ซาตานคือทูตสวรรค์ที่ตกต่ำ ผู้ซึ่งไม่มีวันสามารถสร้างสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งได้เลย และไม่มีวันสามารถล้ำเลิศกว่าสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้เลย

วันที่ 04 เดือน 11 ปี 2020

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง

ก่อนที่แผ่นดินโลกจะได้มาดำรงอยู่ หัวหน้าทูตสวรรค์เป็นทูตสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟ้าสวรรค์ มันมีอำนาจปกครองเหนือทูตสวรรค์ทั้งปวงในฟ้าสวรรค์ นี่เป็นสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้มัน ด้วยการยกเว้นของพระเจ้า มันจึงยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาทูตสวรรค์แห่งฟ้าสวรรค์ ในเวลาต่อมา หลังจากที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษยชาติขึ้น เบื้องล่างบนแผ่นดินโลก หัวหน้าทูตสวรรค์ได้ดำเนินการหักหลังซึ่งยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกต่อพระเจ้าจนสำเร็จ เราพูดว่ามันได้ทรยศพระเจ้าก็เพราะมันต้องการที่จะบริหารจัดการมนุษยชาติและอยู่เหนือล้ำสิทธิอำนาจของพระเจ้า หัวหน้าทูตสวรรค์นี่เองที่ได้ทดลองเอวาให้ทำบาป และที่มันทำเช่นนั้นก็เพราะมันปรารถนาที่จะสถาปนาอาณาจักรของมันบนแผ่นดินโลกและทำให้พวกมนุษย์หันหลังให้กับพระเจ้าและเชื่อฟังหัวหน้าทูตสวรรค์แทน หัวหน้าทูตสวรรค์เห็นว่า หลายสิ่งเหลือเกินที่จะสามารถเชื่อฟังมันได้—พวกทูตสวรรค์สามารถ เช่นเดียวกับที่ผู้คนบนแผ่นดินโลกก็สามารถ นกและสัตว์ร้าย ต้นไม้ ป่า ภูเขา แม่น้ำ และทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกนั้นอยู่ใต้การดูแลของพวกมนุษย์—นั่นก็คือ อาดัมกับเอวา—ในขณะที่อาดัมกับเอวาเชื่อฟังหัวหน้าทูตสวรรค์ เพราะฉะนั้นหัวหน้าทูตสวรรค์จึงได้อยากที่จะอยู่เหนือล้ำสิทธิอำนาจของพระเจ้าและทรยศพระเจ้า หลังจากนั้น มันได้นำทูตสวรรค์มากมายในการกบฏต่อพระเจ้า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวิญญาณที่ไม่สะอาดสารพัดชนิด พัฒนาการของมนุษยชาติจนถึงทุกวันนี้ไม่ได้มีเหตุมาจากการทำให้เสื่อมทรามของหัวหน้าทูตสวรรค์หรอกหรือ? พวกมนุษย์เป็นอย่างที่พวกเขาเป็นในวันนี้ก็เพราะหัวหน้าทูตสวรรค์ได้ทรยศพระเจ้าและทำให้มนุษยชาติเสื่อมทราม พระราชกิจแบบทีละขั้นตอนนี้ไม่ได้เป็นรูปธรรมและเรียบง่ายใกล้เคียงกับที่ผู้คนอาจจินตนาการเลย ซาตานได้ดำเนินการทรยศของมันจนสำเร็จด้วยเหตุผลหนึ่ง ทว่าผู้คนก็หาได้สามารถจับใจความข้อเท็จจริงอันเรียบง่ายเช่นนั้นได้ไม่ เหตุใดเล่าที่พระเจ้าผู้ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกและทุกสรรพสิ่งจึงได้ทรงสร้างซาตานขึ้นมาด้วยเช่นกัน? ในเมื่อพระเจ้าทรงดูหมิ่นซาตานมากมายยิ่งนัก และซาตานคือศัตรูของพระองค์ เหตุใดเล่าพระองค์จึงได้ทรงสร้างซาตานขึ้นมา? การทรงสร้างซาตานไม่ใช่เป็นการที่พระองค์กำลังทรงสร้างศัตรูหรอกหรือ? อันที่จริงแล้ว พระเจ้ามิได้ทรงสร้างศัตรูขึ้นมา ในทางกลับกัน พระองค์ทรงสร้างทูตสวรรค์ และต่อมาทูตสวรรค์องค์นั้นได้ทรยศพระองค์ สถานะของมันได้เติบโตยิ่งใหญ่เหลือเกินจนถึงขั้นที่มันได้ปรารถนาจะทรยศพระเจ้า คนเราอาจสามารถกล่าวได้ว่านี่เป็นความบังเอิญ แต่ว่านี่ก็เป็นความหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างหนึ่ง มันคล้ายคลึงกับการที่บุคคลหนึ่งจะตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หลังจากที่การเป็นผู้ใหญ่ได้ไปถึงจุดเฉพาะจุดหนึ่ง สิ่งทั้งหลายก็แค่ได้พัฒนาการมาจนถึงช่วงระยะนั้นเท่านั้นเอง

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรรู้ว่าองค์รวมแห่งมนุษยชาติได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

