ถ้าเรายอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เราจะได้รับประกันให้เข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์หรือเปล่า

ตอบ: พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสถึงปัญหาข้อนี้ไว้ชัดเจนก่อนอื่นเรามาดูสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้กันก่อนนะครับ

การทรงกลับมาของพระเยซูเป็นความรอดที่ยิ่งใหญ่สำหรับบรรดาผู้ที่สามารถยอมรับความจริงได้ แต่สำหรับพวกที่ไร้ความสามารถที่จะยอมรับความจริงได้แล้ว นี่เองคือหมายสำคัญหนึ่งแห่งการกล่าวโทษ พวกเจ้าควรเลือกเส้นทางของพวกเจ้าเอง และไม่ควรหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์และปฏิเสธความจริง เจ้าไม่ควรเป็นคนที่ไม่รู้เท่าทันและโอหัง แต่เป็นคนที่เชื่อฟังการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์และถวิลหาและแสวงหาความจริง พวกเจ้าจะได้รับประโยชน์ด้วยวิธีนี้เท่านั้น” (“ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

เราจะยอมให้ทุกคนที่ติดตามเรารู้ข้อเท็จจริงนี้ว่า พวกที่ไม่สามารถยอมรับวจนะของเราได้อย่างครบถ้วน พวกที่ไม่สามารถนำวจนะของเราไปฝึกฝนปฏิบัติได้ พวกที่ไม่สามารถค้นหาจุดประสงค์ในวจนะของเราได้ และพวกที่ไม่สามารถได้รับความรอดเพราะวจนะของเรา คือพวกที่ได้ถูกกล่าวโทษโดยวจนะของเราและยิ่งไปกว่านั้นคือ ได้สูญเสียความรอดของเรา และไม้เรียวของเราจะไม่มีวันห่างจากพวกเขาเลย” (“พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของเจ้า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

หากเจ้ามีความเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่แสวงหาความจริงหรือน้ำพระทัยของพระเจ้า อีกทั้งไม่รักหนทางซึ่งนำพาเจ้าเข้าสนิทกับพระเจ้ายิ่งขึ้น เช่นนั้นแล้ว เราบอกว่าเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่กำลังพยายามเลี่ยงหนีการพิพากษา และว่าเจ้าเป็นหุ่นเชิดและคนทรยศที่หลบหนีจากมหาบัลลังก์สีขาว พระเจ้าจะไม่ทรงผ่อนผันแก่เหล่ากบฏที่หลบหนีจากใต้พระเนตรของพระองค์ พวกมนุษย์เช่นนั้นจะยิ่งได้รับการลงโทษที่รุนแรงมากกว่า บรรดาผู้ที่มาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อรับการพิพากษา และยิ่งกว่านั้นคือ ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว จะมีชีวิตในราชอาณาจักรของพระเจ้าตลอดกาล แน่นอนว่านี่คือบางสิ่งที่เป็นของอนาคต” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

จากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เราสามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงช่วยผู้คนให้รอดบนพื้นฐานของหลักปฏิบัติข้อหนึ่ง ที่ว่าคนทั้งหมดที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะสามารถได้รับการช่วยให้รอดและเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ได้นั้นไม่เป็นความจริง การที่ผู้คนที่ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะมีจุดหมายปลายทางที่ดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขารักและไล่ตามความจริงหรือไม่ และพวกเขายอมรับและเชื่อฟังการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าหรือไม่ และด้วยเหตุนั้นจึงทำให้ได้รับความจริง ปลดปล่อยตัวเองจากอุปนิสัยแบบซาตานที่เสื่อมทรามและได้รับการชำระให้สะอาด การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าในยุคสุดท้ายเป็นโอกาสเดียวสำหรับมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามที่จะได้รับการช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ มีเพียงบรรดาผู้ที่รักความจริง เชื่อฟังการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า การทดสอบและกระบวนการถลุงของพระองค์ ได้รับความจริง และได้รับการชำระให้สะอาดเท่านั้น ที่จะถูกนำเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ พวกคนที่ไม่ยอมรับความจริงหรือเชื่อฟังการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า จะถูกพระองค์ทรงละทิ้ง และพวกคนที่ทำความชั่วทุกรูปแบบจะถูกลงโทษ พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้ายจะจัดหมวดหมู่ทุกคนตามประเภทของพวกเขา ไม่ว่าผู้คนจะสามารถยอมรับและเชื่อฟังการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ได้รับความจริง และได้รับการชำระให้สะอาดได้หรือไม่ นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่ว่าพวกเขาสามารถได้รับความรอดและเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์ได้หรือไม่ ไม่ว่าผู้คนจะสามารถยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายได้หรือไม่ นั้นเกี่ยวพันกับชะตากรรม บั้นปลาย และผลลัพธ์สุดท้ายของพวกเขา มาอ่านอีกบทตอนจากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กันครับ “บัดนี้เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าอะไรคือการพิพากษาและอะไรคือความจริง? หากเจ้าเข้าใจแล้ว เราขอเตือนให้เจ้ายอมหมอบราบอย่างเชื่อฟังต่อการถูกพิพากษา ไม่เช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่มีวันได้โอกาสได้รับการชมเชยจากพระเจ้าหรือถูกพระองค์ทรงนำเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ พวกผู้ที่ยอมรับเพียงการพิพากษาเท่านั้น แต่ไม่สามารถชำระให้บริสุทธิ์ได้ กล่าวคือพวกผู้ที่หลบหนีไปกลางพระราชกิจแห่งการพิพากษา จะถูกรังเกียจและปฏิเสธโดยพระเจ้าตลอดกาล บาปนานาของพวกเขานั้นมากมายและน่าสลดใจยิ่งกว่าของพวกฟาริสี เพราะพวกเขาได้ทรยศพระเจ้าและเป็นพวกกบฏต่อพระเจ้า ผู้คนเช่นนี้ซึ่งไม่คู่ควรแม้แต่จะทำการปรนนิบัติจะได้รับการลงโทษที่รุนแรงกว่า ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เป็นการลงโทษที่ยาวนานตลอดกาล พระเจ้าจะไม่ทรงละเว้นคนทรยศใดๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยแสดงความจงรักภักดีอย่างชัดแจ้งด้วยคำพูดแต่แล้วก็ทรยศพระองค์ ผู้คนเช่นนี้จะได้รับบทลงโทษที่รุนแรงสาสมผ่านการลงโทษจิตวิญญาณ ดวงจิต และร่างกาย นี่ไม่ใช่การเปิดเผยพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าอย่างแม่นยำหรอกหรือ? นี่ไม่ใช่จุดประสงค์ของพระเจ้าในการพิพากษามนุษย์และเปิดโปงเขาหรอกหรือ? พระเจ้าทรงส่งทุกคนที่กระทำสิ่งชั่วร้ายทุกชนิดในช่วงเวลาแห่งการพิพากษาไปยังสถานที่ที่ยุบยับไปด้วยวิญญาณชั่วร้ายและปล่อยให้วิญญาณชั่วร้ายเหล่านี้ทำลายร่างกายอันเต็มไปด้วยเนื้อหนังของพวกเขาตามที่พวกมันปรารถนา และร่างกายของผู้คนเหล่านั้นส่งกลิ่นเหม็นของซากศพ นั่นคือบทลงโทษที่เหมาะสมของพวกเขา พระเจ้าทรงจารึกบาปทั้งหมดทุกครั้งของเหล่าผู้เชื่อจอมปลอม สาวกจอมปลอมและคนงานจอมปลอมลงในสมุดบันทึกของพวกเขา และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พระองค์ทรงโยนพวกเขาทิ้งท่ามกลางวิญญาณที่ไม่สะอาด ปล่อยให้วิญญาณที่ไม่สะอาดเหล่านี้สร้างมลทินให้ทั่วร่างกายของพวกเขาตามอำเภอใจ เพื่อที่พวกเขาจะไม่มีวันได้เกิดใหม่และไม่มีวันได้เห็นความสว่างอีกเลย บรรดาผู้เสแสร้งที่ทำงานรับใช้ในช่วงเวลาหนึ่งแต่ไม่สามารถจงรักภักดีต่อไปได้จนถึงปลายทางถูกพระเจ้านับรวมกับคนชั่ว เพื่อที่พวกเขาจะเดินตามคำแนะนำของคนชั่วและกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชนโกลาหลไร้ระเบียบของพวกนั้น ในที่สุด พระเจ้าจะทำลายล้างพวกเขา พระเจ้าทรงทอดทิ้งและไม่ทรงใส่พระทัยรับรู้ถึงพวกผู้ที่ไม่เคยจงรักภักดีต่อพระคริสต์หรือไม่เคยแบ่งปันสิ่งใดจากพละกำลังของพวกเขา และเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนยุค พระองค์จะทรงทำลายล้างพวกเขาทั้งหมด พวกเขาจะไม่ดำรงอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป และยิ่งไม่ได้รับเส้นทางเดินเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า บรรดาพวกที่ไม่เคยจริงใจกับพระเจ้า แต่ถูกสถานการณ์บังคับให้ติดต่อกับพระองค์อย่างขอไปทีนั้น ถูกนับรวมกับบรรดาผู้ที่รับใช้ผู้คนของพระองค์ มีผู้คนเช่นนี้เพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่จะอยู่รอด ขณะที่ส่วนใหญ่จะต้องพินาศพร้อมกับพวกที่ไม่มีคุณสมบัติแม้แต่จะทำการปรนนิบัติด้วยซ้ำ ในท้ายที่สุด พระเจ้าจะทรงนำสู่ราชอาณาจักรของพระองค์ซึ่งบรรดาคนเหล่านั้นทั้งหมดที่มีจิตใจเช่นเดียวกับพระเจ้า ผู้คนและบุตรของพระเจ้า และผู้ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าให้เป็นปุโรหิต พวกเขาจะเป็นสิ่งกลั่นกรองจากพระราชกิจของพระเจ้า สำหรับพวกที่ไม่สามารถจัดอยู่ในหมวดหมู่ใดๆ ที่พระเจ้ากำหนด พวกเขาจะถูกนับรวมกับบรรดาผู้ไม่เชื่อ—และพวกเจ้าสามารถจินตนาการได้อย่างแน่นอนว่าบทอวสานของพวกเขาจะเป็นเช่นไร เราได้บอกพวกเจ้าทั้งหมดที่เราควรบอกแล้ว ถนนที่พวกเจ้าเลือกเป็นตัวเลือกของพวกเจ้าเพียงลำพัง สิ่งที่พวกเจ้าควรเข้าใจคือสิ่งนี้: พระราชกิจของพระเจ้าไม่เคยรอผู้ใดที่ไม่สามารถก้าวทันพระองค์ และพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระเจ้าไม่แสดงความเมตตาต่อมนุษย์ผู้ใด” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ตัดตอนจากบทภาพยนตร์เรื่อง ความทรงจำอันเจ็บปวด

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พวกคุณพูดว่าพระคริสต์ทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต นี่เป็นคำพยานของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่พระคัมภีร์ก็ได้บันทึกถ้อยคำของผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจิตวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ และสาวกบางคนขององค์พระเยซูเจ้าไว้ด้วย การแสดงออกของพวกเขานับเป็นพระวจนะของพระเจ้าด้วยไหมล่ะ ถ้าสิ่งที่พวกเขาพูดก็นับเป็นพระวจนะของพระเจ้าจริงๆ งั้นพวกเขาไม่ใช่ความจริง หนทาง และชีวิตด้วยเหรอ เท่าที่ผมบอกได้ ไม่มีความแตกต่างระหว่างถ้อยคำของพวกเขาและพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าเลย ทั้งหมดนับเป็นพระวจนะของพระเจ้า ทำไมถ้อยคำเหล่านั้นไม่นับเป็นความ หนทาง และชีวิตล่ะ

ตอบ: ถ้าบรรดาผู้เชื่อสามารถระลึกได้อย่างแท้จริงพระคริสต์ทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต ก็เป็นเรื่องยอดเยี่ยมจริงๆ...