ธรรมบัญญัติของพระเจ้าสำหรับทุกสรรพสิ่งนั้นโยงใยกับความอยู่รอดของมวลมนุษย์อย่างมิอาจแยกจากกันได้

วันที่ 02 เดือน 10 ปี 2020

หลังจากการพูดคุยเกี่ยวกับบางสิ่งเหล่านี้แล้ว ตอนนี้พวกเจ้ารู้สึกว่าเจ้าได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับหัวข้อหลักที่พวกเราเพิ่งจะหารือกันไปหรือไม่? เจ้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังเริ่มที่จะเข้าใจมันหรือไม่? เราเชื่อว่าบัดนี้เจ้าควรรู้คร่าวๆ ว่าเหตุใดเราจึงได้เลือกที่จะพูดถึงแง่มุมเหล่านี้ภายในหัวข้อที่กว้างกว่า เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่? บางทีเจ้าอาจสามารถพูดคุยสักเล็กน้อยเกี่ยวกับว่าพวกเจ้าเข้าใจมันมากเพียงใด? (มวลมนุษย์ทั้งปวงได้ถูกเลี้ยงดูโดยกฎที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดพิจารณาไว้สำหรับทุกสรรพสิ่ง เมื่อพระเจ้ากำลังทรงกำหนดพิจารณากฎเหล่านี้ พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันโดยมีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ลีลาชีวิตที่แตกต่างกัน อาหารที่แตกต่างกัน และสภาพอากาศและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน นี่เป็นเช่นนั้นก็เพื่อที่มวลมนุษย์ทั้งปวงจะสามารถลงหลักปักฐานบนแผ่นดินโลกและอยู่รอดได้ จากการนี้ข้าพเจ้าสามารถเห็นว่าแผนการของพระเจ้าสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์นั้นเที่ยงตรงมาก และข้าพเจ้าสามารถเห็นพระปรีชาญาณและความเพียบพร้อมของพระองค์ และความรักของพระองค์สำหรับพวกเราเหล่ามนุษย์) (กฎและวงเขตที่กำหนดพิจารณาโดยพระเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งใด ทั้งหมดอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์) เมื่อมองจากมุมมองของกฎที่กำหนดพิจารณาโดยพระเจ้าสำหรับการเติบโตของทุกสรรพสิ่ง มิใช่ว่ามวลมนุษย์ทั้งปวง ในความหลากหลายทั้งหมดของมวลมนุษย์เอง ล้วนได้รับการจัดเตรียมและได้รับการเลี้ยงดูโดยพระเจ้าหรอกหรือ? หากกฎเหล่านี้ถูกทำลายหรือหากพระเจ้ามิได้ทรงสถาปนากฎเหล่านี้ไว้สำหรับมวลมนุษย์แล้วไซร้ ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร? ภายหลังจากที่มนุษย์ได้สูญเสียสภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับการอยู่รอดของพวกเขา พวกเขาจะมีแหล่งอาหารใดหรือไม่? เป็นไปได้ว่าแหล่งอาหารนั้นจะกลายเป็นปัญหา หากผู้คนสูญเสียแหล่งอาหารของพวกเขา กล่าวคือ หากพวกเขาไม่สามารถหาอะไรกินได้เลย พวกเขาจะสามารถอยู่ต่อไปได้อีกกี่วัน? เป็นไปได้ที่พวกเขาคงจะไม่อยู่ได้นานแม้แต่เดือนเดียว และการอยู่รอดจริงๆ ของพวกเขาก็คงจะกลายเป็นปัญหา ดังนั้นแล้วทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงทำสำหรับการอยู่รอดของผู้คน สำหรับการดำรงอยู่อันต่อเนื่อง การสืบพันธุ์ และความเป็นอยู่ของพวกเขานั้นสำคัญมาก ทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงทำท่ามกลางสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระองค์นั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดและไม่สามารถแยกจากการอยู่รอดของมวลมนุษย์ได้ หากการอยู่รอดของมวลมนุษย์ได้กลายเป็นปัญหา การบริหารจัดการของพระเจ้าจะสามารถดำเนินต่อไปได้หรือไม่? การบริหารจัดการของพระเจ้าจะยังคงมีอยู่หรือไม่? การบริหารจัดการของพระเจ้าอยู่คู่กันกับความอยู่รอดของมวลมนุษย์ทั้งปวงผู้ซึ่งพระองค์ทรงเลี้ยงดู ดังนั้นแล้วไม่ว่าพระเจ้าทรงตระเตรียมการอะไรสำหรับทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์และพระองค์ทรงทำอะไรสำหรับพวกมนุษย์ การนี้ทั้งหมดจำเป็นสำหรับพระองค์ และมันสำคัญมากสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ หากกฎเหล่านี้ที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดพิจารณาสำหรับทุกสรรพสิ่งถูกพรากจากไป หากกฎเหล่านี้ถูกทำลายลงหรือถูกทำให้หยุดชะงัก ทุกสรรพสิ่งก็คงจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีกต่อไป สภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ก็คงจะไม่ดำรงอยู่ต่อไป อีกทั้งเสบียงอาหารในแต่ละวันของพวกเขาก็เช่นกัน และมวลมนุษย์เองก็เช่นกัน ด้วยเหตุผลนี้ การบริหารจัดการของพระเจ้าเกี่ยวกับความรอดของมวลมนุษย์ก็คงจะไม่มีอยู่ต่อไปอีกแล้วเช่นกัน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราได้หารือกัน ทุกๆ สิ่ง ทุกรายการนั้นเชื่อมโยงกับการอยู่รอดของทุกๆ คนอย่างใกล้ชิด พวกเจ้าอาจพูดว่า “สิ่งที่พระองค์กำลังตรัสถึงนั้นใหญ่เกินไป มันไม่ใช่บางสิ่งบางอย่างที่พวกเราสามารถเห็นได้” และบางทีอาจมีผู้คนที่จะพูดว่า “สิ่งที่พระองค์กำลังตรัสถึงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้าพระองค์” อย่างไรก็ดี จงอย่าลืมว่าเจ้ากำลังใช้ชีวิตโดยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของทุกสรรพสิ่ง เจ้าคือผู้หนึ่งท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างภายใต้การปกครองของพระเจ้า สิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้าไม่สามารถถูกแยกออกจากการปกครองของพระองค์ได้ และไม่มีบุคคลสักคนเดียวที่สามารถแยกตัวพวกเขาเองออกจากการปกครองของพระองค์ได้ การสูญเสียการปกครองของพระองค์และการจัดเตรียมของพระองค์ย่อมจะหมายความว่า ชีวิตของผู้คน ชีวิตฝ่ายเนื้อหนังของผู้คน จะหายไป นี่คือความสำคัญของการที่พระเจ้าทรงกำหนดสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์ ไม่สำคัญว่าเจ้าเป็นของเผ่าพันธุ์ใดหรือเจ้าดำรงชีวิตอยู่บนแผ่นดินผืนใด ไม่ว่าจะเป็นในโลกตะวันตกหรือโลกตะวันออก—เจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองจากสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้าได้ทรงจัดตั้งไว้สำหรับมวลมนุษย์ และเจ้าไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองออกจากการเลี้ยงดูและการจัดเตรียมของสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระองค์ได้ทรงจัดตั้งสำหรับมนุษย์ ไม่ว่าการทำมาหากินของเจ้าคืออะไร เจ้าพึ่งพาอะไรเพื่อมีชีวิตอยู่ และเจ้าพึ่งพาอะไรเพื่อยังชีพของเจ้าในเนื้อหนัง เจ้าก็ไม่สามารถแยกตัวเจ้าเองออกจากการปกครองของพระเจ้าและการบริหารจัดการของพระองค์ได้ บางคนพูดว่า “ฉันไม่ใช่เกษตรกร ฉันไม่ได้เพาะปลูกพืชผลเพื่อหาเลี้ยงชีพ ฉันไม่ได้พึ่งพาฟ้าสวรรค์สำหรับอาหารของฉัน ดังนั้นการอยู่รอดของฉันจึงไม่ได้กำลังเกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่กำหนดโดยพระเจ้า ฉันไม่ได้รับสิ่งใดเลยจากสภาพแวดล้อมแบบนั้น” นั่นถูกต้องหรือ? เจ้าพูดว่าเจ้าไม่ได้เพาะปลูกพืชผลเพื่อการดำรงชีวิตของเจ้า แต่เจ้าไม่กินธัญพืชหรอกหรือ? เจ้าไม่กินเนื้อสัตว์และไข่หรอกหรือ? และเจ้าไม่กินผักและผลไม้หรอกหรือ? ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้ากิน สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดที่เจ้าจำเป็นต้องมี ไม่สามารถแยกจากสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดที่พระเจ้ากำหนดให้แก่มวลมนุษย์ได้ และแหล่งที่มาของทุกสิ่งทุกอย่างที่มวลมนุษย์พึงต้องมีนั้นไม่สามารถแยกจากทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างได้ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงของพวกมันประกอบขึ้นเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดของเจ้า น้ำที่เจ้าดื่ม เสื้อผ้าที่เจ้าสวมใส่ และทุกสรรพสิ่งที่เจ้าใช้—สิ่งใดหรือในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ที่ไม่ได้รับมาจากในท่ามกลางสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า? บางคนพูดว่า “มีสิ่งของบางรายการที่ไม่ได้รับมาจากสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า พระองค์ทรงเห็นหรือไม่ พลาสติกคือหนึ่งในรายการสิ่งของเหล่านั้น มันเป็นสิ่งของทางเคมี สิ่งของที่มนุษย์สร้างขึ้น” นั่นถูกต้องหรือ? พลาสติกจริงๆ แล้วคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และมันเป็นสิ่งของทางเคมี แต่องค์ประกอบดั้งเดิมของพลาสติกมาจากไหนกัน? องค์ประกอบดั้งเดิมนั้นได้มาจากวัสดุที่พระเจ้าทรงสร้าง สิ่งต่างๆ ที่เจ้าเห็นและชื่นชม ทุกๆ สิ่งที่เจ้าใช้ มันทั้งหมดได้มาจากสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสร้าง นั่นจึงกล่าวได้ว่า ไม่ว่าบุคคลหนึ่งจะเป็นของเผ่าพันธุ์ใด ไม่ว่าพวกเขาอาจใช้ชีวิตอยู่ในการทำมาหากินอะไรหรือในสภาพแวดล้อมสำหรับการอยู่รอดจำพวกใด พวกเขาไม่สามารถแยกตัวพวกเขาเองออกจากสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ได้ ดังนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้ที่พวกเราได้หารือกันวันนี้ เกี่ยวข้องกับหัวข้อของพวกเราว่าด้วย “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” หรือไม่? สิ่งต่างๆ ที่พวกเราได้หารือกันวันนี้อยู่ภายใต้หัวข้อซึ่งกว้างขึ้นนี้หรือไม่? (ใช่) บางทีบางอย่างในสิ่งที่พวกเราได้พูดถึงในวันนี้นั้นเป็นนามธรรมเล็กน้อยและลำบากยากเย็นที่จะหารือกัน อย่างไรก็ดี เราคิดว่าตอนนี้พวกเจ้าน่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับมันดีขึ้นแล้ว

ในการสามัคคีธรรมสองสามครั้งหลังสุดนี้ แนวข่ายของหัวข้อที่พวกเราได้สามัคคีธรรมกันนั้นมีช่วงค่อนข้างกว้าง และวงเขตของมันก็ค่อนข้างกว้าง ดังนั้นพวกเจ้าจึงต้องใช้ความพยายามอยู่บ้างในการทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมด นี่เป็นเพราะในการเชื่อในพระเจ้าของผู้คน หัวข้อเหล่านี้คือสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยถูกพูดถึงมาก่อน ผู้คนบางคนฟังสิ่งเหล่านี้ในฐานะความล้ำลึกอย่างหนึ่งและผู้คนบางคนฟังสิ่งเหล่านี้ในฐานะเรื่องราวเรื่องหนึ่ง—มุมมองใดเล่าที่ถูกต้อง? พวกเจ้าได้ฟังทั้งหมดนี้จากมุมมองใด? (พวกเราได้เห็นแล้วว่าพระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์อย่างมีวิธีการเพียงใด