ ดังนั้นด้านที่ชั่วร้ายของพวกเขาจึงปรากฏทันที มีคนหนึ่งพูดกับฉันแบบข่มขู่ว่า “ดูเหมือนแกจะมีปากไว้พูดกับคนที่อายุน้อยๆ สินะ ฉันจะบอกอะไรให้ เราสามารถหาข้อกล่าวหาเก่าๆ มาทำให้แกถูกตัดสินโทษ 8 ปี 10 ปี หรือ 15 ปีก็ได้ ตอนนี้แกอายุสิบแปด แกก็จะได้ใช้ช่วงวัยรุ่นทั้งหมดในคุกนี่แหละ!” ฉันคิดว่า “ไม่ว่าฉันจะถูกตัดสินโทษกี่ปี ฉันก็จะพึ่งพาพระเจ้าและยืนหยัดเป็นพยาน ฉันจะไม่ก้มหัวให้ซาตานหรอก”

ฉันคิดว่าพวกเขาใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งเข้าหาฉันจนหมดแล้ว และพวกเขาคงไม่ได้ถามอะไรอีก ฉันไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะลองใช้วิธีที่ร้ายกาจกว่านั้น วันหนึ่งช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ตำรวจพาฉันเข้าไปในห้องสอบสวน แล้วพูดว่า “เราสอบถามไปที่โรงเรียนของน้องชายเธอ และพบว่าเขาทำได้ค่อนข้างดี บอกเรามาเถอะว่าเธอรู้อะไรบ้าง เธอจะได้กลับบ้านเร็วขึ้นและไปอยู่กับครอบครัว เธอไม่คิดถึงน้องชายหรือ?” การได้ยินเรื่องนี้ทำให้ฉันเจ็บปวด ฉันกับน้องชายสนิทกันตั้งแต่เด็ก แต่ฉันต้องคอยหลบเลี่ยงการถูกจับกุมจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่หลายปี ฉันเลยไปเจอเขาไม่ได้ ฉันไม่รู้เลยว่าเขาเป็นยังไงบ้าง พวกเขายังบอกด้วยว่า เมื่อสองสามวันที่แล้วพ่อของฉันอัดวิดีโอไว้ แล้วพวกเขาก็ยื่นโทรศัพท์มาข้างหน้าฉันและเปิดให้ดู ฉันเห็นพ่อนั่งอยู่ตรงนั้นแบบดูไม่มีชีวิตชีวา เสื้อผ้ายับยู่ยี่ และพ่อก็ดูแก่ลงมาก พ่อพูดกับกล้องว่า “เสี่ยวยี่ กลับบ้านเถอะลูก พวกเราคิดถึงลูกนะ” ตำรวจเล่นวิดีโอนั่นอยู่หลายครั้ง พอฉันดูภาพพ่อในวิดีโอนั่น ฉันก็หยุดร้องไห้ไม่ได้ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดขึ้นมาอย่างประจบประแจงว่า “ต่อให้เธอไม่คิดถึงตัวเอง เธอก็ควรคิดถึงครอบครัวบ้าง! ถ้าเธอตั้งใจที่จะเชื่อในพระเจ้า ไม่ใช่แค่เธอถูกจับ แต่ครอบครัวของเธอก็จะถูกลากเข้ามาเกี่ยวด้วย ต่อให้น้องชายเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็ไม่มีที่ไหนรับเขาหรอก และเขาก็จะหางานดีๆ ทำไม่ได้ แม้แต่ลูกของเขาก็จะพาลติดร่างแหไปด้วย เธอควรจะคิดให้ดีๆ นะ” พอได้ยินแบบนี้แล้วฉันสะเทือนใจมากค่ะ ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าโดยไม่หยุดหย่อนว่า “โอ้พระเจ้า! ความรู้สึกของข้าพระองค์กระจัดกระจายไปหมด และข้าพระองค์รู้สึกอ่อนแอ ได้โปรดทรงคุ้มครองหัวใจของข้าพระองค์ด้วย เพื่อที่ข้าพระองค์จะไม่ทำตามความพึงใจแห่งเนื้อหนัง และสามารถเป็นพยานได้” หลังจากที่อธิษฐาน ฉันก็คิดถึงพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า: “เจ้าต้องมีความกล้าหาญของเราภายในตัวเจ้า และเจ้าต้องมีหลักการยามที่เจ้าเผชิญหน้ากับบรรดาญาติที่ไม่เชื่อ อย่างไรก็ตาม เพื่อเห็นแก่เรา เจ้าต้องไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจมืดใดๆ เช่นกัน จงวางใจในสติปัญญาของเราที่จะเดินไปตามหนทางที่สมบูรณ์แบบ จงอย่ายอมให้แผนประทุษกรรมใดๆ ของซาตานเริ่มมีผล” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าค่อยๆ ทำให้ฉันสงบลง ซาตานรู้ว่าฉันมีความรู้สึกแรงกล้า และไม่สามารถปล่อยเรื่องของพ่อกับน้องชายไปได้ มันเลยใช้อารมณ์และอนาคตของครอบครัวฉันข่มขู่ฉัน เพื่อทำให้ฉันทรยศต่อพระเจ้าและกลายเป็นยูดาส พวกตำรวจนี่ร้ายกาจจริงๆ! ถ้าฉันทำตามซาตานและทรยศต่อพระเจ้า ถึงฉันจะได้รับการปล่อยตัวและกลับไปอยู่กับครอบครัวได้ ฉันก็คงเสียใจไปตลอดชีวิต จากนั้นฉันก็คิดถึงว่าทุกสิ่งนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ดังนั้น อนาคตของน้องชายฉันก็คงจะได้รับกฎและการจัดการเตรียมการจากพระเจ้า พวกปีศาจพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นไม่ได้มีสิทธิ์ขาด ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าเงียบๆ ฉันมอบความวางใจเรื่องครอบครัวของฉันกับการทรงดูแลของพระเจ้า และยินดีที่จะนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระองค์ ฉันตอบไปว่า “ฉันไม่มีอะไรจะพูดทั้งนั้น!” พอพูดไปแบบนั้น เจ้าหน้าที่ก็ทุบโต๊ะด้วยความโกรธและตะคอกใส่ฉันว่า “ถ้าแกดื้อด้านแบบนี้ ถ้าพวกเราร้ายใส่ก็อย่ามาโทษแล้วกัน! อย่าคิดว่าเราไม่มีเล่ห์เหลี่ยมซ่อนอยู่แล้วล่ะ แค่เอาจากสิ่งที่เราเจอตอนแกถูกจับมา เราก็จับพ่อแม่แกมาขังได้สามปีห้าปีแล้ว เดี๋ยวก็ได้เห็นว่าน้องแกที่ต้องอยู่บ้านคนเดียวจะหวาดกลัวแค่ไหน!” พอได้ยินแบบนี้ก็ทำให้ฉันโกรธขึ้นมา พวกพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เพียงแต่ใช้กลยุทธ์เพื่อทรมานฉัน และทำให้ฉันทรยศต่อพระเจ้า รวมถึงขายเหล่าพี่น้องชายหญิงของตัวเองเท่านั้น แต่พวกเขายังพยายามบีบฉันด้วยการเอาอนาคตและความเป็นอยู่ของครอบครัวมาข่มขู่ฉันอีก ในประเทศจีน ถ้าใครเชื่อในพระเจ้า ทั้งครอบครัวของคนนั้นก็จะถูกข่มเหงจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย ฉันรังเกียจปีศาจพวกนั้น และตั้งใจว่าจะไม่ยอมปล่อยให้อุบายของพวกเขาสำเร็จแน่ ฉันเลยโต้ตอบไปอย่างหนักแน่นว่า “ฉันเชื่อว่าทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พวกแกไม่มีทางทำให้ฉันทรยศพระเจ้าได้หรอก!” เจ้าหน้าที่เลยตบโต๊ะด้วยความโกรธอีกครั้ง จากนั้นก็หันหลังกลับแล้วเดินออกไป

เช้าวันหนึ่งช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งเข้ามาและปล่อยตัวฉันออกจากคุก ฉันคิดว่ามันแปลกมาก จากนั้นตำรวจก็พาฉันไปที่สถานีตำรวจท้องถิ่น ขณะที่ฉันกำลังสับสนเรื่องนี้อยู่ ฉันก็เห็นพ่อกับปู่มองมาที่ฉันด้วยสายตารอคอย ในขณะที่ตำรวจที่ยืนอยู่ข้างๆ จ้องมาที่ฉัน ฉันก็ตระหนักได้ว่าพวกเขาคงไม่ปล่อยฉันไปง่ายๆ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะพยายามใช้อุบายอะไร หลังจากนั้น ผู้กำกับการสถานีก็พูดกับฉันว่า “ลงชื่อในจดหมายค้ำประกันนี่ซะ แล้วเราจะปล่อยเธอกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว” พออ่านเอกสารนั้น ฉันก็เห็นที่มันเขียนว่า “ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะไม่เชื่อในพระเจ้าอีกต่อไป หรือติดต่อสมาชิกคนใดก็ตามที่คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ข้าพเจ้าจะไม่กระทำสิ่งใดก็ตามในนามของคริสตจักร และข้าพเจ้าจะไม่ดัดแปลงเอกสารใดๆ เพื่อเดินทางไปต่างประเทศภายในสามปีต่อจากนี้ นอกจากนี้ ข้าพเจ้าจักต้องรายงานตัวต่อตำรวจทันทีที่ได้รับหมายเรียก ในช่วงระยะเวลาหนึ่งปีของการประกันตัวนี้” พรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามบีบให้ฉันทรยศต่อพระเจ้า และตัดสายสัมพันธ์กับทางคริสตจักร ฉันโกรธแบบไม่น่าเชื่อ และปฏิเสธเด็ดขาดว่าไม่ลงชื่อ พอเห็นว่าฉันหนักแน่นแค่ไหน เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาขู่ฉันบอกว่า “ถ้าเธอไม่ลงชื่อในเอกสารนี้ เธอจะต้องถูกตัดสินให้ติดคุกและเข้าคุกต่ออีก!” เรื่องนี้ทำพ่อกับปู่ของฉันกระวนกระวายมาก และเซ้าซี้ให้ฉันลงชื่อโดยเร็ว” พวกท่านบอกว่าเสียเงินไปแล้ว และดิ้นรนหาเส้นสายเพื่อประกันตัวฉันระหว่างที่รอพิจารณาคดี ถ้าฉันลงชื่อในจดหมายนั่นฉันก็ได้กลับบ้านแล้ว แต่พวกท่านไม่รู้เลยว่าการลงชื่อไปนั้น จะหมายความว่าฉันได้ปฏิเสธและทรยศต่อพระเจ้าต่อหน้าซาตาน และสูญสิ้นคำพยานของตัวเอง พอถูกกดดันจากตำรวจและครอบครัวหนักเข้าฉันก็เริ่มร้องไห้ออกมา ในใจฉันมันยุ่งเหยิงไปหมด ฉันคิดว่า “ถ้าฉันไม่ลงชื่อ ใครจะรู้ว่าฉันจะต้องติดคุกอีกนานแค่ไหน แต่ถ้าลงชื่อ ฉันก็จะทรยศต่อพระเจ้า!” ฉันจึงอธิษฐานในใจโดยด่วน แล้วพระวจนะเหล่านี้จากพระเจ้าก็ผุดขึ้นมา: “เราหวังว่าผู้คนทั้งหมดสามารถกล่าวคำพยานที่กึกก้องแข็งแกร่งต่อเราเบื้องหน้าพญานาคใหญ่สีแดง ว่าพวกเขาสามารถมอบถวายตัวพวกเขาเองเพื่อเราเป็นครั้งสุดท้าย และทำให้ข้อพึงประสงค์ของเราลุล่วงเป็นคราวสุดท้าย พวกเจ้าสามารถทำการนี้ได้อย่างแท้จริงหรือ?” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) เมื่อเผชิญหน้ากับพระประสงค์ของพระเจ้า ฉันก็รู้สึกละอายใจ ฉันยังคำนึงถึงเนื้อหนังและอนาคตของตัวเอง แทนที่จะเป็นการสนองพระเจ้า ฉันยังตระหนักได้ด้วยว่า ที่ครอบครัวบอกให้ฉันลงชื่อในจดหมายปฏิเสธการศรัทธานั้น คือหนึ่งในกลอุบายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ศรัทธาของฉันถูกต้องและเหมาะสม และฉันอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องของชีวิตแล้ว ฉันไม่สามารถยอมแพ้ในหนทางที่แท้จริง และทรยศต่อพระเจ้าแค่เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนข่มขู่ฉัน และครอบครัวก็กดดันฉันได้ ฉันจะไม่มีวันลงชื่อในจดหมายนั่นเด็ดขาด พอเป็นแบบนั้น ฉันก็พูดไปอย่างแน่วแน่ว่า “คุณไม่มีวันทำให้ฉันยอมแพ้ในศรัทธาของตัวเองได้หรอก ล้มเลิกความคิดนั้นซะ!” ตำรวจโกรธมากค่ะ แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้าย พวกเขาก็บอกว่าฉันได้รับการประกันตัวหนึ่งปี และถ้าพวกเขาพบว่าฉันยังปฏิบัติศรัทธาของตัวเองอยู่ พวกเขาจะจับฉันและแน่ใจได้เลยว่าฉันต้องโดนโทษหนักแน่

ฉันกลับมาที่บ้าน แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ไม่ปล่อยฉันเลย วันหนึ่งช่วงปลายเดือนมิถุนายนปี 2017 ตำรวจพาทนายมาที่บ้านของฉันและพยายามล้างสมองฉัน เขาบอกว่า อิสรภาพทางศาสนาในประเทศจีน เป็นแค่การแสดงสำหรับชาวต่างชาติเท่านั้น และในประเทศจีนนี้ เราต้องฟังพรรคคอมมิวนิสต์ เขายังบอกด้วยว่า “ถ้าพรรคบอกให้เรา 'กระโดด' เราต้องถามว่า 'สูงแค่ไหน?' และถ้าทางพรรคบอกว่าเธอมีศรัทธาไม่ได้ เธอก็มีศรัทธาไม่ได้ ไม่อย่างนั้น เธอจะได้ในสิ่งที่สมควร” สิ่งนี้ทำให้ฉันโกรธมาก พรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามใช้อุบายทุกข้อที่มีเพื่อให้เรายอมแพ้ในศรัทธา และคริสตชนในประเทศจีนก็ไม่มีทางรอดพ้นไปได้เลย! ฉันนึกถึงบทตอนหนึ่งในพระวจนะของพระเจ้าที่ฉันอยากอ่านพร้อมกับทุกคนค่ะ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า”เสรีภาพทางศาสนาหรือ? สิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองทั้งหลายหรือ? สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดเป็นเพทุบายเพื่อปิดบังบาป! […] เหตุใดจึงสร้างอุปสรรคที่ไม่อาจเจาะผ่านเข้าไปได้เช่นนั้นให้กับพระราชกิจของพระเจ้า? เหตุใดจึงใช้เพทุบายต่างๆ นานาเพื่อหลอกลวงคนของพระเจ้า? ไหนเล่าอิสรภาพที่แท้จริงและสิทธิ์กับผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมาย? ไหนเล่าความเป็นธรรม? ไหนเล่าความชูใจ? ไหนเล่าความอบอุ่น? เหตุใดจึงใช้กลอุบายที่หลอกลวงเพื่อล่อหลอกประชากรของพระเจ้า? เหตุใดจึงใช้กำลังบังคับเพื่อปราบปรามการเสด็จมาของพระเจ้า? เหตุใดจึงไม่ยอมให้พระเจ้าทรงท่องไปอย่างอิสระบนแผ่นดินโลกที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น? เหตุใดจึงไล่ล่าพระเจ้าจนกระทั่งพระองค์ไม่มีที่ใดให้พักพระเศียร? ไหนเล่าความอบอุ่นท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลาย?” (พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าช่วยให้ฉันเห็นถึงแก่นแท้ที่ชั่วร้ายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนได้อย่างชัดเจน พรรคคอมมิวนิสต์จีนคือปีศาจของซาตานที่เกลียดความจริงและต่อต้านพระเจ้า ยิ่งมันข่มเหงฉันอย่างโหดเหี้ยมแค่ไหน ฉันก็ยิ่งอยากละทิ้งมันโดยสมบูรณ์ และติดตามพระเจ้าไปจนวันสุดท้าย! หลังจากนั้น ตำรวจมาที่บ้านอีกหลายครั้งเพื่อล้างสมองฉัน และพวกเขาให้พวกแกนนำหมู่บ้านมาบอกให้ฉันล้มเลิกศรัทธาครั้งแล้วครั้งเล่า แถมพวกเขายังให้ครอบครัวมาบอกให้ฉันเขียนรายงานการกลับใจและทรยศต่อพระเจ้าด้วย ด้วยพระวจนะของพระเจ้าที่คอยชี้นำ ฉันก็สามารถผ่านพ้นการโจมตีและการทดลองที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนโยนใส่มาได้ และยืนหยัดเป็นพยานได้

ถึงแม้ฉันจะทุกข์ทรมานทางกายอยู่บ้าง จากการถูกจับกุมและข่มเหงโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ฉันก็เกิดปัญญาแยกแยะ ว่ามันทำให้ฉันได้เห็นแก่นแท้ที่ชั่วร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และหน้าตาที่ผิดมนุษย์ของมันในการต่อต้านพระเจ้า ฉันละทิ้งและปฏิเสธมันจากก้นบึ้งของหัวใจเลยค่ะ พระวจนะของพระเจ้าได้ชี้นำฉันสู่ชัยชนะเหนือกลอุบายของซาตานผ่านการข่มเหงและความยากลำบากต่างๆ และพระวจนะของพระองค์นั่นเองที่มอบศรัทธาและความเข้มแข็งให้ฉัน เพื่อให้เอาชนะความอ่อนแอของเนื้อหนังและยืนหยัดเป็นพยานได้ ฉันได้รับประสบการณ์ส่วนตัวถึงสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชแห่งพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง และฉันก็มีศรัทธาที่จะทำตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์มากกว่าที่เคย!

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หนีจากคมเขี้ยวแห่งความตาย

นั่นคือเมื่อปี 2006 ตอนที่ความรับผิดชอบของผมในคริสตจักรคือการตีพิมพ์พระวจนะของพระเจ้า ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งระหว่างการส่งมอบ

ใช้วัยสาวในคุก

โดยเฉินซี มณฑลเหอเป่ย ทุกคนพูดว่าวัยหนุ่มสาวของเราเป็นช่วงเวลาที่แจ่มจรัสที่สุดและบริสุทธิ์ที่สุดของชีวิต บางทีสำหรับหลายคน...