พระวจนะของพระเจ้านำฉันออกจากนรกบนดิน

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

โดย ฉิว เจิ้น, ประเทศจีน

ตอนนั้นเดือนสิงหาฯ ค.ศ. 2002 ผมกับผู้เชื่ออีกห้าคนเข้าไปในเมืองเพื่อแบ่งปันข่าวประเสริฐ ประมาณเที่ยงคืนในคืนหนึ่ง จู่ๆ ตำรวจประมาณ 12 นายก็บุกเข้าที่พักเรา สองคนในนั้นอายุประมาณ 30 กว่าตะคอก “อย่าขยับ! เราเป็นตำรวจ ทำตัวดีๆ ไว้จะดีกว่า!” แล้วพวกเขาก็เริ่มค้นไปทั่ว ทั้งใต้เตียง ในตู้ แล้วก็เอาสื่อสำหรับแบ่งปันข่าวประเสริฐและหนังสือพระวจนะของพระเจ้าเราไปหมด เอาไปแม้แต่บัตรประจำตัวผม และกระเป๋าที่เราวางไว้บนโต๊ะ จากนั้น พวกเขาก็ผลักเราขึ้นรถตำรวจ พอไปถึงที่สน พวกเขาแยกเราไปสอบปากคำ อย่างนั้นจนรุ่งสาง หัวหน้าตำรวจเข้ามาเห็นว่าผมไม่ปริปาก เลยพูดอย่างชั่วร้ายว่า “ยิ่งปิดปากต่อไปนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเชื่อว่าคุณเป็นผู้นำ เดี๋ยวเราหาที่ใหม่ให้คุณ รับรองว่าต้องชอบ ถึงตอนนั้นก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว คุณจะยอมพูดเอง ไม่ว่าจะอยากหรือไม่” พอได้ยินอย่างนั้น ผมก็กลัวขึ้นมา พวกเขาจะพาผมไปไหน? ถ้าพวกเขาคิดว่าผมเป็นผู้นำ แล้วจะทรมานผมถึงตายไหม? ผมอธิษฐานต่อพระเจ้าในใจ ขอให้พระองค์ทรงพิทักษ์หัวใจผม เพื่อที่ว่าต่อให้เกิดอะไรขึ้นผมก็จะไม่ทรยศพระองค์ จะไม่เป็นยูดาส

วันถัดมา บ่ายโมงกว่าๆ ตำรวจก็ส่งตัวเราไปที่สถานกักกัน พอไปถึงทางเข้าห้องขัง ผมเห็นนักโทษกว่า 20 คนในนั้น ทุกคนโกนหัว หน้าตาดูดุดัน ผมรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ผมร้องเรียกหาพระเจ้าไม่หยุด “พระเจ้า ตอนนี้ข้าพระองค์กลัวมาก โปรดทรงนำด้วย” หลังอธิษฐาน ผมก็นึกถึงพระวจนะจากพระเจ้า “เจ้าไม่ควรกลัวสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่สำคัญว่าเจ้าอาจเผชิญความยากลำบากและภยันตรายมากเพียงใด เจ้าสามารถจะยังคงมั่นคงอยู่ต่อหน้าเราได้ โดยไร้อุปสรรคใดๆ กีดขวาง เพื่อที่เจตจำนงของเราจะได้รับการดำเนินการโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น นี่คือหน้าที่ของเจ้า…จงอย่ากลัวเลย ด้วยการสนับสนุนของเรา ใครเล่าจะสามารถขวางกั้นถนนสายนี้ได้?” (“บทที่ 10” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้ามอบความเชื่อและกำลังให้ผม พระเจ้าทรงสนับสนุนผม และเมื่อมีพระเจ้าทรงอยู่ด้วย จะมีอะไรให้กลัว? ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และผมรู้ว่าไม่ว่าจะถูกทรมานยังไง ผมก็ต้องผ่านมันไปให้ได้โดยพึ่งพระเจ้า ผมค่อยๆ สงบลง จากนั้นผู้คุมก็ผลักผมเข้าไปในห้องขังอย่างรุนแรง และพูดกับนักโทษว่า “เพื่อนตัวจ้อยคนนี้เชื่อในฟ้าแลบจากทิศตะวันออก และยังไม่ได้บอกอะไรเราเลย พวกนายซ้อมเขาหนักๆ ได้เลย จนกว่าเขาจะสารภาพทุกอย่าง” จากนั้น นักโทษสี่หรือห้าคนก็มาล้อมผมและเริ่มเตะต่อยผม คนหัวหน้าคว้าผมของผมและเหวี่ยงผมกระแทกกำแพงแรงๆ สองหรือสามครั้งได้ จนการมองเห็นของผมดับวูบ ผมห้อเลือดที่หัว และรู้สึกเหมือนมันใกล้จะแตกออก ผมร้องเรียกหาพระเจ้าไม่หยุด ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและกำลัง และความแน่วแน่ที่จะทนต่อสิ่งนี้ ผมกัดฟันไว้และไม่ส่งเสียงร้อง พวกเขาทุบตีผมประมาณห้าหรือหกนาทีได้ ตอนที่คนหัวหน้าพูดอย่างดุดันว่า “จะยอมพูดได้หรือยัง?” ผมยังคงปฏิเสธที่จะพูด พวกเขาเลยให้ผมคุกเข่าบนท่อโลหะ อยู่ครึ่งชั่วโมง แล้วกดหัวผมลง ยกแขนขึ้น หลักการทรมานแบบนี้หนึ่งชั่วโมง ผมลงไปกองกับพื้น ขยับไม่ได้ พอเห็นว่าผมลุกไม่ขึ้น พวกเขาก็เปลี่ยนไปทำสิ่งที่ชั่วช้ากว่าเดิม นักโทษหลายคนฉุดผมขึ้นมาจากพื้น แล้วอีกสองสามคนก็ล็อกตัวผมไว้แน่น ขณะที่อีกคนจุดบุหรี่เอามาจี้เล็บนิ้วก้อยซ้ายผม เป่าที่บุหรี่ให้มันไหม้ผม ผมได้ยินเสียงดังแฉ่ ได้กลิ่นเล็บไหม้และรู้สึกเจ็บแสบ เจ็บมากจนเหงื่อผุดทั้งตัว อยากกระโดดขึ้นให้สุดแรง ขบฟันแน่นและร้องคราง ทนความเจ็บต่อไปไม่ไหวจริงๆ ผมจึงร้องเรียกหาพระเจ้าสุดแรงใจ ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อและกำลังมาให้ หลังอธิษฐาน ผมก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้า “เจ้าต้องทนทุกข์กับความยากลำบากเพื่อความจริง เจ้าต้องมอบตัวเจ้าให้กับความจริง เจ้าต้องสู้ทนการดูหมิ่นเหยียดหยามเพื่อความจริง และเจ้าต้องก้าวผ่านความทุกข์มากขึ้นเพื่อที่จะได้รับความจริงมากขึ้น นี่คือสิ่งที่เจ้าควรทำ” (“ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระองค์มอบความเชื่อและกำลังที่ผมขอมาให้ ผมรู้ว่าจะต้องทนทุกข์เพื่อปฏิบัติความจริงและยืนหยัดเป็นพยาน และผมไม่อาจทรยศพระเจ้าได้ ผมยังปฏิเสธที่จะพูดต่อไป พวกเขาเลยจุดบุหรี่มาเผาต้นขาผมครั้งแล้วครั้งเล่า จนเกิดเป็นตุ่มพองสองสามที่ในไม่นาน แล้วพวกเขาก็ยกเท้าผมขึ้น และใช้ไฟแช็กเผานิ้วหัวแม่เท้าผมสลับกันสองข้าง นิ้วหัวแม่เท้าผมไหม้และบวมเป่ง แล้วพวกเขาก็เริ่มเผาอุ้งเท้าผม ผมปวดเหมือนถูกแทง และเริ่มชัก ผมเกือบจะหมดสติไป พวกเขาไม่สนใจสักนิดว่าผมจะอยู่หรือตาย และหยุดมือก็ตอนที่อุ้งเท้าผมไหม้จนเกรียมจริงๆ ผมเหงื่อซึมไปทั้งตัว คอก็แห้งผากเหมือนทราย ผมกระหายจนทนไม่ไหว แต่พวกเขาไม่ยอมให้ผมดื่มน้ำ ผมอยากพาตัวเองไปที่แท่นคอนกรีตเพื่อพักสักหน่อย แต่คนหัวหน้าก็ตะโกนว่า “อย่าให้มันนั่ง ซ้อมมัน! จับให้มันยืน! ให้มันล้า!” นักโทษคนหนึ่งพุ่งเข้ามาชกผม ผมต้องยืนไว้ เวลาอาหาร พอผมพยายามจะกินข้าว หัวหน้าเห็นผมและตะคอก “อยากกินเหรอ? เปิดปากก่อนแล้วถึงจะกินได้” เย็นวันนั้น เขาบังคับให้ผมยืนตรงทางเข้าห้องน้ำ ไม่ยอมให้ผมนอน ให้นักโทษอีกคนคอยดูผมไว้ กลิ่นเหม็นจากห้องน้ำชวนให้สะอิดสะเอียนมาก พอผมห้ามตัวเองไม่ให้ผล็อยหลับไม่ได้ นักโทษคนนั้นก็ชกผมเข้าที่อก ไม่รู้ว่าคืนนั้นผมโดนชกไปกี่ครั้ง พอตะวันขึ้น ผมวิงเวียนปวดหัวเหมือนจะตายให้ได้ ตอนเดินก็รู้สึกเหมือนเดินเหยียบฝ้าย ทรงตัวไม่ได้เลย หัวหน้าก็สั่งให้ผมบอกเรื่องคริสตจักรอีก และผมพูดว่า “ที่ต้องพูดก็พูดไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรให้บอกอีก” เขาโกรธจัด ขบฟันแล้วพูดว่า “แน่มากนักเหรอ? รู้ไหมว่าที่นี่เรียกกันว่าอะไร? เรียกว่า ‘ถิ่นสัตว์ป่า’ ไง” เป็นที่ที่ใช้ขังผู้กระทำผิดที่ดุดันที่สุด ตำรวจจะให้ผู้กระทำผิดพวกนั้นทุบตีคนที่ถูกจับขังจนกว่าจะสารภาพ ถ้าทำสำเร็จ พวกนั้นก็จะได้ลดโทษ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่น่ารังเกียจที่สุดของพญานาคใหญ่สีแดง ต่อให้นักโทษจะถูกทุบตีถึงตาย ตำรวจไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ไม่ต้องถูกลงโทษอะไรเลย จากนั้นคนหัวหน้าก็พูดอย่างมุ่งร้าย “คนที่อยู่ในนี้ไม่มีทางเลือกหรอก ต้องเล่นตามเกม ไม่งั้นก็จะโดนแบบที่นายโดน! ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเราจะจัดการนายไม่ได้ เดี๋ยวฉันจะให้ลิ้มรส ‘ศอกหมูตุ๋น’ ของฉัน” เขาให้นักโทษอีกสองสามคนตรึงผมไว้กับกำแพง แล้วใช้กำลังทั้งหมดที่เขามี วิ่งใส่ผมและกระทุ้งศอกใส่อกผม จากนั้นก็ยืนตรงหน้าผมและทุบผมแรงมากๆ หลังจากถูกกระทุ้งสองครั้งติด หัวใจผมเจ็บมากๆ เหมือนใกล้จะแตกเป็นชิ้น เพราะความเจ็บนั้น ผมเอามือกุมหน้าอกโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ รู้สึกเหมือนใกล้จะหายใจไม่ออก ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็กระโดดขึ้นแล้วเอาศอกกระทุ้งลงมาที่หลังผมแรงๆ แล้วก็ทำซ้ำทันที รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในทั้งหมดกำลังจะทะลักออกมาจากตัว ผมถึงขีดจำกัด ลงไปกองกับพื้น เจ็บที่อกและหลังจนสูดหายใจไม่ได้ ในเวลาไม่นาน อกผมก็บวมมากจนเห็นได้ ตอนนั้น ผมทุกข์ทรมานแสนสาหัส และทนโดนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ผมรู้ว่าถ้าเป็นต่อไปอย่างนี้ ผมคงตายเพราะถูกพวกเขาทุบตีไม่ช้าก็เร็ว ผมอธิษฐานต่อพระเจ้า “พระเจ้า! ข้าพระองค์ขออ้อนวอนให้พระองค์ทรงช่วย” แล้วผมก็นึกถึงพระวจนะของพระเจ้า “จงอย่าท้อแท้ จงอย่าอ่อนแอ และเราจะทำให้สิ่งทั้งหลายชัดเจนแก่เจ้า ถนนสู่ราชอาณาจักรมิได้ราบเรียบนัก ไม่มีอะไรเรียบง่ายเช่นนั้นหรอก! เจ้าต้องการให้พรมาถึงเจ้าอย่างง่ายดายมิใช่หรือ? ในวันนี้ ทุกคนจะต้องเผชิญกับการทดสอบอันขมขื่น หากปราศจากการทดสอบเช่นนี้ หัวใจรักของพวกเจ้าที่มีต่อเราก็จะไม่เติบใหญ่แข็งแกร่งขึ้น และพวกเจ้าก็จะไม่มีรักแท้ต่อเรา แม้ว่าการทดสอบเหล่านี้ก็แค่ประกอบด้วยรูปการณ์แวดล้อมเล็กน้อยทั้งหลายเท่านั้น แต่ทุกคนก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เพียงแต่ว่าความลำบากยากเย็นของการทดสอบทั้งหลายจะแปรผันไปตามแต่ละตัวบุคคลเท่านั้น…พวกคนที่ร่วมแบ่งปันความขมขื่นของเราจะได้ร่วมแบ่งปันความหวานชื่นของเราอย่างแน่นอน นั่นคือคำสัญญาของเราและพรของเราแก่พวกเจ้า” (“บทที่ 41” ของ ถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าดลใจผมจริงๆ และผมรู้ ว่าพระเจ้าไม่ได้ปล่อยให้ปีศาจพวกนั้นทำทารุณและทรมานผม เพียงเพื่อให้ผมทนทุกข์เท่านั้น แต่เพื่อให้ผมได้เข้าใจความจริงและเริ่มมีการหยั่งรู้ ให้เห็นชัดว่าซาตานต้านทานพระเจ้าและทำให้คนทุกข์ยากยังไง มันต้านทานและกล่าวโทษพระราชกิจของพระเจ้ายังไง ให้ผมดูหมิ่นและปฏิเสธมันได้ และยังเป็นการทำให้ความรักของผมที่มีต่อพระเจ้าเพียบพร้อม นี่คือพระพรพิเศษจากพระเจ้า ไม่ว่าวันนั้นผมจะทนทุกข์แค่ไหน ต่อให้เหลือแค่ลมหายใจเฮือกสุดท้าย ผมก็ต้องยืนหยัดเป็นพยานและทำให้พระเจ้าพอพระทัย เพื่อปลอบโยนพระทัยของพระองค์ ต่อให้ปีศาจพวกนั้นจะทรมานผมถึงตาย ผมก็ขายคริสตจักรหรือพี่น้องชายหญิงไม่ได้ จากนั้น ผมเริ่มร้องเพลงสรรเสริญของคริสตจักรอยู่ในใจ “ฉันปรารถนาที่จะเห็นวันแห่งพระสิริของพระเจ้า” “วันนี้ฉันยอมรับการพิพากษาและการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้า และพรุ่งนี้ฉันจะรับพระพรของพระองค์ ฉันเต็มใจที่จะมอบความเยาว์วัยของฉันและมอบถวายชีวิตของฉันเพื่อจะได้เห็นพระสิริของพระเจ้า โอ ความรักของพระเจ้า—นั่นทำให้หัวใจของฉันหลงใหล พระองค์ทรงพระราชกิจและทรงแสดงความจริง โดยประทานหนทางของชีวิตแก่มนุษย์ ฉันเต็มใจที่จะดื่มจากถ้วยอันขมขื่นและทนทุกข์เพื่อได้รับความจริง ฉันจะสู้ทนการดูหมิ่นโดยไม่มีการร้องทุกข์คร่ำครวญ ฉันปรารถนาที่จะใช้ชีวิตของฉันชดใช้คืนพระคุณของพระเจ้า ฉันจะมอบถวายความรักและความจงรักภักดีของฉันต่อพระเจ้า และทำภารกิจของฉันจนครบบริบูรณ์ในการถวายพระเกียรติแด่พระองค์ ฉันมุ่งมั่นที่จะตั้งมั่นในคำพยานของฉันต่อพระเจ้า และไม่มีวันยอมให้ซาตาน โอ แม้ว่าศีรษะของพวกเราอาจแตกและเลือดของพวกเราอาจไหลหลั่ง แต่กระดูกสันหลังของประชากรของพระเจ้าก็ไม่สามารถทำให้งอได้ ด้วยคำเตือนสติของพระเจ้าซึ่งรัดรึงหัวใจของฉัน ฉันมุ่งมั่นที่จะดูหมิ่นซาตานมารร้าย ความเจ็บปวดและความยากลำบากได้ถูกพระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้า ฉันจะสัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระองค์จนตาย ฉันจะไม่มีวันเป็นเหตุให้พระเจ้าทรงร่ำไห้อีก และไม่มีวันเป็นเหตุให้พระองค์ทรงกังวลอีกเลย” (ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ)

คืนนั้น หัวหน้าให้คนคอยเฝ้าผมอีก ไม่ให้ผมได้นอน จนถึงตอนนั้นผมไม่ได้นอนมาสามคืนแล้ว แต่พอใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า ก็รู้สึกมีกำลังเพิ่มขึ้นในหัวใจ แล้วผมก็ผ่านคืนนั้นมาแบบนั้น หลังมื้อเช้าของวันที่สี่ ตำรวจก็เริ่มสอบปากคำผม ตำรวจคนหนึ่งยิ้มมุ่งร้ายให้ผมและพูดว่า “ชอบชีวิตในนั้นไหม? เปิดปากได้แล้ว! ใครเป็นผู้นำลำดับสูงจากคุณ? คริสตจักรคุณอยู่ที่ไหน? คุณติดต่อกับใครบ้าง? ของถวายของคริสตจักรเก็บไว้ไหน? บอกเรามา แล้วจะให้ออกไปจากที่นี่ทันทีเลย ไม่อยากกลับบ้านไปอยู่กับลูกกับเมียอีกเหรอ? ทุกคนที่มาพร้อมกับคุณสารภาพไปนานแล้ว และออกไปหมดแล้ว เหลือแต่คุณคนเดียวนี่แหละ บอกเรามาได้แล้วว่ารู้อะไรบ้าง” ได้ยินอย่างนี้ ผมคิดว่า “เป็นเรื่องจริงหรือเปล่านะ? เหลือแต่ฉันคนเดียวจริงเหรอ? ฉันกลัวการกลับเข้าห้องขังและถูกทรมานอย่างโหดร้ายจริงๆ บางที ถ้าบอกเรื่องไม่สำคัญไปก็คงไม่แย่นัก…” ทันทีที่ผมเริ่มจะโอนเอน พระวจนะของพระเจ้าก็ผุดขึ้นในหัวและให้ความรู้แจ้ง “ในทุกเวลา ประชากรของเราควรเตรียมพร้อมต่อต้านกลอุบายอันเจ้าเล่ห์ของซาตาน พิทักษ์ประตูบ้านของเราเพื่อเรา…เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในกับดักของซาตาน ซึ่งในเวลานั้นก็คงจะสายเกินกว่าจะเสียใจ” (“บทที่ 3” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) สิ่งนี้ปลุกให้ผมตื่น และผมรู้ว่านี่คืออุบายของซาตาน สิ่งที่ซาตานถนัดที่สุดคือการโกหกและหลอกลวง หลอกล่อให้คนทำบาปและต่อต้านพระเจ้า มันพยายามหลอกลวงและทดลองผม ด้วยคำโกหก ให้ผมทรยศพระเจ้า ถ้าผมเชื่อคำพูดไร้สาระนั้น และขายพี่น้องชายหญิง จะไม่ทำให้ผมเป็นยูดาสเหรอ? ถ้าผมทำอย่างนั้น ต่อให้ผมจะเป็นอิสระจากการทรมานของมารนั่นชั่วคราว มโนธรรมของผมก็จะถูกกล่าวหา ไม่มีทางอยู่อย่างสันติ ยิ่งกว่านั้นผมจะถูกพระเจ้าทรงสาปแช่ง ทรงลงโทษ น่ายินดีที่พระวจนะของพระเจ้าปลุกผมทันเวลา และปกป้องผม ช่วยให้เห็นแผนการของซาตานทะลุปรุโปร่ง ผมตอบกลับไปอย่างหนักแน่น “ผมไม่รู้เลยว่าคุณถามถึงอะไร” พวกเขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ที่ไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการจากผม เลยส่งผมกลับไปที่ห้องขัง

วันต่อมา ผมทำงานอยู่ในสวนของเรือนจำ คนหัวหน้าบอกให้นักโทษบางคนจัดการรุนแรงกับผม ได้เห็นพวกตำรวจชั่วรวมหัวกับพวกนักโทษ พยายามทุกอย่างให้ผมทรยศพระเจ้า ผมเกลียดพวกปีศาจนี้ทั่วทุกอณูขุมขน ผมตั้งใจว่า ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรเพื่อทรมานผม ผมจะไม่มีทางทรยศพระเจ้า ไม่มีทางเป็นยูดาส หลังจากนั้น นักโทษที่เหลือก็ทรมานผมหนักขึ้นไปอีก ช่วงกลางวันผมต้องทำงานใช้แรง หนักกว่าคนอื่นส่วนมาก และพวกเขาก็จะติเตียนได้ทุกเรื่อง หาข้ออ้างมาพูดว่าผมทำอะไรได้ไม่ดี หรือช้าเกินไป จะได้ทุบตีผม ถ้าผมท่องกฎผิด พวกเขาจะทุบตีผมและไม่ยอมให้ผมนอน ช่วงขานชื่อตอนเย็น ถ้าผมลังเลขานชื่อตัวเองแม้แต่น้อย ก็จะโดนทุบตีด้วย คนอื่นๆ เวลามีอะไรทำให้อารมณ์เสียก็จะลงกับผม ผมกลายเป็นกระสอบทรายให้คนนับสิบ เตะและต่อยผม ไม่เว้นวัน ทั้งตัวผมเต็มไปด้วยแผล หัวจรดเท้า ตรงหน้าอกที่บวมก็ยังไม่ยุบ หายใจแต่ละครั้งก็เจ็บ ผมไม่กล้าไอด้วยซ้ำ ตอนนั้นเองที่ผมเริ่มมีปัญหาหัวใจอักเสบ ช่วงกลางวัน ผมต้องทำงานใช้แรงต่อไปตามปกติ พวกเขาบังคับให้ผมยืนยามแทนนักโทษคนอื่นในกะกลางคืนบ่อยครั้ง สองหรือถึงสี่ชั่วโมง ในช่วงสองเดือนแรก ผมต้องยองๆ นั่งหลับหน้าห้องน้ำ ดมกลิ่นเหม็นนั้นทุกคืน และเวลามีใครใช้ห้องน้ำ เขาก็จะตีผมให้ตื่นทุกครั้ง ผมโดนตีหลายครั้งทุกคืน แถมยังเท้าเปล่าตลอดเวลา ในช่วงสองเดือนแรกนั้น พวกเขาไม่ยอมให้ผมสวมรองเท้า และด้วยความที่พื้นแฉะน้ำมาก เท้าผมเลยติดเชื้อและมีหนองไหล เพราะโดนน้ำสกปรกตลอดเวลา หลังจากที่ถูกเผาเกรียมครั้งนั้น และเพราะเดินเท้าเปล่าบนพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบอยู่นาน ระบบย่อยของผมก็เริ่มมีปัญหา พวกเขาไม่ให้ผ้าห่มกับผม ไม่ให้เสื้อผ้าเพิ่ม ตอนนั้นใกล้พฤศจิกายนแล้ว แต่ผมยังสวมเสื้อยืดกับขาสั้นจากตอนที่ถูกจับอยู่เลย อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ มือกับเท้าผมโดนน้ำแข็งกัด มือผมมีแต่รอยแตก พอไปโดนก็มีเลือดไหล ผมหนาว หิว และมีแผลเต็มตัว งานที่หนักก็ไม่เบาลงเลย แถมโดนนักโทษคนอื่นทุบตีเวลาทำงานช้าเกินไป ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เวลาผมแจ้งหัวหน้าว่าต้องใช้ห้องน้ำ พอเขาเห็นว่าเป็นผม ก็จะชกผมให้ร่วงลงกับพื้น ไม่ให้ผมเข้าห้องน้ำ ผมต้องกลั้นไว้เท่านั้น เป็นอย่างนั้นอยู่หลายวัน ผมทั้งทุกข์ระทมทั้งโกรธแค้น แม้แต่สิทธิ์จะปลดทุกข์ยังถูกลิดรอน คนพวกนั้นมันเป็นปีศาจ! หลังทนทุกข์การทรมานที่ลดทอนความเป็นมนุษย์อยู่นาน น้ำหนักผมลดไปเยอะมาก มีแค่หนังหุ้มกระดูก ผมอ่อนแอมากจริงๆ แค่ลมพัดแรงก็ปลิวได้เลย บางครั้งเดินๆ อยู่ผมก็ล้มลง นั่นแสดงให้เห็นจริงๆ ว่าตำรวจพวกนั้นเป็นปีศาจกินคน เป็นสัตว์ร้าย ส่วนพวกนักโทษที่พวกเขาใช้เป็นเครื่องมือความรุนแรง ก็แค่ปีศาจชั้นรองลงมา รับคำสั่งและทำงานให้พวกเขาอย่างทาส เพลิดเพลินกับการทรมานและทำร้ายคน ไม่มีความเป็นมนุษย์เลย ปีศาจทั้งนั้น ในสถานที่เหมือนนรกนั้น ผมได้เห็นแก่นแท้ขวาจัดชั่วๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์ ในฐานะศัตรูของพระเจ้า มันวิปลาส ส่งเสริมคนชั่ว สู้กับความชอบธรรม และโจมตีผู้บริสุทธิ์ เป็นพลังของซาตานที่ขวาจัดและชั่วที่สุด และมันคือราชาพวกมาร! ผมหันมาเกลียดและปฏิเสธมันจากก้นบึ้งหัวใจ และรู้สึกตั้งใจยิ่งกว่าเดิมที่จะติดตามพระเจ้าไปจนปลายทาง

วันหนึ่งในเดือนธันวาฯ หนาวและลมแรงมาก อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ผมสวมเสื้อผ้าบางๆ นั่งอยู่บนพื้นคอนกรีต ตัวสั่นเพราะความหนาว พอหัวหน้าเห็นผมก็หัวเราะอย่างมุ่งร้าย พูดกับคนอื่นๆ “เพื่อนเราเนื้อตัวสกปรกแน่ะ อาบน้ำให้มันหน่อย!” เขาให้คนหนึ่งไปเติมน้ำให้เต็มถัง และนักโทษอีกสองคนก็มาถอดเสื้อผ้าผมออก แล้วพวกเขาก็ยกถังน้ำขึ้นและราดน้ำใส่ผมทีละนิด จากหัวลงไปเท้า ใช้น้ำเต็มถังไปสองถัง รู้สึกเหมือนน้ำเย็นๆ บาดเข้าเนื้อหนังผม ผมสั่นไปหมดทั้งตัว ฟันก็กระทบกัน ในขณะที่พวกมันนับสิบหัวเราะเยาะผม พอได้ยินคำพูดเยาะเย้ยถากถางจากผู้ต้องขังคนอื่นๆ และคิดถึงสถานการณ์ของตัวเอง ในใจผมก็เริ่มอ่อนแอ ผมอดอยาก หนาวสั่น ถูกทุบตี ถูกเยาะเย้ย ถูกทำทารุณทางใจ แต่ละวันที่ผ่านไปนานเหมือนปี ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในขุมนรกอันมืดมิดนั้นไปอีกนานแค่ไหน ดูเหมือนคนพวกนั้นคงไม่เลิกจนกว่าจะฆ่าผมให้ตาย! ไม่รู้ว่าจะออกจากนรกบนดินนั้นไปได้โดยยังมีชีวิตไหม…ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแย่ และไม่อาจทนต่อความคิดว่าต้องอยู่ในนรกขุมนั้นต่อได้อีกสักนาที ต่อมา ผู้ต้องขังอีกคนพูดกับผม “นายพูดไปเถอะน่า ไม่งั้นได้ถูกทรมานจนตายในนี้เท่านั้น ก็เห็นอยู่ว่านี่ฤดูอะไร คนอื่นๆ ใส่เสื้อกันหนาวบุนวม แต่เสื้อผ้านายบางมาก เดี๋ยวก็ได้หนาวตายไปทั้งอย่างนี้หรอก!” ตอนได้ยินเขาพูด ผมเกิดความรู้สึกสิ้นหวัง ตอนนั้น มันหนาวขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้คนอื่นๆ จะไม่ทรมานผม อีกไม่ช้าไม่นานผมก็คงหนาวตาย และถ้าผมรับการทรมานมากกว่านี้ไม่ไหวและทรยศต่อพระเจ้าเหมือนยูดาส ผมก็จะตกนรก ผมหมดหวังสิ้นเชิง และเริ่มคิดหาทางจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีจากความหวาดกลัวตรงหน้า แต่ผมเคยได้ยินว่าถ้าใครพยายามจะจบชีวิตตัวเองในนั้นและทำไม่สำเร็จ จะถูกผู้คุมทรมานอย่างโหดเหี้ยมกว่าเดิมอีก ผมกลัวว่าถ้าไปถึงจุดนั้นแล้วสิ่งต่างๆ จะยิ่งแย่ รู้สึกเหมือนไม่มีทางให้ผมใช้ชีวิตได้เลย แต่จะตายก็ไม่ได้อีก ผมอยู่ในความทุกข์ทรมานเกินทน ทั่วทั้งตัวแหลกออกจากกัน ในชั่วขณะนี้เองที่พระเจ้าทรงสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อนำผม เพื่อช่วยผม

ครั้งหนึ่งตอนผมอยู่กะกลางคืน นักโทษอีกคนเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เรื่องของคนๆ หนึ่งที่ตกหลุมรักอีกคนและต้องจ่ายราคาแพง เรื่องนั้นปลุกผมให้ตื่น เราเต็มใจจะจ่ายราคาแพงเพื่อรักใครสักคน และผมกำลังติดตามพระเจ้าองค์เดียวหนึ่งเดียว พระผู้สร้างสวรรค์และแผ่นดิน ผมก็ยิ่งควรเต็มใจแสดงความรักแท้ต่อพระเจ้า ผมควรมีความสุขที่จะจ่ายราคาใดก็ตามเพื่อรักพระเจ้าและยืนหยัดเป็นพยานไม่ใช่เหรอ? ผมคิดถึงเปโตรที่โดนตรึงกางเขนกลับหัวเพราะความรักที่มีต่อพระเจ้า ผมควรเป็นเหมือนเปโตรที่เต็มใจทนทุกข์เพื่อความรักต่อพระเจ้า สู้ทนสิ่งที่พระองค์ทรงจัดเตรียมโดยไม่พร่ำบ่น นั่นเท่านั้นคือคำพยานที่แท้จริง และชูพระทัยพระเจ้าได้แท้จริง ชั่วขณะนั้น ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้า “ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างวันสุดท้ายเหล่านี้พวกเจ้าต้องเป็นคำพยานต่อพระเจ้า ไม่สำคัญว่าความทุกข์ของเจ้าจะมากมายเพียงใด เจ้าควรต้องเดินไปจนถึงวาระสิ้นสุด และแม้กระทั่งถึงลมหายใจสุดท้ายของพวกเจ้า พวกเจ้ายังคงต้องสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าและนบนอบต่อการจัดการเตรียมการของพระเจ้า การนี้เท่านั้นคือการรักพระเจ้าอย่างแท้จริง และการนี้เท่านั้นคือคำพยานที่หนักแน่นและดังกึกก้อง” (“เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ผมพูดในใจเงียบๆ ว่า “ฉันต้องไม่แสวงหาความตาย แต่ต้องเผชิญหน้ากับชีวิตด้วยกำลัง ฉันเชื่อในพระเจ้ามาตลอดหลายปีโดยไม่ได้รักพระองค์จริงๆ และยิ่งยังไม่ได้คืนความรักที่พระองค์ทรงมีให้เลย พระเจ้าทรงหวังว่าฉันจะยืนหยัดเป็นพยาน ดังนั้นฉันต้องมีความเชื่อและพึ่งพิงพระเจ้าเพื่อเอาชนะซาตาน จะให้พระองค์ทรงผิดหวังไม่ได้ ชะตากรรมฉันอยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า หากพระองค์ไม่ทรงอนุญาต ฉันก็จะไม่ตาย ไม่ว่าพวกปีศาจนี้จะทุบตีฉันอย่างโหดร้ายแค่ไหน” ตอนนั้นเอง ผมนึกถึงพระวจนะของพระเจ้า “เมื่อห้วงน้ำกลืนกินมนุษย์ทั้งปวง เราช่วยพวกเขาให้รอดจากห้วงน้ำนิ่งเหล่านั้น และให้โอกาสพวกเขาได้มีชีวิตใหม่ ยามผู้คนสูญเสียความมั่นใจในการมีชีวิตของพวกเขา เราฉุดพวกเขาขึ้นมาจากขอบเหวแห่งความตาย โดยมอบความกล้าหาญให้พวกเขาได้เดินต่อไป เพื่อที่พวกเขาจะสามารถใช้เราเป็นรากฐานสำหรับการดำรงอยู่ของพวกเขา ครั้นผู้คนไม่เชื่อฟังเรา เราก็ทำให้พวกเขารู้จักเราจากภายในความไม่เชื่อฟังของพวกเขา เมื่อมองจากธรรมชาติเดิมของมนุษยชาติ และเมื่อมองจากความกรุณาของเรา แทนที่เราจะประหัตประหารมนุษย์ให้ถึงแก่ความตาย เรากลับเปิดโอกาสให้พวกเขากลับใจและตั้งต้นใหม่อย่างสดชื่น ในยามที่พวกเขาทนทุกข์กับการกันดารอาหาร แม้ว่าพวกเขามีเพียงลมหายใจห้วงสุดท้ายเหลืออยู่ในร่างกาย เราก็ยื้อยุดพวกเขาไว้จากความตาย อันเป็นการปกป้องพวกเขาจากการตกเป็นเหยื่อเล่ห์เหลี่ยมของซาตาน” (“บทที่ 14” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้ากระเทือนใจผมจริงๆ และยังทำให้ผมรู้สึกผิดจริงๆ พอคิดย้อนกลับไป ตั้งแต่ถูกจับ ทุกครั้งที่ถูกตำรวจหรือพวกนักโทษทรมาน ตอนที่ถูกทำร้ายแทบสิ้นลมหายใจ ตอนอยู่ขอบเหวของความตาย ก็พระวจนะของพระเจ้านี่เองที่มอบความเชื่อและกำลังให้ รักษาผมให้มีชีวิต ผมได้ประสบจริงๆ ว่าขีดจำกัดสูงสุดของเราคือจุดที่พระเจ้าเพิ่งทรงเริ่ม ผมได้เป็นพยานให้กับกิจการของพระเจ้าและชื่นชมยินดีกับความรักของพระองค์มามาก แปลว่าที่อยากตายเพราะเจ็บปวดทางกายก็ขี้ขลาดตาขาวไม่ใช่เหรอครับ? ถึงจุดนี้ผมได้เข้าใจจริงๆ ว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมทั้งหมดนี้ขึ้นมาเพื่อให้ผมได้เห็นธรรมชาติและแก่นแท้ของพญานาคใหญ่สีแดงชัดๆ ได้เกลียดมันจริงๆ และหันหลังให้มัน เพื่อทำให้ความรักของผมต่อพระเจ้าและความเต็มใจทนทุกข์เพียบพร้อมเช่นกัน ผมต้องนบนอบ ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในการทำให้ผมเพียบพร้อม ยืนหยัดเป็นพยานที่ดังกึกก้องให้แก่พระองค์ จากนั้นมา ผมขจัดความคิดที่จะตายไปจากใจจนหมด และถึงสถานการณ์ของผมจะไม่เปลี่ยนไป ผมก็ไม่ได้ทนทุกข์มากเท่าเดิม ไม่ได้คิดอยากหลุดพ้นให้เร็วที่สุดอีกแล้ว ผมอธิษฐานทุกวัน ได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น และสาบานต่อพระองค์ ว่าไม่ว่าผมจะอยู่ในนั้นนานแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะขังผมไว้กี่ปี ผมก็พร้อมจะนบนอบต่อพระเจ้า ผมยอมติดคุกตลอดชีวิตดีกว่าเป็นยูดาส ผมพร้อมตายเพื่อยืนหยัดเป็นพยาน ทำให้พระเจ้าพอพระทัย เมื่อในใจรู้สึกที่จะเต็มใจทนสภาพแวดล้อมนั้นและเชื่อฟังกฎเกณฑ์และการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ผมก็เปี่ยมสันติสุขและความยินดี ผมรู้สึกได้ว่าพระวจนะของพระเจ้าทรงอานุภาพเพียงใด นำผมกลับมาสู่ชีวิต จากความเจ็บปวดเจียนตาย จากนั้น นักโทษพวกนั้นที่คอยทุบตีผมก็ถูกย้ายไปห้องขังอื่น นักโทษอื่นบางคนเอาเสื้อผ้าให้ผมก่อนที่จะได้ปล่อยตัว ผมรู้ว่าทั้งหมดนี้จัดการเตรียมการโดยพระเจ้า พระเจ้าทรงเมตตาผม และทรงดำเนินการต่างๆ เพื่อช่วยผม ผมสำนึกในพระคุณพระเจ้าเหลือเกิน

ตำรวจพยายามสอบปากคำผมอีก มีนายหนึ่งพูดกับผมอย่างไม่สุภาพมากๆ ว่า “ดูสารรูปสิ จำเป็นต้องทนทุกข์นักหรือไง? เรารู้เรื่องคุณหมดแล้วตั้งแต่ต้น คุยกับเราเถอะน่า ว่าไง? ใครเป็นผู้นำคุณ? คริสตจักรอยู่ไหน? คริสตจักรมีเงินเยอะแค่ไหน?” ผมใจเย็นตอบกลับไป “ผมบอกสิ่งที่ต้องบอกไปหมดแล้ว ไม่มีคำตอบอะไรให้หรอก” เจ้าหน้าที่อีกคนผุดยืนขึ้น ถลึงตาใส่และตะคอก “สารภาพซะเถอะ! พี่ชายกับน้องสาวคุณรออยู่ข้างนอกตอนนี้! คุยกับเราแล้วคุณจะได้เจอพวกเขาทันที จะได้กลับบ้านไง!” ผมทำใจยากมากที่ได้ฟังเขาเจาะจงพูดถึงครอบครัวผม ผมไม่ได้เจอพวกเขามาเกือบจะครึ่งปีแล้ว ผมทำใจยากมากเวลานึกภาพใบหน้าชราเหี่ยวย่นของพ่อต้องเปื้อนน้ำตา ผมคิดว่าจะบอกพวกเขาเกี่ยวกับการเชื่อของผมแค่เล็กน้อย ผมจะได้อยู่กับครอบครัวอีกครั้ง ตอนที่ผมหลงไปกับความรู้สึกนั่นเอง ผมก็คิดถึงพระวจนะของพระเจ้า “คนของเรา! เจ้าต้องยังคงอยู่ในการดูแลและการปกป้องของเรา จงอย่าเหลวไหลเป็นอันขาด! จงอย่าประพฤติตัวโดยไร้ความยั้งคิดเป็นอันขาด! เจ้าควรมอบถวายความจงรักภักดีของเจ้าในบ้านของเรา และด้วยความจงรักภักดีเท่านั้นที่เจ้าจะสามารถจัดให้มีการตีโต้กลับต่อเล่ห์เหลี่ยมของมารได้” (“บทที่ 10” ของ พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้ผมเห็นว่า นี่คืออุบายของซาตาน มันอยากจะเล่นกับความรู้สึกของผม เพื่อล่อให้ผมทรยศพระเจ้า ผมต้องไม่หลงกล ผมไม่มีวันทรยศพระเจ้า! ผมร้องเรียกหาพระเจ้าในใจและสาบานต่อพระองค์ “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ หากข้าพระองค์ทรยศต่อพระองค์วันนี้เนื่องด้วยอารมณ์ ขายผู้อื่นเยี่ยงยูดาส ขอให้ทรงประหารข้าพระองค์เสีย ขอทรงรับร่างกายและดวงจิตข้าพระองค์ไป” หลังอธิษฐาน ผมใจเย็นลงมาก และพูดว่า “ผมไม่รู้อะไรเลย” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกระโจนออกจากที่นั่งมาอยู่หน้าผมทันที กระโดดเหมือนคนบ้า แล้วเตะเข้าที่ท้องผม ทำเอาผมร่วงไปกองกับพื้น เขาตะคอกสิ่งชั่วช้าต่างๆ ใส่ผม บอกว่าอะไรก็หยุดไม่ให้พวกเขาฆ่าผมไม่ได้ จากนั้น ตำรวจสองคนก็เอาพริกที่เผ็ดมากๆ ยัดปากผม บังคับให้ผมเคี้ยวนานกว่า 10 นาทีแล้วกลืน แค่ไม่นาน ท้องไส้ผมก็รู้สึกเหมือนโดนเผา ผมเจ็บปวดมาก แต่ไม่ว่าพวกเขาทรมานผมยังไง ผมก็ไม่ปริปาก สุดท้ายพวกเขาก็ไม่มีทางเลือก ต้องพาผมกลับเข้าห้องขัง

ห้าวันถัดมา ตำรวจกลับมาสอบปากคำผมอีก เค้นจะเอาข้อมูลคริสตจักรและยืนกรานให้ผมพูดหมิ่นศาสนา ผมไม่ยอมพูดอะไร พวกเขาเลยกดมือซ้ายผมไว้กับโต๊ะด้วยความโกรธจัด แล้วก็หยิบไม้ขึ้นมาจะตีมือผม ทันทีที่ผมเห็นว่าพวกเขาจะตีมือผมด้วยไม้นั้น ผมอธิษฐานถึงพระเจ้า “พระเจ้า! ถ้าพวกเขาใช้ไม้นั้นตี ข้าพระองค์คงได้เสียมือไป ขอทรงอารักขาข้าพระองค์ด้วย” หลังพวกเขาตีผมได้สี่ห้าครั้ง ผมตกใจที่ได้เห็น ไม้นั้นหักเป็นสองท่อน และมือของผมก็ไม่เจ็บเลย ไม้นั้นพังไปเลย แต่ผิวหนังที่มือผมไม่เป็นอะไรเลย แล้วผมก็จำข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ได้ “ทุกคนจะเกลียดชังพวกท่านเพราะนามของเรา แต่ผมสักเส้นหนึ่งของท่านก็จะไม่เสียไป” (ลูกา 21:17-18) พระวจนะของพระเจ้ามีสิทธิอำนาจเช่นนั้น ผมขอบคุณพระเจ้าจากใจด้วยทุกสิ่งที่มี รู้สึกมีกำลังมากขึ้นที่จะเผชิญกับอะไรก็ตามที่กำลังมา ตำรวจเอาท่อนไม้ไผ่มาตีบั้นท้ายผม จนเละเป็นเนื้อสับ ตีไม่หยุดจนกระทั่งท่อนไม้นั้นหัก พวกเขาคนหนึ่งถามผม “พูดได้หรือยัง? บอกสิ่งที่เราต้องการรู้มา นี่คือโอกาสสุดท้าย” ผมข่มความเจ็บปวดไว้ ยืดหลังตรงและพูดเฉียบขาดว่า “ผมไม่มีอะไรจะบอกคุณ” เขาเดือดดาลและตะโกน “ปากหนักนักนะ แต่ฉันไม่คิดว่าจะทำให้แกเปิดปากไม่ได้ เรามีทางของเรา!” พอเขาพูดอย่างนั้น เจ้าหน้าที่สองคนก็ลากผมไปหน้าเครื่องปั่นไฟ บังคับให้ผมนั่งกับพื้น ถอดรองเท้าถุงเท้าผมออก เอาสายไฟสองเส้นมาจากเครื่องปั่นไฟ พันเส้นหนึ่งรอบนิ้วก้อยเท้าซ้ายของผม และพันอีกเส้นรอบนิ้วก้อยมือข้างซ้าย แล้วก็เริ่มเดินเครื่องปั่นไฟ จากช้าแล้วค่อยเร็วขึ้น ผมรู้สึกชาและปวดไปทั่วตัว แล้วผมก็เริ่มชักกระตุก ผมขดตัวงอตามสัญชาตญาณและร้องออกมา พอเห็นผมขดตัวงอ ตำรวจก็หยุด แต่ยังถามผมต่อ ผมกัดฟันแน่นและไม่พูดอะไร พอเห็นอย่างนั้น ตำรวจนายหนึ่งก็เริ่มเดินเครื่อง หยุด แล้วเริ่มใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอเห็นว่าผมยังไม่พูด เขาย้ายสายไฟไปที่มือและเท้าขวาผม แล้วเปิดและปิดเครื่องหกหรือเจ็ดครั้งได้ ช็อตไฟผมจนผมชาและปวดไปทั่วทั้งตัว หัวใจผมเต้นแรง ผมหายใจแทบไม่ออก พวกเขาหยุดเพียงเพราะกลัวว่าผมจะตาย ผมนอนแน่นิ่งบนพื้น ไร้สิ้นซึ่งกำลัง เหมือนเป็นซากศพ ตำรวจเห็นว่าผมไม่ยอมสารภาพ จึงเอาสายไฟออกจากมือและเท้าขวาผม โยนทิ้งลงบนพื้น ถอนหายใจหงุดหงิด แล้วพาผมกลับเข้าห้องขัง พอเห็นอย่างนั้น ผมรู้ว่าซาตานถูกทำให้อับอายจนถ้วนทั่วและพ่ายแพ้แล้ว พระเจ้าทรงได้รับพระเกียรติแล้ว ผมทนทุกข์เล็กน้อยในเนื้อหนัง แต่วิญญาณรู้สึกได้รับการหนุนใจ รู้สึกอ่อนหวาน และความเจ็บปวดทางการก็ลดลงมาก

