องค์พระเยซูเจ้าทรงไถ่มวลมนุษย์แล้วเหตุใดพระองค์จึงทรงงานพิพากษาเมื่อทรงกลับมาในยุคสุดท้าย

วันที่ 10 เดือน 10 ปี 2021

สองพันปีก่อน องค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ ถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปของมวลมนุษย์ ทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาป และเสร็จสิ้นงานแห่งการไถ่ พระองค์ทรงสัญญาว่าจะกลับมาในยุคสุดท้าย เหล่าผู้เชื่อ จึงรอคอยการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างระวังระไว และคิดว่า เมื่อเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า บาปย่อมได้รับการอภัยทั้งหมด และพระองค์ ก็ไม่ทรงมองพวกเขาเป็นคนบาปอีก พวกเขาคิดว่าตนพร้อมเต็มที่ แค่ต้องรอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา รับพวกเขาขึ้นสู่ราชอาณาจักร ผู้คน จึงจ้องมองท้องฟ้าอยู่เสมอ รอคอยวันที่จู่ๆ พระองค์จะทรงปรากฏบนก้อนเมฆ และรับพวกเขาขึ้นไปพบพระองค์บนสวรรค์ แต่พวกเขาก็ต้องประหลาดใจมาก ที่กำลังเฝ้ามองความวิบัติใหญ่หลวงเกิดขึ้น แต่กลับยังไม่ได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่มีใครรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แม้พวกเขา ยังไม่เห็นพระองค์เสด็จมาบนก้อนเมฆ แต่ก็ได้เห็นฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ให้คำพยานมาตลอด ว่าพระองค์ทรงกลับมาแล้ว ในฐานะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ พระองค์ทรงแสดงความจริง และกำลังทรงงานพิพากษาโดยเริ่มที่พระนิเวศของพระเจ้า การทรงปรากฏและงานของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ สะเทือนไปทั้งโลกศาสนา และกระตุ้นให้เกิดแรงโต้กลับมหาศาล งานพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ ไปไกลเกินกว่ามโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของมนุษย์ หลายคนถามว่า องค์พระเยซูเจ้าทรงเสร็จสิ้นงานแห่งการไถ่อันยิ่งใหญ่แล้ว และพระเจ้าก็ทรงเรียกเราว่าผู้ชอบธรรม เหตุใด พระองค์ถึงต้องทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้ายอีก มันดูเป็นไปไม่ได้ ชุมชนศาสนาถึงกับต่อต้านและกล่าวโทษพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ปฏิเสธที่จะตรวจสอบพระราชกิจ ขณะที่ทุกคนรอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนก้อนเมฆ และรับพวกเขาขึ้นสู่ราชอาณาจักรด้วยใจจดจ่อ โดยหวังที่จะ หลีกหนีมหาวิบัติ อย่างไรก็ตาม งานของพระเจ้านั้นไพศาล เกรียงไกร และไม่มีใครหยุดยั้งได้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงสร้างกลุ่มผู้ชนะ และความวิบัติ ก็เริ่มขึ้นแล้ว ขณะที่โลกศาสนา กำลังจมดิ่งสู่ความวิบัติ ร่ำไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะไม่ถูกรับขึ้นไปก่อนความวิบัติ พวกเขาจึงหวังว่ามันจะเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังจากนั้น ทำไมพวกเขาไม่ได้ต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนความวิบัติ พวกเขาผิดพลาดตรงไหน องค์พระเยซูเจ้าทรงผิดสัญญา ที่จะพาเหล่าผู้เชื่อเข้าสู่ราชอาณาจักรก่อนความวิบัติ ทรงทำพวกเขาผิดหวังอย่างที่สุดงั้นหรือ หรือผู้คนเข้าใจคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ผิด วางใจในมโนคติอันหลงผิดของตัวเอง ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาบนก้อนเมฆ ปฏิเสธที่จะฟังเสียงของพระเจ้า ล้มเหลวในการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า และจำนนต่อความวิบัติกันแน่ ตอนนี้ ทุกคนต่างสับสนว่าทำไมพระองค์ ยังไม่เสด็จมาบนก้อนเมฆ และรับเหล่าผู้เชื่อขึ้นไป ก่อนความวิบัติสักที วันนี้ ผมจะแบ่งปันความเข้าใจส่วนตัว เรื่องงานพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ ในฐานะบุตรมนุษย์ให้ฟัง

ทุกคน ที่คุ้นเคยกับพระคัมภีร์ย่อมเข้าใจ ว่าส่วนใหญ่ คำเผยพระวจนะทำนายไว้สองสิ่ง คือ องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงกลับมา กับจะทรงพิพากษาในยุคสุดท้าย ที่จริง ทั้งสองสิ่งคือเรื่องเดียวกัน นั่นคือ พระเจ้าจะเสด็จมาในร่างมนุษย์ในยุคสุดท้าย เพื่อทรงงานพิพากษา บางคนต้องถามแน่ ว่าคำกล่าวนี้มีมูลฐานในพระคัมภีร์ไหม มีแน่นอนครับ มีคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์หลายข้อเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ต่ำกว่าสองร้อยข้อ มาดูตัวอย่างกันครับ ในพันธสัญญาเดิมกล่าวว่า “พระองค์จะทรงวินิจฉัยระหว่างประชาชาติทั้งหลาย และจะทรงตัดสินความให้ชนชาติจำนวนมาก” (อิสยาห์ 2:4) “เพราะพระองค์เสด็จมา เพราะพระองค์เสด็จมาพิพากษาโลก พระองค์จะทรงพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม และจะทรงพิพากษาชนชาติทั้งหลายด้วยความซื่อสัตย์ของพระองค์” (สดุดี 96:13) ในพันธสัญญาใหม่ก็กล่าวว่า “เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า” (1 เปโตร 4:17) องค์พระเยซูเจ้าเอง ก็ได้เผยพระวจนะว่าจะทรงกลับมาและทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย องค์พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “เราไม่พิพากษาคนที่ได้ยินถ้อยคำของเราและไม่ทำตาม เพราะว่าเราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:47-48) “เพราะว่าพระบิดาไม่ทรงพิพากษาใคร แต่ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร” (ยอห์น 5:22) “และทรงให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะทำการพิพากษาเพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์” (ยอห์น 5:27) วิวรณ์เผยพระวจนะว่า “ท่านประกาศเสียงดังว่า ‘จงเกรงกลัวพระเจ้า และถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาแล้ว’” (วิวรณ์ 14:7) คำเผยพระวจนะเหล่านี้ กล่าวชัดเจนว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า จะทรงกลับมาในฐานะบุตรมนุษย์ และทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย เรื่องนี้ไม่มีข้อกังขาเลย เราจะเห็นได้ว่า ในยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าทรงเผยพระวจนะไว้ชัดเจน ว่าจะทรงกลับมาในยุคสุดท้ายในฐานะบุตรมนุษย์ เพื่อทรงงานพิพากษา วิวรณ์ก็เผยพระวจนะไว้ชัดเจนว่า “เพราะถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาแล้ว” คำเผยพระวจนะเหล่านี้แสดงให้เห็น ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงปรากฏในฐานะบุตรมนุษย์ในยุคสุดท้าย ทรงเสด็จมาท่ามกลางหมู่เราเพื่อทรงงานพิพากษา ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงวางแผนนี้ไว้นานแล้ว ใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงความจริง เพื่องานแห่งการพิพากษา พระองค์ ทรงเปล่งพระวจนะมากมายและทรงสร้างกลุ่มผู้ชนะขึ้น สิ่งนี้แสดงว่า คำเผยพระวจนะเหล่านี้ ลุล่วงไปโดยสมบูรณ์แล้ว พอถึงตรงนี้ เรามาดูเรื่อง ความเชื่อทั่วไปทางศาสนา ที่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเสร็จสิ้นงานแห่งการไถ่แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย ความเชื่อนี้ มีมูลฐานในพระคัมภีร์หรือไม่ องค์พระเยซูเจ้าตรัสเช่นนี้ไหม ไม่ใช่เลย แนวคิดเช่นนั้น เป็นเพียงมโนคติอันหลงผิดและจินตนาการของมนุษย์ เป็นความคิดเพ้อฝัน มันขัดแย้งกับคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์โดยสิ้นเชิง และไม่มีพระวจนะไหนสนับสนุนด้วย แนวคิดนี้โง่เง่าสิ้นดี! ทำไมผู้คนไม่ตั้งใจแสวงหาพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า และคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์ กลับยืนกรานที่จะตัดสินและกล่าวโทษงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า เพราะมโนคติอันหลงผิดของตัวเอง? แบบนี้ไม่ใช่การทำตามอำเภอใจและโอหังหรือ พระคัมภีร์ มีคำเผยพระวจนะเรื่องการเสด็จมาของบุตรมนุษย์ และการพิพากษาในยุคสุดท้ายอยู่มากมาย ทำไมผู้คน ถึงไม่ดูพระคัมภีร์ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาล่ะ อย่างที่พระคัมภีร์กล่าวว่า “พวกเจ้าจะได้ยินกับหูก็จริง แต่จะไม่เข้าใจ จะดูก็จริง แต่จะไม่เห็น เพราะว่าชนชาตินี้กลายเป็นคนมีใจเฉื่อยชา หูก็ตึง และตาของพวกเขาก็ปิด เกรงว่าเขาจะเห็นด้วยตา จะได้ยินด้วยหู และจะได้เข้าใจด้วยจิตใจ แล้วจะหันกลับมา และเราจะรักษาพวกเขาให้หาย” (มัทธิว 13:14-15) ผู้มีปัญญา ควรแสวงหาและสืบค้นว่าทำไมพระเจ้าถึงทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย ทำไม เป็นบุตรมนุษย์ที่ปรากฏเพื่อทรงงาน เราต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อน ถึงจะเข้าใจคำเผยพระวจนะในพระคัมภีร์อย่างแท้จริง

ทีนี้เรามาตรวจสอบกัน ว่าทำไมองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรากฏในรูปมนุษย์อีก เพื่อทรงงานพิพากษาหลังไถ่มวลมนุษย์แล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงเผยความล้ำลึกนี้แล้ว มาดูสิ่งที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้กันครับ “แม้ว่าพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายท่ามกลางมนุษย์ แต่พระองค์เพียงแค่ทรงเสร็จสิ้นการไถ่บาปของมวลมนุษย์ทั้งปวงเท่านั้นและทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของมนุษย์ พระองค์ไม่ได้ทรงปลดเปลื้องมนุษย์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดของเขา การช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากอิทธิพลของซาตานอย่างครบถ้วนไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและแบกรับบาปต่างๆ นานาของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังพึงต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีกเพื่อปลดเปลื้องมนุษย์โดยสมบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา และดังนั้น ในเมื่อมนุษย์ได้รับการยกโทษบาปของเขาแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงกลับสู่เนื้อหนังเพื่อนำทางมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่และได้เริ่มพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา พระราชกิจนี้ได้นำพามนุษย์เข้าสู่อาณาจักรที่สูงส่งขึ้น บรรดาผู้ที่นบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ทั้งหมดจะได้ชื่นชมกับความจริงที่สูงส่งขึ้นและได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับความจริง หนทางและชีวิต” (คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “สำหรับทุกสิ่งที่มวลมนุษย์อาจได้รับการไถ่และการยกโทษในบาปของเขาไปแล้วนั้น พิจารณาได้เพียงว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงจดจำการล่วงละเมิดของมนุษย์และไม่ได้ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์โดยสอดคล้องกับการล่วงละเมิดของเขา อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมนุษย์ผู้มีชีวิตอยู่ในร่างกายที่เป็นเนื้อหนังยังไม่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาป เขาก็ย่อมสามารถทำบาปต่อไปได้เท่านั้นเอง อันเป็นการเปิดเผยอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขาอย่างไม่รู้จบ นี่คือชีวิตที่มนุษย์ดำเนินอยู่ วัฏจักรอันไม่รู้จบของการทำบาปและการได้รับการยกโทษ บาปส่วนใหญ่ของมวลมนุษย์ตอนกลางวันก็เพื่อที่จะสารภาพในตอนค่ำเท่านั้นเอง เมื่อเป็นแบบนี้ แม้ว่าเครื่องบูชาลบล้างบาปนั้นมีประสิทธิภาพต่อมนุษย์ตลอดกาล แต่มันก็จะไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปได้ พระราชกิจแห่งความรอดเสร็จสิ้นไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากมนุษย์ยังคงมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่…ไม่ง่ายสำหรับมนุษย์ที่จะกลับกลายเป็นตระหนักรู้บาปทั้งหลายของเขาเอง เขาไม่มีหนทางที่จะตระหนักได้ถึงธรรมชาติอันหยั่งรากลึกของตัวเขาเอง และเขาต้องพึ่งพาการพิพากษาโดยพระวจนะ เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์นี้ เฉพาะเมื่อเป็นเช่นนั้นเท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถค่อยๆ ถูกเปลี่ยนแปลงจากจุดนี้เป็นต้นไป” (“ความล้ำลึกแห่งการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ชัดเจนมากเลยใช่ไหมครับ องค์พระเยซูเจ้าทรงไถ่มวลมนุษย์ในยุคพระคุณ ทำไมพระองค์ถึงจะทรงกลับมาเพื่อพิพากษาในยุคสุดท้ายอีก นั่นก็เพราะ องค์พระเยซูเจ้าเพียงเสร็จสิ้นงานแห่งการไถ่ เสร็จสิ้นงานแห่งความรอดของพระเจ้าเพียงครึ่งเดียว สิ่งนี้บรรลุการไถ่บาปมนุษย์ เราจึงมีคุณสมบัติที่จะอธิษฐานและสามัคคีธรรมกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ชื่นชมพระคุณและพระพร บาปของเราได้รับการอภัยแล้ว และเราชื่นชมสันติสุขและความชื่นบานยินดีจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เรา ก็ยังทำบาปอยู่ตลอดเวลา ติดอยู่ในวังวนของการทำบาป สารภาพบาป และทำบาปอีก ไม่มีใครหนีพันธนาการแห่งบาปได้ แต่เราก็ใช้ชีวิตดิ้นรนไปกับมัน นี่คือเรื่องเจ็บปวด และไม่มีทางหลุดพ้นได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอภัยบาปของเราแล้ว ธรรมชาติอันเปี่ยมบาปของเราก็ยังอยู่ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเรายังคงอยู่ เราอาจจะกบฏ ต่อต้าน และตัดสินพระเจ้าได้ทุกเมื่อ นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่ว่าจะเชื่อมานานแค่ไหน บุคคลก็ไม่อาจหลีกหนีบาปและบรรลุความบริสุทธิ์ หรือควรค่าแก่การสู้หน้าพระเจ้าได้ สิ่งนี้ทำให้คำเผยพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าลุล่วงอย่างสมบูรณ์ว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า’ จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ไม่ใช่หรือ?’ เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” (มัทธิว 7:21-23) และในฮีบรูบท 12 ข้อ 14 กล่าวว่า “ถ้าปราศจากความบริสุทธิ์แล้ว ก็จะไม่มีใครได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย” เราได้เห็นจากข้อนี้ว่า มีเพียงผู้ปฏิบัติน้ำพระทัย ที่เข้าสู่ราชอาณาจักรสวรรค์ได้ แต่ทำไมองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงตรัสว่าคนที่ประกาศและ ขับผีออกในพระนามของพระองค์เป็นผู้ประพฤติชั่ว สิ่งนี้อาจทำให้คนมากมายสับสน สิ่งนี้แปลว่า พวกเขาป่าวประกาศความเชื่อของตน แต่ยังคงทำบาปและไม่กลับใจอย่างแท้จริง ไม่ว่าพวกเขาจะประกาศหรือขับผีในพระนามมากแค่ไหน ได้ทำเรื่องปาฏิหาริย์มากเท่าไหร่ พระองค์ก็ไม่เห็นชอบ ในสายพระเนตร ผู้คนเช่นนั้นคือผู้ประพฤติชั่ว พวกเขาอาจทำสิ่งต่างๆ ในพระนาม แต่นี่เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงดูหมิ่นและรังเกียจ ผู้คนที่ได้รับการอภัยบาปแล้ว ควรค่าที่จะได้เข้าสู่ราชอาณาจักรหรือไม่ แน่นอนว่าไม่ พวกเขายังคงฝันถึงวันที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมารับพวกเขาขึ้นไปบนท้องฟ้า นี่คือความเพ้อฝันของมนุษย์ ชัดเจนว่า ที่องค์พระเยซูเจ้าเผยพระวจนะเรื่องการทรงกลับมา ไม่ได้หมายถึงพระองค์จะทรงรับผู้คนตรงขึ้นไปพบพระองค์บนท้องฟ้า แต่หมายถึงพระองค์จะทรงดำเนินการพิพากษาและชำระผู้คน จากธรรมชาติอันเปี่ยมบาปและความเสื่อมทรามของพวกเขา หมายถึงพระองค์จะทรงช่วยเราให้รอด จากบาปและกองกำลังของซาตานโดยสมบูรณ์ และพาเราไปสู่บั้นปลายที่สวยงาม นี่คือความหมายของงานพิพากษาในยุคสุดท้ายของพระเจ้า ผมแน่ใจว่า ทุกคนอาจเห็นแล้ว ว่างานแห่งการไถ่ในยุคพระคุณ คือแค่เพื่อไถ่เราจากบาป บาปของเราจึงได้รับการอภัย นี่ทำให้งานแห่งความรอดเสร็จสิ้นไปเพียงครึ่งเดียว และพระเจ้ากำลังทรงงานในขั้นตอนที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในยุคสุดท้าย บนพื้นฐานงานแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กำลังแสดงความจริงเพื่อทรงงานพิพากษาของยุคสุดท้าย เพื่อช่วยให้รอดจากบาปโดยสมบูรณ์ เพื่อให้เราเป็นอิสระจากกองกำลังซาตาน เราจึงเห็นได้ ว่าการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า ได้ปูทางให้การพิพากษาในยุคสุดท้ายของพระเจ้าไว้อย่างสมบูรณ์ มันคืองานที่เป็นพื้นฐาน และงานพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ก็เป็นขั้นตอนสำคัญในแผนการบริหารจัดการของพระเจ้า เพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอด และจะทำให้ยุคนี้สิ้นสุดลง การยอมรับแค่งานแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า แต่ไม่ยอมรับงานพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ย่อมหมายถึงการหยุดอยู่กลางเส้นทางแห่งความเชื่อ และขั้นตอนสุดท้าย ก็เป็นขั้นตอนสำคัญยิ่งยวดที่จะกำหนดชะตากรรมและจุดจบของเรา การไม่เดินตามขั้นตอนนี้ คือการล้มเลิกกลางทาง และเสียทุกความพยายามไปอย่างสูญเปล่า ผมคิดว่า ทุกคนเข้าใจว่าช่วงสุดท้ายของการเดินทางมักเป็นช่วงที่ยากที่สุด ช่วงสุดท้ายในเส้นทางแห่งความเชื่อสำคัญที่สุด ที่จะตัดสินชะตากรรมของคุณ สำหรับเหล่าผู้เชื่อ สิ่งที่ตัดสินจุดจบและชะตากรรมของเรา คืองานพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า ถ้าผู้คนไม่ยอมรับสิ่งนี้ พระเจ้าจะทรงกำจัดพวกเขา