พระเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง สิทธิอำนาจของพระองค์ทรงเอกลักษณ์

วันที่ 04 เดือน 11 ปี 2020

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อสร้างทุกสรรพสิ่ง

ปฐมกาล 1:3-5 พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืดพระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันแรก

ปฐมกาล 1:6-7 พระเจ้าตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน” พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:9-11 พระเจ้าตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ผลที่ออกผลตามชนิดของมัน และมีเมล็ดในผลบนแผ่นดิน” และก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:14-15 พระเจ้าตรัสว่า “จงมีดวงสว่างต่างๆ ของภาคพื้นฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้เป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี และให้เป็นดวงสว่างต่างๆ บนภาคพื้นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน” ก็เป็นดังนั้น

ปฐมกาล 1:20-21 พระเจ้าตรัสว่า “น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และให้นกบินไปมาในภาคพื้นฟ้าเหนือแผ่นดิน” พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตทุกชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำเป็นฝูงๆ ตามชนิดของมัน และสัตว์ปีกทุกชนิดตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี

ปฐมกาล 1:24-25 พระเจ้าตรัสว่า “แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าตามชนิดของมัน” ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี

ในวันแรก กลางวันและกลางคืนของมวลมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นและยืนหยัดมั่นคงเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า

พวกเรามาดูบทตอนแรกกันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘จงเกิดความสว่าง’ ความสว่างก็เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี และทรงแยกความสว่างออกจากความมืดพระเจ้าทรงเรียกความสว่างนั้นว่า วัน และความมืดนั้นว่า คืน มีเวลาเย็นและเวลาเช้า เป็นวันแรก” (ปฐมกาล 1:3-5) บทตอนนี้พรรณนาถึงปฏิบัติการแรกของพระเจ้าในปฐมกาลแห่งการทรงสร้าง และวันแรกที่พระเจ้าได้ทรงผ่านซึ่งมีเวลาเย็นและเวลาเช้า แต่มันเป็นวันที่เหนือธรรมดา กล่าวคือ พระเจ้าได้ทรงเริ่มตระเตรียมความสว่างให้แก่ทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น ได้ทรงแยกความสว่างออกจากความมืด ในวันนี้ พระเจ้าได้ทรงเริ่มตรัส และพระวจนะและสิทธิอำนาจของพระองค์ดำรงอยู่เคียงข้างกัน สิทธิอำนาจของพระองค์ได้เริ่มแสดงออกไปท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และฤทธานุภาพของพระองค์ได้แผ่กระจายท่ามกลางทุกสรรพสิ่งโดยเป็นผลมาจากพระวจนะของพระองค์ จากวันนี้เป็นต้นมา ทุกสรรพสิ่งได้ก่อร่างขึ้นและยืนหยัดมั่นคงเพราะพระวจนะของพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้า และฤทธานุภาพของพระเจ้า และพวกมันได้เริ่มต้นทำหน้าที่โดยเนื่องมาจากพระวจนะของพระเจ้า สิทธิอำนาจของพระเจ้า และฤทธานุภาพของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าได้ตรัสพระวจนะที่ว่า “จงเกิดความสว่าง” ดังนั้นความสว่างก็มีขึ้น พระเจ้ามิได้ทรงเริ่มต้นโครงการใดๆ ของพระราชกิจ ความสว่างได้ปรากฏขึ้นโดยเป็นผลมาจากพระวจนะของพระองค์ นี่คือความสว่างที่พระเจ้าทรงเรียกว่ากลางวัน และเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังคงพึ่งพาอาศัยเพื่อการดำรงอยู่ของเขาในวันนี้ ด้วยการทรงบัญชาของพระเจ้า แก่นแท้และคุณค่าของมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป และมันไม่เคยอันตรธานหายไปไหน การดำรงอยู่ของมันแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า และกล่าวประกาศถึงการดำรงอยู่ของพระผู้สร้าง มันยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าถึงพระอัตลักษณ์และพระสถานะของพระผู้สร้าง มันไม่ใช่สิ่งที่มิอาจจับต้องได้หรือสิ่งลวงตา หากแต่เป็นความสว่างจริงที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ จากเวลานั้นเป็นต้นมา ในโลกว่างเปล่าใบนี้ซึ่ง “แผ่นดินก็ร้างและว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ” ก็ได้มีสิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งแรกก่อกำเนิดขึ้น สิ่งนี้มาจากพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และได้ปรากฏขึ้นในปฏิบัติการแรกแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งเนื่องจากสิทธิอำนาจและถ้อยดำรัสของพระเจ้า ไม่นานหลังจากนั้น พระเจ้าได้ทรงสั่งให้ความสว่างและความมืดแยกออกจากกัน…ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนไปและถูกทำให้ครบบริบูรณ์เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า…พระเจ้าทรงเรียกความสว่างนี้ว่า “กลางวัน” และความมืดนั้นพระองค์ทรงเรียกว่า “กลางคืน” ณ เวลานั้น เวลาเย็นแรกและเวลาเช้าแรกได้ก่อกำเนิดขึ้นในโลกที่พระเจ้าตั้งพระทัยที่จะสร้างขึ้น และพระเจ้าได้ตรัสว่า นี่คือวันแรก วันนั้นคือวันแรกแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง และเป็นปฐมกาลแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และเป็นครั้งแรกที่สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างได้รับการแสดงออกไปในโลกใบนี้ที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น

มนุษย์สามารถมองเห็นสิทธิอำนาจของพระเจ้าและพระวจนะของพระเจ้า ตลอดจนฤทธานุภาพของพระเจ้าได้โดยผ่านทางพระวจนะเหล่านี้ เพราะมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองฤทธานุภาพเช่นนั้น ดังนั้นจึงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีสิทธิอำนาจเช่นนั้น เพราะพระเจ้าทรงสิทธิอำนาจเช่นนั้น จึงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพเช่นนั้น มนุษย์คนใดหรือวัตถุใดสามารถมีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเช่นนี้ได้หรือไม่? มีคำตอบในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่? นอกจากพระเจ้าแล้ว มีสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือสิ่งชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดที่มีสิทธิอำนาจเช่นนั้นหรือไม่? พวกเจ้าเคยเห็นตัวอย่างของสิ่งเช่นนั้นในหนังสือหรือสิ่งตีพิมพ์ใดหรือไม่? มีบันทึกใดๆ ที่ว่า ใครบางคนได้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งบ้างหรือไม่? ไม่ปรากฏว่ามีในหนังสือหรือบันทึกอื่นใดเลย แน่นอนว่าเหล่านี้คือพระวจนะเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเกี่ยวกับการทรงสร้างโลกอันสง่างามของพระเจ้า ซึ่งถูกบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ พระวจนะเหล่านี้ตรัสเพื่อสิทธิอำนาจและพระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเช่นนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า? สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นถูกครองโดยพระเจ้า และพระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น? ไม่ต้องกังขาเลยว่า มีเพียงพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพเช่นนั้น! สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพนี้ไม่สามารถถูกครองหรือแทนที่ได้โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือสิ่งชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดๆ ! นี่คือหนึ่งในพระลักษณะเฉพาะของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เองใช่หรือไม่? พวกเจ้าเคยเป็นพยานให้กับพระลักษณะนั้นหรือไม่? พระวจนะเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้าใจข้อเท็จจริงได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนว่า พระเจ้าทรงครองสิทธิอำนาจที่เป็นเอกลักษณ์ และฤทธานุภาพที่เป็นเอกลักษณ์ ทรงถือครองพระอัตลักษณ์และพระสถานะสูงสุด จากการสามัคคีธรรมข้างต้นนี้ พวกเจ้าสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า พระเจ้าที่พวกเจ้าเชื่อนั้น ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์พระองค์เอง?

ในวันที่สอง สิทธิอำนาจของพระเจ้าจัดการเตรียมน้ำ และสร้างภาคพื้น และพื้นที่สำหรับการอยู่รอดขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ปรากฏขึ้น

พวกเรามาอ่านบทตอนที่สองจากพระคัมภีร์กันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน’ พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น ก็เป็นดังนั้น” (ปฐมกาล 1:6-7) มีความเปลี่ยนแปลงใดหรือ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน”? ในคัมภีร์นี้กล่าวว่า “พระเจ้าทรงสร้างภาคพื้นนั้นขึ้น แล้วทรงแยกน้ำที่อยู่ใต้ภาคพื้นออกจากน้ำที่อยู่เหนือภาคพื้น” อะไรคือผลลัพธ์หลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสและได้ทำการนี้? คำตอบอยู่ในท่อนสุดท้ายของบทตอนนี้ ความว่า “ก็เป็นดังนั้น”

สองประโยคสั้นๆ นี้บันทึกเหตุการณ์ที่สง่างาม และพรรณนาฉากอันน่าอัศจรรย์—ภาระหน้าที่อันน่าครั่นคร้ามซึ่งพระเจ้าได้ทรงปกครองดูแลน้ำ และได้ทรงสร้างพื้นที่ซึ่งมนุษย์สามารถดำรงอยู่ได้…

ในภาพนี้ น้ำและภาคพื้นปรากฏขึ้นเฉพาะเบื้องพระเนตรของพระเจ้าโดยทันที และพวกมันได้แยกออกโดยสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้า และได้แยกออกเป็น “ข้างบน” และ “ข้างใต้” ในลักษณะที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดแต่งตั้ง กล่าวคือ ภาคพื้นที่พระเจ้าได้ทรงสร้างนั้นไม่เพียงครอบคลุมน้ำที่อยู่ข้างใต้เท่านั้น แต่ยังพยุงน้ำเบื้องบนด้วยเช่นกัน…ในการนี้ ช่วยไม่ได้เลยที่มนุษย์จะทำได้เพียงแต่จ้องมอง อึ้งตะลึงงัน และอ้าปากค้างด้วยความเลื่อมใสในอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระองค์และความตระการตาของฉากซึ่งพระผู้สร้างได้ทรงขยับเคลื่อนและทรงบัญชาน้ำ และได้ทรงสร้างภาคพื้นขึ้นมา พระเจ้าได้ทรงสัมฤทธิ์ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่อีกประการโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า และฤทธานุภาพของพระเจ้า และสิทธิอำนาจของพระเจ้า นี่มิใช่อิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหรอกหรือ? ขอให้พวกเราใช้บทคัมภีร์มาอธิบายกิจการทั้งหลายของพระเจ้ากันเถิด กล่าวคือ พระเจ้าได้ตรัสพระวจนะของพระองค์ และเนื่องจากพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้าจึงได้มีภาคพื้นขึ้นในระหว่างน้ำ ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงซึ่งน่าครั่นคร้ามประการหนึ่งก็ได้เกิดขึ้นในพื้นที่นี้เนื่องจากพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า และมันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในสำนึกรับรู้ธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการแทนที่ประเภทหนึ่งซึ่งความว่างเปล่ากลับกลายเป็นบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา มันเกิดมาจากพระดำริของพระผู้สร้าง และได้กลายเป็นบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาจากความว่างเปล่าก็เพราะพระวจนะที่พระผู้สร้างได้ตรัสไป และยิ่งไปกว่านั้น จากจุดนี้เป็นต้นไป มันคงจะดำรงอยู่และยืนหยัดมั่นคงเพื่อประโยชน์ของพระผู้สร้าง และจะแปรผัน เปลี่ยนแปลง และเริ่มใหม่ตามพระดำริของพระผู้สร้าง บทตอนนี้พรรณนาถึงปฏิบัติการที่สองของพระผู้สร้างในการทรงสร้างโลกทั้งใบของพระองค์ นั่นเป็นอีกการแสดงออกหนึ่งของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง เป็นการบุกเบิกหน้าที่การงานอีกอย่างหนึ่งโดยพระผู้สร้าง วันนี้คือวันที่สองที่พระผู้สร้างได้ทรงผ่านไปนับตั้งแต่การวางรากฐานของโลก และมันเป็นวันอันน่าอัศจรรย์อีกวันหนึ่งสำหรับพระองค์ กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงดำเนินไปท่ามกลางความสว่าง พระองค์ได้ทรงนำมาซึ่งภาคพื้น พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการและทรงปกครองดูแลน้ำ และกิจการทั้งหลายของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ และฤทธานุภาพของพระองค์ถูกนำไปทรงพระราชกิจในวันใหม่…

เคยมีภาคพื้นในระหว่างน้ำก่อนที่พระเจ้าตรัสพระวจนะของพระองค์หรือไม่? แน่นอนว่าไม่มี! และเป็นอย่างไรเล่าหลังจากที่พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ” สิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าตั้งพระทัยไว้ได้ปรากฏขึ้น มีภาคพื้นระหว่างน้ำ และน้ำถูกแยกออกเพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “แยกน้ำออกจากกัน” ด้วยวิธีนี้ วัตถุใหม่สองสิ่ง สองสิ่งซึ่งเพิ่งเกิดใหม่ ได้ปรากฏขึ้นตามพระวจนะของพระเจ้า ท่ามกลางสรรพสิ่งโดยเป็นผลมาจากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าพวกเจ้ารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการปรากฏของสิ่งใหม่สองสิ่งนี้? พวกเจ้ารู้สึกถึงความยิ่งใหญ่แห่งฤทธานุภาพของพระผู้สร้างหรือไม่? พวกเจ้ารู้สึกถึงพลังอันเป็นเอกลักษณ์และเหนือธรรมดาของพระผู้สร้างหรือไม่? ความยิ่งใหญ่ของพลังและฤทธานุภาพเช่นนั้นเป็นไปเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า และสิทธิอำนาจนี้เป็นตัวแทนของพระเจ้าพระองค์เอง และพระลักษณะเฉพาะอันทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าพระองค์เอง

บทตอนนี้ได้ให้สำนึกรับรู้อันลุ่มลึกถึงความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าแก่พวกเจ้าอีกครั้งหนึ่งหรือไม่? แท้จริงแล้ว เท่านี้ไม่เพียงพอเลยสักนิด สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างแผ่ออกไปไกลเกินกว่านี้ ความทรงเอกลักษณ์ของพระองค์มิใช่เป็นเพียงเพราะพระองค์ทรงครองแก่นแท้ที่ไม่เหมือนแก่นแท้ของสิ่งทรงสร้างใดเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเหนือธรรมดา ไร้ขีดจำกัด เป็นสุดยอดของทุกสิ่ง และยืนหยัดเหนือทุกสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะสิทธิอำนาจของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นนั้นสามารถสร้างชีวิต ก่อกำเนิดปาฏิหาริย์ และสร้างทุกเวลานาทีที่น่าตื่นตาตื่นใจและเหนือธรรมดาอีกด้วย ในขณะเดียวกัน พระองค์ทรงสามารถปกครองดูแลชีวิตที่พระองค์ทรงสร้าง และทรงถือครองอธิปไตยเหนือปาฏิหาริย์ทั้งหลาย และทุกเวลานาทีที่พระองค์ทรงสร้าง

ในวันที่สาม พระวจนะของพระเจ้าให้กำเนิดแผ่นดินโลกและทะเล และสิทธิอำนาจของพระเจ้าทำให้โลกเต็มปริ่มไปด้วยความทรงพลัง

ต่อไป พวกเรามาอ่านประโยคแรกของปฐมกาล 1:9-10 กันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น’” ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดขึ้นหรือ หลังจากที่พระเจ้าเพียงแค่ตรัสว่า “น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่ในที่เดียวกัน ที่แห้งจงปรากฏขึ้น”? และได้มีสิ่งใดอยู่ในพื้นที่นี้หรือ นอกเหนือจากความสว่างและภาคพื้น? ในองค์พระคัมภีร์เหล่านี้มีใจความว่า “พระเจ้าจึงทรงเรียกที่แห้งนั้นว่า แผ่นดิน และที่ซึ่งน้ำรวมกันนั้นว่า ทะเล พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” กล่าวคือ บัดนี้มีแผ่นดินและทะเลในพื้นที่นี้ และแผ่นดินกับทะเลนั้นถูกแยกออกจากกัน การปรากฏของสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นภายหลังพระบัญญัติจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าที่ว่า “และก็เป็นดังนั้น” องค์พระคัมภีร์นี้พรรณนาหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเร่งรีบขณะที่พระองค์กำลังทรงทำการนี้? องค์พระคัมภีร์ นี้พรรณนาหรือไม่ว่าพระองค์ทรงใช้แรงงานทางกาย? ดังนั้น พระเจ้าได้ทรงทำการนี้อย่างไรหรือ? พระองค์ได้ทรงทำให้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างไร? พระเจ้าได้ทรงใช้พระวจนะเพื่อสัมฤทธิ์การทั้งหมดนี้ เพื่อสร้างความครบถ้วนบริบูรณ์ของการนี้อย่างมีหลักฐานชัดเจนอยู่ในตัว

ในสามบทตอนข้างต้นนั้น พวกเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุบัติการณ์ของสามเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ สามเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้บังเกิดและถูกทำให้มีขึ้นมาโดยผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า และเป็นเพราะพระวจนะของพระเจ้านั่นเองที่เหตุการณ์เหล่านี้ได้ปรากฏขึ้นเฉพาะเบื้องพระเนตรของพระเจ้าทีละเหตุการณ์ ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถเห็นได้ว่าพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า “พระเจ้าตรัส แล้วมันจะสำเร็จลุล่วง พระองค์ทรงบัญชา แล้วมันจะยืนหยัดมั่นคง” นั้นหาใช่ไร้แก่นสารไม่ ชั่วขณะที่พระดำริทั้งหลายของพระองค์เกิดขึ้น แก่นแท้ของพระองค์ได้รับการยืนยันและเมื่อพระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์เพื่อตรัส แก่นแท้ของพระองค์ก็สะท้อนออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

พวกเรามาต่อกันที่ประโยคสุดท้ายของบทตอนนี้กันเถิด ความว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘แผ่นดินจงเกิดพืช คือ ธัญพืชที่ให้เมล็ด และต้นไม้ผลที่ออกผลตามชนิดของมัน และมีเมล็ดในผลบนแผ่นดิน’ และก็เป็นดังนั้น” ในขณะที่พระเจ้ากำลังตรัส สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้เริ่มมีขึ้นมาตามพระดำริของพระเจ้า และในทันใดนั้น รูปแบบชีวิตเล็กๆ ที่ละเอียดอ่อนสารพัดจำพวกก็โผล่ศีรษะของพวกมันผ่านดินขึ้นมาอย่างไม่มั่นคง และพวกมันก็โบกมือทักทายกันอย่างกระหายร้อนรน พยักหน้าและยิ้มให้กับโลก ก่อนที่พวกมันจะได้สะบัดเศษดินออกจากตัวของพวกมันเสียอีก พวกมันขอบคุณพระผู้สร้างสำหรับชีวิตที่พระองค์ได้ประทานให้แก่พวกมัน และประกาศแจ้งต่อโลกว่าพวกมันเป็นส่วนหนึ่งของทุกสรรพสิ่ง และว่าพวกมันต่างจะอุทิศชีวิตของพวกมันเพื่อแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ขณะที่พระวจนะทั้งหลายของพระเจ้าถูกตรัสไป แผ่นดินก็ได้กลายเป็นเขียวชอุ่ม ธัญพืชทุกชนิดที่มนุษย์สามารถชื่นชมได้ก็ได้ผุดและแทรกผ่านพื้นดินขึ้นมา และภูเขาและทุ่งราบทั้งหลายก็ได้กลายเป็นแออัดหนาแน่นด้วยต้นไม้และผืนป่า…โลกที่ไม่เกิดผลใบนี้ซึ่งยังไม่เคยมีร่องรอยใดแห่งความมีพลังชีวิตก็ได้ถูกปกคลุมอย่างรวดเร็วด้วยความดาษดื่นของหญ้า ธัญพืช และต้นไม้ และท่วมท้นด้วยพฤกษชาติ…กลิ่นหอมละมุนของหญ้าและกลิ่นไอกรุ่นของดินได้แพร่กระจายผ่านอากาศ และทิวแถวของต้นไม้ได้เริ่มหายใจตามคลอไปกับการหมุนเวียนของอากาศ และได้เริ่มกระบวนการของการเจริญเติบโต ในขณะเดียวกัน เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้าและการติดตามพระดำริของพระเจ้า ต้นไม้ทั้งมวลได้เริ่มต้นวัฏจักรชีวิตอันถาวรซึ่งพวกมันเติบโต ผลิดอก ออกผล และเพิ่มทวีคูณกันอยู่ในนั้น พวกมันได้เริ่มยึดติดกับครรลองชีวิตตามลำดับของพวกมันและได้เริ่มปฏิบัติบทบาทตามลำดับเฉพาะของพวกมันอย่างเข้มงวดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง…พวกมันทั้งหมดได้ถือกำเนิดและดำรงชีวิตอยู่ก็เนื่องจากพระวจนะของพระผู้สร้าง พวกมันจะได้รับการจัดเตรียมและการบำรุงเลี้ยงอันไม่หยุดหย่อนของพระผู้สร้าง และจะอยู่รอดอย่างเหนียวแน่นในทุกมุมของแผ่นดินเสมอเพื่อที่จะแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และพวกมันจะแสดงออกไปให้เห็นอยู่เสมอถึงพลังชีวิตที่พระผู้สร้างได้ประทานให้แก่พวกมัน…

ชีวิตของพระผู้สร้างนั้นเหนือธรรมดา พระดำริของพระองค์นั้นเหนือธรรมดา และสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นเหนือธรรมดา และดังนั้น เมื่อพระวจนะของพระองค์ถูกเปล่งออกไป ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ “และก็เป็นดังนั้น” เห็นได้ชัดว่า พระเจ้าไม่จำเป็นต้องทรงพระราชกิจด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ในยามที่พระองค์ทรงกระทำการ พระองค์เพียงทรงใช้พระดำริของพระองค์เพื่อบัญชาและพระวจนะของพระองค์เพื่อสั่งการ และสิ่งทั้งหลายก็สัมฤทธิผลในหนทางนี้ ในวันนี้ พระเจ้าได้ทรงรวมน้ำเข้าด้วยกันในสถานที่แห่งหนึ่ง และให้แผ่นดินแห้งปรากฏขึ้น หลังจากนั้นพระเจ้าได้ทรงทำให้ต้นหญ้างอกออกมาจากแผ่นดิน และมีธัญพืชซึ่งให้เมล็ดเติบโตขึ้นมา และต้นไม้ออกผล และพระเจ้าได้ทรงจำแนกชั้นพวกมันแต่ละอย่างไปตามชนิด และได้ทรงทำให้แต่ละชนิดมีเมล็ดของมันเอง ทั้งหมดนี้เป็นจริงขึ้นได้ตามพระดำริของพระเจ้าและคำบัญชาแห่งพระวจนะของพระเจ้า และแต่ละชนิดนั้นได้ปรากฏขึ้นในโลกใหม่ใบนี้ อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

เมื่อครั้งที่พระเจ้ายังมิได้เริ่มพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงมีภาพของสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยที่จะสัมฤทธิ์ผลอยู่ในพระหฤทัยของพระองค์อยู่แล้ว และเมื่อตอนที่พระเจ้าได้ทรงเตรียมที่จะสัมฤทธิ์สิ่งเหล่านี้ ซึ่งก็เป็นตอนที่พระเจ้าได้ทรงแย้มพระโอษฐ์ของพระองค์เพื่อตรัสถึงเนื้อหาของภาพนี้ด้วยเช่นกันนั้น ความเปลี่ยนแปลงก็ได้เริ่มเกิดขึ้นในทุกสรรพสิ่งเนื่องจากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า โดยไม่ต้องคำนึงว่าพระเจ้าจะได้ทรงทำอย่างไร หรือพระองค์ได้ทรงนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้อย่างไร ทั้งหมดนั้นล้วนได้สัมฤทธิ์ผลไปทีละขั้นตอนตามแผนการของพระเจ้าและเพราะพระวจนะของพระเจ้า และความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายได้เกิดขึ้นระหว่างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกโดยเนื่องมาจากพระวจนะและสิทธิอำนาจของพระเจ้าไปทีละขั้นตอน ความเปลี่ยนแปลงและอุบัติการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ได้แสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และความเหนือธรรมดาและความยิ่งใหญ่แห่งฤทธานุภาพของชีวิตของพระผู้สร้าง พระดำริของพระองค์ไม่ใช่แนวคิดที่เรียบง่าย หรือภาพว่างเปล่า แต่เป็นสิทธิอำนาจซึ่งมีความทรงพลังและพลังงานที่เหนือธรรมดา และสิ่งเหล่านั้นคือฤทธานุภาพที่จะทำให้ทุกสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ฟื้นตัว เริ่มต้นใหม่ และพินาศไป เพราะการนี้ ทุกสรรพสิ่งจึงทำหน้าที่โดยเนื่องมาจากพระดำริของพระองค์ และในขณะเดียวกันก็สัมฤทธิ์ผลโดยเนื่องมาจากพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์…

ก่อนที่ทุกสรรพสิ่งจะได้ปรากฏขึ้น แผนการอันครบบริบูรณ์ก็ได้ก่อร่างขึ้นในพระดำริของพระเจ้านานมาแล้ว และโลกใหม่ก็ได้สัมฤทธิ์ผลไปเมื่อนานมาแล้ว ถึงแม้ว่าในวันที่สามนั้น ได้มีต้นไม้ทุกจำพวกปรากฏขึ้นบนแผ่นดิน แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ทรงมีเหตุผลที่จะหยุดชะงักขั้นตอนทั้งหลายแห่งการทรงสร้างโลกใบนี้ของพระองค์ พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะตรัสพระวจนะของพระองค์ต่อไป จะสัมฤทธิ์การทรงสร้างทุกสิ่งที่ใหม่ๆ ต่อไป พระองค์จะตรัส จะทรงออกคำบัญชาของพระองค์ และจะทรงนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้และแสดงออกไปให้เห็นถึงฤทธานุภาพของพระองค์ และพระองค์ได้ทรงตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงวางแผนการที่จะตระเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทั้งปวงและมวลมนุษย์ที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยไว้ว่าจะสร้าง…

ในวันที่สี่ ฤดูกาล วัน และปีของมวลมนุษย์เริ่มมีขึ้นเมื่อพระเจ้าทรงนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้อีกครั้งหนึ่ง

พระผู้สร้างได้ทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อทำแผนการของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วง และในหนทางนี้ พระองค์ได้ทรงผ่านสามวันแรกแห่งแผนการของพระองค์แล้ว ในระหว่างสามวันนี้ ไม่เห็นว่าพระเจ้าจะทรงวุ่นกับพระราชกิจ หรือทรงพระราชกิจจนเหนื่อยล้า ในทางตรงกันข้าม พระองค์ได้ทรงผ่านสามวันแรกอันน่าอัศจรรย์ของแผนการของพระองค์ และได้สัมฤทธิ์หน้าที่การงานอันยิ่งใหญ่แห่งการแปลงสภาพครั้งใหญ่ของโลก โลกใบใหม่เอี่ยมอ่องได้ปรากฏขึ้นเฉพาะเบื้องพระเนตรของพระองค์ และในที่สุด ภาพอันสวยงามที่เคยถูกปิดผนึกไว้ภายในพระดำริของพระองค์ก็ได้รับการเปิดเผยออกมาในพระวจนะของพระเจ้าทีละภาพ การปรากฏของสิ่งใหม่แต่ละสิ่งนั้นเป็นเสมือนการกำเนิดของทารกแรกเกิด และพระผู้สร้างได้ทรงมีความยินดีในภาพที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในพระดำริของพระองค์ แต่เป็นภาพที่บัดนี้ได้รับการทำให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาแล้ว ณ เวลานี้ พระหทัยของพระองค์ได้รับเศษเสี้ยวหนึ่งของความพึงพอพระทัย แต่แผนการของพระองค์เพิ่งได้เริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ในชั่วพริบตา วันใหม่ก็ได้มาถึง—และหน้าถัดไปในแผนการของพระผู้สร้างเป็นเช่นไรหรือ? พระองค์ได้ตรัสสิ่งใดไว้? พระองค์ได้ทรงนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้อย่างไร? ในขณะเดียวกัน สิ่งใหม่อันใดบ้างที่ได้มาสู่โลกใหม่ใบนี้? เมื่อติดตามการทรงนำของพระผู้สร้าง สายตาอันจับจ้องของพวกเราก็ได้ตกไปอยู่ที่วันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง วันซึ่งยังคงเป็นอีกหนึ่งการเริ่มต้นใหม่ แน่นอนว่าสำหรับพระผู้สร้างนั้น นั่นคือวันอันน่าอัศจรรย์อีกวันหนึ่งอย่างไม่ต้องกังขา และนั่นคืออีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างถึงที่สุดสำหรับมวลมนุษย์ในปัจจุบันนี้ แน่นอนว่า นั่นคือวันที่มีคุณค่าอันมิอาจประเมินได้ มันน่าอัศจรรย์อย่างไร มันสำคัญถึงเพียงนั้นอย่างไร และมันมีค่าอันมิอาจประเมินได้อย่างไรหรือ? พวกเรามาฟังพระวจนะที่พระผู้สร้างได้ตรัสไว้กันก่อนเถิด…

“พระเจ้าตรัสว่า ‘จงมีดวงสว่างต่างๆ ของภาคพื้นฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้เป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี และให้เป็นดวงสว่างต่างๆ บนภาคพื้นฟ้า เพื่อส่องสว่างเหนือแผ่นดิน’ ก็เป็นดังนั้น” (ปฐมกาล 1:14-15) นี่คือการที่พระเจ้าทรงนำสิทธิอำนาจมาใช้อีกครั้งหนึ่งซึ่งได้ถูกแสดงออกไปให้เห็นโดยสิ่งทรงสร้างทั้งหลายภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงสร้างแผ่นดินแห้งและต้นไม้ทั้งหลายบนแผ่นดิน สำหรับพระเจ้าแล้ว ปฏิบัติการเช่นนั้นเป็นเรื่องง่ายพอๆ กับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำไปเรียบร้อยแล้ว เพราะพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพเช่นนั้น พระเจ้าทรงดีงามเช่นเดียวกับพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะได้รับการทำให้สำเร็จลุล่วง พระเจ้าได้ทรงสั่งให้ดวงสว่างปรากฏขึ้นบนพื้นฟ้า และดวงสว่างเหล่านี้ไม่ได้เพียงส่องสว่างในท้องฟ้าและบนแผนดินโลกเท่านั้น แต่ยังได้ทำหน้าที่เป็นหมายสำคัญสำหรับกลางวันและกลางคืน ฤดู วัน และปีอีกด้วย ในหนทางนี้เอง ขณะที่พระองค์ตรัสพระวจนะของพระองค์ ทุกกิจการที่พระเจ้าได้ทรงปรารถนาให้สัมฤทธิ์ผลจึงได้ลุล่วงไปตามความหมายของพระเจ้าและในลักษณะที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดตั้งไว้

ดวงสว่างบนพื้นฟ้าคือวัตถุในท้องฟ้าที่สามารถแผ่รังสีความสว่างได้ ดวงสว่างเหล่านั้นให้ความกระจ่างแก่ท้องฟ้าและแผ่นดินและทะเล พวกมันวิวัฒน์ไปตามจังหวะและความถี่ที่พระเจ้าทรงบัญชา และให้ความสว่างแก่ช่วงเวลาที่แตกต่างกันบนแผ่นดิน และในหนทางนี้เอง วัฏจักรที่วิวัฒน์ไปของดวงสว่างทั้งหลายจึงเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดกลางวันและกลางคืนขึ้นในทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของแผ่นดิน และดวงสว่างเหล่านั้นมิใช่เป็นเพียงหมายสำคัญของกลางวันและกลางคืนเท่านั้น แต่พวกมันยังเป็นเครื่องหมายของการเฉลิมฉลองและวันพิเศษนานาสารพันของมวลมนุษย์ด้วยเช่นกันโดยผ่านทางวัฏจักรที่แตกต่างกันเหล่านี้ พวกมันเป็นเครื่องประกอบและเครื่องเคียงที่เพียบพร้อมให้แก่สี่ฤดูกาล—คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว—ที่พระเจ้าทรงกำหนดให้มีขึ้น โดยทำหน้าที่อย่างกลมกลืนกันกับดวงสว่างทั้งหลายในฐานะเครื่องหมายซึ่งปกติประจำและถูกต้องแม่นยำสำหรับระยะเวลา วัน และปีทางจันทรคติแก่มวลมนุษย์พร้อมไปกับสิ่งเหล่านั้น ถึงแม้ว่ามีเพียงหลังจากที่ได้เกิดการทำไร่ไถนาขึ้นแล้วเท่านั้น มวลมนุษย์จึงได้เริ่มเข้าใจและเผชิญกับการแบ่งระยะเวลา วัน และปีตามจันทรคติที่เกิดขึ้นโดยดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระยะเวลา วัน และปีตามจันทรคติที่มนุษย์เข้าใจในปัจจุบันนี้ได้เริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วในวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า และดังนั้น วัฏจักรที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปของฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวที่มนุษย์ได้รับประสบการณ์นั้น ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนานมาแล้วในวันที่สี่แห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าเช่นเดียวกัน ดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นนั้นทำให้มนุษย์สามารถแยกความแตกต่างระหว่างกลางคืนและกลางวัน และนับวันเวลาได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างถูกต้องแม่นยำ และอย่างชัดเจน และติดตามรับรู้ระยะเวลาและปีทางจันทรคติได้อย่างชัดเจน (วันที่มีดวงจันทร์เต็มดวงคือวันที่ครบหนึ่งเดือนบริบูรณ์ และจากการนี้มนุษย์ได้รู้ว่า ความกระจ่างของดวงสว่างเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ วันที่มีดวงจันทร์ครึ่งดวงคือวันครบครึ่งเดือนบริบูรณ์ ซึ่งบอกกับมนุษย์ว่าระยะเวลาทางจันทรคติรอบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ซึ่งจากระยะเวลานี้ทำให้สามารถอนุมานได้ว่า ในระยะเวลาทางจันทรคติรอบหนึ่งนั้นมีกี่วันและกี่คืน มีระยะเวลาทางจันทรคติกี่รอบในหนึ่งฤดู และมีกี่ฤดูในหนึ่งปี และทั้งหมดนี้ได้รับการเปิดเผยออกมาด้วยความเป็นปกติสม่ำเสมออย่างมาก) ดังนั้น มนุษย์จึงได้สามารถติดตามรับรู้ระยะเวลา วัน และปีทางจันทรคติที่มีการโคจรของดวงสว่างเป็นตัวกำหนดเครื่องหมายได้อย่างง่ายดาย จากจุดนี้เป็นต้นมา มวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งจึงได้ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางการสลับเปลี่ยนแทนที่กันอย่างเป็นระเบียบของกลางวันและกลางคืน และการหมุนเวียนของฤดูกาลที่เกิดจากการโคจรของดวงสว่างทั้งหลายโดยไม่รู้ตัว นี่คือนัยสำคัญของการทรงสร้างดวงสว่างในวันที่สี่ของพระผู้สร้าง ในทำนองเดียวกันนั้น จุดมุ่งหมายและนัยสำคัญของการกระทำนี้ของพระผู้สร้างยังคงมิอาจแยกกันได้จากสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ และดังนั้น ดวงสว่างทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นและคุณค่าที่พวกมันจะนำมาสู่มนุษย์ในอีกไม่ช้านั้น ก็คือไม้เด็ดอีกอย่างหนึ่งในการทรงนำสิทธิอำนาจมาใช้ของพระผู้สร้าง

ในโลกใหม่ใบนี้ ที่ซึ่งมวลมนุษย์ยังไม่ได้มีการปรากฏขึ้น พระผู้สร้างได้ทรงตระเตรียมเวลาเย็น เวลาเช้า ภาคพื้น แผ่นดินและทะเล หญ้า ธัญพืช และต้นไม้ชนิดต่างๆ และความสว่าง ฤดู วัน และปีสำหรับชีวิตใหม่ที่พระเจ้าจะทรงสร้างขึ้นในไม่ช้า สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างได้ถูกแสดงออกในสิ่งใหม่ๆ ที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นแต่ละสิ่ง และพระวจนะของพระองค์และความสำเร็จลุล่วงเกิดขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน โดยไม่มีความคลาดเคลื่อนแม้แต่นิดเดียว และโดยไม่มีการเว้นช่วงแม้แต่นิดเดียว การปรากฏและการกำเนิดของสิ่งใหม่ๆ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง กล่าวคือ พระองค์ทรงดีงามเช่นเดียวกันกับพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง และสิ่งที่พระองค์ทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นยืนยาวตลอดกาล ข้อเท็จจริงนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ มันเป็นเช่นไรในอดีต มันก็เป็นเช่นนั้นในวันนี้ และมันจะเป็นเช่นนั้นไปจนตลอดชั่วกัลปาวสาน เมื่อเจ้ามองดูพระวจนะจากบทคัมภีร์เหล่านี้อีกครั้ง พวกเจ้ารู้สึกว่าพวกมันสดใหม่หรือไม่? พวกเจ้าได้เห็นเนื้อหาใหม่ และได้มีการค้นพบใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้างหรือไม่? นั่นเป็นเพราะกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างได้เร้าหัวใจของพวกเจ้า และได้ชี้นำทิศทางความรู้ของพวกเจ้าเกี่ยวกับสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ และได้เปิดประตูให้แก่ความเข้าใจของพวกเจ้าเกี่ยวกับพระผู้สร้างแล้ว และกิจการทั้งหลายกับสิทธิอำนาจของพระองค์ก็ได้ประทานชีวิตให้กับพระวจนะเหล่านี้ ดังนั้น ในพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์จึงได้มองเห็นการแสดงออกที่เป็นจริงและแจ่มแจ้งเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ได้เป็นพยานต่อมไหศวรรย์แห่งพระผู้สร้างอย่างแท้จริง และได้เห็นความเหนือธรรมดาของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง

สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ทรงดึงดูดความสนใจของมนุษย์ และช่วยไม่ได้ที่มนุษย์จะได้แต่จ้องตะลึงงันมองกิจการอันน่าตื่นตะลึงทั้งหลายที่เกิดจากการนำสิทธิอำนาจมาใช้ของพระองค์ ฤทธานุภาพอันเป็นปรากฏการณ์ของพระองค์นำมาซึ่งความปีติยินดีครั้งแล้วครั้งเล่า และมนุษย์ถูกทิ้งให้อยู่ในอาการละลานตาและชื่นบานเป็นล้นพ้น อ้าปากค้างด้วยความเลื่อมใส เกรงขามและชื่นชูใจ ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ตื้นตันใจอย่างมองเห็นได้และก่อเกิดเป็นความเคารพ ความนับถือ และความผูกพันขึ้นในตัวเขา สิทธิอำนาจและกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างมีผลกระทบที่ใหญ่หลวงและมีผลด้านการชำระให้สะอาดต่อจิตวิญญาณของมนุษย์ และยิ่งไปกว่านั้น และสิทธิอำนาจและกิจการเหล่านั้นทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์อิ่มเต็ม ทุกๆ พระดำริของพระองค์ ทุกๆ ถ้อยดำรัสของพระองค์ และทุกๆ การเปิดเผยสิทธิอำนาจของพระองค์คือผลงานชิ้นเอกท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และเป็นหน้าที่การงานอันยิ่งใหญ่ที่ทรงคุณค่าที่สุดต่อการทำความเข้าใจและความรู้อันลึกซึ้งของมวลมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อพวกเราพิจารณาดูทุกๆ สิ่งทรงสร้างที่กำเนิดขึ้นจากพระวจนะของพระผู้สร้าง จิตวิญญาณของพวกเราถูกดึงเข้าหาการอัศจรรย์แห่งฤทธานุภาพของพระเจ้า และพวกเราพบว่าพวกเราเองกำลังติดตามรอยพระบาทของพระผู้สร้างมาถึงวันถัดมา ซึ่งก็คือ วันที่ห้าแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า

พวกเรามาอ่านองค์พระคัมภีร์กันต่อทีละบทตอนเถิด ขณะที่พวกเรามองดูกิจการทั้งหลายของพระผู้สร้างมากยิ่งขึ้น

ในวันที่ห้า ชีวิตในรูปแบบอันแตกต่างและหลากหลายจัดแสดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในหนทางที่ต่างกัน

บทคัมภีร์กล่าวว่า “พระเจ้าตรัสว่า ‘น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์ที่มีชีวิต และให้นกบินไปมาในภาคพื้นฟ้าเหนือแผ่นดิน’ พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ และสัตว์ที่มีชีวิตทุกชนิด ซึ่งแหวกว่ายอยู่ในน้ำเป็นฝูงๆ ตามชนิดของมัน และสัตว์ปีกทุกชนิดตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ปฐมกาล 1:20-21) บทคัมภีร์บอกกับพวกเราอย่างชัดเจนว่า ในวันนี้ พระเจ้าได้ทรงสร้างสัตว์ทั้งหลายในน้ำและนกในอากาศ ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ได้ทรงสร้างปลาและนกนานาชนิด และได้ทรงแบ่งชั้นพวกมันแต่ละอย่างออกไปตามประเภท ในหนทางนี้ แผ่นดินโลก ท้องฟ้า และน้ำอุดมขึ้นด้วยการทรงสร้างของพระเจ้า…

ขณะที่พระวจนะของพระเจ้าถูกตรัสออกไป ชีวิตใหม่อันสดชื่นก็ได้มามีชีวิตขึ้นทันทีท่ามกลางพระวจนะของพระผู้สร้าง โดยแต่ละชีวิตมีรูปแบบที่แตกต่างกัน พวกมันได้มาสู่โลกนี้ โดยกระทุ้งกระแทกแย่งตำแหน่งกัน กระโดดโลดเต้นสนุกสนานเข้าหาความชื่นบานยินดี…ปลาทุกรูปทรงและขนาดแหวกว่ายไปในน้ำ หอยทุกประเภทเติบโตออกมาจากทราย สัตว์ทั้งหลายที่มีเกล็ด มีกระดอง และไม่มีกระดูกสันหลังเติบโตออกมาอย่างรีบเร่งในรูปแบบที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สั้นหรือยาว ดังนั้น สาหร่ายทะเลนานาประเภทก็ได้เริ่มเติบโตขึ้นอย่างเร็วรี่ด้วยเช่นกัน โดยแกว่งไกวไปตามการเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลนานาชนิด กระเพื่อมเพยิบ รบเร้าน้ำที่ไหลเอื่อย ราวกับจะพูดกับพวกมันว่า “ขยับขาสิ! พาเพื่อนๆ ของเจ้ามา! เพราะเจ้าจะไม่มีวันโดดเดี่ยวอีกแล้ว!” จากชั่วขณะที่สิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตนานาสารพันที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นปรากฏขึ้นในน้ำ ชีวิตใหม่อันสดชื่นแต่ละชนิดได้นำความทรงพลังมาสู่ห้วงน้ำที่เคยอยู่นิ่งมานานแสนนาน และได้นำมาซึ่งศักราชใหม่…จากจุดนั้นเป็นต้นมา พวกมันได้อิงแอบแนบชิดกันและกัน และได้คอยอยู่เป็นเพื่อนกัน และคอยรักษาระยะไม่ให้มีความห่างไกลระหว่างพวกมันเอง น้ำได้ดำรงอยู่เพื่อสัตว์ทั้งหลายซึ่งอยู่ภายในน้ำ บำรุงเลี้ยงแต่ละชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในอ้อมกอดของมัน และทุกชีวิตได้ดำรงอยู่เพื่อประโยชน์ของน้ำเนื่องจากการบำรุงเลี้ยงของมัน ต่างฝ่ายต่างได้มอบชีวิตให้กันและกัน และในเวลาเดียวกัน ในหนทางเดียวกันนั้น แต่ละชีวิตก็ได้เป็นสักขีพยานต่อความเปี่ยมปาฏิหาริย์และความยิ่งใหญ่แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และต่อฤทธานุภาพที่มิอาจมีสิ่งใดเหนือกว่าได้แห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง…

เมื่อทะเลไม่ได้เงียบสงัดอีกต่อไปแล้ว ชีวิตก็ได้เริ่มเติมเต็มท้องฟ้าเช่นเดียวกัน หมู่นกน้อยใหญ่บินขึ้นจากพื้นดินไปสู่ท้องฟ้าทีละตัว พวกมันมีปีกและขนปกคลุมรูปร่างอันเพรียวบางและงามสง่าของพวกมัน ซึ่งไม่เหมือนกับพวกสัตว์ในทะเล พวกมันกระพือปีก อวดแสดงอย่างภาคภูมิและหยิ่งผยองกับเสื้อคลุมขนนกอันงดงามของพวกมันและการทำหน้าที่และทักษะพิเศษของพวกมันที่พระผู้สร้างได้ประทานแก่พวกมัน พวกมันโบยบินอย่างอิสระ และทะยานโฉบอย่างมีทักษะระหว่างพื้นฟ้าและแผ่นดินโลก ทั่วทุ่งหญ้าและผืนป่า…พวกมันเป็นยอดรักของห้วงอากาศ พวกมันเป็นยอดรักของทุกสรรพสิ่ง พวกมันจะกลายเป็นสายใยผูกพันระหว่างสวรรค์และแผ่นดินโลกในไม่ช้า และจะส่งผ่านสารทั้งหลายมาถึงทุกสรรพสิ่ง…พวกมันขับร้อง บินถลาไปมาอย่างชื่นบาน พวกมันนำพาความชื่นชูใจ เสียงหัวเราะ และความก้องกังวานมาสู่โลกที่ครั้งหนึ่งเคยว่างเปล่า…พวกมันใช้การขับร้องเป็นท่วงทำนองสดใส ใช้คำที่อยู่ภายในหัวใจของพวกมันเพื่อสรรเสริญพระผู้สร้างสำหรับชีวิตที่ทรงประทานให้แก่พวกมัน พวกมันเต้นรำอย่างชื่นชูใจเพื่อแสดงความเพียบพร้อมและความเปี่ยมปาฏิหาริย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้าง และจะอุทิศทั้งชีวิตของพวกมันเพื่อเป็นสักขีพยานต่อสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างโดยผ่านทางชีวิตพิเศษที่พระองค์ได้ประทานให้กับพวกมัน…

ไม่ว่าพวกมันจะอยู่ในน้ำ หรือว่าในท้องฟ้าก็ตาม สิ่งมีชีวิตที่มากเหลือหลายนี้ได้ดำรงอยู่ในสัณฐานชีวิตที่แตกต่างกันโดยการทรงบัญชาของพระผู้สร้าง และพวกมันได้รวมกลุ่มกันตามลำดับสายพันธุ์ของพวกมันโดยการทรงบัญชาของพระผู้สร้าง—และธรรมบัญญัตินี้ กฎเกณฑ์นี้ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยสิ่งทรงสร้างใด พวกมันไม่เคยกล้าไปไกลเกินเขตแดนที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดไว้ให้พวกมัน อีกทั้งพวกมันก็ไม่สามารถทำได้ พวกมันดำรงชีวิตและทวีจำนวนขึ้น ดังที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตไว้ และยึดติดอย่างเคร่งครัดกับครรลองชีวิตและธรรมบัญญัติทั้งหลายที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดไว้ให้พวกมัน และยึดปฏิบัติตามอย่างมีสติต่อคำบัญชาทั้งหลายที่พระองค์มิได้ตรัสออกมาและประกาศิตจากสวรรค์และข้อบังคับที่พระองค์ทรงมอบให้พวกมัน ตลอดมาจนกระทั่งถึงวันนี้ พวกมันสนทนากับพระผู้สร้างในหนทางพิเศษของพวกมันเอง และได้มาซาบซึ้งกับความหมายของพระผู้สร้าง และเชื่อฟังคำบัญชาทั้งหลายของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดได้เคยฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และอธิปไตยกับการทรงบัญชาของพระองค์เหนือพวกมันได้ถูกนำมาใช้อยู่ภายในพระดำริของพระองค์ ไม่มีพระวจนะใดได้ถูกปล่อยออกมา มีก็แต่สิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์สำหรับพระผู้สร้างที่ได้ควบคุมสรรพสิ่งทั้งมวลอยู่ในความเงียบกริบซึ่งไม่มีการทำหน้าที่ของภาษา และซึ่งแตกต่างไปจากมวลมนุษย์ การนำสิทธิอำนาจมาใช้ของพระองค์ในหนทางพิเศษนี้ได้บังคับให้มนุษย์ได้รับความรู้ใหม่ และสร้างการตีความใหม่ เกี่ยวกับสิทธิอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง ในที่นี้ เราต้องบอกเจ้าว่า ในวันใหม่นี้ การนำสิทธิอำนาจมาใช้ของพระผู้สร้างได้สาธิตแสดงความทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอีกครั้งหนึ่ง

ต่อไป พวกเรามาดูประโยคสุดท้ายของบทตอนนี้ในบทคัมภีร์กัน ความว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” พวกเจ้าคิดว่าบทตอนนี้หมายความว่าอย่างไร? สภาวะอารมณ์ทั้งหลายของพระเจ้าบรรจุอยู่ภายในพระวจนะเหล่านี้ พระเจ้าทรงเฝ้ามองทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างให้เริ่มมีขึ้นมาและยืนหยัดมั่นคงโดยเนื่องมาจากพระวจนะของพระองค์ และเริ่มเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ณ เวลานี้ พระเจ้าพึงพอพระทัยหรือไม่ กับสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระวจนะของพระองค์ และปฏิบัติการต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงสัมฤทธิ์ผล? คำตอบก็คือว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” พวกเจ้ามองเห็นสิ่งใดในที่นี้? ที่ว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” นั้นเป็นตัวแทนของสิ่งใด? มันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด? มันหมายความว่า พระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพและพระปัญญาที่จะทำให้สิ่งที่พระองค์ได้ทรงวางแผนการและได้ทรงบัญญัติไว้ให้สำเร็จลุล่วง ที่จะทำให้เป้าหมายที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้สำเร็จลุล่วง เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำให้พระกิจแต่ละอย่างครบบริบูรณ์แล้วนั้น พระองค์รู้สึกเสียพระทัยหรือไม่? คำตอบก็ยังคงเป็นว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่เพียงแต่พระองค์จะไม่รู้สึกเสียพระทัย แต่ยังพึงพอพระทัยแทน ที่ว่าพระองค์ไม่รู้สึกเสียพระทัยนั้นหมายความว่าอย่างไรหรือ? มันหมายความว่าแผนการของพระเจ้านั้นเพียบพร้อม ว่าฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระองค์นั้นเพียบพร้อม และว่าเฉพาะโดยสิทธิอำนาจของพระองค์เท่านั้นที่ความเพียบพร้อมเช่นนั้นจะสามารถสำเร็จลุล่วงได้ เมื่อมนุษย์ปฏิบัติกิจอย่างหนึ่ง เขาจะสามารถเห็นว่าดี เหมือนที่พระเจ้าทรงเห็นหรือไม่? ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทำสามารถสำเร็จลุล่วงถึงความเพียบพร้อมได้หรือไม่? มนุษย์สามารถทำบางสิ่งบางอย่างให้ครบบริบูรณ์อย่างถาวรชั่วกัลปาวสานได้หรือไม่? ดังเช่นที่มนุษย์กล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดเพียบพร้อม มีเพียงดีกว่าเท่านั้น” ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์ทำสามารถบรรลุถึงความเพียบพร้อมได้ เมื่อพระเจ้าได้ทรงเห็นว่าทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงกระทำและสัมฤทธิ์ผลไปนั้นดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้ทรงทำนั้นถูกกำหนดโดยพระวจนะของพระองค์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำก็ได้มีรูปแบบถาวร ถูกจำแนกชั้นไปตามชนิด และได้รับตำแหน่ง จุดประสงค์ และการทำหน้าที่อันตายตัวอย่างถาวรตลอดชั่วกัลปาวสาน ยิ่งไปกว่านั้น บทบาทของพวกมันท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และการเดินทางที่พวกมันต้องทำในระหว่างการบริหารจัดการทุกสรรพสิ่งของพระเจ้าก็ได้ถูกพระเจ้าลิขิตไว้แล้ว และมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ นี่คือธรรมบัญญัติจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างได้ทรงมอบให้แก่ทุกสรรพสิ่ง

“พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” พระวจนะเรียบง่ายที่ไม่มีใครซาบซึ้งเหล่านี้ ซึ่งบ่อยครั้งถูกละเลยไปนั้น เป็นพระวจนะที่มีธรรมบัญญัติจากสวรรค์และประกาศิตจากสวรรค์ที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้แก่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง พระวจนะเหล่านั้นเป็นอีกรูปจำแลงหนึ่งของสิทธิอำนาจของพระเจ้า รูปจำแลงที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น และลุ่มลึกมากขึ้น โดยผ่านทางพระวจนะของพระองค์แล้ว พระผู้สร้างไม่เพียงแค่ทรงสามารถได้รับทั้งหมดที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ว่าจะได้รับ และสัมฤทธิ์ผลทั้งหมดที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ว่าจะสัมฤทธิ์ผลเท่านั้น แต่ยังทรงสามารถควบคุมทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงสามารถปกครองทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำไว้ให้อยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์ได้อีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดล้วนเป็นระบบและเป็นปกติสม่ำเสมอ ทุกสรรพสิ่งยังได้แพร่หลาย ดำรงอยู่ และพินาศไปโดยพระวจนะของพระองค์ด้วยเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น พวกมันได้ดำรงอยู่ท่ามกลางธรรมบัญญัติที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้โดยสิทธิอำนาจของพระองค์ และไม่มีสิ่งใดเลยที่ได้รับการยกเว้น! ธรรมบัญญัตินี้ได้เริ่มต้นขึ้นในทันทีทันใดที่ “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี” และมันจะดำรงอยู่ ดำเนินต่อไป และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แห่งแผนการบริหารจัดการของพระเจ้าเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันที่มันถูกถอดถอนโดยพระผู้สร้าง! สิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างไม่เพียงแต่สำแดงอยู่ในความสามารถของพระองค์ในการสร้างทุกสรรพสิ่งและบัญชาทุกสรรพสิ่งให้เริ่มมีขึ้นมาเท่านั้น แต่ยังสำแดงอยู่ในความสามารถของพระองค์ในการปกครองดูแลและถือครองอธิปไตยเหนือสรรพสิ่ง และประทานความกระปรี้กระเปร่าและความทรงพลังแก่ทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น ในความสามารถของพระองค์ในการทำให้ทุกสรรพสิ่งที่พระองค์จะทรงสร้างในแผนการของพระองค์ปรากฏขึ้นและดำรงอยู่ในโลกที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นในรูปทรงที่เพียบพร้อม และโครงสร้างชีวิตที่เพียบพร้อม และบทบาทที่เพียบพร้อมอย่างถาวรไปตลอดชั่วกัลปาวสาน และเช่นเดียวกันนั้น มันยังได้สำแดงอยู่ในวิธีที่พระดำริของพระผู้สร้างไม่ตกอยู่ใต้ข้อจำกัดบังคับอันใด ไม่ถูกจำกัดโดยกาลเวลา พื้นที่ หรือภูมิประเทศ พระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างจะคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาลเช่นเดียวกับสิทธิอำนาจของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์จะเป็นตัวแทนและสัญลักษณ์ของพระอัตลักษณ์อันทรงเอกลักษณ์ของพระองค์เสมอ และสิทธิอำนาจของพระองค์จะดำรงอยู่เคียงข้างกับพระอัตลักษณ์ของพระองค์ไปตลอดกาล

ในวันที่หก พระผู้สร้างตรัส และสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตแต่ละประเภทในพระหฤทัยของพระองค์ปรากฏตัวตามลำดับ

พระราชกิจแห่งการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้างได้ดำเนินต่อเนื่องไปเป็นเวลาห้าวันโดยไม่อาจรู้สึกได้ ซึ่งทันทีหลังจากนั้น พระผู้สร้างก็ได้ทรงต้อนรับวันที่หกแห่งการสร้างทุกสรรพสิ่งของพระองค์ วันนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง และเป็นวันที่เหนือธรรมดาอีกวันหนึ่ง เช่นนั้นแล้ว แผนการของพระผู้สร้างในค่ำคืนก่อนวันใหม่นี้คืออะไร? พระองค์จะทรงก่อกำเนิด พระองค์จะทรงสร้างสิ่งทรงสร้างใหม่ๆ อันใดขึ้น? ฟังสิ นั่นก็คือพระสุรเสียงของพระผู้สร้าง…

“พระเจ้าตรัสว่า ‘แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน คือสัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าตามชนิดของมัน’ ก็เป็นดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างสัตว์ป่าตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดินตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี” (ปฐมกาล 1:24-25) สิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตประกอบด้วยอะไรบ้าง? องค์พระคัมภีร์ระบุว่า ปศุสัตว์ และสัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าของแผ่นดินโลกตามประเภทของมัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในวันนี้ ไม่เพียงมีสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทุกประเภทอยู่บนแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่พวกมันยังถูกจำแนกชั้นออกไปตามประเภทด้วย และในทำนองเดียวกันนั้น “พระเจ้าทรงเห็นว่าดี”

เช่นเดียวกับในระหว่างห้าวันก่อนหน้านั้น พระผู้สร้างได้ตรัสด้วยพระกระแสเสียงเดียวกันและได้ทรงสั่งให้มีการถือกำเนิดของสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตที่พระองค์ได้ทรงพึงปรารถนา และให้พวกมันปรากฏขึ้นบนแผ่นดินโลก แต่ละอย่างตามประเภทของพวกมัน เมื่อพระผู้สร้างทรงนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้ ไม่มีพระวจนะใดของพระองค์ที่ตรัสไปโดยเปล่าประโยชน์ และดังนั้น ในวันที่หก สิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตแต่ละอย่างที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะสร้างก็ได้ปรากฏขึ้นในเวลาที่ตั้งไว้ ดังเช่นที่พระผู้สร้างได้ตรัสไว้ว่า “แผ่นดินจงเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน” แผ่นดินโลกก็เต็มไปด้วยความทรงพลังทันที และบนแผ่นดินก็พลันบังเกิดลมหายใจของสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทุกประเภท…ในถิ่นทุรกันดารที่มีหญ้าขึ้นเขียวชอุ่ม วัวอ้วนพีที่กำลังแกว่งหางไปมาปรากฏขึ้นตัวแล้วตัวเล่า แกะที่ส่งเสียงร้องแบ๊ะๆ รวมตัวกันเป็นฝูง และม้าที่ส่งเสียงร้องฮี้ๆ ก็เริ่มวิ่งควบ…ในชั่วอึดใจเดียว ทุ่งหญ้าเงียบสงัดอันกว้างใหญ่ไพศาลก็เกิดความทรงพลังขึ้นในทันทีทันใด…การปรากฏปศุสัตว์ต่างๆ นานาเหล่านี้คือภาพที่สวยงามบนทุ่งหญ้าอันเงียบสงบ และนำมาซึ่งความทรงพลังอันไร้ขอบเขต…พวกมันจะเป็นมิตรสหายของทุ่งหญ้า และเป็นนายของทุ่งหญ้า ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ดังนั้น เช่นเดียวกัน พวกมันก็จะกลายเป็นผู้คุ้มกันและผู้รักษาแผ่นดินเหล่านี้ซึ่งจะเป็นที่อยู่อาศัยถาวรของพวกมัน และซึ่งจะจัดเตรียมสิ่งที่พวกมันทั้งหมดจำเป็นต้องมีให้แก่พวกมัน เป็นแหล่งที่มาของการบำรุงเลี้ยงชั่วนิรันดร์ให้แก่การดำรงอยู่ของพวกมัน…

ในวันเดียวกันกับที่ปศุสัตว์สารพันเหล่านี้ได้เริ่มมีขึ้นมาด้วยพระวจนะของพระผู้สร้างนั้น แมลงมากมายเหลือคณาก็ได้ปรากฏขึ้น ตัวแล้วตัวเล่า ถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็นสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตที่เล็กที่สุดท่ามกลางสิ่งทรงสร้างทั้งปวง แต่พลังชีวิตของพวกมันก็ยังคงเป็นการทรงสร้างอันเปี่ยมปาฏิหาริย์ของพระผู้สร้าง และพวกมันก็มิได้มาถึงช้าเกินไป…บางตัวกระพือปีกเล็กๆ ของพวกมัน ในขณะที่ตัวอื่นๆ คืบคลานอย่างช้าๆ บางตัวกระโดดกระเด้ง ตัวอื่นๆ เดินตุปัดตุเป๋ บางตัวกระโจนไปข้างหน้า ในขณะที่ตัวอื่นๆ ถอยกรูดอย่างรวดเร็ว บางตัวขยับไปด้านข้าง ตัวอื่นๆ ก็กระโดดขึ้นลงสูงๆ ต่ำๆ…ทั้งหมดนั้นยุ่งอยู่กับการพยายามหาบ้านให้ตัวพวกมันเอง กล่าวคือ บ้างก็ดั้นด้นไปในพงหญ้า บ้างก็เริ่มที่จะขุดรูบนพื้น บ้างก็บินขึ้นไปบนต้นไม้ ซ่อนตัวในผืนป่า…ถึงแม้ว่าจะมีขนาดเล็ก แต่พวกมันก็ไม่เต็มใจที่จะทนฝ่าความทรมานจากท้องไส้ที่ว่างเปล่า และหลังจากหาบ้านให้ตัวเองได้แล้ว พวกมันก็เร่งรีบแสวงหาอาหารเพื่อเลี้ยงตัวเอง บ้างก็ปีนป่ายไปบนต้นหญ้าเพื่อกินยอดอ่อนของมัน บ้างก็งับฝุ่นดินเต็มปากแล้วกลืนลงท้องไป กินด้วยความเอร็ดอร่อยและยินดีอย่างมาก (สำหรับพวกมันนั้น แม้แต่ฝุ่นดินก็เป็นอาหารเลี้ยงฟรีที่อร่อยเลิศรสแล้ว) บ้างก็ซ่อนอยู่ในป่า แต่พวกมันก็ไม่ได้หยุดพัก เพราะความที่น้ำเลี้ยงภายในใบไม้สีเขียวเข้มเป็นมันนั้น ได้จัดเตรียมอาหารมื้ออร่อยชุ่มลิ้นไว้ให้ …หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว พวกแมลงยังคงไม่หยุดกิจกรรมของพวกมัน ถึงแม้ว่าจะมีรูปร่างขนาดเล็ก แต่พวกมันมีพลังงานมหาศาลและความร่าเริงทรงพลังอันไร้ขีดจำกัด และดังนั้น พวกมันจึงแคล่วคล่องว่องไวมากที่สุดและขยันขันแข็งมากที่สุดในบรรดาสิ่งทรงสร้างทั้งปวง พวกมันไม่เคยขี้เกียจ และไม่เคยตามใจตัวเองไปกับการหยุดพัก ทันทีที่ความอยากอาหารของพวกมันได้อิ่มเอมแล้ว พวกมันยังคงลำบากตรากตรำใช้แรงงานเพื่อประโยชน์ของอนาคตของพวกมัน โดยทำงานยุ่งและรีบเร่งเพื่อวันพรุ่งนี้ของพวกมัน เพื่อการอยู่รอดของพวกมัน…พวกมันฮัมเพลงในท่วงทำนองและจังหวะต่างๆ อย่างแผ่วเบาเพื่อหนุนใจและเร่งเร้าตัวพวกมันเองต่อไป พวกมันยังได้เพิ่มความชื่นบานให้กับต้นหญ้า ต้นไม้ และผืนดินทุกตารางนิ้ว ทำให้แต่ละวันและแต่ละปีมีเอกลักษณ์…พวกมันส่งต่อข้อมูลข่าวสารไปยังสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนแผ่นดินด้วยภาษาของพวกมันเองและด้วยวิธีของพวกมันเอง พวกมันได้ทำเครื่องหมายกับทุกสรรพสิ่ง บนที่ซึ่งพวกมันได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้โดยใช้ครรลองของการดำรงชีวิตแบบพิเศษของพวกมันเอง…พวกมันใกล้ชิดสนิทสนมกับดิน ต้นหญ้า และผืนป่า และพวกมันนำความกระปรี้กระเปร่าและความทรงพลังมาให้แก่ดิน ต้นหญ้า และผืนป่า พวกมันได้นำการเตือนสติและคำทักทายจากพระผู้สร้างมาสู่สิ่งมีชีวิตทั้งปวง…

สายพระเนตรอันจับจ้องของพระเจ้ากวาดมองไปทั่วทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ และ ณ ชั่วขณะนี้เอง พระเนตรของพระองค์ก็หยุดชะงักอยู่ที่ผืนป่าและภูเขา พระหฤทัยของพระองค์ก็เปลี่ยนไป เมื่อพระวจนะของพระองค์ถูกดำรัสออกไป ก็ได้ปรากฏสรรพสิ่งทรงสร้างชนิดหนึ่งที่ไม่เหมือนกับชนิดใดที่เคยมาก่อนหน้านั้นในผืนป่าอันหนาทึบ กล่าวคือ พวกมันคือสัตว์ป่าที่พระโอษฐ์ของพระเจ้าได้ตรัสไป นานเกินกำหนดแล้วที่พวกมันส่ายศีรษะและสะบัดหาง แต่ละตัวมีใบหน้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง บ้างก็มีเสื้อคลุมเป็นขนยาว บ้างก็หุ้มเกราะ บ้างก็แยกเขี้ยวยิงฟัน บ้างก็แสยะยิ้ม บ้างก็คอยาว บ้างก็หางสั้น บ้างก็ตาเบิกโพลง บ้างก็มีดวงตาถมึงทึง บ้างก็ก้มกินหญ้า บ้างก็มีเลือดติดรอบปาก บ้างก็กระเด้งไปบนขาสองข้าง บ้างก็เหยาะย่างบนกีบเท้าทั้งสี่ บ้างก็มองไปบนยอดไม้ไกลลิบ บ้างก็นอนรออยู่ในป่า บ้างก็ค้นหาถ้ำเพื่อหยุดพัก บ้างก็วิ่งกระโดดโลดเต้นบนที่ราบ บ้างก็ตระเวนไปทั่วป่า…บ้างก็ส่งเสียงคำราม บ้างก็ส่งเสียงหอน บ้างก็เห่า บ้างก็ส่งเสียงร้อง…บ้างก็มีเสียงแหลมสูง บ้างก็มีเสียงทุ้ม บ้างก็มีเสียงเต็มหลอดคอ บ้างก็มีเสียงใสและเป็นท่วงทำนอง…บ้างก็หน้าตาบูดบึ้ง บ้างก็สวยงาม บ้างก็น่าขยะแขยง บ้างก็น่าชม บ้างก็น่าหวาดผวา บ้างก็ไร้เดียงสาอย่างมีเสน่ห์…พวกมันทยอยออกกันมาทีละตัว ดูเอาเถิดว่า พวกมันอยู่สูงและมีพละกำลังเพียงใด มีจิตวิญญาณอิสระ ไม่แยแสต่อกันและกันอย่างหน้าตาเฉย ไม่ยอมลำบากที่จะสละสายตาชำเลืองมองกัน…พวกมันปรากฏขึ้นในป่าและบนภูเขา โดยแต่ละตัวมีชีวิตในแบบเฉพาะที่พระผู้สร้างได้ประทานให้แก่พวกมัน และมีความป่าเถื่อนและความโหดเหี้ยมของพวกมันเอง จองหองพองขนกว่าสิ่งใดทั้งหมด บ้าอำนาจอย่างเต็มที่—ผู้ใดเล่าที่ได้ทำให้พวกมันเป็นนายที่แท้จริงแห่งภูเขาและผืนป่า? จากชั่วขณะที่พระผู้สร้างได้ทรงลิขิตการปรากฏของพวกมัน พวกมันก็ “อ้างสิทธิ์” กับป่าและกับภูเขา เพราะพระผู้สร้างได้ทรงประทับตราอาณาเขตของพวกมันและได้ทรงกำหนดวงเขตการดำรงอยู่ของพวกมันไว้แล้ว เฉพาะพวกมันเท่านั้นที่เป็นเจ้านายที่แท้จริงแห่งภูเขาและผืนป่า และนั่นคือเหตุผลที่พวกมันป่าเถื่อนยิ่งนัก จองหองพองขนยิ่งนัก พวกมันถูกเรียกว่า “สัตว์ป่า” ก็เพียงเพราะในบรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงนั้น พวกมันเป็นบรรดาสิ่งที่ป่าเถื่อน โหดเหี้ยมและเลี้ยงไม่เชื่องอย่างแท้จริง พวกมันไม่อาจทำให้เชื่องได้ ดังนั้นพวกมันจึงไม่อาจถูกชุบเลี้ยงได้ และไม่อาจดำรงชีพอย่างกลมกลืนไปกับมวลมนุษย์และใช้แรงงานแทนมวลมนุษย์ได้ เป็นเพราะพวกมันไม่อาจถูกชุบเลี้ยงได้ ไม่อาจทำงานให้มวลมนุษย์ได้ พวกมันจึงต้องดำรงชีพอยู่ในที่ห่างไกลจากมวลมนุษย์ และมนุษย์ไม่อาจเข้าหาพวกมันได้ ในทางกลับกัน เป็นเพราะพวกมันดำรงชีพอยู่ในที่ห่างไกลจากมวลมนุษย์ และมนุษย์ไม่อาจเข้าหาพวกมันได้ พวกมันจึงสามารถลุล่วงความรับผิดชอบที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมันได้ นั่นก็คือ การคุ้มกันภูเขาและผืนป่า ความป่าเถื่อนของพวกมันอารักขาภูเขาและคุ้มกันผืนป่า และเป็นการอารักขาและการรับประกันที่ดีที่สุดแห่งการดำรงอยู่และการแพร่พันธุ์ของพวกมัน ในเวลาเดียวกันนั้น ความป่าเถื่อนของพวกมันได้ธำรงรักษาและรับประกันความสมดุลท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง การมาถึงของพวกมันได้นำแรงหนุนและสิ่งยึดเหนี่ยวมาสู่ภูเขาและผืนป่า การมาถึงของพวกมันได้สูบฉีดความกระปรี้กระเปร่าและความทรงพลังให้แก่ภูเขาและผืนป่าที่แน่นิ่งและว่างเปล่า จากจุดนี้เป็นต้นมา ภูเขาและผืนป่ากลายเป็นที่อยู่อาศัยถาวรของพวกมัน และพวกมันก็คงจะไม่มีวันสูญเสียบ้านของพวกมันไป เพราะภูเขาและผืนป่าได้ปรากฏและดำรงอยู่เพื่อพวกมันนั่นเอง สัตว์ป่าจะทำหน้าที่ของพวกมันให้ลุล่วง และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมันสามารถทำได้เพื่อคุ้มกันสิ่งเหล่านั้น ดังนั้น สัตว์ป่าก็จะยึดปฏิบัติตามการเตือนสติของพระผู้สร้างอย่างเคร่งครัด ที่ให้ยึดมั่นกับดินแดนของพวกมัน และใช้ธรรมชาติเยี่ยงสัตว์ร้ายของพวกมันต่อไปเพื่อคงไว้ซึ่งสมดุลของทุกสรรพสิ่งที่พระผู้สร้างได้ทรงสถาปนาขึ้น และแสดงออกไปให้เห็นถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง!

ทุกสรรพสิ่งล้วนเพียบพร้อมภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น รวมถึงพวกที่สามารถเคลื่อนที่ได้และพวกที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่นนกและปลา เช่นต้นไม้และดอกไม้ และรวมถึงปศุสัตว์ แมลง และสัตว์ป่าที่ถูกสร้างขึ้นในวันที่หก—พวกมันล้วนดีงามในสายพระเนตรของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนได้บรรลุจุดสูงสุดของความเพียบพร้อมและไปถึงมาตรฐานที่พระเจ้าได้ทรงปรารถนาที่จะสัมฤทธิ์ผลแล้วโดยสอดคล้องกับแผนการของพระองค์ พระผู้สร้างได้ทรงพระราชกิจที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำตามแผนการของพระองค์ทีละขั้นตอน สิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะสร้างได้ปรากฏขึ้นตามลำดับ และการปรากฏของแต่ละชนิดเป็นภาพสะท้อนแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง เป็นการตกผลึกแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ เนื่องจากการตกผลึกเหล่านี้ จึงช่วยไม่ได้ที่สรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงจะมีแต่รู้สึกขอบคุณสำหรับพระคุณและการทรงจัดเตรียมของพระผู้สร้าง ขณะที่กิจการอันเปี่ยมปาฏิหาริย์ทั้งหลายของพระเจ้าได้สำแดงตัวเองออกมา โลกใบนี้ก็ได้เพิ่มพูนไปด้วยสิ่งทั้งหลายทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นทีละชิ้นๆ และมันได้เปลี่ยนแปลงจากความสับสนวุ่นวายและความมืดมนไปเป็นความชัดเจนและความสว่างไสว จากความแน่นิ่งราวกับความตายไปเป็นความมีชีวิตชีวาและความทรงพลังอันไร้ขีดจำกัด ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้าง จากขนาดใหญ่ถึงขนาดเล็ก จากขนาดเล็กถึงขนาดจุลทรรศน์ ไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และได้มีความจำเป็นและคุณค่าภายในตัวที่เป็นเอกลักษณ์ต่อการดำรงอยู่ของสิ่งทรงสร้างแต่ละสิ่ง ไม่ว่าจะมีความแตกต่างอย่างไรในรูปทรงและโครงสร้างของพวกมัน พวกมันก็มีแต่จะต้องได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระผู้สร้างเพื่อให้ดำรงอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง บางครั้งผู้คนจะมองเห็นแมลง ตัวที่อัปลักษณ์อย่างมาก และพวกเขาจะพูดว่า “พวกมันช่างน่าสยดสยองเหลือเกิน ไม่มีทางที่สิ่งอัปลักษณ์เช่นนั้นจะถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้า—ไม่มีทางที่พระองค์จะทรงสร้างบางอย่างที่อัปลักษณ์ได้ถึงเพียงนั้น” เป็นทรรศนะที่โง่เขลาอะไรเช่นนี้! พวกเขาควรจะกล่าวว่า “ถึงแม้แมลงตัวนี้ช่างอัปลักษณ์ยิ่งนัก แต่พระเจ้าก็ได้สร้างมันขึ้นมา และดังนั้น มันต้องมีจุดประสงค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของมันเอง” ในพระดำริของพระเจ้านั้น พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะมอบรูปลักษณ์ทุกอย่าง และการทำหน้าที่และการใช้ประโยชน์ทุกจำพวก ให้แก่สิ่งมีชีวิตนานาที่พระองค์ได้สร้างขึ้น และดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดเลยที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นที่เหมือนกันอย่างกับแกะ จากส่วนประกอบภายในถึงภายนอกของพวกมัน จากนิสัยในการดำรงชีวิตของพวกมันจนถึงตำแหน่งที่ตั้งที่พวกมันยึดครอง—แต่ละอย่างแตกต่างกัน วัวมีรูปลักษณ์ของวัว ลามีรูปลักษณ์ของลา กวางมีรูปลักษณ์ของกวาง และช้างก็มีรูปลักษณ์ของช้าง เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าสิ่งใดดูดีที่สุด และสิ่งใดอัปลักษณ์ที่สุด? เจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่า สิ่งใดมีประโยชน์มากที่สุด และการดำรงอยู่ของสิ่งใดมีความจำเป็นน้อยที่สุด? ผู้คนบางคนชอบรูปร่างหน้าตาของช้าง แต่ไม่มีผู้ใดใช้ช้างเพื่อเพาะปลูกในทุ่งนา ผู้คนบางคนชอบรูปร่างหน้าตาของสิงโตและเสือ เพราะรูปลักษณ์ของพวกมันน่าประทับใจมากที่สุดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง แต่เจ้าสามารถเก็บพวกมันไว้เป็นสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่? กล่าวสั้นๆ คือ เมื่อพูดถึงสิ่งต่างๆ มากมายเหลือคณานับแห่งการทรงสร้าง มนุษย์ควรน้อมรับสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ น้อมรับระเบียบที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดตั้งให้แก่ทุกสรรพสิ่ง นี่คือท่าทีที่มีปัญญามากที่สุด มีเพียงท่าทีแห่งการแสวงหา และการเชื่อฟังเจตนารมณ์ดั้งเดิมของพระผู้สร้างเท่านั้นที่เป็นการยอมรับที่แท้จริงและเป็นความแน่นอนของสิทธิอำนาจแห่งพระผู้สร้าง มันดีงามในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังนั้น มีเหตุผลอันใดเล่าที่มนุษย์ต้องค้นหาข้อผิดพลาด?

ด้วยเหตุนี้ ทุกสรรพสิ่งภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะต้องแสดงการบรรเลงประสานเสียงชุดใหม่เพื่ออธิปไตยของพระผู้สร้าง จะต้องเริ่มต้นการโหมโรงที่เจิดจรัสเพื่อพระราชกิจแห่งวันใหม่ของพระองค์ และ ณ ชั่วขณะนี้ พระผู้สร้างจะทรงเปิดหน้าใหม่ในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ด้วยเช่นกัน! ตามธรรมบัญญัติที่พระผู้สร้างได้ทรงกำหนดตั้งไว้ให้กับหน่อพันธุ์ที่สดใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งสุกงอมในฤดูร้อน เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง และเก็บรักษาในฤดูหนาวนั้น ทุกสรรพสิ่งจะก้องสะท้อนไปกับแผนการบริหารจัดการของพระผู้สร้าง และพวกมันจะต้อนรับวันใหม่ การเริ่มต้นใหม่ และครรลองชีวิตใหม่ของพวกมันเอง พวกมันจะดำรงชีวิตต่อไปและสืบพันธุ์อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดเพื่อต้อนรับแต่ละวันภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง…

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

จากเมื่อครั้งที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นการทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง ฤทธานุภาพของพระเจ้าก็ได้เริ่มแสดงออกและเปิดเผยออกไป เพราะพระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อสร้างทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าพระองค์จะได้ทรงสร้างพวกมันในลักษณะใด ไม่ว่าพระองค์จะได้ทรงสร้างพวกมันเพราะเหตุใด ทุกสรรพสิ่งก็ได้เริ่มมีขึ้นมาและยืนหยัดมั่นคงและดำรงอยู่เนื่องจากพระวจนะของพระเจ้า นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง ในกาลก่อนที่มวลมนุษย์จะได้ปรากฏขึ้นในโลกนี้นั้น พระผู้สร้างได้ทรงใช้ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อสร้างทุกสรรพสิ่งให้แก่มวลมนุษย์ และได้ทรงใช้วิธีการอันเป็นเอกลักษณ์ของพระองค์เพื่อตระเตรียมสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตที่เหมาะสมให้แก่มวลมนุษย์ ทั้งหมดที่พระองค์ได้ทรงทำนั้น อยู่ในการตระเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ ผู้ซึ่งจะได้รับลมปราณของพระองค์ในไม่ช้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในเวลาก่อนที่มวลมนุษย์จะถูกสร้างขึ้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าได้รับการแสดงออกไปในสิ่งทรงสร้างทั้งปวงที่แตกต่างไปจากมวลมนุษย์ ในสิ่งทั้งหลายที่ยิ่งใหญ่เฉกเช่นฟ้าสวรรค์ ดวงสว่าง ทะเล และแผ่นดิน และในพวกที่มีขนาดเล็กพอกันกับสัตว์และนกทั้งหลาย ตลอดจนแมลงและจุลินทรีย์ทุกจำพวก รวมถึงแบคทีเรียต่างๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ละสิ่งได้ถูกมอบชีวิตให้โดยพระวจนะของพระผู้สร้าง แต่ละสิ่งได้แพร่หลายเนื่องจากพระวจนะของพระผู้สร้าง และแต่ละสิ่งได้ดำรงชีวิตภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้างเนื่องจากพระวจนะของพระองค์ ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้รับลมปราณของพระผู้สร้าง แต่พวกมันยังคงได้แสดงออกไปให้เห็นถึงความทรงพลังของชีวิตที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมันโดยผ่านทางรูปแบบและโครงสร้างที่แตกต่างกันของพวกมัน ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้รับความสามารถในการพูดที่พระผู้สร้างได้ทรงมอบให้แก่มวลมนุษย์ แต่พวกมันแต่ละสิ่งก็ได้รับหนทางหนึ่งในการแสดงออกถึงชีวิตของพวกมันที่พระผู้สร้างได้ประทานให้พวกมัน และเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากภาษาของมนุษย์ สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่เพียงแต่มอบความทรงพลังของชีวิตให้แก่สิ่งที่เป็นวัตถุที่ดูเหมือนนิ่งอยู่กับที่ เพื่อที่พวกมันจะไม่มีวันปลาสนาการไปเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงมอบสัญชาตญาณในการสืบพันธุ์และทวีจำนวนให้แก่สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งด้วย เพื่อที่พวกมันจะไม่มีวันอันตรธานไป และเพื่อที่พวกมันจะได้ส่งต่อธรรมบัญญัติและหลักธรรมแห่งการอยู่รอดที่พระผู้สร้างได้ทรงประสิทธิ์ประสาทให้พวกมันรุ่นแล้วรุ่นเล่า ลักษณะที่พระผู้สร้างทรงนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้นั้น ไม่ได้ยึดติดอย่างแข็งทื่อต่อทัศนคติแบบมหัพภาคหรือจุลภาค และไม่จำกัดอยู่กับรูปแบบใด พระองค์ทรงสามารถบัญชาการปฏิบัติงานของจักรวาลและถือครองอธิปไตยเหนือการมีชีวิตและความตายของทุกสรรพสิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงสามารถยักย้ายทุกสรรพสิ่งเพื่อให้พวกมันรับใช้พระองค์ พระองค์ทรงสามารถบริหารจัดการการทำงานทั้งหมดของภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ และปกครองทุกสรรพสิ่งภายในสิ่งเหล่านั้น และที่เหนือไปกว่านั้น พระองค์ทรงสามารถจัดเตรียมสิ่งที่ทุกสรรพสิ่งจำเป็นต้องมี นี่คือการสำแดงของสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างท่ามกลางทุกสรรพสิ่งที่นอกเหนือจากมวลมนุษย์ การสำแดงเช่นนั้นไม่ใช่เป็นไปในเวลาเพียงชั่วชีวิตหนึ่งเท่านั้น มันจะไม่มีวันยุติ ไม่หยุดพัก อีกทั้งมันไม่สามารถถูกปรับเปลี่ยนหรือทำลายโดยบุคคลหรือสิ่งอันใดได้ อีกทั้งไม่สามารถถูกเพิ่มหรือลดโดยบุคคลหรือสิ่งอันใดได้—เพราะไม่มีสิ่งใดสามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้ และดังนั้น สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจึงไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ได้ ไม่สามารถบรรลุถึงได้โดยสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดๆ จงดูบรรดาทูตสื่อสารและทูตสวรรค์ของพระเจ้าเป็นตัวอย่าง พวกเขาไม่มีฤทธานุภาพของพระเจ้า นับประสาอะไรที่จะมีสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง และเหตุผลที่ว่า เหตุใดพวกเขาจึงไม่มีฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นก็เป็นเพราะพวกเขาไม่มีแก่นแท้ของพระผู้สร้าง สิ่งชีวิตที่มิได้ทรงสร้าง อาทิ ทูตสื่อสารและทูตสวรรค์ของพระเจ้านั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะสามารถทำบางสิ่งบางอย่างในนามของพระเจ้าได้ แต่ก็ไม่สามารถเป็นตัวแทนของพระเจ้าได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีพลังอำนาจบางอย่างที่ไม่มนุษย์ไม่มี แต่พวกเขาก็ไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า พวกเขาไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้าในการที่จะสร้างทุกสรรพสิ่ง ในการบัญชาทุกสรรพสิ่ง และในการถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น ความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าจึงไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดๆ และในทำนองเดียวกันนั้น สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าก็ไม่สามารถถูกแทนที่โดยสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดๆ ในพระคัมภีร์ เจ้าเคยอ่านเรื่องทูตสื่อสารคนใดของพระเจ้าที่ได้สร้างทุกสรรพสิ่งหรือไม่? เหตุใดหรือพระเจ้าจึงไม่เคยส่งทูตสื่อสารหรือทูตสวรรค์องค์ใดของพระองค์ไปสร้างทุกสรรพสิ่ง? นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า และดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความสามารถในการนำสิทธิอำนาจของพระเจ้าไปใช้ พวกเขาทั้งหมดอยู่ภายใต้อธิปไตยของพระผู้สร้าง และอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง เช่นเดียวกับสิ่งทรงสร้างทั้งปวง และดังนั้น ในหนทางเดียวกันนี้ พระผู้สร้างก็ทรงเป็นพระเจ้าของพวกเขาและองค์อธิปัตย์ของพวกเขาด้วยเช่นกัน ท่ามกลางพวกเขาแต่ละองค์—ไม่ว่าพวกเขาจะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อย มีอำนาจยิ่งใหญ่หรือน้อยนิด—ก็ไม่มีสักองค์เดียวที่สามารถก้าวล้ำสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างได้ และดังนั้น จึงไม่มีสักองค์เดียวท่ามกลางพวกเขาที่สามารถแทนที่พระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้างได้ พวกเขาจะไม่มีวันได้รับการเรียกขานว่าพระเจ้า และจะไม่มีวันสามารถกลายเป็นพระผู้สร้างได้ เหล่านี้คือความจริงและข้อเท็จจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ในพัฒนาการของมวลมนุษย์วันนี้นั้น สามารถกล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์ของมวลมนุษย์นั้นกำลังเฟื่องฟู และสามารถบรรยายได้ว่า ความสัมฤทธิ์ผลในการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ช่างน่าประทับใจ ต้องกล่าวว่า ความสามารถของมนุษย์นั้นกำลังเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่มวลมนุษย์ยังไม่สามารถทำได้ กล่าวคือ มวลมนุษย์ได้สร้างเครื่องบิน เรือบรรทุกเครื่องบิน และระเบิดปรมาณูแล้ว มวลมนุษย์ได้ไปในห้วงอวกาศ ได้เดินบนดวงจันทร์ ได้ประดิษฐ์คิดค้นอินเทอร์เน็ต และได้มาใช้ชีวิตในแนวที่เปี่ยมเทคโนโลยี แต่กระนั้นมวลมนุษย์ก็ยังไม่สามารถสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจได้ สัญชาตญาณของสิ่งทรงสร้างที่มีชีวิตทุกอย่าง และธรรมบัญญัติที่พวกมันใช้ดำรงชีวิต และวัฏจักรแห่งความมีชีวิตและความตายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด—ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเกินกว่าพลังอำนาจทางวิทยาศาสตร์ของมวลมนุษย์ และมวลมนุษย์ก็ไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ด้วย ณ จุดนี้ ต้องกล่าวว่า ไม่สำคัญว่าวิทยาศาสตร์ของมนุษย์จะบรรลุความสำเร็จสูงส่งเพียงใด มันก็ไม่สามารถเทียบกันได้กับสิ่งใดก็ตามจากพระดำริของพระผู้สร้าง และมันไม่สามารถหยั่งรู้ถึงความเปี่ยมปาฏิหาริย์แห่งการทรงสร้างของพระผู้สร้างและอิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ มีมหาสมุทรมากมายยิ่งนักบนแผ่นดินโลก แต่กระนั้น มหาสมุทรเหล่านั้นก็ไม่เคยฝ่าฝืนขีดจำกัดของพวกมันและขึ้นมาบนแผ่นดินตามใจชอบเลย และเป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงกำหนดอาณาเขตสำหรับพวกมันแต่ละแห่ง พวกมันจึงอยู่ ณ ที่ใดก็ตามที่พระองค์ได้ทรงบัญชาพวกมัน และหากไม่ได้รับการอนุญาตจากพระเจ้า พวกมันจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ หากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า พวกมันก็ไม่อาจล่วงล้ำกันได้ และสามารถเคลื่อนที่ได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าตรัสเช่นนั้นเท่านั้น และที่ซึ่งมันไปและหยุดอยู่ ก็ถูกกำหนดพิจารณาโดยสิทธิอำนาจของพระเจ้า

กล่าวตรงๆ ก็คือ “สิทธิอำนาจของพระเจ้า” หมายความว่า มันขึ้นอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ในการตัดสินว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไร และมันจะเสร็จสิ้นไปในลักษณะใดก็ตามที่พระองค์ทรงปรารถนา ธรรมบัญญัติแห่งทุกสรรพสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า และมิได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถปรับเปลี่ยนมันได้ มันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้โดยความปรารถนาของมนุษย์ แต่กลับถูกเปลี่ยนแปลงโดยพระดำริของพระเจ้า พระปัญญาของพระเจ้า และคำสั่งของพระเจ้าแทน นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถปฏิเสธได้ ฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่ง จักรวาล ท้องฟ้าที่มีดวงดาว และฤดูกาลทั้งสี่ของปี สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและไม่ประจักษ์แก่ตาของมนุษย์—พวกมันล้วนดำรงอยู่ ทำหน้าที่ และเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว ภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ตามคำสั่งของพระเจ้า ตามพระบัญญัติทั้งหลายของพระเจ้า และตามธรรมบัญญัติทั้งหลายแห่งปฐมกาลของการทรงสร้าง ไม่มีบุคคลแม้สักคนเดียวหรือวัตถุแม้สักสิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติของพวกมันได้ หรือเปลี่ยนแปลงครรลองตามธรรมชาติที่พวกมันใช้ทำหน้าที่ พวกมันได้เริ่มมีขึ้นมาเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า และพินาศไปเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าโดยแท้ บัดนี้เมื่อได้กล่าวมามากถึงเพียงนี้แล้ว เจ้ารู้สึกได้หรือไม่ว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าคือสัญลักษณ์หนึ่งของพระอัตลักษณ์และพระสถานะของพระเจ้า? สิทธิอำนาจของพระเจ้าสามารถถูกครองโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่มิได้ทรงสร้างใดได้หรือไม่? มันสามารถถูกเลียนแบบ ถูกปลอมมาเป็น หรือถูกแทนที่โดยบุคคล สิ่งของ หรือวัตถุอันใดได้หรือไม่?

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ฤทธานุภาพของพระเจ้าสามารถสร้างสิ่งทั้งหลายในรูปแบบใดก็ได้ที่มีชีวิตและความทรงพลัง และการนี้ได้รับการกำหนดพิจารณาโดยชีวิตของพระเจ้า พระเจ้าคือชีวิต ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิอำนาจของพระเจ้าสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งปวงเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าทุกคำ กล่าวคือ เริ่มมีขึ้นมาตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า และดำรงชีวิตและสืบพันธุ์โดยการทรงบัญชาของพระเจ้า ซึ่งหลังจากนั้นพระเจ้าจะทรงปกครองและทรงบัญชาสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และจะไม่มีวันมีการเบี่ยงเบนตลอดไปตลอดกาลนาน ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่มีสิ่งเหล่านี้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงครองและถือครองฤทธานุภาพเช่นนั้น และดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่าสิทธิอำนาจ นี่คือความทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นคำว่า “สิทธิอำนาจ” เอง หรือแก่นแท้ของสิทธิอำนาจนี้ แต่ละอย่างสามารถเกี่ยวข้องกับพระผู้สร้างได้เท่านั้น เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจและแก่นแท้อันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และมันเป็นตัวแทนสิทธิอำนาจและพระสถานะของพระผู้สร้าง นอกเหนือจากพระผู้สร้างแล้วก็ไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดที่สามารถเกี่ยวข้องกับคำว่า “สิทธิอำนาจ” ได้ นี่คือการตีความคำว่าสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

“เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก” เหล่านี้คือพระวจนะดั้งเดิมที่พระผู้สร้างได้ตรัสกับมวลมนุษย์ ขณะที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ รุ้งก็ได้ปรากฏขึ้นต่อสายตาของมนุษย์ และมันคงอยู่ ณ ที่นั้นมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ทุกคนเคยเห็นรุ้งดังกล่าว และเมื่อเจ้ามองเห็นมัน เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันปรากฏขึ้นมาอย่างไร? วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์มัน หรือหาที่ตั้งของแหล่งกำเนิดของมัน หรือระบุตำแหน่งแห่งหนของมันได้ นั่นก็เป็นเพราะรุ้งคือหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมนุษย์ มันไม่จำเป็นต้องใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ มันไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนมันได้ มันเป็นความต่อเนื่องของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะของพระองค์แล้ว พระผู้สร้างทรงใช้วิธีการเฉพาะของพระองค์เองเพื่อยึดปฏิบัติตามพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์และพระสัญญาของพระองค์ และดังนั้น การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญานี้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งขึ้นนั้น เป็นประกาศิตจากสวรรค์และธรรมบัญญัติที่จะคงอยู่ตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของพระผู้สร้างหรือมวลมนุษย์ที่ทรงสร้าง ธรรมบัญญัติอันไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้นี้ ต้องกล่าวว่าเป็นการสำแดงแท้จริงอีกประการของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างภายหลังจากการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง และต้องกล่าวว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างนั้นไร้ขีดจำกัด การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญนั้น คือการสืบเนื่องและการขยายสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง นี่คืออีกหนึ่งปฏิบัติการที่พระเจ้าทรงปฏิบัติโดยการใช้พระวจนะของพระองค์ และเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้นกับมนุษย์โดยใช้พระวจนะ พระองค์ได้ทรงบอกกับมนุษย์ถึงสิ่งที่พระองค์ได้ตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะทำให้เกิดขึ้น และลักษณะที่มันจะถูกทำให้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ผล เรื่องนั้นจึงได้ลุล่วงไปตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าในหนทางนี้เอง มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองฤทธานุภาพเช่นนั้น และวันนี้ หลายพันปีหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์ยังคงสามารถมองดูรุ้งที่ถูกตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า เนื่องจากพระวจนะเหล่านั้นที่พระเจ้าดำรัสไว้ สิ่งนี้จึงได้คงอยู่โดยไม่ปรับเปลี่ยนและไม่เปลี่ยนแปลงเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถนำรุ้งนี้ออกไปได้ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติทั้งหลายของมันได้ และมันดำรงอยู่เพียงเพราะพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแน่นอน “พระเจ้าทรงดีงามเช่นเดียวกับพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง และสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นจะคงอยู่ตลอดกาล” พระวจนะดังกล่าวสำแดงไว้ ณ ที่นี้อย่างชัดเจน และนั่นเป็นหมายสำคัญและคุณลักษณะที่ชัดเจนของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า หมายสำคัญหรือคุณลักษณะเช่นนั้นไม่มีอยู่หรือมองไม่เห็นในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ทั้งยังมองไม่เห็นในสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดๆ มันเป็นของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์เท่านั้น และมันจำแนกความต่างของพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ที่ทรงครองโดยพระผู้สร้างเท่านั้นออกจากอัตลักษณ์และแก่นแท้ของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งหลาย ในขณะเดียวกัน มันยังเป็นหมายสำคัญและพระลักษณะเฉพาะที่ไม่มีวันจะถูกก้าวล้ำโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่มิได้ทรงสร้างใดๆ นอกเหนือจากพระเจ้าพระองค์เอง

การที่พระเจ้าทรงตั้งพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์เป็นปฏิบัติการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะใช้เพื่อสัมพันธ์สนิทกับมนุษย์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงหนึ่งและบอกให้มนุษย์รู้ถึงน้ำพระทัยของพระองค์ ด้วยประการฉะนี้เอง พระองค์จึงได้ทรงใช้วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ โดยใช้หมายสำคัญพิเศษเพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์ หมายสำคัญซึ่งเป็นพระสัญญาแห่งพันธสัญญาที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้กับมนุษย์ ดังนั้น การตั้งพันธสัญญานี้เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ใช่หรือไม่? แล้วมันยิ่งใหญ่อย่างไรเล่า? นี่คือสิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับพันธสัญญาอย่างแท้จริง กล่าวคือ มันไม่ใช่พันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างมนุษย์คนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งกับอีกกลุ่มหนึ่ง หรือประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นพันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ทั้งปวง และมันจะยังคงใช้การได้ไปจนกระทั่งถึงวันพระผู้สร้างทรงเลิกล้มทุกสรรพสิ่ง ผู้บริหารพันธสัญญานี้คือพระผู้สร้าง และผู้ธำรงรักษามันก็คือพระผู้สร้างเช่นกัน กล่าวสั้นๆ คือ ความครบบริบูรณ์ของพันธสัญญาแห่งรุ้งที่ตั้งขึ้นกับมวลมนุษย์นี้ได้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ผลตามบทสนทนาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้ สิ่งทรงสร้างทั้งหลายสามารถทำสิ่งอื่นใดได้อีกหรือ นอกเหนือจากนบนอบ เชื่อฟัง เชื่อ ซาบซึ้ง เป็นพยาน และสรรเสริญสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง? เพราะไม่มีสิ่งใดนอกจากพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์ที่ทรงมีฤทธานุภาพในการตั้งพันธสัญญาเช่นนั้น การปรากฏของรุ้งครั้งแล้วครั้งเล่านั้น เป็นการประกาศแจ้งต่อมวลมนุษย์และร้องเรียกให้เขาสนใจต่อพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ ในการปรากฏอย่างต่อเนื่องของพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์นี้ สิ่งที่ถูกสาธิตแสดงต่อมวลมนุษย์ไม่ใช่รุ้งหรือตัวพันธสัญญาเอง แต่เป็นสิทธิอำนาจอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ของพระผู้สร้าง การปรากฏของรุ้งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นั้น สาธิตแสดงกิจการอันน่าสะทกสะท้านและเปี่ยมปาฏิหาริย์ของพระผู้สร้างในสถานที่ซ่อนเร้นทั้งหลาย และในขณะเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญยิ่งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่จะไม่มีวันเลือนรางไป และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นี่มิใช่การแสดงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอีกแง่มุมหนึ่งหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เมื่อพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น” นี่คือพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้นกับอับราฮัม และมันก็จะสำเร็จลุล่วงไปจนชั่วกัลปาวสานดังเช่นพันธสัญญาแห่งรุ้ง และมันยังเป็นพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำแก่อับราฮัมด้วยเช่นกัน มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีคุณสมบัติเหมาะสมและมีความสามารถที่จะทำพระสัญญานี้ให้กลายเป็นจริงได้ ไม่ว่ามนุษย์จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่ามนุษย์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่ามนุษย์จะมีทรรศนะหรือคำนึงถึงมันอย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะลุล่วงไปอย่างพอดิบพอดีตามพระวจนะที่พระเจ้าได้ตรัสไป พระวจนะของพระเจ้าจะไม่ปรับเปลี่ยนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในเจตจำนงหรือมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์ และมันจะไม่ปรับเปลี่ยนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งอันใด ทุกสรรพสิ่งอาจปลาสนาการไป แต่พระวจนะของพระเจ้าจะคงอยู่ตลอดกาล ในความเป็นจริงแล้ว วันที่ทุกสรรพสิ่งปลาสนาการไปนั้น ก็คือวันที่พระวจนะของพระเจ้าลุล่วงอย่างครบบริบูรณ์พอดี เพราะพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์ทรงครองสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ฤทธานุภาพของพระผู้สร้าง และพระองค์ทรงควบคุมทุกสรรพสิ่งและพลังชีวิตทั้งหมด พระองค์ทรงสามารถทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า หรือทำให้บางสิ่งบางอย่างกลายเป็นความว่างเปล่าได้ และพระองค์ทรงควบคุมการแปลงสภาพของทุกสรรพสิ่งจากมีชีวิตอยู่ให้ตายได้ กล่าวคือ สำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเรียบง่ายไปกว่าการเพิ่มทวีเมล็ดพันธุ์ของใครบางคน การนี้ฟังดูเป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับมนุษย์ เหมือนกับเทพนิยายเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับพระเจ้าแล้ว สิ่งที่พระองค์ตัดสินพระทัยและทรงสัญญาที่จะทำนั้นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน อีกทั้งไม่ใช่เทพนิยาย ตรงกันข้าม มันเป็นข้อเท็จจริงที่พระเจ้าได้ทรงมองเห็นแล้ว และที่จะต้องสำเร็จลุล่วงอย่างแน่ใจได้เลย พวกเจ้าซาบซึ้งกับการนี้หรือไม่? ข้อเท็จจริงเหล่านี้พิสูจน์ว่าพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมมีจำนวนมากมายหรือไม่? พวกเขามีจำนวนมากมายเพียงใด? พวกเขามีจำนวนมากมายดัง “ดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล” ที่พระเจ้าได้ตรัสไว้หรือไม่? พวกเขาได้แพร่กระจายไปทั่วประชาชาติและภูมิภาคทั้งปวง ไปถึงทุกที่ในโลกหรือไม่? ข้อเท็จจริงนี้สำเร็จลุล่วงโดยผ่านทางสิ่งใด? มันสำเร็จลุล่วงโดยสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าใช่หรือไม่? พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกทำให้ลุล่วงต่อไป และกลายเป็นข้อเท็จจริงอยู่เนืองนิตย์มาเป็นเวลาหลายร้อยหรือหลายพันปีหลังจากที่พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกตรัสไป นี่คืออิทธิฤทธิ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า และเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งในปฐมกาลนั้น พระเจ้าได้ตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” และความสว่างก็เกิดขึ้น การนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ลุล่วงไปในเวลาอันสั้นมาก และไม่มีความล่าช้าในความสำเร็จลุล่วงของการนั้นและในการทำให้การนั้นให้ลุล่วง กล่าวคือ ผลแห่งพระวจนะของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นฉับพลัน ทั้งสองนั้นเป็นการเผยแสดงสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่เมื่อตอนที่พระเจ้าได้ทรงอวยพรให้อับราฮัมนั้น พระองค์ได้ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นแก่นแท้อีกด้านหนึ่งของสิทธิอำนาจของพระเจ้า ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่า สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างนั้นเกินกว่าการคิดคำนวณ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ได้ทรงเปิดโอกาสให้มนุษย์มองเห็นสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างในด้านที่เป็นจริงยิ่งขึ้นและวิจิตรบรรจงยิ่งขึ้น

ทันทีพระวจนะของพระเจ้าถูกดำรัสออกไป สิทธิอำนาจของพระเจ้าก็เข้าบัญชาพระราชกิจนี้ และข้อเท็จจริงที่ให้สัญญาโดยพระโอษฐ์ของพระเจ้าก็ค่อยๆ เริ่มกลายเป็นความเป็นจริง ผลลัพธ์ก็คือ การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเริ่มปรากฏขึ้นท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง เหมือนกันอย่างยิ่งกับลักษณะที่ต้นหญ้ากลับเป็นสีเขียวเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง ดอกไม้ผลิบาน ตาอ่อนแตกจากต้นไม้ นกเริ่มขับขาน ห่านป่าหวนคืน และท้องทุ่งก็คับคั่งไปด้วยผู้คน…ทุกสรรพสิ่งชุบฟื้นคืนมาด้วยการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ และนี่คือกิจการอันเปี่ยมปาฏิหาริย์ของพระผู้สร้าง เมื่อพระเจ้าทรงทำพระสัญญาของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วง ทุกสรรพสิ่งในสวรรค์และแผ่นดินโลกจะเริ่มต้นใหม่และเปลี่ยนแปลงไปตามพระดำริของพระเจ้า—ไม่มีสิ่งใดได้รับการยกเว้น เมื่อข้อผูกพันหรือสัญญาหนึ่งถูกดำรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งจะทำหน้าที่เพื่อการทำให้ข้อผูกพันหรือสัญญานั้นลุล่วง และถูกยักย้ายเพื่อประโยชน์ของการทำให้ข้อผูกพันหรือสัญญานั้นลุล่วง สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวงถูกจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการภายใต้อำนาจครอบครองของพระผู้สร้าง โดยแสดงบทบาทตามลำดับของพวกมัน และปฏิบัติหน้าที่ตามลำดับของพวกมัน นี่คือการสำแดงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง เจ้าเห็นสิ่งใดในการนี้หรือ? เจ้ารู้จักสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้อย่างไร? สิทธิอำนาจของพระเจ้ามีช่วงขอบเขตหรือไม่? มีจำกัดเวลาหรือไม่? สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า มีความสูงที่แน่นอนหรือมีความยาวที่แน่นอน? สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า มีขนาดหรือความแข็งแรงที่แน่นอน? สามารถวัดตามมิติทั้งหลายของมนุษย์ได้หรือไม่? สิทธิอำนาจของพระเจ้าไม่กระพริบเปิดและปิด ไม่มาและไป และไม่มีผู้ใดสามารถวัดได้ว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้ายิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปมากเพียงใด เมื่อพระเจ้าทรงอวยพรบุคคลหนึ่ง พระพรนี้จะดำเนินต่อเนื่องไป และความต่อเนื่องของมันจะเป็นสักขีพยานพยานถึงสิทธิอำนาจอันไม่อาจประเมินได้ของพระเจ้า และจะเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ได้เห็นการปรากฏอีกครั้งของพลังชีวิตอันมิอาจดับสลายได้ของพระผู้สร้าง ครั้งแล้วครั้งเล่า การแสดงสิทธิอำนาจของพระองค์แต่ละครั้งคือการสาธิตแสดงอันเพียบพร้อมของพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า ซึ่งสาธิตแสดงแก่ทุกสรรพสิ่ง และแก่มวลมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่สำเร็จลุล่วงโดยสิทธิอำนาจของพระองค์นั้นวิจิตรบรรจงเกินกว่าจะเปรียบ และไร้ข้อตำหนิโดยสิ้นเชิง สามารถกล่าวได้ว่าพระดำริของพระองค์ พระวจนะของพระองค์ สิทธิอำนาจของพระองค์ และพระราชกิจทั้งหมดที่พระองค์ทรงทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นล้วนเป็นภาพสวยงามอย่างมิอาจหาใดเปรียบได้ และสำหรับสิ่งทรงสร้างทั้งหลายนั้น ภาษาของมวลมนุษย์ก็ไม่สามารถร้อยเรียงเป็นคำพูดสละสลวยถึงนัยสำคัญและคุณค่าของมันได้ เมื่อพระเจ้าทรงทำพระสัญญากับบุคคลหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขาก็เป็นที่คุ้นเคยของพระเจ้าดุจดังหลังพระหัตถ์ของพระองค์เอง ไม่ว่าพวกเขาจะดำรงชีวิตอยู่ที่ใด หรือพวกเขาทำสิ่งใด ภูมิหลังของพวกเขาก่อนหรือหลังจากที่พวกเขาได้รับพระสัญญา หรือกลียุคที่เกิดในสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพวกเขาจะใหญ่หลวงเพียงใดก็ตาม ไม่สำคัญว่าเวลาจะล่วงเลยไปมากเพียงใดหลังจากที่พระวจนะของพระเจ้าได้ถูกตรัสไป สำหรับพระองค์แล้วมันเป็นราวกับว่าพระวจนะเหล่านั้นเพิ่งได้ถูกดำรัสไป นี่เป็นการกล่าวว่าพระเจ้าทรงมีฤทธานุภาพ และทรงมีสิทธิอำนาจชนิดที่พระองค์ทรงสามารถควบคุม ลุล่วง และอยู่ในร่องครรลองของพระสัญญาทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำกับมนุษย์ได้ และไม่ว่าพระสัญญานั้นจะเป็นสิ่งใด ไม่ว่าต้องใช้เวลายาวนานเพียงใดในการทำให้ลุล่วงอย่างครบบริบูรณ์ และยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าความสำเร็จลุล่วงของพระสัญญานั้นสัมผัสวงเขตที่กว้างขวางเพียงใดก็ตาม—ยกตัวอย่างเช่น เวลา ภูมิประเทศ เชื้อชาติ และอื่นๆ—พระสัญญานี้ก็จะสำเร็จลุล่วงและได้รับการทำให้ลุล่วง และยิ่งไปกว่านั้น ความสำเร็จลุล่วงและการทำให้ลุล่วงของพระสัญญาจะไม่พึงต้องมีความพยายามของพระองค์เลยแม้เพียงน้อยนิด การนี้พิสูจน์ถึงสิ่งใดหรือ? มันพิสูจน์ให้เห็นว่า สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้านั้นมีความกว้างขวางเพียงพอที่จะควบคุมทั้งจักรวาล และมวลมนุษย์ทั้งผอง พระเจ้าได้ทรงทำให้มีความสว่าง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงเพียงบริหารจัดการความสว่างเท่านั้น หรือว่าพระองค์ทรงเพียงบริหารจัดการน้ำเพราะพระองค์ได้ทรงสร้างน้ำขึ้นมาเท่านั้น และว่าสิ่งอื่นใดทุกสิ่งนั้นไม่สัมพันธ์กับพระเจ้า นี่ไม่น่าจะเป็นการเข้าใจผิดหรอกหรือ? ถึงแม้ว่าการที่พระเจ้าทรงอวยพรอับราฮัมนั้นได้ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของมนุษย์แล้วหลังผ่านไปหลายร้อยปี แต่สำหรับพระเจ้า พระสัญญานี้จะยังคงอยู่เหมือนเดิม มันยังคงอยู่ในกระบวนการแห่งความสำเร็จลุล่วง และไม่เคยได้หยุดลงเลย มนุษย์ไม่เคยรู้หรือไม่เคยได้ยินว่า พระเจ้าทรงนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้อย่างไร ทุกสรรพสิ่งได้รับการจัดวางเรียบเรียงและจัดการเตรียมการอย่างไร และเรื่องราวที่เกิดขึ้นท่ามกลางทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าในระหว่างกาลสมัยนี้นั้นน่าอัศจรรย์มากเพียงใด แต่งานแสดงอันน่าอัศจรรย์ทุกชิ้นเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเจ้า และการเปิดเผยถึงกิจการทั้งหลายของพระองค์ได้ถูกส่งต่อและเป็นที่ยกย่องท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ทุกสรรพสิ่งได้แสดงออกไปและได้พูดถึงกิจการอันเปี่ยมปาฏิหาริย์ทั้งหลายของพระผู้สร้าง และเรื่องราวที่เล่าขานกันมากแต่ละเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยของพระผู้สร้างเหนือทุกสรรพสิ่งจะได้รับการกล่าวประกาศโดยทุกสรรพสิ่งมากยิ่งขึ้นตลอดกาล สิทธิอำนาจที่พระเจ้าทรงใช้ปกครองทุกสรรพสิ่ง และฤทธานุภาพของพระเจ้า แสดงให้ทุกสรรพสิ่งเห็นว่า พระเจ้าสถิตอยู่ทุกแห่งหนและทุกเวลา เมื่อเจ้าได้เป็นพยานความแพร่หลายแห่งสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าแล้ว เจ้าจะเห็นว่าพระเจ้าสถิตอยู่ทุกแห่งหนและทุกเวลา สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่ถูกจำกัดควบคุมโดยเวลา ภูมิประเทศ พื้นที่ หรือบุคคล เหตุการณ์ หรือสิ่งอันใด ความกว้างขวางของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์นั้นเกินล้ำจินตนาการของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจหยั่งถึงได้ มนุษย์ไม่อาจจินตนาการได้ และมนุษย์จะไม่มีวันรู้จักโดยครบบริบูรณ์

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ถึงแม้ว่าพระเจ้าจะทรงครองสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพ พระองค์ก็ทรงเฉียบขาดและมีหลักธรรมอย่างยิ่งในการกระทำของพระองค์ และทรงดำรงความเที่ยงแท้ต่อพระวจนะของพระองค์ ความเฉียบขาดของพระองค์และหลักธรรมในการกระทำของพระองค์แสดงให้เห็นถึงความมิอาจล่วงเกินได้ของพระผู้สร้างและความไม่สามารถเหนือกว่าได้ของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงครองสิทธิอำนาจสูงสุด และทุกสรรพสิ่งอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ และถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงมีฤทธานุภาพในการปกครองเหนือทุกสรรพสิ่ง แต่พระเจ้าก็ไม่เคยทรงหยุดชะงักหรือทำให้แผนการของพระองค์เองต้องเสียหาย และแต่ละครั้งที่พระองค์ทรงนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้ มันก็จะสอดคล้องอย่างเคร่งครัดกับหลักธรรมของพระองค์เอง และปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกตรัสออกไปจากพระโอษฐ์ของพระองค์อย่างเที่ยงตรง และปฏิบัติตามขั้นตอนและวัตถุประสงค์ของแผนการของพระองค์ ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงปกครองนั้นก็เชื่อฟังหลักธรรมทั้งหลายในการนำสิทธิอำนาจของพระเจ้ามาใช้ด้วยเช่นกัน และไม่มีมนุษย์หรือสิ่งใดเลยที่ได้รับการยกเว้นจากการจัดการเตรียมการของสิทธิอำนาจของพระองค์ อีกทั้งพวกเหล่านั้นก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนหลักธรรมในการนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้เช่นกัน ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น บรรดาผู้ที่ได้รับการอวยพรจะได้รับโชควาสนาที่สิทธิอำนาจของพระองค์ทำให้เกิดขึ้น และพวกที่ถูกสาปแช่งก็ได้รับการลงโทษของพวกเขาเนื่องจากสิทธิอำนาจของพระเจ้า ภายใต้อธิปไตยแห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้น ไม่มีมนุษย์หรือสิ่งอันใดที่จะได้รับการยกเว้นจากการนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้ อีกทั้งพวกเขาไม่สามารถปรับเปลี่ยนหลักธรรมในการนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้ได้ สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างไม่ถูกปรับเปลี่ยนโดยการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยใด และในทำนองเดียวกันนี้ หลักธรรมในการนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้ก็ไม่ปรับเปลี่ยนด้วยเหตุผลใดเช่นกัน สวรรค์และแผ่นดินโลกอาจก้าวผ่านมหากลียุค แต่สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะไม่เปลี่ยนแปลง ทุกสรรพสิ่งอาจอันตรธาน แต่สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างจะไม่มีวันปลาสนาการไป นี่คือแก่นแท้ของสิทธิอำนาจอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้และมิอาจล่วงเกินได้ของพระผู้สร้าง และนี่คือความทรงเอกลักษณ์ยิ่งของพระผู้สร้าง!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซาตานคือทูตสวรรค์ที่ตกต่ำ ผู้ซึ่งไม่มีวันสามารถสร้างสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งได้เลย และไม่มีวันสามารถล้ำเลิศกว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้เลย

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องก่อนที่แผ่นดินโลกจะได้มาดำรงอยู่ หัวหน้าทูตสวรรค์เป็นทูตสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟ้าสวรรค์...

วิธีที่พระเจ้าได้ทรงนำทางและได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์จนกระทั่งยุคปัจจุบัน

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องหนทางแห่งชีวิตไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ ก็สามารถมีได้ อีกทั้งก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ ก็สามารถบรรลุอย่างง่ายๆ ได้...

มีเพียงพระองค์ผู้ซึ่งทรงสามารถสร้างและปกครองเหนือสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งได้เท่านั้น ที่ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง พระเจ้าทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งและทรงบริหารทุกสรรพสิ่ง...

ไม่มีทูตสวรรค์องค์ใดสามารถเรียกได้ว่าพระเจ้าได้เลย เพราะพวกเขาไม่มีวันสามารถสร้างสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งได้เลย

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องจากเมื่อครั้งที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นการทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง...

ติดต่อเราผ่าน Messenger