และได้เห็นแล้วว่าทุกสรรพสิ่งนั้นมีกฎ และโดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้พวกเราสามารถเข้าใจกิจการของพระเจ้าและการจัดการเตรียมการของพระองค์สำหรับความรอดของมวลมนุษย์มากขึ้น) โดยผ่านทางจำนวนครั้งในการสามัคคีธรรมเหล่านี้ พวกเจ้าได้เห็นหรือยังว่าวงเขตของการบริหารจัดการของพระเจ้าเกี่ยวกับทุกสรรพสิ่งนั้นขยายไปไกลเพียงใด? (เหนือมวลมนุษย์ทั้งปวง เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง) พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเผ่าพันธุ์หนึ่งเท่านั้นหรือไม่? พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของผู้คนจำพวกเดียวหรือไม่? พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของมวลมนุษย์หรือไม่? (ไม่ พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นเช่นนั้น) เนื่องจากมันไม่เป็นเช่นนั้น ตามความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้า หากพระองค์ทรงเป็นเพียงพระเจ้าของส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งของมวลมนุษย์ หรือหากพระองค์ทรงเป็นแค่พระเจ้าของพวกเจ้ากลุ่มเดียวเท่านั้น มุมมองนี้ถูกต้องหรือไม่? เนื่องจากพระเจ้าทรงบริหารจัดการและปกครองทุกสรรพสิ่ง ผู้คนจึงควรเห็นกิจการของพระองค์ พระปรีชาญาณของพระองค์ และความทรงมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ที่ได้ถูกเผยให้เห็นในการปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งของพระองค์ นี่คืออะไรบางอย่างที่ผู้คนต้องรู้ หากเจ้ากล่าวว่าพระเจ้าทรงจัดการทุกสรรพสิ่ง ปกครองทุกสรรพสิ่ง และปกครองมวลมนุษย์ทั้งปวง แต่หากเจ้าไม่มีความเข้าใจหรือความรู้ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับการปกครองเหนือมวลมนุษย์ของพระองค์ เจ้าสามารถยอมรับอย่างแท้จริงได้หรือว่าพระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง? ในหัวใจของเจ้า เจ้าอาจคิดว่า “ฉันสามารถทำได้ เพราะฉันเห็นว่าชีวิตของฉันถูกพระเจ้าทรงปกครองอย่างครบถ้วนบริบูรณ์” แต่พระเจ้าทรงเล็กเช่นนั้นจริงๆ หรือ? ไม่ พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นเช่นนั้น! เจ้าเพียงเห็นความรอดของพระเจ้าสำหรับเจ้าและพระราชกิจของพระองค์ในตัวเจ้าเท่านั้น และจากสิ่งเหล่านี้โดยลำพังนั่นเองที่เจ้าเห็นการปกครองของพระองค์ นั่นเป็นวงเขตที่เล็กเกินไป และมันมีผลกระทบที่เป็นผลร้ายต่อความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเจ้าสำหรับความรู้อันถ่องแท้เกี่ยวกับพระเจ้า มันยังจำกัดความรู้อันถ่องแท้ของเจ้าเกี่ยวกับการปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าอีกด้วย หากเจ้าจำกัดความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ที่วงเขตของสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสำหรับเจ้าและความรอดของพระองค์สำหรับเจ้า เจ้าจะไม่มีวันสามารถระลึกได้ว่าพระองค์ทรงปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าพระองค์ทรงปกครองทุกสรรพสิ่ง และทรงปกครองมวลมนุษย์ทั้งปวง เมื่อเจ้าล้มเหลวที่จะระลึกได้ถึงทั้งหมดนี้ เจ้าสามารถระลึกได้อย่างแท้จริงหรือไม่ถึงข้อเท็จจริงที่ว่าพระเจ้าทรงปกครองชะตากรรมของเจ้า? ไม่ เจ้าไม่สามารถระลึกได้ ในหัวใจของเจ้า เจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะระลึกได้ถึงแง่มุมนั้น—เจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะไปถึงระดับความเข้าใจที่สูงเช่นนั้น เจ้าเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังพูดคุยอยู่ใช่ไหม? ที่จริงแล้ว เรารู้ว่าพวกเจ้ามีความสามารถที่จะเข้าใจหัวข้อเหล่านี้ เนื้อหานี้ที่เรากำลังพูดถึงได้ถึงระดับใด ดังนั้นแล้วเหตุใดเล่า เราจึงพูดคุยเกี่ยวกับมันต่อไปเรื่อยๆ? เป็นเพราะหัวข้อเหล่านี้คือสิ่งต่างๆ ที่ผู้ติดตามพระเจ้าทุกๆ คน บุคคลทุกๆ คนที่ต้องการที่จะได้รับการช่วยให้รอดจากพระเจ้าจะต้องซึ้งคุณค่า—สำคัญยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจหัวข้อเหล่านี้ แม้ในขณะนี้เจ้าไม่เข้าใจพวกมัน สักวันหนึ่งเมื่อชีวิตของเจ้าและประสบการณ์ของเจ้าเกี่ยวกับความจริงไปถึงระดับหนึ่ง เมื่อการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยในชีวิตของเจ้าไปถึงระดับหนึ่งและเจ้าบรรลุวุฒิภาวะที่ระดับหนึ่ง เมื่อนั้นเท่านั้นที่หัวข้อเหล่านี้ที่เรากำลังสื่อสารไปยังเจ้าในการสามัคคีธรรมจะตอบสนองและจัดเตรียมให้กับการไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าของเจ้าอย่างแท้จริง ดังนั้นแล้วพระวจนะเหล่านี้จึงเป็นไปเพื่อวางรากฐาน เพื่อตระเตรียมพวกเจ้าสำหรับความเข้าใจในอนาคตของเจ้าที่ว่าพระเจ้าทรงปกครองทุกสรรพสิ่งและสำหรับความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าพระองค์เอง

ความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าในหัวใจของผู้คนมีมากเพียงใด ขอบข่ายของพระฐานะที่พระองค์ทรงมีในหัวใจของพวกเขาก็มีมากเพียงนั้นด้วย ระดับของความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าในหัวใจของพวกเขายิ่งใหญ่เพียงใด พระเจ้าในหัวใจของพวกเขาก็ทรงยิ่งใหญ่เพียงนั้น หากพระเจ้าที่เจ้ารู้จักนั้นว่างเปล่าและคลุมเครือ เช่นนั้นแล้วพระเจ้าที่เจ้าเชื่อก็ว่างเปล่าและคลุมเครือด้วยเช่นกัน พระเจ้าที่เจ้ารู้จักถูกจำกัดไว้ที่วงเขตของชีวิตส่วนตัวของเจ้าเอง และไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เองเลย ด้วยเหตุนี้ การรู้จักการกระทำที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า การรู้จักความเป็นจริงของพระเจ้าและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์ การรู้จักพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง การรู้จักสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น การรู้จักการกระทำที่พระองค์ได้ทรงสำแดงท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์—สิ่งเหล่านี้สำคัญมากต่อบุคคลทุกๆ คนที่ไล่ตามเสาะหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า พวกมันมีผลกระทบโดยตรงต่อการที่ผู้คนจะสามารถเข้าสู่ความเป็นจริงของความจริงได้หรือไม่ หากเจ้าจำกัดความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ที่แค่พระวจนะ หากเจ้าจำกัดมันไว้ที่ประสบการณ์เล็กน้อยของเจ้าเอง ไว้ที่สิ่งที่เจ้าคิดว่าเป็นพระคุณของพระเจ้า หรือคำพยานเล็กน้อยของเจ้าต่อพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเรากล่าวว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เองอย่างแน่นอน ไม่เพียงแค่นั้น ทว่ายังสามารถกล่าวได้อีกด้วยว่าพระเจ้าที่เจ้าเชื่อนั้นเป็นพระเจ้าในจินตนาการ ไม่ใช่พระเจ้าเที่ยงแท้ นี่เป็นเพราะพระเจ้าเที่ยงแท้ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่ปกครองทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทรงดำเนินไปท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทรงบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวที่กุมชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวงและของทุกสิ่งทุกอย่างในพระหัตถ์ของพระองค์ พระราชกิจและการกระทำของพระเจ้าที่เรากำลังพูดถึงนั้นไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ตรงผู้คนในสัดส่วนเล็กๆ กล่าวคือ พวกมันไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ตรงผู้คนที่ติดตามพระองค์ในปัจจุบัน กิจการของพระองค์นั้นสำแดงออกท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ในการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง และในกฎต่างๆ แห่งการเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง

หากเจ้าไม่สามารถเห็นหรือระลึกได้ถึงกิจการใดๆ ของพระเจ้าท่ามกลางทุกสรรพสิ่งของการทรงสร้างของพระองค์ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ไม่สามารถเป็นคำพยานต่อกิจการใดๆ ของพระองค์ได้ หากเจ้าไม่สามารถเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้ายังคงพูดต่อไปถึงผู้ที่เรียกกันว่า “พระเจ้า” องค์เล็กๆ ที่เจ้ารู้จัก พระเจ้าองค์นั้นผู้ถูกจำกัดไว้ที่แนวคิดของเจ้าเองและดำรงอยู่เฉพาะภายในขอบเขตอันคับแคบของจิตใจของเจ้าเท่านั้น หากเจ้ายังคงพูดต่อไปถึงพระเจ้าประเภทนั้น เช่นนั้นแล้วพระเจ้าจะไม่มีวันทรงสรรเสริญความเชื่อของเจ้า ตอนที่เจ้าเป็นคำพยานให้กับพระเจ้า หากเจ้าทำเช่นนั้นเฉพาะในแง่ของวิธีการที่เจ้าชื่นชมพระคุณของพระเจ้า วิธีการที่เจ้ายอมรับการบ่มวินัยของพระเจ้าและการตีสอนของพระองค์ และวิธีการที่เจ้าชื่นชมพรของพระองค์ในการเป็นพยานของเจ้าสำหรับพระองค์แล้วไซร้ นั่นก็ห่างไกลจากคำว่าพอและไม่แม้แต่จะใกล้เคียงกับการทำให้พระองค์พึงพอพระทัย หากเจ้าต้องการเป็นพยานให้กับพระเจ้าในหนทางที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ เป็นพยานให้กับพระเจ้าเที่ยงแท้พระองค์เอง เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นจากการกระทำของพระองค์ เจ้าต้องเห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าจากการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์ และเห็นความจริงเกี่ยวกับวิธีที่พระองค์ทรงจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง หากเจ้ารับรู้เพียงว่าเสบียงอาหารในแต่ละวันของเจ้าและสิ่งจำเป็นพื้นฐานในชีวิตของเจ้านั้นมาจากพระเจ้า แต่เจ้ากลับล้มเหลวที่จะเห็นความจริงที่ว่าพระเจ้าได้ทรงมองทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์เป็นการจัดเตรียมสำหรับมวลมนุษย์ทั้งปวง และที่ว่า