ตำรวจเรียกเอาเงิน

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

โดย กาว ฮุ่ย, ประเทศจีน

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อกรกฎาฯ ค.ศ. 2009 ค่ะ วันหนึ่ง พี่หลิวรีบร้อนมาที่บ้านฉัน เพื่อบอกว่าผู้นำคริสตจักรเราถูกจับ และตำรวจก็ยึดเอาใบเสร็จเงินบริจาคของคริสตจักรไปส่วนหนึ่ง พอได้ยิน ฉันก็กระวนกระวายมาก ตอนนั้นครอบครัวฉันถือเงินบริจาคของคริสตจักรไว้ส่วนหนึ่ง ชื่อของฉันกับสามีก็ระบุอยู่บนใบเสร็จด้วย ถ้าใบเสร็จพวกนั้นตกไปอยู่ในมือตำรวจ พวกเขาจะต้องมาจับเราและยึดเงินไปแน่ เราก็เลยรีบย้ายเงินของคริสตจักรไปไว้ที่อื่นค่ะ ไม่กี่วันต่อมา หัวหน้าหน่วยความมั่นคงฯ ของหมู่บ้านนำเจ้าหน้าที่เกือบ 20 คนเข้าตรวจค้นบ้านเรา เจ้าหน้าที่คนหนึ่งชูใบเสร็จรับเงินบริจาคขึ้นและถามว่า “คุณเป็นคนเขียนใช่ไหม? มอบเงิน 250,000 หยวนที่เก็บไว้ให้คริสตจักรมาเดี๋ยวนี้!” พอเห็นใบเสร็จนั้น ฉันก็ตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย เลยอธิษฐานถึงพระเจ้าทันที “พระเจ้า โปรดประทานความเชื่อและกำลังให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะไม่ให้ของถวายไปหรือทรยศพระองค์” หลังอธิษฐาน ฉันก็คิดถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ตรัสว่า “ในบรรดาทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาล ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย มีสิ่งใดหรือที่ไม่ได้อยู่ในมือของเรา?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 1) ฉันคิดในใจ ทุกสิ่งอยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า ฉันต้องพึ่งพระเจ้า เผชิญหน้ากับความทุกข์ยากสาหัสนี้ แล้วตำรวจก็ถามฉันว่า “ใครเอาเงินให้คุณเก็บ? ส่งเงินนั่นมาให้เราเดี๋ยวนี้!” ตอนนั้นฉันร้อนใจมาก คิดในใจว่า เงินบริจาคนี้เป็นของถวายจากประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรถวายแด่พระเจ้า คุณมีสิทธิ์อะไรจะมาเอาไป? ทำไมฉันต้องบอกอะไรคุณด้วย? แล้วฉันก็พูดว่า “มีคนมาเอาเงินนั้นไปแล้ว” พอตำรวจได้ยินก็โกรธถลึงตาใส่ฉัน พูดว่า “ต้องให้หนักข้อด้วยใช่ไหม ถึงจะยอมบอกความจริง!” จากนั้น เขาก็จับหัวสามีฉัน โขกเข้ากับกำแพง พร้อมถามซ้ำว่าเงินอยู่ที่ไหน ฉันทั้งโกรธทั้งร้อนใจ สามีฉันมีปัญหาสุขภาพจากอุบัติเหตุรถยนต์ก่อนหน้านั้น เขาทนรับการทำทารุณแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ แล้วหัวหน้าหน่วยความมั่นคงฯ ก็พูดกับเจ้าหน้าที่ว่า “เจ้านี่อาจสลบและตายได้ง่ายๆ เลยนะ” เจ้าหน้าที่ไม่อยากให้มือเปื้อนเลือด ก็เลยหยุดในที่สุด พวกเขาพาฉันไปอีกห้อง ใส่กุญแจมือฉันไว้กับสกูตเตอร์ และถามฉันอย่างดุดันว่า “เอาเงิน 250,000 ไปเก็บไว้ไหน บอกเรามา แล้วเราจะไม่จับคุณ ชื่อเสียงคุณก็จะไม่เสียหาย แต่ถ้าไม่บอก ก็เตรียมโดนได้เลย!” พอฉันไม่ตอบ เจ้าหน้าที่กว่า 10 คนก็เริ่มค้นบ้านอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาค้นในบ้านนอกบ้าน ตู้ทุกหลัง และใต้เตียง ถึงกับถอดแผงด้านหลังโทรทัศน์กับเครื่องซักผ้าออกเพื่อดูข้างใน เจ้าหน้าที่บางคนคลานไปตามพื้น เคาะที่กระเบื้อง บ้างก็แยกกันไปเคาะตามกำแพง พวกเขาหาเงินบริจาคนั้น ถ้าเคาะเจอตรงไหนที่เสียงกลวงๆ พวกเขาก็จะพังออกเพื่อตรวจดู หลังจากนั้นไม่นาน ฉันได้ยินคนตะโกนด้วยความตื่นเต้นว่า “เราเจอแล้ว! เราเจอแล้ว!” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งวิ่งมาพร้อมถุงเงินในวงแขน แล้วพวกเขาก็เริ่มนับเงิน ทั้งหมดที่พบคือ 121,500 ฉันบอกเจ้าหน้าที่ว่า “นั่นคือเงินเก็บครอบครัวเรา” แต่เจ้าหน้าที่ก็เพิกเฉยฉัน แต่เพราะพวกเขายังเจอไม่ครบ 250,000 ก็เลยค้นต่อ พวกเขาค้นหมดทุกซอกทุกมุม รื้อบ้านสุนัข ทุบโต๊ะหินอ่อนเราจนแหลก ถึงกับทำลายปล่องไฟบนหลังคา พวกเขารื้อแผ่นปิดพื้นในหลายๆ ห้องออก ขุดหลุมเต็มไปหมด ทั่วลานบ้าน ฉันอับจนหนทาง ได้แต่ดูพวกเขารื้อบ้านฉันให้พังทลาย ฉันรู้สึกเดือดดาล “สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถ้าเพื่อยึดเงินของคริสตจักรแล้ว ไม่มีคำว่าต่ำเกินไปในการกระทำน่ารังเกียจค่ะ พวกผีทั้งนั้น!” หลังจากสามีฉันเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ ค.ศ. 2002 เขาก็ทำงานใช้แรงหนักๆ ต่อไปไม่ได้ ฉันก็เลยกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว หลายปีมานี้ เราประหยัดให้ได้มากที่สุด ทำงานหนักมากเพื่อเก็บเงินนั้น แต่ตำรวจก็เอาไปหมด แล้วเราจะทำยังไง? ตอนนั้นลูกเราก็โตแล้ว และกำลังเตรียมพร้อมจะแต่งงาน เราไม่มีแม้แต่เงินจะจัดงานแต่งให้เขาด้วยซ้ำ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าจะรับมือกับการถดถอยครั้งนี้ยังไง ทั้งหมดที่ทำได้คืออธิษฐานต่อพระเจ้าและขอให้พระองค์ทรงนำ หลังจากอธิษฐาน ฉันก็คิดถึงตอนที่ซาตานทดลองโยบ เพียงข้ามคืน ฝูงสัตว์ของเขาถูกขโมยไปหมด ทรัพย์สมบัติที่สั่งสมมาหลายปีหายวับไปในพริบตา ลูกๆ ทั้งสิบคนก็ตายหมด และทั้งร่างกายเขาก็เป็นแผลเปื่อย แต่เขาไม่เคยพร่ำบ่น แถมยังพูดว่า “พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21) เขายืนหยัดเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอาย ที่เจ้าหน้าที่ค้นบ้านเราอย่างบ้าคลั่งและยึดเงินเราไป คือการทดลองและการทำร้ายของซาตาน และเป็นวิธีทดสอบเราของพระเจ้า ฉันควรพึ่งพระเจ้าและใช้ความเชื่อผ่านความยากลำบากต่างๆ ที่อาจกำลังมาถึงฉันไปให้ได้ค่ะ ยังไงฉันก็ยอมให้ของถวายไปไม่ได้ และต้องยืนหยัดเป็นพยานให้กับพระเจ้า