พอกลับไปที่ห้องขัง นักโทษสองคนได้รู้ว่าผมยังไม่ยอมพูด พวกเขายกนิ้วให้และพูดว่า “คุณเก่งมาก ไม่มีใครในห้องขังเราเทียบคุณได้เลย! พวกนั้นทุบตีคุณ ทรมานคุณตลอดเวลา แต่คุณไม่ยอมแพ้ ผมประทับใจมาก!” อีกคนก็ยกนิ้วให้ผมและพูดว่า “คุณเป็นคนจริง เราทุกคนชื่นชมคุณ!” ได้ยินอย่างนั้นทำให้ผมสำนึกพระคุณพระเจ้า ผมมอบเกียรติทั้งหมดนั้นให้พระองค์ ผมรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์สำเร็จลุล่วงในตัวผม เพราะพระเจ้าทรงนำให้ผมมองทะลุอุบายของซาตาน และมีชัยเหนือการทำลายล้างของมาร ให้ผมได้ยืนหยัดเป็นพยาน หลังตำรวจกังขังผมโดยผิดกฎหมายละทรมานผมห้าเดือนเต็ม พวกเขาก็ปล่อยตัวผมเพราะไม่พบหลักฐานการกระทำผิด ผมมีบาดแผลทั่วร่างกาย และผอมแห้งเหลือแต่กระดูก จากที่หนัก 180 ปอนด์ก็เหลือไม่ถึง 110 ปอนด์ ตำรวจยังไม่ยอมปล่อยผมจริงๆ ยังคงจำกัดอิสรภาพผมอยู่ ยืนกรานให้ผมขอใบรับรองและจดหมายแนะนำถ้าออกนอกเมือง และจะไปไม่ได้ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเขต

หลังจากติดคุกนานกว่าห้าเดือน ถูกปีศาจพวกนั้นทารุณ ผมได้ทนทุกข์ไม่น้อย แต่ก็ได้เรียนรู้เยอะมาก พอได้ผ่านเรื่องทั้งหมดนั้น ผมได้เห็นจริงๆ ว่าพรรคคอมมิวนิสต์เกลียดความจริงแค่ไหน และแก่นแท้ที่เกลียดพระเจ้า ชั่ว และขวาจัดของมัน ผมปฏิเสธมันจากก้นบึ้งของหัวใจ ความเชื่อในพระเจ้าของผมก็ลึกยิ่งขึ้น ผมได้ประสบกับความรักและความรอดของพระองค์เพื่อมวลมนุษย์ ได้เห็นกฎเกณฑ์และความทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระเจ้า และสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชของพระวจนะพระองค์ ได้รู้สึกว่าพระวจนะพระองค์ล้ำค่าแค่ไหน เป็นชีวิตของเราโดยแท้ มอบความเชื่อและให้กำลังกับเรา ช่วยเราหลีกหนีจากกำลังบังคับแห่งความมืด! เหมือนที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสไว้ว่า “พระเจ้าไม่เคยทรงห่างหายไปจากหัวใจของมนุษย์ และพระองค์สถิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์ตลอดเวลา พระองค์ทรงเป็นแรงขับเคลื่อนสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ รากฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์ และแหล่งสะสมอันอุดมสำหรับการดำรงอยู่ของมนุษย์หลังกำเนิด…พลังชีวิตของพระเจ้าสามารถพิชิตพลังอำนาจใดๆ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมากล้นเกินกว่าพลังอำนาจใดๆ ชีวิตของพระองค์เป็นนิรันดร์ ฤทธานุภาพของพระองค์นั้นพิเศษกว่าความธรรมดาสามัญ และพลังชีวิตของพระองค์ก็ไม่สามารถถูกเอาชนะได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดหรือกองกำลังศัตรูใด” (“พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายเท่านั้นที่สามารถประทานหนทางแห่งชีวิตนิรันดร์แก่มนุษย์ได้” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ออกจากโรงพยาบาลบ้า

โดย เสียวเฉ่า, ประเทศจีน เดือนมกราคมปี 2012 เพื่อนบ้านแบ่งปันข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กับฉัน...

คนที่ชอบเอาใจผู้อื่นสามารถได้รับการสรรเสริญจากพระเจ้าหรือไม่?

โดย หลิวอี้ ประเทศจีน ก่อนฉันจะมาเป็นผู้เชื่อ ฉันมักระมัดระวังที่จะไม่ทำให้ผู้อื่นขุ่นเคือง และฉันก็เข้ากันได้กับทุกคน...

การแก้ไขสิ่งจูงใจของฉันในหน้าที่ของฉันให้ถูกต้อง

โดย เซี่ยหยู ประเทศจีน ฉันได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้นำคริสตจักรเมื่อเดือนมิถุนายนที่แล้ว ณ เวลานั้น ฉันตื่นเต้นเร้าใจและรู้สึกว่า...

ติดต่อเราผ่าน Messenger