การไม่ยำเกรงพระเจ้าคือเส้นทางที่อันตราย

วันที่ 29 เดือน 07 ปี 2022

โดย เสี่ยวเมอร์, สเปน

ตั้งแต่ปีก่อน ฉันรับผิดชอบงานให้น้ำในคริสตจักรแห่งหนึ่ง ในการประชุมครั้งหนึ่ง พี่หวัง ผู้ดูแลงานข่าวประเสริฐ ให้ข้อคิดเห็นกับฉัน โดยบอกว่าผู้เชื่อใหม่หลายคนไม่เข้าชุมนุม เรามีปัญหาในการให้น้ำ ที่ฉันต้องจัดการโดยเร็วที่สุด ตอนแรกฉันยอมรับข้อคิดเห็นของเขาได้ ฉันพูดคุยถึงปัญหากับพี่น้องชายหญิง และพยายามเต็มที่เพื่อเปลี่ยนแปลงตามที่จำเป็น แต่ทุกๆ เดือน ยังมีผู้เชื่อใหม่บางคนออกจากกลุ่ม ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา พี่หวังบอกฉันอีกครั้ง ว่าฉันไม่รับผิดชอบในหน้าที่และไม่จัดการปัญหาในงานให้น้ำ ฉันคิดว่า ฉันทำดีที่สุดแล้วที่จะแก้ไขและทำสิ่งที่ฉันควรทำ แล้วทำไมเขาถึงเพ่งเล็งฉัน? เขาจ้องจับผิดเหรอ? อีกอย่าง มีเหตุผลมากมายที่ผู้เชื่อใหม่ไม่เข้าชุมนุม บางคนยังมีมโนคติอันหลงผิดทางศาสนาอยู่ ซึ่งแปลว่าพวกเขาไม่ได้สามัคคีธรรมความจริงอย่างชัดเจน แล้วทำไมเขาไม่ไตร่ตรองปัญหาตัวเอง? ถ้าพวกเขาสามัคคีธรรมได้ดี คงมีคนออกจากกลุ่มน้อยกว่านี้ ดังนั้น ฉันจึงเกิดความแค้นต่อพี่หวัง และเพิกเฉยต่อข้อเสนอแนะของเขา ฉันประหลาดใจ ตอนที่พี่น้องชายหญิงบางคนที่ประกาศข่าวประเสริฐรายงานต่อผู้นำระดับสูง ฉันไม่ได้ไตร่ตรองตัวเองตอนที่รู้เรื่องนี้ แต่กลัวว่าพอผู้นำได้ยินเรื่องนั้นแล้ว เธอจะคิดว่าฉันไม่ทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริง ว่าฉันเป็นผู้นำเทียมเท็จ ถ้ามันแย่ ฉันอาจถึงกับถูกปลดได้ ซึ่งจะน่าอายมากๆ นั่นคือการซุบซิบนินทาฉันกับผู้นำไม่ใช่เหรอ? ยิ่งคิดฉันยิ่งโกรธ และยิ่งขุ่นเคืองพวกเขา ตอนที่พวกเขาให้คำแนะนำกับฉันภายหลัง ฉันรู้สึกว่าพวกเขาทำเป็นเรื่องใหญ่และไม่สนใจพวกเขา

ในการชุมนุมครั้งหนึ่ง มัคนายกทีมให้น้ำมีความคิดเห็นอย่างหนึ่งต่อบรรดาผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐ และพูดตรงๆ ว่าพวกเขาไม่ได้แก้ไขมโนคติอันหลงผิดทางศาสนาของผู้มาใหม่ และนั่นคือการไม่รับผิดชอบ ถ้าสามัคคีธรรมของพวกเขาชัดเจน ผู้เชื่อใหม่ก็คงเข้าชุมนุม นั่นตรงกับสิ่งที่ฉันรู้สึกพอดี ฉันเลยตอบรับทันที “ใช่ ผู้มาใหม่ถูกส่งมอบมาให้เราให้น้ำทั้งที่ยังมีมโนคติอันหลงผิดอยู่เลย แล้วเราจะทำสำเร็จได้ยังไง?” หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ให้น้ำก็เริ่มพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตอนนั้น ฉันรู้สึกไม่สงบนิดหน่อย สงสัยว่าฉันผลักภาระและตัดสินคนอื่นลับหลังหรือเปล่า แต่แล้วฉันก็คิดได้ว่า สิ่งที่ฉันพูดถูกต้องทั้งหมด ฉันไม่คิดถึงมันอีก ต่อมา มีหนหนึ่งที่ฉันคุยเรื่องงานกับมัคนายกทีมให้น้ำ จู่ๆ เขาก็พูดว่า เขาต้องไปแล้ว เพราะน้องจางอยากจัดระเบียบเนื้อหาด้วยกัน ฉันคิดว่า ผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐพูดเสมอว่าพวกเรามีปัญหา แล้วทำไมถึงต้องให้เราช่วยกับแค่การจัดระเบียบเอกสาร ฉันพูดไปว่า “เขาทำเองไม่ได้เหรอ? ทำไมถึงต้องการคุณไปซะทุกอย่าง? คุณมีงานของคุณ ถ้าเขาทำเองไม่ได้ ก็แปลว่าเขาไร้ความสามารถ” หลังจากพูดไปอย่างนั้น หัวใจฉันก็เต้นแรง ทำไมฉันพูดไปแบบนั้น? น้องคนนั้นอยากได้คนช่วยดูเอกสาร การชุมนุมจะได้มีประสิทธิภาพ นั่นเป็นเรื่องปกติ ฉันกำลังยุยงให้เกิดปัญหาระหว่างพี่น้องชายหญิง นั่นคือการทำให้งานของพระนิเวศหยุดชะงักไม่ใช่เหรอ? ฉันรีบแก้ไขตัวเองและพูดว่า “ไปเถอะค่ะ” แต่พอคิดถึงเรื่องนี้หลังจากนั้นแล้ว ฉันก็ค่อนข้างกระวนกระวาย จึงอธิษฐานต่อพระเจ้า ขอให้ทรงนำให้ฉันรู้จักตัวเอง

