พระเจ้าทรงใช้หนทางอันทรงมหิทธิฤทธิ์และทรงพระปัญญาของพระองค์เพื่อจัดหาทุกสรรพสิ่งและธำรงความอยู่รอดของมวลมนุษย์

วันที่ 02 เดือน 10 ปี 2020

หัวข้ออะไรหรือที่พวกเราเพิ่งได้เสวนากันไป? พวกเราได้เริ่มต้นโดยการพูดคุยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อสภาพแวดล้อมนั้นและการตระเตรียมทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงทำ พวกเราได้เสวนาสิ่งที่พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการ สัมพันธภาพระหว่างสิ่งทั้งหลายแห่งการทรงสร้าง ซึ่งพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์ และวิธีที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการสัมพันธภาพเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งทั้งหลายแห่งการทรงสร้างของพระองค์ทำอันตรายมวลมนุษย์ พระเจ้ายังได้ทรงทำให้อันตรายที่ปัจจัยต่างๆ มากมายภายในการทรงสร้างของพระองค์อาจมีต่อสภาพแวดล้อมของมวลมนุษย์นั้นทุเลาลงเช่นกัน อันเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกสรรพสิ่งทำหน้าที่ต่อจุดประสงค์สูงสุดของพวกมัน และนำพาสภาพแวดล้อมที่เป็นคุณประโยชน์พร้อมด้วยองค์ประกอบที่เป็นคุณประโยชน์มาสู่มวลมนุษย์ ด้วยเหตุนั้น จึงทำให้มวลมนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้ และดำเนินวงจรชีวิตและการขยายพันธุ์ต่อไปได้อย่างคงที่ ถัดมา พวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับอาหารที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ—อาหารและเครื่องดื่มประจำวันของมวลมนุษย์ นี่ก็เป็นสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับความอยู่รอดของมวลมนุษย์เช่นกัน กล่าวคือ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหายใจเพียงอย่างเดียว โดยมีเพียงแค่แสงอาทิตย์เพื่อการยังชีพ หรือลม หรืออุณหภูมิที่เหมาะสม มนุษย์ยังจำเป็นต้องเติมท้องของพวกเขาให้เต็มอีกด้วย และพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมแหล่งที่มาของสิ่งทั้งหลายไว้สำหรับมวลมนุษย์แล้วโดยไม่มองข้ามสิ่งใดเลย เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้ทำเช่นนั้น ซึ่งก็คือแหล่งอาหารของมวลมนุษย์นั่นเอง เมื่อเจ้าได้เห็นผลิตผลอันมั่งคั่งและเอื้ออารีเช่นนี้—แหล่งที่มาของอาหารและเครื่องดื่มของมวลมนุษย์—เจ้าจะสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งที่มาของการจัดหาสำหรับมวลมนุษย์และสำหรับสรรพสิ่งทั้งมวลแห่งการทรงสร้างของพระองค์? หากในช่วงระหว่างเวลาแห่งการทรงสร้าง พระเจ้าได้ทรงสร้างเพียงแค่ต้นไม้และต้นหญ้าหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จำนวนเท่าใดก็ตาม และหากสิ่งมีชีวิตและพืชต่างๆ เหล่านี้มีไว้ให้วัวและแกะกินทั้งหมด หรือมีไว้ให้ม้าลาย กวาง และสัตว์ประเภทอื่นๆ อีกหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่นสิงโตต้องกินสิ่งทั้งหลายเช่นม้าลายและกวาง และเสือต้องกินสิ่งทั้งหลายเช่นแกะและหมู—แต่ไม่มีแม้สักสิ่งเดียวที่เหมาะสมให้มนุษย์กินแล้ว มันจะใช้ได้หรือไม่? มันจะใช้ไม่ได้ มวลมนุษย์คงจะไม่มีความสามารถที่จะอยู่รอดได้นาน จะเกิดอะไรขึ้นหากมนุษย์กินแต่ใบไม้เท่านั้น? มันจะใช้ได้หรือไม่? มนุษย์จะสามารถกินต้นหญ้าที่มีไว้สำหรับแกะหรือไม่? มันอาจจะไม่เป็นไรหากพวกเขาได้ลองสักนิดหน่อย แต่หากพวกเขาได้กินสิ่งทั้งหลายเช่นนั้นเป็นเวลานาน ท้องของพวกเขาก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะทนยอมรับได้ และผู้คนก็คงจะไม่ได้มีชีวิตอยู่ยืนยาว มีแม้แต่สิ่งทั้งหลายที่สัตว์สามารถกินได้แต่เป็นพิษต่อมนุษย์—สัตว์กินพวกมันโดยไม่มีผลสืบเนื่องตามมา แต่สำหรับมนุษย์ไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ ดังนั้นพระเจ้าทรงรู้ดีที่สุดถึงหลักการทั้งหลายและโครงสร้างของร่างกายมนุษย์และสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องการ พระเจ้าทรงรู้จักอย่างกระจ่างแจ้งเพียบพร้อมถึงสิ่งประกอบและสิ่งที่บรรจุอยู่ของร่างกาย ความต้องการที่จำเป็นของร่างกายและการทำหน้าที่ของอวัยวะภายในของร่างกาย และวิธีที่พวกมันดูดซับ กำจัด และเผาผลาญสสารต่างๆ มนุษย์ไม่รู้ บางครั้งพวกเขากินอย่างผลีผลาม หรือหลงไปใช้วิธีดูแลตนเองอย่างไม่ระมัดระวัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่มากเกินไปเป็นเหตุให้เกิดความไม่สมดุล หากเจ้ากินและชื่นชมสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้เจ้าในหนทางปกติ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่มีปัญหาสุขภาพ ต่อให้บางครั้งเจ้าประสบกับอารมณ์เสียต่างๆ และเจ้ามีภาวะเลือดหนืด นี่ก็ไม่สร้างปัญหาอะไรเลย เจ้าเพียงแค่จำเป็นต้องกินพืชบางประเภท และภาวะเลือดหนืดก็จะหายไป พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมสำหรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า มวลมนุษย์อยู่เหนือสิ่งมีชีวิตอื่นใดอย่างมาก พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับพืชแต่ละประเภท และพระองค์ได้ทรงตระเตรียมอาหารและสภาพแวดล้อมสำหรับสัตว์แต่ละประเภท แต่มวลมนุษย์มีความต้องการที่จำเป็นอันเคร่งครัดชัดเจนที่สุดต่อสภาพแวดล้อม และความต้องการที่จำเป็นเหล่านั้นก็ไม่อาจถูกมองข้ามได้แม้เพียงเล็กน้อย หากเป็นเช่นนั้น มวลมนุษย์ก็คงจะไร้ความสามารถที่จะพัฒนาและมีชีวิตอยู่และขยายพันธุ์ต่อไปได้ในหนทางปกติ เป็นพระเจ้านั่นเองที่ทรงรู้ดีที่สุดในพระทัยของพระองค์ เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำเช่นนี้ พระองค์ได้ทรงให้ความสำคัญกับการนั้นมากกว่าสิ่งอื่นใด ลางทีเจ้าอาจไร้ความสามารถที่จะสำนึกรับรู้ความสำคัญของสิ่งที่ไม่น่าสนใจบางสิ่งที่เจ้าสามารถมองเห็นและชื่นชมในชีวิตของเจ้า หรือบางสิ่งที่เจ้ามองเห็นและชื่นชมซึ่งเจ้าได้มีมาตั้งแต่เกิด แต่พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมไว้แล้วสำหรับเจ้านานมาแล้วหรือไม่ก็ทรงทำอย่างลับๆ พระเจ้าได้ทรงขจัดและทำให้องค์ประกอบเชิงลบทั้งหมดที่ไม่เอื้ออำนวยต่อมวลมนุษย์และอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ทุเลาลงจนถึงขอบข่ายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เป็นไปได้ การนี้แสดงให้เห็นอะไรหรือ? นั่นแสดงให้เห็นท่าทีที่พระเจ้าได้ทรงมีต่อมวลมนุษย์เมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขาคราวนี้หรือไม่? ท่าทีนั้นคืออะไร? ท่าทีของพระเจ้ารอบคอบและเอาจริงเอาจัง และไม่ได้ยอมทนให้มีการแทรกแซงโดยกำลังบังคับของศัตรูหรือปัจจัยภายนอกหรือสภาพเงื่อนไขอันใดที่ไม่ใช่ของพระองค์ ในการนี้สามารถมองเห็นท่าทีของพระเจ้าในการทรงสร้างและบริหารจัดการมวลมนุษย์คราวนี้ได้ และท่าทีของพระเจ้าคืออะไรหรือ? โดยผ่านทางสภาพแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดและชีวิตที่มวลมนุษย์ชื่นชม รวมถึงในอาหารและเครื่องดื่มประจำวันและความต้องการที่จำเป็นรายวันของพวกเขา พวกเราสามารถมองเห็นท่าทีแห่งความรับผิดชอบของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ซึ่งพระองค์ได้ทรงยึดถือมานับตั้งแต่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ ตลอดจนความมุ่งมั่นของพระองค์ที่จะทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ณ เวลานี้ ความจริงแท้ของพระเจ้าสามารถมองเห็นได้ในสิ่งเหล่านี้หรือไม่? ความน่าอัศจรรย์ของพระองค์เล่า? ความไม่สามารถหยั่งถึงได้ของพระองค์เล่า? ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์เล่า? พระเจ้าทรงใช้หนทางอันทรงพระปัญญาและเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์เพื่อจัดเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์ทั้งปวง ตลอดจนการจัดเตรียมสิ่งทั้งหลายทั้งหมดแห่งการทรงสร้างของพระองค์ บัดนี้ที่เราได้พูดกับเจ้าไปมากมายยิ่งนักแล้ว พวกเจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง? (ได้) นั่นเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน เจ้ามีข้อสงสัยอันใดหรือไม่? (ไม่) การจัดเตรียมของพระเจ้าสำหรับทุกสรรพสิ่งเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง เพราะพระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาของการจัดเตรียมที่ได้ทำให้ทุกสรรพสิ่งสามารถดำรงอยู่ มีชีวิต ขยายพันธุ์ และดำเนินต่อไป และไม่มีแหล่งที่มาอื่นใดยกเว้นพระเจ้าพระองค์เอง พระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อความต้องการที่จำเป็นทั้งหมดของทุกสรรพสิ่งและความต้องการที่จำเป็นทั้งหมดของมวลมนุษย์ ไม่ว่าเหล่านั้นเป็นความต้องการที่จำเป็นด้านสภาพแวดล้อมพื้นฐานที่สุดของผู้คน ความต้องการที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของพวกเขา หรือความต้องการที่จำเป็นสำหรับความจริงที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้แก่จิตวิญญาณของผู้คน พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าและสถานะของพระองค์มีความสำคัญต่อมวลมนุษย์อย่างมากในทุกทาง พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง กล่าวคือ พระเจ้าทรงเป็นองค์ผู้ปกครอง องค์เจ้านาย และองค์ผู้จัดเตรียมของโลกนี้ โลกนี้ที่ผู้คนสามารถมองเห็นและรู้สึกได้ สำหรับมวลมนุษย์แล้ว นี่ไม่ใช่พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าหรอกหรือ? ไม่มีสิ่งใดเป็นเท็จในการนี้ ดังนั้นเมื่อเจ้าเห็นนกกำลังบินบนท้องฟ้า เจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถบินได้ มีสิ่งมีชีวิตที่ว่ายในน้ำ และพวกมันมีหนทางของพวกมันเองในการอยู่รอด ต้นไม้และพืชพรรณที่อาศัยอยู่ในดินผลิดอกและงอกงามในฤดูใบไม้ผลิ และออกผลและผลัดใบในฤดูใบไม้ร่วง และเมื่อถึงฤดูหนาวใบไม้ทั้งหมดก็ร่วงไปเมื่อพืชพรรณเหล่านั้นตระเตรียมที่จะกรำฝ่าให้พ้นฤดูหนาวไปได้ นั่นคือหนทางแห่งความอยู่รอดของพวกมัน พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และแต่ละสิ่งดำรงชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันและหนทางที่แตกต่างกันและใช้วิธีการที่แตกต่างกันเพื่อจัดแสดงพลังชีวิตของมันและรูปแบบที่มันดำรงชีวิตอยู่ ไม่สำคัญว่าสิ่งทั้งหลายจะดำเนินชีวิตอย่างไร สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า อะไรหรือคือพระประสงค์ของพระเจ้าในการปกครองรูปแบบที่แตกต่างกันทั้งมวลของชีวิตและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย? นั่นเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความอยู่รอดของมวลมนุษย์ใช่หรือไม่? พระองค์ทรงควบคุมกฎแห่งชีวิตทั้งมวล ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์แห่งความอยู่รอดของมวลมนุษย์ นี่แสดงให้เห็นเลยว่าความอยู่รอดของมนุษย์สำคัญเพียงใดสำหรับพระเจ้า

ความสามารถของมวลมนุษย์ในความอยู่รอดและขยายพันธุ์ไปตามปกตินั้นสำคัญเป็นที่สุดต่อพระเจ้า เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงกำลังทรงจัดเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์อยู่เนืองนิตย์ พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับทุกสรรพสิ่งในหนทางที่แตกต่างกัน และโดยการธำรงรักษาความอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงทำให้มวลมนุษย์สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปได้ อันเป็นการธำรงรักษาความอยู่รอดตามปกติของมนุษยชาติ เหล่านี้คือสองแง่มุมของการสามัคคีธรรมของพวกเราในวันนี้ สองแง่มุมเหล่านี้คืออะไรหรือ? (จากมุมมองมหัพภาค พระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ นั่นคือแง่มุมแรก พระเจ้ายังได้ทรงตระเตรียมสิ่งที่เป็นวัตถุทั้งหลายที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมีและสามารถมองเห็นและสัมผัสได้) พวกเราได้สามัคคีธรรมหัวข้อหลักของพวกเราผ่านทางสองแง่มุมนี้ หัวข้อหลักของพวกเราคืออะไรหรือ? (พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง) บัดนี้เจ้าควรมีความเข้าใจบ้างแล้ว ถึงเหตุผลที่การสามัคคีธรรมของเราในหัวข้อนี้ได้มีเนื้อหาเช่นนี้ ได้มีการเสวนาใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหลักหรือไม่? ไม่มีเลย! บางทีหลังจากได้ยินสิ่งเหล่านี้ พวกเจ้าบางคนอาจได้รับความเข้าใจบ้างแล้ว และบัดนี้รู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้มีน้ำหนัก ว่าคำพูดเหล่านี้สำคัญมาก แต่คนอื่นอาจมีเพียงความเข้าใจตามตัวอักษรบ้างเท่านั้นและรู้สึกว่า โดยตัวของพวกมันเองแล้ว คำพูดเหล่านี้ช่างไม่มีความสำคัญเลย ไม่สำคัญว่าพวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ในชั่วขณะปัจจุบันอย่างไร เมื่อประสบการณ์ของพวกเจ้าได้มาถึงวันเฉพาะวันหนึ่ง เมื่อความเข้าใจของพวกเจ้าไปถึงจุดเฉพาะจุดหนึ่ง นั่นคือเมื่อความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้าและพระเจ้าพระองค์เองไปถึงระดับหนึ่ง เมื่อนั้นพวกเจ้าจะใช้คำพูดของพวกเจ้าเองซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงในการนำส่งคำพยานอันลุ่มลึกและจริงแท้ต่อการกระทำของพระเจ้า