เพราะพวกทูตสวรรค์นั้นเปราะบางเป็นพิเศษและไม่ได้ครองความสามารถต่างๆ ให้พูดถึง พวกเขาจึงเกิดความโอหังขึ้นในทันทีที่พวกเขาได้รับสิทธิอำนาจ นี่คือความจริงแท้โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหัวหน้าทูตสวรรค์ที่มีสถานะสูงกว่าสถานะของทูตสวรรค์องค์อื่น กษัตริย์องค์หนึ่งในหมู่ทูตสวรรค์ มันเป็นผู้นำของทูตสวรรค์หลายล้านองค์ และภายใต้พระยาห์เวห์ สิทธิอำนาจของมันเหนือล้ำสิทธิอำนาจของทูตสวรรค์องค์อื่นๆ มันต้องการจะทำสิ่งนี้สิ่งนั้น และต้องการจะเป็นผู้นำทูตสวรรค์ทั้งหลายลงมาท่ามกลางพวกมนุษย์เพื่อที่จะควบคุมโลก พระเจ้าได้ตรัสว่า พระองค์คือองค์หนึ่งเดียวผู้ซึ่งควบคุมดูแลจักรวาล แต่หัวหน้าทูตสวรรค์ได้กล่าวอ้างว่ามันเป็นผู้ควบคุมดูแลจักรวาล—แล้วหลังจากนั้นมา หัวหน้าทูตสวรรค์ก็ได้ทรยศพระเจ้า พระเจ้าได้ทรงสร้างอีกพิภพหนึ่งขึ้นในสวรรค์ และหัวหน้าทูตสวรรค์ได้ปรารถนาที่จะควบคุมพิภพนี้ และยังปรารถนาที่จะลงมายังอาณาจักรมนุษย์ด้วยเช่นกัน พระเจ้าจะทรงสามารถอนุญาตให้มันทำเช่นนั้นได้หรือ? ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงได้ทรงบดขยี้หัวหน้าทูตสวรรค์และโยนมันทิ้งลงไปกลางเวหา ตลอดมานับตั้งแต่มันได้ทำให้พวกมนุษย์เสื่อมทราม พระเจ้าได้ทรงทำสงครามกับหัวหน้าทูตสวรรค์เพื่อที่จะช่วยพวกมนุษย์ให้รอด นั่นคือ พระองค์ได้ทรงใช้หกพันปีนี้ไปกับการทำให้มันปราชัย มโนคติของพวกเจ้าที่เกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นเข้ากันไม่ได้กับพระราชกิจที่พระเจ้ากำลังทรงดำเนินให้เสร็จสิ้นในปัจจุบัน มันช่างไม่สัมพันธ์กับชีวิตจริงโดยสิ้นเชิง และช่างเป็นความเข้าใจผิดอย่างมากมาย! อันที่จริงแล้ว เพียงหลังจากการทรยศของหัวหน้าทูตสวรรค์เท่านั้น พระเจ้าจึงได้ทรงประกาศแถลงว่ามันคือศัตรูของพระองค์ เพียงเพราะการทรยศของมันเท่านั้น หัวหน้าทูตสวรรค์จึงได้เหยียบย่ำไปบนมนุษยชาติหลังการมาถึงในอาณาจักรมนุษย์ และเป็นเพราะเหตุผลนี้เองที่มนุษยชาติได้พัฒนามาถึงจุดนี้ หลังจากเกิดเรื่องนั้นแล้ว พระเจ้าได้ทรงปฏิญญาต่อซาตานว่า “เราจะทำให้เจ้าปราชัย และนำพาความรอดมาสู่พวกมนุษย์ทั้งปวงที่เราได้สร้างขึ้นมา” ด้วยความที่ไม่เชื่อในตอนแรก ซาตานจึงได้ตอบกลับไปว่า “ว่ากันตรงๆ แล้ว สิ่งใดหรือที่พระองค์ทรงทำกับข้าได้? พระองค์ทรงสามารถบดขยี้ข้าลงกลางเวหาได้จริงๆ กระนั้นหรือ? พระองค์ทรงสามารถทำให้ข้าปราชัยได้อย่างแท้จริงกระนั้นหรือ?” หลังจากที่พระเจ้าทรงโยนมันทิ้งลงไปกลางเวหา พระองค์ก็มิได้ทรงใส่ใจในหัวหน้าทูตสวรรค์อีกต่อไปเลย และภายหลังต่อมาก็ได้ทรงเริ่มช่วยมนุษยชาติและดำเนินพระราชกิจของพระองค์เองทั้งที่มีการรบกวนอย่างต่อเนื่องของซาตาน ซาตานสามารถทำสิ่งนี้สิ่งนั้นได้ แต่ทั้งหมดก็เป็นเพราะพลังอำนาจที่พระเจ้าได้ทรงให้กับมันก่อนหน้านี้ มันได้นำสิ่งเหล่านี้ไปสู่กลางเวหากับมันด้วย และได้เก็บรักษาพวกมันมาจนถึงทุกวันนี้ ขณะกำลังบดขยี้หัวหน้าทูตสวรรค์ลงสู่กลางเวหา พระเจ้ามิได้ทรงนำสิทธิอำนาจของมันกลับคืนมา และดังนั้น ซาตานจึงยังคงทำให้มนุษยชาติเสื่อมทรามต่อไป ในอีกทางหนึ่ง พระเจ้าได้ทรงเริ่มการให้ความรอดกับมนุษยชาติผู้ซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามหลังการทรงสร้างไม่ทันไร พระเจ้ามิได้ทรงเปิดเผยการกระทำต่างๆ ของพระองค์ในขณะที่อยู่ในสวรรค์ อย่างไรก็ตาม ก่อนการสร้างแผ่นดินโลก พระองค์ได้ทรงอนุญาตให้ผู้คนในพิภพที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นในสวรรค์ได้เห็นการกระทำของพระองค์ ด้วยเหตุนั้นจึงเป็นการทรงนำผู้คนเหล่านั้นบนสวรรค์ พระองค์ได้ทรงให้สติปัญญาและเชาว์ปัญญาแก่พวกเขา และทรงนำผู้คนเหล่านั้นมาใช้ชีวิตในพิภพนั้น เป็นธรรมดาที่ไม่มีใครเลยในพวกเจ้าที่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ต่อมาหลังจากที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา หัวหน้าทูตสวรรค์ก็ได้เริ่มทำให้พวกเขาเสื่อมทราม นั่นคือ บนแผ่นดินโลก มนุษยชาติทั้งปวงตกไปสู่ความสับสนอลหม่าน ถึงตอนนั้นเท่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเริ่มสงครามของพระองค์กับซาตาน และเพียง ณ เวลานั้นเท่านั้นที่พวกมนุษย์ได้เริ่มมองเห็นกิจการของพระองค์ ในปฐมกาล การกระทำต่างๆ ดังกล่าวมิได้ถูกปกปิดจากมนุษยชาติเลย หลังจากที่ซาตานได้ถูกโยนทิ้งลงสู่กลางเวหามันได้ทำสิ่งต่างๆ ของตัวมันเอง และพระเจ้าได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์เองต่อไป โดยทำสงครามกับซาตานอย่างต่อเนื่อง เรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุคสุดท้าย บัดนี้เป็นเวลาที่ซาตานควรถูกทำลายได้แล้ว ในตอนเริ่มต้น พระเจ้าได้ทรงให้สิทธิอำนาจแก่มัน และต่อมา พระองค์ก็ได้ทรงบดขยี้มันลงไปสู่กลางเวหา ทว่ามันก็ยังคงเยาะเย้ยท้าทาย หลังจากนั้น มันก็ได้ทำให้มนุษยชาติบนแผ่นดินโลกเสื่อมทราม แต่พระเจ้าก็กำลังทรงบริหารจัดการมนุษยชาติอยู่ที่นั่น พระเจ้าทรงใช้การบริหารจัดการพวกมนุษย์ของพระองค์ในการทำให้ซาตานปราชัย ซาตานนำพาชะตากรรมของผู้คนไปสู่จุดจบ และทำให้พระราชกิจของพระเจ้าหยุดชะงักโดยการทำให้พวกเขาเสื่อมทราม ในทางกลับกัน พระราชกิจของพระเจ้าคือความรอดของมนุษยชาติ ขั้นตอนใดของพระราชกิจของพระเจ้าหรือ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะช่วยมนุษยชาติให้รอด? ขั้นตอนใดหรือ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะชำระผู้คนให้สะอาด และทำให้พวกเขาประพฤติตนอย่างชอบธรรม และใช้ชีวิตในภาพลักษณ์ของคนทั้งหลายที่สามารถได้รับความรัก? อย่างไรก็ตาม ซาตานไม่ได้ทำสิ่งนี้ มันทำให้มนุษยชาติเสื่อมทราม มันดำเนินงานของมันในการทำให้มนุษยชาติเสื่อมทรามจนสำเร็จอย่างต่อเนื่องไปทั่วทั้งจักรวาล แน่อยู่แล้วว่า พระเจ้าก็ทรงพระราชกิจของพระองค์เอง โดยมิได้ใส่พระทัยกับซาตานแต่อย่างใด ไม่สำคัญว่าซาตานจะมีสิทธิอำนาจมากเพียงใด พระเจ้าก็ยังคงทรงเป็นผู้ที่ให้สิทธิอำนาจนั้นแก่มันอยู่ดี พระเจ้าไม่ได้ทรงให้สิทธิอำนาจทั้งหมดของพระองค์แก่มันจริงๆ แต่อย่างใด และดังนั้น ไม่สำคัญว่าซาตานจะทำอะไร มันไม่เคยสามารถอยู่เหนือล้ำพระเจ้าได้เลย และมันจะอยู่ในกำมือของพระเจ้าเสมอ พระเจ้ามิได้ทรงเปิดเผยการกระทำใดของพระองค์ในขณะอยู่ในสวรรค์ พระองค์ก็แค่ได้ทรงให้สิทธิอำนาจในสัดส่วนเล็กๆ แก่ซาตานและได้ทรงอนุญาตให้มันทำการควบคุมเหนือทูตสวรรค์องค์อื่นๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ไม่สำคัญว่าซาตานจะทำอะไร มันก็ไม่สามารถอยู่เหนือล้ำสิทธิอำนาจของพระเจ้าได้ เพราะสิทธิอำนาจที่พระเจ้าได้ทรงยอมอนุมัติให้มันแต่เดิมนั้นมีขีดจำกัด ในขณะที่พระเจ้าทรงพระราชกิจ ซาตานทำให้เกิดการหยุดชะงัก ในยุคสุดท้าย การทำให้เกิดการหยุดชะงักของมันจะแล้วเสร็จ ในทำนองเดียวกัน พระราชกิจของพระเจ้าก็จะแล้วเสร็จเช่นกัน และบรรดามนุษย์ประเภทที่พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะทำให้ครบบริบูรณ์ก็จะได้รับการทำให้ครบบริบูรณ์ พระเจ้าทรงชี้นำผู้คนไปในทางที่เป็นบวก พระชนม์ชีพของพระองค์คือน้ำแห่งชีวิต อันประมาณค่ามิได้ และไร้พรมแดน ซาตานได้ทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจนถึงระดับหนึ่ง ในตอนสุดท้าย น้ำแห่งชีวิตก็จะทำให้มนุษย์ครบบริบูรณ์ และมันจะเป็นไปไม่ได้ที่ซาตานจะแทรกแซงและทำงานของมันจนสำเร็จ ด้วยเหตุนั้นพระเจ้าจึงจะทรงสามารถได้รับประชากรของพระองค์โดยครบบริบูรณ์ กระทั่งบัดนี้ ซาตานก็ยังคงปฏิเสธที่จะยอมรับการนี้ มันยังคงต่อสู้ชิงดีกับพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง แต่พระองค์ก็หาได้ใส่พระทัยกับมันไม่ พระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะมีชัยชนะเหนือกำลังบังคับมืดทั้งหมดของซาตานและเหนืออิทธิพลมืดทั้งปวง” นี่คือพระราชกิจซึ่งต้องถูกทำในเนื้อหนัง ณ ตอนนี้ และมันยังเป็นสิ่งที่ทำให้การทรงบังเกิดเป็นมนุษย์มีนัยสำคัญด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ เป็นการทำให้ช่วงระยะของพระราชกิจแห่งการมอบความปราชัยให้กับซาตานในยุคสุดท้ายนั้นครบบริบูรณ์ และเป็นการกวาดล้างทุกสรรพสิ่งที่เป็นของซาตานออกไป ชัยชนะของพระเจ้าเหนือซาตานนั้นมิอาจหลีกเลี่ยงได้! อันที่จริง ซาตานได้ล้มเหลวไปนานแล้ว เมื่อข่าวประเสริฐได้เริ่มเผยแผ่ไปทั่วแผ่นดินของพญานาคใหญ่สีแดง—นั่นก็คือ เมื่อพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ได้ทรงเริ่มพระราชกิจของพระองค์และพระราชกิจนี้ได้เริ่มเคลื่อนไหว—ซาตานได้รับความปราชัยอย่างถึงที่สุด เพราะพระประสงค์ที่แท้จริงที่สุดของการจุติเป็นมนุษย์ก็คือเพื่อที่จะกำราบซาตาน ทันทีที่ซาตานมองเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง และได้เริ่มดำเนินพระราชกิจของพระองค์ให้เสร็จสิ้น ซึ่งไม่มีกำลังบังคับใดเลยจะสามารถหยุดยั้งได้ เพราะฉะนั้น มันจึงกลายเป็นอึ้งตะลึงงันไปในทันทีที่พระราชกิจเข้ามาในสายตา และไม่กล้าที่จะก่อการร้ายใดๆ อีกต่อไป ในตอนแรก ซาตานคิดว่า มันได้มีทุนสนับสนุนติดตัวเป็นสติปัญญาอันล้นเหลือ และมันจึงได้ขัดจังหวะและคุกคามพระราชกิจของพระเจ้า อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้คาดฝันว่า พระเจ้าจะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง หรือคาดฝันว่าในพระราชกิจของพระองค์นั้น พระเจ้าจะได้ทรงใช้การเป็นกบฏของซาตานทำหน้าที่เป็นวิวรณ์และการพิพากษาสำหรับมนุษยชาติ อันเป็นการพิชิตพวกมนุษย์และมอบความปราชัยให้กับซาตานด้วยประการฉะนี้เอง พระเจ้าทรงพระปรีชาญาณกว่าซาตาน และพระราชกิจของพระองค์นั้นเกินล้ำกว่ามันไปไกล เพราะฉะนั้น ก็อย่างที่เราได้แถลงไว้ก่อนหน้านี้ว่า “งานที่เราทำนั้นได้ถูกดำเนินไปจนเสร็จสิ้นโดยตอบสนองต่อกลโกงของซาตาน ในตอนสุดท้าย เราจะเปิดเผยมหิทธิฤทธิ์ของเราและความไร้พลังอำนาจของซาตาน” พระเจ้าจะทรงพระราชกิจของพระองค์ในแถวหน้า ในขณะที่ซาตานลากหางตามมาข้างหลัง จนกระทั่งในตอนสุดท้าย มันจะถูกทำลายลงในที่สุด—มันจะไม่รู้กระทั่งว่าใครที่ตีมัน! มันจะแค่ตระหนักถึงความจริงในทันทีที่มันได้ถูกทุบตีและบดขยี้ไปแล้ว และแล้วภายในตอนนั้นเอง มันก็จะได้ถูกเผาไหม้เป็นจุณในบึงไฟไปเรียบร้อยแล้ว ถึงตอนนั้น มันจะไม่น่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิงหรอกหรือ? เพราะถึงตอนนั้น ซาตานจะไม่มีกลอุบายมากกว่านี้ออกมาใช้อีกแล้ว!