มันคือโศกนาฏกรรมจริงๆ ดังนั้น เราจึงมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้เชื่อมานานแค่ไหน ถ้าไม่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าก็จะทรงกำจัดพวกเขา และพวกเขาจะเป็นหญิงพรหมจารีโง่ ผู้ตกลงสู่ความวิบัติ ร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หลายคนที่เคยไม่เชื่อ ได้ยอมรับงานของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์โดยตรง และได้รับความรอดแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า คนเหล่านี้คือผู้ที่โชคดี พวกเขาเข้ามาทดแทนเหล่าผู้เชื่อที่ปฏิเสธจะยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และถูกกำจัดไป นั่นจะไม่เป็นเรื่องน่าเสียใจที่สุดสำหรับผู้เชื่อหรือครับ หลังจากรอองค์พระผู้เป็นเจ้ามาหลายปี พวกเขาเห็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงงานพิพากษาและแสดงความจริงมากมาย แต่กลับไม่ยอมรับ และรั้นที่จะรอองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนก้อนเมฆ ทำการเดิมพันกับพระเจ้า สุดท้าย พวกเขาก็จะเสียโอกาสแห่งความรอดไป นั่นจะไม่เป็นเรื่องเศร้าอันใหญ่หลวงสำหรับผู้เชื่อหรือ

บางคนอาจถามว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ทรงงานพิพากษา ชำระมวลมนุษย์ให้บริสุทธิ์ เพื่อช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์อย่างไร มีความจริงมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้สามัคคีธรรม วันนี้ เราได้แค่พูดคร่าวๆ ให้ฟัง พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปรีชาญาณและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะ พระวจนะซึ่งตีแผ่ว่ามนุษย์เมินหมิ่นพระเจ้าอย่างไร ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตานและกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้า ในการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการ และตัดแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการ และการตัดแต่งอันแตกต่างกันทั้งหมดเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ แต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ไม่มีโดยสิ้นเชิง เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจเกี่ยวกับพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะนั้นชัดเจนมาก ว่าการทรงพิพากษาในยุคสุดท้ายนั้น โดยหลักคือเพื่อพิพากษาแก่นแท้อันเสื่อมทรามของมวลมนุษย์ โดยการแสดงความจริง เพื่อเปิดโปงความเสื่อมทรามของเรา เพื่อให้เราทบทวนและรู้จักตัวเอง เห็นความเสื่อมทรามของตัวเอง เราถึงจะรู้สึกเสียใจ เกลียดตัวเอง และเกลียดเนื้อหนังนี้ จนได้กลับใจอย่างแท้จริง งานแห่งการพิพากษานี้ ไม่ได้ทำแค่แสดงความจริงไม่กี่ข้อให้คนเข้าใจ แต่พระเจ้าทรงแสดงความจริงในหลายแง่มุม ความจริงทั้งหมดนี้ คือเพื่อพิพากษา เปิดโปง ตัดแต่ง และจัดการมวลมนุษย์ รวมถึงทดสอบและถลุงเรา โดยเฉพาะพระวจนะที่พิพากษาและตีแผ่แก่นแท้อันเสื่อมทรามของมนุษย์ เปิดเผยอุปนิสัย ธรรมชาติ และแก่นแท้เยี่ยงซาตานของเราอย่างเฉียบแหลม การอ่านพระวจนะเหล่านั้นช่างเจ็บปวด และพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจ เราเห็นว่าตัวเองเสื่อมทราม และไม่ควรค่าจะถูกเรียกว่ามนุษย์แค่ไหน ไม่มีที่ใดให้หลบซ่อน และเราอยากมุดรอยแยกของแผ่นดินโลก เพื่อหลีกหนีพระพิโรธของพระเจ้า การก้าวผ่านการพิพากษานี้ เป็นทางเดียวที่จะได้เห็นความจริงแห่งความเสื่อมทรามของเรา แล้วเราก็จะเปี่ยมด้วยความเสียใจ รู้ว่าเราไม่ควรค่ากับพระพร กับการถูกพาเข้าสู่ราชอาณาจักร ไม่ควรค่าที่จะได้เห็นพระเจ้า เพราะเราเสื่อมทรามเหลือเกิน หากไร้ซึ่งการพิพากษาและตีสอนของพระเจ้า เราคงไม่มีวันได้รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง เราคงปรนนิบัติด้วยลมปาก เพื่อสารภาพบาป โดยไม่รู้ตัวว่าใช้ชีวิตอยู่ด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตานเต็มขั้น เราคงเอาแต่กบฏและต่อต้านพระเจ้า และยังคิดว่าเราเข้าสู่สวรรค์ได้ มันช่างไร้ยางอาย หลงผิด ไร้ซึ่งการรู้ตัวเองโดยสิ้นเชิง เราที่ประสบการพิพากษาและชำระให้สะอาดของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ต่างมีความรู้โดยตรง ว่าพระวจนะเป็นความจริง และประเมินค่ามิได้! มีเพียงความจริงที่พระเจ้าทรงแสดง ที่ชำระความเสื่อมทรามของเราให้บริสุทธิ์ และช่วยเราให้รอดจากบาปได้ มีเพียงการประสบการพิพากษาแห่งพระวจนะ ที่ชำระอุปนิสัยเสื่อมทรามให้บริสุทธิ์และเปลี่ยนแปลงได้ เราจึงกลายเป็นคนที่ปฏิบัติน้ำพระทัย และควรค่ากับการเข้าสู่ราชอาณาจักรได้ งานพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พาหนทาง ความจริง และชีวิตมาสู่เรา ผ่านงานของพระองค์ เราถึงได้รับความจริงและชีวิต ได้ใช้ชีวิตเฉพาะพระพักตร์ ซึ่งเป็นพระพรอันล้นพ้นจากพระเจ้า!

มาถึงจุดนี้แล้ว ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจ ว่างานเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดของพระเจ้า ไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด ไม่ใช่แค่การไถ่และอภัยบาปให้เราเพียงเท่านั้น แต่งานแห่งความรอด คือการช่วยเราให้รอดจากความขั่วและบาปอย่างสมบูรณ์ ช่วยให้รอดจากเงื้อมมือซาตาน เพื่อให้เรานบนอบและนมัสการพระเจ้าได้ งานแห่งการพิพากษา คือทางเดียวที่จะบรรลุสิ่งนี้ ตอนนี้ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงแสดงความจริงมากมาย และทรงงานพิพากษาอยู่ พระราชกิจนี้ ยิ่งใหญ่มหาศาลเกินจะหาสิ่งใดมาเปรียบ! พระวจนะของพระองค์ ได้สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโลก ทั่วทั้งจักรวาล งานอันยิ่งใหญ่ในยุคสุดท้ายของพระเจ้า เป็นที่จับจ้อง และสั่นสะเทือนโลกนี้ ผู้ที่รักความจริง ต่างสืบค้นงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า และมีเพียงผู้ที่ไม่รักความจริงที่ปิดหูปิดตา เมินเฉยต่องานของพระเจ้า แต่โลกศาสนาหรือผู้ไม่เชื่อ ไม่มีวันสั่นคลอนงานของพระเจ้าได้ มันเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยไม่อาจหยุดยั้ง ในพริบตาเดียว มหาวิบัติก็เริ่มขึ้น และงานพิพากษาในยุคสุดท้ายของพระเจ้าก็มาถึงจุดสูงสุด สำหรับผู้ที่ติดตามพระองค์ มันคือการพิพากษาซึ่งเริ่มที่พระนิเวศ ทำให้บางคนเพียบพร้อม และกำจัดอีกหลายคน สำหรับคนอื่น มันคือการใช้ความวิบัติค่อยๆ จัดการกับผู้ประพฤติชั่วที่ต่อต้านพระเจ้า พายุคชั่วที่ซาตานกุมบังเหียนอยู่นี้ ให้เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ แล้วเรา ก็จะได้ต้อนรับและเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งราชอาณาจักรของพระคริสต์ เป็นจริงบนแผ่นดินโลก ผู้ที่ยังถวิลหาให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาบนก้อนเมฆ จะตกลงสู่ความวิบัติ ร่ำไห้และขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทำให้คำเผยพระวจนะในวิวรณ์ลุล่วง ที่ว่า “นี่แน่ะ พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆ และนัยน์ตาทุกดวงจะเห็นพระองค์ แม้แต่คนทั้งหลายที่แทงพระองค์ และมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะคร่ำครวญเพราะพระองค์” (วิวรณ์ 1:7) พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ยังตรัสด้วยว่า “ผู้คนมากมายอาจไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราพูด แต่เรายังอยากบอกทุกคนที่ได้ชื่อว่านักบุญผู้ติดตามพระเยซูว่า เมื่อพวกเจ้ามองเห็นพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์บนเมฆขาวด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว นี่จะเป็นการทรงปรากฏต่อสาธารณะของดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม บางทีนั่นอาจเป็นเวลาแห่งความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวงสำหรับเจ้า ทว่าเจ้าควรรู้ว่าเวลาที่เจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์ยังเป็นเวลาที่เจ้าจะลงสู่นรกเพื่อรับการลงโทษด้วยเช่นกัน นั่นจะเป็นเวลาที่แผนการบริหารจัดการของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน และนั่นจะเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงปูนบำเหน็จรางวัลแก่คนดีและลงโทษคนชั่ว เพราะการพิพากษาของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นหมายสำคัญทั้งหลาย ในเวลาที่มีเพียงการแสดงออกของความจริงเท่านั้น บรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงและไม่แสวงหาหมายสำคัญ และดังนั้นจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว จะได้หวนคืนมาอยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมกอดของพระผู้สร้าง มีเพียงบรรดาผู้ที่ยืนกรานในการเชื่อว่า ‘พระเยซูผู้ไม่ได้ประทับมาบนเมฆขาวทรงเป็นพระคริสต์เทียมเท็จ’ เท่านั้นที่จะต้องอยู่ภายใต้การลงโทษชั่วนิรันดร์กาล เพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซูผู้ทรงจัดแสดงหมายสำคัญเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพระเยซูผู้ทรงป่าวประกาศการพิพากษาที่รุนแรงและปลดปล่อยหนทางที่แท้จริงและชีวิต และดังนั้น จึงเป็นได้เพียงว่าพระเยซูทรงจัดการกับพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงกลับมาบนเมฆขาวอย่างเปิดเผย” (“ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ใครเล่าที่สามารถช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและปฏิวัติโชคชะตาของพวกเรา?

ในเรื่องโชคชะตา คนส่วนใหญ่ต่างก็อยาก มีเงินทอง สถานะ ประสบความสำเร็จ ด้วยโชคชะตาที่ดี คิดว่าคนจนไร้ชื่อเสียง ประสบหายนะ ลำบากและถูกดูแคลน...

ความเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการทรยศองค์พระเยซูเจ้าหรือไม่?

กว่าสามสิบปีแล้ว ที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงปรากฏ เริ่มทรงงานและแสดงความจริงในปี 1991...

เมื่อพระผู้ช่วยให้รอดทรงกลับมาพระองค์จะยังทรงถูกเรียกว่าพระเยซูไหม?

ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เสด็จมาแล้ว ทรงแสดงความจริง ปรากฏและทรงงานเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด ตั้งแต่เผยแพร่หนังสือ...

ติดต่อเราผ่าน Messenger