ในวันแห่งการต่อสู้ เพื่อชื่อเสียงและผลประโยชน์

วันที่ 12 เดือน 03 ปี 2022

โดย เซียวต้าน, ประเทศจีน

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฉันรับผิดชอบงานให้น้ำของคริสตจักร งานของเราได้รับผลกระทบจากการขาดผู้ให้น้ำ เรื่องนี้ทำให้ฉันร้อนใจมาก ฉันคิดว่า ถ้าฉันไม่หาคนมาทดแทน ผู้นำอาจคิดว่าฉันไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ขณะที่ฉันกังวลใจกับเรื่องนี้ ผู้นำก็เสนอชื่อผู้สมัครคนหนึ่งมาให้ บอกว่าพี่เสี่ยวตานที่เพิ่งย้ายมาทำหน้าที่ให้น้ำได้ รู้อย่างนั้นฉันก็ตื่นเต้นมาก มันทำให้ฉันสบายใจขึ้นจริงๆ ฉันจัดการนัดพบกับพี่เสี่ยวตานทันที เพื่อจะฝึกฝนเธอและพัฒนางานให้น้ำของเราโดยเร็ว ฉันเจอคนที่จะช่วยให้เธอคุ้นเคยกับหลักธรรม ส่วนฉันก็คอยติดตามความก้าวหน้าของเธอ ไม่นาน ผู้นำก็ส่งข้อความมา ว่าพี่โจว ต้องการให้พี่เสี่ยวตานไปช่วยทำวิดีโอ และพี่เสี่ยวตานก็ยินดีจะไป ฉันถึงกับพูดไม่ออกเลย ฉันดูแลเธอทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่ติดต่อเธอ จัดเตรียมหน้าที่ให้เธอ ฉันอยากให้เธอ ทำได้โดยเร็วที่สุดเพื่อพัฒนางานของเรา แต่พี่โจวกลับเข้ามาแทรก ฉันต้องหาคนอื่นมาช่วย และผู้มาใหม่คงไม่ได้รับการให้น้ำถ้าฉันหาใครไม่ได้ เหล่าผู้นำจะคิดกับฉันยังไง? อีกอย่าง ถ้าพี่เสี่ยวตานฝึกฝนจนทำงานได้ ทุกคนคงคิดว่าพี่โจวเก่ง ที่ฉันลงแรงไปก็จะสูญเปล่า ฉันอยากหาวิธีเพื่อรั้งเธอไว้ ฉันเลยตอบผู้นำไป บอกว่า เราต้องการผู้ให้น้ำโดยด่วน และเราควรประเมินจุดแข็งของคน พี่เสี่ยวตานเคยทำงานให้น้ำมาก่อน ฉันจึงอยากให้พวกเขาไปคุยกับพี่โจว ให้พี่เสี่ยวตานทำหน้าที่ให้น้ำต่อ ฉันได้รับคำตอบในอีกสองวันต่อมา ว่าพี่เสี่ยวตานเคยมีประสบการณ์การตัดต่อภาพสมัยเรียนวิทยาลัย เธอจึงมีพื้นฐานด้านการผลิตวิดีโอ และเธอก็สนใจงานนี้ด้วย ดังนั้นเธอจึงเหมาะกับการผลิตวิดีโอมากกว่า ฉันผิดหวังจริงๆ และคิดว่าพี่เสี่ยวตานไม่มีทางจะสนใจงานนั้นแน่ ถ้าพี่โจวไม่มาชวน แต่ในเมื่อตกลงกันไปแล้ว ฉันเลยต้องหาคนใหม่ โดยเร็วด้วย ไม่อย่างนั้นงานเราจะมีปัญหา และผู้นำคงหาว่าฉันไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงแน่ ฉันจึงมาทบทวนดูสมาชิกคริสตจักรคนอื่นๆ เจอพี่สาวที่มีขีดความสามารถดีสองสามคน ที่เป็นผู้แสวงหาที่ดีและเหมาะกับงานนี้ ในบรรดาพวกเธอ มีพี่หยางที่อบอุ่นและคุยง่าย และผู้มาใหม่ก็ชอบชุมนุมกับเธอ เธอเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มาก ฉันดีใจมาก เริ่มฝึกฝนพี่สาวเหล่านั้นโดยเน้นที่พี่หยางเป็นพิเศษ ฉันคิดว่า ฉันต้องคอยติดตามเรื่องนี้ ให้เธอได้รับการบ่มเพาะโดยเร็วที่สุด ทุกคนจะได้เห็นว่าฉันมีความสามารถ

ในการชุมนุมวันหนึ่ง ผู้นำอีกคนถามถึงพี่เสี่ยวตาน ฉันก็แอบเสียใจอยู่ลึกๆ ฉันอยาก บอกเธอเรื่องที่พี่โจวแย่งตัวพี่เสี่ยวตานไปทำงานผลิตวิดีโอ เธอจะได้จัดการพี่โจวและช่วยฉันเอาพี่เสี่ยวตานกลับมา ฉันจะได้มีคนช่วยเรื่องการให้น้ำอีกแรง เราจะได้ทำงานได้ดีขึ้น ฉันเลย เล่าทุกอย่างให้ผู้นำคนนี้ฟัง ว่าพี่โจวดึงตัวพี่เสี่ยวตาน ไปเรียนรู้การผลิตวิดีโอ และย้ำว่าฉันเป็นคนฝึกฝนเธอก่อน แต่พี่โจวกลับดึงเธอไปจากฉัน เธอบอกว่า “พระนิเวศเป็นหนึ่งเดียว แบ่งแยกไม่ได้ ไม่ว่าเธอจะถูกส่งไปที่ไหนก็เพื่องานของเรา และการผลิตวิดีโอต้องการคนเพิ่ม เราจึงไม่ควรทะเลาะกัน ในเมื่อพี่เสี่ยวตานได้รับมอบหมายให้ทำงานนั้น เราก็ต้องนบนอบ” ฉันรู้ว่ามันจริง แต่ก็ผิดหวังที่เห็นผู้นำไม่เข้าข้างฉัน สุดท้าย พี่สาวสองคนที่เราบ่มเพาะมาก็ได้ทำงานให้น้ำ ฉันเลยรู้สึกว่าความพยายามของตัวเองไม่สูญเปล่า และฉันจะได้ดูดีในสายตาของเหล่าผู้นำ แต่คาดไม่ถึงว่า วันหนึ่งพี่หลี่ หัวหน้าทีมให้น้ำ บอกฉันว่า พี่โจวอยากได้พี่หยางไปทำงานผลิตวิดีโอ ฉันรู้สึกขุ่นเคืองใจขึ้นมา ฉันฝึกพี่หยางแล้ว ทำไมพี่โจวถึงมาแย่งเธอไป? ทีแรกก็เอาพี่เสี่ยวตานไป มาตอนนี้ก็พี่หยางอีก เธอพรากเอาทุกอย่างที่ฉันทุ่มเททำไปหมด จนฉันไม่เหลืออะไรเลย อย่างนี้ที่ฉันพยายามมาก็สูญเปล่าหมดสิ ฉันสับสนไปหมด และขึ้นเสียงใส่พี่หลี่ไปว่า “คุณไปสามัคคีธรรมกับพี่โจวไม่ได้เหรอ? พี่หยางเขาทำหน้าที่ให้น้ำแล้ว ให้พี่โจวไปหาคนอื่นเถอะ” พี่หลี่ไม่รู้จะทำยังไงดี เธอเลยพูดว่า “ทั้งการให้น้ำและการผลิตวิดีโอต่างก็สำคัญมาก เราควรพูดคุยกันอีกหน่อยว่า อะไรจะเป็นประโยชน์ต่องานของพระนิเวศมากที่สุด” ฉันคิดว่า “ต้องคุยอะไรกันอีก? พี่โจวแย่งคนที่ฉันอยากได้ไปหมด ฉันรั้งคนที่ฉันฝึกไว้ไม่ได้สักคน แล้วทุกคนจะคิดกับฉันยังไง? ไม่ว่ายังไง คราวนี้ฉันต้องคุยกับผู้นำเรื่องนี้ให้ได้ และให้พวกเขาพิจารณาดู ไม่อย่างนั้นมันคงน่าขายหน้าจริงๆ”

ฉันจะเขียนจดหมายถึงพวกเขาทันทีที่กลับถึงบ้าน แต่ฉันไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี ฉันเลยคิดว่า ช่างมันเถอะ ฉันควรนัดคุยกับพี่หยางโดยตรงและขอให้เธอทำงานให้น้ำต่อไป ฉันจะได้รั้งเธอเอาไว้ได้ แต่พอจะเขียนถึงพี่หยางขึ้นมาจริงๆ สมองของฉันกลับว่างเปล่า ไม่รู้จะเขียนอะไรดี ฉันรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ และย้อนคิดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมฉันถึงได้โกรธนักหนา เมื่อคนที่ฉันฝึกมาย้ายไปอยู่กับพี่โจว ถึงกับอยากร้องเรียนต่อผู้นำ ทำไมฉันถึงมุ่งมั่นจะให้พี่หยางกลับมา? ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าและเริ่มสงบใจ แล้วอ่านสิ่งนี้ในพระวจนะ “ในพระนิเวศของพระเจ้า ตราบที่ผู้คนแสวงหาความจริง เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมเป็นหนึ่งเดียวกันเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่ถูกแบ่งแยก และมีเป้าหมายร่วม นั่นคือ การลุล่วงหน้าที่ของพวกเขา การทำหน้าที่ของพวกเขา การปฏิบัติตนตามหลักธรรมเกี่ยวกับความจริง และการสนองน้ำพระทัยของพระเจ้า หากจุดมุ่งหมายของเจ้าไม่ใช่การสัมฤทธิ์เป้าหมายนี้ แต่เป็นไปเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของการตอบสนองความอยากได้อยากมีอันเห็นแก่ตัวของเจ้าเอง เช่นนั้นแล้ว นี่ย่อมเป็นการระเบิดทะลักออกมาของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตาน ในพระนิเวศของพระเจ้า การปฏิบัติหน้าที่ของคนเรานั้นเป็นไปตามหลักธรรมเกี่ยวกับความจริง การกระทำทั้งหลายของพวกผู้ไม่เชื่อถูกปกครองดูแลโดยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของพวกเขา เหล่านี้คือสองเส้นทางซึ่งแตกต่างกันอย่างมาก ท่ามกลางพวกผู้ไม่เชื่อ แต่ละบุคคลสงวนความลับไว้ในใจ แต่ละบุคคลมีจุดมุ่งหมายและแผนการของตัวเอง แต่ละบุคคลดำรงชีวิตอยู่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงถูกบีบให้ต่อสู้เพื่อข้อได้เปรียบอันใดที่พวกเขาสามารถต่อสู้ได้ พวกเขาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถูกแบ่งแยก แตกแยก เพราะพวกเขาไม่มีเป้าหมายร่วม กระนั้นก็ตาม ธรรมชาติของจุดมุ่งหมายของพวกเขาก็เป็นอย่างเดียวกัน—พวกเขาทุกคนกระทำการเพื่อตัวเอง ในการนี้ ความจริงไม่ครองอำนาจ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของซาตานกุมอำนาจและความเป็นเจ้านายเบ็ดเสร็จ การควบคุมตัวพวกเขาเองได้ถูกกระชากไปจากพวกเขาโดยอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขา—ด้วยผลลัพธ์ที่ว่าพวกเขาถูกผลักลงสู่บาปลึกลงทุกที ในพระนิเวศของพระเจ้า หากหลักธรรม วิธีการ แรงจูงใจ และจุดเริ่มต้นของการกระทำของพวกเจ้าไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นของพวกผู้ไม่เชื่อ หากการกระทำของพวกเจ้าก็อยู่ภายใต้การบงการ การควบคุม และการหลอกใช้จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานเช่นกัน และจุดเริ่มต้นนั้นคือผลประโยชน์ ความภาคภูมิใจ สถานะ และความมีหน้ามีตาของพวกเจ้าเอง เช่นนั้นแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเจ้าก็คงจะไม่แตกต่างไปจากการกระทำของพวกผู้ไม่เชื่อ” (“วิธีได้รับประสบการณ์กับพระวจนะของพระเจ้าในหน้าที่ของคนเรา” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) “มนุษยชาติช่างโหดร้าย! การรู้เห็นเป็นใจและเล่ห์เพทุบาย การคว้ากระชากและฉกฉวยสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากคนอื่น การแก่งแย่งชื่อเสียงและความมั่งคั่ง การเข่นฆ่ากันและกัน—เมื่อไรมันจะสิ้นสุดเสียที? ถึงแม้ว่าจะมีพระวจนะนับหลายแสนคำที่พระเจ้าตรัส ไม่มีใครที่คิดได้สักคน ผู้คนปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของครอบครัว ลูกชายและลูกสาวของตน เพื่ออาชีพการงาน ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ในภายภาคหน้า ตำแหน่งหน้าที่ ความเหลิงในลาภยศ และเงินทองของตน เพื่ออาหาร เสื้อผ้า และเนื้อหนัง แต่มีใครสักคนหรือไม่ที่มีการกระทำต่างๆ ซึ่งเป็นไปเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง? แม้แต่ในท่ามกลางผู้ที่ปฏิบัติเพื่อพระเจ้า ก็มีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักพระเจ้า มีผู้คนสักกี่คนที่ไม่ได้ปฏิบัติบนผลประโยชน์ของตนเอง? มีสักกี่คนที่ไม่กดขี่หรือกีดกันบุคคลอื่นๆ เพื่อที่จะปกป้องตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง?” (“คนชั่วจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) จากนั้นฉันจึงได้ทบทวนว่าช่วงที่ผ่านมาฉันทำตัวยังไง นี่ฉันกำลังต่อสู้กับผู้อื่นเพื่อหน้าตาและสถานะของตัวเองไม่ใช่หรือ? ผู้นำบอกให้ฉันบ่มเพาะพี่เสี่ยวตาน และสิ่งแรกที่ฉันคิดก็คือ มันจะพัฒนาผลงานของทีมให้น้ำเราและได้อวดทักษะตัวเอง ได้รับการเห็นชอบจากผู้นำ ฉันจึงไม่ละความพยายามในการฝึกฝนเธอ เมื่อพบว่าเธอจะถูกย้ายไปทำงานผลิตวิดีโอ ฉันก็กลัวงานของเราจะมีปัญหา ถ้าหาผู้สมัครที่ดีคนอื่นไม่ได้ แล้วฉันจะดูไม่ดีในสายตาเหล่าผู้นำและสูญเสียตำแหน่งไป ฉันมีอคติต่อพี่โจว พยายามให้ผู้นำมาอยู่ฝั่งฉันและจัดการพี่โจว แล้วพอได้ยินว่าพี่หยางจะถูกย้าย ฉันก็ขึ้นเสียงใส่พี่หลี่ โทษพี่หลี่ที่ไม่คุยกับพี่โจวเพื่อรั้งพี่หยางเอาไว้ ถึงกับอยากร้องเรียนต่อผู้นำ เอาตัวพี่หยางกลับมา ทั้งหมดก็เพื่อรักษาสถานะและภาพลักษณ์ของตัวเองต่อพี่น้องชายหญิง ฉันทำตัวเหมือนผู้ไม่เชื่อ ต่อสู้เพื่อชื่อเสียงและสถานะของตน ใช้ชีวิตตามสภาพเยี่ยงซาตาน พระนิเวศของพระเจ้าบ่มเพาะผู้คน เพื่อให้พี่น้องชายหญิงได้ใช้จุดแข็ง ทำหน้าที่ของตนในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐ แต่ฉันกลับใช้หน้าที่บ่มเพาะผู้คนเป็นช่องทางเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน แข่งขันกับผู้อื่นเพื่อรักษาหน้าตาและสถานะของตัวเอง นั่นไม่ใช่ความเป็นมนุษย์ที่ปกติ! ฉันถามตัวเองว่า ทำไมฉันถึงต่อสู้กับผู้อื่นเพื่อหน้าตาและสถานะของตัวเองเสมอ

ในการแสวงหา ฉันอ่านพระวจนะนี้ค่ะ “เมื่อพวกศัตรูของพระคริสต์แข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งผู้นำคริสตจักรและชื่อเสียงท่ามกลางประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเขาไม่คำนึงว่าพวกเขาอาจทำความเสียหายให้แก่งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรเพียงใด พวกเขาเพียงคำนึงว่าความทะเยอทะยานและความปรารถนาของพวกเขาสามารถได้รับการตอบสนองหรือไม่ และมีอันตรายใดๆ ต่อสถานะและความมีหน้าตาของพวกเขาเองหรือไม่ บทบาทของพวกเขาในคริสตจักรทุกหนแห่งและท่ามกลางประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้นไม่ใช่อื่นใดนอกจากลูกสมุนของซาตาน พวกเขาไม่ใช่ผู้คนที่เชื่อในพระเจ้าอย่างจริงแท้ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้ติดตามพระเจ้า นับประสาอะไรที่พวกเขาจะเป็นผู้คนที่รักและยอมรับความจริง เพราะฉะนั้น เมื่อไม่สัมฤทธิ์เจตนาและเป้าหมายของพวกเขา สิ่งแรกที่พวกเขาทำจึงไม่ใช่การแสวงหาความจริงหรือปฏิบัติต่อความจริงด้วยการเชื่อฟัง แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับเค้นสมองของพวกเขาเพื่อคิดหาวิธีต่อสู้กับผู้นำคริสตจักรทุกระดับ วิธีต่อสู้กับพระนิเวศของพระเจ้าและพระคริสต์เพื่อแย่งชิงประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร วิธีทำให้แน่ใจว่าพวกเขามีที่ยืนที่มั่นคงในคริสตจักร และวิธีที่จะมีสถานะ พวกเขาจะไม่เปิดโอกาสให้ตนเองล้มเหลวในการต่อสู้เพื่อให้ได้สถานะ และเป้าหมายของพวกเขาก็คือการได้ควบคุมผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขากังวลสนใจทั้งวันและคืน” “พวกศัตรูของพระคริสต์คิดคำนึงอย่างจริงจังถึงวิธีปฏิบัติต่อหลักธรรมของความจริง พระบัญชาของพระเจ้า และงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า หรือวิธีจัดการกับบางสิ่งที่พวกเขาเผชิญ พวกเขาไม่คำนึงถึงวิธีลุล่วงน้ำพระทัยของพระเจ้า วิธีเลี่ยงจากการสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า วิธีทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย หรือวิธีทำประโยชน์แก่เหล่าพี่น้องชายหญิง เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคำนึงถึง สิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์คำนึงถึงก็คือว่าสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองจะได้รับผลกระทบหรือไม่ และเกียรติยศของพวกเขาจะลดลงได้หรือไม่ หากการทำบางสิ่งตามหลักธรรมของความจริงจะเป็นประโยชน์ต่องานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและนำประโยชน์มาสู่เหล่าพี่น้องชายหญิง แต่จะเป็นเหตุให้ความมีหน้ามีตาของพวกเขาเองได้รับผลกระทบ และทำให้ผู้คนมากมายตระหนักถึงวุฒิภาวะที่แท้จริงของพวกเขาและรู้ว่าพวกเขามีธรรมชาติและแก่นแท้จำพวกใด เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะไม่ปฏิบัติตนอย่างสอดคล้องกับหลักธรรมของความจริงเป็นแน่ หากการทำบางสิ่งในหนทางบางอย่างจะทำให้พวกเขาสามารถได้รับเกียรติยศที่สูงขึ้นภายในพระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้คนในจำนวนที่มากขึ้นคิดกับพวกเขาอย่างสูงส่ง เคารพยกย่องพวกเขาและเลื่อมใสพวกเขา และทำให้คำพูดของพวกเขามีสิทธิอำนาจ และทำให้ผู้คนในจำนวนที่มากขึ้นนบนอบต่อพวกเขา เช่นนั้นแล้ว พวกเขาย่อมจะเลือกทำสิ่งนั้นในหนทางนั้น มิฉะนั้นแน่นอนที่สุดว่าพวกเขาย่อมจะไม่พิจารณาผลประโยชน์อันใดแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือของเหล่าพี่น้องชายหญิง แล้วจากนั้นก็จะเลือกทิ้งขว้างผลประโยชน์ของพวกเขาเอง นี่คือธรรมชาติและแก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์ นี่ไม่เห็นแก่ตัวและสามานย์หรอกหรือ? ในสถานการณ์ใดๆ พวกศัตรูของพระคริสต์มองว่าสถานะและความมีหน้ามีตาของพวกเขามีความสำคัญสูงสุด ไม่มีผู้ใดสามารถแข่งขันกับพวกเขาได้” (“พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและป้อนผลประโยชน์และความทะเยอทะยานให้กับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยพิจารณาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นขายผลประโยชน์เหล่านั้นจนหมดสิ้นเพื่อแลกกับสง่าราศีส่วนบุคคล (ภาคที่สาม)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) พระเจ้าทรงเปิดโปงพวกศัตรูของพระคริสต์ว่าเห็นแก่ตัวอย่างมาก ถือผลประโยชน์ของตนเหนือสิ่งอื่นใด หากใครทำอะไรกระทบชื่อเสียงและสถานะของพวกเขา พวกเขาจะเค้นสมองหาทางตอบโต้ โดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศเลย ฉันทบทวนตัวเองและตระหนักว่าได้ทำตัวเหมือนศัตรูของพระคริสต์ ฉันอยากได้พี่เสี่ยวตานและพี่หยางคืน ฝึกพวกเธอเพื่อประโยชน์ของตัวเอง พัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน และได้รับการเห็นชอบจากผู้นำ เมื่อพี่โจวมาย้ายพวกเธอไป มันส่งผลต่อความมีหน้ามีตาของฉัน ฉันจึงอยากประจันหน้ากับพี่โจว โดยไม่ได้คิดเลยว่าพฤติกรรมของฉัน อาจส่งผลเสียต่อพี่น้องชายหญิงและผลประโยชน์ของพระนิเวศหรือไม่ ฉันคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง มันช่างเห็นแก่ตัว ไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์และเหตุผลแม้แต่น้อย พี่น้องชายหญิงเป็นของพระเจ้า พวกเขาไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใคร ขีดความสามารถและจุดเข็งของพวกเขาล้วนถูกกำหนดโดยพระเจ้า และทรงมอบหมายงานให้พวกเขาด้วยพระองค์เอง จึงไม่มี “นี่คือของฉัน นั่นคือของเธอ” หรือ “ใครมาก่อน ได้ก่อน” ผู้คนควรไปยังที่ที่พวกเขาเป็นที่ต้องการในพระนิเวศ นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องชัดเจน มันสมเหตุสมผลและเหมาะสมแล้วที่พี่โจวทำตามหลักธรรม และฝึกฝนผู้คนจากจุดแข็งของพวกเขาให้แก่พระนิเวศ แต่ฉันกลับคิดว่าเจอพี่สาวทั้งสองคนก่อน เลยไม่ควรมีใครแตะต้องพวกเธอ ถึงขนาดออกตัวฝึกฝนผู้คนให้แก่พระนิเวศ ทำเหมือนพวกเธอเป็นสมบัติส่วนตัว เป็นเช่นผู้ช่วยส่วนตัว ใช้พวกเธอเพื่อเติมเต็มความมักใหญ่ใฝ่สูงและความปรารถนาของตัวเอง เมื่อการกระทำของพี่โจวกระทบต่อชื่อเสียงและสถานะของฉัน ฉันก็พยายามใช้วิธีต่างๆ ขัดขวางและแสดงความไม่พอใจ นั่นก็เหมือนที่นักบวชคริสตจักร อ้างว่า “นี่คือแกะของฉัน ใครก็ช่วงชิงพวกเขาไปไม่ได้” ไม่ใช่หรือ ศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสตัดสินและกล่าวโทษงานของพระเจ้าเพื่อรักษาสถานะของตนต่อผู้เชื่อ และรักษาความเป็นอยู่ของตนเอง พวกเขากีดกันการสืบหาหนทางที่แท้จริง ควบคุมผู้ชุมนุมไว้ในเงื้อมมืออย่างแน่นหนา ฉันเองก็อยากควบคุมคนที่ฉันฝึกฝนไว้ในเงื้อมมือตัวเอง เพื่อให้ได้รับการเห็นชอบจากผู้นำและการนับถือจากสมาชิกคริสตจักร ไม่ยอมให้พวกเธอถูกย้ายไป ฉันแตกต่างจากสมาชิกนักบวชเจ้าเล่ห์หน้าซื่อใจคดพวกนั้นตรงไหน? นี่ฉันอยู่บนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ต่อต้านพระเจ้าไม่ใช่หรือ? พอตระหนักอย่างนี้ ฉันก็กลัวจับใจ ฉันได้เห็นว่าตัวเองเห็นแก่ตัวและน่ารังเกียจแค่ไหน ฉันไม่ได้ค้ำจุนงานของพระนิเวศเลย แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ฉันหูหนวกตาบอดเพราะความปรารถนาในชื่อเสียงและสถานะ มันอันตรายจริงๆ ฉันคิดถึงพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ถูกขับไล่ออกจากคริสตจักร พวกเขาถูกขับไล่เพราะไล่ตามชื่อเสียงและสถานะโดยไม่สำนึก และลงเอยด้วยการทำชั่วอย่างที่สุด ถ้าฉันยังอยู่บนเส้นทางนั้นต่อ ฉันคงพบจุดจบแบบเดียวกัน

ฉันอ่านพระวจนะบทตอนนี้ค่ะ “เจ้าควรตระหนักรู้ว่าเมื่อใดที่เจ้ามีแรงเร้าอันสม่ำเสมอที่จะแข่งขัน หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข ความอยากที่จะแข่งขันย่อมสามารถทำได้เพียงนำทางไปสู่สิ่งที่แย่ทั้งหลายก็เท่านั้นเอง ดังนั้นจงสำรวจค้นหาความจริงเสียแต่เดี๋ยวนี้ จงขลิบเล็มความต้องการที่จะแข่งขันของเจ้าทิ้งเสียตั้งแต่ในระยะแตกตา และจงแทนที่พฤติกรรมซึ่งต้องการจะแข่งขันนี้ด้วยการปฏิบัติตามความจริง เมื่อเจ้าปฏิบัติตามความจริง ความต้องการที่จะแข่งขัน ความใฝ่สูงอันเตลิดเปิดเปิง และความอยากของเจ้าจะลดน้อยถอยลงอย่างถ้วนทั่ว และจะไม่แทรกแซงงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าอีกต่อไป ในหนทางนี้ พระเจ้าย่อมจะทรงจดจำและสรรเสริญการกระทำของเจ้า” (“พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและป้อนผลประโยชน์และความทะเยอทะยานให้กับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยพิจารณาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นขายผลประโยชน์เหล่านั้นจนหมดสิ้นเพื่อแลกกับสง่าราศีส่วนบุคคล (ภาคที่สาม)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) สิ่งนี้ให้เส้นทางปฏิบัติแก่ฉัน เมื่อฉันต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ฉันต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าทันทีและละทิ้งตัวเอง เพื่อปล่อยวางความปรารถนา แสวงหาหลักธรรมแห่งความจริงและปฏิบัติตาม ไม่ว่าพี่เสี่ยวตานและพี่หยางจะได้รับมอบหมายให้ไปไหน ก็ล้วนแต่เพื่อพระนิเวศที่จะบ่มเพาะผู้คน และจุดหมายปลายทางคือการทำหน้าที่ของเราและเป็นพยานต่อพระเจ้า ฉันควรยินดี ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง และการบ่มเพาะในพระนิเวศเป็นไปตามหลักธรรม โดยกระทำจากความจำเป็นต่องานของคริสตจักร และสอดคล้องกับจุดแข็งของคนคนนั้น ใครเหมาะกับหน้าที่ใดควรพิจารณาจากจุดแข็งของพวกเขา หากใครมีความสามารถหลายอย่าง ก็ควรไปยังที่ที่ต้องการเขามากที่สุด ถ้าหน้าที่ใดต้องการคนเพิ่ม ซึ่งหาคนเหมาะสมยากและไม่มีใครทำหน้าที่ แล้วคนคนนั้นพร้อมและเต็มใจ เขาก็ควรได้รับมอบหมายหน้าที่นั้น มีคนไม่มาก ที่มีขีดความสามารถและจุดแข็งในการผลิตวิดีโอ แต่การให้น้ำ คนที่มีความเข้าใจจริงๆ และสามัคคีธรรมได้ดี คนที่มีใจรักและอดทน ก็สามารถทำหน้าที่นั้นได้ดี เรามีผู้สมัครทำหน้าที่ให้น้ำมากกว่าการผลิตวิดีโอ พี่เสี่ยวตานเคยทำงานตัดต่อภาพสมัยวิทยาลัย จึงมีทักษะการผลิตวิดีโออยู่บ้าง แถมเธอยังสนใจที่จะเรียนรู้งานนี้ด้วย พี่โจวให้เธอรับหน้าที่นั้นจึงเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ถึงฉันจะเสียพี่เสี่ยวตาน คนที่ฉันฝึกฝนมา ฉันก็ยังหาพี่น้องชายหญิงคนอื่นมาบ่มเพาะได้ เพียงแค่ต้องใช้เวลาและความพยายามเพิ่มสักเล็กน้อย หลังเข้าใจทุกอย่างแล้ว ฉันก็อธิษฐานต่อพระเจ้า พร้อมจะแก้ไขแรงจูงใจและปฏิบัติตามหลักธรรมในหน้าที่ตัวเอง ถ้าพี่หยางมีจุดแข็งในการผลิตวิดีโอ ฉันก็พร้อมจะนบนอบ หยุดต่อสู้กับพี่โจวเพื่อหน้าตาและสถานะของตัวเอง

ไม่กี่วันต่อมา พี่โจวก็ส่งข้อความมา บอกว่าคริสตจักรอื่นได้ย้ายคนมาให้เธอสองสามคน เธอจึงไม่ต้องการตัวพี่เสี่ยวตานกับพี่หยางอีกต่อไป พี่โจวบอกว่าให้มอบหมายงานที่เหมาะสมให้พวกเธอได้เลย ฉันมั่นใจว่านี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดวางเรียบเรียง เมื่อฉันปล่อยวางความมักใหญ่ใฝ่สูงและความปรารถนาได้อย่างแท้จริง สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไป ฉันตระหนักว่าตัวเองทำตัวเหมือนตัวตลกตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ มันช่างน่าอายจริงๆ จากนั้น ฉันก็จัดเตรียมให้พวกพี่สาวกลับมาทำหน้าที่ให้น้ำ จากนั้นไม่นาน ฉันก็ได้ข่าวว่าผู้นำคริสตจักรอีกแห่ง จะให้พี่หยางไปทำหน้าที่การเขียน ฉันคิดว่า พี่หยางเก่งเรื่องการให้น้ำ ทำไมถึงจะส่งเธอไปทำหน้าที่นั้น? ฉันอยากคุยกับเธอและขอให้เธออยู่ทำหน้าที่ให้น้ำ ถ้าเธอไปรับหน้าที่การเขียน ที่ฉันพยายามมาทั้งหมดก็สูญเปล่าไม่ใช่หรือ? เมื่อเกิดความคิดเหล่านี้ขึ้น ฉันก็ตระหนักว่าตัวเองกำลังต่อสู้เพื่อชื่อเสียงและสถานะอีกครั้ง ฉันจึงรีบกล่าวอธิษฐาน ขอให้พระเจ้าทรงนำฉันให้ละทิ้งตัวเอง ถือผลประโยชน์ของพระนิเวศมาก่อน ไม่ว่าพี่หยางจะถูกส่งไปไหน ย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อคริสตจักรแน่นอน ฉันไม่อาจทำงานเพื่อชื่อเสียงและสถานะ แต่ต้องนบนอบ พอฉันคิดแบบนั้น ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก ต่อมาฉันได้เจอกับผู้นำคนนั้น เธอบอกว่า เมื่อไม่นานนี้ เธอได้อ่านคำพยานของพี่หยาง ซึ่งมันสัมพันธ์กับชีวิตจริงและเขียนได้ดี พี่หยางเองก็ชื่นชอบการเขียนด้วย บทความของเธอเรียบเรียงได้ดีและลึกซึ้ง ดูเหมือนเธอเหมาะสมกับหน้าที่นั้นมาก ฉันไม่รู้สึกโกรธหรือผิดหวังที่ได้ยินแบบนั้น ฉันกลับยิ้มและพูดว่า “ขอบคุณพระเจ้า! ถ้าเมื่อก่อนเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ฉันคงต่อสู้เพื่อชื่อเสียงและสถานะ แต่ผ่านสิ่งที่ถูกเปิดเผยในพระวจนะ ฉันได้ตระหนักว่าตัวเองเคยเห็นแก่ตัวแค่ไหน พระเจ้าทรงรังเกียจเพียงไร ฉันรู้ว่าไม่ว่าการจัดเตรียมจะเป็นยังไง ก็ล้วนเป็นไปตามหลักธรรม พี่หยางเป็นนักเขียนที่ดี การให้เธอทำหน้าที่การเขียนจึงเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันไม่ถือสา” ได้ยินฉันพูดแบบนั้นผู้นำก็ยิ้มออกมา

ประสบการณ์นี้แสดงให้ฉันเห็นว่า การคำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศและพี่น้องชายหญิง แทนที่จะต่อสู้เพื่อชื่อเสียงและสถานะของตัวเอง ทำให้ฉันรู้สึกทั้งสงบและสบายใจ ขอบคุณพระเจ้า!

ก่อนหน้า: ทางแยก

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เบื้องหลังความรักนั้นคืออะไร

โดย เฉิน หยาง, ประเทศจีน ก่อนมาเป็นผู้เชื่อ ฉันคิดว่า “จงนิ่งเงียบต่อความผิดของเพื่อนสนิทเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามและยาวนาน”...

ติดต่อเราผ่าน Messenger