ฉันได้อ่านพระวจนะบทนี้ในการชุมนุมวันต่อมา “พระเจ้าทรงพินิจพิเคราะห์หัวใจของผู้คนอย่างไรหรือ? พระองค์ไม่ทรงมองดูด้วยพระเนตรของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงกำหนดสภาพแวดล้อมสำหรับเจ้า โดยทรงสัมผัสหัวใจของเจ้าด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ และเหตุใดเล่าเราจึงพูดเช่นนี้? เพราะเมื่อพระเจ้าทรงกำหนดสภาพแวดล้อมสำหรับเจ้า พระองค์ทรงมองไปที่สภาพจิตใจของเจ้า ทรงมองดูว่าเจ้ารู้สึกถึงความไม่ชอบและความรู้สึกรังเกียจขยะแขยง หรือความชื่นบานและความเชื่อฟังหรือไม่ พระองค์ทรงมองดูเพื่อดูว่าเจ้ารออย่างสงบนิ่ง หรือแสวงหาความจริงหรือไม่ พระเจ้าทอดพระเนตรว่าหัวใจและความคิดของเจ้าเปลี่ยนไปอย่างไร และงอกงามไปในทิศทางใด บางครั้งสภาวะภายในตัวเจ้านั้นเป็นบวก บางครั้งก็เป็นลบ หากเจ้าสามารถยอมรับความจริงได้ เช่นนั้นแล้วลึกลงไปเจ้าก็จะยอมรับผู้คน เหตุการณ์ สรรพสิ่ง และสถานการณ์ต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการไว้ให้เจ้าจากพระองค์ และเผชิญหน้าสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง ด้วยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า และด้วยการคิดทบทวนในใจ ทุกความคิด แนวคิด และอารมณ์ของเจ้าย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับพระวจนะของพระเจ้า—ซึ่งทั้งหมดนั้นจะชัดเจนสำหรับเจ้า และอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้ายังไม่ได้บอกสิ่งเหล่านี้แก่ผู้ใดหรืออธิษฐานเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เลย เจ้าเพียงคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ในหัวใจของเจ้า ในโลกของเจ้าเองเท่านั้น—แต่พระเจ้าทรงรู้จักสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างดี และสิ่งเหล่านี้เข้าใจง่ายสำหรับพระองค์(“หากเจ้าไม่สามารถดำรงชีวิตเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้เสมอ เจ้าย่อมเป็นผู้ปราศจากความเชื่อ” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย)การไม่ปฏิบัติความจริงเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าคือการฝ่าฝืน และหากเจ้ายังคงไม่ปฏิบัติความจริงเมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเจ้าอีก—หากเจ้าละทิ้งความจริงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ ความถือดี และความเย่อหยิ่งของตนเอง—นี่เป็นพฤติกรรมประเภทใด? ใช่การกระทำความชั่วหรือไม่? หากเจ้าไม่ปฏิบัติความจริงเลยและการฝ่าฝืนของเจ้าก็เพิ่มจำนวนครั้งมากขึ้นทุกที เช่นนั้นแล้วปลายทางของเจ้าก็ถูกกำหนดไว้แล้ว เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าหากเอาการฝ่าฝืนทั้งหมดของเจ้ามารวมกัน และเติมเข้าไปในตัวเลือกของเจ้า สิ่งทั้งหลายที่เจ้าไล่ตามเสาะหา และเจตจำนงส่วนตัวของเจ้า รวมทั้งทิศทางที่เจ้าใช้และเส้นทางที่เจ้าเลือกเวลาทำสิ่งทั้งหลาย—หากนำสิ่งเหล่านี้มารวมกัน เช่นนั้นแล้วก็ย่อมเป็นไปได้ที่จะกำหนดปลายทางของเจ้า กล่าวคือ เจ้าควรถูกโยนลงนรก ซึ่งหมายความว่าเจ้าจะถูกลงโทษ พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร นี่ใช่บางสิ่งที่ไม่สลักสำคัญหรือไม่? เมื่อนำมารวมกัน การฝ่าฝืนทั้งหมดของเจ้าก็คือบทสรุปของการทำชั่ว และดังนั้นเจ้าควรถูกลงโทษ—ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องขั้นสุดท้ายเมื่อเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ไม่ยอมรับความจริง(“ส่วนสำคัญที่สุดของการที่เชื่อในพระเจ้าคือการนำความจริงไปปฏิบัติ” ใน บทเสวนาโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย) นี่สอนฉันให้เห็นว่า พระเจ้าใช้สถานการณ์ต่างๆ ที่ทรงสร้างขึ้น เพื่อสังเกตใจเรา เพื่อดูว่าเรารำคาญและต้านทานหรือไม่เมื่อเกิดอะไรขึ้น เราแสวงหาและปฏิบัติความจริงไหม ถ้าเราหงุดหงิดอยู่เสมอกับสิ่งที่ทรงจัดเตรียม และกระทำการด้วยความเสื่อมทราม เราก็จะกระทำการฝ่าฝืนมากขึ้นเรื่อยๆ และถูกขับออกในที่สุด พอนึกถึงเมื่อไม่นานมานี้ ทุกครั้งที่พี่น้องชายหญิงให้ข้อเสนอแนะ ฉันจะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ถูกและผิด และคิดติเตียนพวกเขา ฉันไม่ได้แสวงหาความจริงเลย และถึงกับเกิดความแค้นต่อพวกเขา ฉันคิดตัดสินพวกเขาลับหลัง ผู้เชื่อทำตัวแบบนี้เหรอ? ฉันกำลังบ่อนทำลายงานของพระนิเวศ ซึ่งเป็นการทำชั่ว การตระหนักรู้นี้ทำให้ฉันกลัว ฉันจึงกล่าวคำอธิษฐานเงียบๆ “พระเจ้า ข้าพระองค์คิดตัดสินและทำให้ผู้อื่นแตกแยก ต้านทานพระองค์ ข้าฯ พร้อมแล้วที่จะไตร่ตรองตน ขอทรงนำด้วยเถิด”

ต่อมา ฉันได้อ่านพระวจนะสองสามบทตอน “บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าควรทำสิ่งต่างๆ อย่างสุขุมและรอบคอบ และทุกอย่างที่พวกเขาทำควรสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ของพระเจ้าและสามารถทำให้สมดังพระทัยของพระองค์ได้ พวกเขาไม่ควรดื้อรั้น กระทำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาพอใจ ที่ไม่เหมาะสมกับมารยาทอย่างวิสุทธิชน ผู้คนต้องไม่ก่อความวุ่นวาย โบกธงของพระเจ้าไปทั่วทุกแห่งในขณะที่กรีดกรายและฉ้อโกงไปทุกที่ นี่คือความประพฤติชนิดที่เป็นกบฏมากที่สุด ครอบครัวทั้งหลายมีกฎของตนเอง และชนชาติทั้งหลายก็มีกฎหมายของตน—และจะไม่มีมากกว่านั้นหรือในพระนิเวศของพระเจ้า? มาตรฐานต่างๆ จะไม่เข้มงวดยิ่งกว่าหรือ? จะไม่มีประกาศกฤษฎีกาบริหารมากยิ่งกว่าหรือ? ผู้คนมีอิสระที่จะทำสิ่งที่พวกเขาต้องการ แต่ประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตามใจชอบได้ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งไม่ทนต่อการทำให้ขุ่นเคืองจากมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซึ่งทำให้ผู้คนถึงแก่ความตาย ผู้คนไม่ได้รู้สิ่งนี้อยู่แล้วจริงๆ หรือ?(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง)ผู้คนที่ปฏิบัติความจริงนั้น ในที่สุดจะได้รับการช่วยให้รอดและถูกทำให้มีความเพียบพร้อมเนื่องจากความจริง บรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริงนั้น ในที่สุดจะนำการทำลายล้างมาสู่ตัวพวกเขาเองเนื่องจากความจริง เหล่านี้คือบทอวสานที่รอคอยบรรดาผู้ที่ปฏิบัติความจริงและพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติความจริงอยู่ เราขอแนะนำพวกที่ไม่ได้กำลังวางแผนที่จะปฏิบัติความจริงให้ออกไปจากคริสตจักรโดยเร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการทำบาปมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเวลานั้นมาถึง มันก็จะสายเกินไปสำหรับการสำนึกเสียใจ โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่ก่อการแบ่งพรรคแบ่งพวกและสร้างความแตกแยก และอันธพาลประจำถิ่นเหล่านั้นที่อยู่ภายในคริสตจักรต้องออกไปให้เร็วยิ่งกว่านั้น ผู้คนเช่นนั้น ผู้ซึ่งมีลักษณะของหมาป่าชั่วร้าย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คงจะดีกว่าหากพวกเขาออกไปจากคริสตจักรทันทีที่มีโอกาส จงอย่ามารบกวนชีวิตปกติของบรรดาพี่น้องชายหญิงอีกเลย และด้วยการนั้นจึงเป็นการหลีกเลี่ยงการลงโทษของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, คำเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ปฏิบัติความจริง)เราจะเตือนสติให้พวกเจ้ามีความเข้าใจในเนื้อหาของประกาศกฤษฎีกาบริหารมากขึ้น และให้พยายามทำความรู้จักพระอุปนิสัยของพระเจ้า หากไม่เช่นนั้น พวกเจ้าคงห้ามปากตัวเองให้ปิดสนิทได้อย่างลำบากยากเย็น ลิ้นของพวกเจ้าคงตวัดอย่างอิสระเกินไปกับการพูดคุยให้ฟังดูสูงส่ง แล้วเจ้าก็จะทำให้เป็นที่ขุ่นเคืองต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้าโดยไม่ได้ตั้งใจ และร่วงลงสู่ความมืดมิด สูญเสียการสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์และความสว่าง เพราะพวกเจ้าไม่มีหลักธรรมในการกระทำทั้งหลาย เพราะเจ้าทำและพูดในสิ่งที่ไม่ควร เจ้าจะต้องได้รับการลงทัณฑ์อันสาสม เจ้าควรรู้ว่าแม้เจ้าจะไม่มีหลักธรรมในคำพูดและความประพฤติ แต่พระเจ้าทรงมีหลักธรรมสูงส่งในทั้งสองสิ่ง เหตุผลที่เจ้าได้รับการลงทัณฑ์อันสาสมก็เพราะเจ้าได้ล่วงเกินพระเจ้า ไม่ใช่ต่อบุคคลคนหนึ่ง หากในชีวิตของเจ้า เจ้าได้กระทำการล่วงเกินต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้าหลายครั้งหลายครา เช่นนั้นแล้ว เจ้าย่อมต้องกลายไปเป็นลูกหลานแห่งนรกอย่างไม่มีทางเลี่ยงได้ สำหรับมนุษย์แล้ว อาจปรากฏเหมือนว่า เจ้าแค่ได้กระทำความประพฤติที่ไม่ลงรอยกับความจริงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นและไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น เจ้าได้ตระหนักรู้หรือไม่ว่า ไม่ว่าอย่างไรในสายพระเนตรของพระเจ้า เจ้าได้กลายเป็นใครบางคนที่ไม่มีเครื่องบูชาลบล้างบาปจะมอบให้อีกแล้ว เพราะเจ้าได้ฝ่าฝืนประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้าเกินกว่าหนึ่งครั้ง และยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่ได้แสดงสัญญาณของการกลับใจใหม่เลย ไม่มีตัวช่วยอื่นอีกแล้วสำหรับเจ้า มีก็แต่การดิ่งพรวดลงสู่นรกที่ซึ่งพระเจ้าจะทำการลงโทษมนุษย์เท่านั้นเอง…หากในการกระทำของเจ้า เจ้าไม่ได้กระทำให้เป็นที่ขุ่นเคืองต่อพระอุปนิสัยของพระเจ้า และแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า และมีหัวใจที่เคารพพระเจ้า เมื่อนั้นความเชื่อของเจ้าย่อมขึ้นถึงมาตรฐาน ผู้ใดก็ตามที่ไม่เคารพพระเจ้าและไม่มีหัวใจที่สั่นรัวด้วยความยำเกรง มีทีท่าสูงมากที่จะฝ่าฝืนประกาศกฤษฎีกาบริหารของพระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 1 การทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า, การตักเตือนสามประการ) พระวจนะทำให้ฉันเป็นทุกข์และกลัว พระอุปนิสัยไม่อดทนต่อการล่วงเกิน มีกฤษฎีกาบริหารในพระนิเวศ การพูดและการกระทำที่ปราศจากความยำเกรงต่อพระเจ้า เช่นเดียวกับผู้ไม่เชื่อ ตัดสินและโจมตีคนอื่น จัดตั้งก๊กและบ่อนทำลายงานของคริสตจักร ก็คือการเป็นผู้ช่วยของซาตาน พระเจ้าจะไม่มีทางเก็บคนแบบนั้นไว้ พวกเขาขาดความเป็นมนุษย์และไม่ค้ำจุนงานของคริสตจักร ดังนั้นจะต้องถูกกำจัดและถูกลงโทษเพราะทำชั่วมากเกินไป ตอนที่พี่หวังชี้ให้เห็นถึงบางปัญหาในหน้าที่ของฉัน นั่นคือการที่พระเจ้าจัดการกับฉัน แต่แทนที่จะยอมรับ ไตร่ตรองตนเอง และแก้ไขให้ทันท่วงที ฉันกลับคิดติเตียนและคิดตัดสิน คิดว่าเขากำลังจับผิด ก็เลยรำคาญเขา ตอนที่ฉันรู้ว่าพี่น้องชายหญิงบางคนบอกผู้นำระดับสูงถึงปัญหา ฉันยังไม่ได้พยายามจะกลับใจ แต่คิดว่าพวกเขาไปฟ้องเรื่องฉัน ความคิดนั้นทำให้ฉันอคติกับพวกเขาจริงๆ ในการชุมนุม เมื่อมัคนายกให้น้ำคนหนึ่งแสดงความไม่พอใจในผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐ แทนที่จะสามัคคีธรรมเพื่อช่วยให้เขาไตร่ตรองปัญหาของตน ฉันกลับจุดไฟ ใช้โอกาสนั้นจัดตั้งกลุ่มต่อต้านคนอื่น ผลักความรับผิดชอบเรื่องที่ผู้มาใหม่ไม่เข้าชุมนุมให้พวกเขา จากนั้นเจ้าหน้าที่ทีมให้น้ำก็มีอคติกับพวกเขา พร่ำบ่นเรื่องพวกเขาและติเตียนพวกเขา และเมื่อพี่น้องจางอยากให้น้องทีมให้น้ำช่วยเรื่องเอกสาร ฉันก็ถือโอกาสเข้าไปขวางเพื่อเยาะเย้ยเขา โดยไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของคริสตจักร ฉันไม่มีความเคารพต่อพระเจ้าหรือการยอมรับความจริง เพื่อปกป้องชื่อและสถานะตัวเอง ฉันสร้างปัญหาและคิดตัดสิน ฉันจัดตั้งก๊ก ทำชั่วและต้านทานพระเจ้า พี่น้องชายหญิงพูดถึงปัญหากับฉันซ้ำๆ เพื่อช่วยให้ฉันเห็นปัญหาและแก้ไขมันได้อย่างรวดเร็ว ผู้มาใหม่จะได้เข้าชุมนุมเป็นปกติ นั่นดีต่องานของคริสตจักร แต่ฉันไม่เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันเพียงอยากปกป้องสถานะและภาพลักษณ์ ไม่แก้ไขปัญหาจริงๆ ซึ่งแปลว่าผู้เชื่อใหม่หลายคนไม่มาชุมนุม พฤติกรรมของฉันหมายความว่าฉันควรถูกปลดจากหน้าที่ แทนที่จะได้รับสิ่งที่สมควรโดน พระเจ้ากลับทรงให้ความรู้แจ้งกับฉันด้วยพระวจนะ หยุดฉันไว้จากการทำชั่ว เมื่อเห็นอย่างนั้น ฉันก็เปี่ยมด้วยความเสียใจ ฉันอธิษฐานต่อพระเจ้า ตั้งมั่นที่จะกลับใจจริงๆ

ในการชุมนุมครั้งต่อมา ฉันเปิดใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่คิดติเตียนและบ่อนทำลายเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยให้คนอื่นได้เรียนรู้ด้วย จากนั้น คนอื่นๆ ก็เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองด้วย ถึงพฤติกรรมที่คิดตัดสินและเสื่อมทรามของตนเมื่อเร็วๆ นี้ และการที่ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐถ่วงงานให้น้ำยังไง พวกเขาพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง พอได้ยินสามัคคีธรรมของพวกเขา ฉันยิ่งรู้สึกแย่ ในฐานะผู้นำ ฉันเห็นผู้มาใหม่หลายคนไม่เข้าชุมนุม และบางคนก็เลิกไป ฉันไม่เพียงแค่ไม่ได้นำคนอื่นให้ไตร่ตรอง เพื่อดูว่าเราทำผิดไปตรงไหนและแสวงหาความจริง แต่ฉันยังนำให้คนอื่นติเตียนกัน ปฏิเสธความรับผิดชอบ จัดตั้งก๊กในคริสตจักร ฉันทำชั่วและต้านทานพระเจ้า และถึงกับนำคนอื่นให้ต่อต้านพระเจ้า ฉันไม่คู่ควรแก่การเป็นผู้นำ

หลังจากนั้นฉันก็สงสัยว่า เหตุใดฉันถึงสามารถทำสิ่งเหล่านี้เพื่อทำให้งานของคริสตจักรหยุดชะงักได้ นี่มันอุปนิสัยอะไรกันแน่? วันหนึ่ง ฉันอ่านพระวจนะที่เปิดโปงการรังเกียจความจริงของศัตรูของพระคริสต์ ซึ่งช่วยให้ฉันเข้าใจตนเอง พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ท่าทีอันเป็นแบบฉบับของพวกศัตรูของพระคริสต์ที่มีต่อการจัดการและการตัดแต่งคือปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตายที่จะยอมรับหรือสารภาพผิด ไม่ว่าพวกเขาจะทำความชั่วไปเท่าใด สร้างความเสียหายให้แก่งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าและการเข้าสู่ชีวิตของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปมากเพียงใด พวกเขาไม่รู้สึกสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อยหรือรู้สึกว่าพวกเขาติดค้างอะไร จากมุมมองนี้ พวกศัตรูของพระคริสต์มีสภาวะความเป็นมนุษย์หรือไม่? แน่นอนที่สุดว่าไม่มี พวกเขาก่อให้เกิดความเสียหายสารพัดชนิดแก่ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร นำผลเสียมาสู่คริสตจักร—ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรสามารถมองเห็นการนี้ได้อย่างกระจ่างแจ้ง และพวกเขาก็มองเห็นความประพฤติชั่วของพวกศัตรูของพระคริสต์ครั้งแล้วครั้งเล่า กระนั้นพวกศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่ยอมรับหรือยอมรับรู้ข้อเท็จจริงนี้ พวกเขาไม่ยอมรับว่าพวกเขาผิดพลาด หรือว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบ นี่ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าพวกเขาเบื่อหน่ายความจริงหรอกหรือ? นั่นคือขอบข่ายที่พวกศัตรูของพระคริสต์เบื่อหน่ายความจริง และไม่ว่าพวกเขาจะกระทำความเลวมากเพียงใด พวกเขาก็ปฏิเสธที่จะยอมรับ และพวกเขายังคงไม่ยอมจำนนจนถึงท้ายที่สุด นี่พิสูจน์ว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ไม่เคยจริงจังกับงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหรือยอมรับความจริง พวกเขาไม่ได้มาเพื่อที่จะเชื่อในพระเจ้า—พวกเขาคือลูกสมุนของซาตาน มาเพื่อก่อกวนและทำให้งานแห่งพระนิเวศของพระเจ้าหยุดชะงัก ในหัวใจของพวกศัตรูของพระคริสต์มีเพียงชื่อและสถานะเท่านั้น พวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขายอมรับรู้ความผิดพลาดของตน เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็จะต้องยอมรับผิดชอบ และจากนั้นสถานะและเกียรติยศของพวกเขาย่อมจะเสียหายอย่างรุนแรง ผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาต้านทานด้วยท่าทีที่ ‘ปฏิเสธจนตัวตาย’ และไม่ว่าผู้คนจะเปิดเผยหรือชำแหละสิ่งใด พวกเขาก็ทำอย่างสุดความสามารถของตนที่จะปฏิเสธสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าการไม่ยอมรับของพวกเขาเป็นการจงใจหรือไม่ สรุปสั้นๆ ก็คือ ในด้านหนึ่งนั้น นี่เปิดโปงธรรมชาติและแก่นแท้แห่งศัตรูของพระคริสต์ที่เบื่อหน่ายและเกลียดชังความจริง ในอีกด้านหนึ่ง นี่แสดงให้เห็นว่าพวกศัตรูของพระคริสต์ชื่นชมสถานะ เกียรติยศ และผลประโยชน์ของตนเองว่าล้ำค่ามากเพียงใด ในขณะเดียวกัน ท่าทีที่พวกเขามีต่องานและผลประโยชน์ของคริสตจักรเป็นเช่นไร? เป็นท่าทีของการเหยียดหยามและปฏิเสธความรับผิดชอบ พวกเขาขาดพร่องมโนธรรมและเหตุผลทั้งปวง การบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบของพวกศัตรูของพระคริสต์แสดงถึงประเด็นปัญหาเหล่านี้หรือไม่? ในด้านหนึ่งนั้น การบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบพิสูจน์ให้เห็นแก่นแท้และธรรมชาติที่เบื่อหน่ายและเกลียดชังความจริง ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง นี่แสดงให้เห็นถึงการขาดพร่องมโนธรรม เหตุผล และสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ไม่ว่าการเข้าสู่ชีวิตของพี่น้องชายหญิงจะเสียหายเพราะการแทรกแซงและการทำชั่วของพวกเขามากเพียงใด พวกเขาไม่รู้สึกถึงการโทษตัวเองเลยและจะไม่มีวันสามารถรู้สึกเดือดร้อนเพราะการนี้ นี่คือสิ่งทรงสร้างแบบไหนกัน? แม้ว่าการยอมรับความผิดพลาดบางส่วนของตนจะนับได้ว่าพวกเขายังพอมีมโนธรรมและสำนึกอยู่บ้าง—แต่พวกศัตรูของพระคริสต์ก็ไม่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ถึงขนาดนั้นเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นแล้ว พวกเจ้าคิดว่าพวกเขาคืออะไร? แก่นแท้ของพวกศัตรูของพระคริสต์คือมาร ไม่ว่าพวกเขาจะทำความเสียหายให้แก่ผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้ามากเพียงใด พวกเขาก็มองไม่เห็น ในหัวใจของพวกเขานั้น พวกเขาไม่เดือดร้อนแม้แต่น้อย อีกทั้งพวกเขาไม่ตำหนิตัวเอง นับประสาอะไรที่จะรู้สึกเป็นหนี้ แน่นอนที่สุดว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรพบเห็นในผู้คนปกติ นี่คือมาร และมารย่อมไร้ซึ่งมโนธรรมหรือสำนึกใดๆ(“พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและป้อนผลประโยชน์และความทะเยอทะยานให้กับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยพิจารณาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นขายผลประโยชน์เหล่านั้นจนหมดสิ้นเพื่อแลกกับสง่าราศีส่วนบุคคล (ภาคที่สาม)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) จากพระวจนะที่เปิดโปงศัตรูของพระคริสต์ ฉันเห็นว่าพวกมันชิงชังและเกลียดความจริงเป็นธรรมชาติ พวกมันปฏิเสธที่จะยอมรับ ไม่ว่าจะทำร้ายงานของพระนิเวศไปมากแค่ไหน และไม่เพียงแต่จะไม่ยอมรับความจริงและไตร่ตรองตนเมื่อถูกติเตียน แต่ถึงกับพยายามปกป้องชื่อและสถานะ แก้ตัวและปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี โดยพื้นฐานแล้วก็มารนี่เอง พระวจนะรุนแรงกับฉันจริงๆ ผู้นำควรยอมรับการเฝ้าดูแลของพี่น้องชายหญิง และแก้ปัญหาทันที นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าประสงค์และเป็นความรับผิดชอบและหน้าที่ของผู้นำ แต่ว่า ฉันทำงานให้น้ำได้ไม่ดี และพอมีคนเอ่ยถึงกับฉัน ฉันก็ไม่เสียใจหรือรู้สึกผิดที่ละเลยหน้าที่ แต่ติเตียนคนอื่น บิดเบือนความช่วยเหลือจากพวกเขาว่าเป็นการจ้องจับผิดฉัน และเมื่อผลสะท้อนกลับของพวกเขากระทบสถานะของฉัน ฉันก็โวยวายลับหลังพวกเขา จัดตั้งก๊กเพื่อให้คนอื่นเข้าข้างฉัน ต่อต้านพวกเขา ฉันตั้งก๊ก ตั้งเหล่า อย่างโจ่งแจ้ง ทำตัวเป็นสมุนของซาตาน ทำให้งานของพระนิเวศหยุดชะงัก ฉันไม่ได้ระบายความโกรธกับใครคนไหนก็ได้ แต่ระบายความโกรธกับงานของพระนิเวศ ทำชั่วต่อพระเจ้า คนมีเหตุผลคนไหนก็ตามที่มีมโนธรรม ที่ถูกติเตียน เพราะให้น้ำผู้มาใหม่ไม่ดี ทำให้บางคนเลิกไป ก็คงจะรู้สึกผิดและเป็นหนี้ คงจะนบนอบและไตร่ตรองตน ตอนแรกพวกเขาอาจอยากปกป้องตัวเองก่อน แต่ต่อมาก็จะนบนอบ มองที่ปัญหา และดูแลผู้เชื่อใหม่ แต่พอฉัน เห็นปัญหาใหญ่ขนาดนั้นในหน้าที่ ฉันจะไม่ยอมรับความช่วยเหลือและไตร่ตรองข้อผิดพลาดในงาน ไม่แสวงหาการเปลี่ยนแปลงและปฏิบัติหลังจากนั้น ฉันเพียงแก้ตัวและปัดความรับผิดชอบ ฉันไม่อยากรับผิดชอบเลยสักนิด มีแต่ป้องกันตัวเอง คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของพระนิเวศ ฉันขาดความเป็นมนุษย์จริงๆ เปิดเผยถึงอุปนิสัยศัตรูของพระคริสต์เต็มๆ เกลียดชังความจริงมากๆ พอรู้ตัว ฉันก็ยิ่งเปี่ยมด้วยความเสียใจ