ตำรวจค้นบ้านฉันจนถึงตี 2 ตี 3 ของเช้าวันถัดมา พวกเขารื้อค้นข้าวของอยู่ 7 ชั่วโมง แต่ก็ไม่เจอเงินที่ไหนอีก สามีฉันถูกซ้อมหนักมากจนสลบไป และฉันก็ถูกพาตัวไปที่ศูนย์รับรองตำรวจติดอาวุธเพื่อสอบปากคำ มีตำรวจนอกเครื่องแบบสี่ห้านาย รออยู่แล้วในห้องที่ฉันถูกพาตัวไป เป็นพวกที่ดูดุและหน้าบึ้ง แล้วก็จ้องฉันพร้อมแสยะยิ้มมุ่งร้าย ฉันหวาดผวาและมือก็สั่นแบบควบคุมไม่ได้เลย ฉันรีบอธิษฐานถึงพระเจ้า ขอให้พระองค์ประทานความเชื่อให้ฉัน หลังอธิษฐาน ฉันก็คิดถึงดาเนียลที่ถูกจัดฉากและถูกโยนเข้าถ้ำสิงโต แต่เพราะพระเจ้าทรงอารักขา สิงโตจึงไม่กินเขา ทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า ซาตานอาจโหดร้ายและเลวทราม แต่พระเจ้าทรงกำหนดขอบเขตให้มัน ฉันต้องพึ่งพระเจ้าและยืนหยัดเป็นพยาน หัวหน้าฝ่ายการเมือง แซ่ตู้ จากสำนักงานรักษาความมั่นคง ถือกระดาษเดินเข้ามา บอกให้ฉันเซ็นเอกสารแต่ไม่บอกว่าเขียนอะไรไว้ ฉันไม่เซ็น เขาเลยเอาไม้กระบองพลาสติกยาวหนึ่งฟุตมา แล้วเริ่มหวดฉันที่มือที่ปาก แค่เขาหวดไม้กระบองไม่กี่ที มือกับปากฉันก็บวมเจ่อ แล้วเขาก็พูดกับเจ้าหน้าที่สองคนที่ยืนอยู่ข้างฉันว่า “อย่าให้เธอหลับ เดี๋ยวอีกสองวันก็เป็นประสาทเอง แล้วเธอจะบอกเราทุกอย่าง” จากนั้นเขาก็หันมาหาฉันและขู่ว่า “ถ้าไม่บอกมาว่าเงินอยู่ไหน ผมจะรื้อบ้านคุณทิ้ง!” ซึ่งทำให้ฉันกังวลมากค่ะ สามีฉันป่วยมาตลอดหลายปี แล้วในที่สุดหลังจากที่เราประดับและตกแต่งบ้านเสร็จ ตำรวจก็พังทุกอย่างไม่เหลือ ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เจ้าหน้าที่พวกนั้นโหดร้ายและทำได้ทุกอย่าง ถ้าฉันไม่บอกว่าเงินของคริสตจักรอยู่ที่ไหน พวกเขาจะรื้อบ้านฉันทิ้งจริงๆ ไหม? จะทรมานฉันให้ตายไหม? ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าตลอดเวลา แล้วก็คิดได้ถึงพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า “อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่สามารถฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงสามารถทำลายทั้งจิตวิญญาณและกายในนรกได้(มัทธิว 10:28) พระวจนะพระเจ้ามอบความเชื่อและความกล้าหาญให้ฉัน ชีวิตฉันอยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า ถึงซาตานจะโหดร้ายแค่ไหน ก็ย่ำยีได้แค่กายฉันเท่านั้น ถ้าพระเจ้าไม่ทรงอนุญาต พวกเขาก็ทำอะไรฉันไม่ได้ ถ้าพระเจ้าทรงอนุญาตให้ตำรวจเอาชีวิตฉันและทำลายบ้านฉัน ฉันก็เต็มใจนบนอบ พอคิดได้อย่างนี้ ฉันก็ไม่กลัวมากนัก แล้วพวกเจ้าหน้าที่ก็ลากฉันไปที่เก้าอี้ ใส่กุญแจมือฉันไว้กับเก้าอี้นั้น พอหนังตาฉันเริ่มจะปิด พวกเขาก็จะเตะขาฉันแรงๆ ฉันก็เลยไม่ได้นอนเลยทั้งคืน