เราคิดว่า ความเข้าใจในปัจจุบันของพวกเจ้ายังคงตื้นเขินและเป็นไปตามตัวอักษรมากทีเดียว แต่เมื่อได้ฟังการสามัคคีธรรมของเราทั้งสองแง่มุมเหล่านี้แล้ว อย่างน้อยเจ้าสามารถระลึกได้หรือไม่ว่า อะไรคือวิธีการที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อจัดเตรียมให้กับมวลมนุษย์ หรือสิ่งใดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้กับมวลมนุษย์? เจ้ามีมโนทัศน์พื้นฐาน ความเข้าใจพื้นฐานหรือไม่? (มี) แต่สองแง่มุมเหล่านี้ที่เราได้สามัคคีธรรมกันไปเกี่ยวโยงกับพระคัมภีร์หรือไม่? สองแง่มุมเหล่านี้เกี่ยวโยงกับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าในยุคแห่งราชอาณาจักรหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเล่า เราจึงได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับสองแง่มุมนั้น? เป็นเพราะผู้คนต้องเข้าใจสองแง่มุมนั้นเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าใช่หรือไม่? (ใช่) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้และก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ในขณะที่เจ้าพยายามเข้าใจพระเจ้าในความครบถ้วนทั้งมวลของพระองค์ จงอย่าจำกัดตัวเองกับพระคัมภีร์ และจงอย่าจำกัดตัวเองกับการที่พระเจ้าทรงพิพากษาและทรงตีสอนมนุษย์ จุดประสงค์ของเราที่พูดการนี้คืออะไร? นั่นก็เพื่อให้ผู้คนรู้ว่าพระเจ้าไม่ทรงเป็นเพียงพระเจ้าของประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ในเวลานี้เจ้าติดตามพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกที่ไม่ติดตามพระองค์หรือไม่? พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพวกผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่ติดตามพระองค์หรือไม่? พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของทุกสรรพสิ่งหรือไม่? (เป็น) เช่นนั้นแล้วพระราชกิจและการกระทำของพระเจ้าถูกจำกัดในวงเขตเฉพาะบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์เท่านั้นหรือไม่? (ไม่) อะไรคือวงเขตของพระราชกิจและการกระทำของพระองค์? ในระดับที่เล็กที่สุด วงเขตของพระราชกิจและการกระทำของพระองค์โอบล้อมมวลมนุษย์ทั้งปวงและทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้าง ในระดับสูงสุด วงเขตนั้นโอบล้อมทั้งจักรวาล ซึ่งผู้คนไม่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้น พวกเราอาจพูดว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์และทรงแสดงการกระทำของพระองค์ท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง และนี่ก็เพียงพอที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนมารู้จักพระเจ้าพระองค์เองในความครบถ้วนทั้งมวลของพระองค์ หากเจ้าต้องการรู้จักพระเจ้า รู้จักพระองค์อย่างแท้จริง เข้าใจพระองค์อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว จงอย่าจำกัดตัวเองอยู่กับพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระเจ้า หรืออยู่กับเรื่องราวทั้งหลายเกี่ยวกับพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติในอดีตเท่านั้น หากเจ้าพยายามรู้จักพระองค์ในหนทางนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังวางข้อจำกัดต่อพระเจ้า กำลังจำกัดขอบเขตพระองค์ เจ้ากำลังเห็นพระเจ้าทรงเป็นบางสิ่งที่เล็กมาก การทำเช่นนั้นจะส่งผลต่อผู้คนอย่างไร? เจ้าคงจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้จักความน่าอัศจรรย์และมไหศวรรย์ของพระเจ้า อีกทั้งฤทธานุภาพและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์และวงเขตแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ ความเข้าใจเช่นนั้นคงจะมีผลกระทบต่อความสามารถของเจ้าที่จะยอมรับความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นองค์ผู้ปกครองของทุกสรรพสิ่ง ตลอดจนความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และสถานภาพที่แท้จริงของพระเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้ามีวงเขตที่จำกัด เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าสามารถรับได้ก็จำกัดเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่เจ้าต้องทำให้วงเขตของเจ้ากว้างขึ้นและขยายเส้นขอบฟ้าของเจ้า เจ้าควรพยายามเข้าใจสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด—วงเขตของพระราชกิจของพระเจ้า การบริหารจัดการของพระองค์ การปกครองของพระองค์ และทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงบริหารจัดการและที่พระองค์ทรงปกครอง เจ้าควรมาเข้าใจการกระทำของพระเจ้าโดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้นี่เอง ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ เจ้าจะมารู้สึกโดยไม่ทันตระหนักว่าพระเจ้าทรงปกครอง ทรงบริหารจัดการ และทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่งท่ามกลางพวกเขา และเจ้าก็จะรู้สึกอย่างแท้จริงว่าเจ้าเป็นส่วนหนึ่งและสมาชิกคนหนึ่งของทุกสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน ในขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่ง เจ้าก็กำลังยอมรับการปกครองและการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้ ทุกสรรพสิ่งอยู่ภายใต้กฎของตัวเองภายใต้การปกครองของพระเจ้า และภายใต้การปกครองของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งมีกฎเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ชะตากรรมและความต้องการของมวลมนุษย์ก็ถูกพันธนาการไว้ด้วยกันกับการปกครองและการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน นั่นคือเหตุผลที่ภายใต้อำนาจครอบครองและการปกครองของพระเจ้า มวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งเชื่อมโยงกัน พึ่งพากันและกันและถักทอเข้าด้วยกัน นี่คือจุดประสงค์และคุณค่าของการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าทรงทำให้สัมพันธภาพระหว่างทุกสรรพสิ่งมีสมดุลเพื่อประทานสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่มีเสถียรภาพแก่มวลมนุษย์

พระเจ้าทรงสำแดงกิจการของพระองค์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และท่ามกลางทุกสรรพสิ่งพระองค์ทรงปกครองและทรงควบคุมกฎของทุกสรรพสิ่ง...

เรื่องเล่าที่ 2 ภูเขาใหญ่ ลำธารน้อย ลมรุนแรง และคลื่นยักษ์

มีลำธารสายน้อยสายหนึ่งที่เลี้ยวลดไปมา จนในที่สุดก็มาถึงที่ตีนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง ภูเขาได้บังกั้นเส้นทางของลำธารจิ๋วนี้ไว้ ดังนั้น...

พระเจ้าทรงสร้าง ทรงปกครอง และทรงบริหารจัดการทั้งหมด//อย่างครบถ้วนบริบูรณ์เพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษย์

สองเรื่องที่เราเพิ่งได้บอกเล่าไปนั้น ถึงแม้ว่าเนื้อหาและลักษณะการแสดงออกจะผิดปกติไปเล็กน้อย...

พระเจ้าทรงวาดอาณาเขตสำหรับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลาย

วันนี้ เราจะพูดถึงหัวข้อเกี่ยวกับว่า กฎประเภทนี้ที่พระเจ้าได้ทรงนำมาสู่ทุกสรรพสิ่งนั้น เลี้ยงดูมวลมนุษย์ทั้งปวงอย่างไร...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger