ภาระคือพระพรของพระเจ้า

วันที่ 20 เดือน 01 ปี 2022

โดย หย่ง สุย, เกาหลีใต้

ในการเลือกตั้งของคริสตจักรเมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้รับเลือกเป็นผู้นำค่ะ ตอนที่ทราบฉันตกใจมาก และไม่กล้าเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น ฉันน่ะเหรอเป็นผู้นำ จะเป็นได้ยังไง? ผู้นำคริสตจักรต้องสามัคคีธรรมตามความจริงเพื่อแก้ปัญหาการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงได้ แต่ฉันยังเด็กกับประสบการณ์ชีวิตที่จำกัด ยิ่งกว่านั้น ฉันไม่เคยรับตำแหน่งผู้นำมาก่อนเลยค่ะ ฉันจะเหมาะกับงานนี้หรือ? เรื่องนี้รบกวนใจฉันอยู่พักใหญ่ และไม่ว่าฉันจะมองมันยังไง ฉันก็รู้สึกว่าฉันไม่มีสิ่งที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติหน้าที่นั้น ฉันรับไว้ไม่ได้ ถ้าฉันรับเอาไว้ แล้วทำงานได้ไม่ดี นั่นจะไม่เป็นการก่อความเสียหายต่อพระนิเวศของพระเจ้า ต่อพี่น้องชายหญิงของฉันเหรอคะ? อีกอย่าง ทุกคนคงเห็นกันหมดว่าฉันเป็นคนยังไง และนั่นคงน่าอับอายมากค่ะ ฉันนึกข้อแก้ตัวขึ้นมายาวเหยียด แต่พี่สาวคนหนึ่งได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ให้ฉันฟัง “การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า การฝึกฝนปฏิบัติการอธิษฐาน การยอมรับพระภาระของพระเจ้า และการยอมรับภารกิจที่พระองค์วางพระทัยมอบหมายให้เจ้า—ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อที่จะได้มีเส้นทางอยู่เบื้องหน้าเจ้า ยิ่งภาระที่พระเจ้าวางพระทัยมอบหมายให้เจ้าทำมีมากขึ้นเท่าใด พระองค์ก็ยิ่งทำให้เจ้าเพียบพร้อมได้ง่ายขึ้นเท่านั้น…หากเจ้าเป็นใครบางคนที่ใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะทำให้ภาระแท้จริงเพื่อคริสตจักรเป็นรูปร่างขึ้น อันที่จริง แทนที่จะเรียกการนี้ว่าภาระที่เจ้าแบกให้กับคริสตจักร คงจะดีกว่าหากจะเรียกมันว่าภาระที่เจ้าแบกเพื่อประโยชน์ต่อชีวิตของตัวเจ้าเอง เพราะจุดประสงค์ของภาระนี้ที่เจ้าทำให้เป็นรูปร่างขึ้นเพื่อคริสตจักรคือการให้เจ้าใช้ประสบการณ์เช่นนี้เพื่อได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า” (“จงใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงความเพียบพร้อม” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) การได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้ ช่วยให้ฉันเข้าใจขึ้นบ้าง ว่าการได้รับการมอบหมายนั้น คือพระเจ้าทรงมอบโอกาสให้ฉันฝึกฝนตัวเอง แม้ฉันจะยังบกพร่องอยู่มากก็ตาม การทำหน้าที่นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการนำผู้อื่น และแก้ไขปัญหาของผู้คน แต่ยังเป็นเรื่องของการเพิ่มความจดจ่อต่อการเข้าสู่ความจริง ผ่านหน้าที่ของฉันด้วย ก่อนอื่นเลย ฉันจำเป็นต้องแสวงหาความจริง เพื่อระบุปัญหาของตัวเอง นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะใช้ประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของฉัน ช่วยเหลือเรื่องยากลำบากของพี่น้องชายหญิง พระเจ้าทรงมอบหมายพระบัญชาแก่ฉัน คือทรงมอบภาระแก่ฉันด้วย ในฐานะผู้นำคริสตจักร ฉันจะต้องใส่ใจทุกกิจการของคริสตจักร จัดการผู้คน สิ่งต่างๆ และเหตุการณ์มากมาย และทำงานกับปัญหาหลายๆ อย่าง แล้วก็เรียนรู้ว่าจะใช้ความจริงเพื่อแก้ไขปัญหายังไง นั่นแปลว่าฉันจะก้าวหน้าได้เร็วขึ้น ในความเข้าใจถึงความจริงของฉัน และฉันจะมีโอกาสได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้ามากขึ้นค่ะ ฉันยังนึกถึงพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “หากเจ้าไม่เสาะแสวงโอกาสเหมาะที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า และหากเจ้าไม่เพียรพยายามที่จะล้ำหน้าผู้อื่นในกลุ่มในการแสวงหาความเพียบพร้อมของเจ้า เช่นนั้นแล้ว ในท้ายที่สุด เจ้าก็จะเต็มไปด้วยความสำนึกผิด โอกาสที่เหมาะที่สุดที่จะบรรลุถึงความเพียบพร้อมคือปัจจุบัน บัดนี้คือเวลาที่เหมาะสมอย่างสุดขั้ว หากเจ้าไม่พยายามอย่างจริงจังจริงใจที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้า ทันทีที่พระราชกิจของพระองค์ได้สรุปปิดตัว มันก็จะสายเกินไป—เจ้าจะพลาดโอกาสไปแล้ว ไม่สำคัญว่าความทะเยอทะยานของเจ้าจะยิ่งใหญ่เพียงใด หากพระเจ้าไม่ทรงปฏิบัติพระราชกิจอีกต่อไป เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะใช้ความพยายามใดก็ตาม เจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะบรรลุถึงความเพียบพร้อมได้เลย” (“จงใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงความเพียบพร้อม” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันตระหนักได้ว่า โอกาสที่ฉันจะได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้นำนั้น ที่จริงเป็นโอกาสที่พระเจ้าจะทรงทำให้ฉันเพียบพร้อม พระราชกิจของพระเจ้าอยู่ในช่วงระยะสุดท้ายแล้ว เราจึงเหลือเวลาทำหน้าที่ไม่มากนัก การปฏิเสธพระบัญชานั้น แปลว่าแม้ภายหลังฉันจะต้องการทำงานนี้ ก็จะไม่มีโอกาสได้ทำอีก ถึงจะเสียใจก็คงไม่ทันการณ์แล้ว ฉันรู้สึกเหมือนฉันไม่สามารถใช้ชีวิตที่ถูกครอบงำโดยความยากลำบากได้อีกต่อไป ทั้งยังไม่สามารถคิดถึงอะไรได้นอกจากหน้าตาและสถานะของฉันเอง ฉันต้องยอมรับและนบนอบค่ะ ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าในหัวใจ และขอบคุณพระองค์สำหรับโอกาสในการปฏิบัตินั้น เต็มใจพึ่งพิงพระเจ้าและทำหน้าที่ของฉันให้ดีที่สุดค่ะ

แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจ ฉันเจออุปสรรคครั้งแรก หลังเข้ารับหน้าที่ใหม่ได้ไม่กี่วันเอง ในการชุมนุมครั้งหนึ่ง ผู้นำระดับสูงได้พูดถึงมัคนายก ที่มีความสามารถแต่โอหังอย่างเหลือเชื่อ เขาเผด็จการในหน้าที่ และไม่เคยหารือกับใครเลย เขาก่อความเสียหายให้งานของพระนิเวศของพระเจ้า ผู้นำได้ถามเรา ว่าคิดยังไงกับคนประเภทนั้น ฉันคิดว่า เขาเป็นคนโอหังมาก และทำงานอย่างปรองดองกับพี่น้องชายหญิงไม่ได้ เขาไม่เหมาะจะเป็นมัคนายกสักนิด และควรถูกย้ายออกไป ฉันแบ่งปันความคิดของตัวเองไป แต่พอ ผู้นำสามัคคีธรรมฉันถึงตระหนักได้ว่า เขาเป็นผู้เชื่อมาได้ไม่นาน แต่มีความสามารถอยู่บ้าง และทนทุกข์จากความโอหังร้ายแรง ตราบใดที่เขายอมรับความจริงได้ ก็พอฝึกกันได้ และเขาจำเป็นต้องสามัคคีธรรมบนความจริงมากขึ้น เพื่อช่วยและสนับสนุนเขา เขาสามารถถูกเปิดโปงและจัดการได้ด้วย แต่การวู่วามปลดและกำจัดเขาทิ้ง เป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ทีแรก ฉันรู้สึกว่าถึงฉันจะมีมุมมองที่ผิด และรู้สึกอายอยู่บ้าง ฉันก็ได้เข้าใจหลักปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรม ดังนั้นสุดท้ายแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่ต่อมา ฉันก็พบว่า ผู้นำคริสตจักรคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ มีปัญญาแยกแยะ ในเรื่องนี้อยู่บ้างแล้ว เทียบกับพวกเขาแล้ว ฉันยังบกพร่องอยู่มากจริงๆ ความเข้าใจความจริงของฉันนั้นคับแคบ ฉันขาดปัญญาแยกแยะ และขาดหลักการในการปฏิบัติต่อผู้อื่น ฉันครอบครองคุณสมบัติของผู้นำจริงๆ หรือคะ การจะเป็นผู้นำ ต้องมีความเข้าใจความจริงและเข้าใจเชิงลึกบางอย่าง เกี่ยวกับคนทุกแบบ ต้องรู้จัก เข้าหาคนทุกแบบในคริสตจักรให้ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงก็ทำให้เห็นแล้วว่า ฉันไม่มีคุณสมบัตินั้นเลย พอทบทวนดู ฉันอยากยกธงชาวยอมแพ้เลยค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ฉันเพิ่งทำหน้าที่นั้นได้ไม่กี่วัน งานก็กำลังพอกพูน แล้วดันมาเจอเรื่องยากอีก ฉันรู้สึกเหมือน หน้าที่นั้นคงเหน็ดเหนื่อย และลำบาก สำหรับฉันค่ะ ช่วงค่ำวันนั้น หัวใจของฉันรู้สึกปั่นป่วนมาก ฉันคิดว่า ในบรรดาผู้นำทั้งหมด ฉันต้องเป็นคนที่ธรรมดาสุดแน่ๆ ฉันเสียมารยาท ตั้งแต่เพิ่งเป็นผู้นำ ผู้นำระดับสูงของเราต้องมองออก และเห็นว่าฉันขาดวุฒิภาวะ ไร้ความสามารถ และปัญญาแยกแยะ เขาคงจะคิดว่าฉันไม่มีศักยภาพที่ควรได้รับการโอบอุ้ม พี่น้องชายหญิงจะคิดกับฉันยังไง? จะพูดว่าฉันขาดความเข้าใจเชิงลึกโดยสิ้นเชิง และคิดผิด ที่เลือกฉันเป็นผู้นำหรือเปล่า ยิ่งจมจ่ออยู่กับเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกเหมือนฉันไม่อาจเสนอหน้าในฐานะผู้นำได้ค่ะ ฉันสงสัย ว่าฉันควรสำนึก และลาออกจากตำแหน่งให้เร็วที่สุดหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม ความคิดนั้นก็ทำให้ฉันไม่สบายใจค่ะ หลังจากยอมรับหน้าที่นี้ ฉันก็อธิษฐานต่อพระเจ้าและตั้งปณิธานทันที แล้วถ้าฉันทิ้งมันไปอย่างจองหอง นั่นจะไม่เป็นการ ทรยศพระเจ้าหรือ คืนวันนั้น ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้า บอกเล่าความลังเลในใจ ขอพระองค์ทรงนำให้ฉันได้รู้จักตัวเอง ให้รู้ว่าฉันควรผ่านเรื่องนี้ไปยังไง

เช้าวันต่อมา ตอนที่กำลังอ่าน พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน ฉันได้อ่านบางเรื่องของโยบ ที่ดลใจฉันอย่างมากเลยค่ะ “ถึงแม้ว่าเขาจะมีตำแหน่งและสถานะที่มีเกียรติ เขาไม่เคยได้รักหรือให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้เลย เขาไม่ได้ใส่ใจว่าคนอื่นๆ มองตำแหน่งของเขาอย่างไร อีกทั้งเขาไม่ได้สนใจเกี่ยวกับว่าการกระทำหรือการประพฤติของเขาจะมีผลกระทบเชิงลบกับตำแหน่งของเขาหรือไม่ เขาไม่ได้ดื่มด่ำกับประโยชน์แห่งตำแหน่ง อีกทั้งเขาไม่ได้ชื่นชมสง่าราศีที่มากับตำแหน่งและสถานะ เขาเพียงแต่ใส่ใจกับคุณค่าของเขาและนัยสำคัญแห่งการดำรงชีวิตของเขาในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์พระเจ้าเท่านั้น ตัวตนที่แท้จริงของโยบคือเนื้อแท้จริงๆ ของเขา นั่นคือ เขาไม่ได้รักชื่อเสียงและโชควาสนา และไม่ได้ดำรงชีวิตเพื่อชื่อเสียงและโชควาสนา เขาซื่อตรง และบริสุทธิ์ และปราศจากความเท็จ” (“พระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เอง 2” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) จากพระวจนะของพระเจ้า ฉันได้เห็นว่า ถึงโยบจะถูกยกระดับไว้สูงมาก และเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งตะวันออก ตัวเขากลับไม่เคยห่วงว่าคนอื่นจะเห็นหรือประเมินคุณค่าเขายังไง เมื่อเขาเผชิญกับบททดสอบ ที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยฝี ขณะนั่งอยู่ในกองขี้เถ้า ขูดเนื้อตัวด้วยเศษหม้อ เขาก็ไม่ได้รู้สึกกังวลว่า เรื่องนี่จะส่งผลลบต่อสถานะ และตำแหน่ง ของเขาหรือไม่ แม้ผู้คนรอบข้าง จะหัวเราะเยาะ เขาก็ไม่เก็บมาใส่ใจ โยบไม่ได้กระหายชื่อและสถานะ สิ่งเดียวที่สำคัญกับเขา คือพระเจ้า จะทรงมองการกระทำของเขายังไง ว่าการกระทำเหล่านั้นจะสนองพระเจ้าและได้รับการเห็นชอบจากพระองค์หรือไม่ นั่นทำให้ฉันทบทวนตัวเองว่า ฉันใส่ใจเรื่องอะไร ทำไมฉันถึงรู้สึกหัวเสียนัก สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน คือมันกระทบต่อคำพูดและการกระทำ จนมีผลต่อชื่อเสียงและสถานะของฉัน ประสบการณ์ล่าสุดนั่นเป็นตัวอย่างชั้นเลิศ ความอ่อนแอถูกแสดงออกมา ฉันไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อผู้คนตามหลักยังไง แต่สิ่งเดียวที่ฉันคิดก็คือ ผู้นำจะดูถูกฉันไหม พี่น้องชายหญิงจะเสียใจที่เลือกฉันมาหรือเปล่า ฉันไม่ได้คิดสักนิด ว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าคืออะไร บทเรียนใดที่ฉันควรเรียนรู้ และความจริงใดที่ฉันควรได้รับจากสถานการณ์นั้น ฉันจดจ่ออยู่กับสิ่งผิดๆ อย่างแท้จริง ฉันอยากล้มเลิกหน้าที่ที่พระเจ้าทรงมอบหมาย เพียงเพื่อจะรักษาหน้าและสถานะของฉัน ฉันตระหนักว่าฉันกบฏและอกตัญญูเกินไป

ในการทบทวนหลังจากนั้น ฉันสงสัยว่าทำไม ความผิดพลาดถึงทำให้ฉันเจ็บปวดนัก ถึงขนาด ไม่อยากทำหน้าที่อีกต่อไป อุปนิสัยที่ควบคุมฉันคืออะไร ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “สิ่งทั้งหลายดังเช่นพวกศัตรูของพระคริสต์นั้น คิดคดทรยศและฉลาดแกมโกง พวกเขาพูดจาอย่างระมัดระวัง โดยไม่เปิดเผยอะไรเลย และหากพวกเขาพูดบางสิ่งที่เป็นการเปิดเผย พวกเขาก็จัดการแก้ไขสิ่งนั้นเสียใหม่ พวกเขาจัดการแก้ไขสิ่งนั้นเสียใหม่อย่างไรหรือ? บางทีพวกเขาก็ไม่สามารถจัดการแก้ไขสิ่งนั้นเสียใหม่ได้ในทันที ซึ่งในกรณีนั้นก็กลายเป็นว่า พวกเขาหลับไม่ลงในตอนกลางคืนและกินไม่ลงในระหว่างวัน ทั้งนี้ ในขณะที่พวกเขานั่ง ในขณะที่พวกเขาเดิน พวกเขาก็คิดว่า ‘ฉันจะกอบกู้กิตติศัพท์ของฉัน ชื่อเสียงที่ดีของฉันอย่างไรดี? ฉันจะรักษาตำแหน่งของฉันไว้อย่างไรดี? ฉันจะกันมิให้ผู้อื่นดูแคลนฉันและมองฉันอย่างทะลุปรุโปร่งอย่างไรดี?’ ความคิดทั้งหมดของพวกเขาอยู่กับเรื่องเหล่านี้ บางเวลาพวกเขาอาจมีความจงรักภักดีนิดหน่อยหรือจ่ายราคาให้กับบางสิ่ง และพวกเขาอาจทำสิ่งทั้งหลายที่ดูเหมือนว่าถูกต้องจากภายนอก ทว่าเบื้องหลังการกระทำเหล่านี้คือความลับที่พวกเขาไม่เคยแบ่งปันเลย สถานะและกิตติศัพท์ของศัตรูของพระคริสต์นั้นก็คือ โครงการที่พวกเขาเข้ารับภาระหน้าที่ในตอนที่พวกเขาเริ่มที่จะเข้าใจสิ่งทั้งหลาย และก็ดำเนินต่อไปตลอดชั่วชีวิตของพวกเขา นั่นคือธรรมชาติแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์ หากวันหนึ่งพวกเขาเพลี่ยงพล้ำและทำให้ตัวเองต้องตะขิดตะขวงอับอาย โดยปล่อยให้ผู้อื่นมองเห็นว่า ในบางด้านนั้น พวกเขาก็ผิด หรือมีข้อตำหนิ หรือไม่ดีพอด้วยเหมือนกัน จากนั้น พวกเขาก็ไม่คำนึงถึงการนี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ดี และพวกเขาก็ทรมานกับเรื่องนี้ และนั่นคอยรังควาญจิตใจของพวกเขา และทำให้พวกเขากระอักกระอ่วน พวกเขาทั้งนอนไม่หลับ และพวกเขาก็กินไม่ได้ และบ่อยครั้งที่พวกเขาไม่มีสมาธิ เมื่อผู้อื่นถามพวกเขาว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่มีสมาธิ พวกเขาก็กล่าวว่าหน้าที่ของพวกเขาได้ทำให้พวกเขามีธุระยุ่งมากจนกระทั่งพวกเขาไม่ได้หลับไม่ได้นอน ซึ่งไม่ใกล้เคียงกับความจริงเลย—พวกเขาทำทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อใช้เล่ห์เหลี่ยมกับผู้อื่น พวกเขากำลังคิดอะไรกับตัวเองอยู่นะหรือ? ‘ฉันได้เพลี่ยงพล้ำไปและทำให้ตัวเองต้องตะขิดตะขวงอับอาย ฉันจะสามารถไถ่ตัวเองได้อย่างไรเล่า? สิ่งใดเล่าที่ฉันสามารถทำได้เพื่อไถ่ตัวเองโดยไม่ให้ผู้อื่นเห็นว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่? กิริยามารยาทใด น้ำเสียงใดเล่าที่ฉันควรใช้เพื่อให้คำอธิบายในเรื่องนี้? วิธีใดหนอที่ฉันจะเปิดปากพูดโดยที่ผู้อื่นไม่สังเกตเห็นว่าฉันกำลังให้คำอธิบายในเรื่องนี้อยู่?’ พวกเขาใช้ความคิดอย่างละเอียดมากในเรื่องนี้ โดยพิจารณาเรื่องนี้จากทุกมุม จนกระทั่งสมองของพวกเขาบีบเค้น และไม่ใช้ความคิดถึงอาหารหรือเครื่องดื่มแต่อย่างใดเลย” (“พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและป้อนผลประโยชน์และความทะเยอทะยานให้กับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยพิจารณาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นขายผลประโยชน์เหล่านั้นจนหมดสิ้นเพื่อแลกกับสง่าราศีส่วนบุคคล (ภาคที่สอง)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) พอใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าฉันเห็นว่า พฤติกรรมของตัวฉัน เหมือนกับพวกศัตรูของพระคริสต์ที่พระเจ้าทรงเปิดโปง ที่คิดถึงแต่ชื่อเสียงและสถานะของตนไม่มีผิด ฉันขายหน้า เพราะทำเรื่องวุ่นวาย และพี่น้องชายหญิง ได้เห็นความอ่อนแอของฉัน ฉันรู้สึกเหมือนมัน เป็นอะไรที่น่าอับอายมาก ฉันเลยกลายเป็นคนหมกมุ่น ว่าพวกเขาจะคิดกับฉันยังไง ฉันไม่อาจสงบใจ เพื่อทำหน้าที่ระหว่างวันได้ด้วยซ้ำ ส่วนตอนกลางคืน ก็คิดจนนอนไม่หลับ มันตามหลอกหลอนฉันทั้งวันทั้งคืนเลยค่ะ คนอื่น เห็นกันหมดแล้ว ฉันไม่มีทางกู้สถานการณ์กลับมาได้ ฉันไม่อาจเรียกคืนเกียรติมาได้ และเสียความตั้งใจที่จะทำหน้าที่ไปเลย รู้สึกเหมือนว่าถ้าฉันล้มเลิก อย่างน้อยฉัน ก็ไม่ถูกมองว่าเป็นคนล้มเหลว ที่ทำงานได้แย่ จนคนอื่นมองดูถูก ฉันยังนึกถึงพระวจนะที่ว่า “สถานะและกิตติศัพท์ของศัตรูของพระคริสต์นั้นก็คือ โครงการที่พวกเขาเข้ารับภาระหน้าที่ในตอนที่พวกเขาเริ่มที่จะเข้าใจสิ่งทั้งหลาย และก็ดำเนินต่อไปตลอดชั่วชีวิตของพวกเขา นั่นคือธรรมชาติแก่นแท้ของศัตรูของพระคริสต์” (“พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและป้อนผลประโยชน์และความทะเยอทะยานให้กับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยพิจารณาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นขายผลประโยชน์เหล่านั้นจนหมดสิ้นเพื่อแลกกับสง่าราศีส่วนบุคคล (ภาคที่สอง)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) นี่แสดงให้ฉันเห็น ว่าหนึ่งในนิสัยหลักของศัตรูของพระคริสต์ คือทำเพียงเพื่อซื่อเสียงและสถานะของเขาเท่านั้น เหล่านั้นยังเป็นสิ่งที่พวกเขาไล่ตามและหมายมุ่งตลอดทั้งชีวิต ศัตรูของพระคริสต์ วางชื่อเสียงและสถานะเหนือสิ่งอื่นใด ฉันตระหนักได้ว่า นั้นบอกถึงตัวฉันด้วย ตลอดช่วงเวลา ที่ฉันยังเป็นนักเรียน ฉันต้องการเป็นที่หนึ่งของห้องเสมอ เพื่อที่ครูจะได้ชื่นชม และครอบครัวกับเพื่อนๆ ก็จะเยินยอฉัน หลายปีที่ฉันทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระเจ้านี้ ฉันรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ ที่จะไล่ตามชื่อเสียง และสถานะ มันไม่ได้หมายถึงการมีความจริงเลย ภายนอกฉันไม่ไล่ตามสิ่งเหล่านั้นแม้แต่น้อย แถมลึกลงไป ฉันก็ยังรักชื่อเสียงอยู่ และฉันต้องการทำได้ดีในทุกอย่างที่ฉันทำ เพื่อที่คนอื่นจะได้ชื่นชม และเคารพฉัน ตอนที่ยอมรับตำแหน่งผู้นำคริสตจักร ฉันก็หวังว่าฉัน ควรค่าแก่ตำแหน่ง “ผู้นำ” และจะได้รับการยกย่อง ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง เมื่อฉันทำบางอย่างล้มเหลว ฉันคิดว่าพี่น้องชายหญิงคงดูถูก ชื่อเสียงคงจะเสื่อมเสีย ฉันจึงไม่อยากทำหน้าที่นั้นต่อไป ฉันเห็นว่า ฉันแค่ถนอมภาพลักษณ์ของฉันในหัวใจคนอื่น แทนที่จะถนอมโอกาสที่จะทำหน้าที่ เมื่อชื่อเสียงของฉันตกอยู่ในอันตราย ฉันก็อยากยอมแพ้กับหน้าที่ที่ทรงมอบหมาย ฉันนึกถึงแค่ชื่อเสียงและสถานะเท่านั้น ฉันได้เห็นว่า อุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์ ไหลเวียนในตัวฉัน ว่าฉันอยู่บนทางแห่งศัตรูของพระคริสต์ ฉันมาคิดว่า ทำไมพี่น้องชายหญิงถึงควรเคารพฉัน ฉันไม่ได้ครอบครองความจริงไม่มีประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ความสามารถก็ไม่ดี แถมยังหมกมุ่นอยู่กับสถานะอีก คนอย่างฉัน ถูกอุปนิสัยเยี่ยงซาตานเข้าครอบงำ ยังต้องการให้คนอื่นเทิดทูนฉัน! ฉันมันหน้าไม่อายเลยจริงๆ!

ในตอนนั้น ฉันครุ่นคิดและแสวงหาความจริงในมุมนี้ด้วยค่ะ มีพระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งที่เป็นประโยชน์มาก “ในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เมื่อเจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้สร้าง เจ้าควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า นี่คือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมที่จะทำ ด้วยเหตุที่ผู้คนควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง พระผู้สร้างจึงได้ทรงพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมท่ามกลางมวลมนุษย์อีกครั้ง พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจต่อมวลมนุษย์คืบหน้าไปอีกหนึ่งขั้นตอน แล้วนั่นคือพระราชกิจใดเล่า? พระองค์ทรงจัดเตรียมความจริงไว้ให้มวลมนุษย์ โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับความจริงจากพระองค์ในยามที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา และด้วยผลจากการนั้น จึงปลดเปลื้องอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของพวกเขาและได้รับการชำระให้สะอาด ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงมาสนองน้ำพระทัยของพระเจ้าและออกเดินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต และในท้ายที่สุด พวกเขาจึงสามารถยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว บรรลุความรอดโดยบริบูรณ์ และไม่อยู่ภายใต้ความทุกข์ร้อนจากซาตานอีกต่อไป นี่คือผลลัพธ์หลักๆ ที่พระเจ้าจะทรงให้มนุษย์สัมฤทธิ์ในท้ายที่สุดโดยการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า เจ้าจึงไม่เพียงแค่ชื่นชมคุณค่าและนัยสำคัญที่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้างนำพามาสู่ชีวิตเจ้าเท่านั้น ที่เลยพ้นไปกว่านี้ก็คือ เจ้าได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการช่วยให้รอด และในท้ายที่สุดแล้ว ก็มาดำรงชีวิตอยู่ในความสว่างแห่งพระพักตร์ของพระผู้สร้าง…ในแง่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ทุกคนที่มาอยู่เฉพาะพักตร์พระเจ้าและทำหน้าที่ของตนในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง รับสิ่งซึ่งมีคุณค่าและสวยงามที่สุดท่ามกลางมนุษยชาติจากพระเจ้า ไม่มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างสักสิ่งเดียวท่ามกลางมวลมนุษย์สามารถรับพระพรดังกล่าวจากพระหัตถ์ของพระผู้สร้างได้โดยแค่เหตุบังเอิญ สิ่งที่สวยงามเช่นนั้นและยิ่งใหญ่เช่นนั้นถูกลูกหลานของพวกศัตรูของพระคริสต์บิดเบือนให้เป็นธุรกรรมแลกเปลี่ยน ซึ่งพวกเขาใช้เพื่อเรียกร้องมงกุฎและบำเหน็จจากพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเช่นนั้นแปรบางสิ่งซึ่งสวยงามและชอบธรรมที่สุดไปสู่บางสิ่งซึ่งอัปลักษณ์และชั่วที่สุด นี่คือสิ่งที่พวกศัตรูของพระคริสต์ทำอยู่ใช่หรือไม่? เมื่อตัดสินจากการนี้ พวกศัตรูของพระคริสต์ชั่วหรือไม่? พวกเขาค่อนข้างชั่วอยู่เอาการจริงๆ และนี่ก็เป็นเพียงแค่การสำแดงถึงแง่มุมหนึ่งของความชั่วของพวกเขา” (“พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและป้อนผลประโยชน์และความทะเยอทะยานให้กับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยพิจารณาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นขายผลประโยชน์เหล่านั้นจนหมดสิ้นเพื่อแลกกับสง่าราศีส่วนบุคคล (ภาคที่หก)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) พอพิจารณาพระวจนะของพระเจ้าดู ฉันก็ได้ตระหนักว่า เมื่อสิ่งมีชีวิตทรงสร้างมีสิทธิพิเศษได้มาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้สร้าง และทำหน้าที่ของพวกเขาภายในขอบเขตของพระราชกิจบริหารจัดการของพระเจ้า นี่เป็นสิ่งที่งดงามและชอบธรรมที่สุดค่ะ ฉันสงสัยว่า ทำไมพระเจ้าจึงตรัสว่าการทำหน้าที่ของพวกเราเป็นสิ่งที่งดงามและชอบธรรมที่สุด นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงเสียสละประทานความจริงมากมายให้เรา พระองค์ทรงอนุญาตให้เราทำหน้าที่ในพระนิเวศของพระองค์ และให้โอกาสเราได้ฝึกฝนตัวเอง ตลอดช่วงเวลาของการทำหน้าที่ เราจึงได้มาเข้าใจและได้รับความจริง และค่อยๆ เติบโตขึ้นในชีวิต ไม่เพียงพวกเราสามารถค้นพบ เรียนรู้เกี่ยวกับ และแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเราได้เท่านั้น แต่ยังได้รับความเข้าใจที่แท้จริงในพระเจ้า และก้าวเข้าสู่เส้นทางของการยำเกรงพระเจ้าและหลบเลี่ยงความชั่ว เพื่อให้สุดท้ายเราได้รับไว้โดยพระเจ้า พระเจ้าทรงอนุญาตให้เราทำหน้าที่เพื่อที่จะประทานความจริงและชีวิตให้แก่เรา ก็เพื่อชำระเราให้บริสุทธิ์และช่วยให้รอด โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนแม้แต่นิดเดียว และในฐานะสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง เราควรเห็นและเข้าใจพระประสงค์อันจริงจังของพระเจ้า ด้วยหัวใจที่แท้จริงและซื่อสัตย์ในหน้าที่ของเรา และทุ่มเททุกอย่างให้การทำหน้าที่ เพื่อที่เราจะสามารถตอบแทนความรักของพระเจ้าได้ ระหว่างพระผู้สร้างและสิ่งทรงสร้างของพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นพระองค์เดียวที่ทรงเสียสละทุ่มเทพระองค์เอง ขณะที่มนุษย์ควรเป็นผู้นบนอบและตอบแทนพระเจ้าอย่างแท้จริง ท้ายที่สุด เราก็เราได้รับความจริงที่มาจากพระเจ้า ละทิ้งอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเราที่มาจากซาตาน ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ และเป็นผู้ที่ปลอบประโลมพระทัยของพระเจ้าได้ นี่เป็นความสัมพันธ์ที่น่ารักที่บริสุทธิ์มากค่ะ อีกอย่าง สิ่งมีชีวิตทรงสร้างผู้ยอมรับพระบัญชาของพระผู้สร้าง และทำหน้าที่ของพวกเขา ก็เหมือนเด็กที่กตัญญูต่อพ่อแม่ มันถูกต้องและเหมาะสมค่ะ มันเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุดที่ควรกระทำ และในหน้าที่นั้น เราไม่ได้ดำเนินกิจการของตัวเอง แต่เรากำลังทำส่วนของเราเพื่อเผยแผ่ข่าวประเสริฐ เพื่อที่คนอาจจะมาเฉพาะพระพักตร์พระเจ้ามากขึ้น นี่เป็นความอุตสาหะที่ชอบธรรมที่สุดบนแผ่นดินโลกนี้ แต่ตรงกันข้ามกับเหตุผลทั้งหมด มันเป็นสิ่งชอบธรรมแสนวิเศษนี้อย่างแน่นอน ที่ฉันกลับกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย และน่าเกลียด ฉันมองมันเป็นการทำธุรกรรม เป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งฉันอาจจะหรืออาจจะไม่ได้รับสถานะ ฉันเต็มใจจะทำมันถ้ามันยกระดับสถานะของฉันจริงๆ แต่ไม่อย่างนั้น ฉันก็จะปฏิเสธ โบ้ยมันไปให้คนอื่น ฉันกำลังใช้ประโยชน์จากการยกชูและพระคุณของพระเจ้าเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย อันชั่วร้ายของตัวเอง ฉันเห็นว่าฉันชั่วแค่ไหน ฉันไม่คู่ควรจะเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างของพระเจ้าด้วยซ้ำ พอคิดย้อนไปถึงทัศนคติมีต่อหน้าที่ ฉันก็เต็มไปด้วยความสำนึกผิด ฉันมาอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าว่า “พระเจ้า พระองค์ไม่ได้ทรงเบือนหน้าหนีเพราะข้าพระองค์มีความสามารถย่ำแย่ หรือเพราะประสบการณ์ในชีวิตที่น่าสมเพช พระองค์ยังทรงให้โอกาสข้าพระองค์ได้ปฏิบัติ และนี่ก็เป็นพระพร แม้กระนั้น ข้าพระองค์ก็ยังพยายามใช้หน้าที่ เพื่อทำการแลกเปลี่ยนกับพระองค์ ข้าพระองค์ช่างชั่วนัก! พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่อยากจมจ่อกับชื่อเสียงและสถานะส่วนตัวอีกต่อไป แต่ข้าพระองค์ต้องการสงวนโอกาสนี้อย่างแท้จริง และทุ่มสุดตัวเพื่อทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อจะไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง” หลังจากอธิษฐาน ฉันรู้สึกเบาใจและมีสันติสุขขึ้นมาก พอเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว การประสบความล้มเหลวและเสียหน้าเล็กน้อยหลังจากเข้ารับตำแหน่งนั้น ภายนอกดูเหมือนเป็นสิ่งที่แย่ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ดี นั่นเป็นพระเจ้าทรงแก้ไขทิศทางและเป้าหมายในการไล่ตามของฉันค่ะ สิ่งที่ฉันหวังเอาไว้ ก็คือการเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมซึ่งทำได้ดีทันทีที่ฉันเข้ารับตำแหน่ง เพื่อให้ได้รับเกียรติและการชื่นชมจากพี่น้องชายหญิง แต่ประสบการณ์นี้แสดงให้ฉันเห็น ว่าการไล่ตามชื่อเสียงและสถานะเป็นเส้นทางที่ผิด และเป็นเส้นทางแห่งความล้มเหลว ฉันได้เห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่นั้นเปิดโปงข้อบกพร่องของฉันได้ และสิ่งที่ฉันจำเป็นต้องทำก็คือการยอมรับความล้มเหลวใดๆ และเผชิญข้อเท็จจริง แล้วทำงานหนักเพื่อจัดเตรียมตัวฉันด้วยความจริง ฉันถึงจะก้าวไปข้างหน้าทีละขั้น ทำหน้าที่ของฉันให้ดี และทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้ ฉันไม่ควรพยายามเพื่อให้ผู้นำระดับสูงเห็นค่า เพื่อให้ได้รับการชื่นชมจากพี่น้องชายหญิง แม้ว่าความอ่อนแอของฉันได้ถูกเปิดเผย ว่าฉันไม่รู้วิธีจัดการผู้คนตามหลักปฏิบัติ นั่นแปลว่าฉันต้องยอมรับ ว่าฉันขาดความเป็นจริงของความจริงจริงๆ ฉันต้องเรียนรู้บทเรียน และเข้าใจหลักปฏิบัติ ไม่มีความจำเป็นต้องกลัวความล้มเหลวนั้นให้มากนัก การนำความจริงไปปฏิบัติและเติบโตในอนาคตได้ เป็นจุดสำคัญของเรื่องนี้อย่างแท้จริงค่ะ พระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนที่ผุดขึ้นในใจฉันก็คือ “โดยผ่านทางกระบวนการของการทำหน้าที่ของเขา มนุษย์ค่อยๆ เปลี่ยนไป และโดยผ่านทางกระบวนการนี้ เขาแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีของเขา ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเจ้าสามารถทำหน้าที่ของเจ้าได้มากเท่าใด เจ้าก็จะได้รับความจริงมากขึ้นเท่านั้น และการแสดงออกของเจ้าก็จะยิ่งกลายเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น” (“ความแตกต่างระหว่างพันธกิจของพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันเข้าใจจากพระวจนะของพระเจ้า ว่าคนคนหนึ่งไม่ต้องเข้าใจความจริงทุกประการและครอบครองวุฒิภาวะที่พอดี เพื่อที่จะเข้ารับหน้าที่ของผู้นำค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครพร้อมเป็นผู้นำมาตั้งแต่แรกเริ่ม พระเจ้าทรงฝึกเราผ่านหน้าที่ของเรา และผ่านการฝึกนี้ที่พระเจ้าทรงนำและทำให้เรามีความเพียบพร้อม ผ่านกระบวนการของการทำหน้าที่ เรามีแนวโน้มที่จะเปิดเผยความผิดพลาดมากมาย รวมถึงการเผชิญความล้มเหลวและพ่ายแพ้ และเราจะถูกตัดแต่งและจัดการ ด้วยการแสวงหาความจริง และค่อยๆ ยึดถือหลักปฏิบัติ เราจึงได้ปรับปรุงวุฒิภาวะของเราอย่างช้าๆ ตลอดกระบวนการนี้ เป็นเรื่องธรรมดาอย่างที่สุดที่เราจะไม่เข้าใจหรือบรรลุบางอย่าง หรือว่ามีความล้มเหลวและพ่ายแพ้ มันยังเป็นสิ่งจำเป็นให้เราก้าวผ่านไปด้วย ฉันตระหนักได้ว่า ฉันจะมืดบอดแค่ไหนถ้าฉันบอกปัดโอกาสที่จะได้รับการทำให้เพียบพร้อมโดยพระเจ้า เพราะกลัวว่าจะเสียหน้า จะถูกเหยียดหยาม ฉันจึงไม่อยากทำหน้าที่นี้ ความคิดนี้ให้อิสรภาพแก่ฉันจริงๆ ค่ะ ฉันรู้ว่าความสามารถของฉันไม่ดี ฉันไม่เข้าใจความจริง และการเข้าสู่ชีวิตของฉันนั้นน้อยนิด แต่ฉันสามารถทำงานหนักและยอมลำบาก และพยายามให้บรรลุความจริงได้ ถึงแม้ฉันจะเป็นคนที่ขาดพร่องที่สุดในบรรดาผู้นำทั้งหมดในตอนนั้น วันหนึ่งฉันอาจจะก้าวหน้าได้ ฉันนึกถึงโนอาห์ ผู้ซึ่งไม่เคยต่อเรือมาก่อน แต่หัวใจของเขาจริงแท้และทุ่มเท และเขาพึ่งพาพระเจ้าสำหรับการทรงนำ เขาพากเพียรอยู่ถึง 120 ปี และต่อเรือเสร็จในที่สุด ทำพระบัญชาจนเสร็จสิ้น ในตอนนั้น เขาไม่ได้มีพระวจนะจากพระเจ้าหรือมีคนช่วยมากมายนัก แต่ด้วยพระวจนะของพระเจ้าทรงนำฉัน และทิศทางของผู้นำของฉัน รวมถึงการร่วมมือและสนับสนุนของพี่น้องชายหญิงมากมาย ฉันมีสิทธิ์อะไรพร่ำบ่นปัญหาในหน้าที่ล่ะคะ ฉันไม่มีสิทธิ์จะยืนพร่ำบ่นอยู่แบบนั้น ความคิดนี้ ทำให้ฉันได้ใคร่ครวญว่า ฉันควรปฏิบัติหน้าที่ยังไง เพื่อที่ฉันจะสามารถทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงให้ลุล่วงได้

ไม่นานหลังจากนั้น ฉันได้อ่านพระวจนะของพระเจ้าบทตอนนี้ค่ะ “ยิ่งเจ้าใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งแบกภาระยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น และยิ่งภาระที่เจ้าแบกยิ่งใหญ่ขึ้นเท่าใด ประสบการณ์ของเจ้าก็จะยิ่งมั่งคั่งขึ้นเท่านั้น เมื่อเจ้าใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าก็จะทรงวางภาระลงบนตัวเจ้า และเช่นนั้นแล้ว ก็จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าเกี่ยวกับภารกิจซึ่งพระองค์วางพระทัยมอบหมายให้เจ้า เมื่อพระเจ้าทรงมอบภาระนี้แก่เจ้า เจ้าก็จะให้ความสนใจต่อความจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดขณะที่กำลังกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า หากเจ้ามีภาระต่อสภาวะของชีวิตพี่น้องชายหญิงของเจ้า เช่นนั้นแล้ว นี่ก็จะเป็นภาระที่พระเจ้าได้วางพระทัยมอบหมายให้เจ้า และเจ้าก็จะแบกภาระนี้ไว้กับเจ้าในการอธิษฐานประจำวันของเจ้าเสมอ เจ้าได้แบกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำไว้แล้ว และเจ้าเต็มใจทำสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะทำ นี่คือความหมายของการแบกภาระของพระเจ้าให้เป็นของเจ้าเอง ณ จุดนี้ ในการกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าของเจ้า เจ้าจะมุ่งเน้นที่ชนิดของปัญหาเหล่านี้ และเจ้าจะสงสัยว่า ฉันจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร? ฉันจะสามารถทำให้พี่น้องชายหญิงของฉันสามารถสัมฤทธิ์ผลของการปลดปล่อยให้เป็นอิสระและพบความชื่นชมยินดีฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร? เจ้าจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยขณะที่กำลังสามัคคีธรรม และเมื่อกำลังกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า เจ้าจะมุ่งเน้นที่การกินและดื่มพระวจนะที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้ เจ้าจะแบกภาระด้วยเช่นกันขณะที่เจ้ากำลังกินและดื่มพระวจนะของพระองค์ ทันทีที่เจ้าได้เข้าใจข้อพึงพระสงค์ทั้งหลายของพระเจ้าแล้ว เจ้าก็จะมีแนวคิดชัดเจนมากขึ้นว่าจะใช้เส้นทางไหน นี่คือความรู้แจ้งและความกระจ่างแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ภาระของเจ้าได้นำมา และนี่ก็ยังเป็นการทรงนำของพระเจ้าที่ได้รับการประทานแก่เจ้าอีกด้วย เหตุใดเราจึงพูดการนี้? หากเจ้าไม่มีภาระ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็จะไม่เอาใจใส่ขณะที่กำลังกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้า กล่าวคือ เมื่อเจ้ากินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าขณะที่กำลังแบกภาระ เจ้าก็จะสามารถจับความเข้าใจในแก่นแท้ของพระวจนะเหล่านั้น ค้นพบหนทางของเจ้า และใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ ดังนั้น ในการอธิษฐานของเจ้า เจ้าควรปรารถนาให้พระเจ้าทรงวางภาระบนตัวเจ้ามากขึ้น และวางพระทัยมอบหมายกิจการที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นไปอีกให้เจ้า เพื่อที่เจ้าอาจจะมีเส้นทางที่เจ้าจะได้ปฏิบัติมากขึ้นเบื้องหน้าเจ้า เพื่อที่การกินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าจะเกิดผลที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เพื่อที่เจ้าจะสามารถจับความเข้าใจในแก่นแท้ของพระวจนะของพระองค์ได้เพิ่มมากขึ้น และเพื่อที่เจ้าจะกลายเป็นสามารถได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์มากขึ้น” (“จงใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงความเพียบพร้อม” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ฉันได้เข้าใจจากพระวจนะของพระเจ้า ว่ากุญแจสู่การทำหน้าที่ของฉันให้ดีก็คือการแบกรับภาระเพื่อการนี้ และใส่ใจตนเองด้วยเรื่องนี้จริงๆ เมื่อฉันค้นพบปัญหาในงานของฉันหรือความยากลำบากในการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิง ฉันก็ควรเค้นสมองคิดว่าจะแก้ไขสิ่งเหล่านั้นยังไงโดยไม่ล้มเหลว ฉันควรอธิษฐาน กินและดื่มพระวจนะของพระเจ้าด้วยภาระของฉัน จากนั้นเมื่อฉันแสวงหาความจริงด้วยปัญหาที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงเหล่านี้ในใจ ฉันก็จะได้รับการทรงนำและการให้ความรู้แจ้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ง่ายขึ้นค่ะ ในการชุมนุมตั้งแต่นั้น ฉันเริ่มใส่หัวใจลงในการฟังสามัคคีธรรม ถึงประสบการณ์ส่วนตัวของของพี่น้องชายหญิง แล้วก็ใส่ความคิดที่แท้จริงลงไปในสภาวะและปัญหาของพวกเขา อีกทั้งวิธีรวมสิ่งนั้นเข้ากับพระวจนะของพระเจ้าในการสามัคคีธรรมของฉัน เมื่อฉันรู้สึกว่าถูกขวางกันโดยปัญหาบางอย่าง ฉันจะหารือเรื่องนั้นและร่วมแสวงหากับพี่สาวที่ฉันทำงานใกล้ชิดด้วยที่สุด เพื่อให้ฉันมองเห็นปัญหาชัดเจนขึ้น วิธีนี้ได้ผลกับการชุมนุมของเราค่ะ ครั้งหนึ่งในการชุมนุมกับผู้ที่เชื่อมานาน ฉันพบว่าตัวเองประหม่ามากๆ กลัวว่าการสามัคคีธรรมของฉันจะเปิดเผยความขาดความเข้าใจในส่วนของฉัน และกลัวว่าปัญหาของพวกเขาจะไม่ได้รับการแก้ไข ฉันกลัวจะทำตัวเองอับอายและถูกหัวเราะเยาะ และเพราะว่าฉันยังเด็กมาก พวกเขาอาจจะคิดว่าฉันเป็นแค่สาวน้อยจอมคุยโว ฉันจึงปิดปากเงียบสนิท ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้าไม่หยุดภายในหัวใจของฉัน ขอให้พระองค์ทรงนำฉันให้หลุดพ้นจากข้อจำกัดเรื่องหน้าตาและสถานะที่กำลังเหนี่ยวรั้งฉันอยู่ เพื่อที่ฉันจะได้สามัคคีธรรมอย่างเปิดเผย ฉันรู้สึกว่าท่าทีของฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป แล้วฉันก็คิดได้ ว่าการสามัคคีธรรมไม่ใช่เรื่องการพูดสิ่งที่บันดาลใจ และสูงส่งที่สุดเพื่อให้ได้รับการเห็นชอบจากคนอื่น แต่มันคือเรื่องการเป็นคนจริงและแบ่งปันความเข้าใจส่วนตัวของเราจนถึงขอบเขตที่เราทำได้ค่ะ ไม่ว่าจะชุมนุมกับใคร เราทุกคนก็กำลังปฏิบัติหน้าที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ดังนั้นไม่ว่าใครจะคิดกับฉันยังไง ฉันก็ต้องทำหน้าที่รับผิดชอบของฉันให้ลุล่วง พอฉันแก้ไขท่าทีของฉันให้ถูกต้องแล้ว ฉันก็รู้สึกเป็นอิสระภายในหัวใจขึ้นมาก และฉันก็สามารถทำให้ความคิดของฉันกระจ่างชัดได้ ฉันเห็นปัญหาต่างๆ ชัดเจนขึ้น และตระหนักได้ว่า ฉันสามารถให้บางอย่างกับการสามัคคีธรรมได้ ฉันรู้สึกจริงๆ ว่าสิ่งนี้ไม่ได้พึ่งพาวุฒิภาวะของฉัน แต่มาจากการให้ความรู้แจ้งและการทรงนำของพระเจ้า มันคือสิ่งที่ฉันไม่มีทางบรรลุทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง หลังจากประสบการณ์เหล่านั้น ฉันก็รู้สึกว่าฉันก้าวหน้าขึ้นบ้าง และฉันก็ดีใจมากที่ฉันไม่ได้ล้มเลิกการทำหน้าที่นี้ ไม่อย่างนั้น ฉันก็คงไม่มีทางได้รับสิ่งเหล่านั้นค่ะ ฉันยังแน่ใจมากขึ้นด้วย ว่าพระวจนะของพระเจ้าเหล่านี้จริงแท้แค่ไหน “ยิ่งเจ้าใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นเท่าใด เจ้าก็ยิ่งแบกภาระยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น และยิ่งภาระที่เจ้าแบกยิ่งใหญ่ขึ้นเท่าใด ประสบการณ์ของเจ้าก็จะยิ่งมั่งคั่งขึ้นเท่านั้น เมื่อเจ้าใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า พระเจ้าก็จะทรงวางภาระลงบนตัวเจ้า และเช่นนั้นแล้ว ก็จะทรงให้ความรู้แจ้งแก่เจ้าเกี่ยวกับภารกิจซึ่งพระองค์วางพระทัยมอบหมายให้เจ้า” (“จงใส่ใจต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อบรรลุถึงความเพียบพร้อม” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะเหล่านี้เป็นความจริง และโต้แย้งไม่ได้อย่างสิ้นเชิง เมื่อฉันนำพระวจนะของพระเจ้าไปปฏิบัติ ฉันก็เห็นการทรงเป็นผู้นำและพระพรของพระองค์จริงๆ

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ผลที่เก็บเกี่ยวได้โดยผ่านทางโรคภัยไข้เจ็บ

โดย จางลี่ ประเทศจีน ปี 2007 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของฉัน ในปีนั้น สามีของฉันประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง...

ติดต่อเราผ่าน Messenger