แล้วก็นึกถึงพระวจนะบางส่วนด้วย “บทตอนต่อไปนี้ได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือโยนาห์ 4:10-11: ‘จากนั้นพระยาห์เวห์ตรัสว่า เจ้ามีความสงสารต่อต้นละหุ่งที่เจ้าไม่ได้ลงแรงและไม่ได้ทำให้มันเจริญเติบโต ซึ่งเกิดขึ้นมาในหนึ่งคืน และตายไปในหนึ่งคืน: แล้วเราไม่ควรละเว้นไม่ทำร้ายเมืองนีนะเวห์ ซึ่งเป็นเมืองยิ่งใหญ่ที่มีผู้คนมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน ผู้ที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างมือซ้ายและมือขวา และยังสัตว์เลี้ยงอีกมากมายหรือ?’ เหล่านี้คือพระวจนะจริงๆ ของพระยาห์เวห์พระเจ้า ซึ่งบันทึกจากการสนทนาระหว่างพระเจ้าและโยนาห์ ถึงแม้ว่าการโต้ตอบนี้จะสั้น แต่ก็เปี่ยมไปด้วยการดูแลเอาพระทัยใส่ของพระผู้สร้างที่มีต่อมวลมนุษย์ และความลังเลของพระองค์ที่จะหมดความเชื่อมั่นในมวลมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้แสดงถึงท่าทีและความรู้สึกที่แท้จริงที่พระเจ้าทรงมีต่อสรรพสิ่งที่ทรงสร้างของพระองค์ภายในพระทัยของพระองค์ พระเจ้าทรงระบุเจตนารมณ์ที่แท้จริงที่พระองค์ทรงมีให้กับมนุษยชาติโดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ ซึ่งมีความชัดเจนและแน่นอนอย่างที่มนุษย์แทบจะไม่เคยได้ยิน การโต้ตอบนี้เป็นตัวแทนท่าทีที่พระเจ้าทรงมีต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์—แต่ท่าทีนี้เป็นท่าทีประเภทใด? ท่าทีนี้คือท่าทีที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์ก่อนและหลังจากการกลับใจของพวกเขา และท่าทีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อมวลมนุษย์ ภายในพระวจนะเหล่านี้คือพระดำริของพระองค์และพระอุปนิสัยของพระองค์(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2)ถึงแม้ว่าโยนาห์ได้รับความไว้วางพระทัยให้กล่าวประกาศพระวจนะของพระยาห์เวห์พระเจ้าต่อผู้คนเมืองนีนะเวห์ เขาก็ไม่ได้เข้าใจเจตนารมณ์ของพระยาห์เวห์พระเจ้า อีกทั้งเขาไม่ได้เข้าใจความกังวลและความคาดหวังที่พระองค์ทรงมีต่อผู้คนในเมือง ด้วยการตำหนินี้ พระองค์ทรงหมายที่จะบอกเขาว่า มนุษยชาติคือผลิตผลแห่งพระหัตถ์ของพระเจ้าเอง และพระองค์ได้ทรงใช้ความมานะพยายามอันพากเพียรกับบุคคลทุกๆ คน ว่าบุคคลทุกๆ คนแบกความคาดหวังของพระเจ้าไว้บนบ่าของพวกเขา และว่าบุคคลทุกๆ คนได้ชื่นชมการจัดหาชีวิตของพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงจ่ายราคาเป็นความมานะพยายามอันพากเพียรเพื่อบุคคลทุกๆ คน การตำหนินี้ยังบอกโยนาห์ด้วยว่าพระเจ้าทรงทะนุถนอมมนุษยชาติ ซึ่งเป็นพระราชกิจแห่งพระหัตถ์ของพระองค์เอง เช่นเดียวกับที่โยนาห์ทะนุถนอมต้นละหุ่งนั้น พระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งมวลมนุษย์อย่างง่ายๆ หรือจนกระทั่งชั่วขณะสุดท้ายที่เป็นไปได้เลย เพราะเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ มีเด็กเล็กและปศุสัตว์ที่ไร้เดียงสามากมายภายในเมืองนั้น เมื่อจัดการกับผลิตผลแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าที่อ่อนวัยและไม่รู้เท่าทันเหล่านี้ผู้ที่ไม่สามารถแม้กระทั่งแยกแยะมือขวาของตนออกจากมือซ้ายของตน การที่พระเจ้าจะทรงสิ้นสุดชีวิตของพวกเขาและกำหนดบทอวสานของพวกเขาอย่างเร่งรีบเช่นนั้นก็เป็นสิ่งที่คิดฝันได้น้อยลงไปอีก พระเจ้าทรงหวังจะได้ทอดพระเนตรเห็นพวกเขาเติบโต พระองค์ทรงหวังว่าพวกเขาจะไม่เดินบนเส้นทางเดียวกันกับผู้อาวุโสของพวกเขา ว่าพวกเขาจะไม่ต้องได้ยินคำเตือนของพระยาห์เวห์พระเจ้าอีกครั้ง และว่าพวกเขาจะเป็นพยานให้กับอดีตของเมืองนีนะเวห์ ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าทรงหวังที่จะเห็นเมืองนีนะเวห์หลังจากที่มันได้กลับใจแล้ว เห็นอนาคตของเมืองนีนะเวห์หลังจากการกลับใจของมัน และที่สำคัญกว่านั้นคือ เห็นเมืองนีนะเวห์ดำเนินชีวิตภายใต้ความปรานีของพระเจ้าอีกครั้ง ดังนั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้า วัตถุแห่งการทรงสร้างที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างมือขวาและมือซ้ายของตนได้เหล่านั้นคืออนาคตของเมืองนีนะเวห์ พวกเขาจะแบกรับอดีตที่น่ารังเกียจของเมืองนีนะเวห์ เช่นเดียวกับที่พวกเขาจะแบกรับหน้าที่อันสำคัญในการเป็นพยานต่อทั้งอดีตของเมืองนีนะเวห์และอนาคตของมันภายใต้การทรงนำทางของพระยาห์เวห์พระเจ้า(พระวจนะฯ เล่ม 2 ว่าด้วยการรู้จักพระเจ้า, พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 2) พอได้อ่านแล้วทำให้ฉันรู้สึกเศร้า จากการสนทนาของพระเจ้าและโยนาห์ ฉันเห็นความรักและความกรุณาของพระเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์ ทรงรู้จักทุกคนในเมืองนีนะเวห์เหมือนหลังพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงจ่ายราคาจริงๆ ให้กับพวกเขาทุกคน ทรงไม่อยากยอมแพ้กับพวกเขาจนชั่วขณะสุดท้าย ฉันคิดถึงผู้เชื่อใหม่ที่เพิ่งยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ไม่เข้าใจความจริงมากนัก และอ่อนแอในชีวิต มักจะเลิกเมื่อเจอการขัดขวางของพวกศัตรูของพระคริสต์ในโลกศาสนา พี่น้องชายหญิงทุกคนคิดหาวิธีที่จะทำงานร่วมกันเพื่อเกื้อหนุนพวกเขา เพื่อให้พวกเขาหยั่งรากบนหนทางที่แท้จริง นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาให้ข้อเสนอแนะเหล่านั้นและชี้ให้ฉันเห็นถึงปัญหา แต่ฉันปฏิเสธที่จะยอมรับมัน ผู้เชื่อใหม่หลายคนไม่ได้เข้าชุมนุมเพราะฉันขาดความรับผิดชอบ แต่ฉันไม่รู้สึกแย่—นี่ฉันเป็นมนุษย์ได้ยังไง! ฉันกล่าวคำอธิษฐาน “พระเจ้า ข้าฯ จะไม่หนีจากความรับผิดชอบและพร้อมที่จะกลับใจ พึ่งพาพระองค์ เพื่อหาทางแก้ไขและเกื้อหนุนผู้เชื่อใหม่ให้ดี”

หลังจากนั้น ฉันพูดคุยถึงปัญหาในงานให้น้ำกับคนอื่นๆ และพบว่ามีผู้มาใหม่หลายคนไม่ชัดเจนเรื่องความจริงของงานของพระเจ้า ดังนั้นเมื่อศิษยาภิบาลเผยแพร่มโนคติที่หลงผิดทางศาสนา พวกเขาเริ่มสงสัยเรื่องงานของพระเจ้าและเริ่มสั่นคลอน เราจึงจัดการชุมนุมให้พวกเขา โดยพูดถึงปัญหาเหล่านี้ และเน้นงานสามระยะของพระเจ้าและงานการพิพากษาของยุคสุดท้าย และสาเหตุว่าทำไมพระเจ้าต้องทรงมาในเนื้อหนังเพื่อทรงงาน ตอนที่เสร็จสิ้น ผู้มาใหม่คนหนึ่งพูดว่า “ฉันเคยมีนโมคติอันหลงผิดเยอะมาก แต่ไม่อีกแล้ว เพราะการสามัคคีธรรมของคุณ หวังว่าเราจะได้สามัคคีธรรมกับคุณอีก เพราะมีหลายคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้” และพี่ชายคนหนึ่งก็พูดว่า “ผมเคยสับสนมากๆ เรื่องงานของพระเจ้า และคิดจะออกจากกลุ่มชุมนุม แต่เพราะการสามัคคีธรรมของคุณ ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนกับผมแล้ว ผมดีใจมาก และจะเข้าชุมนุมอีก ขอบคุณพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” ฉันซาบซึ้งมากที่ได้ยินพวกเขาพูดสิ่งเหล่านั้น แต่ก็รู้สึกแย่มากเหมือนกัน ถ้าฉันยอมรับข้อเสนอแนะของคนอื่นและทำงานที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่านี้ จัดการความยากลำบากของผู้มาใหม่ พวกเขาบางคนคงไม่อ่อนแอและเลิกไป หลังจากนั้น ฉันเปิดใจกับพี่หวังถึงความเสื่อมทรามที่ฉันแสดง และเขาก็เปิดใจถึงสภาวะของเขาเองและปัญหาในงานข่าวประเสริฐ เขาพูดว่าเขาอยากเปลี่ยนแปลง สิ่งกีดขวางระหว่างเราหายไปในทันที ฉันรู้สึกโล่งใจมาก ฉันเริ่มพยายามประสานงานกับผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐ และถึงจะมีความขัดแย้งบ้างเล็กน้อย เราทุกคนก็มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ การให้น้ำผู้มาใหม่ให้ดี ให้พวกเขาได้รับรากฐานในหนทางที่แท้จริงโดยเร็ว

หลังจากนั้นฉันก็สงสัย ว่าจะจัดการการติเตียนยังไงในอนาคต ให้ตรงกับน้ำพระทัยของพระเจ้า ฉันอ่านเจอในพระวจนะว่า “เมื่อพูดถึงการถูกตัดแต่งและจัดการ อย่างน้อยที่สุดผู้คนควรรู้อะไร? คนเราต้องผ่านประสบการณ์ของการถูกตัดแต่งและจัดการเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ดีพอ การถูกตัดแต่งและจัดการยังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้และเป็นบางสิ่งที่ผู้คนต้องเผชิญเป็นประจำทุกวันและมีประสบการณ์ด้วยบ่อยครั้งในความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าและการบรรลุความรอด ไม่มีใครสามารถได้รับการยกเว้นจากการถูกตัดแต่งและจัดการได้ การตัดแต่งและการจัดการกับใครบางคนเป็นบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอนาคตและชะตากรรมของพวกเขาหรือไม่? (ไม่) ดังนั้นการถูกตัดแต่งและจัดการเป็นไปเพื่อสิ่งใด? เพื่อกล่าวโทษผู้คนใช่หรือไม่? (ไม่ใช่ นั่นเป็นการช่วยเหลือผู้คนให้เข้าใจความจริง) นั่นถูกต้องแล้ว นั่นคือความเข้าใจที่ถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับการนั้น การตัดแต่งและการจัดการกับใครบางคนคือการบ่มวินัยประเภทหนึ่ง การสั่งสอนประเภทหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการช่วยเหลือผู้คนอีกด้วย การถูกตัดแต่งและจัดการเปิดโอกาสให้เจ้าปรับเปลี่ยนการไล่ตามเสาะหาอันไม่ถูกต้องของเจ้าได้ทันเวลา นั่นเปิดโอกาสให้เจ้าตระหนักรู้ปัญหาที่เจ้ามีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที และเปิดโอกาสให้เจ้าระลึกรู้อุปนิสัยอันเสื่อมทรามที่เจ้าเปิดโปงออกมาได้ทันเวลา ไม่ว่าจะอย่างไร การถูกตัดแต่งและจัดการก็ช่วยให้เจ้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าได้ดีขึ้น นั่นเปิดโอกาสให้เจ้าลุล่วงหน้าที่ของเจ้าไปตามหลักธรรม นั่นเปิดโอกาสให้เจ้าได้รับความรอดทันเวลา นั่นช่วยให้เจ้ารอดจากการหลงผิดไปได้ทันเวลา และนั่นป้องกันไม่ให้เจ้าเป็นเหตุให้เกิดมหันตภัยอีกด้วย(“พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาเพียงเพื่อจะทำให้ตัวพวกเขาเองโดดเด่นไม่ซ้ำใครและป้อนผลประโยชน์และความทะเยอทะยานให้กับตัวพวกเขาเอง พวกเขาไม่เคยพิจารณาผลประโยชน์แห่งพระนิเวศของพระเจ้า และถึงขั้นขายผลประโยชน์เหล่านั้นจนหมดสิ้นเพื่อแลกกับสง่าราศีส่วนบุคคล (ภาคที่แปด)” ใน การเปิดโปงศัตรูของพระคริสต์) ทีนี้ฉันก็เข้าใจแล้วว่า การถูกตัดแต่งและจัดการคือการบ่มวินัยของพระเจ้า ไม่ใช่การทำตัวยากหรือคิดติเตียนมากเกินไป มันเป็นการช่วยให้เราไตร่ตรองตัวเอง แก้ไขปัญหาในสภาวะหรือหน้าที่ของเรา และทำหน้าที่ของเราได้ดีขึ้น เป็นทางหนึ่งที่งานของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงและชำระเราให้สะอาด และเป็นสิ่งที่เราต้องประสบเพื่อถูกช่วยให้รอด เมื่อเจอการติเตียนและข้อเสนอแนะ ฉันควรยอมรับมันจากพระเจ้า จัดการมันอย่างเหมาะสม ไตร่ตรองตนเองตามพระวจนะ เป็นไปตามพระทัย นี่คือการให้ความรู้แจ้งสำหรับฉัน ฉันรู้แล้วว่าจะพิจารณาคำติเตียนของพี่น้องยังไงในอนาคต

จากนั้น มีครั้งหนึ่งที่พี่หวังบอกฉัน ว่าผู้เชื่อใหม่สองสามคนไม่มาชุมนุมและไม่มีคนเกื้อหนุน เขาไม่รู้ว่าทำไม เขาอยากให้ฉันมองค้นเข้าไปดู ฉันคิดกับตัวเอง เราเคยเสนอความช่วยเหลือและการเกื้อหนุนให้พวกเขาเยอะแล้ว เคยแสวงหาหลักธรรมกับผู้นำไปแล้ว เรายอมแพ้หลังจากยืนยันแล้วว่าพวกเขาเป็นผู้ปราศจากความเชื่อ แล้วจะมีอะไรให้ค้นพบอีก? แต่แล้วฉันก็คิดว่า เขากำลังคำนึงถึงผลประโยชน์ของพระนิเวศ รับผิดชอบผู้มาใหม่ เราควรนบนอบและดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีปัญหาก็เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ พอฉันมองค้นเข้าไปในรายละเอียด ฉันก็เห็นว่าพวกเขาเป็นผู้ปราศจากความเชื่อจริงๆ แต่ก็ยังเห็นปัญหาในงานให้น้ำของเราด้วย ช่วยให้ฉันเห็นว่า มีอะไรให้เราเก็บเกี่ยวเยอะมากจากการยอมรับข้อเสนอแนะ ไม่งั้นฉันคงไม่ได้เห็นปัญหาหรือได้แก้ไข และนั่นก็จะไม่ดีกับงานของคริสตจักร

ประสบการณ์เหล่านี้แสดงให้ฉันเห็นจริงๆ ว่าเมื่อยอมรับข้อเสนอแนะของพี่น้องชายหญิงในหน้าที่ของฉัน เมื่อมีหัวใจที่จะแสวงหาและไม่แก้ตัว ฉันสามารถมองเห็นและไตร่ตรองความเสื่อมทรามของฉัน และเจอข้อผิดพลาดในหน้าที่ได้เร็วขึ้น ถ้าฉันเกลียดและปฏิเสธความจริงอยู่เสมอ นั่นจะไม่แค่กันฉันไม่ให้เปลี่ยนแปลงความเสื่อมทราม แต่ฉันจะทำร้ายงานของพระนิเวศด้วย เช่นนั้นพระเจ้าจะขับฉันออกในที่สุด ฉันยังเห็นด้วยว่า ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับอะไร ไม่ว่าฉันจะไม่ชอบมันมากแค่ไหน ฉันก็ควรยำเกรงต่อพระเจ้าและไม่ทำอะไรอย่างมืดบอด ฉันต้องอธิษฐานต่อพระเจ้าและแสวงหาหลักธรรม เพื่อหลีกเลี่ยงการทำชั่วเพิ่มเติม

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เส้นทางสู่การถอดหน้ากากออก

โดย ถง ซิ่น, เกาหลีใต้ เมื่อช่วงต้นปี ฉันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำทีมให้น้ำ รับผิดชอบงานให้น้ำของหลายทีม ตอนนั้น ฉันคิดว่า...

การเข้าใจว่าการเป็นคนดีหมายถึงอะไร

ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่สอนให้ฉันเป็นธรรม มีเหตุผล ใจดีต่อผู้อื่น เข้าใจความยากลำบากของคนอื่น และไม่คิดเล็กคิดน้อย พวกท่านว่านั่นคือการเป็นคนดี...

Leave a Reply

ติดต่อเราผ่าน Messenger