พระองค์กำลังทรงนำทางมวลมนุษย์ทั้งปวงโดยการปกครองทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้วเจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะเป็นพยานให้กับพระเจ้าได้ อะไรคือจุดประสงค์ของเราในการกล่าวทั้งหมดนี้? มันก็เป็นไปเพื่อที่พวกเจ้าจะได้ไม่คิดว่าการนี้ไม่สำคัญ เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่เชื่ออย่างผิดๆ ว่าหัวข้อเหล่านี้ที่เราได้พูดถึงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ชีวิตเป็นการส่วนบุคคลของพวกเจ้าเอง และเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่คิดว่าหัวข้อเหล่านี้เป็นแค่ความรู้หรือคำสอนชนิดหนึ่ง หากพวกเจ้าฟังสิ่งที่เรากำลังกล่าวด้วยท่าทีประเภทนั้น เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าก็ย่อมจะไม่ได้รับแม้สักสิ่งเดียว พวกเจ้าจะสูญเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ที่จะได้รู้จักพระเจ้า

อะไรคือเป้าหมายของเราในการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด? เป้าหมายของเราคือการทำให้ผู้คนรู้จักพระเจ้า การทำให้ผู้คนเข้าใจการกระทำอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้า ทันทีที่เจ้าเข้าใจพระเจ้าและเจ้ารู้จักการกระทำของพระองค์ เมื่อนั้นเท่านั้นที่เจ้าจะมีโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะรู้จักพระองค์ ตัวอย่างเช่น หากเจ้าต้องการที่จะเข้าใจบุคคลหนึ่ง เจ้าจะมาเข้าใจพวกเขาได้อย่างไร? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขาหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่สิ่งที่พวกเขาสวมใส่หรือวิธีที่พวกเขาแต่งกายหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่วิธีที่พวกเขาเดินหรือไม่? มันจะเป็นไปโดยผ่านทางการมองที่วงเขตของความรู้ของพวกเขาหรือไม่? (ไม่) ดังนั้นแล้วเจ้าเข้าใจบุคคลหนึ่งอย่างไร? เจ้าตัดสินบนพื้นฐานของคำพูดและพฤติกรรมของบุคคล ความคิดของพวกเขาและสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาแสดงออกและเปิดเผยเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง นี่คือวิธีที่เจ้าได้มารู้จักบุคคลหนึ่ง วิธีที่เจ้าเข้าใจบุคคลหนึ่ง ในทำนองเดียวกัน หากเจ้าต้องการที่จะรู้จักพระเจ้า หากเจ้าต้องการที่จะเข้าใจด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระองค์ ด้านที่เที่ยงแท้ของพระองค์ พวกเจ้าต้องรู้จักพระองค์โดยผ่านทางกิจการของพระองค์และโดยผ่านทางสิ่งอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงทุกๆ สิ่งที่พระองค์ทรงทำ นี่คือวิธีที่ดีที่สุด และเป็นวิธีเดียวเท่านั้น

—พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 9

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างสำหรับมวลมนุษย์: เสียง

สิ่งที่สามคืออะไร? มันก็เป็นบางสิ่งที่เป็นส่วนจำเป็นอย่างยิ่งของสภาพแวดล้อมปกติของการดำรงอยู่ของมนุษย์...

พระเจ้าทรงวาดอาณาเขตสำหรับหมู่นก เหล่าสัตว์ร้าย ปลา หมู่แมลง และพืชพรรณทั้งมวลอันหลากหลาย

เพราะอาณาเขตที่พระเจ้าได้ทรงวาดขึ้นเหล่านี้ ภูมิประเทศอันหลากหลายจึงได้สร้างสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันสำหรับการอยู่รอด...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger