พวกคุณพูดว่า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาในเนื้อหนัง ในรูปสัณฐานของบุคคลชาวจีน พวกเราไม่สามารถยอมรับการนั้นได้ ตามสิ่งที่เขียนอยู่ในพระคัมภีร์ องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงจากไปในรูปสัณฐานของคนยิว ดังนั้น พวกเราเชื่อว่า เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาในช่วงระหว่างยุคสุดท้าย ก็ควรทรงอยู่ในรูปสัณฐานของคนยิวด้วยเช่นกัน พระองค์จะทรงสามารถเสด็จมาในรูปสัณฐานของบุคคลชาวจีนได้อย่างไรเล่า?

วันที่ 17 เดือน 03 ปี 2021

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดทั่วทั้งจักรวาลและในอาณาจักรเบื้องบน พระองค์จะทรงสามารถอธิบายถึงพระองค์เองอย่างครบถ้วนโดยใช้ฉายาของมนุษย์ได้กระนั้นหรือ? พระเจ้าทรงสวมพระองค์เองในเนื้อหนังนี้เพื่อที่จะทรงพระราชกิจช่วงระยะหนึ่งของพระองค์ ไม่มีนัยสำคัญเฉพาะแต่อย่างใดต่อฉายาของเนื้อหนังนี้ มันไม่มีความสัมพันธ์ใดกับการผ่านไปของยุคทั้งหลาย อีกทั้งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพระอุปนิสัยของพระเจ้า เหตุใดพระเยซูจึงมิได้ทรงอนุญาตให้พระฉายาของพระองค์คงเหลืออยู่? เหตุใดพระองค์มิได้ทรงปล่อยให้มนุษย์วาดพระฉายาของพระองค์เพื่อที่มันจะได้ถูกส่งต่อไปยังชนรุ่นต่อไป? เหตุใดพระองค์มิได้ทรงอนุญาตให้ผู้คนยอมรับว่าพระฉายาของพระองค์คือพระฉายาของพระเจ้า? ถึงแม้ว่าฉายาของมนุษย์ถูกสร้างขึ้นในพระฉายาของพระเจ้า แต่มันจะเป็นไปได้หรือที่การปรากฏของมนุษย์จะเป็นตัวแสดงแทนพระฉายาอันเป็นที่ยกย่องของพระเจ้า? เมื่อพระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เพียงเสด็จลงจากสวรรค์มาเป็นมนุษย์ที่เฉพาะเจาะจงคนหนึ่ง คือพระวิญญาณของพระองค์นั่นเองที่เสด็จลงมาเป็นมนุษย์ ซึ่งพระองค์ทรงใช้ผ่านทางเพื่อทรงพระราชกิจของพระวิญญาณ คือพระวิญญาณนั่นเองที่มีการแสดงออกเป็นมนุษย์ และคือพระวิญญาณนั่นเองที่ทรงพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนัง พระราชกิจที่ทรงทำในเนื้อหนังนั้นเป็นตัวแทนพระวิญญาณได้อย่างครบถ้วน และเนื้อหนังนั้นก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของพระราชกิจ แต่นั่นมิได้หมายความว่าฉายาของเนื้อหนังนั้นจะเป็นสิ่งแทนที่พระฉายาที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง นี่มิใช่จุดประสงค์หรือนัยสำคัญของการที่พระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพียงเพื่อให้พระวิญญาณได้พบสถานที่ที่จะพักอาศัยที่เหมาะกับการทรงพระราชกิจของพระองค์เท่านั้น เพื่อสัมฤทธิ์ผลพระราชกิจของพระองค์ในเนื้อหนังได้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้คนสามารถมองเห็นกิจการทั้งหลายของพระองค์ เข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์ ได้ยินพระวจนะของพระองค์ และรู้จักความอัศจรรย์ของพระราชกิจของพระองค์ พระนามของพระองค์เป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์เป็นตัวแทนพระอัตลักษณ์ของพระองค์ แต่พระองค์ไม่เคยตรัสไว้ว่าการทรงปรากฏเป็นมนุษย์ของพระองค์เป็นตัวแทนพระฉายาของพระองค์ นั่นเป็นเพียงมโนคติอันหลงผิดของมนุษย์เท่านั้น และดังนั้น แง่มุมที่สำคัญยิ่งของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าก็คือพระนามของพระองค์ พระราชกิจของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์ และเพศสภาพของพระองค์ เหล่านี้ถูกใช้เพื่อเป็นตัวแทนการบริหารจัดการของพระองค์ในยุคนี้ การทรงปรากฏเป็นมนุษย์ของพระองค์ไม่มีความสัมพันธ์แต่อย่างใดกับการบริหารจัดการของพระองค์ โดยเป็นเพียงเพื่อประโยชน์ของพระราชกิจของพระองค์ ณ เวลานั้นเท่านั้น กระนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์จะไม่ทรงมีการปรากฏที่เฉพาะเจาะจง และดังนั้นพระองค์จึงทรงเลือกครอบครัวที่เหมาะสมเพื่อกำหนดการทรงปรากฏของพระองค์ หากการทรงปรากฏของพระเจ้าจะต้องมีนัยสำคัญแบบตัวแทน เช่นนั้นแล้วพวกเหล่านั้นทั้งหมดที่มีคุณลักษณะทางใบหน้าคล้ายกับใบหน้าของพระองค์ก็คงจะเป็นตัวแทนพระเจ้าด้วยเช่นกัน นั่นจะไม่เป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์หรอกหรือ? มนุษย์ได้วาดพระฉายาลักษณ์ของพระเยซูขึ้นมาเพื่อที่มนุษย์จะได้นมัสการพระองค์ ณ เวลานั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์มิได้ทรงให้คำแนะนำพิเศษแต่อย่างใด และดังนั้น มนุษย์จึงได้ส่งต่อพระฉายาลักษณ์ที่จินตนาการไว้นั้นมาจนกระทั่งถึงวันนี้ ในความจริงนั้น ตามเจตนารมณ์เดิมของพระเจ้า มนุษย์ไม่ควรได้ทำการนั้น มันเป็นเพียงความกระตือรือร้นของมนุษย์ที่เป็นเหตุให้พระฉายาลักษณ์ของพระเยซูยังคงมีอยู่จนกระทั่งวันนี้ พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และมนุษย์จะไม่มีวันสามารถครอบคลุมสิ่งที่พระฉายาของพระองค์เป็นในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้ายได้ พระอุปนิสัยของพระองค์เท่านั้นที่สามารถเป็นตัวแทนพระฉายาของพระองค์ได้ ส่วนการทรงปรากฏของพระนาสิกของพระองค์ พระโอษฐ์ของพระองค์ พระเนตรของพระองค์ และพระเกศาของพระองค์ เหล่านี้นั้นอยู่นอกเหนือความสามารถของเจ้าที่จะครอบคลุมได้ เมื่อวิวรณ์ได้มาถึงยอห์น เขาได้เห็นพระฉายาของบุตรมนุษย์ กล่าวคือ ที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์นั้นคือดาบสองคม พระเนตรของพระองค์เป็นเหมือนเปลวไฟ พระเศียรและพระเกศาของพระองค์เป็นสีขาวเหมือนขนแกะ พระบาทของพระองค์เป็นเหมือนทองสัมฤทธิ์ขัดเงา และมีขอบสีทองรอบพระอุระของพระองค์ ถึงแม้ว่าถ้อยคำของเขาแจ่มชัดอย่างยิ่ง แต่พระฉายาของพระเจ้าที่เขาพรรณนาไว้นั้นมิใช่ฉายาของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่ง สิ่งที่เขาได้เห็นเป็นเพียงนิมิตหนึ่งเท่านั้น และมิใช่ฉายาของบุคคลจากโลกทางวัตถุ ยอห์นได้มองเห็นนิมิต แต่เขามิได้ประจักษ์กับการทรงปรากฏที่แท้จริงของพระเจ้า ฉายาของเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้า ที่เป็นฉายาของสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหนึ่งนั้น ไม่สามารถที่จะเป็นตัวแทนพระอุปนิสัยของพระเจ้าในความครบถ้วนบริบูรณ์ของมันได้ เมื่อพระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น พระองค์ได้ตรัสว่าพระองค์ทรงทำเช่นนั้นในพระฉายาของพระองค์เอง และได้ทรงสร้างเพศชายและเพศหญิง ณ เวลานั้น พระองค์ได้ตรัสว่าพระองค์ได้ทรงสร้างเพศชายและเพศหญิงในพระฉายาของพระเจ้า ถึงแม้ว่าฉายาของมนุษย์จะคล้ายคลึงกับพระฉายาของพระเจ้า แต่การนี้ไม่สามารถตีความอนุมานเป็นการหมายความว่าการปรากฏของมนุษย์นั้นเป็นพระฉายาของพระเจ้า และเจ้าไม่สามารถใช้ภาษาของมวลมนุษย์เพื่อแสดงตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างครบถ้วนถึงพระฉายาของพระเจ้าได้ เพราะพระเจ้าทรงเป็นที่ยกย่องยิ่งนัก ทรงยิ่งใหญ่ยิ่งนัก ทรงน่าอัศจรรย์และยากหยั่งถึงได้ยิ่งนัก!

ตัดตอนมาจาก “นิมิตแห่งพระราชกิจของพระเจ้า (3)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เนื้อหนังซึ่งทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าควรไปจากแผ่นดินโลกทันทีที่พระราชกิจซึ่งพระองค์ทรงจำเป็นต้องทำนั้นเสร็จบริบูรณ์ เนื่องจากพระองค์ทรงมาเพื่อทรงพระราชกิจที่พระองค์ทรงพึงกระทำเท่านั้น และหาใช่เพื่อทรงแสดงพระฉายาของพระองค์ต่อผู้คนไม่ แม้ว่านัยสำคัญแห่งการจุติเป็นมนุษย์ได้ลุล่วงไปแล้วโดยพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองคราว แต่พระองค์ก็ยังคงจะไม่ทรงสำแดงพระองค์เองอย่างเปิดเผยต่อชนชาติใดที่ไม่เคยได้เห็นพระองค์มาก่อน พระเยซูจะไม่มีวันทรงแสดงพระองค์เองต่อพวกยิวในฐานะองค์ตะวันแห่งความชอบธรรมอีกแล้ว ทั้งยังจะไม่เสด็จขึ้นไปยังภูเขามะกอกเทศและทรงปรากฏต่อผู้คนทั้งหมด กล่าวคือ ทั้งหมดที่พวกยิวได้เห็นกันไปนั้นเป็นรูปภาพของพระเยซูในช่วงระหว่างกาลสมัยของพระองค์ในยูเดีย นี่เป็นเพราะพระราชกิจของพระเยซูในการจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์นั้นได้จบลงไปเมื่อสองพันปีที่แล้ว พระองค์จะไม่ทรงกลับไปที่ยูเดียในรูปลักษณ์ของคนยิว นับประสาอะไรที่จะทรงแสดงพระองค์เองในรูปลักษณ์ของคนยิวต่อชนต่างชาติใดๆ เพราะพระฉายาของพระเยซูที่ทรงบังเกิดเป็นเนื้อหนังนั้นเป็นแค่รูปลักษณ์ของคนยิว และไม่ใช่พระฉายาของบุตรมนุษย์ที่ยอห์นได้เห็น แม้ว่าพระเยซูได้ทรงสัญญาต่อเหล่าผู้ติดตามของพระองค์ว่าพระองค์จะเสด็จมาอีก แต่พระองค์จะไม่ทรงแสดงพระองค์เองในรูปลักษณ์ของคนยิวอย่างเรียบง่ายต่อบรรดาผู้ที่อยู่ในชนต่างชาติทั้งหมด พวกเจ้าจึงพึงรู้เถิดว่าพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นไปเพื่อเปิดยุคหนึ่งขึ้นมา พระราชกิจนี้จำกัดอยู่ภายในเวลาไม่กี่ปี และพระองค์จึงไม่ทรงสามารถที่จะทำให้พระราชกิจทั้งหมดของพระวิญญาณของพระเจ้าเสร็จสิ้นได้ ในทำนองเดียวกัน พระฉายาของพระเยซูที่เป็นคนยิวก็สามารถเป็นตัวแทนได้เพียงพระฉายาของพระเจ้าในขณะที่พระองค์ได้ทรงงานอยู่ในยูเดียเท่านั้น และพระองค์ได้ทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจแห่งการถูกตรึงกางเขนเท่านั้น ในระหว่างช่วงเวลาที่พระเยซูได้ทรงอยู่ในเนื้อหนัง พระองค์ไม่ได้ทรงสามารถปฏิบัติพระราชกิจแห่งการนำพายุคไปสู่บทอวสานหรือสู่การทำลายล้างมวลมนุษย์ ดังนั้น หลังจากที่พระองค์ได้ทรงถูกตรึงกางเขนและได้ทรงสรุปปิดตัวพระราชกิจของพระองค์ไปแล้ว พระองค์ได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และทรงปกปิดพระองค์เองจากมนุษย์ตลอดกาล จากนั้นมา บรรดาผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อจากชนต่างชาติทั้งหลายจึงไร้ความสามารถที่จะมองเห็นการสำแดงขององค์พระเยซูเจ้าได้ มีก็แต่เพียงรูปภาพของพระองค์ที่พวกเขาได้ป้ายไว้บนผนังเท่านั้น รูปภาพนี้เป็นแค่รูปภาพที่มนุษย์วาดขึ้นเท่านั้น และหาใช่พระฉายาที่พระเจ้าพระองค์เองได้ทรงแสดงต่อมนุษย์ไม่ พระเจ้าจะไม่ทรงแสดงพระองค์เองอย่างเปิดเผยต่อมวลชนในพระฉายาของตอนที่พระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองคราว พระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำท่ามกลางมวลมนุษย์นั้นก็คือการอนุญาตให้พวกเขาได้เข้าใจพระอุปนิสัยของพระองค์ ทั้งหมดนี้ถูกแสดงออกต่อมนุษย์โดยวิถีทางของพระราชกิจของยุคต่างๆ ที่แตกต่างกัน กล่าวคือมันถูกทำให้สำเร็จลุล่วงโดยผ่านทางพระอุปนิสัยที่พระองค์ได้ทรงทำให้เป็นที่รู้กันไปแล้ว และโดยผ่านทางพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติไปแล้ว มากกว่าจะโดยผ่านทางการสำแดงของพระเยซู นี่กล่าวได้ว่า พระฉายาของพระเจ้าไม่ได้ถูกทำให้เป็นที่รู้จักต่อมนุษย์โดยผ่านทางพระฉายาที่ทรงจุติเป็นมนุษย์ แต่กลับโดยผ่านทางพระราชกิจที่ถูกดำเนินการจนเสร็จสิ้นโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งมีทั้งพระฉายาและพระรูปสัณฐาน และพระฉายาของพระองค์จึงได้ถูกแสดงและพระอุปนิสัยของพระองค์จึงได้ถูกทำให้เป็นที่รู้กันโดยผ่านทางพระราชกิจของพระองค์นี่เอง นี่คือนัยสำคัญของพระราชกิจที่พระองค์ทรงปรารถนาที่จะทำในเนื้อหนัง

ตัดตอนมาจาก “ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (2)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

พระเยซูและเรามาจากวิญญาณหนึ่งเดียว แม้เราไม่มีความเกี่ยวข้องกันในเนื้อหนังมนุษย์ของเรา แต่วิญญาณของเราเป็นหนึ่งเดียว แม้เนื้อหาของสิ่งที่เราทำและงานที่เราดำเนินจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่เราก็มีแก่นแท้ที่เหมือนกัน เนื้อหนังมนุษย์ของเรามีรูปร่างแตกต่างกัน แต่นี่เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและข้อพึงประสงค์ที่ต่างกันออกไปในงานของเรา พันธกิจของเราไม่เหมือนกัน ดังนั้นงานที่เราทำให้เกิดขึ้นและอุปนิสัยที่เราเปิดเผยต่อมนุษย์จึงแตกต่างกันด้วยเช่นกัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสิ่งที่มนุษย์มองเห็นและเข้าใจในวันนี้จึงไม่เหมือนกับในอดีต นั่นเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ถึงแม้ว่าทั้งสองพระองค์ทรงแตกต่างกันในเพศและรูปสัณฐานของเนื้อหนังมนุษย์ของพระองค์ทั้งสอง และที่พระองค์ทั้งสองจะไม่ได้ทรงกำเนิดในครอบครัวเดียวกัน และยิ่งไม่ได้ทรงกำเนิดในช่วงเวลาเดียวกัน แต่กระนั้น พระวิญญาณของพระองค์ทั้งสองก็เป็นหนึ่งเดียว แม้เนื้อหนังมนุษย์ของพระองค์ทั้งสองไม่ได้ร่วมสายโลหิตกันและไม่มีความเป็นญาติมิตรในลักษณะใดต่อกันทางกายภาพ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพระองค์ทั้งสองทรงเป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงจุติมาในสองช่วงเวลาที่ต่างกัน เป็นความจริงที่มิอาจหักล้างได้ว่าพระองค์ทั้งสองเป็นมนุษย์ที่พระเจ้าทรงจุติมา แม้ว่าพระองค์ทั้งสองไม่ได้ทรงเป็นสายเลือดเดียวกันและไม่ได้ทรงร่วมใช้ภาษามนุษย์เดียวกันก็ตาม (พระองค์หนึ่งเป็นชายซึ่งตรัสภาษาของพวกยิว และอีกพระองค์เป็นหญิงซึ่งตรัสภาษาจีนเท่านั้น) ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พระองค์ทั้งสองจึงทรงใช้ชีวิตคนละประเทศ เพื่อปฏิบัติพระราชกิจตามที่มีความเหมาะสมกับแต่ละพระองค์ และในช่วงเวลาที่แตกต่างด้วยเช่นกัน แม้พระองค์ทั้งสองทรงเป็นพระวิญญาณเดียวกันที่มีแก่นแท้เดียวกัน แต่เปลือกนอกของเนื้อหนังมนุษย์ของพระองค์ทั้งสองก็ไม่มีความคล้ายกันโดยสิ้นเชิง ทั้งหมดที่พระองค์ทั้งสองทรงมีเหมือนกันคือสภาวะความเป็นมนุษย์ แต่สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของเนื้อหนังมนุษย์และรูปการณ์แวดล้อมในการประสูติของพระองค์ทั้งสองแล้ว พระองค์ทั้งสองไม่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลกระทบต่อพระราชกิจเฉพาะของทั้งสองพระองค์ หรือความรู้ที่มนุษย์มีเกี่ยวกับพระองค์ทั้งสอง เพราะในการวิเคราะห์ขั้นสุดท้ายแล้ว พระองค์ทั้งสองทรงเป็นพระวิญญาณเดียวกันและไม่มีใครสามารถแยกพระองค์ทั้งสองออกจากกันได้ ถึงแม้ว่าพระองค์ทั้งสองไม่ทรงมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่การดำรงอยู่ทั้งหมดทั้งมวลของพระองค์ทั้งสองอยู่ภายใต้การควบคุมโดยพระวิญญาณของพระองค์ ซึ่งทรงจัดสรรพระราชกิจที่แตกต่างกันในช่วงเวลาที่แตกต่างกันให้แก่พระองค์ทั้งสอง และจัดสรรเนื้อหนังมนุษย์ของพระองค์ทั้งสองไปยังสายเลือดที่ต่างกัน พระวิญญาณของพระยาห์เวห์ไม่ใช่พระบิดาของพระวิญญาณของพระเยซู และพระวิญญาณของพระเยซูไม่ใช่พระบุตรของพระวิญญาณของพระยาห์เวห์ พระวิญญาณเหล่านี้เป็นพระวิญญาณหนึ่งเดียวกัน ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าซึ่งทรงจุติมาเป็นมนุษย์ในวันนี้กับพระเยซูนั้นมิได้ทรงมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกัน แต่พระองค์ทั้งสองทรงเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่เป็นเพราะพระวิญญาณของพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน

ตัดตอนมาจาก “การจุติเป็นมนุษย์สองครั้งทำให้นัยสำคัญของการจุติเป็นมนุษย์สมบูรณ์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

มันไม่ยากที่จะสืบค้นเข้าไปในสิ่งเช่นนี้ แต่มันจำเป็นที่พวกเราแต่ละคนต้องรู้ความจริงข้อนี้ กล่าวคือ พระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์จะทรงครองแก่นแท้ของพระเจ้า และพระองค์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์จะทรงครองการแสดงออกของพระเจ้า ในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงก่อเกิดพระราชกิจที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะทำ และในเมื่อพระเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์จะทรงแสดงออกถึงสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และจะทรงสามารถนำความจริงสู่มนุษย์ ประทานชีวิตให้เขาและชี้หนทางให้เขา เนื้อหนังที่ไม่มีแก่นแท้ของพระเจ้านั้นไม่ถือว่าเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน ในเรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยแต่อย่างใด หากมนุษย์ตั้งใจจะสืบค้นลงไปว่านั่นคือเนื้อหนังจากการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นแล้วเขาต้องยืนยันเรื่องนี้จากพระอุปนิสัยที่พระองค์ทรงแสดงออกและพระวจนะที่พระองค์ตรัส ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การที่จะยืนยันว่าเป็นเนื้อหนังจากการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้าหรือไม่ และเป็นหนทางที่แท้จริงหรือไม่นั้น คนเราต้องแยกแยะบนพื้นฐานของแก่นแท้ของพระองค์ และดังนั้น ในการกำหนดว่านั่นเป็นเนื้อหนังของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์หรือไม่ กุญแจอยู่ในแก่นแท้ของพระองค์ (พระราชกิจของพระองค์ ถ้อยดำรัสของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์และแง่มุมอื่นๆ มากมาย) มากกว่ารูปปรากฏภายนอก หากมนุษย์พินิจพิเคราะห์เพียงแค่พระรูปปรากฏภายนอกของพระองค์ และส่งผลให้มองข้ามแก่นแท้ของพระองค์ นี่ก็แสดงว่ามนุษย์มืดบอดและไม่รู้เท่าทัน รูปปรากฏภายนอกไม่สามารถกำหนดแก่นแท้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พระราชกิจของพระเจ้าไม่มีวันสามารถสอดคล้องกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ได้ พระรูปปรากฏภายนอกของพระเยซูไม่ได้ขัดกับมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์หรอกหรือ? โฉมพระพักตร์และเครื่องทรงของพระองค์ไม่สามารถให้เบาะแสเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์แท้จริงของพระองค์ได้หรอกหรือ? พวกฟาริสียุคแรกสุดไม่ได้ต่อต้านพระเยซูอย่างจริงจังก็เพราะพวกเขาแค่มองที่พระรูปปรากฏภายนอกของพระองค์เท่านั้น และหาได้ใส่ใจพระวจนะในพระโอษฐ์ของพระองค์หรอกหรือ? เรามีความหวังว่าพี่น้องชายหญิงทุกคนที่แสวงหาการทรงปรากฏของพระเจ้าจะไม่ซ้ำรอยโศกนาฏกรรมแห่งประวัติศาสตร์ เจ้าต้องไม่กลายเป็นพวกฟาริสีแห่งยุคปัจจุบันและตอกตรึงพระเจ้ากับกางเขนอีกครั้ง เจ้าควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงวิธีต้อนรับการทรงกลับมาของพระเจ้า และเจ้าควรมีจิตใจที่แจ่มชัดเกี่ยวกับวิธีที่จะเป็นใครบางคนซึ่งนบนอบต่อความจริง นี่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่กำลังรอให้พระเยซูทรงกลับมาโดยการขี่มาบนก้อนเมฆ

ตัดตอนมาจาก คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ในช่วงระหว่างยุคพระคุณ พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทำหน้าที่เป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปสำหรับมวลมนุษย์ ด้วยการนั้นจึงเป็นการไถ่มวลมนุษย์จากบาป พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งในยุคสุดท้าย พระองค์ทรงแสดงความจริงและทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา และการชำระมวลมนุษย์ให้สะอาดและช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจากอิทธิพลของซาตานอย่างถึงที่สุด เหตุใดพระองค์จึงต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สองหนเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งความรอดของมวลมนุษย์? นัยสำคัญที่แท้จริงของการทรงจุติเป็นมนุษย์สองหนนี้คืออะไรหรือ?

ข้อพระคัมภีร์สำหรับอ้างอิง “พระคริสต์ก็ฉันนั้น คือพระองค์ทรงถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาครั้งเดียวเป็นพอ...