ตัดตอนมาจาก “เจ้าควรรู้ว่าองค์รวมแห่งมนุษยชาติได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันอย่างไร” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

อัตลักษณ์พิเศษของซาตานได้ทำให้ผู้คนมากมายแสดงความสนใจอย่างแรงกล้าในการสำแดงแง่มุมนานาสารพัดของมัน มีแม้กระทั่งผู้คนโง่เขลามากมายที่เชื่อว่าซาตานก็มีสิทธิอำนาจเช่นเดียวกันกับพระเจ้า เพราะซาตานสามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้ และสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมวลมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ มวลมนุษย์จึงสงวนที่ในหัวใจของเขาไว้ให้แก่ซาตาน นอกเหนือจากการนมัสการพระเจ้า และแม้กระทั่งนมัสการซาตานในฐานะพระเจ้า ผู้คนเหล่านี้ทั้งน่าเวทนาและน่ารังเกียจ พวกเขาน่าเวทนาเนื่องจากความไม่รู้เท่าทันของพวกเขา และน่ารังเกียจเนื่องจากความนอกรีตและเนื้อแท้ที่ชั่วในตัวของพวกเขา ณ จุดนี้ เรารู้สึกว่ามันจำเป็นที่จะต้องแจ้งข้อมูลแก่พวกเจ้าว่า สิทธิอำนาจคือสิ่งใด และมันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งใด และมันเป็นตัวแทนของสิ่งใด กล่าวโดยกว้างๆ ก็คือพระเจ้าพระองค์เองทรงเป็นสิทธิอำนาจ สิทธิอำนาจของพระองค์เป็นสัญลักษณ์ของมไหศวรรย์และแก่นแท้ของพระเจ้า และสิทธิอำนาจของพระเจ้าพระองค์เองเป็นตัวแทนของพระสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ซาตานกล้าหรือที่จะกล่าวว่ามันโดยตัวมันเองเป็นพระเจ้า? ซาตานกล้าหรือที่จะกล่าวว่า มันได้สร้างทุกสรรพสิ่งและถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่ง? แน่นอนว่ามันไม่กล้า! เพราะมันไม่มีความสามารถในการสร้างทุกสรรพสิ่ง จนถึงทุกวันนี้มันยังไม่เคยสร้างสิ่งใดที่พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้เลย และไม่เคยสร้างสิ่งใดที่มีชีวิตเลย เพราะมันไม่มีสิทธิอำนาจของพระเจ้า ไม่มีวันเป็นไปได้ที่มันจะสามารถครองพระสถานะและสิทธิอำนาจของพระเจ้า และสิ่งนี้กำหนดพิจารณาโดยแก่นแท้ของมัน มันมีฤทธานุภาพแบบเดียวกันกับพระเจ้าหรือไม่? แน่นอนว่ามันไม่มี! พวกเราเรียกพฤติการณ์ของซาตาน และปาฏิหาริย์ทั้งหลายที่ซาตานแสดงว่าอย่างไร? มันคือฤทธานุภาพหรือ? สามารถเรียกมันว่าสิทธิอำนาจได้หรือไม่? แน่นอนว่าไม่! ซาตานชี้นำกระแสความชั่ว และทำให้เกิดความเสียหาย ลดคุณค่า และขัดจังหวะพระราชกิจของพระเจ้าทุกแง่มุม สำหรับหลายพันปีหลังๆ มานี้ นอกจากการทารุณกรรมและการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม การยั่วยวนและการหลอกลวงมนุษย์ไปในความชั่วช้าและการไม่ยอมรับพระเจ้าจนมนุษย์เดินไปสู่หุบเขาแห่งเงามรณะแล้ว ซาตานได้เคยทำสิ่งใดที่สมควรจะได้รับการรำลึกถึง การชมเชย หรือการทะนุถนอมจากมนุษย์แม้แต่น้อยนิดหรือไม่? หากซาตานได้ครอบครองสิทธิอำนาจและพลังอำนาจ มวลมนุษย์น่าจะได้ถูกมันทำให้เสื่อมทรามแล้วหรือไม่? หากซาตานครอบครองสิทธิอำนาจและพลังอำนาจ มวลมนุษย์จะได้ถูกมันทำอันตรายแล้วหรือไม่? หากซาตานครอบครองพลังอำนาจและสิทธิอำนาจ มวลมนุษย์น่าจะได้ละทิ้งพระเจ้าแล้วหันไปหาความตายแล้วหรือไม่? ในเมื่อซาตานไม่มีสิทธิอำนาจหรือพลังอำนาจ พวกเราควรจะสรุปอย่างไรเกี่ยวกับแก่นแท้ของทุกอย่างที่มันทำ? มีบรรดาผู้ที่นิยามทุกอย่างที่ซาตานทำว่าเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยม แต่กระนั้นเราเชื่อว่าคำนิยามเช่นนั้นยังไม่เหมาะสมนัก ความประพฤติชั่วในการทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทรามของมันเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยมเท่านั้นเองหรือ? กำลังบังคับชั่วที่ซาตานนำมาใช้ทำทารุณกรรมโยบ และความอยากอันดุร้ายของมันในการที่จะทำทารุณกรรมและกลืนกินเขานั้น ไม่อาจที่จะสัมฤทธิ์ผลได้โดยแค่เล่ห์เหลี่ยม เมื่อมองย้อนกลับไป ฝูงแกะฝูงวัวของโยบ ที่กระจัดกระจายออกไปกว้างไกลทั่วเนินเขาและภูเขาได้หายวับไปในชั่วพริบตา โชคลาภอันยิ่งใหญ่ของโยบปลาสนาการไปในชั่วพริบตา การนั้นสามารถสัมฤทธิ์ได้โดยแค่เล่ห์เหลี่ยมกระนั้นหรือ? ธรรมชาติของทุกอย่างที่ซาตานทำสอดรับและเหมาะกับคำศัพท์เฉพาะในด้านลบอย่างเช่น การลดคุณค่า การขัดจังหวะ การทำลาย การทำอันตราย ความชั่ว ความมุ่งร้าย และความมืด และดังนั้น การเกิดขึ้นของทุกสิ่งที่ชั่วและไม่ชอบธรรมก็ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องโยงใยกับพฤติการณ์ของซาตาน และไม่อาจแยกได้จากแก่นแท้อันชั่วร้ายของซาตาน ไม่ว่าซาตานจะ “ทรงพลัง” เพียงใด ไม่ว่ามันจะฮึกเหิมหรือทะเยอทะยานเพียงใด ไม่ว่าความสามารถของมันในการก่อความเสียหายจะยิ่งใหญ่เพียงใด ไม่ว่ากลเม็ดที่มันใช้ยั่วยวนและทำให้มนุษย์เสื่อมทรามจะมีขอบเขตกว้างเพียงใด ไม่ว่าเล่ห์กลและกลอุบายที่มันใช้ข่มขวัญมนุษย์จะฉลาดแยบยลเพียงใด ไม่ว่ารูปแบบในการที่มันดำรงอยู่จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เพียงใด แต่มันไม่เคยสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตได้สักสิ่งเดียว ไม่เคยสามารถกำหนดธรรมบัญญัติหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ สำหรับการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง และไม่เคยสามารถปกครองและควบคุมวัตถุใดได้เลย ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ตลอดทั่วทั้งจักรวาลและพื้นฟ้านั้นไม่มีบุคคลใดสักคนเดียวหรือวัตถุใดสักสิ่งเดียวที่เกิดมาจากมัน หรือดำรงอยู่เนื่องจากมัน ไม่มีบุคคลใดสักคนเดียวหรือวัตถุใดสักสิ่งเดียวที่มันปกครอง หรือที่มันควบคุม ในทางตรงกันข้าม มันไม่เพียงแต่ต้องดำรงชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยิ่งไปกว่านั้น มันยังต้องเชื่อฟังคำสั่งและคำบัญชาทั้งหมดของพระเจ้า หากไม่ได้รับการอนุญาตจากพระเจ้า ก็เป็นการยากที่ซาตานจะสัมผัสได้แม้กระทั่งน้ำสักหยดหรือทรายสักเม็ดบนแผ่นดิน หากไม่ได้รับการอนุญาตจากพระเจ้า ซาตานก็ไม่แม้กระทั่งเป็นอิสระที่จะเคลื่อนย้ายมดไปมาบนแผ่นดินด้วยซ้ำ นับประสาอะไรที่จะเคลื่อนย้ายมวลมนุษย์ผู้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมา ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น ซาตานด้อยค่ากว่าดอกลิลลี่บนภูเขา กว่านกที่บินอยู่ในอากาศ กว่าปลาในทะเล และกว่าหนอนแมลงบนแผ่นดินโลก บทบาทของมันท่ามกลางทุกสรรพสิ่งก็คือเพื่อรับใช้ทุกสรรพสิ่งและทำงานให้แก่มวลมนุษย์ และรับใช้พระราชกิจของพระเจ้าและแผนการบริหารจัดการของพระองค์ ไม่ว่าธรรมชาติของมันจะมุ่งร้ายเพียงใด และไม่ว่าแก่นแท้ของมันจะชั่วเพียงใด สิ่งเดียวที่มันสามารถทำได้คือยึดปฏิบัติตามหน้าที่รับผิดชอบของมันอย่างเป็นหน้าที่ นั่นคือ การปรนนิบัติพระเจ้า และการจัดเตรียมความเป็นขั้วตรงข้ามให้กับพระเจ้า เช่นนั้นเองที่เป็นเนื้อแท้และตำแหน่งของซาตาน แก่นแท้ของมันไม่ได้เชื่อมโยงกับชีวิต ไม่ได้เชื่อมโยงกับพลังอำนาจ ไม่ได้เชื่อมโยงกับสิทธิอำนาจ มันเป็นเพียงแค่ของเล่นในพระหัตถ์ของพระเจ้า แค่เครื่องจักรในการปรนนิบัติพระเจ้าเท่านั้น!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ซาตานไม่เคยกล้าที่จะฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระเจ้า และยิ่งไปกว่านั้น มันยังรับฟังและเชื่อฟังคำสั่งและคำบัญชาเฉพาะของพระเจ้าอย่างระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่เคยกล้าที่จะเยาะเย้ยท้าทายคำบัญชาและคำสั่งเหล่านั้น และแน่นอนว่ามันไม่กล้าที่จะปรับเปลี่ยนคำสั่งใดๆ ของพระเจ้าอย่างอิสระ เช่นนั้นเองคือขีดจำกัดทั้งหลายที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้สำหรับซาตาน และดังนั้น ซาตานจึงไม่เคยกล้าที่จะข้ามขีดจำกัดเหล่านั้น การนี้มิใช่อิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ? การนี้มิใช่คำพยานต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้าหรอกหรือ? ซาตานมีการจับความเข้าใจที่ชัดเจนกว่ามวลมนุษย์มากในเรื่องวิธีประพฤติตนต่อพระเจ้า และวิธีมีทรรศนะต่อพระเจ้า และดังนั้น ในโลกฝ่ายวิญญาณ ซาตานจึงมองเห็นพระสถานะและพระอัตลักษณ์ของพระเจ้าอย่างชัดเจนยิ่ง และมีความซึ้งคุณค่าอันลึกซึ้งต่ออิทธิฤทธิ์แห่งสิทธิอำนาจของพระเจ้าและหลักธรรมที่อยู่เบื้องหลังการนำสิทธิอำนาจของพระองค์มาใช้ มันไม่กล้าที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปเลย อีกทั้งไม่กล้าที่จะล่วงละเมิดสิ่งเหล่านั้นในหนทางใดเลย หรือที่จะทำสิ่งใดที่เป็นการฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระเจ้า และมันไม่กล้าที่จะท้าทายพระพิโรธของพระเจ้าในหนทางใดเลย ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วและโอหังโดยกำเนิด แต่มันไม่เคยกล้าที่จะข้ามเขตคั่นและขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ให้มัน เป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้วที่มันยึดปฏิบัติตามเขตคั่นเหล่านี้อย่างเคร่งครัด มันได้ยึดปฏิบัติตามการทรงบัญชาและคำสั่งทุกประการที่พระเจ้าทรงมอบให้กับมัน และไม่เคยกล้าที่จะก้าวข้ามเครื่องหมายนั้นเลย ถึงแม้ว่าซาตานจะมุ่งร้าย แต่มันก็มีปัญญากว่ามวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามอยู่มาก มันรู้จักพระอัตลักษณ์ของพระผู้สร้าง และรู้จักเขตคั่นของมันเอง จากการกระทำ “ที่นบนอบ” ของซาตานจะเห็นได้ว่า สิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้านั้น เป็นประกาศิตจากสวรรค์ซึ่งซาตานไม่อาจฝ่าฝืนได้ และเห็นได้ว่า เป็นเพราะความทรงเอกลักษณ์และสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแน่ชัดนั่นเอง ทุกสรรพสิ่งจึงเปลี่ยนแปลงและแพร่กระจายไปอย่างเป็นระเบียบ มวลมนุษย์จึงสามารถดำรงชีวิตและทวีจำนวนขึ้นภายในครรลองที่พระเจ้าทรงสถาปนาขึ้น โดยไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถทำความเสียหายให้กับคำสั่งนี้ได้ และไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัตินี้ได้—เพราะสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดล้วนมาจากพระหัตถ์ของพระผู้สร้าง และจากคำสั่งและสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

แม้ว่าซานตานจะได้มองโยบด้วยสายตาอันละโมบ แต่หากไม่ได้รับการอนุญาตจากพระเจ้าแล้ว มันก็ไม่กล้าที่จะแตะต้องแม้ขนสักเส้นเดียวบนร่างกายของโยบ ถึงแม้ว่าซาตานจะชั่วและโหดร้ายโดยกำเนิด แต่หลังจากพระเจ้าได้ทรงออกคำสั่งของพระองค์แก่มัน มันก็ไม่มีทางเลือกใดนอกจากต้องยึดปฏิบัติตามการทรงบัญชาของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าซานตานจะบ้าระห่ำดังเช่นหมาป่าท่ามกลางฝูงแกะเมื่อกล่าวถึงโยบ แต่มันก็ไม่กล้าที่จะลืมขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้กับมัน ไม่กล้าที่จะละเมิดคำสั่งของพระเจ้า และในทุกอย่างที่ซาตานทำนั้น มันไม่กล้าที่จะเบี่ยงเบนไปจากหลักธรรมและขีดจำกัดในพระวจนะของพระเจ้า—นี่มิใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ? จากการนี้สามารถมองเห็นว่า ซาตานไม่กล้าขัดพระวจนะใดๆ ของพระยาห์เวห์พระเจ้า สำหรับซาตานแล้วนั้น พระวจนะทุกคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าคือคำสั่งและธรรมบัญญัติจากสวรรค์ คือการแสดงออกถึงสิทธิอำนาจของพระเจ้า—เพราะเบื้องหลังของพระวจนะทุกคำของพระเจ้าแสดงนัยการลงโทษของพระเจ้าต่อพวกที่ละเมิดคำสั่งของพระเจ้า และต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังและต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์ ซาตานรู้อย่างชัดเจนว่า หากมันละเมิดคำสั่งของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว มันต้องยอมรับผลพวงที่ตามมาจากการฝ่าฝืนสิทธิอำนาจของพระเจ้าและการต่อต้านธรรมบัญญัติจากสวรรค์ แล้วผลพวงที่ตามมาเหล่านี้คือสิ่งใด? ไม่จำเป็นต้องกล่าวเลยว่า ผลพวงเหล่านั้นคือการที่มันถูกพระเจ้าลงโทษนั่นเอง การกระทำของซาตานที่มีต่อโยบนั้น เป็นแค่หน่วยจุลภาคแห่งการทำให้มนุษย์เสื่อมทรามของมัน และเมื่อซาตานกำลังดำเนินการกระทำเหล่านี้ ขีดจำกัดที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดและคำสั่งที่พระองค์ได้ทรงออกให้แก่ซาตานนั้น ก็เป็นแค่หน่วยจุลภาคของหลักธรรมเบื้องหลังทุกอย่างที่มันทำนั่นเอง นอกจากนี้ บทบาทและตำแหน่งของซาตานในเรื่องนี้ ก็เป็นเพียงแค่หน่วยจุลภาคของบทบาทและตำแหน่งในพระราชกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการของพระเจ้า และการไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยสิ้นเชิงของซาตานในการทดลองโยบนั้น เป็นเพียงหน่วยจุลภาคของการที่ซาตานไม่กล้าทำการต่อต้านพระเจ้าแม้แต่นิดเดียวในพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระเจ้า หน่วยจุลภาคเหล่านี้ให้คำเตือนใดแก่พวกเจ้า? ท่ามกลางทุกสรรพสิ่งรวมถึงซาตานนั้น ไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดเลยที่สามารถฝ่าฝืนธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ที่พระผู้สร้างทรงกำหนดขึ้นได้ และไม่มีบุคคลหรือสิ่งใดเลยที่กล้าละเมิดธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านี้ เพราะไม่มีบุคคลหรือวัตถุใดเลยที่สามารถปรับเปลี่ยนหรือหนีรอดจากการลงโทษที่พระผู้สร้างลงทัณฑ์ต่อพวกที่ไม่เชื่อฟังธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์เหล่านั้น มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงสามารถตั้งธรรมบัญญัติและประกาศิตจากสวรรค์ได้ มีเพียงพระผู้สร้างเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพที่จะทำให้พวกมันมีผลบังคับ และมีเพียงฤทธานุภาพของพระผู้สร้างเท่านั้น ที่บุคคลหรือสิ่งอันใดก็ไม่สามารถฝ่าฝืนได้ นี่คือสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้าง และนี่คือสิทธิอำนาจอันสูงสุดท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง และดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ที่สุด และซาตานคือหมายเลขสอง” ไม่มีพระเจ้าอื่นใดเลยเว้นแต่พระผู้สร้างผู้ทรงครองแห่งสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ถึงแม้ทักษะและความสามารถของซาตานจะยิ่งใหญ่กว่าทักษะและความสามารถของมนุษย์ ถึงแม้ว่ามันจะสามารถทำสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้ ไม่ว่าเจ้าจะอิจฉาหรือใฝ่ฝันในสิ่งที่ซาตานทำหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะเกลียดชังหรือขยะแขยงสิ่งเหล่านี้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าเจ้าจะสามารถมองเห็นพวกมันหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าซาตานจะสามารถสัมฤทธิผลมากเพียงใด หรือมันสามารถหลอกลวงผู้คนให้นมัสการและบูชามันกี่คนก็ตาม และไม่ว่าเจ้าจะนิยามมันอย่างไรก็ตาม เจ้าไม่อาจสามารถกล่าวได้ว่า มันมีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า เจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า มีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าควรรู้ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีสิทธิอำนาจ ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีฤทธานุภาพในการควบคุมและปกครองทุกสรรพสิ่ง เพียงเพราะซาตานมีความสามารถในการหลอกลวงผู้คนและสามารถปลอมเป็นพระเจ้า เลียนแบบหมายสำคัญและปาฏิหาริย์ที่พระเจ้าทรงทำ และได้ทำสิ่งทั้งหลายที่คล้ายกับพระเจ้าเท่านั้น เจ้าก็เชื่ออย่างเข้าใจผิดว่า พระเจ้าไม่ทรงเอกลักษณ์ ว่ามีพระเจ้าหลายองค์ ว่าพระเจ้าที่แตกต่างกันเหล่านี้ก็แค่มีทักษะมากกว่าหรือน้อยกว่ากันเท่านั้นเอง และว่ามีความแตกต่างในความกว้างขวางแห่งฤทธานุภาพที่พระเจ้าเหล่านั้นใช้แกว่งไกว เจ้าจัดอันดับความยิ่งใหญ่ตามลำดับการมาถึงของพระเจ้าเหล่านั้นและตามอายุของพระเจ้าเหล่านั้น และเจ้าเชื่ออย่างผิดๆ ว่ามีเทพเจ้าอื่นๆ นอกเหนือจากพระเจ้า และคิดว่าฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้านั้นไม่ทรงเอกลักษณ์ หากเจ้ามีแนวคิดเช่นนั้น หากเจ้าไม่ระลึกได้ถึงความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้า ไม่เชื่อว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองสิทธิอำนาจ และหากเจ้าเพียงแต่ยึดปฏิบัติตามแนวคิดพหุเทวนิยม เช่นนั้นแล้ว เราว่า เจ้าก็คือสวะของสิ่งทรงสร้าง เจ้าเป็นรูปจำแลงแท้จริงของซาตาน และเจ้าเป็นคนชั่วโดยสมบูรณ์! พวกเจ้าเข้าใจสิ่งที่เรากำลังพยายามจะสอนพวกเจ้าโดยการกล่าวคำพูดเหล่านี้หรือไม่? ไม่สำคัญว่าเวลา สถานที่ หรือภูมิหลังของเจ้าจะเป็นอย่างไร เจ้าต้องไม่สับสนปนเปพระเจ้ากับบุคคล สิ่งของ หรือวัตถุอื่นใด ไม่ว่าเจ้าจะรู้สึกว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าและแก่นแท้ของพระเจ้าพระองค์เองนั้นไม่อาจเป็นที่รู้จักได้หรือไม่อาจเข้าหาได้เพียงใดก็ตาม ไม่ว่าความประพฤติและคำพูดของซาตานจะตรงกับมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการของเจ้ามากเพียงใดก็ตาม ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เจ้าพึงพอใจเพียงใดก็ตาม จงอย่าโง่เขลา จงอย่าสับสนไปกับมโนทัศน์เหล่านี้ จงอย่าปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระเจ้า จงอย่าปฏิเสธพระอัตลักษณ์และพระสถานะของพระเจ้า จงอย่าผลักพระเจ้าออกนอกประตูและนำซาตานเข้ามาแทนที่พระเจ้าภายในหัวใจของเจ้าและเป็นพระเจ้าของเจ้า เราไม่กังขาเลยว่า พวกเจ้ามีความสามารถในการจินตนาการถึงผลพวงที่ตามมาของการทำเช่นนั้น!

ตัดตอนมาจาก “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พระเจ้าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง สิทธิอำนาจของพระองค์ทรงเอกลักษณ์

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องพระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อสร้างทุกสรรพสิ่งปฐมกาล 1:3-5 พระเจ้าตรัสว่า “จงเกิดความสว่าง” ความสว่างก็เกิดขึ้น...

วิธีที่พระเจ้าทรงบริหารจัดการและทรงปกครองทั้งสากลพิภพ

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง ในความกว้างใหญ่ของจักรวาลและพื้นฟ้า สรรพสิ่งทรงสร้างเกินคณานับดำรงชีวิตอยู่และสืบพันธุ์...

ไม่มีทูตสวรรค์องค์ใดสามารถเรียกได้ว่าพระเจ้าได้เลย เพราะพวกเขาไม่มีวันสามารถสร้างสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งได้เลย

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้องจากเมื่อครั้งที่พระองค์ได้ทรงเริ่มต้นการทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง...

มีเพียงพระองค์ผู้ซึ่งทรงสามารถสร้างและปกครองเหนือสวรรค์ แผ่นดินโลก และทุกสรรพสิ่งได้เท่านั้น ที่ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งการทรงสร้าง

พระวจนะของพระเจ้าที่เกี่ยวข้อง พระเจ้าทรงเป็นองค์หนึ่งเดียวผู้ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งและทรงบริหารทุกสรรพสิ่ง...

ติดต่อเราผ่าน Messenger