ทำไมพระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ในยุคสุดท้ายล่ะ ในยุคธรรมบัญญัติ พระเจ้าทรงใช้โมเสสเพื่อทำพระราชกิจของพระองค์ เช่นนี้ ทำไมพระเจ้าใช้มนุษย์ทำพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ในยุคสุดท้ายไม่ได้ล่ะ

วันที่ 07 เดือน 11 ปี 2020

ตอบ: ทำไมพระเจ้าจึงต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายเป็นคำถามที่คนมากมากที่กระหายความจริงและค้นหาการทรงปรากฏของพระเจ้าสนใจมากที่สุด นี่ยังเป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับว่าเราสามารถถูกรับขึ้นไปสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ได้หรือไม่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะเข้าใจความจริงด้านนี้ ทำไมพระเจ้าต้องทรงจุติเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เองเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ในยุคสุดท้ายแทนที่จะทรงใช้มนุษย์ให้ทำพระราชกิจของพระองค์ เรื่องนี้ถูกกำหนดโดยธรรมชาติของพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะพระราชกิจแห่งการพิพากษาคือการทรงแสดงความจริงของพระเจ้า และการทรงแสดงของพระอุปนิสัยชอบธรรมของพระองค์เพื่อพิชิต ชำระให้บริสุทธิ์ และช่วยมวลมนุษย์ให้รอด มาอ่านบทตอนนึงจากพระวาทะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กันครับ

พระราชกิจแห่งการพิพากษาคือพระราชกิจของพระเจ้าเอง ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว พระเจ้าจึงต้องทรงพระราชกิจนี้ด้วยพระองค์เอง มนุษย์ไม่สามารถทำแทนพระองค์ได้ เนื่องจากการพิพากษาคือการใช้ความจริงเพื่อครอบครองมนุษยชาติ จึงไม่มีคำถามเลยว่าพระเจ้าจะยังคงทรงปรากฏในภาพลักษณ์ที่เป็นมนุษย์เพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจนี้ท่ามกลางมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในยุคสุดท้าย พระคริสต์จะทรงใช้ความจริงเพื่อสั่งสอนผู้คนทั่วโลกและทำให้ความจริงทั้งหมดเป็นที่รู้จักของพวกเขา นี่คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้า” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ในยุคสุดท้ายนั้น พระคริสต์ทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปรีชาญาณและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะซึ่งตีแผ่ให้เห็นว่ามนุษย์เหยียดหยันพระเจ้าอย่างไรนั้น ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตานและกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้า ในการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการ และตัดแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการ และการตัดแต่งเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ แต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ได้สูญเสียไปจนหมดสิ้น เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจให้ยอมหมอบราบต่อพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในน้ำพระทัยของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในบรรดาความล้ำลึกที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อผู้คนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

จากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เราเห็นว่า พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้ายประกอบด้วยการแสดงความจริงในหลายๆ ด้าน การแสดงพระอุปนิสัยของพระเจ้า ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น การเปิดเผยความล้ำลึกทั้งหมด การพิพากษาธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่ต่อต้านพระเจ้าและทรยศพระเจ้าของมนุษย์ การตีแผ่และการชำแหละคำพูดและพฤติกรรมของมนุษย์ การเปิดเผยเนื้อแท้อันบริสุทธิ์และชอบธรรม และพระอุปนิสัยที่ไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ของพระเจ้าแก่มวลมนุษย์ทั้งปวง เมื่อประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรก้าวผ่านประสบการณ์การพิพากษาโดยพระวจนะของพระเจ้า มันก็เหมือนกับพวกเขาได้พบพระพักตร์พระเจ้าโดยตรง ถูกเปิดโปงและพิพากษาโดยพระองค์ เมื่อพระเจ้าทรงพิพากษามนุษย์ พระองค์ทรงต้องอนุญาตให้พวกเขาเห็นการสำแดงของพระอุปนิสัยชอบธรรมของพระองค์ ดังเช่นการเห็นเนื้อแท้อันบริสุทธิ์ของพระเจ้า ราวกับเห็นความสว่างเจิดจ้าสาดส่องลงมาจากสวรรค์ และการเห็นพระวจนะของพระเจ้าก็เหมือนดาบสองคมแทงใส่หัวใจและจิตวิญญาณ ทำให้บุคคลนั้นทนการทรมานเกินบรรยายได้ โดยทางนี้เท่านั้นที่มนุษย์สามารถจำเนื้อแท้ที่เสื่อมทรามของเขาเองและความจริงของความเสื่อมทรามของเขาได้ รู้สึกอดสูอย่างลึกล้ำ หลบหน้าด้วยความละอาย และหมอบกราบเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าด้วยความกลับใจอย่างแท้จริง จากนั้นเขาจะสามารถยอมรับความจริงและใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า ปลิดตัวเองออกจากอิทธิพลของซาตานจนหมดสิ้น และถูกช่วยให้รอดและทำให้มีความเพียบพร้อมโดยพระเจ้าได้ งานอย่างการพิพากษา การชำระให้บริสุทธิ์ และความรอดของมนุษย์ สามารถทรงทำโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ด้วยพระองค์เองเท่านั้น