ตอนเช้าของวันถัดมา เจ้าหน้าที่หลายคนผลัดกันสอบปากคำฉันว่าเงินคริสตจักรอยู่ไหน หัวหน้าตู้คนนั้นดูฉุนเฉียว ถามฉันว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเงินที่เก็บไว้ล่ะ? ใบเสร็จบอกว่ามี 250,000 แต่ทำไมเจอแค่ส่วนเดียว เงินที่เหลืออยู่ไหน?” ฉันก้มหน้าลงและไม่พูดอะไร ส่วนเขาเร่งรีบเค้นฉันต่อ “คุณเอาเงินที่เหลือไปใช้ใช่ไหม? บอกมาเดี๋ยวนี้!” ฉันคิดในใจ “เราไม่มีทางยักยอกของถวายแด่พระเจ้าหรอก คนที่ยักยอกของถวายแด่พระเจ้าไปคือพวกผี และจะถูกสาป ถูกลงโทษในนรก!” ฉันก็ยังไม่ตอบอะไร หัวหน้าตู้กระสับกระส่ายลุกขึ้นเดินวนไปวนมา แล้วก็พยายามโน้มน้าวฉันด้วยเสียงนุ่มนวลขึ้น เพื่อให้บอกว่าเงินอยู่ไหน เขาพูดว่า “คุณควรบอกเรามาได้แล้ว คุณบอกเราเมื่อไหร่ เราจะให้กลับไปเจอครอบครัวเมื่อนั้น” แล้วเขาก็พูดว่า “ผมเคยรับราชการทหารใกล้ที่ที่คุณอยู่ เราก็คนบ้านเดียวกันนี่เอง บอกเรามาตอนนี้เถอะ จะได้ไม่มีปัญหากัน” ฉันคิดในใจ “เจ้าหน้าที่พวกนี้มีอุบายเจ้าเล่ห์ทุกชนิด ฉันต้องไม่หลงกลพวกมัน!” แล้วเจ้าหน้าที่อีกคนก็ถามฉัน “คุณเก็บไว้ 250,000 ไม่ใช่เหรอ? แต่นี่เหลือแค่ 121,500 เอง คิดว่าอีกกี่ปีถึงจะคืนเงินที่เหลือให้เราได้? เขียนหนังสือรับประกันให้เราสิ เราจะปล่อยคุณกลับบ้านตอนนี้เลย จะว่าไง?” ตอนเวลาประมาณตี 1 เจ้าหน้าที่แซ่เฉินเดินเข้ามา เขาถามฉันซ้ำไปซ้ำมาว่าเงินอยู่ไหน และพูดว่า “รู้ไหมว่าเงินนี้มาจากไหน? นี่คือเงินที่ประชาชนหามาอย่างยากลำบาก และควรนำไปคืนประชาชน” ฉันมองดูหน้าอัปลักษณ์ของเขา แล้วรู้สึกคลื่นไส้ชัดมาก เงินนั้นมาจากการทำงานหนักของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรที่ได้รับพระคุณของพระเจ้า นำมาถวายให้พระเจ้า มีเหตุผลรองรับว่าของถวายนี้สำหรับพระเจ้า เงินนี้ไม่ใช่ “เงินที่ประชาชนหามาด้วยความยากลำบาก” เลยแม้แต่น้อย มันก็แค่การโกหกหน้าตาย! การแสดงของตำรวจพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้ฉันเห็นความชั่วของพวกเขาชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเขาทำฉันขยะแขยง และฉันดูหมิ่นพวกเขา ฉันอยากเมินพวกเขากว่าเดิมอีก

พอฉันยังไม่พูดอะไร เจ้าหน้าที่สองคนก็ผลัดกันตบหน้าฉัน จนนับครั้งไม่ถ้วน พวกเขาตบฉันจนตัวเองหมดแรง แล้วก็เริ่มทุบตีฉันด้วยแฟ้มพลาสติก หัวฉันหมุนติ้ว ภาพที่เห็นก็เบลอ ที่แก้มก็ปวดแสบ แล้วพวกเขาก็เอากระบองไฟฟ้ามาจี้กุญแจมือฉัน ฉันรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าวิ่งทั่วร่าง เส้นประสาททุกเส้นเหมือนจะชาไปหมด รู้สึกว่าตายไปน่าจะดีกว่า แต่พวกเขาก็ยังไม่เพลามือ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเตะฉันทั้งรองเท้าบูทและเอาส้นเท้ากระทืบเท้าฉัน มันเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจ หลังจากการทุบตีและการทรมาน ฉันรู้สึกหมดเรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง รู้สึกว่าหัวหมุนราวกับว่ากำลังจะตาย ฉันไม่หยุดอธิษฐานต่อพระเจ้า วิงวอนให้พระองค์ประทานความแน่วแน่ในการสู้ทนความทุกข์และยืนหยัดเป็นพยาน หลังอธิษฐาน ฉันก็คิดถึงเพลงสรรเสริญพระวจนะพระเจ้าเพลงหนึ่ง “เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับความทุกข์ เจ้าต้องมีความสามารถที่จะวางความกังวลสนใจต่อเนื้อหนังไว้ก่อนและไม่ทำการร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงซ่อนเร้นพระองค์เองจากเจ้า เจ้าต้องมีความสามารถที่จะมีความเชื่อที่จะติดตามพระองค์ ที่จะธำรงรักษาความรักก่อนหน้านี้ของเจ้าโดยไม่เปิดโอกาสให้มันกระท่อนกระแท่นหรือสูญสลาย ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด เจ้าต้องนบนอบต่อการออกแบบของพระองค์และตระเตรียมที่จะสาปแช่งเนื้อหนังของเจ้าเองแทนที่จะทำการร้องทุกข์คร่ำครวญต่อพระองค์ เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับการทดสอบ เจ้าต้องทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัย แม้ว่าเจ้าอาจร่ำไห้อย่างขมขื่นหรือรู้สึกอิดออดที่จะไปจากวัตถุอันเป็นที่รักบางอย่าง สิ่งนี้เท่านั้นคือความรักและความเชื่อที่แท้จริง(“วิธีที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อม” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ค่ะ เมื่อเราถูกทรมาน เนื้อหนังของเราจะทนทุกข์ถึงระดับหนึ่ง แต่พระเจ้าทรงใช้ความทุกข์นี้ทำความเชื่อของเราให้เพียบพร้อม ไม่ว่าตำรวจจะทรมานหรือทำทารุณกับฉันยังไง ฉันก็ต้องพึ่งพระเจ้าและความเชื่อของฉัน ผ่านอะไรก็ตามที่อาจมาถึงไปให้ได้

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็สั่งให้ฉันยืนขึ้น แต่มือฉันถูกใส่กุญแจไว้กับพนักแขนของเก้าอี้ เลยยืนไม่ได้ ได้แค่ยืนค้อม งอช่วงเอว โดยมีเก้าอี้หนักกว่า 30 ปอนด์ถ่วงข้อมืออยู่ แล้วเจ้าหน้าที่ก็เขย่าเก้าอี้อย่างแรง ทำให้กุญแจมือบาดลึกเข้าข้อมือฉัน มันเจ็บปวดมากๆ ค่ะ เขาแสยะยิ้มมุ่งร้ายและพูดว่า “นี่เป็นความผิดคุณนะ จะมาโทษเราไม่ได้” ฉันหลับตาและพยายามต่อสู้กับความเจ็บปวด ขณะที่พวกเขาหัวเราะบ้าคลั่งดังไปทั้งห้อง ฉันนึกดูหมิ่นพวกผีฝูงนั้น ตอนนั้นฉันถูกใส่กุญแจมือกับเก้าอี้หนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มแล้ว ปวดหัวตุบๆ และวิงเวียน หลังก็ปวดและระบม รู้สึกเหมือนร่างกำลังแยกออกจากกัน และไม่รู้ว่าจะทนต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ฉันจึงเรียกหาพระเจ้าในใจตลอดเวลา “พระเจ้า! ข้าพระองค์ไม่รู้จะทนได้อีกนานแค่ไหน โปรดทรงนำและประทานความเชื่อและกำลังให้ข้าพระองค์ยืนหยัดเป็นพยานด้วยเถิด” หลังอธิษฐาน ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “งานของเราท่ามกลางกลุ่มผู้คนของยุคสุดท้ายเป็นวิสาหกิจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และด้วยเหตุนั้น ผู้คนทั้งหมดต้องทนทุกข์กับความยากลำบากสุดท้ายเพื่อเรา เพื่อที่สง่าราศีของเราอาจเติมเอกภพจนเต็ม เจ้าเข้าใจเจตจำนงของเราไหม? นี่เป็นข้อพึงประสงค์สุดท้ายที่เราทำต่อมนุษย์ กล่าวคือเราหวังว่าผู้คนทั้งหมดสามารถกล่าวคำพยานที่กึกก้องแข็งแกร่งต่อเราเบื้องหน้าพญานาคใหญ่สีแดง ว่าพวกเขาสามารถมอบถวายตัวพวกเขาเองเพื่อเราเป็นครั้งสุดท้าย และทำให้ข้อพึงประสงค์ของเราลุล่วงเป็นคราวสุดท้าย พวกเจ้าสามารถทำการนี้ได้อย่างแท้จริงหรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, พระวจนะของพระเจ้าถึงทั้งจักรวาล บทที่ 34) ฉันรู้สึกได้ถึงความหวังและกำลังใจของพระเจ้าผ่านพระวจนะของพระองค์ ท่ามกลางความยากลำบากนี้เองที่ฉันควรยืดหยันเป็นพยานต่อหน้าซาตาน ฉันควรสู้ทนความเจ็บปวดและความทุกข์ ยืนหยัดเป็นพยาน ทำให้ซาตานอับอาย! ด้วยการทรงนำของพระวจนะพระเจ้า ฉันรู้สึกเหมือนพระเจ้าทรงอยู่กับฉันตลอด และความเจ็บปวดก็ลดลงเล็กน้อย หลังถูกทรมานและทุบตีทั้งคืน ร่างกายฉันสะบักสะบอมและบอบช้ำ หน้าฉันมีแต่รอยช้ำเต็มไปหมด และเท้าก็บวมเป่ง ฉันอยู่ในสภาพที่อ่อนแอมาก เจ้าหน้าที่ที่ทำงานกะถัดไปได้เห็นมากพอและพูดว่า “คนพวกนี้ทำเกินกว่าเหตุไปมาก ชาวนาพวกนี้ลำพังใช้ชีวิตก็ลำบากพอแล้ว ยังจะชิงเงินพวกเขาไปเยอะขนาดนั้นอีก”

ในวันที่สาม หัวหน้าตู้เข้ามาสอบปากคำฉันอีก ถึงความเชื่อของฉัน และตำแหน่งของเงินบริจาค 250,000 หยวน ฉันพูดว่า “เงิน 250,000 หยวนน่ะนำออกไปก่อนแล้ว ที่คุณเอาไปคือเงินครอบครัวฉัน” หัวหน้าตู้หันกลับทันที และพูดกับคนที่บันทึกลายลักษณ์อักษรว่า “อย่าเขียนลงไปนะ” ฉันถามว่า “ทำไมล่ะ?” เขาโกรธและทะลึ่งพรวดจากเก้าอี้ ตบโต๊ะและตะโกนว่า “ใครเป็นคนสอบปากคำกันแน่? คนที่เอาเงินไปชื่ออะไร? พวกเขาไปที่ไหน?” พอฉันไม่พูดอะไร เขาก็พูดอย่างมุ่งร้ายว่า “ถ้าไม่บอกมาเดี๋ยวนี้ ผมจะจัดการให้ลูกๆ คุณไม่มีวันได้งาน ครอบครัวคุณจะไม่มีทางรอดไปได้!” ตอนแรกฉันกังวลมากค่ะ ลูกๆ ฉันยังเล็กอยู่ ถ้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนตัดสิทธิ์ทำงานพวกเขา พวกเขาจะดูแลตัวเองยังไงในอนาคต? หลังอธิษฐาน ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้า “ชะตากรรมของมนุษย์ถูกควบคุมโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า เจ้าไม่มีความสามารถในการควบคุมตัวของเจ้า กล่าวคือ ทั้งที่มนุษย์จะสาละวนเร่งรีบและทำตัวเขาเองให้วุ่นวายในนามของเขาเองอยู่เสมอ เขาก็ยังคงไม่สามารถควบคุมตัวเขาเองได้ หากเจ้าสามารถรู้ความสำเร็จที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้ของเจ้าเอง หากเจ้าสามารถควบคุมชะตากรรมของเจ้าเองได้ เจ้าจะยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทรงสร้างอยู่หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การฟื้นฟูชีวิตที่ปกติของมนุษย์และการนำมนุษย์ไปสู่บั้นปลายอันน่าอัศจรรย์) หลังไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันรู้สึกมั่นคงขึ้นมาก อนาคตของลูกๆ อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า พญานาคใหญ่สีแดงไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร ฉันควรพึ่งพระเจ้าเพื่อยืนหยัดเป็นพยาน ส่วนอนาคตของลูกๆ และชะตากรรมของครอบครัว พระเจ้าทรงลิขิตไว้ล่วงหน้านานแล้ว ฉันเต็มใจนบนอบต่อการทรงจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการ

ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาบังคับให้ลูกชายฉันไปหยิบยืมเงินมา จนวันที่สี่หลังการจับกุม วันนั้นพวกเขาพาลูกฉันเข้ามากับหัวหน้าหน่วยความมั่นคงสาธารณะ พอลูกเห็นหน้าฉันบวมช้ำไปหมด เขาก็เริ่มร้องไห้พูดว่า “แม่ ไม่ต้องห่วงนะ เราจะไม่จัดงานแต่งตอนนี้ ผมจะหาทางยืมเงินมาพาแม่ออกไปนะ” พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ฉันสั่นกลัวข้างในและรู้สึกแย่มาก หลังจากนั้น หัวหน้าตู้ก็สั่งหัวหน้าหน่วยความมั่นคงสาธารณะว่า “คุณต้องช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องเงินนี้ด้วย” แล้วก็พูดเสริมแปลกๆ ว่า “พวกเขามีญาติไหม? ลองดูสิว่าพวกเขาจะยืมเงินจากญาติได้ไหม?” หัวหน้าหน่วยความมั่นคงสาธารณะพยักหน้าและโค้งบอกว่า “พอกลับไปแล้ว ผมจะคุยกับพี่สาวพี่ชายของเธอและให้สามีเธอคิดหาทางให้ได้” เจ้าหน้าที่อีกคนชี้มาที่ฉันและพูดว่า “เห็นไหม ลูกชายกับหัวหน้าหน่วยความมั่นคงฯ ดูแลคุณดีแค่ไหน” พอเห็นว่าพวกเขาละโมบแค่ไหน ฉันก็โกรธตอบไปว่า “ฉันไม่ได้ติดต่อกับพี่ชายพี่สาว อย่าไปติดต่อเขานะ” เจ้าหน้าที่อีกคนตะโกนว่า “ใบเสร็จบอกว่า 250,000 ไม่ใช่หรือไง? เราเจอแค่ 120,000 เอง ดังนั้นคุณต้องหาส่วนต่างมาให้ได้ ไม่ว่ายังไงก็ตาม!” ฉันหลังชนฝา ไม่มีทางเลือกอื่น เลยพูดว่า “งั้นก็ขายบ้านฉันเลย” หัวหน้าหน่วยความมั่นคงฯ จ้องเหยียดฉัน แล้วพูดว่า “บ้านเธอไม่มีราคานักหรอก คิดจริงๆ เหรอว่าขายแล้วจะได้ส่วนต่าง?” พอเจ้าหน้าที่ได้ยิน เขาก็กลับไปบังคับให้ลูกชายฉันหยิบยืมเงิน ลูกฉันจำเป็นต้องตกลง เขาออกไปทั้งน้ำตา ตอนนั้นฉันโกรธมาก “พญานาคใหญ่สีแดงต่ำช้าและน่ารังเกียจมาก พวกเขาคอยอ้างว่าเห็นด้วยกับเสรีภาพทางศาสนา แต่ในความเป็นจริงกลับกดขี่ จับกุม และทำทารุณคนที่มีความเชื่อ ใช้ทุกมาตรการที่จำเป็น ขโมยเงินเรา ปล้นเครื่องบูชาของพระเจ้า ปล่อยให้ผู้คนแร้นแค้น ฉันได้เห็นชัดว่าพญานาคใหญ่สีแดงเป็นแค่ผีที่ต้านทานพระเจ้าและทำทารุณมวลมนุษย์ ทำให้ฉันแน่วแน่ยิ่งขึ้นที่จะติดตามพระเจ้า” ฉันอดร้องเพลงสรรเสริญในใจไม่ได้ “โดยผ่านทางบททดสอบและความทุกข์ลำบาก ฉันได้ตื่นขึ้นในที่สุด ฉันได้เห็นว่าซาตานน่าดูหมิ่น โหดร้าย และชั่ว เพลิงแห่งความเดือดดาลลุกโชนในหัวใจของฉัน ฉันปฏิญาณด้วยชีวิตของฉันว่าจะละทิ้งพญานาคใหญ่สีแดงและเป็นพยานให้แก่พระเจ้า” (“ฉันปฏิญาณว่าจะติดตามพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อจนตาย” ใน ติดตามพระเมษโปดกและขับร้องบทเพลงใหม่ๆ) ไม่ว่าซาตานจะทำทารุณยังไง ฉันก็จะยืนหยัดเป็นพยานและทำให้ซาตานอับอาย

ช่วงสองสามวันจากนั้น พวกเขาใช้วิธีทรมานที่ต่างออกไป ใส่กุญแจมือฉันไว้กับเก้าอี้ ไม่ยอมให้กินให้นอน พร้อมทั้งสอบปากคำซ้ำๆ ถามคำถามเดิมๆ “เงิน 250,000 อยู่ไหน? ใครเอาไป? คนที่เอาเงินไปชื่ออะไร? หน้าตายังไง?” ฉันกังวลและเครียดมากทั้งวัน ทุกวัน พอถึงวันที่แปด พอหัวหน้าตู้ยังทำให้ฉันเปิดปากไม่ได้ เขาก็พาลูกชายฉันมาอีก และบอกเขาว่าจะไม่ปล่อยฉันไปจนกว่าเขาจะหาเงินมาได้ 130,000 ลูกฉันขมวดคิ้วอย่างกังวลและพูดว่า “ผมลองถามทุกคนแล้ว แต่หาเงินเท่านั้นไม่ได้” เขายังบังคับลูกชายฉันให้ขอเงินกับลูกสาวฉัน ฉันโพล่งออกไปด้วยความโกรธว่า “เราเป็นแค่ครอบครัวชาวนาธรรมดา สามีฉันป่วยมาหลายปีแล้ว จะเอาเงินขนาดนั้นมาจากไหน?” แต่หัวหน้าตู้เมินฉันไปเฉยๆ จ้องลูกชายฉัน พูดว่า “กลับไปซะแล้วหาเงินมา”

พอถึงวันที่สิบ พวกเขารู้แล้วว่าจะไม่ได้ข้อมูลมีค่าอะไรจากฉัน พวกเขาก็เลยปล่อยฉันกลับบ้าน ตอนที่ออกมา พวกเขาเตือนฉันว่าให้หาเงินมาให้ครบ 250,000 ให้เร็วที่สุด แล้วพูดว่า “ส่วนเจ้าคนที่ขอให้คุณเก็บเงินบริจาคไว้น่ะ ถ้าหาตัวมันให้เราได้ เราจะคืนเงินของคุณให้” ฉันคิดในใจ “พวกเขาแค่ใช้เงินมาพยายามบีบบังคับให้ฉันขายพี่น้องชายหญิง ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นหรอก” ต่อมาฉันถึงได้รู้ว่า ลูกชายให้เงินตำรวจไปมากกว่า 80,000 หยวนให้ปล่อยตัวฉัน

เราไม่ได้มั่งมีอยู่แล้วแต่แรก ดังนั้นพอตำรวจเอาเงินเก็บเราไป ชีวิตเราก็ยิ่งยากลำบากกว่าเดิม สามีฉันทำงานไม่ได้ และฉันก็ทนทุกข์จากอาการมือสั่น หลังจากโดนตำรวจทรมาน อาการมือสั่นก็ยิ่งแย่ เตรียมกับข้าวยังไม่ได้เลย ออกไปทำงานยิ่งแล้วใหญ่ พอไม่มีแหล่งรายได้ที่ไหน เราก็มีเงินแทบไม่พอซื้อผัก บะหมี่ ของใช้ประจำวัน หนหนึ่ง ฉันอยากซื้อกระดาษชำระ แต่ในกระเป๋าไม่มีเงินสักแดง พรรคคอมมิวนิสต์จีนเอาเงินเราไปหมด แล้วทีนี้เราก็มีไม่พอที่จะอยู่รอดแต่ละวันด้วยซ้ำ เราจะใช้ชีวิตอย่างนี้ได้ยังไง? พอคิดเรื่องนี้ทีไร ฉันก็รู้สึกหดหู่มาก ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจจะโทรมาเรียกตัวเราเป็นครั้งคราว จนฉันรู้สึกกังวลทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ญาติๆ กับเพื่อนๆ เราหลบหน้าเราเหมือนเราเป็นโรคระบาด เพราะไม่อยากพัวพันด้วย และคนในหมู่บ้านก็ตัดสินเราอยู่ตลอด บางครั้ง มันก็หนักเกินกว่าที่ฉันจะรับไหว ฉันรู้สึกกลัดกลุ้มมาก หดหู่มาก จนอดไม่ได้ที่จะออกไปร้องไห้ในไร่คนเดียว ตอนที่ร้องไห้ก็อธิษฐานถึงพระเจ้าว่า “พระเจ้า! ข้าพระองค์รู้สึกอ่อนแอมากในสถานการณ์นี้ และไม่รู้จะผ่านไปยังไง ขอให้พระองค์โปรดทรงนำ ประทานความเชื่อและกำลังมาให้” หลังอธิษฐาน ฉันคิดถึงพระวจนะของพระเจ้าบทตอนหนึ่ง “เส้นทางที่พระเจ้าทรงนำเราไปไม่ได้เป็นเส้นตรงตลอด แต่เป็นถนนคดเคี้ยวซึ่งเต็มไปด้วยหลุมบ่อ และพระเจ้าตรัสว่า ยิ่งถนนขรุขระมากขึ้นเท่าไร มันยิ่งสามารถเผยถึงหัวใจรักของพวกเราได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ไม่มีใครในพวกเราเลยที่สามารถเปิดเส้นทางเช่นนี้ได้ ในประสบการณ์ของเรา เราได้เดินบนเส้นทางขรุขระและเสี่ยงอันตรายมามากมาย และได้ทนฝ่าความทุกข์อันใหญ่หลวง บางคราวเราเคยถึงกับโศกาจาบัลย์เป็นที่สุดจนอยากจะร้องออกมา แต่เราก็ได้เดินบนเส้นทางนี้ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ เราเชื่อว่านี่คือเส้นทางซึ่งทรงนำโดยพระเจ้า ดังนั้นเราจึงทนฝ่าความทรมานในความทุกข์ทนทั้งมวลแล้วไปต่อ เพราะนี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ ใครเล่าจะหลีกพ้นได้? เราไม่ได้ร้องขอเพื่อรับพรใดๆ ทั้งหมดที่เราขอคือให้เราสามารถเดินบนเส้นทางที่เราควรเดินตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เราไม่ได้มุ่งพยายามเลียนแบบคนอื่นหรือเดินบนหนทางที่พวกเขาเดิน ทั้งหมดที่เราแสวงหาคือการที่ได้อุทิศตนจนลุล่วงด้วยการเดินไปบนเส้นทางที่ถูกตั้งไว้ให้จนสุดทาง(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, เส้นทาง… (6)) ตอนที่ใคร่ครวญพระวจนะ น้ำตาฉันก็ไหลลงมาเป็นสาย ฉันคิดได้ว่าการเชื่อและติดตามพระเจ้าในประเทศที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีอำนาจ ย่อมมาพร้อมกับความยากลำบากและการกดขี่ทั้งปวง ครอบครัวฉันอาจเสียเงินเก็บไปและถูกลดมาตรฐานการครองชีพ เพราะฉันถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนจับและข่มเหง แต่สิ่งนี้ถูกลิขิตไว้โดยพระเจ้า เป็นประสบการณ์ชีวิตพิเศษที่พระเจ้าทรงนำให้ฉันผ่าน พระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ลำบากยากเย็นนี้ทดสอบความเชื่อของฉัน ฉันควรนบนอบและเป็นพยานให้กับพระเจ้าตลอดความยากลำบากนี้

วันต่อๆ มาจากนั้น สามีกับฉันให้กำลังใจกันเยอะมาก ร้องเพลงสรรเสริญด้วยกันบ่อยๆ ต่อมา พี่น้องชายหญิงก็เริ่มมาช่วยเรา บ้างก็ให้เงินเรา บ้างก็ให้ข้าวของจำเป็น คนอื่นๆ ยังสามัคคีธรรมกับเรา ให้การสนับสนุน เป็นความรักของพระเจ้า และพระวจนะของพระองค์ ที่นำเราผ่านวันคืนที่มืดมนเหล่านั้นมาได้ ต่อมา เราก็ตั้งแผงขายของ เริ่มทำธุรกิจเพื่อหาเงิน แต่ตำรวจก็ยังไม่เลิกจับตาดูเราและรังควานเรา ถึงกับบังคับให้เราเขียนจดหมายรับประกันว่าจะเลิกเชื่อในพระเจ้า ฉันตอบไปอย่างเด็ดเดี่ยว “ฉันไม่เซ็นเอกสารนี่!” ฉันคิดในใจ “ต่อให้ต้องเสี่ยงชีวิต ฉันก็จะติดตามพระเจ้าไปจนถึงปลายทาง” ขอบคุณพระเจ้า!

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เมื่อแม่ถูกจองจำ

โดย โจว เจี๋ย, ประเทศจีน ฉันอายุ 15 ตอนที่ฉันกับแม่หนีจากบ้าน ฉันจำได้ว่าเราออกมากลางดึกคืนหนึ่งในปี 2002 อยู่ๆ...

ติดต่อเราผ่าน Messenger