การได้รับประสบการณ์การพิพากษาโดยพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เราทั้งหมดต่างรู้สึกว่าพระอุปนิสัยอันบริสุทธิ์และชอบธรรมของพระเจ้าไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองโดยมนุษย์ได้ยังไง ทุกตัวอักษรของพระวจนะของพระเจ้าถูกประทานให้ด้วยพระบารมีและพระพิโรธ แต่ละคำแทงเข้าสู่ขั้วหัวใจของเรา ตีแผ่ธรรมชาติเยี่ยงซาตานที่ต่อต้านพระเจ้าและทรยศพระเจ้าของเราอย่างครบถ้วน รวมถึงองค์ประกอบของอุปนิสัยเสื่อมทรามที่ฝังอยู่ในใจของเราลึกมากจนแม้แต่ตัวเราเองก็ไม่สามารถเห็นพวกมันได้ เปิดโอกาสให้เราระลึกได้ ว่าธรรมชาติและเนื้อแท้ของเราเต็มไปด้วยความโอหัง ความถือดี ความเห็นแก่ตัว และความอกตัญญูแค่ไหน เราใช้ชีวิตตามสิ่งเหล่านี้ เหมือนเหล่ามารที่มีชีวิตท่องไปในแผ่นดินโลก ไม่ได้ครอบครองแม้เพียงเศษเสี้ยวของสภาวะความเป็นมนุษย์ยังไง พระเจ้าพบว่าสิ่งนี้น่ารังเกียจและน่าชิงชัง เรารู้สึกอดสูและย่อยยับด้วยความเสียใจ เราเห็นความเลวทรามและความชั่วของเราเองและรู้ว่าเราไม่คู่ควรที่จะใช้ชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า เราจึงหมอบกราบลงบนพื้น พร้อมรับความรอดของพระเจ้า ในการได้รับประสบการณ์การพิพากษาโดยพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เราได้เป็นประจักษ์พยานการทรงปรากฏของพระเจ้าอย่างแท้จริง เราเห็นว่าความบริสุทธิ์ของพระเจ้านั้นไม่สามารถบรรยายได้ และความชอบธรรมของพระองค์ก็ไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ เราระลึกได้ถึงเจตจำนงและรักแท้อันแรงกล้าซึ่งพระเจ้าทรงเพียรพยายามเพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด และเห็นความจริงและเนื้อแท้ของความเสื่อมทรามของเราในกำมือของซาตาน เช่นนี้ ในหัวใจเรา เราก็เริ่มรู้สึกเคารพนับถือพระเจ้า และยินดียอมรับความจริงและเชื่อฟังแผนการที่พระเจ้ามีให้เรา โดยทางนี้ อุปนิสัยเสื่อมทรามของเราก็ค่อยๆ ถูกชำระให้บริสุทธิ์ ความเปลี่ยนแปลงที่เราได้รับวันนี้ เป็นผลลัพท์ของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา ดังนั้นแล้ว เมื่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ทรงแสดงความจริง ทรงแสดงพระอุปนิสัยชอบธรรมของพระเจ้าและทั้งหมดที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นเพื่อดำเนินพระราชกิจแห่งการพิพากษา เมื่อนั้นเท่านั้นที่มนุษย์จะเห็นการทรงปรากฏของความสว่างที่แท้จริง การทรงปรากฏของพระเจ้า และเริ่มมีความรู้ที่แท้จริงของพระเจ้า โดยทางนี้เท่านั้นที่มนุษย์สามารถถูกชำระให้บริสุทธิ์และช่วยให้รอด นอกจากพระคริสต์แล้ว ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำงานแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายได้ มาอ่านอีกบทตอนของพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กันครับ

พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ไม่มีผู้ใดเหมาะสมและมีคุณสมบัติเหมาะสำหรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาความเสื่อมทรามของเนื้อหนังมนุษย์มากไปกว่าพระเจ้าในเนื้อหนัง…ซาตานสามารถได้รับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงก็เฉพาะเมื่อพระเจ้าในเนื้อหนังทรงพิพากษาความเสื่อมทรามของมวลมนุษย์เท่านั้น โดยการทรงเป็นอย่างเดียวกับมนุษย์ที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ปกติ พระเจ้าในเนื้อหนังทรงสามารถพิพากษาความไม่ชอบธรรมของมนุษย์ได้โดยตรง นี่คือเครื่องหมายของความบริสุทธิ์โดยเนื้อแท้ภายในของพระองค์ และของความพิเศษเหนือธรรมดาของพระองค์ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสม และทรงอยู่ในตำแหน่งที่จะพิพากษามนุษย์ เพราะพระองค์ทรงถือครองความจริงและความชอบธรรม และดังนั้นพระองค์จึงทรงสามารถพิพากษามนุษย์ได้ พวกที่ไม่มีความจริงและความชอบธรรมย่อมไม่เหมาะที่จะพิพากษาผู้อื่น” (“มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์มากกว่า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

“แน่นอนว่าเป็นเพราะการพิพากษานี้นี่เองพวกเจ้าจึงสามารถเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ชอบธรรม และว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ แน่นอนว่าเป็นเพราะความบริสุทธิ์ของพระองค์และความชอบธรรมของพระองค์นี่เอง พระองค์จึงทรงพิพากษาพวกเจ้าและทรงปล่อยพระพิโรธของพระองค์ต่อพวกเจ้า เพราะพระองค์ทรงสามารถเปิดเผยพระอุปนิสัยที่ชอบธรรมของพระองค์เมื่อพระองค์ทรงเห็นการเป็นกบฏของมนุษย์ และเพราะพระองค์ทรงสามารถเปิดเผยความบริสุทธิ์ของพระองค์เมื่อพระองค์ทรงเห็นความโสโครกของมนุษย์ นี่ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง ผู้ทรงบริสุทธิ์และไร้ที่ติ ทว่ายังดำรงพระชนม์ชีพในแผ่นดินแห่งความโสโครก หากบุคคลหนึ่งเกลือกกลิ้งในโคลนตมกับผู้อื่น และไม่มีสิ่งใดบริสุทธิ์เกี่ยวกับเขา และเขาไม่มีอุปนิสัยที่ชอบธรรม เช่นนั้นแล้ว เขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะพิพากษาความชั่วช้าของมนุษย์ อีกทั้งเขาไม่เหมาะที่จะดำเนินการพิพากษามนุษย์ หากบุคคลหนึ่งจะพิพากษาอีกคนหนึ่ง นั่นจะไม่เหมือนกับว่าพวกเขากำลังตบหน้าตัวเองหรอกหรือ? ผู้คนที่โสโครกทัดเทียมกับอีกคนหนึ่งจะสามารถมีคุณสมบัติเหมาะสมในการพิพากษาบรรดาผู้ที่เหมือนกับพวกเขาได้อย่างไร? พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงบริสุทธิ์เท่านั้นที่สามารถพิพากษามวลมนุษย์ที่โสโครกทั้งหมดได้ มนุษย์จะสามารถพิพากษาบาปของมนุษย์ได้อย่างไรกัน? มนุษย์จะสามารถเห็นบาปของมนุษย์ได้อย่างไรกัน และมนุษย์จะสามารถมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะกล่าวโทษบาปเหล่านี้ได้อย่างไรกัน? หากพระเจ้าไม่ได้ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะพิพากษาบาปของมนุษย์ เช่นนั้นแล้วพระองค์จะทรงสามารถเป็นพระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงชอบธรรมได้อย่างไรกัน? เมื่อมีการเปิดเผยอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของผู้คน พระเจ้าตรัสเพื่อพิพากษาผู้คน และเมื่อนั้นเท่านั้นผู้คนจึงจะเห็นว่าพระองค์ทรงบริสุทธิ์” (“ผลจากขั้นตอนที่สองของพระราชกิจแห่งการพิชิตชัยสัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

จากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เราเห็นชัดเจน ว่าพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้ายต้องถูกทำผ่านการทรงแสดงความจริง พระอุปนิสัยของพระเจ้า และพระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระเจ้าเพื่อพิชิต ชำระให้บริสุทธิ์ และทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม พระเจ้าทรงปรากฏพระองค์เองเพื่อทำพระราชกิจแห่งการพิพากษานี้ในยุคสุดท้าย พระราชกิจนี้หมายจุดเริ่มต้นของยุคหนึ่งและจุดจบของอีกยุคหนึ่ง พระราชกิจนี้ต้องถูกกระทำโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถทำพระราชกิจนี้แทนพระองค์ได้ ทำไมคนมากมายถึงเชื่อว่า พระเจ้าควรทรงใช้มนุษย์เพื่อทำพระราชกิจทั้งหมดของพระองค์ แทนที่จะทรงจุติเป็นมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจด้วยพระองค์เองเหรอ นี่มันไม่น่าเชื่อเลย! มนุษยชาติต้อนรับการเสด็จมาของพระเจ้าจริงๆ เหรอ ทำไมถึงมีคนมากมายที่ปรารถนาว่าพระเจ้าจะทรงใช้มนุษย์เพื่อทำพระราชกิจของพระองค์เสมอเลยล่ะ นี่เป็นเพราะมนุษย์ทำงานตามมโนคติของพวกเขา พวกเขาทำสิ่งต่างๆ ตามที่ผู้คนคิดว่าพวกมันควรถูกทำให้เสร็จสิ้นยังไง ดังนั้นมนุษย์จึงบูชาคนอื่นอย่างง่ายดาย ยกชูพวกเขาไว้บนแท่นและติดตามพวกเขา แต่วิธีทรงพระราชกิจของพระเจ้าไม่เคยไปในทางเดียวกันกับมโนคติของมนุษย์ พระองค์ไม่ได้ทรงทำสิ่งต่างๆ ตามที่มนุษย์คิดว่าควรทำ จึงเป็นเรื่องยากลำบากที่มนุษย์จะเข้ากันได้กับพระเจ้า เนื้อแท้ของพระเจ้าทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต พระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ ชอบธรรม และไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ ยังไงก็ตาม มนุษย์ที่เสื่อมทรามได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างทั่วถึง และเต็มไปด้วยอุปนิสัยเยี่ยงซาตาน และพวกเขามีเวลาที่ยากลำบากในการเข้ากันได้กับพระเจ้า ดังนั้นมนุษย์จึงพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ และไม่เต็มใจจะศึกษาและตรวจสอบ แต่กลับบูชามนุษย์และหลับหูหลับตาเชื่อในงานของเขา ยอมรับและติดตามมันราวกับเป็นพระราชกิจของพระเจ้า ปัญหาตรงนี้คืออะไรครับ คุณสามารถพูดได้ว่า มวลมนุษย์ไม่เฉลียวใจเลยสักนิดเดียวว่าการเชื่อในพระเจ้าและรับประสบการณ์พระราชกิจของพระองค์หมายถึงอะไร เช่นนี้ พระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้ายต้องประกอบด้วยการทรงแสดงความจริงโดยการทรงจุติเป็นมนุษย์ เพื่อแก้ไขปัญหาของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทั้งหมด สำหรับคำถามของพวกคุณที่ว่า ทำไมพระเจ้าไม่ทรงใช้มนุษย์เพื่อทำพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ในยุคสุดท้าย ยังต้องการคำตอบอีกเหรอครับ เนื่อแท้ของมนุษย์คือมนุษย์ มนุษย์ไม่ได้ครอบครองเนื้อแท้ที่เป็นของพระเจ้า ดังนั้นมนุษย์ไม่สามารถแสดงความจริง แสดงพระอุปนิสัยของพระเจ้า ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น และไม่สามารถทำงานแห่งความรอดของมวลมนุษย์ ไม่ต้องพูดถึงว่า มนุษย์ทั้งหมดได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามและมีธรรมชาติที่บาปหนา เช่นนี้ พวกเขามีคุณสมบัติอะไรที่จะพิพากษามนุษย์ผู้อื่น ในเมื่อมนุษย์ที่เลวทรามและเสื่อมทรามไม่สามารถชำระตัวเองให้บริสุทธิ์และช่วยตัวเองให้รอดได้ เขาจะคาดหวังที่จะชำระผู้อื่นให้บริสุทธิ์และช่วยพวกเขาให้รอดยังไง คนแบบนั้นจะพบแต่ความเสื่อมเสียเท่านั้นเมื่อคนอื่นไม่ยินดีจะยอมรับการพิพากษาของพวกเขา มีเพียงพระเจ้าที่ทรงชอบธรรมและบริสุทธิ์ และมีเพียงพระเจ้าที่ทรงเป็นความจริง หนทาง และชีวิต ดังนั้นพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้ายต้องถูกกระทำโดยการทรงจุติเป็นมนุษย์ของพระองค์เท่านั้น ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำงานแบบนั้นได้ นี่เป็นข้อเท็จจริง เรายังไม่เข้าใจเรื่องนี้ได้อีกเหรอ

ทีนี้ทำไมพระเจ้าจึงทรงใช้มนุษย์ให้ทำพระราชกิจของพระองค์ในยุคธรรมบัญญัติล่ะ นี่เป็นเพราะพระราชกิจแห่งยุคธรรมบัญญัติและพระราชกิจแห่งการพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ในยุคธรรมบัญญัติ มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์แรกเกิด พวกเขาถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พระราชกิจของพระยาห์เวห์พระเจ้าหลักๆ ประกอบด้วยการทรงประกาศใช้ธรรมบัญญัติและพระบัญญัติ เพื่อทรงจัดเตรียมแนวทางให้มนุษย์ยุคแรกว่าจะใช้ชีวิตบนแผ่นดินโลกยังไง พระราชกิจระยะนี้ไม่ได้มุ่งเปลี่ยนอุปนิสัยของมนุษย์ มันไม่ต้องการการทรงแสดงความจริงมากกว่านั้น พระเจ้าแค่จำเป็นต้องใช้มนุษย์เพื่อถ่ายทอดธรรมบัญญัติที่พระองค์ได้ตั้งขึ้นให้คนอิสราเอล เพื่อที่คนอิสราเอลจะรู้ว่าจะยอมปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ นมัสการพระยาห์เวห์ และใช้ชีวิตปกติบนแผ่นดินโลกยังไง เมื่อทรงทำแบบนั้น พระราชกิจระยะนั้นก็เสร็จสิ้นลง เช่นนี้ พระเจ้าสามารถทรงใช้โมเสสเพื่อทำให้พระราชกิจแห่งยุคธรรมบัญญัติเสร็จสิ้น พระองค์ไม่จำเป็นต้องทรงจุติเป็นมนุษย์เพื่อดำเนินพระราชกิจโดยพระองค์เอง กลับกัน พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้ายนั้นมุ่งช่วยมวลมนุษย์ที่ได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำให้รอด การเผยแพร่พระวจนะของพระเจ้าสองสามบทตอนและประกาศใช้ธรรมบัญญัติสองสามข้อจะไม่เพียงพอในกรณีนี้ ความจริงจำนวนมหาศาลต้องถูกแสดงออกไป พระอุปนิสัยภายในเนื้อแท้ของพระเจ้า ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นต้องถูกแสดงให้เห็นอย่างสมบูรณ์ ความจริง หนทาง และชีวิตต้องถูกเปิดเผยให้มนุษย์ทั้งหมด ราวกับพระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองเบื้องหน้ามนุษยชาติ เปิดโอกาสให้มนุษย์เข้าใจความจริงและรู้จักพระเจ้า และในการทรงทำแบบนั้น พระองค์ทรงชำระให้บริสุทธิ์ ช่วยให้รอด และทำให้มวลมนุษย์มีความเพียบพร้อมอย่างครบบริบูรณ์ พระเจ้าทรงต้องทำสิ่งนี้ด้วยตัวพระองค์เองผ่านการทรงจุติเป็นมนุษย์ ไม่มีมนุษย์คนไหนทำงานนี้แทนพระองค์ได้ พระเจ้าสามารถทรงใช้ผู้เผยพระวจนะเพื่อเผยแพร่พระวจนะของพระองค์สักสองสามบทตอนได้ แต่พระเจ้าทรงไม่อนุญาตให้ผู้เผยพระวจนะแสดงพระอุปนิสัยในเนื้อแท้ของพระเจ้า ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น หรือแสดงความจริงทั้งหมด เพราะมนุษย์ไม่มีค่าพอจะทำแบบนั้น ถ้าพระเจ้าทรงใช้มนุษย์เพื่อแสดงพระอุปนิสัยและความจริงของพระองค์ทั้งหมด พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะดูหมิ่นพระเจ้า เพราะมนุษย์มีอุปนิสัยที่เสื่อมทราม เขาง่ายต่อการแสดงให้เห็นถึงมโนคติและมายาคติของเขาเอง จะต้องมีความไม่บริสุทธิ์ในงานของเขาแน่ ซึ่งสามารถดูหมิ่นพระเจ้าอย่างง่ายดายและส่งผลต่อประสิทธิผลโดยรวมของพระราชกิจของพระเจ้า อีกอย่าง มนุษย์โน้มเอียงที่จะรับทั้งหมดที่เขามี แม้กระทั่งทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น เข้าใจความไม่บริสุทธิ์ในงานของมนุษย์ว่าเป็นความจริง นี่นำไปสู่การเข้าใจผิดและดูหมิ่นพระเจ้า อีกอย่าง ถ้าพระเจ้าทรงใช้มนุษย์เพื่อแสดงพระอุปนิสัยและความจริงของพระองค์ทั้งหมด เนื่องจากความไม่บริสุทธิ์ของมนุษย์ ผู้คนจะไม่ยินดียอมรับและอาจจะถึงขั้นต่อต้าน จากนั้นซาตานจะหาข้อผิดพลาดและกล่าวหาต่างๆ นานา กระพือเปลวไฟของความไม่พอใจของมนุษย์ต่อพระเจ้า ปลุกระดมการปฏิวัติ และยุแหย่ให้พวกเขาสถาปนาราชอาณาจักรที่เป็นอิสระของพวกเขาเอง นี่คือผลลัพธ์สุดท้ายของการที่มนุษย์ทำพระราชกิจของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของความรอดของมนุษย์ที่เสื่อมทรามอย่างลึกล้ำของพระเจ้าในยุคสุดท้าย มนุษย์ไม่ยอมรับและเชื่อฟังพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ง่ายๆ ดังนั้นหากพระเจ้าทรงใช้มนุษย์เพื่อทำงานนี้ มนุษย์ก็มีแนวโน้มที่จะยอมรับและเชื่อฟังน้อยมาก ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงง่ายๆ เหรอครับ ดูผู้อาวุโสและศิษยาภิบาลของโลกศาสนาสิครับ การต่อต้านและกล่าวโทษพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ของพวกเขาแตกต่างจาก วิธีที่พวกมหาปุโรหิตและฟาริสียิวต่อต้านองค์พระเยซูเจ้าก่อนหน้านี้ยังไงกัน ความรอดของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามของพระเจ้าไม่ใช่งานง่ายๆ เราต้องเข้าใจว่าพระเจ้าดำริยังไง!

ในด้านนึง พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ในยุคสุดท้าย ก็เพื่อพิพากษา ชำระให้บริสุทธิ์ และช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ที่สำคัญกว่านั้นในอีกด้านนึง พระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์ผ่านการทรงแสดงความจริง และการทรงแสดงพระอุปนิสัยของพระเจ้าและทั้งหมดที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น เพื่อเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ทั้งหมดรู้จักและเข้าใจพระเจ้าอย่างแท้จริง และเห็นการทรงปรากฏของพระเจ้าในเนื้อหนังนั้น มาอ่านบางบทตอนของพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กันครับ

“สำหรับบรรดาผู้คนทั้งหมดที่ดำรงชีวิตอยู่ในเนื้อหนังนั้น การเปลี่ยนอุปนิสัยของพวกเขาจำเป็นต้องมีเป้าหมายต่างๆ เพื่อไล่ตามเสาะหา และการรู้จักพระเจ้าจำเป็นต้องมีการเป็นประจักษ์พยานถึงกิจการจริงทั้งหลายและพระพักตร์จริงของพระเจ้า ทั้งสองนั้นสามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยเนื้อหนังซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ของพระเจ้าเท่านั้น และทั้งสองนั้นสามารถบรรลุถึงได้โดยเนื้อหนังที่ปกติและจริงเท่านั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมการจุติเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งจำเป็น และทำไมจึงเป็นที่ต้องการของมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามทุกคน ในเมื่อผู้คนจำเป็นต้องรู้จักพระเจ้า ฉายาทั้งหลายของบรรดาพระเจ้าที่คลุมเครือและเหนือธรรมชาติต้องถูกขับไล่ออกไปจากหัวใจของพวกเขา และในเมื่อพวกเขาจำเป็นต้องกำจัดอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาออกไป พวกเขาก็ต้องรู้จักอุปนิสัยที่เสื่อมทรามของพวกเขาเสียก่อน หากมนุษย์เพียงแค่ทำงานเพื่อขับไล่ฉายาทั้งหลายของบรรดาพระเจ้าที่คลุมเครือออกไปจากหัวใจของผู้คนเท่านั้น เช่นนั้นแล้ว เขาจะไม่สามารถสัมฤทธิ์ประสิทธิผลที่ถูกต้องเหมาะสมได้ ฉายาทั้งหลายของบรรดาพระเจ้าที่คลุมเครือในหัวใจของผู้คนนั้นไม่สามารถถูกเปิดโปง ถูกกำจัดออกไป หรือถูกไล่ออกไปได้โดยสิ้นเชิงด้วยพระวจนะต่างๆ เพียงอย่างเดียว ท้ายที่สุดแล้วในการทำเช่นนี้ มันคงจะยังคงเป็นไปไม่ได้ที่จะขับไล่สิ่งที่หยั่งรากลึกเหล่านี้ไปจากผู้คน มีเพียงการแทนที่สิ่งคลุมเครือและเหนือธรรมชาติเหล่านี้ด้วยพระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงและพระฉายาที่แท้จริงของพระเจ้า และการทำให้ผู้คนค่อยๆ รู้จักสิ่งเหล่านั้นเท่านั้น จึงจะสามารถสัมฤทธิ์ประสิทธิผลที่เหมาะสมได้…มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่สามารถทรงพระราชกิจของพระองค์เองได้ และไม่มีผู้ใดอื่นที่สามารถทำพระราชกิจนี้ในนามของพระองค์ได้ ไม่สำคัญว่าภาษาของมนุษย์จะอุดมเพียงใด เขาไม่สามารถที่จะแสดงชัดถึงความเป็นจริงและความเป็นปกติของพระเจ้าได้ หากพระเจ้าทรงพระราชกิจท่ามกลางมนุษย์โดยพระองค์เองและทรงแสดงพระฉายาของพระองค์และสิ่งทรงเป็นของพระองค์ออกมาโดยครบบริบูรณ์ มนุษย์ก็สามารถเพียงแค่รู้จักพระองค์อย่างสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้นเท่านั้น และสามารถเพียงแค่มองเห็นพระองค์ได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น ไม่มีมนุษย์ที่มีเนื้อหนังคนใดสามารถสัมฤทธิ์ประสิทธิผลนี้ได้” (“มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์มากกว่า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

อย่างไรก็ตาม การจินตนาการทั้งหลายของมนุษย์นั้นคือความว่างเปล่า และไม่สามารถแทนพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า พระอุปนิสัยภายในเนื้อแท้ของพระเจ้า และพระราชกิจของพระเจ้าพระองค์เองได้ ไม่สามารถได้รับการแสดงบทบาทโดยมนุษย์ได้ พระเจ้าที่ไม่ทรงปรากฏแก่ตาในฟ้าสวรรค์และพระราชกิจของพระองค์สามารถได้รับการนำพามาสู่แผ่นดินโลกได้โดยพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ผู้ทรงพระราชกิจของพระองค์ท่ามกลางมนุษย์ด้วยพระองค์เองเท่านั้น นี่คือหนทางที่ดีเลิศที่สุดสำหรับพระเจ้าที่จะทรงปรากฏต่อมนุษย์ ที่มนุษย์จะมองเห็นพระเจ้าและมารู้จักพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และมันไม่สามารถสัมฤทธิ์ได้โดยพระเจ้าซึ่งไม่จุติมาเป็นมนุษย์” (“มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์มากกว่า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

การเสด็จมาถึงของพระเจ้าในเนื้อหนังนี้ โดยพื้นฐานแล้วหมายที่จะทำให้ผู้คนสามารถมองเห็นความประพฤติที่แท้จริงของพระเจ้า เพื่อให้รูปสัณฐานทางเนื้อหนังแก่พระวิญญาณที่ไร้รูปร่าง และเพื่อยอมให้ผู้คนได้เห็นและสัมผัสพระองค์ ในหนทางนี้ พวกที่พระองค์ทรงทำให้ครบบริบูรณ์จะดำรงชีวิตไปตามพระองค์ จะได้รับการรับไว้โดยพระองค์ และจะสมดังพระทัยของพระองค์ หากพระเจ้าเพียงตรัสในสวรรค์เท่านั้น และไม่ได้เสด็จมายังแผ่นดินโลกโดยแท้จริง เช่นนั้นแล้ว ผู้คนก็คงจะยังไม่สามารถรู้จักพระเจ้าได้ พวกเขาคงจะเพียงแค่สามารถประกาศกิจการทั้งหลายของพระเจ้าโดยใช้ทฤษฎีที่ว่างเปล่า และคงจะไม่มีพระวจนะของพระเจ้ามาเป็นความเป็นจริง พระเจ้าได้เสด็จมาบนแผ่นดินโลก โดยพื้นฐานแล้วก็เพื่อกระทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี และเป็นแบบอย่างให้พวกที่พระองค์จะทรงรับไว้ มีเพียงด้วยเหตุนี้เท่านั้นผู้คนจึงจะสามารถรู้จักพระเจ้า สัมผัสพระเจ้า และมองเห็นพระองค์ได้โดยแท้จริง และเมื่อนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจะสามารถได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแท้จริง” (“เจ้าควรรู้ว่า พระเจ้าผู้ทรงภาคชีวิตจริงทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เอง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ทรงนำพายุคนี้ไปถึงบทอวสานเฉพาะเมื่อพระปฤษฎางค์ของพระยาห์เวห์ได้ปรากฏต่อมวลมนุษย์แล้วเท่านั้น และพระองค์ทรงสรุปปิดตัวยุคแห่งความเชื่อของมวลมนุษย์ในพระเจ้าที่คลุมเครือด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระราชกิจของพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์ครั้งสุดท้ายนั้นจะนำพามวลมนุษย์ทั้งปวงมาสู่ยุคหนึ่งที่เป็นความจริงมากกว่า สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากกว่า และสวยงามกว่า พระองค์ไม่เพียงแค่ทรงสรุปปิดตัวยุคธรรมบัญญัติและคำสอนเท่านั้น แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ พระองค์ทรงเผยให้มวลมนุษย์ได้เห็นพระเจ้าผู้ซึ่งจริงแท้และปกติ ผู้ซึ่งชอบธรรมและบริสุทธิ์ ผู้ทรงปลดปล่อยพระราชกิจแห่งแผนการบริหารจัดการ และผู้ทรงสาธิตให้เห็นสิ่งลึกลับทั้งหลายและบั้นปลายของมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งได้ทรงสร้างมวลมนุษย์และทรงนำพาแผนการบริหารจัดการมาสู่บทอวสาน และผู้ซึ่งได้ทรงซ่อนอยู่เป็นเวลาหลายพันปีแล้ว พระองค์ทรงนำพายุคแห่งความคลุมเครือมาสู่บทอวสานอันบริบูรณ์ พระองค์ทรงสรุปปิดตัวยุคซึ่งมวลมนุษย์ทั้งหมดปรารถนาที่จะแสวงหาพระพักตร์พระเจ้าแต่ไม่สามารถทำได้ พระองค์ทรงจบสิ้นยุคซึ่งมวลมนุษย์ทั้งหมดได้รับใช้ซาตาน และพระองค์ทรงนำมวลมนุษย์ทั้งหมดตลอดเส้นทางไปสู่ศักราชใหม่โดยครบบริบูรณ์ ทั้งหมดนี้คือบทอวสานของพระราชกิจของพระเจ้าในเนื้อหนังซึ่งมาแทนที่พระวิญญาณของพระเจ้า” (“มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามจำเป็นต้องมีความรอดจากพระเจ้าซึ่งจุติมาเป็นมนุษย์มากกว่า” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้ายผ่านการทรงจุติเป็นมนุษย์นั้นมีความหมายอย่างแท้จริง พระเจ้าได้ทรงจุติเป็นมนุษย์บนแผ่นดินโลกในยุคสุดท้าย ทรงพระชนม์ท่ามกลางมนุษย์และป่าวประกาศพระวจนะของพระองค์ต่อมนุษยชาติ ทรงแสดงพระอุปนิสัยของพระเจ้าพระองค์เองและทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นต่อมหาชน พระเจ้าทรงรักใครและพระเจ้าทรงชิงชังใคร ความเดือดดาลของพระเจ้ามุ่งตรงไปที่ใคร ใครที่พระองค์ทรงลงโทษ สภาวะอารมณ์ของพระองค์ พระบัญชาของพระองค์ต่อมนุษย์ เจตจำนงของพระองค์สำหรับมนุษย์ ทัศนะเชิงอุดมคติของมนุษย์ที่มีต่อชีวิต คุณค่า และอื่นๆ พระองค์ทรงแจ้งมวลมนุษย์ถึงสิ่งทั้งหมดนี้ เปิดโอกาสให้มนุษย์มีเป้าหมายชัดเจนในชีวิต เพื่อที่พวกเขาจะไม่จำเป็นต้องค้นหาอย่างเลื่อนลอยในการไล่ตามศาสนาที่คลุมเครือ การทรงปรากฏของพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ ได้สรุปยุคนั้นอย่างครบถ้วนเมื่อ “พระปฤษฎางค์ของพระยาห์เวห์เท่านั้นที่ปรากฏต่อมวลมนุษย์” และได้สรุปยุคของความเชื่อในพระเจ้าที่คลุมเครือของมนุษย์ บรรดาคนทั้งหมดที่ได้รับประสบการณ์พระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายมีแนวความคิดร่วมกันว่า แม้ว่าเราได้ก้าวผ่านประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ได้ทนการทดสอบและกระบวนการถลุงทุกรูปแบบ และได้ถูกทรมานโดยการไล่ตามและการข่มเหงอันโหดร้ายป่าเถื่อนของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนอย่างลุ่มลึก เราได้เห็นพระอุปนิสัยชอบธรรมของพระเจ้ามาเหนือเรา เราได้เห็นพระบารมีและพระพิโรธของพระเจ้า และพระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระองค์ เราได้เห็นการทรงสำแดงของทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็น ราวกับว่าเราเห็นพระเจ้าพระองค์เอง แม้ว่าเราไม่ได้เห็นกายวิญญาณของพระเจ้า พระอุปนิสัยภายในเนื้อแท้ของพระเจ้า พระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระองค์ และทั้งหมดที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น ได้ถูกเปิดเผยต่อเราอย่างเต็มบริบูรณ์ ราวกับพระเจ้าได้เสด็จมาต่อหน้าเราโดยตรง เปิดโอกาสให้เรารู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง และมีใจที่ยำเกรงพระเจ้า เพื่อที่เราจะเชื่อฟังแผนการอะไรก็ตามที่พระเจ้าทรงมีให้เราจนถึงวันตาย เราทั้งหมดรู้สึกว่าในพระวจนะและพระราชกิจของพระเจ้า เราเห็นและรู้จักพระเจ้าในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงและตามจริง และได้ขว้างทิ้งมโนคติและมายาคติทั้งหมดทั้งสิ้น และกลายเป็นบุคคลที่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้ เราคิดถึงพระอุปนิสัยของพระเจ้าว่ารักใคร่และเห็นอกเห็นใจ เชื่อว่าพระเจ้าจะอภัยและยกโทษให้บาปของมนุษย์ต่อไป แต่หลังจากได้ผ่านการพิพากษาของพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เราก็ได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้าไม่ได้แค่เห็นอกเห็นใจและรักใคร่ แต่ยังชอบธรรม เปี่ยมบารมี และ พิโรธด้วย ใครก็ตามที่ทำให้พระอุปนิสัยของพระองค์ขุ่นเคืองจะถูกลงโทษ เช่นนี้ เราสามารถเคารพนับถือพระเจ้า ยอมรับความจริงและใช้ชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า ผ่านการรับประสบการณ์พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้าย เราทั้งหมดได้เกิดความเข้าใจจริงๆ และสัมพันธ์กับชีวิตจริงว่าพระอุปนิสัยของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ ชอบธรรม และไม่สามารถถูกทำให้ขุ่นเคืองได้ ได้รับประสบการณ์ความเห็นอกเห็นใจและความรักของพระเจ้า เกิดความซึ้งคุณค่าพระมหิทธิฤทธิ์และพระปรีชาญาณของพระเจ้าอย่างแท้จริง ระลึกได้ว่าพระเจ้าได้ทรงลงมาอย่างลับๆ ด้วยพระองค์เองยังไง ได้รู้จักเจตจำนงอันแรงกล้าของพระองค์ คุณสมบัติที่น่ารักมากมาย สภาวะอารมณ์ของพระองค์ ความสัตย์ซื่อของพระองค์ ความงามและความเป็นพระเจ้าของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ อำนาจอธิปไตย และความพินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งของพระองค์ ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมีและทรงเป็นได้ปรากฏต่อหน้าเรา ราวกับเห็นพระเจ้าพระองค์เอง เปิดโอกาสให้เรารู้จักพระเจ้าต่อพระพักตร์ เราไม่เชื่อและติดตามพระเจ้าตามมโนคติและมายาคติของเราอีกต่อไป แต่รู้สึกถึงความเคารพนับถือและเลื่อมใสที่แท้จริงต่อพระเจ้า และเชื่อฟังและพึ่งพาพระเจ้าอย่างแท้จริง เราได้ระลึกได้จริงๆ แล้วว่า ถ้าพระเจ้าไม่ได้ทรงจุติเป็นมนุษย์ในเนื้อหนังด้วยพระองค์เองเพื่อทรงแสดงความจริงและพิพากษามนุษย์ เราจะไม่มีทางรู้จักพระเจ้า และจะไม่สามารถกำจัดบาปจากตัวเราและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ได้ ดังนั้นไม่ว่าคุณมองเรื่องนี้ยังไง พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้ายต้องทรงทำโดยพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์พระองค์เอง ไม่มีใครทำแทนพระองค์ได้ จากมโนคติและมายาคติของมนุษย์ ถ้าพระเจ้าจะทรงใช้มนุษย์เพื่อทำงานแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้าย พระองค์จะไม่สามารถทรงบรรลุผลลัพธ์ที่ทรงปรารถนาได้

ตัดตอนจากบทภาพยนตร์เรื่อง ความล้ำลึกของความเลื่อมใสในศาสนา

ก่อนหน้า: พวกคุณให้คำพยานว่า องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้ว และว่าพระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน? พระคัมภีร์กล่าวว่า “ชาวกาลิลีเอ๋ย ทำไมพวกท่านถึงยืนจ้องมองฟ้าสวรรค์? พระเยซูองค์นี้ที่ทรงรับไปจากท่านทั้งหลายขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกในลักษณะเดียวกับที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น” (กิจการ 1:11) ภายหลังจากที่องค์พระเยซูเจ้าทรงสำเร็จพระราชกิจแห่งการตรึงกางเขน พระองค์ก็ทรงเป็นขึ้นจากตายและปรากฏต่อสาวกทั้งหลายของพระองค์ พระองค์ได้ทรงกลายเป็นกายพระวิญญาณและเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พระองค์ก็ควรทรงปรากฏต่อพวกเราเป็นกายพระวิญญาณที่ทรงเป็นขึ้นจากตายด้วยเช่นกัน ทำไมหรือ พวกคุณจึงกล่าวว่าพระเจ้าต้องทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏกับทรงพระราชกิจในฐานะบุตรมนุษย์ในยุคสุดท้าย?
ถัดไป: ตลอดหลายปีในศรัทธาของผม นอกจากรู้ว่าองค์พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์แล้ว ผมไม่ได้เข้าใจความจริงเรื่องการจุติเป็นมนุษย์เลย ถ้าการทรงปรากฏขององค์พระผู้เป็นเจ้าในการเสด็จมาครั้งที่สองนั้นเหมือนกับวิธีที่องค์พระเยซูเจ้าทรงจุติเป็นบุตรมนุษย์เพื่อทรงพระราชกิจของพระองค์ งั้นเราก็จะไม่สามารถจำองค์พระเยซูเจ้าได้ เราจะไม่สามารถต้อนรับการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ผมเชื่อว่าการจุติเป็นมนุษย์เป็นความล้ำลึกอย่างยิ่ง มีไม่กี่คนที่สามารถเข้าใจความจริงของการจุติเป็นมนุษย์ได้อย่างแท้จริง งั้นวันนี้มาเข้าสนิทในเรื่องนี้กันเถอะ การจุติเป็นมนุษย์คืออะไรกันแน่

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พวกคุณให้คำพยานว่า พระเจ้าแห่งยุคสุดท้ายได้ทรงจุติเป็นมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่ง พวกเราไม่สามารถยอมรับการนั้นได้ ในพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า พระเยซูได้ทรงเรียกขานพระเจ้าในสวรรค์ว่าพระบิดา และพระเจ้าในสวรรค์ทรงเรียกขานพระเยซูว่าบุตรที่รัก บิดาและบุตรทั้งหลายไม่ใช่เพศชายหรอกหรือ? พระคัมภีร์ยังกล่าวด้วยว่า “และชายเป็นศีรษะของหญิง” (1 โครินธ์ 11:3) เพราะฉะนั้น ผู้หญิงจึงไม่มีสิทธิอำนาจ ดังนั้น ทำไมพวกคุณจึงพูดว่าพระเจ้าของยุคสุดท้ายได้ทรงจุติเป็นมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งเล่า?

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง พระราชกิจแต่ละช่วงระยะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติมีนัยสำคัญในทางปฏิบัติของมันเอง ย้อนกลับไป เมื่อพระเยซูเสด็จมา...